ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ธาตุทั้ง 4
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66750
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 09 มิ.ย. 2026, 11:06 ]
หัวข้อกระทู้:  ธาตุทั้ง 4

“..ถ้าใจปลอมพาให้เกิดธรรมปลอม แม้ถามและตอบกันวันยังค่ำก็ได้แต่ตัวทิฐิมานะเต็มหัวใจไม่ลงรอยกันได้ นั่นคือธรรมชื่อ คือได้แต่ชื่อของธรรม ไม่ได้ดวงธรรมแท้มาครองภายในใจ ธรรมชื่อใครเรียนก็จำได้ เพราะเป็นสิ่งที่ควรจำได้ด้วยกัน แต่สำคัญที่ดวงธรรมแท้ที่มีชื่อในตัวเอง โดยไม่ต้องเป็นกังวลท่องบ่นจดจำให้ลำบากนั้น ปฏิบัติยาก มองเห็นได้ยาก รู้ได้ยาก ธรรมแท้ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติได้ยากรู้ได้ยากนี่แล ที่ไม่ขึ้นอยู่กับคำถามคำตอบ เพราะเป็นความจริงล้วน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง และธรรมนี่แลมีอยู่ในโลกตลอดอนันตกาล ไม่เจริญและไม่เสื่อมไปกับอะไร คำว่าอำนาจธรรมก็คือธรรมนี่แลจะเป็นอะไรที่ไหนกัน ที่พูดนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าหมู่คณะจะเข้าใจตามได้ทุกแง่แห่งธรรมที่พูดมา แต่ถึงกาลที่ควรพูดบ้างก็จำต้องพูด พอเป็น กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..คนเรา อย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น

ถ้าผู้ใดมีดวงตาญาณ ผู้นั้นก็อาจจะรู้ชาติภพของตนที่กระทำกรรมอันใดไว้ ผู้ใดที่ดวงตายังมืดอยู่ด้วยอวิชชา ผู้นั้นก็ย่อมมองไม่เห็น เรื่องของกรรมนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไว้มิให้เราประมาท ผู้ใดทำดีก็ย่อมไม่หนีจากกรรมดี ผู้ใดทำชั่วก็ย่อมไม่หนีจากกรรมชั่วนั้น

เหตุนั้น จึงควรมีความสำรวมระวัง อย่าประมาทในสิ่งที่เรามองไม่เห็นอย่าเหยียดหยามติเตียนในวัตถุทานของผู้ใด ในศีลของเขาก็ดี ในภาวนาของเขาก็ดี เขาอาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความดีแฝงอยู่ภายใน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยกรรมที่มองไม่เห็น ถ้าเราไปประมาทเขาเข้า กรรมนั้นอาจกลับมาเป็นโทษสนองตัวเราเองให้ได้รับผลวิบากในกาลภายหน้าได้

จิต นี้ จะว่าตายก็ตาย จะว่าไม่ตายก็ไม่ตาย จิตที่ตายก็คือจิตที่มีอาการแปรเปลี่ยนไปด้วยบาปอกุศล จิตคงที่อยู่ในสภาพเดิม หรือเป็นจิตที่เจือด้วยบุญกุศล ก็เป็นจิตที่ไม่ตาย ร่างกายของเรานี้ เรียกเป็น ๔ อย่าง ๑. รูป ๒. กาย ๓. สรีระ ๔. ธาตุ กายนี้ก็ไม่ได้ตายไปไหน เป็นแต่มันแปรเปลี่ยนไปเข้าสภาพเดิมของมัน ธาตุดินก็ไปอยู่กับธาตุดิน ธาตุน้ำก็ไปอยู่กับธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ไปอยู่กับธาตุไฟ ธาตุลมก็ไปอยู่กับธาตุลม

ก่อนที่เราจะเกิดมาจริง ๆ นั้น ก็คือธาตุทั้ง ๔ ไปประชุมสามัคคีกันขึ้น และถ้าเจ้าตัวจิตวิญญาณซึ่งลอยอยู่นั้น เข้าไปแทรกผสมเข้าเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ ขยายตัวเติบโตออกไปทุกที ๆ เป็นเลวบ้าง ประณีตบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง แล้วแต่ กรรมของจิตที่เป็น บุญหรือบาป. จิต เป็นผู้รับผิดชอบในบุญและบาปทั้งหลาย คือกรรมดีและกรรมชั่ว ร่างกาย นั้นไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






“อาตมาได้เคยฟังธรรมจากท่านอาจารย์ใหญ่
ฝั้น อาจาโร ตั้งแต่ครั้งที่ได้มากราบท่าน ท่าน
กล่าวว่า ทำใจให้สบาย ซึ่งยังปรากฏติดอยู่
ในใจจนป่านนี้ คำว่า ทำใจให้สบาย
ในสำเนียงของท่าน รู้สึกว่า จับใจ ฟังแล้ว
ทำให้ใจมันสบายตาม ซึ่งจะไม่ทราบว่าจะ
ถ่ายทอดคำนี้ออกมาให้ท่านทั้งหลายทราบกัน
ได้อย่างไร ถ้าเราศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติธรรม
เราคงจะได้อย่างที่อาจารย์ใหญ่ท่านบอก
ให้ฟังว่า ทำใจให้สบายได้ ก็ขอให้ทุกท่าน
ประสบความสำเร็จ คือความสบายใจ
ทำใจให้สบาย” ...
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






“สู้จนกว่าจะชนะ”

อย่าลดละ ท้อถอย อย่าให้ขาดทุนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้อัตภาพร่างกายนี้ ก่อนที่เขาจะแตกดับไป อย่าให้แตกสลายทิ้งไปเปล่า อย่างต้นไม้ที่ล้มทิ้งเกลื่อนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย ก็เสียทรัพยากรของชาติชาติไปเปล่า ๆ นี้ ก็เป็นทรัพยากรอันหนึ่ง

ภายในใจเรา ได้แก่ร่างกาย พยายามนำสิ่งนี้มาบำเพ็ญประโยชน์ มีเท่านี้ ที่เราจะได้ประโยชน์จากร่างกายอันนี้ ทำเสียตั้งแต่บัดนี้ เวลาถูกมัดแล้ว ไม่มีทางทำได้ เหมือนกับนักโทษ ถ้าเขาได้ตัดสินแล้ว เท่านั้นแหละ ใครจะไปคัดค้าน หรือ ฉุดลากตัวออกมาก็ไม่ได้ ต้องเป็นนักโทษนอนจมปลักอยู่ในตะรางนั่นเอง จนกว่าจะพ้นโทษ จึงจะได้รับการปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ

เวลานี้ จิตของเราก็เหมือนกัน กำลังเป็นผู้ต้องหา เอ้า ต่อสู้ หาทนายขึ้นมาพร้อมกัน ด้วยสติปัญญา อุบาย วิธีการต่าง ๆ มีความเพียรสนับสนุน สู้กันจนถึงที่สุดเพราะศาลนี้เป็นศาลสำคัญมาก

ศาลต้น ก็อยู่ที่นี่ ศาลอุทธรณ์ ก็อยู่ที่นี่ ศาลฎีกา ก็อยู่ที่นี่

ศาลต้น คือ อะไร คือ สู้กิเลสอย่างหยาบ ๆ สู้ที่นี่ไม่ได้ เอ้า ขึ้นอีกศาลหนึ่ง สติปัญญามหาอุบายใช้ใหม่ เอาจนชนะ ขึ้นถึงศาลสูงสุด ตัดสินกันเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง

กิเลสอย่างหยาบ แก้ด้วยปัญญาอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง แก้ด้วยปัญญาอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด และ ละเอียดสุด แก้ด้วยปัญญาอันสูงสุด ได้แก่สติปัญญาอันเก่งกล้าสามารถ ที่ท่านเรียกว่า “มหาสติ มหาปัญญา"

เมื่อถึงศาลฎีกาแล้ว ตัดสินกันขาดสะบั้นไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ ไม่ต้องไปศาลไหนอีก อยู่อย่างสบาย นี่ โรงศาลใหญ่ เราเห็นไหม ?

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด





”สร้างที่พึ่งใหม่ให้กับใจ”

ทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดมีความขยันหมั่นเพียรที่จะปฏิบัติธรรม ก็ต้องคิดถึงความแก่คิดถึงความเจ็บไข้ป่วย คิดถึงความตายอยู่เรื่อยๆ คิดถึงการพลัดพรากจากกันอยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้เราเกิดความขยันหมั่นเพียรที่จะปฏิบัติธรรม ที่จะภาวนาเพื่อสร้างที่พึ่งอันใหม่ขึ้นมานั่นเองเพราะต่อไปร่างกายที่เราใช้เป็นที่พึ่ง เป็นเครื่องมือในการหาความสุขต่างๆ ก็จะต้องไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่หาความสุขให้กับเราได้ เราก็จะมีตึความทุกข์ มีแต่ความเหงา ความว้าเหว่ ความซึมเศร้า ความเสียอกเสียใจเวลาที่เราไม่สามารถที่จะมีความสุขได้ ถ้าเราคิดถึงความแก่ความเจ็บความตายอยู่เรื่อยๆ มันก็จะมาคอยเตือนเราคอยกระตุ้นให้เรารีบทำความเพียรสร้างที่พึ่งใหม่ คือสร้างพระธรรมที่จะมาให้ความสุขกับเรา ถ้าเราไม่คิดเราก็จะลืม ถ้าเราไม่คิดถึงความแกความเจ็บความตาย ไม่คิดถึงการพลัดพรากจากกัน มัวแต่จะคิดหาเงินหาทอง หาลาภหายศหาสรรเสริญ หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ เราก็จะลืม นี่ก่อนที่จะมาที่นี่วันนี้ได้คิดถึงความแก่ความเจ็บความตายกันหรือยัง ได้คิดถึงว่าจะต้องมีการพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักบุคคลที่เรารักกันหรือยัง คิดว่าคงจะไม่ได้คิดกัน เพราะโดยธรรมชาติของกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา มันจะคอยกดไม่ให้คิดถึงสิ่งเหล่านี้เพราะเวลาคิดถึงสิ่งเหล่านี้แล้วมันจะสร้างความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาภายในใจ ใจเลยไม่กล้าคิด แล้วก็สร้างความคิดขึ้นมาว่าถ้าคิดแล้วเดี๋ยวจะตายทันที ไม่ได้คิดมาเป็นวันเป็นคืนไม่ตาย พอคิดถึงความตายคำเดียว โอ๊ยเดี๋ยวความตายจะเข้ามาทันที จึงทำให้ไม่กล้าคิดกัน เมื่อไม่คิดก็เลยลืม ลืมว่าร่างกายของตนเองต่อไปจะต้องแก่จะต้องเจ็บไข้ได้ป่วย จะต้องตายไปจะต้องพลัดพรากจากกัน

พระพุทธเจ้าเคยถามพระอานนท์ว่า อานนท์วันๆ หนึ่งเธอระลึกถึงความตายวันละสักกี่ครั้งด้วยกัน อานนท์ก็บอกว่า “ผมก็ระลึกวันละ ๓ – ๔ ครั้งด้วยกัน เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน” พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า อานนท์ เธอยังประมาทอยู่ วิธีที่จะทำให้เธอไม่ประมาท เธอต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตาย ถ้าเธอคิดอย่างนี้แล้วเธอจะไม่ประมาท เธอจะไม่เสียเวลาไปกับการหาสิ่งที่ต่อไปจะไม่ได้เป็นที่พึ่งหรือเป็นสิ่งที่จะไม่สามารถหาได้ เธอจะไม่ไปเสียเวลากับการหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขจากคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะต่อไปเวลาร่างกายของเธอแก่ลง ไม่มีใครเขาอยากจะมาเป็นแฟนกับเธอเลย พอแก่แล้วเขาก็ทิ้งเรา เขาก็ไปหาคนหนุ่มกว่าคนสาวกว่า เรื่องอะไรจะมาอยู่กับคนแก่ ยิ่งถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยเขายิ่งจะไม่อยากอยู่กับเราเพราะต้องมาคอยดูแลพยาบาลเรา เวลาตายเขาก็ไม่สามารถได้ประโยชน์อะไรจากเราอีกต่อไป มีเรื่องสามีภรรยารักกัน พอวันหนึ่งสามีเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไป ภรรยาไม่กี่เดือนก็ลาจากไป แยกทางไปเพราะเขาไม่สามารถที่จะหาความสุขจากคนอัมพฤกษ์อัมพาตได้ นอกจากหาความสุขไม่ได้แล้วยังต้องมาทุกข์มาแบกภาระในการป้อนข้าวเลี้ยงเขา อาบน้ำอาบท่าให้เขา เขาก็บอกว่า ฉันไม่ได้มาแต่งงานเพื่อมาทำงานแบบนี้ ฉันแต่งงานเพราะเธอจะให้ความสุขกับเรา เธอจะพาเราไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ พาเราไปกินไปดื่ม แต่ตอนนี้เธอเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เธอทำอะไรไม่ได้ให้กับเราเลย กลับมีเราที่ต้องทำให้กับเธอ เราก็ไม่อยู่ดีกว่า

นี่คือสิ่งที่เราควรจะระลึกถึงกันอยู่เรื่อยๆ เพื่อที่จะทำให้เรารู้ว่าต่อไปในอนาคตเราจะพึ่งร่างกายของเราไม่ได้ เราจะมีความทุกข์ถ้าเราไม่สามารถใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุขให้กับเราได้ เราต้องสร้างที่พึ่งใหม่ สร้างธรรมะสร้างรสแห่งธรรมที่ชนะรสทั้งปวง ถ้าเรามีรสแห่งธรรมให้ความสุขกับเรา เราก็ไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ เราเจ็บไข้ได้ป่วยแฟนเราจะทิ้งเรา เราก็ไม่เดือดร้อนเพราะเราไม่ต้องใช้ร่างกาย ใต้องใช้แฟนเราเป็นเครื่องมือหาความสุขให้กับเรา เรามีธรรมะมีรสแห่งธรรมที่ชนะรสทั้งปวงที่จะให้ความสุขกับเราไปอย่างตลอด ไม่ว่าร่างกายจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะแก่หรือไม่แก่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร จะเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร จะตายหรือไม่ตายก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ใจยังมีรสแห่งธรรมให้ความสุขได้ตลอดเวลา ถ้าเราระลึกถึงความแก่ความเจ็บความตายแล้วยังขี้เกียจอยู่ ยังรู้สึกไม่มีอะไรมากระตุ้นให้เราทำความเพียร เราก็ต้องไปดูของจริงกัน เพียงแต่นึกเฉยๆ คิดถึงความแก่ความเจ็บความตาย มันเป็นแค่คำพูด เป็นแค่ตัวอักษร แก่มันก็สระแอ ก. ไก่ ไม้เอกมันก็ไม่มีพลังเท่าไหร่ ต้องไปดูคนแก่ ต้องไปเยี่ยมคนแก่ที่บ้านคนชรา ไปดูเวลาเขาแก่แล้วถูกทอดทิ้ง ไม่มีญาติไม่มีพี่น้องที่จะดูแล ส่งไปอยู่ที่บ้านคนชรา ดูว่าเขามีความสุขไม๊ ดูว่าเขาร่าเริงเหมือนตอนที่เขาเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือไม่ แล้วนึกถึงภาพของเราว่าต่อไปจะต้องเป็นอย่างเขา นึกถึงภาพของเขาอีกมุมหนึ่ง ในมุมกลับเมื่อก่อนเขาก็เป็นเหมือนเรา ต้องมองให้มันลึกซึ้งมันถึงจะกระตุ้นความเกียจคร้าน ความหลง ความประมาทนอนใจที่มันคอยขวางในการดำเนินการปฏิบัติธรรมของเรา.

สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






เรื่องการปฏิบัติที่เราแนะนำพร่ำสอนกันนี้
ก็เรียกว่าเป็นศีลธรรม สอนเรื่องศีลธรรมนี้
สอนเรื่องตัวเรื่องตน เรื่องเราเรื่องเขา
อย่าไปเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นตัวเรา
เป็นตัวเขา ถ้าสอนธรรมะล้วนๆ ก็เรียกว่า
ไม่มีเราไม่มีเขา สอนเรื่องศีลธรรมนี้ก็ต้อง
มีเรามีเขา ความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า
มีพระพุทธประสงค์อยากจะให้สาวกทั้งหลาย
เป็นอย่างนั้น ให้รู้อย่างนั้น ให้เห็นอย่างนั้น
ให้เป็นอยู่อย่างนั้น สงบจากสัตว์ สงบจากบุคคล
จากตัว จากตน จากเรา จากเขา หมดกันแค่นั้น
ในทางพุทธศาสนาของเรา ท่านสอนอย่างนั้น ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)





“..ถ้าใจปลอมพาให้เกิดธรรมปลอม แม้ถามและตอบกันวันยังค่ำก็ได้แต่ตัวทิฐิมานะเต็มหัวใจไม่ลงรอยกันได้ นั่นคือธรรมชื่อ คือได้แต่ชื่อของธรรม ไม่ได้ดวงธรรมแท้มาครองภายในใจ ธรรมชื่อใครเรียนก็จำได้ เพราะเป็นสิ่งที่ควรจำได้ด้วยกัน แต่สำคัญที่ดวงธรรมแท้ที่มีชื่อในตัวเอง โดยไม่ต้องเป็นกังวลท่องบ่นจดจำให้ลำบากนั้น ปฏิบัติยาก มองเห็นได้ยาก รู้ได้ยาก ธรรมแท้ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติได้ยากรู้ได้ยากนี่แล ที่ไม่ขึ้นอยู่กับคำถามคำตอบ เพราะเป็นความจริงล้วน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง และธรรมนี่แลมีอยู่ในโลกตลอดอนันตกาล ไม่เจริญและไม่เสื่อมไปกับอะไร คำว่าอำนาจธรรมก็คือธรรมนี่แลจะเป็นอะไรที่ไหนกัน ที่พูดนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าหมู่คณะจะเข้าใจตามได้ทุกแง่แห่งธรรมที่พูดมา แต่ถึงกาลที่ควรพูดบ้างก็จำต้องพูด พอเป็น กาเลน ธมฺมสากจฺฉา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)










ความมงคลของคนอยู่ที่ไหน ความมงคลของคนก็อยู่ที่จิตใจที่ประเสริฐ จิตใจที่มีคุณธรรม มีความเมตตากรุณามีความยิ้มแย้มแจ่มใส

เวลาเช้ามงคลอยู่ที่ใบหน้า ตื่นขึ้นมาก็ให้มีความเบิกบานใจยิ้มแย้มแจ่มใส ระลึกถึงแต่สิ่งที่ดีนึกถึงบุญกุศล ความดี เมื่อพบหน้ากันสิ่งแรกที่ทำ ก็คือให้รอยยิ้มแก่กัน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นมีเมตตากัน เมืองไทยถึงได้ชื่อว่าสยามเมืองยิ้ม

เวลากลางวันมงคลอยู่ที่หน้าอก หมายถึงอยู่ที่ใจ คนเราทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ ต้องเข้ามาแก้ไขที่จิตใจเหมือนกับคลื่นวิทยุที่ต้องปรับเข้าหากัน เราต้องปรับใจเข้าหากันทำใจให้เย็นไว้ก่อน อย่าไปทำตามอารมณ์ตามสิ่งแวดล้อม ที่มันดึงไป ตั้งมั่นไว้ในคุณธรรม จะพูดจะทำสิ่งใดก็คิดพิจารณาด้วยสติปัญญาก่อน ถ้าไม่มีการคิดพิจารณาให้รอบคอบเมื่อทำไปแล้วตอนแรกอาจสบาย แต่ในภายหลังจะได้รับความลำบาก เพราะบาปกรรมมีจริงนรกสวรรค์มีจริง ให้เรายับยั้งรั้งจิตใจเหมือนรถที่ดีก็ต้องมีเบรกดีระบบการควบคุมก็ดี เราอย่าไปทำตามโลกตามอารมณ์ทำตามใจได้ก็ว่าดี ไม่ได้ตามใจก็ว่าไม่ดี แต่มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ กลางวันจิตใจของเราเร่าร้อน สิ่งแวดล้อมมันกดดันให้ร้อน คนหัวดีคนฉลาดก็ต้องมีความอดทนรู้จักพอ สิ่งแวดล้อมภายนอกทำไปเท่าไหร่ก็ไม่จบสักทีถ้าไม่รู้จักพอ เราจะไปแก้สิ่งภายนอกก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตายก็ห้ามไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้จักความจริง และยอมรับหรือพอใจได้เราก็ทุกข์

มงคลตอนเย็นอยู่ที่เท้า ทำไมว่าอยู่ที่เท้า เท้านี้จะนำทางเราเดินไปไหนมาไหน จะเหยียบย่ำทั้งของปฏิกูลและของสะอาด เราต้องชำระล้างเท้าเราก่อนหลับนอนจึงจะเป็นมงคล หมายความว่าท่านให้เราชำระบาปอกุศลออกจากกาย วาจา ใจของเรา ที่โอวาทของพระพุทธเจ้าว่า "สจิตฺต ปริ โยทปนํ" การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ การชำระจิตของตนเองก็ดูว่าใจของเราเป็นอย่างไรมันโลภ มันโกรธ หรือมันหลง เราจะได้ละ ได้ปล่อย ได้วาง เพราะสิ่งเหล่านี้มันพึงมีมาภายหลัง ทรัพย์สินเงินทอง บุตร ธิดา ภรรยาสามีเหล่านี้มีมาทีหลัง ชื่อของเราก็มาสมมุติขึ้นทีหลัง ให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าให้สบาย หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย พระพุทธเจ้าท่านก็เคยหลงเหมือนเรา แต่ท่านก็ไม่หลงแล้วก็มาสอนเราให้ทำตาม เราก็ทำตามท่าน เราทำใจให้ว่างได้ ๑-๒ นาที ก็เป็นบุญหาประมาณมิได้ ให้เราฝึกทำใจให้เป็นนิพพานไว้ เมื่อเราใกล้ตายเราจะได้รู้วิธีทำใจให้ปล่อยวาง

โอวาทธรรมตอนหนึ่งจากหนังสือ “สุขที่ธรรม”

#โอวาทธรรมใจดีใจสบาย
#หลวงพ่อกัณหาสุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม






"... พวกเราสละ ให้สละความสุขทางโลก
ความสุขในโลกมีประมาณอันน้อย ผู้มีปัญญา ผู้ไม่ประมาทพึงสละความสุขเพื่อแลกเอาความสุขอันไพบูลย์
คือความสุขที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ความสุขอันนั้นเป็นความสุขอันไพบูลย์
ความสุขในโลกมีตายๆ เกิดๆ นั่นมีประมาณน้อยนิดเดียว นักปราชญ์ท่านจะว่าไม่มีเสียก็ได้
ความสุขอย่างนี้เหมือนเหยื่อมันเกี่ยวอยู่ที่เบ็ด ปลาไม่รู้ว่าเบ็ดมันเกาะอยู่
มันเกี่ยวอยู่นั่นก็ไปคาบเอา เลยติดปากติดคออยู่อย่างนั้น
นักปราชญ์คือพระพุทธเจ้าเห็นโทษของโลก จึงมีความเบื่อหน่ายพระพุทธเจ้าว่าให้ปล่อยมันเสีย อย่าถือมันอีก มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว มันมีแต่คิดแต่อ่านหาแต่โทษมาเผาเจ้าของ
วางมันเสีย อย่าไปไว้ท่ามัน มันจะไปยังไงก็ไป ให้ทำจิตทำใจทำความรู้ไว้ให้เหมือนกับมหาปฐพี มหาปฐพีนั้น
สัตว์ทั้งหลายจะมาทำดีก็ตาม มาทำร้ายก็ตาม มนุษย์จะมาทำดีก็ตาม ทำร้ายก็ตาม มหาปฐพีไม่มีความหวั่นไหว จะทำอย่างไรก็ตาม ทำใจให้เป็นอย่างนั้น.. นั่นแหละพระนิพพาน ..."

"""""""""""""""""""""""""""""""""""
#หลวงปู่ขาว_อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง
จังหวัดหนองบัวลำภู (พ.ศ.๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)







“..ฉะนั้นพระพุทธองค์จึงให้หาที่พึ่ง คือ หาใจของเรา ใจของเราเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยมากคนเราไม่ค่อยมองดูในสิ่งที่สำคัญ ไปมองดูที่อื่นที่ไม่สำคัญ เป็นต้นว่า กวาดบ้าน ล้างจาน ก็มุ่งความสะอาดล้างถ้วยล้างจานให้มันสะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งความสะอาด แต่ใจเจ้าของไม่เคยมุ่งเลย ใจของเรามันเน่า บางทีก็โกรธ หน้าบูดหน้าบึ้งอยู่นั่นแหละ ก็ไปมุ่งแต่จานให้จานมันสะอาด ใจของเราไม่สะอาดเท่าไรก็ไม่มองดู นี่เราขาดที่พึ่ง เอาแต่ที่อาศัย แต่งบ้านแต่งช่อง แต่งอะไรสารพัดอย่าง แต่ใจของเราไม่ค่อยจะแต่งกัน ทุกข์ไม่ค่อยจะมองดูมัน ใจนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นพระพุทธองค์ท่านจึงพูดว่าให้หาที่พึ่งทางใจ อัตตา หิ อัตตโน นาโถ ใครจะเป็นที่พึ่งได้ ที่เป็นที่พึ่งแน่นอนก็คือใจของเรานี่เอง ไม่ใช่สิ่งอื่น พึ่งสิ่งอื่นก็ได้แต่ไม่ใช่ของที่แน่นอน เราจะพึ่งสิ่งอื่นได้ก็เพราะเราพึ่งตัวของเรา เราต้องมีที่พึ่งก่อน จะพึ่งอาจารย์ พึ่งญาติมิตรสหายทั้งหลาย จะพึ่งได้ดีนั้น เราต้องทำตัวของเราเป็นที่พึ่งให้ได้เสียก่อน..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)







"...ทำใจให้เป็นอุเบกขา
คือการวางเฉยให้กับสิ่งที่เฮาเกิดทุกข์
เขาดีกะดีไป อนุโมทนานำเขา
เขาชั่วกะเรื่องของเขา บอกได้กะบอก บอกบ่ได้กะปล่อย
อย่าไปว่าเขาบ่ดี
มันเหมือนแสดงความมืดบอดความบ่ดีของตัวเองออกมา
ถ้าเฮายังไปว่าให้คนอื่นบ่ดี เฮาจะไปสอนคนอื่นให้เฮ็ดดีไผล่ะสิเชื่อเฮา"เฮาเป็นพระต้องสละวาง อย่าไปขวนขวายให้ใครเขาเดือดร้อน ถ้าเขาอยากมาทำเขาก็จะมาทำเอง ปฏิบัติภาวนาดีดี เดียวเทวดาเขาไปบอกเองละ"

#หลวงปู่ประเสริฐ สิริคุตโต
เจ้าอาวาสวัดป่าเวฬุวันอรัญญวาสี รักษาการเเทนเจ้าอาวาสวัดอุดมคงคาคิรีเขต เจ้าคณะตำบลเขื่องใน ธ.







“..คนเรา อย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น

ถ้าผู้ใดมีดวงตาญาณ ผู้นั้นก็อาจจะรู้ชาติภพของตนที่กระทำกรรมอันใดไว้ ผู้ใดที่ดวงตายังมืดอยู่ด้วยอวิชชา ผู้นั้นก็ย่อมมองไม่เห็น เรื่องของกรรมนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไว้มิให้เราประมาท ผู้ใดทำดีก็ย่อมไม่หนีจากกรรมดี ผู้ใดทำชั่วก็ย่อมไม่หนีจากกรรมชั่วนั้น

เหตุนั้น จึงควรมีความสำรวมระวัง อย่าประมาทในสิ่งที่เรามองไม่เห็นอย่าเหยียดหยามติเตียนในวัตถุทานของผู้ใด ในศีลของเขาก็ดี ในภาวนาของเขาก็ดี เขาอาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความดีแฝงอยู่ภายใน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยกรรมที่มองไม่เห็น ถ้าเราไปประมาทเขาเข้า กรรมนั้นอาจกลับมาเป็นโทษสนองตัวเราเองให้ได้รับผลวิบากในกาลภายหน้าได้

จิต นี้ จะว่าตายก็ตาย จะว่าไม่ตายก็ไม่ตาย จิตที่ตายก็คือจิตที่มีอาการแปรเปลี่ยนไปด้วยบาปอกุศล จิตคงที่อยู่ในสภาพเดิม หรือเป็นจิตที่เจือด้วยบุญกุศล ก็เป็นจิตที่ไม่ตาย ร่างกายของเรานี้ เรียกเป็น ๔ อย่าง ๑. รูป ๒. กาย ๓. สรีระ ๔. ธาตุ กายนี้ก็ไม่ได้ตายไปไหน เป็นแต่มันแปรเปลี่ยนไปเข้าสภาพเดิมของมัน ธาตุดินก็ไปอยู่กับธาตุดิน ธาตุน้ำก็ไปอยู่กับธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ไปอยู่กับธาตุไฟ ธาตุลมก็ไปอยู่กับธาตุลม

ก่อนที่เราจะเกิดมาจริง ๆ นั้น ก็คือธาตุทั้ง ๔ ไปประชุมสามัคคีกันขึ้น และถ้าเจ้าตัวจิตวิญญาณซึ่งลอยอยู่นั้น เข้าไปแทรกผสมเข้าเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ ขยายตัวเติบโตออกไปทุกที ๆ เป็นเลวบ้าง ประณีตบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง แล้วแต่ กรรมของจิตที่เป็น บุญหรือบาป. จิต เป็นผู้รับผิดชอบในบุญและบาปทั้งหลาย คือกรรมดีและกรรมชั่ว ร่างกาย นั้นไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )





ความรู้กับความจริงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ไม่สามารถเอาชื่อ ไม่สามารถเอาความเห็นเข้าไปได้
เป็นความรู้อย่างบริสุทธิ์

ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้ที่เกื้อกูลต่อการศึกษาโดยบริบูรณ์
ความรู้แบบโง่ๆ นี่แหละจะเกื้อกูลการศึกษาโดยบริบูรณ์

เวลาที่เราเจอเรื่องที่เราไม่รู้
มันก็จะเกิดความสนใจออกมาเรียนรู้โดยอัตโนมัติ
อะไรที่เรารู้แล้วมันก็จะยอมรับและวางลงได้
เรียนรู้ในการยอมรับ โดยที่เราไม่ได้ไปตัดสินอะไรเลย

มันเป็นความรู้ซื่อๆ รู้แบบบริสุทธิ์อยู่เฉพาะหน้า
รู้แบบไม่คาดคะเนไปก่อน รู้แบบไม่เปรียบเทียบ
รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง รู้แบบไม่มีภาษาอธิบาย
เวลาที่ปฏิบัติมันจะไม่มีชื่อมาบอกเรา
อย่าไปถามหาชื่อมัน อันนี้เป็นกับดักของการศึกษา

──
#พระอาจารย์ตะวัน_ปัญญาวัฒฑโก #สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง






“..คนเรา อย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น

ถ้าผู้ใดมีดวงตาญาณ ผู้นั้นก็อาจจะรู้ชาติภพของตนที่กระทำกรรมอันใดไว้ ผู้ใดที่ดวงตายังมืดอยู่ด้วยอวิชชา ผู้นั้นก็ย่อมมองไม่เห็น เรื่องของกรรมนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงสอนไว้มิให้เราประมาท ผู้ใดทำดีก็ย่อมไม่หนีจากกรรมดี ผู้ใดทำชั่วก็ย่อมไม่หนีจากกรรมชั่วนั้น

เหตุนั้น จึงควรมีความสำรวมระวัง อย่าประมาทในสิ่งที่เรามองไม่เห็นอย่าเหยียดหยามติเตียนในวัตถุทานของผู้ใด ในศีลของเขาก็ดี ในภาวนาของเขาก็ดี เขาอาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นความดีแฝงอยู่ภายใน แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยกรรมที่มองไม่เห็น ถ้าเราไปประมาทเขาเข้า กรรมนั้นอาจกลับมาเป็นโทษสนองตัวเราเองให้ได้รับผลวิบากในกาลภายหน้าได้

จิต นี้ จะว่าตายก็ตาย จะว่าไม่ตายก็ไม่ตาย จิตที่ตายก็คือจิตที่มีอาการแปรเปลี่ยนไปด้วยบาปอกุศล จิตคงที่อยู่ในสภาพเดิม หรือเป็นจิตที่เจือด้วยบุญกุศล ก็เป็นจิตที่ไม่ตาย ร่างกายของเรานี้ เรียกเป็น ๔ อย่าง ๑. รูป ๒. กาย ๓. สรีระ ๔. ธาตุ กายนี้ก็ไม่ได้ตายไปไหน เป็นแต่มันแปรเปลี่ยนไปเข้าสภาพเดิมของมัน ธาตุดินก็ไปอยู่กับธาตุดิน ธาตุน้ำก็ไปอยู่กับธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ไปอยู่กับธาตุไฟ ธาตุลมก็ไปอยู่กับธาตุลม

ก่อนที่เราจะเกิดมาจริง ๆ นั้น ก็คือธาตุทั้ง ๔ ไปประชุมสามัคคีกันขึ้น และถ้าเจ้าตัวจิตวิญญาณซึ่งลอยอยู่นั้น เข้าไปแทรกผสมเข้าเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ ขยายตัวเติบโตออกไปทุกที ๆ เป็นเลวบ้าง ประณีตบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง แล้วแต่ กรรมของจิตที่เป็น บุญหรือบาป. จิต เป็นผู้รับผิดชอบในบุญและบาปทั้งหลาย คือกรรมดีและกรรมชั่ว ร่างกาย นั้นไม่ใช่เป็นผู้รับผิดชอบ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/