ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ความทรงจำ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66508
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 02 มี.ค. 2026, 13:15 ]
หัวข้อกระทู้:  ความทรงจำ

โลกปัจจุบันเจริญด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยกล่อมประสาทให้หนีจากตัวเองหรือลืมความทุกข์ ฉะนั้นเมื่อมีความทุกข์ การลืมหรือกลบเกลื่อนความทุกข์จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ง่าย จนน้อยคนนักที่จะยอมหรือกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ พิจารณาและกำหนดรู้ความทุกข์ จึงไม่สามารถพ้นจากทุกข์ได้เสียที ครูบาอาจารย์ท่านเตือนเสมอว่า ถ้าอยากจะพ้นทุกข์ ก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ ไม่ใช่ว่าพอเครียดขึ้นมา ก็เปิดวิทยุเปิดทีวี จะได้ไม่ต้องคิดอะไรสักพักหนึ่ง เปลี่ยนอารมณ์ เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนได้ แต่ไม่ได้แก้อะไรเลย นิสัยต่างๆ ที่เป็นเหตุให้จิตใจว้าวุ่นขุ่นมัวก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม เมื่อเรายังคงดำเนินชีวิตในลักษณะที่ไม่พอดี ความทุกข์ก็จะต้องปรากฏขึ้นมาใหม่ ไม่ช้าก็เร็ว

พระอาจารย์ชยสาโร







" สมาธิทำให้เกิดปัญญา การเจริญวิปัสสนา คือ การนำปัญญามาใช้
จะห้ามจิตไม่ให้คิดในทุกๆกรณี ย่อมไม่ได้ ก็แต่ว่าเมื่อจิตคิดปรุงไปในเรื่องราวใดๆ ถึงวัตถุ สิ่งของ บุคคลอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ว่าจิตคิดถึงเรื่องเหล่านั้น ก็สักแต่ว่าความคิด

ไม่ใช่สัตว์บุคคล เราเขา ไม่ยึดถือวิจารณ์ความคิดเหล่านั้น ทำความเห็นให้เป็นปกติ ไม่ยึดถือความเห็นใดๆทั้งสิ้น จิตย่อมไม่ไหลไปตามกระแสอารมณ์เหล่านั้น ไม่เป็นทุกข์..."

-คำสอนหลวงปู่ดุลย์ อตุโล-





หลวงตามหาบัวก็เคยได้ยินนะที่ท่านพูดหลวงพ่อเป็นพระน้อยพระหนุ่ม ท่านว่าพระในกรุงเทพทั้งที่เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณท่านบอกว่ามรรคผลนิพพานหมดกาลหมดสมัยแล้ว ใครปฏิบัติก็เพียงแต่ถึงพระไตรสรณคมน์เท่านั้นนะ มรรคผลนิพพานพระโสดาฯ สกทาคาฯ อนาคาฯ อรหันต์หมดสิ้นหมดยุคหมดสมัยแล้ว หลวงตามหาบัวท่านว่าคิดได้ยังไงพูดได้ยังไง ถ้าหากว่าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมรรคผลนิพพานก็รอคอยเราอยู่ทุกคน เหมือนกับความร้อนความหนาวความหิวความกระหายในยุคสมัยนั้น ความหิวความกระหายในยุคสมัยนี้ ความร้อนความหนาวในยุคสมัยนี้ ความชั่วในยุคสมัยนี้ความดีในยุคสมัยนี้กับในยุคสมัยโน้น มันไม่ได้มีอะไรผิดแปลกแตกต่างกันมันเหมือนกันทั้งหมด

เพราะฉะนั้นมรรคผลนิพพานจะหมดไปที่ไหนถ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จับไฟสมัยโน้นก็ร้อนเหมือนกัน จับไฟสมัยนี้มันก็ร้อนเหมือนกัน มันจะหมดไปที่ไหนมันก็อยู่อย่างนั้นมีแต่คนเท่านั้นนะคิดว่า เพียงแต่คิดว่าเท่านั้นเองต้องปฏิบัติสิจึงจะรู้ได้ หลวงตามหาบัวท่านเน้นหนักอย่างนั้นนะลูกหลานนะ ผลที่สุดท่านก็บอกได้เลยว่าเรานี่ปฎิบัติดี เราสิ้นความสงสัยแล้วในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านยืนหยัดยืนยันอย่างนั้นล่ะทีนี้เอาตัวของท่านออกมายืนยัน แต่คนบางคนก็ไม่เชื่อเหมือนกันนะลูกหลานนะ คนที่เชื่อก็มีคนไม่เชื่อหลวงตาก็มีเหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ตามหลวงตาก็มั่นใจชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่กลับมาเหยียบแผ่นดินนี้อีกเป็นอนันตกาล หลวงตาท่านก็ยืนยันอย่างนั้น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก





..ปัญญาจะเกิดขึ้นเพราะภาวนา ท่านถึงบอกว่า อยากจะให้มีปัญญาก็ต้องภาวนาอย่างเดียว ทางอื่นไม่ให้เกิดปัญญาได้ เพราะทางภาวนาเป็นทางให้เกิดปัญญา ท่านถึงเรียกชื่อว่า “ภาวนามยปัญญา”..

..#โอวาทธรรมหลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร..





พระพุทธองค์ทรงดำรงอยู่ด้วยความ
ไม่สันโดษในคุณธรรม ท่านจึงตรัสว่า
การละบาปทั้งปวงหมายความว่า ไม่ใช่ว่า
บาปบางอย่างก็มุ่งมั่นที่จะละ ที่จะชนะ ที่จะ
ปล่อยวาง แต่บาปบางอย่างก็ยังสงวนเอาไว้
หวงแหนเอาไว้ เพราะถือว่ายังไม่พร้อม
คำว่า “ยังไม่พร้อม” เป็นคำที่น่าสนใจ คือ
เหมือนกับว่า ที่ “ยังไม่พร้อม” นี่ เป็นเพราะ
ธรรมชาติ เพราะสิ่งแวดล้อม หรือเพราะอะไร
สักอย่าง ไม่ใช่เพราะเรา ...

แต่ที่จริงแล้ว ความหมายจริง ๆ ของคำว่า
“ไม่พร้อม” คือ ข้าพเจ้ายังไม่อยากทำ ...
โอ ! ... ผมไม่พร้อม ยังไม่พร้อม ผมก็ยังไม่
อยากทำ แต่หากพูดตรงไปตรงมาแบบฝรั่ง
หน่อยก็คือ ... ข้าพเจ้ายังไม่อยากทำ
ยังเสียดายกิเลสอยู่ การที่เราสามารถ
บรรลุธรรมได้นั้น พระพุทธองค์ก็ทรงให้
กำลังใจ พระองค์ทรงพูดสัจธรรมความจริง
ไม่ได้ปลอบใจเราด้วยสิ่งที่ไม่เป็นจริง
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ...

“ที่เราสอนให้พวกเธอละบาป บำเพ็ญกุศล
ชำระจิตใจของตนให้ขาวสะอาดนั้น
เพราะเป็นสิ่งที่พวกเธอทำได้
หากพวกเธอทำไม่ได้
พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนหรอก”
...
พระพรหมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗




คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ที่มีมากที่สุด คือเรื่องให้รู้จักตัวเอง
จนกระทั่งสามารถตักเตือนตัวเอง
แก้ไขตัวเอง ทำที่พึ่งให้แก่ตัวเอง
ทำตัวเองให้หลุดพ้นไปได้
เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องกระทำ
ก็จะต้อง รู้จักตัวเอง ...
...
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ





การเมตตาตนนั้น เมื่อเมตตา ตนแล้ว เช่นการที่เรา เรียนหนังสือ ได้ชั้นสูงแล้ว บุคคลผู้นั้น ก็กลายเป็น ครูบาอาจารย์

ครูบาอาจารย์ นั้นก็คือ เมตตาคนอื่น ต่อไป เรียกว่า เมตตาผู้อื่น หรือพวกเรามีเงิน มีทอง มีข้าว มีของ

เราก็เฉลี่ย ความสุขของตน แบ่งปัน แก่บุคคลผู้อื่น เรียกว่า เมตตาผู้อื่น”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๒ หน้า ๑๕๐

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร






“..ของดีมีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา
เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวาย
หานิมนต์พระมากุสลามาติกา
ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้
คือ เร่งทำความดี(ภาวนา)แต่บัดนี้
จะได้หายห่วง อะไรๆ ที่เป็นสมบัติของโลก
มิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริง(ศพ)ไม่มีใครเหลียวแล
สมบัติในโลกเราแสวงหามา หามาทุจริตก็เป็นไฟเผา
เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริงๆ

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลา
ของผู้แสวงหาแต่ละราย
ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์
สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา
ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทองเครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็น รู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมตัว
เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่า ใส่ตนแทบหาบไม่ไหว..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







ในเบื้องต้น การนั่งสมาธิจะสงบหรือไม่สงบ
ก็ช่างมันเถิด มันสำคัญที่ความเพียร บุญอยู่ที่
ตัวความเพียร การชำระจิตอยู่ที่ความเพียร

ถ้าเราพยายามกำหนดลมหายใจตลอด 20
หรือ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง แล้วไม่สงบ
อย่าด่วนสรุปว่าไม่ได้อะไรเลย

การปฏิบัติในเบื้องต้นคือการเปิดเผย
สิ่งเศร้าหมอง ความฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ในจิตใจ
และการฝึกปล่อยวางสิ่งเศร้าหมองเหล่านั้น

เราควรจะถือว่าการฝึกจิตคือการบูชา
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สูงสุด ถึงแม้ว่า
จิตจะยังไม่สงบ ให้ภาคภูมิใจว่าเราเป็นผู้ที่
ตั้งใจทำสิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งให้ทำ

ความยากลำบากในการชนะใจตัวเองต้องมี
แน่นอนทุกคน เราจึงต้องอดทน ความยาก
ลำบากที่เกิดขึ้นเพราะการปฎิบัติมีจุดจบ
ส่วนความยากลำบากซึ่งเกิดขึ้นเพราะ
ไม่ปฏิบัติธรรมไม่มีจุดจบ ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา






“ปฏิบัติเพื่อเอาใจให้หลุดพ้นให้ได้ก่อน”

คนฉลาดต้องรักษาตนก่อน เอาตนให้รอดก่อน เมื่อรอดแล้วค่อยไปช่วยเหลือผู้อื่นได้ อย่างพระพุทธเจ้า ตอนต้นก็ต้องหนีไปอยู่คนเดียว ไปศึกษาไปปฏิบัติเพื่อเอาใจให้หลุดพ้นให้ได้ก่อน พอใจหลุดพ้นแล้วทีนี้ก็มาช่วยเหลือคนอื่นได้เต็มที่ ช่วยได้เยอะแยะมากมายก่ายกองเลย

ถ้าตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะมาช่วยคนอื่นได้อย่างไร เหมือนเรายังว่ายน้ำไม่เป็น แล้วจะมาช่วยคนอื่นที่จมน้ำไม่ให้จมน้ำได้อย่างไร เดี๋ยวก็จมด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นเราต้องไปว่ายน้ำให้เเข็งก่อนให้เก่งก่อน แล้วทีนี้เรา
ก็มาเป็น Life guard ได้ พอคนไหนจะจมน้ำก็กระโดดลงไปช่วยเขาได้ ดังนั้น อัตตา หิ อัตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน แล้วคนอื่นก็ต้องเป็นอย่างเดียวกัน

การช่วยเหลือเขา การสอนเขา ก็สอนให้เขาเป็นที่พึ่งของเขาเอง ไม่ใช่ไปแบกไปหามเขาตลอดเวลา เขาก็จะกลายเป็นคนง่อยไป คนไม่มีแขนไม่มีขาไป แล้วเขาก็จะพึ่งเราไปจนวันตาย ถ้าไม่มีเรา เขาก็จะวุ่นวายเดือดร้อน แต่ถ้าเราสอนให้เขาพึ่งตนเองได้ ต่อไปเขาก็ไม่ต้องมาพึ่งเราอีก นี่คือวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ ทรงปฏิบัติเพื่อให้พระองค์เป็นที่พึ่งของพระองค์ก่อน เมื่อพระองค์ได้เป็นที่พึ่งของพระองค์แล้ว ก็มาสอนให้พวกเรามาปฏิบัติเพื่อให้พวกเราเป็นที่พึ่งของพวกเราเอง การที่เราจะเป็นที่พึ่งของพวกเราก็คือ เราต้องสามารถปกป้องรักษาจิตใจของเรา ไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมานั่นเอง

ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ เกิดจากการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา นี้ ดังนั้นถ้าพวกเราอยากจะเป็นที่พึ่งที่มีความสุข มีความปลอดภัยจากความทุกข์ทั้งหลาย เราก็ต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา นี้เท่านั้น แล้วรับรองได้ว่าเราก็จะได้เป็นที่พึ่งของเราต่อไป และจะเป็นที่พึ่งของผู้อื่นด้วย .

คัดลอกจากหนังสือ
ผู้ไกลจากทุกข์ หน้า ๑๔ - ๑๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






การคอยรับบุญของผู้อื่น
เหมือนดื่มน้ำติดก้นแก้ว ดื่มเท่าใด ก็ไม่อิ่มสักที
คนมีสติธรรม ปัญญาธรรม ย่อมฉลาดที่จะสร้างบุญด้วยตนเอง
เหมือนการเติมน้ำใส่แก้ว หิวเมื่อใดดื่มได้อิ่มชื่นใจฉันนั้น

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






“..ชีวิตของคนเรามันไม่นานนะ กาลเวลาไม่อยู่ที่เดิม
วันนี้มันก็กินไปแล้ว หมดไปแล้ว กินไปตลอดวันตลอดคืน
กินไปเรื่อยๆ มันไม่หมดไปเฉพาะเดือน เฉพาะปีเท่านั้น
สังขารเราก็ร่วงโรยไปด้วย เช่น ผมเดี๋ยวนี้ผมยังไม่หงอก ต่อไปมันจะหงอก
มันจะแก่ หูแก่ ตาแก่ เนื้อหนังมังสาไปด้วย แก่ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่แหละท่านถึงว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันแก่ไป ตายไป
ฉะนั้น ขอให้พากันเชื่อมั่นในตนเอง ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัย
ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






มีนักปราชญ์คนหนึ่งเคยบอกว่าถ้าอยากพูดเท็จควรมีความจำดี เหตุผลคือเพราะโกหกคนนั้นคนนี้ ถ้าความจำไม่ดีแล้วจะสับสนว่าพูดอะไรกับใคร ไม่นานจะพบโทษของการโกหกข้อหนึ่งว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดของเรา คำพูดไม่มีน้ำหนัก เราจะเป็นที่ระแวงของคนอื่นแม้ในกรณีที่พูดความจริงก็ตาม

ผู้ที่โกหกจนเป็นนิสัยยังต้องการเคารพนับถือตัวเอง ไม่อยากคิดว่าตัวเองเป็นคนขี้โกหก คนประเภทนี้หลายคนก็เลยหลอกลวงตัวเองว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงทั้งหมดจนกระทั่งความทรงจำเปลี่ยนไป เมื่อมีใครตักเตือนว่ากล่าวเพราะการโกหกจะน้อยใจเสียใจมากพอๆ กับคนที่ไม่เคยโกหก เมื่อการโกหกถึงขั้นนี้แล้วเป็นปัญหาต่อสุขภาพจิต เพราะเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับความไม่จริงเริ่มเลอะเลือน

สรุปแล้วพูดความจริงดีกว่า พูดความจริงที่เป็นประโยชน์ ถูกกาลเทศะ ด้วยความหวังดี และความสุภาพอ่อนโยน ถ้าพูดอย่างนี้พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นวาจาสุภาษิต

- พระอาจารย์ชยสาโร -

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/