ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

จิตฟุ้งซ่าน
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66806
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 12 ก.ค. 2026, 08:37 ]
หัวข้อกระทู้:  จิตฟุ้งซ่าน

“..ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน

ศีล คือ พืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยม ที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไป

เพราะมนุษย์ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้น เป็นเครื่องประดับตัว จะไม่มีที่ซุกหัวนอนหลับสนิทได้โดยปลอดภัย

แม้โลกเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์ แต่ความรุ่มร้อนแผดเผา จะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์ ถ้ามัวคิดว่าวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..บาปบุญที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้นั่นแหละ คือ เครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป แม้บาปบุญจะป้องกันความตายไว้ไม่ได้ แต่ทว่าบาปบุญนั้นจะเป็นกำลังเป็นเสบียงที่จะคอยติดสอยห้อยตามไปอำนวยทุกข์สุขให้เราในภพต่างๆ

เมื่อตายไปแล้วก็จะต้องแสวงหาภพใหม่ชาติใหม่ หาที่อยู่ที่อาศัยที่ตนต้องการ แต่ความต้องการจะได้สมหมายนั้น ก็เพราะเหตุบุญกุศลที่ตนสร้างสมเอาไว้ คนที่ไม่มีบุญกุศล อยากจะไปเกิดในสถานที่ดีก็ไปไม่ได้

ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนหมากกระดาน เมื่อตายแล้วก็ล้มกระดานชีวิตไปชีวิตหนึ่ง สิ่งของทรัพย์สมบัติทางโลกที่มีอยู่ก็ต้องกวาดลงกระดานไป แล้วเริ่มตั้งใหม่กันอีกครั้งในชาติใหม่ แบบแผนในการตั้งกระดานใหม่จะกำหนดด้วยเวรกรรม บาปบุญของแต่ละคน ไม่น้อยไปกว่านั้น และจะไม่เหนือไปกว่านั้นด้วย ดังนั้นก่อนจะมีการล้มกระดานชีวิตนี้ เราควรทำอะไร สำหรับการเตรียมตั้งหมากในกระดานชีวิตใหม่ของเราด้วย จงอย่าประมาทในชีวิตนี้จงรีบทำความดี ละบาป ชำระใจของตนเองอยู่เสมอๆ เถิด..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)







“..ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น..”

“..เมื่อใด มีความคิดว่าเราทำดีไม่ได้ดี หรือเขาทำดีไม่ได้ดี ก็พึงรู้ว่า เมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

เมื่อใดมีความคิดว่าเราทำไม่ดี แต่กลับได้ดี หรือเขาทำไม่ดีแต่กลับได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น

ชีวิตในชาตินี้ชาติเดียวย่อมน้อยนัก เมื่อเปรียบกับชีวิตในอดีตชาติ ซึ่งนับจำนวนชาติหาถ้วนไม่ ดังนั้น กรรมคือการกระทำที่ทำในชีวิตนี้ ในชาตินี้ชาติเดียว จึงน้อยนัก เมื่อเปรียบกับกรรมหรือการกระทำที่ทำไว้แล้วในอดีตชาติ อันนับจำนวนชาติไม่ถ้วน..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)






“..พระพุทธศาสนาสอนอย่างไรบ้าง เราต้องขบให้แตก ก็เรื่องศีลห้า เท่านั้นแหละ การรบราฆ่าฟันจะมาจากประตูไหน เท่านั้นพอแล้ว ถ้าโลก ทั้งหลายเต็มไปด้วยศีลห้า ศีลห้าเป็นทรัพย์มากกว่าแผ่นดิน แผ่นฟ้า ผู้ใดมีศีลห้าบริสุทธิ์ ผู้นั้นจะขอทานเขากินก็ตาม ก็คล้ายกับว่ามีทรัพย์ เก็บไว้ครอบแผ่นดินแล้ว ทรัพย์ภายในเรียกว่า อริยทรัพย์ ผู้ใดจะมี เงินหมื่น เงินล้าน เงินเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อศีลห้าไม่มี เมื่อหิริ ความละอาย ต่อบาปไม่มี โอตัปปะ ความกลัวบาปก็ไม่มี กิน คอรัปชั่น-รัปเชิ่นอะไรสารพัด คนนั้นแหละนายรับเหมานรก...(หัวเราะ)...นรกอยู่ที่ใจนายรับเหมานรก จะแสดงเป็นผู้วิเศษวิโสเพียงใดก็ตามเถิด การแสดงนั้นก็เป็นการโกหก พกลมตนอยู่ในตัว ทำใจตนให้เป็นหมัน ทำใจตนให้เป็นคนนอนใจเสีย อีกด้วย..”

เขมปตฺโตวาท
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
(พ.ศ.๒๔๕๔-๒๕๓๙)






#โอวาทธรรม
#หลวงปู่ดูลย์_อตุโล

โอวาทธรรมหลวงปู่ดูลย์ อตุโล

การเจริญจิต ให้มีสติสมบูรณ์

การภาวนานั้น...คือ การเจริญจิต ให้มีสติสมบูรณ์ สามารถรู้เท่าทันเหตุแห่งทุกข์ จะได้ละเหตุนั้นก่อน จึงจะไม่ต้องรับทุกข์นั้น
หากจิตใจ ที่ไม่เคยฝึกอบรมภาวนาแล้ว
ย่อมไม่มีคุณเครื่องป้องกันทุกข์ ที่จะเกิดขึ้นได้เลย

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์





ตัณหา กาม ภพ
กาม เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า “ของเรา”
ภพ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า “ตัวเรา”
.
..... “ในตัณหาทั้ง ๓ ประการ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา นั้น ตัณหาประการแรก มีกามเป็นอารมณ์ และ ตัณหา ๒ ประการข้างหลังนั้น หาได้มีกามเป็นอารมณ์ไม่ เราจึงอาจจะแยกตัณหาออกเป็น ๒ ประเภท คือ ตัณหาที่เนื่องด้วยกาม และ ไม่ได้เนื่องด้วยกาม ทำให้กล่าวได้ว่า ศัตรูหรืออันตรายของมนุษย์เราสำหรับในทางฝ่ายจิตแล้วก็มีอยู่ ๒ อย่างนี้ และนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “กาม” และ “ภพ” ซึ่งเป็นคำบัญญัติขึ้นเฉพาะที่พวกโยคีหรือมุนีใช้พูดกันว่า “สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวก็คือ กาม หรือ ภพ” เขาจึงออกแสวงหาหนทางรอดพ้น ด้วยการทำความเพียรอย่างยิ่ง ส่วนคนในปัจจุบันนี้แทบจะไม่รู้จักสิ่งทั้ง ๒ นี้ว่าเป็นอะไร และไม่สนใจที่จะรู้จัก มีแต่บากบั่นพยายามเพื่อจะให้ได้กามและภพตามความต้องการ และไม่มองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างที่เรียกว่า “เห็นงูเป็นปลา” แล้วก็เก็บเอามากอดรัดยึดถือไว้ด้วยอุปาทาน คือ ความรู้สึกเป็น “ตัวเรา-ของเรา” ทั้งนี้ โดยไม่รู้ว่าตนกำลังหลงรักสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะเราควรจะอยู่โดยไม่ต้องมีความหลงรักในสิ่งใดเลย คือ อยู่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีความรู้สึกว่า “เป็นตัวเรา หรือ เป็นของเรา” ในสิ่งใด และสามารถปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ไปได้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์
..... สำหรับสิ่งที่เราเรียกว่า กาม และ ภพ นั้น เมื่อเรารู้จักมันดีแล้ว เราจะเห็นได้เองว่า กามเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า “ของเรา” ส่วนภพนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือว่า “ตัวเรา” แต่เราต้องไม่ลืมหลักที่มีอยู่ว่า ถ้ามีความรู้สึกว่า ของเรา เมื่อใด ก็ต้องมีความรู้สึกว่าเป็น ตัวเรา ซ่อนลึกอยู่ในนั้นด้วย
..... มนุษย์ตกเป็นเหยื่อ เป็นทาสของความหลอกลวงของสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา-ของเรา” นั้น โดยไม่มีความรู้สึกตัวแม้แต่น้อย นี่แหละ คือข้อที่ถือกันเป็นหลักในหมู่ผู้รู้ว่า ซาตานหรือพญามารนั้นจะต้องมาหรือมีอยู่ในลักษณะที่ไม่มีใครรู้จักตัวเสมอไป หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ รู้ผิด เห็นเป็นไม่ใช่พญามารหรือศัตรู แต่เห็นเป็น “ตัวเรา” เสียเอง พญามารจึงทำอันตรายเราได้ตามชอบใจ เป็นความเสียหายเหลือที่จะพรรณนาได้ แต่พอเกิดรู้จักเข้าเท่านั้น พญามารก็จะหายหน้าไปทันที หรือที่ชอบพูดเป็นสำนวนปุคคลาธิษฐานว่า “พญามารจะขาดใจตาย หรือปักหัวหักคอตัวเองตายลงทันที” นี่แหละ คือ อวิชชา ที่คิดว่าเป็น “ตัวเรา” ถ้าว่างจากตัวเรา ก็คือ จิตที่บริสุทธิ์ แต่ชาวโลกไม่มีประสีประสาต่อสิ่งที่เรียกว่าพญามารนี้เลย จึงมี “ตัวเรา” ที่ทำความเผาลนให้แก่ตัวเองด้วยความสนุกสนาน หรือด้วยความสมัครใจอย่างเป็นกิจประจำวัน คือซ้ำซาก ไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งหนักเข้าๆ ตัวเองก็ตอบไม่ได้ว่า นี่จะทำไปทำไมกัน ทั้งหมดนี้เป็นโทษของการที่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า กาม และ ภพ หรือ “ตัวเรา-ของเรา” อย่างเดียวเท่านั้น
..... การที่มนุษย์เป็นทุกข์กันอยู่ในโลกกระทั่งถึงวันนี้ ก็มีมูลมาจากกามและภพ เป็นมาไม่รู้กี่แสนกี่ล้านปีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแก่สิ่งที่เรียกว่า กาม และ ภพ แต่มีอยู่ที่วัตถุหรือสิ่งที่เป็นอารมณ์ภายนอก
..... โลกแห่งปัจจุบันนี้เป็นโลกของวัตถุนิยมยิ่งขึ้นทุกที เป็นโลกของกามขึ้นทุกที แม้จะทำให้ละเอียดประณีตสุขุมเพียงไร ก็หาได้ปลอดภัยจากโทษของกามไม่ มีแต่จะกลายเป็นโทษของกามอย่างประณีตละเอียดสุขุมยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะความไม่ประสีประสาต่อความรู้เรื่อง กาม และ ภพ
..... ความตกเป็นทาสของกามหรือวัตถุ มีแต่ขยายตัวกว้างออกไป สามารถรุกล้ำเข้าไปได้แม้ในเขตวัดวาอารามของพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นป้อมค่ายที่มั่นคงที่จะใช้ต่อต้านกามหรือวัตถุนิยม แต่ป้อมค่ายก็พังทลายไป ดังจะสังเกตได้ว่า นักบวชสมัยนี้ตกเป็นทาสของกามของวัตถุเพียงใด ลุ่มหลงแต่กามหรือติดในวัตถุกันไปแล้วแค่ไหน ไม่ผิดแผกไปจากชาวบ้านเลย นี้เรียกว่า การขยายตัวของวัตถุนิยม ซึ่งเคยเรียกกันครั้งกระโน้นว่ากาม เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ใครจะเป็นที่พึ่งให้แก่ใคร ในการที่จะทำตนให้ปลอดภัยจากอันตรายของวัตถุนิยม หรือสิ่งที่เรียกว่า “กาม”
..... เมื่อใครตกอยู่ในอิทธิพลของกามแล้ว ย่อมต้องตกอยู่ในอำนาจของภพ โดยไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันเป็นของเนื่องกันอย่างสนิท เมื่อมีกามแล้ว ก็ประกาศตนเป็นเจ้าของของกามนั้น ซึ่งมีความหมายเป็นภพ ครั้นมีผู้แข่งขันหรือแย่งชิง “ตัวเรา”ที่เป็นภพก็มีกำลังแก่กล้าหรือเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก “ตัวเรา”ก็เปลี่ยนจากกามหรือราคะ มาเป็นโทสะ และเป็นโทสะยิ่งขึ้นจนถึงขนาดที่เรียกว่าลืมตัว คือมึนเมาใน“ตัวตน”จัดเกินไป จึงทำอะไรตามอำนาจของโทสะ ซึ่งเรียกกันว่าจะต้องรักเกียรติยิ่งกว่าชีวิต ความไม่ยอมกันและกันยิ่งมีมากขึ้นในหมู่มนุษย์ที่มึนเมาในตัวตน โดยไม่ต้องคำนึงถึงความถูกผิด เพราะไปมัวหลงคำนึงแต่เรื่องเสียหน้าไม่เสียหน้า ซึ่งเป็นเรื่องของภพอย่างเดียวเท่านั้น อันนี้แหละเป็นมูลเหตุที่ทำให้คนเราเหมือนสัตว์ที่กัดกันจนตาย โดยไม่คำนึงถึงว่าจะได้อะไรมา เพราะอำนาจของ“ตัวตน”ได้ครอบงำหรือปิดบังดังกล่าวแล้ว แม้จะเอาสิ่งที่เป็นกามมายั่วมากล่อมมาขู่อย่างไร ก็หาได้เป็นที่สนใจในขณะนี้ ลำพังกามอย่างเดียวคนเราก็ฆ่ากันได้ พอเปลี่ยนไปเป็นรูปของภพ ก็ฆ่ากันได้ง่ายขึ้นไปอีก นี่คืออาการที่กามและภพกำลังครอบงำจิตใจคนเราอยู่
..... ฉะนั้น หน้าที่ของพวกเราก็คือ การสกัดกั้นกระแสแห่งกาม ไม่ให้ครอบงำจิตใจชั้นหนึ่งก่อน ถ้าเมื่อมันครอบงำจิตแล้วก็สกัดกั้นไม่ให้เป็นภพ ซึ่งเป็นเหตุให้คนทำอะไรลงไปตามชอบใจตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงอารยธรรม วัฒนธรรม หรือแม้แต่ศาสนา นี้คืออันตรายของเรื่องกามและภพที่เนื่องมาจากกาม
..... ถึงแม้ว่ามนุษย์เกือบทุกคน มักจะตกอยู่ใต้อำนาจของกาม หรือภพอันเนื่องจากกาม แต่ก็มีบุคคลบางจำพวกมองเห็นโทษของกามโดยประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นโดยการได้ผ่านกามมาแล้วอย่างโชกโชน หรือด้วยการศึกษาอบรมจิตใจเพื่อให้มองเห็นอย่างนั้นก็ตาม ย่อมมองเห็นกามว่าเป็นสิ่งน่ารังเกียจ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ จึงจัดกามไว้เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา หรือแม้แต่บุญกุศลซึ่งคนบูชากันนักนั้น ก็พลอยถูกรังเกียจไปด้วยฐานะที่เป็นปัจจัยของกาม ทั้งอย่างที่เป็นของมนุษย์และเป็นของสวรรค์ จึงทำให้เขาชะเง้อมองหาสิ่งอื่นซึ่งเป็นกุศลอันแท้จริง ที่อาจจะตัดความเยื่อใยในกามให้ขาดออกไปได้ในที่สุด เขาก็ค้นพบภาวะทางจิตใจอย่างใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกามเลย ซึ่งแท้จริงก็เป็นสิ่งที่มีตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มนุษย์ธรรมดาสามัญได้มองข้ามมันไปเสีย เช่น บางขณะจิตของคนเราผละไปจากกาม ไปพอใจอยู่ในความว่างจากกามเป็นครั้งเป็นคราว แต่เขาก็ไม่สนใจและไม่ถือว่าเป็นการพักผ่อนเสียด้วยซ้ำไป เว้นแต่จะเป็นบุคคลพิเศษซึ่งเห็นกามเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง ถ้าใครเผอิญมาเป็นดังนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นบุคคลที่ผิดไปจากพวกคนธรรมดา นั่นแหละคือมูลเหตุแห่งการเกิดขึ้นของพวกพรห และภูมิทั้ง ๒ นี้เอง คือ ภูมิหรือภพที่ไม่เนื่องด้วยกาม แม้จะยังมีความรู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา-ของเรา”เหลืออยู่เต็มที่ แต่ก็ถือว่าเป็นเส้นเขตแดนปักปันกันระหว่าง“โลกุตตรภูมิ” ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายของพุทธศาสนา กับ“โลกียภูมิ” ซึ่งไม่เป็นที่มุ่งหมายของพุทธศาสนาแต่ประการใด
..... ดังนั้น ทุกคนจะต้องมองให้เห็นอย่างชัดว่า หลักพุทธศาสนานั้นเป็นไปเพื่อโลกุตตรภูมิ หาใช่เพื่อ กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ และ อรูปาวจรภูมิ แต่ประการใดไม่ ถ้าจะมีพูดถึงเรื่องหลังเหล่านี้บ้าง ก็ขอให้เข้าใจไว้เถิดว่า พูดเพื่อเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า นี่แหละ คือตัวอุปสรรคของการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ และเป็นสิ่งที่เราต้องก้าวให้พ้นไปทั้งกามและภพ จนกระทั่งไม่เป็นภพในลักษณะไหนหมด นั่นแหละ คือข้อยืนยันที่ว่า โลกุตตรภูมิ หรือ นิพพาน นั้น จะเป็นภพชนิดไหนไปไม่ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ปราศจาก“ตัวตน-ของตน”โดยแท้จริง
..... เราต้องก้าวขึ้นมาถึงขั้นนี้จริงๆเท่านั้น จึงจะพบกับตัวแท้ของพุทธศาสนา ไม่หลงเอาโลกียภูมิมาเป็นพุทธศาสนา แล้วยังมายืนยันทุ่มเถียงกันคอเป็นเอ็น หรือสอนให้ผู้อื่นให้เข้าใจผิด ซึ่งนับว่าเป็นการทำบาปอย่างยิ่ง
..... สรุปความสั้นๆ ว่าถึงเป็นพรหมแล้ว แม้จะปราศจากกามโดยสิ้นเชิง ก็ยังไม่หลุดพ้นจากอุปาทาน ที่ยึดถือว่า “ตัวตน-ของตน” และยังถูกจัดว่าเป็นโลกียภูมิ เป็นวัฏฏสงสาร เพราะเขายังมี“ตัวตน-ของตน”อย่างเต็มที่ ยังเป็นปุถุชน ไม่ใช่อริยบุคคล อยู่นั่นเอง...”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากธรรมบรรยาย ชื่อหัวข้อเรื่อง “การเกิดขึ้นแห่งอัตตา”
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ – รวบรวม/ตรวจพิมพ์ .





เอาเปลือกมาเป็นแก่น
...
เวลาภาวนาเกิดอารมณ์ต่างๆ ก็คิดนึกปรุงแต่ง
เข้าใจว่าตนดิบตนดี ผลที่สุดจิตไม่รวมลง
ไปได้ อันนั้นเรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น
เวลาภาวนาจิตฟุ้งซ่าน เกิดจากอารมณ์ คิดนึก
ปรุงแต่งไปกับอารมณ์ เข้าใจว่าเป็นปัญญา
ก็ยิ่งฟุ้งซ่านปรุงแต่งมาก แล้วเข้าใจว่า
ตนเฉลียวฉลาด เลยอวดตัวอวดตนว่า
วิเศษวิโส อันนี้ก็เรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/