ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

รักษาศึล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66859
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 14 ส.ค. 2026, 12:51 ]
หัวข้อกระทู้:  รักษาศึล

เรื่องของความสุข"

คนเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใด ภาษาใด นับถือศาสนาใดก็ตาม ล้วนแต่มีความปราถนาอย่างเดียวกัน สิ่งนั้นคือความสุข

ทุกคนต้องการความสุข แต่ชนิดของความสุขและวิธีการหาความสุข แตกต่างกันออกไป ตามระดับของจิต ระดับปัญญาของแต่ละคน

ความสุขขั้นต่ำที่สุด และหาง่ายที่สุด คือความสุขที่เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เช่นเห็นรูปสวย ๆ แล้วมีความสุข ได้ยินเสียงไพเราะแล้วมีความสุขเป็นต้น เป็นความสุขที่ต้องอาศัยวัตถุเป็นเครื่องล่อ เรียกว่า เป็นความสุขที่เกิดจากอามิสคือเครื่องล่อ

พวกที่ชอบความสุขชนิดนี้เรา เรียกว่า วัตถุนิยม ความสุขประเภทนี้มีสุขเป็นเหตุ มีทุกข์เป็นผล เพราะความสุขประเภทนี้ เสพแล้วไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ มีความอยากอยู่เรื่อย ๆ

เช่นอาหาร เมื่อกินแล้วรู้สึกว่าอร่อย มีความสุข ก็อยากกินเรื่อย ๆ ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ เกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บเพราะการกินก็มาก ถ้าอาหารไม่อร่อย ก็ไม่พอใจเป็นทุกข์ทันที ฉะนั้นความสุขที่เกิดจากวัตถุนี้จึงสุขบ้างทุกข์บ้าง เป็นไปเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

บางครั้งก็สร้างบาปสร้างกรรม ทําให้จิตเดินลงต่ำไปเรื่อย ๆ สังคมวัตถุนิยมที่ปล่อยกันอย่างเสรีโดยไม่มีการเหนี่ยวรั้ง จึงเดินลงต่ำไปเรื่อย ๆ ดังที่เห็นกันทุกวันนี้

มีความสุขอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องอาศัยอามิสหรือเครื่องล่อ ได้แก่ การนั่งทำสมาธิ ทำจิตให้สงบ จิตจะมีความสุขในตัวของมันเอง เป็นความสุขที่รู้สึกอิ่ม มีปิติ เป็นสุขที่ปราณีตกว่า แต่ความสุขชนิดนี้ทำได้ยาก ต้องใช้ความอดทน ควบคุมจิตในระยะต้น ๆ

ความสุขประเภทนี้จึงมีเหตุเป็นทุกข์ แต่มีผลเป็นสุข ความสุขประเภทนี้สามารถพัฒนาให้ปราณีตขึ้นไปได้มากขึ้น ๆ จนถึงความสุขที่แท้จริง คือมรรคผลนิพพาน เป็นความสุข ที่ไม่เวียนกลับมาเป็นทุกข์อีก

จะเปรียบเทียบความสุขด้านวัตถุนิยม กับความสุขที่แท้จริงให้ฟัง

เปรียบเหมือนคนเป็นโรคคัน ถ้าเกาจะรู้สึกว่ามีความสุข แต่ยิ่งเกาโรคยิ่งกำเริบ การรักษาโรคนั้นในระยะแรก ๆ จะรู้สึกทรมานสักหน่อย แต่ก็มีความรู้สึกว่าโรคนั้นจะหายไปได้ ก็มีความสุขอีกชนิดหนึ่งแทรกอยู่ ถ้ารักษาโรคนั้นหายแล้ว ก็จะรู้สึกเป็นสุขมาก

ความสุขจากการเกาเพื่อบรรเทาอาการคัน กับความสุขที่เกิดจากการหายโรคนั้น ต่างกันอย่างไร ก็ขอให้ญาติโยมไปคิดเปรียบเทียบกันเอาเองก็แล้วกัน

.. เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

หลวงปู่ทิวา อาภากโร





ถูกเขาสรรเสริญจนตัวลอย ก็ฟุ้งเฟ้อไป
ถูกเขานินทา ก็มาขัดใจโกรธแค้นเหมือนกับเป็นคนบ้า
ได้รับการสรรเสริญ ก็บ้าไปอย่าง
ได้รับการนินทา ก็บ้าไปอีกอย่าง
นี่เพราะมันไม่รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง
ในโลกนี้มันเป็น "ตถตา" มันเป็นเช่นนั้นเอง

ท่านพุทธทาสภิกขุ





"ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต
เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต
มันจึงจะเห็นผลของความดี

ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีลให้ไปบอก
พุทโธ หรือตายไปแล้วให้ไปรับศีล เช่นนี้ เป็นการกระทำที่ ผิดทั้งหมด

เหตุว่าคนเจ็บ จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจไยดี
กับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น
จึงจะระลึกได้ เพราะตนเองเคยทำมา จนเป็นอารมณ์ของจิตแล้ว

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/