วันเวลาปัจจุบัน 01 มิ.ย. 2026, 23:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 04:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5568


 ข้อมูลส่วนตัว


“..สำหรับชาวพุทธเรา กรุณายึดหลักพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ไว้ภายในใจเถิด เวลาใจคะนองออกนอกลู่นอกทาง คิดจะทำความไม่ดีไม่งามต่างๆ ขึ้นมา จะได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนให้มีเมตตา สอนให้ทำแต่สิ่งดีงามต่อกัน การกระทำต่อสิ่งที่ขัดต่อคำสอนท่านอันเป็นความทุจริตต่างๆ เป็นสิ่งไม่ดีเลย เป็นความประมาทไม่เคารพครู ดังนี้จะเป็นเหตุให้ขยะแขยงหรือเกิดความละอายขึ้นภายในตัวที่เรียกว่า หิริโอตตัปปะ เพราะความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อันเป็นองค์แห่งสรณะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






“..ท่านทั้งหลายอย่าไปคาดโลกนั้นโลกนี้ว่าสนุกร่าเริงบันเทิงใจ เวลาตายไปอยากไปอยู่โลกนั้นโลกนี้ อันความอยากไม่เพียงพอกวนใจอยู่ก่อนที่ยังไม่ตาย...ยังมองไม่เห็นว่าเป็นข้าศึก...แล้วพวกท่านจะไปหาเอาความสุขจากอะไรที่ไหนกัน ถ้าท่านทั้งหลายไม่หมดความหวังว่าจะไปโลกนั้นโลกนี้อยู่อย่างนี้ ผมเองก็หมดปัญญาไปด้วย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





" ธรรมของพระพุทธเจ้านี้เป็นทิพย์มิได้เป็นรูปร่าง มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ แต่ธรรมะเป็นธรรมชาติอันละเอียดสุขม สุดที่จะนำมาเปรียบเทียบกับของสมมติทั้งหลายได้ ใจนี้แหละเป็นที่สถิตของธรรม "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม






#จำเริญธรรมยามดึก

คนเราที่เกิดมาในโลกนี้ ถ้าเราดูเพียงรูปร่างกายก็เป็นคน แต่ว่าบางคนนั้น ถึงแม้ร่างกายเป็นคน ใจยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ก็มี บนโลกเราสมัยนี้ ไม่ว่าที่ไหน..

อย่างว่าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่สมัยโบราณ คนปล้น คนจี้ คนฆ่ากันทำลายกันไม่ค่อยมี แต่มาสมัยนี้ไม่ได้เลย มันมีทุกอย่าง ฉะนั้นเราต้องตั้งใจของเราให้ดี ภาวนาให้ใจของเรา ให้มันเต็มที่ "#ถ้าตั้งใจจริงย่อมมีเวลาเจริญภาวนา"

โลกนี้มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เกิดขึ้นมาก็ตั้งอยู่ในกองทุกข์แล้ว เกิดในกองทุกข์ แก่ในกองทุกข์ เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ในกองทุกข์ ตายก็ยังอยู่ในกองทุกข์อันนี้ เป็นอย่างนี้มาทั้งโลก เมื่อมาถึงปัจจุบันชาตินี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ "#เราจะต้องเร่งภาวนาพุทโธ" ทำใจของเราให้สงบ พิจารณากายของเราให้เห็นความแก่ ความชรา ให้เห็นร่างกายนี้ไม่คงทน จิตใจก็จะได้เย็นสบาย ความทุกข์ต่าง ๆ มันจะได้ออกไป..

คนเราเมื่อจิตไม่มีทุกข์ ทุกข์อะไรก็ไม่มี แต่ว่าถ้าจิตมีทุกข์แล้ว อะไรทุกอย่างมันเต็มไปด้วยทุกข์ เมื่อย่นย่อเข้ามา ทุกข์ทั้งหลายมันอยู่ที่จิต อยู่ที่ใจ แล้วก็คือใจมีอุปาทานยึดถือ เมื่อจิตนี้ยึดถือมากก็ทุกข์มาก ยึดถือน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยึดเสียเลยก็พ้นทุกข์ มันอยู่ที่ตรงนี้..

#จำเริญธรรมโดย : #พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
"๕ พฤษภาคม ๒๕๑๙"






“..ทาน เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ศีล เป็นเครื่องปัดป่“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ทาน เป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ศีล เป็นเครื่องปัดป่“..คำว่าศรัทธา คือความเชื่อนี้ จึงถือว่าเป็นรากฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และเช่นท่านพระอริยบุคคลชั้นต้น คือพระโสดาบัน ท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศรัทธา มีข้ออันท่านพระโสดาบันละได้อันเนื่องมาจากมรรคนั้นมี ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ความเห็นถือว่าเป็นตัวตน ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความลูบคลำในศีล คืองมงายในสิ่งไม่ควรจะยึดถือ เช่นนับถือภูต-ผี-พระภูมิเป็นต้น นี่เป็นสิ่งแสดงว่าการจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยถือเอาพระพุทธองค์เป็นที่พึ่ง ความจริงแล้วการนับถือพระพุทธองค์นั้นก็คือต้องการให้เอาพระพุทธองค์เป็นมูลเหตุ และเป็นแบบฉบับนั้นเอง แม้ว่าเราจะยังไม่เป็นอริยโสดาก็ตาม แต่เราก็ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอริยศาสดาเป็นต้น ความที่เป็นบุคคลอ้างตนเป็นอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุสามเณร แต่พากันหลงเชื่องมงาย เช่นเชื่อ ศาลพระภูมิ เชื่อผีเจ้าเข้าทรง พระภูมิเจ้าที่ อะไรอย่างนี้ จะอ้างตนว่าเป็นภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา นั้นดูเป็นการไม่สมควรเลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





#โอวาทธรรม
#หลวงปู่มั่น_ภูริทัตโต

โอวาทธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัย

ผู้ปฏิบัติเพื่อความเห็นภัย ต้องเป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับใจตลอดเวลา ไม่พลั้งเผลอได้เป็นการดี

ความไม่พลั้งเผลอนั่นแล คือทำนบเครื่องป้องกันกิเลสต่างๆ ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ที่มีอยู่ซึ่งยังแก้ไม่หมด ก็ไม่กำเริบลำพอง

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร






“..สำหรับชาวพุทธเรา กรุณายึดหลักพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ไว้ภายในใจเถิด เวลาใจคะนองออกนอกลู่นอกทาง คิดจะทำความไม่ดีไม่งามต่างๆ ขึ้นมา จะได้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนให้มีเมตตา สอนให้ทำแต่สิ่งดีงามต่อกัน การกระทำต่อสิ่งที่ขัดต่อคำสอนท่านอันเป็นความทุจริตต่างๆ เป็นสิ่งไม่ดีเลย เป็นความประมาทไม่เคารพครู ดังนี้จะเป็นเหตุให้ขยะแขยงหรือเกิดความละอายขึ้นภายในตัวที่เรียกว่า หิริโอตตัปปะ เพราะความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อันเป็นองค์แห่งสรณะ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)





ถ้าหากจิตใจอยู่เพียงแค่ขั้นนี้ ก็ไม่ได้ขัดข้องกันนะคนเรา ไม่มีอิจฉาอาฆาตบาดหมางกัน ไม่มีฆ่ากันทำลายกัน ไม่มีเอารัดเอาเปรียบกัน ไม่มีฉกชิงวิ่งราวปล้นสะดมกัน เมื่อเรากระทำสิ่งไหนไว้ มันก็คืนมาหาเราหมด ก็เลยรู้จักขยะแขยง รู้จักบาป อันของเหล่านี้ควรละ สิ่งที่เป็นประโยชน์ควรบำเพ็ญ สอนตัวเองได้แค่นี้ก็ยังดีนะคนเรา

พระเทพวิสุทธิมงคล ( หลวงปู่ศรี มหาวีโร )
วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง) ร้อยเอ็ด




วันสำคัญอย่างวันวิสาขบูชา ให้พวกเราเตรียมพร้อม เราจะประกอบคุณงามความดียังไง เราจะรักษาศีลยังไง เราจะภาวนายังไง เราจะปฏิบัติยังไง

สำหรับฝ่ายพระสงฆ์ ให้ตั้งจิตตั้งใจเอาไว้ว่า ในวันวิสาขบูชา เราจะพยายามทำจิตภาวนาของเราให้เต็มที่ เราจะอดนอนหรือจะผ่อนอาหาร เราจะอดนอนหรือเราเดินจงกรม เอาอริยาบท ๓ ยืน เดิน นั่ง เราจะไม่นอน ในคืนวันวิสาขบูชา อย่างนี้เป็นต้น

การทำความพากความเพียร ปฏิบัติของเราควรจะมีหนักมีเบานะ ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างเก่า ควรจะเร่งความพากเพียร ปฏิบัติเอาจริงเอาจังบ้าง แล้วก็ถอยบ้างพักบ้าง เอาจริงเอาจังบ้าง ต้องสลับกัน มันจะได้เข้าใจในการประพฤติปฏิบัติของตนเอง ไม่ใช่ว่าวันไหนก็วันเก่า มันก็เหมือนกับไปทำมาค้าขาย ไม่ถูกที่ถูกทาง ไม่เจริญรุ่งเรือง ผลที่สุดก็เลยพาลขี้เกียจไปด้วย พาลไม่เชื่อในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไปด้วย เพราะอะไร เพราะตัวเองไมได้ใส่ใจสนใจ ไมได้ปรับปรุงแก้ไขกายวาจาใจของตนเอง ปรับปรุงแก้ไขการกระทำของตนเองว่าที่เรากระทำไปนี่มันได้ผลอย่างไร ย่อหย่อนยังไง ตึงยังไงเกินยังไปหรือหย่อนไป โดยมากมันหย่อนไปมากกว่า

สำหรับศรัทธาญาติโยมก็เหมือนกัน วันวิสาขบูชาปีนี้เราจะรักษาศีลยังไง เอาศีลอุโบสถตั้งแต่ ๑๔ ค่ำ แล้วก็ ๑๕ ค่ำ แล้วก็แรม ๑ ค่ำเอาสัก ๓ วัน ให้คาบเกี่ยวกัน รักษาศีลอุโบสถดูสิเป็นยังไงมันหิวมันเหนื่อยขนาดไหน เราจะได้รู้ เป็นการทำความพากความเพียร ประพฤติปฏิบัติกายวาจาใจของเรา

ขอให้พวกเราทุกๆท่านนะ ที่หลวงพ่อพูดทั้งนี้ทั้งนั้น ให้ฟังพวกเราสังเกตแล้วประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ของพวกเรา ก็คือให้มีศีลเป็นพื้นฐาน ให้มีกฎระเบียบสำหรับตนเอง จากนั้นให้มีสมาธิ ทำจิตใจให้แน่นให้มั่นคง ฝึกหัดทางด้านจิตตภาวนา

พวกเรามาอยู่ที่จุดนี้เป็นพระกรรมฐาน เป็นโยมที่มาเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานเป็นโยมปฏิบัตินะ พวกเราก็ควรจะมีจิตตภาวนาเป็นหัวใจของพวกเรา ส่วนอื่นเรื่องปลีกย่อย ทำการทำงานอะไรก็ตามเรื่องปลีกย่อย หัวใจจริงของพวกเราก็คือเรื่องจิตตภาวนา จะทำจิตใจยังไงจึงจะสงบ จิตใจยังไงจึงจะรู้แจ้งเห็นจริงยังไง จะทำยังไงจะพ้นจากอาสวกิเลสตามแนวแถวที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้แนะนำสั่งสอนบอกกล่าว

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “ใจแบกกาย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒







“...พุทโธอย่าปล่อยวาง...”

“...วันนี้เป็นวันสำคัญ ๓ วันรวมกัน คือ วันประสูติของพระพุทธเจ้าของเรา สิทธัตถราชกุมารประสูติวันนี้ ตรัสรู้ก็สิทธัตถราชกุมารตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า วาระที่สามก็พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานในวันเดียวกันนี้ รวมแล้วเป็น ๓ วันอยู่ในจุดสำคัญอันเดียวกัน คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าของเราพระองค์เดียวนั่นแหละ ประสูติก็วันนี้ ตรัสรู้ก็วันนี้ ปรินิพพานก็วันนี้ เรียกว่าวันวิสาขบูชา

วันนี้เป็นวันสำคัญของพระพุทธเจ้า ซึ่งอุบัติก็วันนี้ ตรัสรู้วันนี้ ปรินิพพานวันนี้ พวกเราทั้งหลายถวายบูชาธรรมท่านทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนานะวันนี้ ให้พากันภาวนาสงบใจๆ ระงับเรื่องการงานทั้งหลายที่เคยยุ่งมาตั้งแต่วันเกิด วันนี้ให้ระงับงานการยุ่งเหยิงทั้งหลาย เอางานทางด้านธรรมะที่จะพาเข้าสู่มรรคผลนิพพาน เข้ามาสู่ใจ วันนี้เป็นงานของธรรมเข้าสู่ใจ งานของโลกเข้าสู่ใจเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วดินแดน งานของธรรมเข้าสู่ใจสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน วันนี้เป็นวันสำคัญมากของพระพุทธเจ้า ประสูติก็วันนี้ ตรัสรู้วันนี้ ปรินิพพานก็วันนี้ วันประสูติก็กระเทือนโลกเหมือนกัน วันตรัสรู้ละสำคัญมากทีเดียว ได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลก

ก่อนที่จะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ทรงทำความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามา เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๔ อสงไขย คือมี ๓ ประเภทบรรดาพระพุทธเจ้า ประเภทที่หนึ่ง ๑๖ อสงไขย ปลีกแยกได้ แสนมหากัปๆ แล้วก็ ๘ อสงไขย ๔ อสงไขย พระพุทธเจ้าของเรา ๔ อสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นศาสดาสอนโลก ๑๖-๘-๔ อสงไขย อำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารที่นำสัตว์โลกออกไปได้มากน้อยต่างกัน เช่น พระพุทธเจ้าองค์ ๑๖ อสงไขยนี้ทรงสั่งสอนสัตว์โลกได้มากมายที่สุด เป็นอันดับหนึ่งของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันดับสองก็ ๘ อสงไขย อันดับสามคือพระพุทธเจ้าของเรา พระชนมายุก็เพียง ๘๐ ปี จึงทรงวางแนวทางบันไดเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่มรรคผลนิพพานให้พวกเราทั้งหลาย เป็นเวลา ๕๐๐๐ ปี

คำว่า ๕๐๐๐ ปี คือทรงเล็งญาณดูเรียบร้อยแล้ว พอถึง ๕๐๐๐ ปีแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือธรรมทั้งหลายที่เคยไหลเข้าสู่ใจจะพรากจากกันทันที มีแต่กิเลสเข้ารุมล้อมหัวใจ เป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกันหมด ๕๐๐๐ ปีแล้วหมด ศาสนาไม่มี คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มีในหัวใจ มีแต่ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาเต็มหัวใจของโลก แล้วเป็นไฟไปในตัวเผาแหลกไปหมดเลย ให้พากันเข้าใจเอาไว้

ถ้าศาสนามีอยู่ที่ใดมากน้อยมีความชุ่มเย็นเป็นสุขพอซุกหัวนอนได้คนเรา ถ้าไม่มีศาสนาในใจแล้ว พุทธศาสนานะ ถ้าไม่มีในใจแล้วร้อนมากทีเดียว ถ้าพุทธศาสนาได้เข้าเต็มหัวใจแล้วเรียกว่าบรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน นั่นคือท่านผู้เลิศเลอ ได้แก่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ ท่านผู้เลิศเลอไม่มีทุกข์ตั้งแต่วันตรัสรู้ผางขึ้นมา หรือบรรลุธรรมผางขึ้นมาเท่านั้น ทุกข์ในหัวใจแตกกระจายไปตั้งแต่บัดนั้นไม่มีทุกข์ในหัวใจของพระอรหันต์เลย จะมีตั้งแต่ในธาตุในขันธ์ธรรมดา เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะนี่เป็นสมมุติก็ต้องเป็นเหมือนกันกับโลกทั่วๆ ไป แต่ทางใจไม่มี

ตั้งแต่วันกิเลสตัวแสบๆ สร้างกองทุกข์ให้หัวใจสัตว์โลกได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจเท่านั้น ใจนี้ดีดผึงแล้วทุกข์ไม่มี พระอรหันต์จึงไม่มีทุกข์ทางใจตั้งแต่กิเลสตัวแสบๆ ขาดสะบั้นลงไป ตัวนี้เป็นตัวสร้างทุกข์มากที่สุด พอตัวนี้ขาดลงไปทุกข์จึงไม่มีในจิตของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ไม่มีทุกข์ภายในใจ มีตั้งแต่ธาตุขันธ์ก็ไม่ถึงใจท่าน เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดาแต่ไม่เข้าถึงใจ ต่างกันตรงนี้ ใจท่านทรงความบริสุทธิ์แล้วก็วิมุตติพระนิพพานเต็มหัวใจตลอด และตลอดไปเรียกว่านิพพานเที่ยง เที่ยงไปเลย นี่ละการปฏิบัติธรรมเมื่อถึงขีดแล้วถึงขั้นเที่ยง ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไม่ถึง จึงไม่มีอะไรแปรปรวนท่านผู้ถึงนิพพานแล้วด้วยจิตบริสุทธิ์

วันนี้ก็เป็นวันวิสาขบูชา วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วย วันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าด้วย วันประสูติด้วย วันตรัสรู้นี้สำคัญมาก ธรรมะกระจายสอนโลกอยู่นี้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านะ สอนโลกมาเป็นเวลา ๒๕๐๐ กว่าปี ถึง ๕๐๐๐ ปีก็หมด นิสัยวาสนาของสัตว์จะหมดไปๆ กิเลสจะเหยียบย่ำทำลายเข้าไป คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะไม่มีในใจของสัตว์ มีตั้งแต่กิเลสกับฟืนกับไฟเผาไหม้อยู่ในหัวใจ ใครเกิดในสมัยนั้นแล้วเป็นความทุกข์ร้อนมากที่สุดเลย

เวลาที่ไม่มีศาสนา ระหว่างพุทธันดร พุทธันดรคือระหว่างพระพุทธเจ้านี้อุบัติๆ ระหว่างกลางนี้ ทุกข์ร้อนมาก สัตว์ระลึกบาปบุญคุณโทษไม่ได้ สร้างแต่บาปแต่กรรม มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กัน นี่พวกเราเกิดมาพอดิบพอดีกับศาสนา กึ่งกลางพระพุทธเจ้าพอดีเลย ๒๕๐๐.เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมสดๆ ร้อนๆ ทุกเวล่ำเวลา ทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญตลอดไป ท่านเรียกว่าอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา คือการทำบาปและทำบุญ ทำเมื่อไรเป็นบาป ทำเมื่อไรเป็นบุญทั้งนั้นแหละ

ให้พยายามคัดเลือกบาปออกจากหัวใจ สร้างแต่ความดีงาม เกิดที่ไหนจะได้มีแต่สิ่งสมหวังๆ ภพใดชาติใด พบสิ่งใดที่ใดก็ตามจะมีแต่สิ่งสมหวังๆ ไม่ทำความกระทบกระเทือนแก่จิตใจสำหรับผู้ได้พบได้เห็น นี่คือผู้สร้างความดี ถ้าผู้สร้างตั้งแต่ความชั่วนี้ไปที่ไหนเจอตั้งแต่ความเสนียดจัญไรเป็นฟืนเป็นไฟ กระทบกระเทือนกันตลอด นี่คือคนสร้างความชั่ว ไปที่ไหนเจอตั้งแต่ภัยกระทบกระเทือนตลอดเวลากับตัวเอง ให้พากันสร้างความดีงาม ไปที่ไหนจะสงบร่มเย็น

วันนี้ก็ไม่พูดอะไรมากนัก วิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านนำธรรมมาสั่งสอนโลกให้เราทั้งหลายได้รู้จักบุญจักบาปบ้าง ก็คือวันตรัสรู้วันนี้ละ ให้พากันประพฤติปฏิบัติ วันนี้ควรจะบำเพ็ญศีลธรรมเข้าสู่ใจให้มากยิ่งกว่างานอื่นใด เพราะงานอื่นๆ เราทำมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ไม่ทราบว่าได้มากน้อยเพียงไร บางทีนอนไม่หลับก็มี ไปหารายได้มีตั้งแต่รายจมเผาหัวใจ เลยนอนไม่หลับก็มีเยอะนะ ไปหาความสุขตั้งแต่ตื่นนอน กลับมามือเกยหน้าผาก มีตั้งแต่ความทุกข์เผาหัวใจ มีเยอะนะ มันหาไม่เจอ

หาความสุขให้ได้สุขซิ หาภาวนาละสุข บังคับลงไปจิตใจมันจะดีดจะดิ้นขนาดไหน ไม่เหนือธรรมไปได้ ธรรมเป็นน้ำดับไฟ แสดงเปลวขึ้นเท่าไรน้ำสาดลงไปนี้เปลวไฟดับๆ เย็น นั่นละให้พากันจำเอา วันนี้คนก็มามากมาย เมื่อวานนี้ก็ทั้งวัน เต็มวันเราก็เหนื่อยมาก ตั้งแต่วานนี้มาถึงวันนี้เหนื่อยมากจริงๆ เราก็ทนเอาเพื่อโลกเพื่อสงสาร สำหรับเราเองเราไม่มีอะไรที่จะมาทนทานต่อมัน ทุกสิ่งทุกอย่างเราปล่อยวางหมดแล้วโดยสิ้นเชิง นี่เพราะอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม ได้นำธรรมเหล่านี้มาสอนท่านทั้งหลาย สอนด้วยความเต็มอกเต็มใจ ออกมาจากหัวใจล้วนๆ ที่เสาะแสวงหามาได้แทบเป็นแทบตาย จึงได้ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้มางูๆ ปลาๆ ลูบนั้นคลำนี้มาสอน ถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ผลมาแล้วจากการปฏิบัติของตนเอง เพราะฉะนั้นจึงพากันอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญความดีงามให้มีแก่จิตใจของคนทุกคน

เราเกิดในท่ามกลางพุทธศาสนา แต่มีแต่ฟืนแต่ไฟคือกิเลสพาเผาไหม้ตลอดเวลา ไม่สมควรอย่างยิ่งกับชาวพุทธเรา ขอให้มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เฉพาะวันนี้ให้บำเพ็ญธรรมเข้าสู่ใจ ใครอยู่ที่ไหนให้ทำความสงบใจ พุทโธอย่าปล่อยวาง สติติดแนบกับพุทโธๆ พากันจำเอา ตายไปจะไม่ได้พึ่งอะไรละ บาปก็เป็นมหาภัย บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตาย เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ แล้ว บุญกุศลจะเข้าหนุนปุ๊บเลย ช่วยทันทีไปได้ ถ้าใครสร้างบาปมาก เวลาจะตายมันกดลง ลงนรกอเวจีไปเลยทีเดียว ให้พากันระมัดระวังตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วจึงมาระวังไม่ได้นะ ให้ระวังตั้งแต่บัดนี้ สิ่งใดไม่ดีให้ลดออก ละออก สิ่งใดที่ดีให้สั่งสมขึ้นมาให้ดีงาม

สิ่งทั้งหลายอยู่ด้วยกันนี่เกิดมากับสิ่งเหล่านี้ อยู่ก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ตายก็ตายจากสิ่งเหล่านี้ไปไม่มีอะไรติดตัวนะ บาปกับบุญนั้นติด มีเท่านั้น ใครสร้างบาปไว้บาปก็ติดตัวไปเป็นภัย ไปที่ไหนเป็นมหาภัยติดตัวไปตลอด ผู้สร้างบุญสร้างกุศลเป็นมหาคุณติดใจไปตลอดจนถึงมรรคผลนิพพาน นี่คือสร้างมหาคุณเข้าแก่ใจ ให้พากันจำเอานะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ เหนื่อยมากแล้ว เอาละไม่ต้องเอวัง เพราะไม่ได้ตั้งนโม เอาละพอ...”

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)






“...พุทโธอย่าปล่อยวาง...”

“...วันนี้เป็นวันสำคัญ ๓ วันรวมกัน คือ วันประสูติของพระพุทธเจ้าของเรา สิทธัตถราชกุมารประสูติวันนี้ ตรัสรู้ก็สิทธัตถราชกุมารตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า วาระที่สามก็พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานในวันเดียวกันนี้ รวมแล้วเป็น ๓ วันอยู่ในจุดสำคัญอันเดียวกัน คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน พระพุทธเจ้าของเราพระองค์เดียวนั่นแหละ ประสูติก็วันนี้ ตรัสรู้ก็วันนี้ ปรินิพพานก็วันนี้ เรียกว่าวันวิสาขบูชา

วันนี้เป็นวันสำคัญของพระพุทธเจ้า ซึ่งอุบัติก็วันนี้ ตรัสรู้วันนี้ ปรินิพพานวันนี้ พวกเราทั้งหลายถวายบูชาธรรมท่านทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนานะวันนี้ ให้พากันภาวนาสงบใจๆ ระงับเรื่องการงานทั้งหลายที่เคยยุ่งมาตั้งแต่วันเกิด วันนี้ให้ระงับงานการยุ่งเหยิงทั้งหลาย เอางานทางด้านธรรมะที่จะพาเข้าสู่มรรคผลนิพพาน เข้ามาสู่ใจ วันนี้เป็นงานของธรรมเข้าสู่ใจ งานของโลกเข้าสู่ใจเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วดินแดน งานของธรรมเข้าสู่ใจสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน วันนี้เป็นวันสำคัญมากของพระพุทธเจ้า ประสูติก็วันนี้ ตรัสรู้วันนี้ ปรินิพพานก็วันนี้ วันประสูติก็กระเทือนโลกเหมือนกัน วันตรัสรู้ละสำคัญมากทีเดียว ได้ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลก

ก่อนที่จะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ทรงทำความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามา เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๔ อสงไขย คือมี ๓ ประเภทบรรดาพระพุทธเจ้า ประเภทที่หนึ่ง ๑๖ อสงไขย ปลีกแยกได้ แสนมหากัปๆ แล้วก็ ๘ อสงไขย ๔ อสงไขย พระพุทธเจ้าของเรา ๔ อสงไขย ได้ตรัสรู้เป็นศาสดาสอนโลก ๑๖-๘-๔ อสงไขย อำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารที่นำสัตว์โลกออกไปได้มากน้อยต่างกัน เช่น พระพุทธเจ้าองค์ ๑๖ อสงไขยนี้ทรงสั่งสอนสัตว์โลกได้มากมายที่สุด เป็นอันดับหนึ่งของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันดับสองก็ ๘ อสงไขย อันดับสามคือพระพุทธเจ้าของเรา พระชนมายุก็เพียง ๘๐ ปี จึงทรงวางแนวทางบันไดเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่มรรคผลนิพพานให้พวกเราทั้งหลาย เป็นเวลา ๕๐๐๐ ปี

คำว่า ๕๐๐๐ ปี คือทรงเล็งญาณดูเรียบร้อยแล้ว พอถึง ๕๐๐๐ ปีแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือธรรมทั้งหลายที่เคยไหลเข้าสู่ใจจะพรากจากกันทันที มีแต่กิเลสเข้ารุมล้อมหัวใจ เป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกันหมด ๕๐๐๐ ปีแล้วหมด ศาสนาไม่มี คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มีในหัวใจ มีแต่ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาเต็มหัวใจของโลก แล้วเป็นไฟไปในตัวเผาแหลกไปหมดเลย ให้พากันเข้าใจเอาไว้

ถ้าศาสนามีอยู่ที่ใดมากน้อยมีความชุ่มเย็นเป็นสุขพอซุกหัวนอนได้คนเรา ถ้าไม่มีศาสนาในใจแล้ว พุทธศาสนานะ ถ้าไม่มีในใจแล้วร้อนมากทีเดียว ถ้าพุทธศาสนาได้เข้าเต็มหัวใจแล้วเรียกว่าบรรลุธรรมถึงขั้นสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน นั่นคือท่านผู้เลิศเลอ ได้แก่พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ ท่านผู้เลิศเลอไม่มีทุกข์ตั้งแต่วันตรัสรู้ผางขึ้นมา หรือบรรลุธรรมผางขึ้นมาเท่านั้น ทุกข์ในหัวใจแตกกระจายไปตั้งแต่บัดนั้นไม่มีทุกข์ในหัวใจของพระอรหันต์เลย จะมีตั้งแต่ในธาตุในขันธ์ธรรมดา เจ็บไข้ได้ป่วย เพราะนี่เป็นสมมุติก็ต้องเป็นเหมือนกันกับโลกทั่วๆ ไป แต่ทางใจไม่มี

ตั้งแต่วันกิเลสตัวแสบๆ สร้างกองทุกข์ให้หัวใจสัตว์โลกได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจเท่านั้น ใจนี้ดีดผึงแล้วทุกข์ไม่มี พระอรหันต์จึงไม่มีทุกข์ทางใจตั้งแต่กิเลสตัวแสบๆ ขาดสะบั้นลงไป ตัวนี้เป็นตัวสร้างทุกข์มากที่สุด พอตัวนี้ขาดลงไปทุกข์จึงไม่มีในจิตของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ไม่มีทุกข์ภายในใจ มีตั้งแต่ธาตุขันธ์ก็ไม่ถึงใจท่าน เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดาแต่ไม่เข้าถึงใจ ต่างกันตรงนี้ ใจท่านทรงความบริสุทธิ์แล้วก็วิมุตติพระนิพพานเต็มหัวใจตลอด และตลอดไปเรียกว่านิพพานเที่ยง เที่ยงไปเลย นี่ละการปฏิบัติธรรมเมื่อถึงขีดแล้วถึงขั้นเที่ยง ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง กฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไม่ถึง จึงไม่มีอะไรแปรปรวนท่านผู้ถึงนิพพานแล้วด้วยจิตบริสุทธิ์

วันนี้ก็เป็นวันวิสาขบูชา วันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วย วันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าด้วย วันประสูติด้วย วันตรัสรู้นี้สำคัญมาก ธรรมะกระจายสอนโลกอยู่นี้จากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านะ สอนโลกมาเป็นเวลา ๒๕๐๐ กว่าปี ถึง ๕๐๐๐ ปีก็หมด นิสัยวาสนาของสัตว์จะหมดไปๆ กิเลสจะเหยียบย่ำทำลายเข้าไป คำว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ จะไม่มีในใจของสัตว์ มีตั้งแต่กิเลสกับฟืนกับไฟเผาไหม้อยู่ในหัวใจ ใครเกิดในสมัยนั้นแล้วเป็นความทุกข์ร้อนมากที่สุดเลย

เวลาที่ไม่มีศาสนา ระหว่างพุทธันดร พุทธันดรคือระหว่างพระพุทธเจ้านี้อุบัติๆ ระหว่างกลางนี้ ทุกข์ร้อนมาก สัตว์ระลึกบาปบุญคุณโทษไม่ได้ สร้างแต่บาปแต่กรรม มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กัน นี่พวกเราเกิดมาพอดิบพอดีกับศาสนา กึ่งกลางพระพุทธเจ้าพอดีเลย ๒๕๐๐.เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมสดๆ ร้อนๆ ทุกเวล่ำเวลา ทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญตลอดไป ท่านเรียกว่าอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา คือการทำบาปและทำบุญ ทำเมื่อไรเป็นบาป ทำเมื่อไรเป็นบุญทั้งนั้นแหละ

ให้พยายามคัดเลือกบาปออกจากหัวใจ สร้างแต่ความดีงาม เกิดที่ไหนจะได้มีแต่สิ่งสมหวังๆ ภพใดชาติใด พบสิ่งใดที่ใดก็ตามจะมีแต่สิ่งสมหวังๆ ไม่ทำความกระทบกระเทือนแก่จิตใจสำหรับผู้ได้พบได้เห็น นี่คือผู้สร้างความดี ถ้าผู้สร้างตั้งแต่ความชั่วนี้ไปที่ไหนเจอตั้งแต่ความเสนียดจัญไรเป็นฟืนเป็นไฟ กระทบกระเทือนกันตลอด นี่คือคนสร้างความชั่ว ไปที่ไหนเจอตั้งแต่ภัยกระทบกระเทือนตลอดเวลากับตัวเอง ให้พากันสร้างความดีงาม ไปที่ไหนจะสงบร่มเย็น

วันนี้ก็ไม่พูดอะไรมากนัก วิสาขบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านนำธรรมมาสั่งสอนโลกให้เราทั้งหลายได้รู้จักบุญจักบาปบ้าง ก็คือวันตรัสรู้วันนี้ละ ให้พากันประพฤติปฏิบัติ วันนี้ควรจะบำเพ็ญศีลธรรมเข้าสู่ใจให้มากยิ่งกว่างานอื่นใด เพราะงานอื่นๆ เราทำมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ไม่ทราบว่าได้มากน้อยเพียงไร บางทีนอนไม่หลับก็มี ไปหารายได้มีตั้งแต่รายจมเผาหัวใจ เลยนอนไม่หลับก็มีเยอะนะ ไปหาความสุขตั้งแต่ตื่นนอน กลับมามือเกยหน้าผาก มีตั้งแต่ความทุกข์เผาหัวใจ มีเยอะนะ มันหาไม่เจอ

หาความสุขให้ได้สุขซิ หาภาวนาละสุข บังคับลงไปจิตใจมันจะดีดจะดิ้นขนาดไหน ไม่เหนือธรรมไปได้ ธรรมเป็นน้ำดับไฟ แสดงเปลวขึ้นเท่าไรน้ำสาดลงไปนี้เปลวไฟดับๆ เย็น นั่นละให้พากันจำเอา วันนี้คนก็มามากมาย เมื่อวานนี้ก็ทั้งวัน เต็มวันเราก็เหนื่อยมาก ตั้งแต่วานนี้มาถึงวันนี้เหนื่อยมากจริงๆ เราก็ทนเอาเพื่อโลกเพื่อสงสาร สำหรับเราเองเราไม่มีอะไรที่จะมาทนทานต่อมัน ทุกสิ่งทุกอย่างเราปล่อยวางหมดแล้วโดยสิ้นเชิง นี่เพราะอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม ได้นำธรรมเหล่านี้มาสอนท่านทั้งหลาย สอนด้วยความเต็มอกเต็มใจ ออกมาจากหัวใจล้วนๆ ที่เสาะแสวงหามาได้แทบเป็นแทบตาย จึงได้ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้มางูๆ ปลาๆ ลูบนั้นคลำนี้มาสอน ถอดออกมาจากหัวใจที่ได้ผลมาแล้วจากการปฏิบัติของตนเอง เพราะฉะนั้นจึงพากันอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญความดีงามให้มีแก่จิตใจของคนทุกคน

เราเกิดในท่ามกลางพุทธศาสนา แต่มีแต่ฟืนแต่ไฟคือกิเลสพาเผาไหม้ตลอดเวลา ไม่สมควรอย่างยิ่งกับชาวพุทธเรา ขอให้มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เฉพาะวันนี้ให้บำเพ็ญธรรมเข้าสู่ใจ ใครอยู่ที่ไหนให้ทำความสงบใจ พุทโธอย่าปล่อยวาง สติติดแนบกับพุทโธๆ พากันจำเอา ตายไปจะไม่ได้พึ่งอะไรละ บาปก็เป็นมหาภัย บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตาย เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ แล้ว บุญกุศลจะเข้าหนุนปุ๊บเลย ช่วยทันทีไปได้ ถ้าใครสร้างบาปมาก เวลาจะตายมันกดลง ลงนรกอเวจีไปเลยทีเดียว ให้พากันระมัดระวังตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วจึงมาระวังไม่ได้นะ ให้ระวังตั้งแต่บัดนี้ สิ่งใดไม่ดีให้ลดออก ละออก สิ่งใดที่ดีให้สั่งสมขึ้นมาให้ดีงาม

สิ่งทั้งหลายอยู่ด้วยกันนี่เกิดมากับสิ่งเหล่านี้ อยู่ก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ตายก็ตายจากสิ่งเหล่านี้ไปไม่มีอะไรติดตัวนะ บาปกับบุญนั้นติด มีเท่านั้น ใครสร้างบาปไว้บาปก็ติดตัวไปเป็นภัย ไปที่ไหนเป็นมหาภัยติดตัวไปตลอด ผู้สร้างบุญสร้างกุศลเป็นมหาคุณติดใจไปตลอดจนถึงมรรคผลนิพพาน นี่คือสร้างมหาคุณเข้าแก่ใจ ให้พากันจำเอานะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ละ เหนื่อยมากแล้ว เอาละไม่ต้องเอวัง เพราะไม่ได้ตั้งนโม เอาละพอ...”

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) จ.อุดรธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๖ - ๒๕๕๔)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 85 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร