| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| พรหมวิหาร 4 http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66842 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 04 ส.ค. 2026, 05:07 ] |
| หัวข้อกระทู้: | พรหมวิหาร 4 |
จิตดวงนี้มันเป็นของไม่แตกดับ มันแตกดับเพียงแค่เฉพาะร่างกาย แต่จิตที่ยังฝังรากลึกไปด้วยอวิชานั้นแหละ จะพาเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพน้อย ภพแต่จิตที่ยังฝังรากลึกไปด้วยอวิชานั้นแหละ จะพาเวียนว่ายตายเกิดไปสู่ภพน้อย ภพใหญ่ ตอนนี้เราจะเป็นที่แน่ใจในเวียนภพชาติไปข้างหน้า เราก็ต้องมีทรัพย์เป็นหลักประกันที่จะเวียนไปสู่ภพชาติข้างหน้า ทรัพย์อันนี้แหละที่พระพุทธเจ้าให้ชื่อว่า ทรัพย์อันประเสริฐ เพราะมันอยู่กับจิตดวงนี้ตลอดไป ทรัพย์นั้นก็ คือ บุญ การสั่งสมบุญนี้แหละ จะเป็นหลักประกันให้แก่จิตใจของเรา แม้อยู่ในปัจจุบัน จิตใจที่มีบุญเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง มันก็มีความเบิกบาน เหมือนกับ สุขโต คือ ไปด้วยความเป็นสุข จะไปเป็นสุขมันก็ต้องอยู่เป็นสุขเสียก่อน ผู้ที่มีธรรม มีธรรมประจำใจ มีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอยู่ภายในจิตในใจ อยู่ก็เป็นสุข ไปก็เป็นสุข มันก็เป็นหลักประกันในการไปของเราในภพชาติข้างหน้า หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม #วัดป่าบ้านตาด “เรื่องของบุญ ท่านเปรียบเหมือนกับว่าฝนตกลงในโอ่งใหญ่ ๆ เรื่องทำบุญก็เหมือนกัน เรามีน้อย เราก็ใส่ตามที่เรามี ตามฐานะที่เราหามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ เราก็ได้บุญมาก เหมือนเม็ดฝนที่ตกลงในโอ่ง มันตกทีละเม็ด แต่มันตกตลอดทั้งวันทั้งคืน มันก็เต็มโอ่งใหญ่ ๆ ได้...” พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญฺญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ จ.เชียงใหม่ “บุญที่เราทำให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น… ถ้าเขาไปเป็นเทวดา เขาก็อิ่มทิพย์ แต่ถ้าเขาไปเป็นสัตว์นรก เขาก็รับไม่ได้ แต่สุดท้าย บุญที่เราได้ทำไปนั้น ก็จะกลับมาหาเรา ไม่ได้หายไปไหนดอก” #หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร “ มันเสียหายตรงไหนหรือ ” ถาม : การหนีไปบวชจะเป็นการเห็นแก่ตัวไหมเจ้าคะ พระอาจารย์ : ก็พระพุทธเจ้าก็หนีไปบวชเหมือนกัน เห็นแก่ตัวหรือเปล่า มันก็ต้องเห็นแก่ตัวล่ะ ทำไม้เห็นแก่ตัวแบบนี้มันเสียหายตรงไหนหรือ เราไม่สบายเราก็ไปรักษาตัวเราก่อน ใจเราไม่สบายใจเราทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย เราอยากจะให้ใจเราไม่ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย มันก็ต้องไปรักษาใจ พระพุทธเจ้าทรงเห็นคนแก่คนเจ็บคนตายแล้วก็ทุกข์ แล้วก็เห็นวิธีรักษาใจ เพื่อรักษาความทุกข์อันนี้ก็ต้องไปเป็นนักบวช แล้วพระองค์ก็ไปบวช พอท่านรักษาใจหายแล้วท่านก็กลับมาช่วยรักษาใจของพ่อของแม่ต่อไป มันเห็นแก่ตัวตรงไหน เห็นแก่ตัวที่ดี ที่มีคุณมีประโยชน์ เบื้องต้นเราก็ต้องรักษาตัวเราให้หายก่อน เวลาหายแล้วเรารู้จักวิธีรักษาเราก็จะมาบอกคนอื่นต่อไปอีกที ไม่ได้เก็บความรู้นี้ไว้ ถ้าพระพุทธเจ้าเก็บความรู้นี้ไว้อาจจะว่าท่านเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ได้ . กระแสธรรม วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๘ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี บางคนเข้าใจผิดว่าถ้าเราใจดีมีเมตตา มากเกินไป อาจจะถูกเอาเปรียบ อาจจะ โดนคนเห็นแก่ตัวเดินเหยียบข้ามไป ที่จริง พระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่องเมตตาว่าเป็น หนึ่งในสี่ข้อของพรหมวิหาร (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) ในสี่ข้อนี้ ข้อสุดท้ายคืออุเบกขาเป็นตัวสำคัญ อุเบกขา คือ ความเป็นกลาง ซึ่งเกิดจาก ความเข้าใจในกฎแห่งกรรม ถ้าใครมีเมตตา ในบริบทของพรหมวิหารจะไม่ลืมกฎแห่งกรรม เมื่อเป็นเช่นนั้น ความหวังดีต่อคนอื่น ย่อมแสดงออกในกรอบของความถูกต้อง ถ้าเราต้องการให้ใครมีความสุข เราจะ ไม่ยอมให้เขาเอาเปรียบใคร รวมถึงตัวเรา เพราะถ้าเขาเอาเปรียบเรา เขาอาจได้รับ ความสุขในระยะสั้น แต่เขาย่อมได้รับความ ทุกข์เป็นวิบากในอนาคต เราจึงไม่ยอม ถ้าเราเข้าใจว่าเมตตาเขาคือให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เขาต้องการ นั่นไม่ใช่หลัก พรหมวิหาร นั่นคือ " พรมวิหาร " ... ... สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี พระอาจารย์ชยสาโร “..นิโรธะ..การปฏิบัติอานาปานสติ ถ้าไม่ถูกกับจริต มีความอึดอัดใจ หายใจไม่สะดวก ไม่สบาย ถ้าถูก มันจึงสบาย หายใจเบาลง แต่คนก็ชอบแต่ความสบาย ถ้าไม่สบายไม่ค่อยชอบ ถ้ามันสบาย มันก็หลงไปเสียกับความสบายล่ะ ถ้าเปลี่ยนบ้างมันจึงจะดี เปลี่ยนคือความเจ็บป่วยนั้น มันเปลี่ยนบ้าง มันจึงรู้ มันจึงตื่น หมายความว่าเปลี่ยน มันไม่เพลิน เวทนามันทรมาน ให้เขาปราบเอาบ้าง มันจึงดี เหมือนกันกับเด็กมันดื้อ มันคะนอง พ่อแม่ต้องเฆี่ยนเอาบ้าง มันจึงหายความคะนอง จิตของเรามันเป็นอย่างนั้น ถ้าอยู่ดีสบายแล้ว มันลืม ให้นั่งภาวนาเป็นสมาธิ ให้มันเป็นปัญญา คอยเตือนอย่าดื้อ อย่าคะนอง ให้กำหนดให้มันรู้ทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนว่าให้มารู้จักทุกข์ ถ้ามันสบายแล้วมันไม่รู้จักทุกข์ มันมัวแต่เพลินไป ถ้ามันสบายแล้ว ให้มันไม่สบาย แล้วมันจึงกำหนดรู้จักทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่าให้มันรู้จักทุกข์ ให้มันรู้จักพิจารณาแต่ทุกข์ พิจารณาให้มันเห็นชัด มันอยู่ที่ใจแล้ว มันจึงจะค้นหาเหตุ ทุกข์เป็นผล แล้วความทะเยอทะยานนั้นเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ ค้นไปให้เห็นเหตุเกิดทุกข์ จะปล่อยวางความทะเยอทะยานความหลง อันสมุทัยนั่นแหละเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ สมุทัยสมมุติ สมมุติว่าผู้หญิง ผู้ชาย ว่าคน ว่าสัตว์ นั่นไปหลงสมมุติ พอใจเพราะความหลง สมุทัยก็มาจากความหลง พอมันขี้หลงเข้า หลงอยากเป็นอยากมี หลงสิ่งที่ไม่ชอบ รู้เหตุอันนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุให้ท่องเที่ยวในสังสารจักรไม่มีที่สิ้นสุด ให้ปล่อยวางอันนี้ ปล่อยวาง คือไม่ยึดไม่ถือ รู้เท่ามัน เมื่อปล่อยวางแล้วนั่นแหละ จิตมันจึงจะสงบ จิตมันจึงจะมีความสุขความสบาย จิตไม่ดิ้นรน จิตสงบนั่นแหละ ให้รู้ว่าจิตเราสงบ จิตเราไม่เพลิดเพลินกับอารมณ์ ดีก็ตาม ไม่ดีก็ตาม ไม่เพลิดเพลิน เฉย เป็นกลาง เรียกว่า “นิโรธะ” ปล่อยวางอันนี้ ความทะเยอทะยานหรือสมุทัย วางอันนี้แหละ ได้ชื่อว่าปล่อยเหตุ วางเหตุแล้วจิตสงบ จิตเป็นกลาง การค้นการพิจารณาเรื่องจิตนี้เรียกว่า มรรคปฏิปทา เรียกว่าข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราภาวนาบริกรรมอันใด มันสบายใจ บริกรรมแล้วก็ต้องพิจารณา “สมถะ” การบริกรรม “วิปัสสนา” เรียกว่า กำหนดพิจารณา เรื่องพิจารณาสังขารร่างกาย อันนี้เรียกว่าวิปัสสนา ทำไปพร้อมเมื่อบริกรรมไป บริกรรมไป พอจิตสงบสักหน่อย มันไม่ลงถึงที่ มันก็ต้องค้นคว้า ก็ค้นคว้าร่างกายของเรา ต้องพิจารณาสกนธ์กายของเรานี่แหละ กรรมฐานทุกคนนั่นแหละ พวกพระ พวกเณร พวกญาติโยมนั่นก็เป็นกรรมฐาน กรรมฐานหมด มีอยู่หมดทุกรูปทุกนาม พระพุทธเจ้าว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เรียกว่า “ปัญจกรรมฐาน” กรรมฐานแท้ ให้พิจารณาอันนี้ ผมมันก็ตั้งอยู่บนศีรษะ พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา ผมไม่ใช่คน เป็นแผนกหนึ่งต่างหาก ขนก็ไม่ใช่คน เรามาสำคัญว่าขนเรา เล็บเรา ผมเรา ฟันก็ไม่ใช่คน เป็นแผนกหนึ่งต่างหาก หนังก็ไม่ใช่คน หนังสำหรับห่อกระดูกไว้เท่านั้นแหละ อาการ ๓๒ นี่ พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาแยกออกเป็นสัดเป็นส่วน อะไรเป็นคนเป็นสัตว์ ไม่สำคัญว่าผู้หญิงผู้ชาย ว่าเขาว่าเรา สำคัญที่คนเห็นผิด อาการ ๓๒ นี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า เยื่อในสมองศีรษะ เป็นต้น หมู่นี้เป็นคนละอย่างๆ มันไม่ใช่คน พระพุทธเจ้าว่ามันไม่ใช่คนนะ อีกอย่างพระพุทธเจ้าว่า ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมรวมกัน เรียกว่า รูป รูปใหญ่ มหาภูตรูป สิ่งที่อาศัยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เวทนา คือความเสวยอารมณ์ สุขทุกข์ก็ดี สัญญา ความจำหมายโน่นหมายนี่ จำโน่นจำนี่ จิตเจตสิก คือ ความคิดความอ่าน ความปรุงขึ้นที่จิตคือวิญญาณสังขาร ความรู้ทางอายตนะทั้ง ๖ อันนี้เราว่ารูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เรียกว่า “ขันธ์” ไม่มีคนไม่มีสัตว์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ วิญญาณเป็นความรู้เท่านั้น รู้กันอยู่นี่แหละ ค้นไปค้นมาอยู่นั่น มองดู คนอยู่ไหน สมถะ คือการบริกรรม วิปัสสนา การค้นคว้าอาการ ๓๒ นี่แหละ ค้นไป ไม่ส่งจิตไปที่อื่น เวลาเราทำสมาธิ เราต้องตั้งใจว่าเวลานี้เราจะทำหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือจะกำหนดให้มีสติประจำใจ ไม่ให้มันออกไปสู่อารมณ์ภายนอก ให้มีสติประจำใจอยู่ ไม่ให้ไปภายนอก เดี๋ยวนี้หน้าที่ของเราจะภาวนา จะทำหน้าที่ของเรา ไม่ต้องคิดการงานข้างนอก เมื่อออกแล้วจะทำอะไรก็ทำไป เวลาเราจะทำสมาธิทำความเพียรของเรา ต้องตั้งสัจจะลง ตั้งใจกำหนดอยู่ในสกนธ์กายนี้ กำหนดสติให้รู้กับใจ เอาใจรู้กับใจ ให้จิตอยู่กับจิต กำหนดจิตขึ้น ให้ทำให้มันพอ อาศัยศรัทธา วิริยะ เหตุทำให้มากๆ อันนี้แหละก้อนธรรม พระพุทธเจ้าว่าก้อนธรรมอันนี้แหละ ก้อนธรรมหมดทั้งก้อน ธรรมไม่มีที่อื่น ไม่มีที่อยู่อื่น จำเพาะรูปใคร รูปเราเท่านั้น เป็นธรรมหมดทั้งก้อน ก้อนธรรมอันนี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน พระพุทธเจ้าว่า ปัญจุปาทานักขันธา อนิจจา ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความเกิดขึ้นตั้งขึ้นในเบื้องต้น มีความแปรปรวนไปในท่ามกลาง มีความแตกสลายไปในเบื้องปลาย ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ขันธ์อันนี้เป็นทุกข์ มีทุกข์บีบคั้นอยู่ มีแต่ทุกขเวทนานั่นแหละ ความสุขมีนิดเดียว ผู้ที่พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีสักหน่อยความสุขในโลกนี้ โลกคือสกนธ์โลกอันนี้ สกนธ์กายนี้ ปัญจุปาทานักขันธา อนัตตา ธรรมทั้งหลายสกนธ์กายอันนี้ ขันธ์ ๕ อันนี้ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน พระพุทธเจ้าว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายจะเป็นสังขตธรรมหรืออสังขตธรรมก็ตาม ไม่มีความประเสริฐ ไม่มีความดี พิจารณาเห็นสกนธ์กายว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแล้ว อันนี้เรียกว่าผู้ถึงวิราคะ วิราโค เสฏโฐ เป็นธรรมอันประเสริฐ วิราคะคือความคลายกำหนัดจากอารมณ์ทั้งหลาย นี่เป็นธรรมอันประเสริฐ นั่นแหละเมื่อถึงวิราคะ เรียกว่า นิโรโธ ทุกข์ดับ มีความเบื่อหน่าย เหนื่อยหน่ายในความเป็นอยู่ของอัตภาพ นี่แหละเรียกว่าปล่อยวาง เห็นตามความเป็นจริง แล้วปล่อยวางตัณหา ความทะเยอทะยาน ความอยาก ความใคร่ในทางกิเลสกาม ความอยากเป็นอยากมี ถึงขั้นนี้ก็กิจสำเร็จแล้ว..” จากหนังสือ อนาลโยวาท หลวงปู่ขาว อนาลโย ประวัติ ปฏิปทา และคำเทศนา หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู “ . . ถ้ามัวถือเอาแต่คำอธิบายของครูอาจารย์แล้ว จิตก็จะติดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้าในการภาวนา เพราะเหตุนั้น จึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย แนะนำให้รู้ทางแล้ว ต้องทำเอง เมื่อเกิดความขัดข้อง จึงมารับคำแนะนำอีกครั้ง การปฏิบัติเช่นนี้ เป็นผลดีแก่ศิษย์ผู้มุ่งปฏิบัติ เพื่ออรรถ เพื่อธรรม อย่างแท้จริง . . ” โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงตามหาบัวเล่าเรื่อง... *** #พระอัญญาโกณฑัญญะ *** พระพุทธเจ้าสงเคราะห์โลกด้วยความเมตตา สงเคราะห์โลกด้วยพระอัธยาศัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเหมือนๆ กัน พระเมตตาสุดส่วน คือพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ เต็มพระทัย ๆ จากนั้นมาก็สาวก เป็นไปตามนิสัยวาสนาบารมีความเมตตาเป็นพื้นฐานอยู่ในจิตนั้นเหมือนกัน แต่ที่จะกระจายออกไปตามหลักนิสัยวาสนาที่ทำประโยชน์ให้โลกได้มากก็มี ได้น้อยก็มี ตามนิสัยวาสนาของแต่ละพระองค์ ๆ ที่ทำมา พอเหมาะพอดีกับองค์ท่านเอง อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะนี้ ท่านสอนได้หลานคนเดียวพระปุณณมันตานีบุตรนี้ เป็นธรรมกถึกเอก ได้รับเอตทัคคะสมณศักดิ์เป็นนักเทศน์เอก พระปุณณมันตานีบุตร หลานชายของพระอัญญาโกณฑัญญะ สำหรับท่านเองท่านไม่เกี่ยวกับใคร แต่เรื่องเทวบุตรเทวดาปฏิเสธไม่ได้นะ ส่วนกับมนุษย์มนารู้สึกว่า ท่านจะไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องอะไรนักเลย อยู่กับสัตว์ กับเทวบุตรเทวดานี้ ปฏิเสธไม่ได้ ท่านก็ไปทำกับพวกนั้นเสีย พวกช้าง (หัวเราะ) ท่านเอาช้างเป็นอุปัฏฐากนะ ช้างนั้นก็ทราบว่าเป็นโพธิสัตว์เหมือนกัน เราก็อ่านนานแล้ว มันลืม แต่พอจับเงื่อนได้ว่า เป็นโพธิสัตว์เหมือนกัน ช้างที่รักษาพระอัญญาโกณฑัญญะ ถึงกาลจะนิพพานแล้วก็มาทูลลาพระพุทธเจ้า ย้อมผ้าด้วยหินแดง เพราะอยู่ในป่าในเขาไม่มีอะไรจะย้อมก็ย้อมอย่างนั้น ย้อมผ้าเป็นสีหินแดงออกมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลลาปรินิพพาน พระเณรหนุ่มน้อยมองเห็นพระเณรเราก็เหมือนพวกไอ้กี้ ไอ้หย็อง นี่ละพอมองเห็นพระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะนี้ก็ยังแก่กว่าพระพุทธเจ้าอีกนะ เพราะท่านเป็นองค์ทำนาย เป็นฤาษีดาบสที่หนุ่มมากกว่าเพื่อน ที่ทำนายชี้ลงนิ้วเดียวเลยว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียว บรรดาทายทั้งหลายมีสองแง่คือ ถ้าไม่เป็นพระพุทธเจ้า จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นสองแง่ แต่พระอัญญาโกณฑัญญะที่ทายนี้ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียวเพราะฉะนั้นจึงออกไปบวชรอพระพุทธเจ้า อายุแก่กว่าแล้วนี่ทีนี้มาทูลลาพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพาน พระเณรเห็นสีผ้าและเฒ่าแก่งก ๆ งัน ๆ พอทูลลาพระพุทธเจ้าเสร็จเรียบร้อยออกไปแล้ว พระเณรหนุ่มน้อยเหมือนไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หย็อง ก็รุมเข้ามาถามล่ะซี หลวงพ่อนี้มาจากไหน ดูสีผ้าเหมือนสียักษ์ พระพุทธเจ้าก็ โถ! อย่าพูดอย่างนั้น ขึ้นทันทีเลย "อย่าพูดอย่างนั้นนะ นี่พี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลายรู้ไหม พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นปฐมสาวกของเราคถาคต คือ องค์นี้เอง นี่ท่านจะลาเข้าสู่นิพพาน ท่านมาลา ท่านจะนิพพานแล้ว" .............. คัดลอกจากหนังสือ "เทวดา" หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน "ทุกข์... เกิดขึ้น ก็ให้ทราบว่า...เรื่องของทุกข์ สุข... เกิดขึ้น ก็ให้ทราบว่า...เรื่องของสุข ไม่ใช่...เรื่องของเรา เรื่องของเรา... มีทางเดียว ที่จะพิจารณาให้รู้เรื่อง ของ... สุข และทุกข์ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป." องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน. #พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าถึงใจ "...พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าถึงใจ" อย่างเดียวกับคนทั้งหลายเข้าใจเหมือนกัน แต่คนทั้งหลายทำไม่ถูกหนทาง จึงได้แต่พูดแต่ทำไม่ถูก เช่นเขาพูดกันว่า กลุ้มใจ ทุกข์หัวใจ เจ็บใจ มันแสบเข้าถึงหัวใจ ดังนี้เป็นต้น แต่ไม่ทราบว่าใจที่แท้จริงนั้นคืออะไร ถ้าทราบใจที่แท้จริงแล้ว เมื่อทุกข์ใจ กลุ้มใจ เจ็บใจ ก็เอาใจนั้นออกจากเรื่องนั้นเสีย มันก็หมดเรื่อง เพราะคนเราไม่สามารถจะทำความสงบของใจได้จึงไม่รู้จักใจที่แท้จริง เห็นแต่ผู้นึกคิดนึกก็เข้าใจเองว่านั่นแหละคือใจ จึงปล่อยตามอาการของใจ อาการของใจมันต้องการอะไรก็ตามมันทุกอย่าง มันได้นี่แล้วก็อยากได้โน่นอีกต่อไป หาที่สิ้นสุดไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่มองดูข้างหลังว่า ได้อะไรมาบ้างแล้ว มีแต่ต้องการร่ำไป..." หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี “..ภัย ๔ อย่างของผู้ภาวนา โดย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม..” “..กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังจำวัดอยู่ ท่านได้สะดุ้งขึ้นอย่างแรง พระผู้ปฏิบัติอยู่ใกล้ๆ ต่างรีบจัดหมอนและผ้าห่มถวายท่าน องค์หนึ่งสงสัยจึงกราบเรียนถามท่านว่า ท่านสะดุ้งตื่นด้วยเหตุใด หลวงปู่เลยบอกศิษย์ว่า ดูเมื่อกี้นี้ ไม่เห็นพระ มีแต่จระเข้อยู่เต็มกุฏิ ไปดูซิ นอนอยู่ใต้ถุนตัวหนึ่ง นอนอยู่บนเตียงตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ๆ นอนอยู่ตรงกลาง ไปดูซิ...ใช่ไหม... พระเณรรีบไปดู ก็จริงดังท่านว่า...! กล่าวคือ แทนที่จะเห็นภาพพระเณรศิษย์ของท่านกำลังนั่งภาวนาอย่างเอาเป็นเอาตาย ให้สมกับที่ปวารณาตัวถวายเป็นศิษย์พระกรรมฐาน แต่กลับมีพระเณรนอนอยู่ที่ใต้ถุน...บนเตียง...องค์ใหญ่นั้นนอนตรงกลาง... ไม่น่าประหลาดใจที่ทำไมบรรดาศิษย์จึงเกรงกลัวท่านกันนัก ท่านไม่ต้องลุกเดินไปตรวจตราดูใคร ท่านเป็นอัมพาต นอนอยู่กับที่ แต่ท่านก็ทราบได้ดีว่า ศิษย์คนไหนภาวนาหรือไม่ ผู้ไม่ภาวนา ท่านเห็นเป็นภาพจระเข้นอนกลิ้งเกลือกกองกิเลสอยู่...!! หลวงปู่เตือนเสมอถึงภัย ๔ อย่างของพระกรรมฐาน ท่านได้สอนศิษย์ของท่านควรระวัง...ระวังเหมือนถ้าเฮาจะลงไปในฮ้วงน้ำข้ามโอฆสงสาร ก็ต้องระวังภัย ๔ อย่างคือ คลื่น หนึ่ง จระเข้ หนึ่ง วังน้ำวน หนึ่ง...และ ปลาร้าย อีกหนึ่ง ท่านบอกให้ศิษย์ระวัง ทั้งคลื่น ทั้งจระเข้ ทั้งวังน้ำวน และปลาร้าย ความดื้อดึง ไม่อดทนเชื่อฟังต่อโอวาทที่ครูบาอาจารย์พร่ำสอนและนำเปรียบด้วยภัย คือ คลื่น ความเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่หลับแก่นอน ไม่บำเพ็ญเพียร เปรียบด้วยกับ จระเข้ กามคุณ ๕ อย่าง...รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เปรียบด้วยภัย คือ วังน้ำวน ใครหลงติดกามคุณทั้ง ๕ นี้ก็จะ “ติด” เหมือนลิงติดตังอยู่ในวังน้ำวน และมีแต่จะถูกกระแสน้ำดูดจมลงอย่างไม่ต้องสงสัย มาตุคาม ที่พระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์ไว้ก่อนจะเสด็จปรินิพพานว่า...ควรหลีกเลี่ยงไม่พบปะด้วย...หากจำต้องพบปะก็ไม่ควรพูดด้วย...หากจำต้องพูดด้วย ก็ต้องพูดด้วยความสำรวมมีสติ...ท่านเปรียบด้วยภัย คือ ปลาร้าย...! ผู้จะผ่านพ้นโอฆสงสาร หรือห้วงน้ำใหญ่ไปถึงพระนิพพานได้ จะต้องอาศัยหลักของความเชื่อ...ต้องเชื่อมั่นในหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในปฏิปทาทางดำเนินของครูบาอาจารย์ จะต้องมีความเชื่อมั่นแน่นอนว่า มรรคผลนิพพานเป็นของมีอยู่จริง เมื่อเราเชื่อว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่จริง เราก็ปฏิบัติมุ่งต่อมรรคผลนิพพานได้ เมื่อเราเชื่อว่า มนุษย์สมบัติมี สวรรคสมบัติมี เราก็ทำทานรักษาศีล ไหว้พระเจริญเมตตาภาวนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เราเชื่อว่าจิตของเราเป็นธรรมชาติที่ไม่ตาย รูปร่างกายเราต่างหากที่แตกดับ เราเชื่อโอวาทคำสอนของครูบาอาจารย์ เราก็ขวนขวายสร้างคุณงามความดี สร้างบุญกุศล เป็นอริยทรัพย์อริยบารมี ฝังไว้สำหรับติดตัวเราไปทุกชาติ ทุกภพ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน ถ้าเราไม่เชื่อโอวาท ไม่เชื่อกรรมดีกรรมชั่ว จิตใจก็หวั่นไหวเป็นลูกคลื่นมากระทบจิตใจ สู้คลื่นแรงที่ซัดโถมมาไม่ไหวก็อาจจะจมน้ำตาย ผ่านคลื่นมาได้ หากมาติดการเห็นแก่ปากแก่ท้อง ไม่ปรารภความเพียร ถูกจระเข้ร้ายฟาดฟัน งับลงสู่ไต้ท้องน้ำ หรือกลายเป็นจระเข้ไปเสียเอง ดังนิมิตเกิดขึ้นฟ้องหลวงปู่ก็ได้ ผ่านคลื่น ผ่านจระเข้ ก็อาจมาติดวังน้ำวน มัวรัก มัวชอบ มัวหวง มัวห่วง มัวอาลัย ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เกิดความยึดถือมั่นหมายว่าเป็นของเรา เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวป่วย กลัวเป็นหนัก กลัวล้มตาย กลัวแก่ กลัวตาย ไม่แต่ร่างกายของเรา แม้ที่อยู่ ที่อาศัยก็ห่วงก็หวง กลัวชำรุดทรุดโทรม ร่างกายของคนอื่น ก็ห่วง ก็หวง ก็อาลัยไปด้วย จิตใจก็หวั่นไหว แหวกว่ายอยู่กลางวังน้ำวน หลงยึด หลงติด ก็ถูกกระแสน้ำดูดลงสู่วังน้ำวน เป็นวัฏฎะวนตลอดไป หลบคลื่น หลบจระเข้ หลบวังน้ำวน เผลอๆ อาจจะถูกปลาร้ายจับกินเป็นภักษาหาร ศิษย์ของท่านเองต้องสึกหาลาเพศออกไปนักต่อนักแล้ว ท่านจึงเตือนศิษย์เสมอ ถึงภัย ๔ อย่างของผู้ภาวนา..” โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔-๒๕๓๘) #ธรรมะเข้าพรรษา เวลาส่วนใหญ่ก็อยู่กับงานอยู่กับเพื่อน ถ้าเราไม่มีความสุขในการทำงาน เราก็แย่เลย ถ้าเราไม่มีความสุขที่พูดดีๆ กับเพื่อน เพื่อเสียสละก็แย่ เราพูดไม่ดีกับเพื่อนก็ทะเลาะกัน เพื่อนก็ไม่รักเรา มันเป็นกระบวนการที่จะทำให้เราไม่ร่มเย็น . . . ใช่มั้ย แต่เพื่อนทำไม่ดีเราก็อย่าไปทำตาม คนเรานี่นะ อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา คนเราการคบเพื่อนนี่สำคัญ คนเราคบเพื่อนเช่นไรก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเราคบพระพุทธเจ้า เราก็ได้เป็นพระอริยเจ้า ได้เป็นพระอรหันต์ . . . เห็นด้วยมั้ย ถ้าเราคบพวกกินเหล้าเมายาพวกที่มีเมียมาก เราก็ต้องมีเมียมากเหมือนเค้า . . . ใช่มั้ย คนเรานี้การคบคนสำคัญนะ เราน่ะมีตาก็เพื่อมีปัญญา มีหูก็เพื่อมีปัญญา เราต้องเจริญปัญญา มันถึงจะไม่หลง สรุปแล้วเรื่องปัญญานี่สำคัญ เรามีตาก็เพื่อมีปัญญา มีหูก็เพื่อมีปัญญา เรียนหนังสือก็เพื่อมีปัญญา ปฏิบัติธรรมก็เพื่อมีปัญญา ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็หลงในสมาธิ เพราะมันมีความสุข คนเราต้องมีความสุขในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องมีความสุขในการทำงานเสียสละ รับผิดชอบ ถ้าเรามีความสุขสมองเราจะได้รีแลกซ์ ได้คลายเครียด ทำอะไรก็รวยก็เฮง ถ้ามันเครียดคิดอะไรไม่ออก อย่างผู้ใหญ่นี้ก็มีความสุขในการรักษาศีล ในการออกกำลังกาย ในการทำอาหารอร่อย ต้องเอาธรรมะมันถึงมีความสุข เราอย่าไปคิดว่าเราแก่แล้ว เราจะถนอมร่างกายของเรา เดี๋ยวก็ติดในขี้เกียจ หายใจก็ยังไม่อยากหายใจ ไม่อยากหายใจเดี๋ยวก็ต้องไปไอซียู ถ้าเราไม่มีปัญญาในปัจจุบัน เดี๋ยวเราก็เป็นอัลไซเมอร์ เพราะเราจะเอาแต่สงบ สมองเราไม่ได้ทำงานน่ะ คนเก่งคนฉลาดเค้าต้องมีความสุขในการคิดวางแผนน่ะ หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม วันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ความร่ำรวย ประสบผลสำเร็จในการงาน เรามีความร่ำรวยมาก ความร่ำรวยก็ไม่ได้ ช่วยหยุดสิ่งเลวร้ายหลาย ๆ อย่าง ที่ออกชื่อมาแล้ว กลับเปิดช่องทางให้มัน มีมากขึ้นมาอีก ให้มันรุนแรงขึ้นมาอีก ความร่ำรวยไม่ช่วยดับทุกข์เลย ... ท่านคิดว่า เมื่อเราร่ำรวยแล้ว เราอาจจะซื้อ อะไรก็ได้ เราซื้ออะไรก็ได้จริง แต่เรา ซื้อความดับทุกข์อย่างนี้ได้ที่ไหน ความร่ำรวยเสียอีก เป็นเหตุให้เราต้องการ มากออกไป จนมีปัญหามากออกไป ไม่ได้ช่วยหยุดปัญหาเหล่านี้เลย ความร่ำรวย มีแต่จะทำให้ต้องการเกินจำเป็น แล้วปัญหาก็มากขึ้น แล้วก็หาความสงบสุข ในจิตใจได้ยาก ... ... พุทธทาสภิกขุ ”อตัมมยตาประทีป“ เรื่อง ประโยชน์ของอตัมมยตา (หน้า ๒๕๓) #โอวาทธรรม #หลวงพ่อชา_สุภัทโท โอวาทธรรมหลวงปู่ชา สุภัทโท "ให้เราพิจารณาดู ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่หนีมัน มันก็หนีเรา คนก็เหมือนกัน เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา มันอยู่ที่ใครไปก่อนใครเท่านั้นเอง บางทีวัตถุก็ไปก่อนเรา บางทีเราก็ไปก่อนวัตถุ บางทีคนใกล้ชิดเราเขาก็ไปก่อน บางทีเราไปก่อนเขา มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม" หลวงปู่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี #พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าถึงใจ " พุทธศาสนาสอนให้เราเข้าถึงใจ อย่างเดียว กับคนทั้งหลายเข้าใจเหมือนกัน แต่...คนทั้งหลาย! ทำไม่ถูกหนทาง จึงได้แต่พูดแต่ทำไม่ถูก เช่นเขาพูดกันว่า กลุ้มใจ ทุกข์หัวใจ เจ็บใจ มันแสบเข้าถึงหัวใจ ดังนี้เป็นต้น แต่ไม่ทราบว่า... ใจ ที่แท้จริงนั้น คืออะไร ถ้าทราบใจที่แท้จริงแล้ว...เมื่อทุกข์ใจ กลุ้มใจ เจ็บใจ ก็เอาใจนั้น...ออกจากเรื่องนั้นเสีย มันก็หมดเรื่อง เพราะคนเราไม่สามารถ จะทำความสงบของใจได้ จึงไม่รู้จักใจที่แท้จริง เห็นแต่...ผู้นึกคิด นึกก็เข้าใจเองว่า... นั่นแหละ! คือใจ จึงปล่อยตามอาการของใจ อาการของใจ...มันต้องการอะไร ก็ตามมันทุกอย่าง มันได้นี่! แล้ว...ก็อยากได้โน่น อีกต่อไป หาที่สิ้นสุด...ไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่มองดูข้างหลังว่า... ได้อะไรมาบ้างแล้ว มีแต่...ต้องการร่ำไป." หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|