ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ทำแต่ความดี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66645
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 19 เม.ย. 2026, 13:59 ]
หัวข้อกระทู้:  ทำแต่ความดี

"ศีล สมาธิ ปัญญา"
"...ปัญญาเกิดขึ้น เพราะสมาธิหนักแน่น
สมาธิจะหนักแน่นได้ ก็เพราะ ศีลบริสุทธิ์
สมาธิก็อาศัยปัญญาช่วยด้วยเหมือนกัน
ต้องมีอุบายแยบคายสำหรับที่จะชำระจิต
ใจของตนให้จิตปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวงได้
และศีลจะบริสุทธิ์ได้ เพราะปัญญาเห็นชัด
ตามเป็นจริง คือเห็นโทษเห็นภัยในการที่
ไม่รักษาศีล เมื่อเห็นโทษแล้ว จึงรักษาศีล
บริสุทธิ์ได้..."

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี





" ขันต์จะแตก ธาตุมันจะดับมัน ทรมาน "

คนส่วนใหญ่ ตายแล้วจึงไปอบายภูมิ
เพราะเวลาใกล้ตาย จิตติดอยู่กับเวทนา
ขันต์จะแตก ธาตุมันจะดับ มันทรมาน
ลองเอามือแช่น้ำแข็งดูนี่ละธาตุไฟดับเย็นจับใจ
ลองกลั้นหายใจดู นี่ละธาตุลมจะดับ
เกร่งตัวนานๆไม่ขยับดู นี่ธาตุดินจะดับ
ลองอดน้ำดูชิ นี่ธาตุน้ำจะดับ
มันทรมาน

คนที่เคยภาวนาจนลมหายใจหายไป
ไม่เอาแล้วธาตุไม่เอาแล้วขันต์
ฝึกจนเจริญสติได้
เวลาตายก็ประครองสติได้ดี.

ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ (หมั่นภาวนา)
ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต
ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต
มันจึงจะเห็นผลของความดี.

---/
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
16 มกราคม พ.ศ. 2430 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528
( 98 ปี พรรษา 78 )

ศีล ธรรม นี่แหละคือของดี

ศีล คือการนำความผิดความชั่ว
ออกจากกาย ออกจากวาจา

ธรรม ก็คือ ความดีที่ป้องกันไม่ให้ความผิดหวัง
ความชั่วเกิดขึ้นใน กาย วาจา ใจ

ทั้งศีล ทั้งธรรม ก็อันเดียวกันนั่นแหละ
แต่เราไปแยกสมมติ เรียกไปต่างหาก

กาย วาจา ใจ ของเรานี้ เป็นที่ตั้งของธรรม เป็นที่เกิดของธรรม เป็นที่ดับของธรรม

ความดีก็เกิดจากที่นี่ ความชั่วก็เกิดจากที่นี้ สวรรค์ก็เกิดจากที่นี่ นรกก็เกิดจากที่นี่
เราจะรักษาศีล ภาวนา ให้ทาน ก็ต้องอาศัย กาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ

เราจะทำความผิด ความชั่ว ไปนรกอเวจี
ก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้เป็นเหตุ

# เราจะรักษาศีล ทำสมาธิ ภาวนา ให้เกิดปัญญา ทำมรรค ผล นิพพาน
ให้แจ้ง ให้เกิดขึ้น … ก็ต้องอาศัยกาย วาจา ใจ นี้แหละ . .

โอวาทธรรม
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่






ผู้เดินบนเส้นทางแห่งปัญญา ย่อมสอนจิต
ของตน ให้พอใจ และภูมิใจในสิ่งที่ได้มา
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักปล่อยวาง
การเปรียบเทียบ และความอิจฉา
ละการเบียดเบียนตัวเองด้วยความคิด
ลมๆแล้งๆ เรื่องสิ่งที่ไม่มี ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร▫






อายุของเราขนาดไหนแล้วขณะนี้ เราควรจะมองไปข้างหน้า ไม่ควรจะประมาทกันจนเกินไป ควรจะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง จากนั้นก็ควรจะมีศีล ๕ ทุกวันพระทุกวันอาทิตย์ ถ้าเป็นไปได้ประจำเลย

เราอายุถึงปูนนี้แล้ว การอยู่การกินหาใส่ปากใส่ท้อง บางทีไปเห็นในร้านอาหารเขา เห็นปลาลอยอยู่ในตู้ เอาตัวนี้ล่ะ อย่าไปทำ สุดแท้แต่เขาจะมาเอามา ให้กินยังไงกิน กินเข้าไปแล้วมันก็ไม่เห็นจะเป็นแท่งเงินแท่งทองออกมา เป็นอุจจาระอย่างเก่านั่นน่ะ กินพอประทังชีวิตได้ก็พอแล้วนะ

เราต้องเป็นผู้มีคุณธรรมในจิตในใจ ข้าพเจ้าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ข้าพเจ้าจะไม่ขโมยทรัพย์ ข้าพเจ้าจะไม่ประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าจะไม่โกหกต้มตุ๋นหลอกลวงคนอื่น ข้าพเจ้าจะไม่ดื่มสุราให้ขาดสติ เพียงแค่นี้แหละเป็นคนดีล่ะทีนี้ เป็นคนดี อยู่ ณ สถานที่ใดก็เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ พระพุทธเจ้ารับรองเลยว่าคนอย่างนี้แหละ คนที่มีศีล ๕ นี่ อยู่ในมวลมนุษย์ก็ไม่ติดคุกไม่ติดตะราง คนมีศีล ๕ นะ ถ้าตายไปแล้วก็ไม่ตกนรก ไปสู่สวรรค์เท่านั้นนะ

เพราะฉะนั้นพวกเราทุก ๆ ท่าน ได้เกิดมาได้พบพุทธศาสนาแล้ว ควรจะเป็นคนดี คิดดี ทำดี พูดดี สิ่งที่มันเลว มันชั่ว อย่าไปคิด อย่าไปทำ อย่าไปพูดในสิ่งที่มันเลว มันชั่ว ทำให้ตนเองคนอื่นเดือดร้อน ไม่เป็นผลดีเลยนะลูกหลานนะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ร่วมตกแต่งภายในพิพิธภัณฑ์”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๙






"...จงเฝ้าดูจิตของท่านพิจารณาให้รู้
เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป
อย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไป
อย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย
จงมีสติอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้น ให้
ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะ บรรลุถึงสัจจ
ธรรมของพระพุทธองค์

จงเป็นปกติธรรมดา ตามธรรมชาติ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำ ขณะอยู่ที่นี่
เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรม
ทั้งหมด

เมื่อท่านทำวัตรสวดมนต์อยู่ พยายามให้
มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วม
อยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้
กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถน
นั้น อย่ารู้สึกว่า ท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่
เฉพาะนั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบนว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ
สมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอ
ไหม การทำสมาธิภาวนาของท่าน คือการมี
สติระลึกรู้ และรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรม
ชาติ ในการทำทุกอิริยาบท..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท






ในเมืองไทย เดือนเมษายนเป็นฤดูมะม่วงสุก อาตมานึกถึงสมัยแรก ๆ ที่มาอยู่ มะม่วงอกร่องรสหวานฉ่ำกับอากาศร้อนตับแตกในยามร้อนที่สุดของปี แยกจากกันไม่ออก แถมด้วยหลังคาสังกะสีร้อนระอุ และเหงื่อไหลพลั่ก เป็นความทรงจำเก่าๆ ที่ไม่เคยลืมเลือน

หลวงพ่อชามักยกอุปมาเรื่องมะม่วงมาสอนอยู่บ่อย ๆ ท่านชอบเล่าชาดกเรื่องพระราชาเห็นมะม่วงสุกเต็มต้นในอุทยาน ทรงตั้งพระทัยจะกลับมาเสวยเมื่อทรงเสร็จภารกิจ แต่เมื่อเสด็จกลับ เหล่าข้าราชบริหารพากันเก็บมะม่วงจนเกลี้ยง เหลือแต่กิ่งก้านหักกระจัดกระจายเต็มพื้น

ครั้นทอดพระเนตรเห็นมะม่วงใกล้ ๆ กันอีกต้นที่ไม่มีใครแตะต้อง ก็ทรงตระหนักว่ามะม่วงต้นนั้นรอดมาได้เพราะไม่ออกลูกนั่นเอง จึงทรงดำริว่า ตัวพระองค์เองก็เปรียบดังมะม่วงต้นใหญ่ ที่ถูกอำนาจราชทรัพย์บีบบังคับตลอดเวลาจนเต็มไปด้วยความห่วงความกังวล ท้ายสุด ทรงถือเอามะม่วงต้นนั้นเป็นครู ทรงสละราชสมบัติออกผนวช และทรงพบสุขจากความเป็นอิสระ และไม่ต้องเป็นใครที่สำคัญ

หลวงพ่อชายังสอนอีกว่า เมื่อสติตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว จะเห็นความเป็นจริงของปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องบังคับ ท่านว่าเหมือนเรานั่งสบาย ๆ ใต้ร่มมะม่วง ระหว่างคนปีนขึ้นไปเขย่ากิ่ง เราไม่ต้องปีนเอง แค่เลือกเก็บผลสุกที่ร่วงลงตรงหน้า แล้วปล่อยผลที่เน่าไว้ตรงนั้น

ธรรมะคำสอน โดย พระอาจารย์ชยสาโร
แปลถอดความ โดย ศิษย์ทีมสื่อดิจิทัลฯ






“ ไม่ต้องกลัวตาย ให้หมั่นทำความดีเอาไว้เรื่อยๆเป็นนิสัย อย่าประมาท..เมื่อถึงวันสุดท้าย ของชีวิตแล้วเราจะไม่กลัวตาย เพราะเรารู้แล้วนี่ ว่าเมื่อตายแล้วเราจะไปอยู่ไหน เพราะฉะนั้น “ไม่ต้องกลัวตาย”

โอวาทธรรม: หลวงพ่อสุดใจ ทนฺตมโน
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี







" ลูกเอ๋ย อย่าไปน้อยใจในวาสนา

โชคลาภ อำนาจนี้นะ มันไม่แน่นอนเสมอไปหรอกลูก

แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรู้จัก สร้างบุญกุศลต่างหาก

อย่าไปโทษ โชคลาภอำนาจวาสนาเลย

มันเป็นเพียงแค่การใช้กรรมเก่า ของเราเท่านั้นเอง

พอถึงเวลา มันก็จะมีเองลูก ไม่ต้องไปสนใจ

แต่สิ่งที่ควรจะสนใจ คือ...!!

ชาตินี้เราต้องตั้งจุดหมายไปที่นิพพาน ให้ได้นะลูกนะ.. "

-----------------------------------------------

โอวาทธรรม

( หลวงพ่อปาน โสนันโท
วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา )







#พระอรหันต์
.
#อารมณ์อรหันต์จริง ๆ ก็คือวางเฉย ใครจะด่าใครจะว่าท่านก็วางเฉย ซวยคนด่า ถ้าเราด่าเขา เขาโกรธเราบาปน้อย ถ้าหากเราด่าเขาไม่โกรธเราบาปมาก
ถ้าอาจารย์ด่าเขา เขาด่าอาจารย์ด้วยนะ ขึ้นสถานีตำรวจ ต่างคนต่างเสีย ถ้าเขาด่าเราฝ่ายเดียว ขึ้นสถานีตำรวจเขาเสียฝ่ายเดียวใช่ไหม
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไปด่าพระอริยเจ้าเบื้องสูงเข้า ท่านไม่โกรธ ลงนรกหนัก หนักมาก ไม่ใช่หนักน้อย
.
#ที่มา : หนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๔ (หน้า ๑๕๒)
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน







ชนะ ความหยาบคาย
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบ
ที่ล่วงทางกายวาจาด้วย “ศีล”

ชนะ ความยินดียินร้าย หลงรักหลงชัง
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลาง
ที่เกิดในใจได้ด้วย “สมาธิ”

ชนะ ความเข้าใจผิด รู้ผิด เห็นผิด
จากความเป็นจริงของสังขาร
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียดได้ด้วย “ปัญญา”

เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิต

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/