ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ศีล สมาธิ ปัญญา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66795
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 06 ก.ค. 2026, 18:46 ]
หัวข้อกระทู้:  ศีล สมาธิ ปัญญา

“..ที่มานี่เราก็พากันมารักษาศีล ก็รักษาตัวของเรา ไม่ได้รักษาอื่น นี่กุศลอันนี้นำผลให้เรามาหลายภพหลายชาติ ผู้ที่ขี้ร้ายขี้เหร่ ก็เพราะเขาไม่ได้รักษาศีลจะดูในปัจจุบันนี้ก็ดูนั่น คนที่มาอยู่ที่วัดนี้มีกี่ร้อยกี่พันหรือกี่คน แล้วผู้ไปเที่ยวล่ะ ดูซิ โอ้โฮ นับทีซิ หมื่นหนึ่งน่ะซี่ จะเอาเสี้ยวหนึ่งก็ไม่ได้ คิดดูซี่ นี่ผู้เข้าวัดเข้าวาอย่างนี้นับซิมีกี่คน ให้พากันพึงรู้พึงเข้าใจ นัยต่อไปคืออานิสงส์การเกิดมามีสติปัญญาใครก็อยากได้ เกิดมามีสติปัญญา ของเราไม่ได้ภาวนาก็ไม่ได้ ท่านสอนให้ภาวนา เกิดมาจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ ให้ระลึกเอาในใจ พิจารณาเลือกเฟ้นหัวใจของเราใจมันมีมาก ใจดีใจชั่ว ใจสุขใจทุกข์ ใจนรกใจเปรตใจสัตว์เดรัจฉานก็มี ใจใบ้ใจบ้า ใจเสียจริตก็มี ใจคนเรามีหลายใจ ใจเทวบุตรใจเทวธิดาใจพระอินทร์ใจพระพรหมก็มี ใจท้าวพญามหากษัตริย์ก็มี ใจเศรษฐีคหบดีก็มี แน่ะ ใจคนมั่งมีศรีสุข ใจนายร้อยนายพัน นายพล ใจจอมพลก็มี จะเอาอย่างไรเล่า เลือกเอาซี่..”

อาจาโรวาท
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร
(พ.ศ.๒๔๔๒-๒๕๒๐)





“... อยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด คือ เคล็ดลับ
สำคัญ ในการเอาชนะปัญหาและอุปสรรค
ทั้งปวง เพราะวันนี้เป็นวันเดียวเท่านั้น ที่เรา
สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ไม่ใช่เมื่อวาน
หรือวันพรุ่งนี้ แต่จะว่าไปแล้วช่วงเวลาเดียว
เท่านั้นที่เราสามารถทำสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้
คือ วินาทีนี้หรือขณะนี้เท่านั้น เพราะแม้แต่
วินาทีหน้า นาทีหน้า หรือชั่วโมงหน้า ก็ยังเป็น
อนาคตอยู่ ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะทำอะไรได้ ...”
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




“..เราทุกคนที่ได้มานั่งร่วมวงกันอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อเสร็จจากงานกันแล้วก็ต้องแยกย้ายกันไป กลับบ้านของตน

และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกก็จะรู้ว่าต่างคนต่างก็ต้องจากกันไปจริงๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไปทางกรรมของแต่ละคน แล้วแต่กรรมที่เราทำกันมา

มัจจุราช คือ ความตาย ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร เขาไม่มีการไว้หน้า ไม่ว่าชายไม่ว่าหญิง เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จะติดจะขัดอะไรอยู่ เขาก็ไม่รับรู้

ลูกจะเล็กอยู่ก็ตาม พ่อแม่จะป่วยอยู่ ไม่มีคนคอยช่วยเลี้ยงดู เขาก็ไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้ เราเคยคิดคำนึงถึงกันไว้บ้างไหม ?

ควรพิจารณาเรื่องความตายให้เข้าใจว่าต่อให้มีพรรคพวกมากมายเพียงใด มีเวทย์มนต์คาถาดีสักเพียงไหน จะมียาดีสักเท่าใด จะบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ก็ชั่วกาลชั่วสมัย
ระงับดับได้ก็ชั่วเวลาเป็นครั้งคราว และแล้วผลที่สุดก็ต้องตายเหมือนๆ กัน

เรื่องหยูกเรื่องยาที่รักษาได้ ก็เมื่อมันยังไม่ถึงคราวถึงสมัยถึงกาลที่ควรตายเท่านั้น

ความตายจึงเป็นภัยอันตรายซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของใครๆ แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาแก้ไข ยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงความตายเอาไว้ได้ ทุกคนจึงต้องตาย

บาปบุญที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้นั่นแหละ คือเครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป

แม้บาปบุญจะป้องกันความตายไว้ไม่ได้ แต่ทว่าบาปบุญนั้นจะเป็นกำลังเสบียงที่จะคอยติดสอยห้อยตาม ไปอำนวยทุกข์สุขให้เราในภพต่างๆ

เมื่อตายไปแล้วก็ต้องแสวงหาภพใหม่ชาติใหม่ หาที่อยู่อาศัยที่ตนต้องการจะได้สมหมายนั้นก็เพราะเหตุบุญกุศลที่ตนสร้างสมเอาไว้ คนที่ไม่มีบุญกุศลอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีก็ไปไม่ได้..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)






“..เราทุกคนที่ได้มานั่งร่วมวงกันอยู่เดี๋ยวนี้ เมื่อเสร็จจากงานกันแล้วก็ต้องแยกย้ายกันไป กลับบ้านของตน

และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกก็จะรู้ว่าต่างคนต่างก็ต้องจากกันไปจริงๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไปทางกรรมของแต่ละคน แล้วแต่กรรมที่เราทำกันมา

มัจจุราช คือ ความตาย ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร เขาไม่มีการไว้หน้า ไม่ว่าชายไม่ว่าหญิง เขาไม่ไว้หน้าทั้งนั้น จะติดจะขัดอะไรอยู่ เขาก็ไม่รับรู้

ลูกจะเล็กอยู่ก็ตาม พ่อแม่จะป่วยอยู่ ไม่มีคนคอยช่วยเลี้ยงดู เขาก็ไม่รับรู้เรื่องเหล่านี้ เราเคยคิดคำนึงถึงกันไว้บ้างไหม ?

ควรพิจารณาเรื่องความตายให้เข้าใจว่าต่อให้มีพรรคพวกมากมายเพียงใด มีเวทย์มนต์คาถาดีสักเพียงไหน จะมียาดีสักเท่าใด จะบำบัดรักษาความเจ็บป่วยได้ก็ชั่วกาลชั่วสมัย
ระงับดับได้ก็ชั่วเวลาเป็นครั้งคราว และแล้วผลที่สุดก็ต้องตายเหมือนๆ กัน

เรื่องหยูกเรื่องยาที่รักษาได้ ก็เมื่อมันยังไม่ถึงคราวถึงสมัยถึงกาลที่ควรตายเท่านั้น

ความตายจึงเป็นภัยอันตรายซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของใครๆ แต่ก็ไม่มีใครที่จะมาแก้ไข ยกเลิกหรือหลีกเลี่ยงความตายเอาไว้ได้ ทุกคนจึงต้องตาย

บาปบุญที่ตนสะสมรวบรวมเอาไว้นั่นแหละ คือเครื่องใช้สอยของตนที่จะติดตามไป

แม้บาปบุญจะป้องกันความตายไว้ไม่ได้ แต่ทว่าบาปบุญนั้นจะเป็นกำลังเสบียงที่จะคอยติดสอยห้อยตาม ไปอำนวยทุกข์สุขให้เราในภพต่างๆ

เมื่อตายไปแล้วก็ต้องแสวงหาภพใหม่ชาติใหม่ หาที่อยู่อาศัยที่ตนต้องการจะได้สมหมายนั้นก็เพราะเหตุบุญกุศลที่ตนสร้างสมเอาไว้ คนที่ไม่มีบุญกุศลอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีก็ไปไม่ได้..”

ธัมมวโรวาท
พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๖๗–๒๕๒๓)





“... บางคน มีความเข้าใจว่า ฟังธรรม
ปฏิบัติธรรม แล้วจะมีประโยชน์อะไร
มัวแต่ถือศีล ถือธรรม ก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน
นี่คิดผิดมาก ... เพราะธรรมจริง ๆ ก็คือ
เรื่องของความถูกต้อง มันรวมเรื่องถูกต้อง
ของชีวิตเราไว้ทั้งหมด จะหากินอย่างไร
จะเก็บรักษายังไง จะคบกับคนอื่นอย่างไร
ดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์
นี่เรื่องของธรรมะ ทำไมจะไม่มีประโยชน์” ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทฺโท)




#รู้เท่าทันอารมณ์
"...คำว่า ความรู้ ตามความหมายของคำว่า รู้
ในสมาธิ หรือสมาธิปัญญานั้น ก็หมายถึงจิตสามารถ
รู้ทันอารมณ์ต่างๆ ที่เราเคยนึกคิดว่ามันวุ่นวายแต่ก่อนโดยปกติที่เรายังไม่มีสมาธิ ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร เราได้ยินได้ฟังอะไร ได้สัมผัสอะไร ในทางตา หู จมูก กาย ใจ สิ่งที่จะพึงเกิดขึ้นมันก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ พอใจ ไม่พอใจ นอกจากจะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ มันยังจะต้องปรุงแต่งไปอีก แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ จนตัวเองต้องเกิดทุกข์วุ่นวายขึ้นมา

ถ้าเรามีสมาธิ มีสติปัญญารู้เท่าทัน เรามองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู ได้กลิ่นอะไรทางจมูก รู้รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย แม้แต่นึกทางใจ เรามีสติคอยจ้องดูอยู่ ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันจะกลายเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน สิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้ นี้คือผลที่จะบังเกิดขึ้น..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






#รู้เท่าทันอารมณ์
"...คำว่า ความรู้ ตามความหมายของคำว่า รู้
ในสมาธิ หรือสมาธิปัญญานั้น ก็หมายถึงจิตสามารถ
รู้ทันอารมณ์ต่างๆ ที่เราเคยนึกคิดว่ามันวุ่นวายแต่ก่อนโดยปกติที่เรายังไม่มีสมาธิ ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร เราได้ยินได้ฟังอะไร ได้สัมผัสอะไร ในทางตา หู จมูก กาย ใจ สิ่งที่จะพึงเกิดขึ้นมันก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ พอใจ ไม่พอใจ นอกจากจะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ มันยังจะต้องปรุงแต่งไปอีก แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ จนตัวเองต้องเกิดทุกข์วุ่นวายขึ้นมา

ถ้าเรามีสมาธิ มีสติปัญญารู้เท่าทัน เรามองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู ได้กลิ่นอะไรทางจมูก รู้รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย แม้แต่นึกทางใจ เรามีสติคอยจ้องดูอยู่ ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันจะกลายเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน สิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้ นี้คือผลที่จะบังเกิดขึ้น..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





“..วิธีที่เราจะล้างบาปล้างกรรม จะล้างเหมือนคริสเตียนเขาไม่ได้ เราจะล้างบาปล้างกรรมไม่มีที่อื่น เราต้องรักษาศีล สมาธิ ภาวนานี้แหละ ล้างบาปล้างกรรม คือรักษาศีล เราไม่ทำโทษน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งหมดแล้ว ไม่มีบาปไม่มีกรรม นั่งสมาธิแล้ว จิตของเราไม่ได้ก่อภพก่อชาติ จิตของเรานิ่งอยู่ มันก็ไม่ได้สร้างบาปสร้างกรรมอะไร มันวางเฉยอยู่ มันก็หมดบาปหมดกรรม หมดตรงนั้นแหละ ไม่ใช่หมดที่อื่น คือจิตเราไม่มีกรรม กรรมทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่มีความชั่ว ความชั่วทั้งหลายก็ไม่มี จิตของเราไม่ทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่มี
จิตของเราไม่อยาก ความอยากทั้งหลายก็ไม่มี เหตุนี้แหละให้พากันพิจารณาให้มันแน่นอนลงไป..”

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร
พระธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ ๖ แสดงที่วัดถ้ำกลองเพล ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๑
จากหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๑







#ทุกข์ที่สุดก็คือการตาย
"...เมื่อถึงคราวตัวเราจะต้องตาย
นั่นแหละ ทุกข์ ที่สุด
มีความห่วงความอาลัย ในเรื่องราวอะไร
มันก็เก็บเข้ามาโหมเข้ามา ในเวลาตาย

ถ้าใจ ไม่ภาวนาให้ดีแล้ว
สงบไม่ลง สงบไม่ได้ เพราะใจ
มันคิดแต่จะให้มีความสุข
ธาตุแท้ มันไม่ใช่สุข มันเรื่องทุกข์

เกิดมาแล้วต้องมีทุกข์ อย่างนี้ๆ
จะเอาไปเก็บไว้ไหน ก็เก็บเถิด
มันก็เป็นทุกข์อยู่ในที่เก็บ ที่อยู่นั้นแหละ

ทางแก้มัน ก็คือ แก้ด้วยสมาธิภาวนา
รวบรวมจิตใจให้เข้ามา
ภายใน ไม่ให้ ออกไปภายนอก..."

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร






..#ต้องละทิ้งภาระทางโลกทุกอย่างจึงจะได้พบความสุขแท้หรือ..
..ถ้าเราพูดตามความจริงนี้ ทางโลกก็คือพื้นฐานในการสร้างหนทางให้พ้นทุกข์ ก็ต้องอาศัยวัตถุก่อน เราทำบุญนี่นะ ทำบุญแล้วมีความสุขเข้าใจมั๊ย ทำความดีนี่ มันก็ดับทุกข์ในตัวมันใช่มั๊ย มันจะบรรลุธรรม ก็เหมือนนางวิสาขาเขาจาคานุสติกรรมฐาน เขาไม่ได้เอาพุทโธนะ ระลึกถึงกองบุญกองกุศลที่ตนเองได้บริจาคทานแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย จิตใจเขาดับทุกข์ได้ ก็มีแต่ความสุข เอิบอิ่มอยู่ในบุญ ดับทุกข์เบื้องต้นก็ได้เป็นโสดาบันบุคคล เพราะถ้าจิตมันเกิดทุกข์แล้ว นึกถึงบุญให้เกิดความสุข มันก็ดับทุกข์ ฉะนั้น พวกเราก็เหมือนกันควรที่จะพิจารณาอย่างนั้น
..ถ้าจิตมันกลุ้มใจนึกถึงความดีของตนเองว่า ดูครอบครัวดี ทำคุณงามความดีอะไร ช่วยอะไร เป็นครูเป็นอาจารย์ ทำงานบริษัทห้างร้านที่ไหน ช่วยทำกิจกรรมอะไร เรารวมเอาความดีของเรามาไว้ในใจของเรา คนร้องไห้พอนึกถึงความดี ก็ยิ้มได้เข้าใจมั๊ย มันดับได้ ทำไมจะดับไม่ได้ ดับทุกข์ เขาเรียกว่าเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนความคิดใหม่ ก็จะหลุดพ้นเป็นเปลาะๆไป หากจะหลุดพ้นถึงนิพพานเป็นพระอรหันต์ไปจริงๆ นะ ต้องเจริญสติปัฏฐาน ๔ พิจารณาขันธ์ ๕ รู้แจ้งเห็นจริง ปล่อยวางได้ จิตจึงจะว่าง จิตว่างก็คือ ไม่มีสิ่งพัวพันในจิตจิตรู้แจ้งเห็นจริง ปล่อยวางได้ ไม่มีโกรธแค้น อาฆาตพยาบาทจองเวรใคร จิตจะมีความสุขตลอด
..ทำไมมีความสุข จิตอยู่ว่างๆ ว่าอย่างนั้นดีกว่า ทุกอย่างเป็นสมมุติ ถ้ากล่าวถึง นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ นิพพานสูญจากขันธ์ห้า เข้าใจมั๊ย ตัดภพตัดชาติ ก็คือนิพพาน ถ้าไม่เกิดอีกมันก็ไม่ทุกข์ พูดง่ายๆ ถ้าเกิดอีกจะทุกข์อีก เอ้า..ไม่ได้คิดเอาเองนะ ก็มันปฏิบัติอยู่นี่ มันก็เลยสบาย พอมาเกิดอีกก็เอาแล้วทุกข์อีกแล้ว ธรรมดา มันไม่พ้น มันก็เกิดอีกอยู่ดี ไม่อยากเกิดมันก็เกิดอีกอยู่ดี ก็เลยต้องรีบทำกันไป ปฏิบัติไปเพื่อด้านวัตถุก็ดี รักษาศีลก็ดี ทำสมาธิแล้วก็สร้างปัญญาเกิดขึ้น ให้รู้แจ้งเห็นจริง พระพุทธเจ้าโลกวิทู รู้แจ้งโลกเสียก่อน จึงพ้นโลก เข้าใจมั๊ย ถ้าไม่รู้แจ้งโลก ไม่พ้นโลก มันก็ติดโลกเข้าใจมั๊ย คนรู้แจ้งโลก คือคนไม่ติดโลก ไม่ติดโลกมันก็ไม่ทุกข์ เราทำที่ใจเท่านั้นเอง ร่างกายนี่มันอยู่กับโลก มันก็อาบน้ำ กินข้าว มีที่นอน มีรถ ใช้กันไปอย่างนี้ ไม่คิดเลย ไม่รู้จะอยู่อย่างไรนะ จะสบายแค่ไหน..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/