วันเวลาปัจจุบัน 30 เม.ย. 2026, 12:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2026, 08:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5546


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ความจริงของความจริงมีอยู่ทุกแห่งทุกหนและทุกเวลาอกาลิโก ขอแต่ปฏิบัติให้ถึงความจริงทำจริง ต้องรู้ตามความสามารถและภูมิวาสนาของตนแน่นอน ไม่ว่าธรรมภายในคือสัจธรรม และธรรมภายนอกคือความรู้แขนงต่าง ๆ ตามภูมินิสัยวาสนาของแต่ละรายที่สร้างมา และความปรารถนาที่ตั้งไว้ไม่เหมือนกัน แต่ผลส่วนใหญ่คือมรรคผลนิพพานนั้น เมื่อถึงแล้วเหมือนกัน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







#หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ถ้าไปถามหลวงพ่อ หลวงพี่ หรือหลวงพี่เณร วัดถ้ำผาปล่องว่า หลวงปู่ท่านเทศน์เรื่องอะไร ?

คำตอบที่ได้รับ นอกจาก “อัฐิกัง - กระดูก ๓๐๐ ท่อน” หรือ “ดวงจิตผู้รู้” แล้วก็คงมี “มรณํ เม ภวิสฺสติ เราจะต้องตาย” นั่นแหละที่หลวงปู่ท่านเทศน์บ่อยที่สุด

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงปู่รับนิมนต์ไปเทศน์ในงานทำบุญวันเกิดท่านพระอาจารย์ไพบูลย์ สุมงฺคโล แห่งวัดอนาลโย ดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา

เมื่อหลวงปู่ ขึ้นธรรมาสน์ ท่านก็เทศน์ “มรณํ เม ภวิสฺสติ” ตามที่ศิษย์ผู้ติดตามไปจากวัดถ้ำผาปล่องคาดไว้ไม่ผิดเลย

ศิษย์ท่านนั้นนึกอยู่ในใจว่า “อยู่ถ้ำผาปล่อง ก็ มรณกรรมฐาน หลวงปู่มาเทศน์ที่พะเยา ก็ มรณกรรมฐานเหมือนกัน คิดว่าท่านจะยกเรื่องอื่นมาเทศน์”

เมื่อเทศน์เสร็จ ตอนลงจากธรรมาสน์ มาพักผ่อนอิริยาบถศิษย์ก็รินน้ำชาถวาย หลังจากยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้ว หลวงปู่ก็ปรารภกับศิษย์ท่านนั้นว่า

“คนเมืองพะเยาก็จะต้องตายเหมือนกัน จึงเอา #มรณกรรมฐาน มาเทศน์“

แล้วหลวงปู่ก็ยังยก มรณํ เม ภวิสฺสติ เป็นการเทศน์นอกรอบ ต่อไปอีกว่า

“ดูเบื้องต้น ไม่มีอะไร ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวมา

เวลาเบื้องปลาย คนเราเวลาจะตายหรือตายไป ก็ไม่มีอะไรติดตามไป

ญาติ มิตรสหาย สามี ภรรยา พ่อแม่ เขาก็ไปส่งได้แค่ป่าช้า เขาก็กลับมา ไม่ได้ตามไปในโลกหน้า

ฉะนั้น เราอย่าไปห่วงใครทั้งนั้น ห่วงตัวเราคนเดียว ห่วงใจของเรา เอาใจของเรามาตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบูชา ไม่ได้อะไรก็ได้จิตใจเลื่อมใสศรัทธาในการปฏิบัติธรรม...”







“พ่อแม่
ให้สิ่งที่มีค่าที่สุด
ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติ
ข้าวของเงินทอง
ก็คือให้ชีวิตกับพวกเรา
ถ้าเราไม่คิดกัน
เราจะไม่เห็นบุญคุณพ่อแม่”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี






" ของหายาก
๑.การได้เกิดมาเป็นมนุษย์
๒.การที่มีอายุยืนยาว
๓.การได้พบพระพุทธศาสนา
๔.การปฏิบัติธรรรมตามคำสอน (กรรมฐาน) "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม





“..ความจริงของความจริงมีอยู่ทุกแห่งทุกหนและทุกเวลาอกาลิโก ขอแต่ปฏิบัติให้ถึงความจริงทำจริง ต้องรู้ตามความสามารถและภูมิวาสนาของตนแน่นอน ไม่ว่าธรรมภายในคือสัจธรรม และธรรมภายนอกคือความรู้แขนงต่าง ๆ ตามภูมินิสัยวาสนาของแต่ละรายที่สร้างมา และความปรารถนาที่ตั้งไว้ไม่เหมือนกัน แต่ผลส่วนใหญ่คือมรรคผลนิพพานนั้น เมื่อถึงแล้วเหมือนกัน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“ใครอยากได้ดีทำเอา โลกทุกวันนี้ เสื่อมลงไปทุกวันๆ ใครไม่มีศีลไม่มีธรรมหล่อเลี้ยงในจิตใจเสร็จหมด ถูกดึงให้ลงต่ำไปเรื่อยๆ ใครไม่เชื่อก็ลองดู เอาเลยเดี๋ยวเจอเอง เวรกรรมเจ้าของเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ใครอยากได้ดีทำเอา มีศีลมีธรรมภาวนาพุทโธ หมั่นซักฟอกจิตใจตัวเอง เป็นคุณหนุนจิตให้สูงสะอาดขึ้นไปเรื่อยๆ...”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉนฺทกโร
วัดป่าดานวิเวก(ดงศรีชมภู) ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ






เท่าที่เราได้ปฏิบัติมาแล้ว หัวใจของพุทธศาสนานี้คืออริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันนี้เรียกว่าเป็นแก่นของศาสนา พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายที่เราได้กราบไหว้ทุกวันนี้ อุบัติขึ้นมาตรงนี้ ธรรมที่เราได้กราบทุกวันนี้ก็อุบัติขึ้นมาตรงนี้ เพราะฉะนั้นอริยสัจจึงเป็นแก่นของพุทธศาสนา ถ้าใครได้ผ่านอริยสัจไปแล้วจะต้องยอมรับ กราบพระพุทธเจ้า ถ้ามี ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะกราบถึงพันเปอร์เซ็นต์ก็ได้ คือมันถึงใจมันลงถึงขนาดนั้นล่ะ ไม่มีอะไรที่จะค้าน เพราะเจ้าของได้เจอในสิ่งที่ค้านเจ้าของไม่ได้แล้ว แล้วจะค้านพระพุทธเจ้าได้ไง เพราะธรรมที่เรารู้เราเห็นนี้ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ไม่รู้สอนได้ยังไง ธรรมประเภทนี้สอนไม่ได้นะ เพราะธรรมประเภทนี้ไม่เหมือนธรรมอื่นใด ซึ่งเคยกล่าวไว้แล้วในเทศน์ ในหลังๆมานี้เทศน์สอนพระ ก็มักจะเทศน์ตอนนี้เสมอ

เรื่องของภาวนามยปัญญา คือภาวนามยปัญญานี้เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากด้านปฏิบัติล้วนๆ เราจะเอาวิชาใดเข้ามาแทรก แทรกไม่ได้ เกิดไม่ได้ ไม่มีปัญญาประเภทนี้จะเกิดกับอันใดเลย เกิดจากอริยสัจเท่านั้น ที่เกิดของปัญญาเหล่านี้ ที่จะฆ่ากิเลสก็คืออริยสัจนี้เท่านั้น เป็นแหล่งที่เกิดของปัญญา เป็นแหล่งที่ผลิตอาวุธอันสำคัญ ๆที่จะสังหารทุกข์กับสมุทัยที่ให้แตกกระจายภายในจิตใจและเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้นมา อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นที่ท่านว่าภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญาจึงเป็นปัญญาที่พิเศษจริงๆ ในโลกนี้ไม่มีวิชาใดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย เป็นวิชาของตัวเองล้วนๆ คือภาวนามยปัญญานี้แหละ

พระพุทธเจ้าพระสาวกก็ดี ที่ได้ตรัสรู้ธรรม ตรัสรู้ด้วยภาวนามยปัญญานี้ทั้งนั้น วิชาอื่นๆพูดก็สาธุไม่ได้ประมาท แต่ละวิชาเป็นปลีกย่อย ที่จะนำเข้าสู่ภาวนามยปัญญานี้ เช่นสุตมยปัญญา การได้ยินได้ฟังก็เกิดปัญญาประเภทหนึ่ง จินตามยปัญญา คิดอ่านไตร่ตรองก็เกิดปัญญาประเภทหนึ่ง แต่ทั้งสองอย่างนี้ต้องรวมเข้าสู่ภาวนามยปัญญา ถ้าภาวนามยปัญญายังไม่เกิด สิ่งเหล่านี้ก็ไม่แตกไม่กว้างขวางออกไป เมื่อภาวนามยปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะพร้อมกันขึ้นมา เหมือนเราปลูกต้นไม้ ทีแรกก็มีแต่เมล็ดมันเท่านั้นแหละ พอปลูกบำรุงเมล็ดมันให้ดีแล้ว มันจะขึ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นไหนมีแก่น แก่นก็จะออก มีใบมีดอกมีผลก็จะออกมาพร้อมกัน

ภาวนามยปัญญา คือสถานที่เกิดแห่งมรรคผลนิพพาน ไม่มีอันใดที่จะแทรกเข้าไปได้เลย ปัญญาประเภทพิเศษนี้จะเกิดขึ้นจากผู้ภาวนาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบอยู่เฉยๆ แบบเราไปเรียนไปจดไปจำมาจากที่นั้นที่นี่ แม้เราไปเรียนมาจากบทภาวนามยปัญญา ที่ท่านรู้ท่านเห็นแล้ว ท่านชี้แจงมานี้ก็ตาม ได้แต่ชื่อเท่านั้น มันไม่ได้ตัวภาวนามยปัญญา ตัวภาวนามยปัญญานี้เราต้องค้นหาเอง พอเจอแล้วก็นั้นแหละเป็นสมบัติของเราแท้ๆไปเลย สมบัติอันนี้เองเป็นสมบัติที่จะสังหารกิเลสให้แหลกไปไม่มีอะไรเหลือ ความบริสุทธิ์ก็จะเกิดขึ้นตรงนั้นแหละ จากภาวนามยปัญญาเป็นเครื่องมือ

ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นของสำคัญที่สุด คือต้องพิสูจน์ด้วยภาคปฏิบัติ อะไรก็ตามเถอะขอให้เราได้เห็นไปเถอะ สิ่งที่จะยอมกันนั้นต้องยอมแน่ๆ เช่นอย่างวัดป่าบ้านตาดนี้ แต่ก่อนเรายังไม่เคยเห็น ก็มีคนบอกเล่าว่า วัดป่าบ้านตาดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็เชื่อ แต่ว่าเชื่อไม่พ้นที่จะสงสัย มันหากเป็นอยู่ในหัวใจของเรา จนกระทั่งเราได้มาเจอวัดป่าบ้านตาดแล้ว เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรเราเห็นหมด ความสงสัยในวัดป่าบ้านตาดนั้นหายไปหมด ไม่มีอะไรเหลือ เรียกว่า เรามาวัดป่าบ้านตาดด้วยความสงสัยแต่ไปด้วยความหายสงสัย

นี่ก็เหมือนกัน เรื่องของธรรมนี้ ถ้าลงได้ประจักษ์ในหัวใจแล้วเป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรที่จะมาคัดค้านต้านทานมาลบล้างได้ว่า ความเชื่อที่เป็นขึ้นกับตัวนี้ที่ว่า สันทิฏฐิโกนี้ ให้ล้มละลายไปจากเหตุการณ์ใดก็ตาม ไม่มี เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าธรรมเอกเป็นอย่างนั้น ถ้าลงได้เห็นแล้ว แม้ตั้งแต่ตาของเราลงได้เห็นอะไร พูดได้เต็มปาก หูได้ยินอะไรพูดได้เต็มปาก ใจเป็นสิ่งที่ละเอียดแหลมคมมากยิ่งกว่าสิ่งใดๆ รู้เห็นสิ่งใดทำไมใจจะไม่สามารถนำออกมาพูดได้ล่ะ

พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ตั้งแต่ทรงอุบัติขึ้นมานี้ยังไม่เคยทรงรู้ธรรมบทใดในสถานที่ใดเลย ก็รู้เมื่อเวลาพระองค์ทรงบำเพ็ญ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา จากการบำเพ็ญเพียรของพระองค์นั้นล่ะ ไม่ต้องถามใคร เรียกสยัมภู สยัมภูคือรู้เองเห็นเองเป็นเอง ไม่มีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอน ธรรมประเภทที่รู้เองเห็นเองนั้น ส่วนอื่นเราก็ได้ยินธรรมดา ศึกษาเล่าเรียนมาธรรมดา แต่ส่วนสยัมภูจริงๆก็ไม่มีใครที่จะบอกใครได้ แล้วแยกมาเป็นพระสาวกก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้บอกให้ว่า ตุมเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา ความเพียรเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายทำเองนะ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พูดง่ายๆที่ว่า ตถาคตานี้ คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเพียงแต่ผู้ชี้บอกแนวทางเท่านั้น บอกแนะให้เป็นอย่างนั้น เหมือนกับให้ไปตามแผนที่ แผนที่เขียนว่าไงก็ให้ไปตามแผนที่นั้น เวลาจะเจอ เจ้าของจะเจอเอง เจอสิ่งนั้นๆตามแผนที่บอกไว้ คือแผนที่บอกเรายังไม่เห็น เห็นแต่แผนที่ในกระดาษ เห็นในกระดาษยังไม่เห็นตัวจริง พอเราเดินไปๆก็เห็นตัวจริง นั้นแหละตัวจริงเป็นเรื่องของเราเห็นเอง ที่พระพุทธเจ้าว่าสันทิฏฐิโกเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เราจะเห็นเอง คือปฏิบัตินั้นแหละ คนไม่ได้ปฏิบัติไม่เห็น ผู้นี้แหละจะเห็น ผู้นี้แหละจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้นี้จะเป็นเจ้าของแห่งธรรมเหล่านั้น ศาสนาพระพุทธเจ้าของเราจึงเป็นศาสนาเอก
วันหนึ่งคืนหนึ่งเราก็ไม่ควรให้เวล่ำเวลาเสียไปเปล่าๆ เพราะเวลานี้มันเสียไปอยู่เรื่อยๆ แต่ผลประโยชน์ของเราพลอยให้เสียไปด้วย แล้วไปคอยเอาวันหน้ามันไม่ได้เรื่องอะไร แล้วผ่านเรื่อย แล้ววันหน้าค่อยทำเลยไม่ได้เรื่อง มีแต่วันหน้าเอาไปกินหมด ทำดีเราก็พยายาม เข้าใจไหมล่ะ จะระลึกถึงแต่หลวงตาบัว หลวงตาบัวพาขี้เกียจก็ขี้เกียจด้วยสิ พอเข้าใจ พอทราบแล้วนะ คือความดี กับวัน คืน ปี เดือน มืดแจ้งนี้ เป็นคนละอย่างไม่ได้เหมือนกัน ความแจ้งความสว่าง สถานที่แจ้งที่สว่างนะอยู่ได้ทั้งคนดีคนชั่วไม่ได้เลือก แต่ความดีนี้จะอยู่ได้สำหรับคนที่สร้างความดีเท่านั้น ความชั่วจะอยู่ได้ในบุคคลที่สร้างความชั่วเท่านั้น ไม่เหมือนมืดกับแจ้ง มืดกับแจ้งเราอาศัยกันได้ทั้งนั้น ทั้งคนดีและคนชั่ว

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน)
จากธรรมเทศนา “ให้เอาเป็นหินลับสติปัญญา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๐
ณ วัดป่าบ้านตาด






“..ถ้าศีลด่างพร้อย แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ปฏิบัติธรรมจะไม่ขึ้น หรือขึ้นก็งอกงามได้ยาก ถ้าผู้ใดมาหาวิธีหลีกเลี่ยง พระธรรมวินัยแม้เล็กน้อย ผู้นั้นชื่อว่า ทำลายตน..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





“จิตนั้นดีก็ดีเป็นที่สุด
ชั่วก็ชั่วเป็นที่สุด
ดีก็ให้คุณแก่เจ้าของเป็นที่สุด
ชั่วก็ให้โทษแก่เจ้าของเป็นที่สุด
ไม่มีผู้ใดจะได้รับคุณหรือโทษของจิต
เท่ากับเจ้าของจิตเองเลย”
.
--- ที่มา : หนังสือ “การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่”
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร






“..ความจริงของความจริงมีอยู่ทุกแห่งทุกหนและทุกเวลาอกาลิโก ขอแต่ปฏิบัติให้ถึงความจริงทำจริง ต้องรู้ตามความสามารถและภูมิวาสนาของตนแน่นอน ไม่ว่าธรรมภายในคือสัจธรรม และธรรมภายนอกคือความรู้แขนงต่าง ๆ ตามภูมินิสัยวาสนาของแต่ละรายที่สร้างมา และความปรารถนาที่ตั้งไว้ไม่เหมือนกัน แต่ผลส่วนใหญ่คือมรรคผลนิพพานนั้น เมื่อถึงแล้วเหมือนกัน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








“ใครอยากได้ดีทำเอา โลกทุกวันนี้ เสื่อมลงไปทุกวันๆ ใครไม่มีศีลไม่มีธรรมหล่อเลี้ยงในจิตใจเสร็จหมด ถูกดึงให้ลงต่ำไปเรื่อยๆ ใครไม่เชื่อก็ลองดู เอาเลยเดี๋ยวเจอเอง เวรกรรมเจ้าของเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ใครอยากได้ดีทำเอา มีศีลมีธรรมภาวนาพุทโธ หมั่นซักฟอกจิตใจตัวเอง เป็นคุณหนุนจิตให้สูงสะอาดขึ้นไปเรื่อยๆ...”

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ปรีดา (หลวงปู่ทุย) ฉนฺทกโร
วัดป่าดานวิเวก(ดงศรีชมภู) ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ






ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
ที่ยังหนุ่มยังสาวนี่
ถ้าไม่พิจารณาเรื่องความแก่
มันจะเกิดความมัวเมา
ไม่รู้หรอกว่าไม่นานมันก็จะเป็น มันก็ต้องแก่

เรามาพิจารณาว่าเราจะต้องมีความแก่แน่นอน
ผมหงอก ฟันหัก หนังเหี่ยว ผิวตกกระ
เรี่ยวแรงหมดไป
มันจะเกิดเข้ามาอยู่กับตัว

#เพราะฉะนั้นความแก่เป็นทุกข์ไหม?
#มันลำบากไปหมด
#ให้พิจารณาว่ามันจะต้องเกิดขึ้นกับเรา
#จะได้ไม่ประมาท

#ทำไฉนเราจะพ้นจากสิ่งเหล่านี้?
#จะต้องหาทางประพฤติปฏิบัติให้มันพ้นจากสังสารวัฏ
#ใส่ใจสนใจทำคุณงามความดีก่อนจะไม่มีโอกาส

ธรรมบรรยาย ธรรมนำชีวิต ความแก่เป็นทุกข์
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา







จิตใจของผู้ใด
สงบจากอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา
ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสและ
ภาวะอารมณ์ความรู้สึกภายในได้

ใจของผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นกลาง
วางเฉยต่อรูปเสียงกลิ่นรสและ
อารมณ์ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา

ใจตรงนั้นคือใจ " อุเบกขาธรรม "

โอวาทธรรม พระชินวัตร ฐิตโสภโณ (ครูบาแหวง)






“..ความจริงของความจริงมีอยู่ทุกแห่งทุกหนและทุกเวลาอกาลิโก ขอแต่ปฏิบัติให้ถึงความจริงทำจริง ต้องรู้ตามความสามารถและภูมิวาสนาของตนแน่นอน ไม่ว่าธรรมภายในคือสัจธรรม และธรรมภายนอกคือความรู้แขนงต่าง ๆ ตามภูมินิสัยวาสนาของแต่ละรายที่สร้างมา และความปรารถนาที่ตั้งไว้ไม่เหมือนกัน แต่ผลส่วนใหญ่คือมรรคผลนิพพานนั้น เมื่อถึงแล้วเหมือนกัน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








โอวาทธรรม
“...ภาวนา พุท โธ ให้ได้ตลอดทุกลมหายใจเข้าออก อย่าขี้เกียจ ให้ได้ขันติอดทน ใช้ความเพียรพยายาม วิริยะอุตสาหะ ค่อยๆทำ ขี้เกียจก็ต้องทำ สะสมไปตามกำลังของตัวเอง...”

“...เหตุดี ผลกะดี เหตุบ่ดี ผลกะบ่ดี ใจเฮานี้ละสำคัญ...”

“...จน ดี มี ชั่ว กะตายนำกันเบิ่ด...”

“…ผู้บริกรรมพุทโธอยู่ตรงไหน ตั้งสติอยู่ตรงนั้น ให้จิตเป็นผู้ว่าเอง ไม่ต้องว่ากับปาก ตาของเราหลับ แล้วให้จิตเป็นผู้ว่าเอง ตั้งสติอยู่ตรงนั้นบริกรรมเรื่อยไป เวลามันสงบเราจะรู้เอง คือจิตมันรวม มันรวมวูบลง แล้วก็จิตมีอารมณ์อันเดียว นั่นมันสงบแล้ว แล้วถ้าจิตสงบแล้ว เราไม่ต้องบริกรรมต่อไป จิตกำหนดอยู่เฉยๆ หมายถึงว่า จิตหลุดจากคำบริกรรมไป นั่นจิตมันรวม จิตมันสงบ แล้วเราก็ไม่ต้องหันมาบริกรรมอีก ความสงบอยู่ไหนก็ตั้งสติอยู่นั้น แล้วกำหนดดูอาการของสมาธินั้นเป็นอย่างไร แล้วก็ต้องจำให้ชัดเจน จิตของเราสงบแล้ว…”

“…เทวดาพญานาคเพิ่นยังเฮ็ดบุญบ่ได้คือคนเฮาใด๋
เป็นหยังคนเฮาคือสิบ่อยากเฮ็ด เทวดาพญานาค
เพิ่นได้แต่มาฟังธรรมใด๋ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นิเทวดาพญานาคมาฟังเทศน์เพิ่นหลายใด๋เป็นร้อยเป็นพันผุ้น ครูบาอาจารย์กะเบิ่ดไปหลายจักเพิ่นสิไปฟังเทศน์ไสแล่ว..”

“…"ยศฐามันของประดับภายนอก มันบ่ได้อยู่ภายใน
ยศฐานะบรรดาศักดิ์มันเป็นเพียงของภายนอกกาย ไม่ได้อยู่ภายในจิตใจให้มี สติ ปัญญา และไม่ประมาท ดีที่สุด..”

“…"จะทำอะไรให้สำเร็จ สุขภาพดี ถ้าสุขภาพบ่ดี กะเฮ็ดหยังบ่ได้ มีแต่นอนเบิ่งสื่อๆ…"

“…จน ดี มี ชั่ว กะตายนำกันเบิ่ด…”

หลวงปู่ล้วน จนฺทสาโร
สอนกรรมฐานนาค- ๑

ต่อไปนี้
จงตั้งใจเรียนพระกัมมัฏฐาน ตามแบบโบราณจารย์เจ้า
แต่ปางก่อน ที่ได้สอนสืบ ๆ กันมา

เป็น อุบายสำหรับจะทําสมาธิให้เกิดขึ้น
เพื่อเป็นที่ตั้งของปัญญาต่อไป
จงศึกษาตามไป โดยบทบาลีดังนี้ก่อน

เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เรียกว่าอนุอนุโลม
คือว่าไปตํามลําดับ
แล้วถอยกลับเข้ามาเป็น ปฏิโลม
ว่า ตโจ ทนตฺา นขา โลมา เกสา

พึงตั้งใจศึกษาให้รู้เน้ือความ

เกสา คือสิ่งที่เป็นเส้น ๆ งอกขึ้นบนศีรษะ
เบื้องหน้ําเพียงหน้าผาก เบื้องหลังเพียงปลายคอต่อ
เบื้องขวางมีหมวกหูทั้งสองข้าวเป็นที่สุด
ได้แก่ ผม,

โลมา คือสิ่งที่เป็นเส้น ๆ ยก ศรีษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
และริมฝีปาก งอกขึ้นทั่วสรรพางค์กาย
ได้แก่ ขน,

นขา คือสิ่งที่เป็นเกล็ด ๆ งอกขึ้นตามปลายมือ
ปลายเท้า ทั้งสองข้าง
ได้แก่ เล็บ,

ทนฺตา คือกระดูกที่เป็นซีก ๆ งอกขึ้นที่คางเบื้องล่าง
และ เบื้องงบนสําหรับบด เคี้ยวอาหาร
ได้แก่ ฟัน,

ตโจ คือสิ่งที่หุ้มอยู่ที่าุดรอบทั่วตัว
ได้แก่ หนัง

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้ง ๕ นี้ เรียกว่า
ตจปัญจกกัมมัฏฐาน
แปลว่ากัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ ๕

คำสอนกรรมฐานนาค -๒

จงน้อมใจพิจารณาสิ่งทั้ง ๕ นี้
ให้เห็นเป็นของปฏิกูลพึงเกลียด
เมื่อพิจารณาโดยอาการย่นย่อเพียงเท่านี้
ไม่พอที่จะให้เห็นของปฏิกูลน่าเกลียดได้
ก็จงพิจารณาร่างกายทั้งมวล
หรือแยกพิจารณาเป็นส่วนๆ
เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น
เบื้องบนตั้งแต่บนศีรษะตลอดถึงปลายเท้าเบื้องต่ำ
เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายเท้าตลอดถึงศีรษะเบื้องบนให้เห็นเป็นของน่าเกลียด โสโครก โดยปกติของมัน

ทั้งในกายตนและกายผู้อื่น
ถ้ายังไม่ได้อสุภสัญญา
และความสังเวชสลดใจปรากฏเป็นของปฏิกูลต้องเพิ่มพูนพิจารณาโดยอาการทั้ง ๕ คือ โดยสี โดยสัณฐาน โดยรูปร่างโดยกลิ่น โดยที่เกิด โดยที่อยู่ของอาการเหล่านั้น

ก็จะปรากฎเห็นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
นั้นมีสีก็ไม่งาม มีสัณฐานก็ไม่น่ารัก มีกลิ่นก็เหม็น
มีที่เกิดที่อยู่ล้วนแต่เป็นที่โสโครกเต็มไปด้วยบุพโพโลหิต เขาจึงต้องตกแต่งทะนุบำรุงเป็นนิตย์
ถ้าทอดทิ้งไว้สักเวลาไม่ได้บริหาร ก็จะแสดงอาการความปฏิกูลให้ปรากฏ เมื่อพิจารณาเช่นนี้

ความเห็นปฏิกูลย่อมจะปรากฏในขณะนั้นจิตก็พ้นจากอาสวะกิเลส เป็นอันได้บรรลุถึงธรรมวิเศษคือพระนิพพาน
ซึ่งเป็นธรรมชาติดับเพลิงกิเลส
และกองทุกข์อันเป็นผลที่สุดในพระพุทธศาสนา

เหตุฉะนั้น ตัวเธอจงตั้งใจมุ่งต่อพระนิพพาน
ดังเช่นว่ามาแล้ว
ขอบรรพชาอุปสมบทต่อไป ฯ

บัดนี้ จะมอบผ้ากาสายะให้เพื่อสำเร็จส่วนเบื้องต้นแห่งการบรรพชาตามพระพุทธานุญาตต่อไป ฯ

. ละอยู่ใจ
วางอยู่ใจ
ใจอันเดียว

หลวงปู่ล้วน จนฺทสาโร







โรงทานทุกโรงทานหลวงพ่อเคยพูดเคยกล่าวมาไม่รู้เท่าไร หลวงพ่อเองในฐานะที่เป็นหลวงปู่หลวงตาก็ขอบอกขอบใจ ขอบบุญขอบคุณน้ำจิตน้ำใจของลูกหลานที่มาตั้งโรงทาน ไม่ใช่ว่าจะมาตั้งได้ง่าย ๆ ทั้งเสียสละทุนทรัพย์ด้วย แล้วก็หาคนมาร่วมงานด้วย แล้วก็มาตั้งโรงทานเพื่อจะแจกผู้คน ผู้คนที่จะมารับทาน มารับของไทยธรรม ก็ไม่ใช่ว่าจะมีนิสัยดีทุกคน บางคนก็นิสัยก้าวร้าวเกเร เหมือนกับตัวเองได้จ่ายเงินลักษณะอย่างนั้นนะ พอมารับของจากโรงทานก็แปลกเหมือนกันนะ มาทำท่าเป็นนักเลง บางทีบางคนน่ะทำท่าโน้นท่านี้ ดูไม่ดี นิสัยไม่ดี

ตามที่จริง ผู้ที่จะมารับโรงทานต้องนิสัยเรียบร้อยนะ เพราะเขาให้ด้วยน้ำใจ เราก็มารับด้วยน้ำใจ มันจึงจะถูกนะลูกหลานนะ ไม่ใช่ว่าจะเอาเท่านี้เอาเท่านั้น เอาตัวนี้ใส่ตัวนั้น เอาตัวนั้นใส่ตัวนี้ จนเจ้าของโรงทานปวดหัวว่างั้นเถอะ เจ้ากี้เจ้าการ เหมือนกับเราจ่ายเงิน แต่ตามที่จริงเราไม่ได้จ่ายเงินใช่ไหมล่ะ ให้มาอย่างไรเราก็ต้องรับอย่างนั้น

เหมือนกับพระใช่ไหมล่ะ พระไปบิณฑบาตเห็นของอยู่ในร้านของเขา อ้าว ทำไมจะมาใส่แต่นมกล่องเล็ก ๆ กล่องใหญ่ ๆ ทำไมไม่เอามาใส่อย่างงั้นเหรอ มันก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เขาให้เท่าไรเราก็ต้องรับเท่านั้น เขาให้ข้าวเหนียวก็รับข้าวเหนียว เขาให้กล้วยก็ต้องรับกล้วย เขาให้เท่าไรก็รับตามที่เขาถวายตามที่เขาให้ อย่างนั้นมันจึงจะถูกนะลูกหลานนะ ไม่ใช่ว่าโหวกเหวกโวยวาย ท่าโน้นท่านี้ จนเจ้าของโรงทานเขารำคาญ ทั้งที่เขาอยากจะได้บุญมาตั้งโรงทาน แต่พอผู้ที่มารับของไทยทานก้าวร้าวกับผู้ที่มาตั้งโรงทาน บางคนก็เข็ดเหมือนกันนะ โอ๊ย ไม่เอาไม่เอา ไม่ตั้งโรงทาน ทำให้เขาหมดศรัทธา ในการที่จะมาตั้งโรงทาน

หลวงพ่อก็ได้พูดได้ถามผู้ที่มาตั้งโรงทานนะ ทำไมจึงมาตั้งโรงทาน เขาก็บอกว่า บางทีกิจการงานที่บ้าน ไม่ว่าในร้านตลาดหรือว่ากิจการงานบริษัทห้างร้านไม่ค่อยราบรื่น แต่พอมาตั้งโรงทาน มาทำบุญทำทาน จากนั้นก็อุทิศส่วนกุศล รู้สึกว่ากิจการงานที่มันติดมันค้างมันขัดมันข้องอยู่ก็ไหลลื่นไปด้วยดี นี่แหละจึงได้ตัดสินใจมาตั้งโรงทาน เสียสละทำบุญทำทาน อันนี้ก็มีผู้มาพูดให้หลวงพ่อฟังมากต่อมากเหมือนกัน

แต่ถึงยังไงก็ตาม หลวงพ่อก็เตือนอีกเหมือนกันนะ ศรัทธาญาติโยมลูกหลานที่มาตั้งโรงทานต้องใจกว้างขวาง ต้องใจเผื่อแผ่นะ ไม่ใช่ว่าพอผิดใจขึ้นมา ขอถุงหนึ่ง เอาให้กินแล้วเขาขออีกถุงที่ ๒ แล้วขออีกถุงที่ ๓ ผู้ที่ให้ก็ตะหลิวทัพพีเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา โมโหขึ้นมาว่าทำไมมันเอาไม่รู้จักประมาณ ท้องคนเดียว แต่ตามที่จริงคนที่เขาขอนั่นน่ะเขาอาจจะคิดว่า โอ้ อันนี้อร่อยมากเลย เราไม่เคยกินมาก่อนเลย คิดถึงพ่อถึงแม่อยู่ที่บ้าน แก่เฒ่าชรา ถ้าเราไปให้คุณพ่อกับคุณแม่สักคนละถ้วย พ่อแม่คงจะดีใจ เพราะอาหารอร่อยเหลือเกิน เขาก็เลยขอไป

เพราะฉะนั้นเราต้องคิดให้ใจกว้าง ๆ เหมือนกัน เมื่อเรามาทำทานก็ต้องใจกว้าง เออ ใช่ เขาคงจะเอาไปให้พ่อแม่ หรือสามีภรรยาของเขาที่เจ็บไข้ได้ป่วย อย่างนี้เป็นต้นนะ ผู้มาทำทานต้องใจกว้างขวางนะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “หลวงปู่ขาวผู้สร้างวัดถ้ำกลองเพล”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๘





“..#สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีต ปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคต ปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
#พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






อย่าลืมพุทโธ เอาพุทโธอัดเข้าไปเต็มเข้าไปในหัวใจ
เต็มมาด้วยพุทโธ เต็มมาด้วยบุญ เต็มออกไปด้วยพุทโธ เต็มไปด้วยบุญ
อย่าให้ว่างเปล่า ไปนี้อย่าลืมพุทโธไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ เรียกว่าตามเสด็จพระพุทธเจ้า
ตลอดเวลา ถ้าห่างเหินธรรมแล้วใกล้ชิดติดพันกับนรกอเวจีไปเรื่อยๆ นะ

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







ชีวิตนี้ … มีแค่นี้แหละ
ธรรมชาติให้ยืมมาใช้
ร่างกาย ธรรมชาติให้ยืมมาใช้
จิตใจ ก็ธรรมชาติให้ยืมมาใช้
ทุกอย่าง เป็นธรรมชาติให้ยืมมาใช้
ยิ่งกว่านั้นยังยินยอมให้ “พัฒนา”
ให้ตามจิตที่ต้องการ …
แต่อย่าโง่ว่ามันเป็นของกู !
...
พุทธทาสภิกขุ






..คนเรานี้ถ้าหากไม่ได้สร้างสมอบรมทำคุณงามความดี ให้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เล็กจนถึงเฒ่าถึงแก่ในชาตินี้แล้วล่ะก็ จะเป็นคนที่ขาดทุน เป็นคนที่ไม่ได้สร้างคุณงามความดีเอาไว้ เมื่อมาเกิดในชาติใหม่ก็จะเป็นคนที่ทุกข์ยากลำบากตกต่ำลงไปกว่าเดิม อันนั้นเป็นเรื่องของกรรมที่จะนำสนองแก่บุคคลที่สร้างความดีต่างกัน สำหรับคนที่สร้างคุณงามความดีนั้น เมื่อได้มาเกิดใหม่ก็ไม่ต้องได้คิดว่าจะทุกข์ยากลำบากยากจน เพราะทุกคนได้ทำคุณงามความดีเอาไว้ เกิดชาติใดภพใดก็ดีบุญกุศลก็จะติดสอยห้อยตามอำนวยความสะดวกให้ ที่เรียกว่ากรรมเป็นของของตน ตนเองได้กระทำเอาไว้ก็ต้องได้รับผลของกรรม กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย คนเรานี้ต้องอาศัยกรรมเป็นที่พึ่ง กรรมเป็นผู้ติดตามให้ผลแก่บุคคลทั้งหลายที่ได้สร้างเอาไว้ กรรมเป็นแดนเกิดของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ได้เกิดมาก็ด้วยอำนาจของกรรม..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






"..ถ้าศีลด่างพร้อย แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง ปฏิบัติธรรมจะไม่ขึ้น
หรือขึ้นก็งอกงามได้ยาก ถ้าผู้ใดมาหาวิธีหลีกเลี่ยง พระธรรมวินัยแม้เล็กน้อย ผู้นั้นชื่อว่า ทำลายตน.."

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







#โอวาทธรรม: กับดักของน้ำเต็มแก้ว... อุปสรรคใหญ่ที่กั้นขวางความเจริญ
---
"ลองสังเกตดูนะว่า คนที่ล้มเหลว มักเป็นประเภทน้ำเต็มแก้ว ไม่เคยฟังใคร มีเหตุผลแก้ตัวให้ตนเองเสมอ และที่สำคัญ มักโยนความผิดให้คนอื่น"
— หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม —
.
#ขยายความ
.
ความล้มเหลวที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจาก "#ทัศนคติที่ปิดกั้น" ซึ่งหลวงปู่ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะของจิตที่หยุดนิ่งและไม่ยอมขัดเกลา
.
#น้ำเต็มแก้ว: คือภาวะที่ "#อัตตา" พองโตจนคิดว่าตนรู้ดีที่สุด เมื่อไม่มีช่องว่างให้ความรู้ใหม่หรือคำแนะนำชี้แนะ จิตย่อมขาดการพัฒนาและล้าหลังไปตามกาลเวลา
.
#เหตุผลแก้ตัว: คือการใช้ "#ตรรกะปลอม" เพื่อปกป้องความผิดพลาดของตนเอง แทนที่จะใช้ปัญญาพิจารณาตามจริง การแก้ตัวทำให้เราสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น
.
#โยนความผิดให้คนอื่น: คือการขาดความรับผิดชอบต่อกรรม (การกระทำ) ของตนเอง เมื่อมองว่าปัญหาเกิดจากคนอื่นเสมอ เราจะไม่มีวันแก้ไขที่ "#ต้นเหตุ" คือตัวเราเองได้เลย
.
ความสำเร็จในทางโลกและทางธรรมจึงเริ่มต้นที่การ "#เทน้ำในแก้วออกบ้าง" เพื่อให้ใจว่างพอที่จะยอมรับความบกพร่องและกล้าที่จะรับผิดชอบชีวิตตนเองอย่างเต็มร้อย
.
"อย่าให้ '#อัตตา' มาบัง '#ปัญญา' จนมองไม่เห็นทางพัฒนาตัวเอง ความล้มเหลวที่น่ากลัวที่สุด คือการที่เราหยุดฟัง และมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองในทุกเรื่องที่ทำผิด... เปิดใจให้กว้าง แล้วชีวิตจะไปได้ไกลกว่าเดิม"
---
#โอวาทธรรม #หลวงปู่อุ่นหล้า #หนึ่งสวนหลังบ้าน






คนเรานั้นหนา เมาเหล้าเมาสุรายังเมาเป็นเวลา แต่เมากิเลสเมาตัณหานั้นไม่มีเวลา คนเรานั้นมันเมาชั่ว เมาดี เมาร่ำ เมารวย มันเลยหลงกิเลส ถ้าได้มาก็ดีใจถ้าไม่ได้ดั่งใจก็เสียใจ จริงไหม?

โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่สอ พันธุโล







“จิตนั้นดีก็ดีเป็นที่สุด
ชั่วก็ชั่วเป็นที่สุด
ดีก็ให้คุณแก่เจ้าของเป็นที่สุด
ชั่วก็ให้โทษแก่เจ้าของเป็นที่สุด
ไม่มีผู้ใดจะได้รับคุณหรือโทษของจิต
เท่ากับเจ้าของจิตเองเลย”
...
ที่มา :
หนังสือ “การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่”
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร







ความจริงแล้ว ความดีและความชั่ว อยู่ที่ตัวของเราใครจะมาทำความชั่วให้เรา
ใครจะมาทำความดีให้เราก็ยาก
"ตัวของเราจะเป็นผู้ทำขึ้นมาเอง"

สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปฐมเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร กรุงเทพมหานคร





“..อันนี้พระพุทธเจ้าก็ว่าอยู่ กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ การที่ได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นลาภใหญ่ เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ แสนทุกข์แสนยากแสนลำบาก เราได้มาแล้ว เราเป็นผู้ไม่ประมาท รีบเร่งเอาทรัพย์ภายในไว้เสีย ความได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นลาภอันสำคัญ มนุษย์เป็นชาติอันสูงสุด เป็นสัตว์ใจสูง มีเมตตาซึ่งกันแลกัน ได้สมบัติมาดีแล้วก็รีบเอามัน รับทำเอาเสีย อบรมบ่มอินทรีย์ให้มันแก่กล้า แก่กล้ามันสุก สุกมันก็ดี หมากไม้มันสุกมันก็หวานไม่ใช่สุกแกมดิบ นอกจากอัตภาพร่างกายของเราแล้วสิ่งอื่นไม่มีเรื่องนอกธรรม เรื่องข้างนอกกว้างขวาง ต้องเข้ามาพิจารณาแต่กายกับใจของเราเท่านั้น อันนี้ได้ชื่อว่าเข้ามาใกล้แล้ว ใกล้เข้ามาทุกที ใกล้ทางพระนิพพาน เป็นผู้อยู่ต้นทางพระนิพพานก็ว่าได้ เป็นผู้ไม่ประมาท เข้าใกล้เข้าทุกที ๆ ครั้นบารมีของเราพร้อมบริบูรณ์แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาได้..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)






“. สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย..” ผู้สั่งสมบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข

“..บุญภายนอก” เปรียบเหมือนเปลือกผลไม้ เช่น ขนุน มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น "บุญภายใน" เปรียบเหมือนเนื้อหนัง เราจะอาศัยบุญภายในอย่างเดียวหรือภายนอกอย่างเดียว..ไม่ได้ จะต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ผลไม้ถ้าไม่มีเปลือกนอก ก็เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมาไม่ได้ หรือมีแต่เปลือกไม่มีเนื้อใน ก็กินไม่ได้ฉะนั้น "บุญภายนอกจึงต้องอาศัยบุญภายใน" ด้วย เป็นการช่วยเหลือกัน แต่ "คุณภาพ" ต่างกัน บุญภายนอกเป็นเครื่องห่อหุ้มบุญภายใน

"บุญภายนอก" ได้แก่ วัตถุ กายต้องอาศัยวัตถุ อาหารเรียกว่าปัจจัยสี่แต่จะเป็นสุขเพราะอาหารอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าเรากินแต่อาหารแล้วไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องเปียกน้ำเปียกฝน ฯลฯ หรือเจ็บไข้ไม่มียารักษาก็เป็นทุกข์ ตัวเราคือ ธาตุสี่นี้จำต้องอาศัยวัตถุภายนอก คือ ปัจจัยสี่ ด้วย จึงจะประกอบบุญกุศลได้สำเร็จเต็มที่ เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้บริจาควัตถุเหล่านี้ ก็จะสำเร็จประโยชน์ชาตินี้และเบื้องหน้า

"บุญภายใน" ได้แก่ การดัดตัวของเราเองให้เป็นบุญกุศล ตัวเราเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่า เช่น ต้นตะโก ถ้าเรานำมาใส่กระถาง ดัดแปลงกิ่งก้านให้สวยงามก็จะมีราคาสูงขึ้น คนที่ไม่ดัดกายวาจาใจของตัวเองก็เรียกว่า เป็นคนที่มีราคาต่ำ เราควรดัดมือดัดแขนให้รู้จักไหว้กราบพระ ดัดเท้าให้รู้จักเดินไปวัด ดัดหูให้รู้จักฟังธรรมและคำที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ดัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราให้สิ่งที่ไหลเข้าไป ล้วนแต่เป็นบุญกุศล จมูกก็อย่าหายใจเปล่า ให้หายใจเอา "พุทโธ" เข้าออกเหมือนกับน้ำ ที่ไหลเข้าไปในร่างกาย ใจเราก็จะเย็นสบาย เป็นสุข ปากก็หมั่นสวดมนต์ภาวนา อย่าด่าแช่งเสียดสีหรือพูดเท็จต่อใคร กล่าวแต่สิ่งที่เป็นธรรมและไม่ดื่มเหล้าเมายา ให้เก็บบุญเอาตามตัวของเรา มีมือ เท้า แขน ขา ตา หู จมูก ลิ้น เหล่านี้เป็นต้น

ส่วน "แก่นของบุญ" นั้นคือ "ใจ" ต้องทำใจของเรา ให้สงบระงับจากโลภะ โทสะ โมหะ ทางอายตนะนั้นเปรียบด้วยเปลือกหรือกระพี้ ก็ทำประโยชน์ได้เหมือนกันถ้าตัวเรารู้จักสะสมความดี ก็เป็นประโยชน์แก่ตัว..”

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, ท่านลี ธมฺมธโร.
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แสดงพระธรรมเทศนา ณ วัดเขาแก้ว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๖







เวลาที่เป็นทุกข์ วิตกกังวล ปวดหัว ทรมานใจ แทนที่คนเราจะดูที่สาเหตุของมัน กลับไปดูที่อาการ แล้วพยายามจะละอาการนั้น

แต่ถ้าเราจะถอดถอนอาการนั้น ๆ ให้ได้ เราต้องดูที่เหตุ ซึ่งจะต้องใช้ความกล้า กล้าฝืนใจเจ้าของ กล้าฝืนกระแสของกิเลส กล้าทำสิ่งที่ไม่อยากทำกล้าเสียสละบางสิ่งบางอย่างที่ยังให้ความสุขแก่เราบ้าง ด้วยความเชื่อว่าเป็นการสละความสุขที่มีประมาณน้อย เพื่อจะได้เข้าถึงความสุขที่ไม่มีประมาณหรือความสุขสูงสุด เหมือนกับทหารที่ต้องกล้าเข้าไปในสนามรบ เราต้องเห็นกิเลสเป็นศัตรูที่น่ากลัว จงอย่าเสียดายกิเลส เราต้องเป็นนักรบ จึงจะชนะใจตนเอง

พระพุทธองค์ตรัสว่า การชนะใจตนเองเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่กว่าการรบชนะศัตรูภายนอก

- พระอาจารย์ชยสาโร -






“ที่สอน ฟังไม่เข้าใจหรือ”

ถาม : ต้องเตรียมตัวตาย เตรียมรับความเจ็บปวดใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : ใช่ ต้องเตรียมพร้อม

ถาม : ต้องทำอย่างไรคะ

พระอาจารย์ : ทำตามที่สอน ฟังไม่เข้าใจหรือ

ถาม : เข้าใจว่าจะต้องมีสมาธิ แต่ยังไม่เข้าใจการพิจารณาปัญญา

พระอาจารย์ : ต้องรักษาศีล ๘ เจริญสติ สมาธิ ปัญญา ตอนนี้ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน ตอนนี้ถือศีล ๘ ได้หรือยัง เจริญสติได้ทั้งวันหรือยัง ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องเจริญให้ได้ พอมีเวลาว่างก็นั่งสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่ง พอรวมเป็นหนึ่งได้แล้ว ก็เจริญปัญญาต่อหลังจากออกจากสมาธิ

ถ้ามีสมาธิแล้วก็จะสามารถดับความทุกข์ได้ชั่วคราว เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาจะตายก็เข้าสมาธิไป จะได้ไม่ทรมาน แต่กิเลสยังไม่ตาย ความกลัวตายยังไม่หายไป ต้องไปแก้ในภพหน้าชาติหน้า ถ้าตายแบบไม่มีสมาธิไม่มีสติจะหลง จะร้องโวยวาย เพราะไม่มีสติควบคุมใจให้สงบนิ่ง

การเจริญสติจึงสำคัญมาก พอมีสติแล้วจะสามารถควบคุมใจได้ในระดับหนึ่ง ถ้ามีสมาธิก็จะควบคุมได้เต็มที่ คือให้หยุดนิ่งเวลาที่อยู่ในสมาธิ แต่เวลาออกจากสมาธิจะควบคุมไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาควบคุม จึงต้องเจริญปัญญา เพื่อทำใจให้สงบตลอดเวลา.

กำลังใจ ๕๔ กัณฑ์ที่ ๔๒๖
วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 47 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร