วันเวลาปัจจุบัน 07 ก.ค. 2026, 23:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 06:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5587


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)







#เป็นฆราวาสมีครอบครัวบ่ต้องเอาหยังหลาย

..สวดมนต์ไหว้พระทุกวันก่อนนอนแล้วกะตอนเช้าตื่นนอน

..นั่งภาวนาเช้าแลงให้ได้วันละ 20 นาทีแค่นี้เหลือกินแล้ว

...เฮ็ดไปทุกวันๆ แบบนี้คือเฮากินข้าวทุกวัน บางวันกะกินกับพริกกับกินเกลือ..กินไปทุกๆ วันมันสิเจอเองของดี..”

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร






"ถาม : ควรจะนอนหลับมากน้อยเพียงใด?

หลวงพ่อชาตอบ :.อย่าถาม ตอบไม่ได้
บางคนนอนหลับคืนละประมาณ
๔ ชั่วโมงก็พอ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญ ก็คือ...
ท่านเฝ้าดู และรู้จักตัวของท่านเอง
ถ้าท่านนอนน้อยจนเกินไป ท่านก็จะ
ไม่สบายกาย ทำให้คุมสติไว้ได้ยาก

ถ้านอนมากเกินไป
จิตใจ ก็จะตื้อเฉื่อยชา หรือซัดส่าย
จงหาสภาวะที่พอเหมาะกับตัวท่านเอง
ตั้งใจเฝ้าดูกาย และจิต
จนท่านรู้ระยะเวลา หลับนอนที่พอเหมาะสำหรับท่าน
ถ้าท่านรู้สึกตัวตื่นแล้ว และยังซุกตัว
ของีบต่อไป นี่! เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

จงมีสติ...
รู้ตัวทันที ที่ลืมตาตื่นขึ้น."

หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง.






"พระพุทธเจ้าต้องการให้จิต
มันเห็นจิต
มันไม่เห็น...ให้บริกรรมให้เห็น

ต้องการให้มันเบื่อหน่าย
ให้มันเห็นว่า...ไม่ใช่ตน
สิ่งเหล่านี้ธาตุทั้ง ๑๘ ก็ดี
ล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์ ทั้งนั้น
อายตนะก็ดี ตกอยู่ในไตรลักษณ์
หมดทั้งนั้น

เรามาสำคัญ...
ว่าหู ว่าจมูก ว่าตา ว่าลิ้น ว่ากาย ว่าใจ
เป็นของเรา เป็นเหตุให้ยึดมั่นถือมั่น
นั่ง ก็ให้มีความเจ็บ เจ็บบั้นเอว ปวดหลัง
ปวดเอว ปวดขา อะไรนั้น...สมาธิ ก็ต้องออก

ท่านจึงให้สู้มัน...
ไม่ต้องหลบมัน เราจะสู้ข้าศึกก็ต้องอย่างนั้นแหละ! ต้องมีขันติความอดทน
ทนสู้กับความเจ็บปวดทุกขเวทนา

ดูมัน...จิต
มันถูกอันใด อันหนึ่ง."

--------------------------------------------------------------
หลวงปู่ขาว อนาลโย






"รู้ธรรมชาติที่มันเป็นอยู่...
อย่างเด็ก...
ก็แปรจากเด็ก ดับจากเด็กมาเป็นหนุ่ม
จากหนุ่ม...ก็ดับไปเป็นแก่
จากแก่...ก็ดับไปเป็นชรา จากชรา ก็ตาย
ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ ก็เหมือนกัน
เบื้องต้น ก็เหมือนกัน มันแปรไป แล้วก็แก่ไป

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ธรรมชาติเหล่านี้...
เรียกว่า...สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ความเห็น หรือความเข้าใจอันเกิดมาจากผู้รู้
ในคราวที่นั่งฟังธรรมอยู่นั้น...เข้าไปถึงใจ
ของพระอัญญาโกณฑัญญะ จนเป็นเหตุให้ถอนตัวอุปธิ หรืออุปาทานออกจากสังขาร ทั้งหลาย ทั้งปวงนั้นได้

เป็นต้นว่า สักกายทิฏฐิ
คืออาการที่ไม่ถือเนื้อ ถือตัวทั้งหลายนี้
เห็นตามสกนธ์ร่างกายของเราแล้ว...
ก็ไม่เห็นว่าเป็นตัว เป็นตนของเรา เห็นชัดลง
ไปจนเป็นเหตุ ให้ถอนจากอุปาทานนั้น...
ไม่ถือตัวซึ่งเป็นสักกายทิฐิ และไม่มีวิจิกิจฉา

เมื่อถอนอุปาทาน...
ออกมาจากความยึดมั่นถือมั่นแล้ว...ก็มิได้สงสัยเลยในธรรมทั้งหลาย หรือในความรู้
ทั้งหลาย เข้าไปเห็นธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล้ว
ก็เปลี่ยนออกไปเลยทีเดียว
รู้ว่า นี่! วิจิกิจฉา นี่! สีลัพพตปรามาส
การปฏิบัติของท่านนั้น...แน่แน่วตรงเข้าไป
ไม่ได้เคลือบแคลงสงสัย ไม่ได้ลูบ หรือไม่ได้คลํา ถึงแม้ว่าสกนธ์ร่างกายมันจะเจ็บ มันจะไข้ เป็นไปอย่างใด ท่านก็ไม่ลูบ ไม่คลํามัน
ไม่ได้ สงสัยเสียแล้ว...

การที่ไม่ได้สงสัยนี้...
ก็คือ...ถอนอุปาทานออกมาแล้ว
ถ้ามีอุปาทาน อยู่...ก็ต้องไปลูบไปคลํา
ในสกนธ์ร่างกายนี้ อาการลูบคลําในสกนธ์ร่างกายนี้...เป็นสีลัพพตปรามาส
เมื่อถอนสักกายทิฏฐิ ออกจากกายนี้...
สีลัพพตปรามาส ก็หมดไป
วิจิกิจฉา ก็เลิก สีลัพพตปรามาส ก็เลิก
ถ้ายังมีสีลัพพตปรามาสอยู่ วิจิกิจฉา ก็อยู่ อุปาทาน ก็ยังอยู่

อันนี้แสดงว่า...
ธรรมะ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาของเราท่านแสดงคราวนั้น...พระอัญญาโกณฑัญญะฟังแล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรม
ดวงตาอันนั้น ก็คือ ผู้รู้...แจ้งนั่นเอง!
เรียกว่าดวงตาเห็นธรรม คือเห็นธรรม
หรือธรรมดาอันนี้เอง!
เมื่อเห็นชัดลงไปอย่างนี้ ก็ถอนอุปาทานได้

ฉะนั้น การถอนอุปาทานได้นี้!
จึงรู้สึกว่า มันเกิดผู้รู้ขึ้นมาจริงๆ เมื่อก่อน
ก็รู้อยู่เหมือนกันแต่มันถอนอุปาทาน ไม่ได้
นั่นเรียกว่า...
ผู้รู้ธรรมอยู่...แต่ไม่เห็นธรรม
เห็นธรรมอยู่...แต่ไม่เป็นธรรม
เพราะไม่รู้ตามสภาวะ ของมัน

ฉะนั้น พระบรมศาสดา ท่านจึงตรัสว่า...
“อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ"
โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ รู้แล้วหนอ
รู้อะไรล่ะ ท่านรู้อะไร?
ก็คือ ได้รู้ธรรมชาติ ที่มันเป็นอยู่...นี่เอง!."
-------------------------------------------------------------------
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง. "ดวงตาเห็นธรรม"







“เราทุกคนที่ได้มานั่งร่วมวงกันอยู่เดี๋ยวนี้
เมื่อเสร็จจากงานกันแล้ว ก็ต้องแยกย้ายกันไป กลับบ้านของตน
และถ้ามองให้ลึกลงไปอีก ก็จะรู้ว่าต่างคนต่างก็ต้องจากกันไปจริงๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ไปทางกรรมของแต่ละคน แล้วแต่กรรม ที่เราทำกันมา

มัจจุราช คือความตาย
ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร เขาไม่มีการไว้หน้า
ไม่ว่าชาย ไม่ว่าหญิง เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น
จะติดจะขัดอะไรอยู่...เขาก็ไม่รับรู้
ลูกจะเล็กอยู่ ก็ตาม พ่อ-แม่จะป่วยอยู่ไม่มี
คนคอยช่วยเลี้ยงดู เขาก็ไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้ เราเคยคิดคำนึงถึงกันไว้บ้างไหม ?

ควรพิจารณาเรื่องความตาย
ให้เข้าใจว่าต่อให้มีพรรคพวกมากมายเพียงใด มีเวทย์มนต์คาถาดีสักเพียงไหน
จะมียาดีสักเท่าใด จะบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ ก็ชั่วกาลชั่วสมัย ระงับดับได้ก็ชั่วเวลาเป็นครั้งคราว
และแล้วผลที่สุด...ก็ต้องตายเหมือนๆ กัน

เรื่องหยูกเรื่องยาที่รักษาได้
ก็เมื่อมันยังไม่ถึงคราว ถึงสมัยถึงกาลที่ควรตาย เท่านั้น...
ความตาย จึงเป็นภัยอันตรายซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของใครๆ แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาแก้ไข ยกเลิก หรือหลีกเลี่ยงความตายเอาไว้ได้ ทุกคนจึงต้องตาย

บาป-บุญ
ที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้ นั่นแหละ!
คือเครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป

แม้บาป-บุญจะป้องกันความตายไว้ไม่ได้
แต่ทว่า บาป-บุญนั้น...จะเป็นกำลังเสบียง
ที่จะคอยติดสอยห้อยตาม ไปอำนวยทุกข์
สุขให้เราในภพต่างๆ

เมื่อตายไปแล้ว...
ก็ต้องแสวงหาภพใหม่ ชาติใหม่ หาที่อยู่อาศัยที่ตนต้องการจะได้สมหมายนั้น...
ก็เพราะเหตุบุญกุศลที่ตนสร้างสมเอาไว้ คนที่ไม่มีบุญกุศลอยากจะไปเกิดในสถานที่ดี ก็ไปไม่ได้.”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)







“..วิธีที่เราจะล้างบาปล้างกรรม จะล้างเหมือนคริสเตียนเขาไม่ได้ เราจะล้างบาปล้างกรรมไม่มีที่อื่น เราต้องรักษาศีล สมาธิ ภาวนานี้แหละ ล้างบาปล้างกรรม คือรักษาศีล เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมดแล้ว ไม่มีบาปไม่มีกรรม นั่งสมาธิแล้ว จิตของเราไม่ได้ก่อภพก่อชาติ จิตของเรานิ่งอยู่ มันก็ไม่ได้สร้างบาปสร้างกรรมอะไร มันวางเฉยอยู่ มันก็หมดบาปหมดกรรม หมดตรงนั้นแหละ ไม่ใช่หมดที่อื่น คือจิตเราไม่มีกรรม กรรมทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่มีความชั่ว ความชั่วทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่ทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี
จิตของเราไม่อยาก ความอยากทั้งหลายก็ไม่มี เหตุนี้แหละให้พากันพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป..”

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร
พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ ๖ แสดงที่วัดถ้ำกลองเพล ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๑
จากหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๑






“..การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่องกาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง การประกอบความพากเพียรทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และแน่นอน
ความยิ่งใหญ่ คือความไม่ยั่งยืน
ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
ชีวิตที่มีความดี อาจมิใช่ความยิ่งใหญ่ แต่ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยคุณธรรมความดีเท่านั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..เราทุกคนที่ได้มานั่งร่วมวงกันอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อเสร็จจากงานกันแล้วก็ต้องแยกย้ายกันไป กลับบ้านของตน

และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกก็จะรู้ว่าต่างคนต่างก็ต้องจากกันไปจริงๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไปทางกรรมของแต่ละคน แล้วแต่กรรมที่เราทำกันมา

มัจจุราช คือ ความตาย ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร เขาไม่มีการไว้หน้า ไม่ว่าชายไม่ว่าหญิง เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จะติดจะขัดอะไรอยู่ เขาก็ไม่รับรู้

ลูกจะเล็กอยู่ก็ตาม พ่อแม่จะป่วยอยู่ ไม่มีคนคอยช่วยเลี้ยงดู เขาก็ไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้ เราเคยคิดคำนึงถึงกันไว้บ้างไหม ?

ควรพิจารณาเรื่องความตายให้เข้าใจว่าต่อให้มีพรรคพวกมากมายเพียงใด มีเวทย์มนต์คาถาดีสักเพียงไหน จะมียาดีสักเท่าใด จะบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ก็ชั่วกาลชั่วสมัย
ระงับดับได้ก็ชั่วเวลาเป็นครั้งคราว และแล้วผลที่สุดก็ต้องตายเหมือนๆ กัน

เรื่องหยูกเรื่องยาที่รักษาได้ ก็เมื่อมันยังไม่ถึงคราวถึงสมัยถึงกาลที่ควรตายเท่านั้น

ความตายจึงเป็นภัยอันตรายซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของใครๆ แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาแก้ไข ยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงความตายเอาไว้ได้ ทุกคนจึงต้องตาย

บาปบุญที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้นั่นแหละ คือเครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป

แม้บาปบุญจะป้องกันความตายไว้ไม่ได้ แต่ทว่าบาปบุญนั้นจะเป็นกำลังเสบียงที่จะคอยติดสอยห้อยตาม ไปอำนวยทุกข์สุขให้เราในภพต่างๆ

เมื่อตายไปแล้วก็ต้องแสวงหาภพใหม่ชาติใหม่ หาที่อยู่อาศัยที่ตนต้องการจะได้สมหมายนั้นก็เพราะเหตุบุญกุศลที่ตนสร้างสมเอาไว้ คนที่ไม่มีบุญกุศลอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีก็ไปไม่ได้..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 30 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร