| ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/forums/ |
|
| เครื่องอยู่ครองจิต http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=66444 |
หน้า 1 จากทั้งหมด 1 |
| เจ้าของ: | รสมน [ 07 ก.พ. 2026, 09:43 ] |
| หัวข้อกระทู้: | เครื่องอยู่ครองจิต |
“ถ้าใครภาวนาแล้วเบื่อหน่ายต่อครอบครัว อยากหนีไปบวช มิจฉาทิฏฐิกำลังจะกินแล้ว ใครภาวนามีสมาธิดีแล้วเบื่อหน่ายงาน อยากทิ้งการทิ้งงานหนีออกไป อันนั้นความผิด กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าใครภาวนาเก่งแล้ว สมมติ ว่าครูบาอาจารย์มีลูกศิษย์ รักลูกศิษย์มากขึ้น ลูกศิษย์ภาวนาเก่ง แล้วรักครูบาอาจารย์ เคารพครูบาอาจารย์มากขึ้น สามีภรรยาภาวนาเก่ง แล้วรักกันยิ่งขึ้น รักลูก รักครอบครัว รู้จักประหยัด รู้จักสิ่งที่ ควรไม่ควรดียิ่งขึ้น อันนี้จึงจะได้ชื่อว่า เป็นการภาวนาได้ผลดี” ... หลวงพ่อพุธ ฐานิโย พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกได้ทรงช่วยและได้ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ความร้อนมาแล้วเป็นอันมาก และแม้จะไม่ได้ทรงดำรงพระชนมายุสังขารและดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็จริง ทุกวันนี้ยังได้ทรงช่วยและได้ช่วยอยู่ตลอดเวลา ผู้ได้รับพระกรุณาคุณและกรุณาคุณย่อมประจักษ์แก่ใจตนโดยที่ผู้อื่นไม่อาจเข้าใจได้ พระพุทธองค์และพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้ทรงช่วยและช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ผ่านทางพระธรรมคำสอน ผู้ใดรับฟังและปฏิบัติตามผู้นั้นจักพ้นทุกข์แน่นอน มากน้อยควรแก่ความปฏิบัติ นี่เป็นกรุณาที่ถูกแท้ เป็นกรุณาในพรหมวิหารธรรมที่แท้จริง . --- พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร "ร่างกายนี้มีแต่ความเป็นธาตุ" ให้เราเข้าใจถึงตัวตนร่างกายว่า ร่างกายนี้มีแต่ความเป็นธาตุ จะเอาอะไรมาใส่ก็ได้ จะให้คุณให้โทษก็ได้ อยู่ที่สิ่งที่เราใส่ลงไป - เราจะมีทุกข์ ก็ต่อเมื่อเราไปยึดติดกับมัน - ให้วางใจให้เป็นกลาง อย่ายินดี ยินร้ายกับทุกสิ่งมากเกินไป - ทำหน้าที่ปัจจุบันให้สมบูรณ์ก็พอ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม หรือทะเยอทะยานมากเกินไปจนเกิดทุกข์ - อะไรจะเกิดก็ช่าง ไม่เข้าไปผูกพัน สุดท้าย ก็ไม่เข้าไปแบกในทุกเรื่อง ทั้งสุข ทั้งทุกข์ ***สุดท้ายจะละความผูกพันในร่างกาย จึงเป็นหนทางแห่งการดับการเกิด ___หลวงพ่อวิชัย วฑฺฒโน วัดแม่สะลาบ หลวงพ่อชาสอนว่า ความสงบมีสองประเภท สงบเพราะสมาธิ และสงบเพราะปัญญา ความสงบเพราะสมาธิยังไม่แน่ไม่นอน เสื่อมได้ ความสงบแท้เกิดเมื่อเรารู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าของเรา เหมือนกับคลื่นในทะเลที่กระทบฝั่ง เมื่อขึ้นมาถึงฝั่ง มันก็สลายเท่านั้น คลื่นใหม่มาก็ต่อไปอีก มันจะเลยฝั่งไปไม่ได้ อารมณ์มันจะเลยความรู้ของเราไปไม่ได้เหมือนกัน เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะพบกันที่ตรงนั้น มันจะแตกร้าวอยู่ที่ตรงนั้น มันจะหายก็อยู่ตรงนั้น เห็นว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือฝั่งทะเล อารมณ์ทั้งหลายผ่านเข้ามาเหมือนฝั่งทะเล - พระอาจารย์ชยสาโร - “..ศีล คือรั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีลคือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นและเป็นเครื่องประดับตัวเสียเลย ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง การเบียดเบียนและทำลายกันย่อมมีไปทุกหย่อมหญ้าและทั่วโลกดินแดน ไม่มีเกาะมีดอนพอจะเอาศีรษะซุกนอนให้หลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหน ๆ โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลยถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีคุณค่ายิ่งกว่าศีลธรรมอยู่ เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์ คือพระพุทธเจ้า ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัวกลัวทุกข์พอให้สว่างไสวร่มเย็น ควรอาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด ลำพังความคิดของมนุษย์ที่มีกิเลสคิดผลิตอะไรออกมา ทำให้โลกร้อนจะบรรลัยอยู่แล้ว ยิ่งจะปล่อยให้คิดตามอำนาจโดยไม่มีกลิ่นแห่งศีลธรรมช่วยเป็นยาแก้และชะโลมไว้บ้าง ก็น่ากลัวความคิดนั้น ๆ จะผลิตยักษ์ใหญ่ตัวโหดร้ายที่ทรงพิษขึ้นมากี่แสนกี่ล้านตัว ออกเที่ยวหากว้านกินมนุษย์ให้ฉิบหายกันทั้งโลก ไม่มีอะไรเหลืออยู่บ้างเลย..” ภูริทตฺตธมฺโมวาท พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒) “ที่เราทุกข์เพราะเราไปแบกมัน” ถาม: หนูได้ยินครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า เมื่อมีปัจจัยภายนอกกระทบ หรือสภาวะใดก็ตามที่เกิดขึ้นภายในใจ ให้กำหนอรู้ แล้วปล่อยวางทันที ไม่ต้องไปสนใจ ให้อยู่กับกัมมัฏฐานต่างๆ แล้วเท่านั้น ทำไมถึงควรปฏิบัติตามนี้ ผลออกมาจะเป็นอย่างไรคะ พระอาจารย์: อ้าว ก็จะได้ไม่ทุกข์ไง ถ้าเราไม่ไปปล่อยวาง ถ้าเราไม่ไปแบกมัน เราก็ไม่ทุกข์ ที่เราทุกข์เพราะเราไปแบกมัน การแบกของใจก็คือ ไปอยากให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พอมันไม่เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มันก็ทำให้ใจทุกข์ บางทีเราไปสั่งให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ก็ถึงเวลามันจะเป็นก็ปล่อยให้มันเป็นไป ใจเราก็เฉยๆ เป็นอุเบกขาไป ไม่ตอบโต้ ไม่มีความอยากที่จะให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ใจก็ไม่ทุกข์ ใจก็จะอยู่กับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม ถึงขั้นตายก็อยู่กับมันได้ ในเมื่อเราห้ามมันไม่ให้มันตายไม่ได้ เราจะทำยังไงล่ะ ก็ต้องปล่อยให้มันตายไป เท่านั้นแหละ มันเจ็บเราก็ไปห้ามมันไม่ให้มันเจ็บไม่ได้ ก็ปล่อยมันเจ็บไป เดี๋ยวมันก็หมดฤทธิ์เอง โรคอะไรต่างๆ เดี๋ยวมันก็หมดอีก มันก็อย่างที่บอก หาย ๒ อย่าง หายเป็นหรือหายตาย มันก็ต้องหายอย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกคน. ธรรมะหน้ากุฏิ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๓ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี #ถ้าตายไปแล้ว จะมีโอกาสได้พบอาจารย์ดีๆอีกไหม ในชาติปัจจุบันนี้ เราได้ภาวนา มุ่งทำแต่ความดี ฉะนั้นความดีนี่แหละ จะเป็นครูบาอาจารย์ของเราในวันหน้า โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน “..ขันธ์จะแตก ธาตุมันจะดับ มันทรมาน คนส่วนใหญ่ ตายแล้วจึงไปอบายภูมิ เพราะเวลาใกล้ตาย จิตติดอยู่กับเวทนา ขันธ์จะแตก ธาตุมันจะดับ มันทรมาน ลองเอามือแช่น้ำแข็งดูนี่ละธาตุไฟดับเย็นจับใจ ลองกลั้นหายใจดู นี่ละธาตุลมจะดับ เกร็งตัวนานๆ ไม่ขยับดู นี่ธาตุดินจะดับ ลองอดน้ำดูชิ นี่ธาตุน้ำจะดับ มันทรมาน คนที่เคยภาวนาจนลมหายใจหายไป ไม่เอาแล้วธาตุ ไม่เอาแล้วขันธ์ ฝึกจนเจริญสติของตัวเองได้ เวลาตาย ก็ประคองสติได้ดี ความดีนั้น เราต้องทำอยู่เสมอ (หมั่นภาวนา) ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือ ทางดำเนินไปของจิต มันจึงจะเห็นผลของความดีที่เราเคยทำไว้..” สุจิณฺโณวาท หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘) “บุญกุศลเนี่ยเป็นของแน่นอน เป็นของจีรังกาล ไม่มีใครที่จะมาขโมยได้ ไฟไม่ไหม้ น้ำไม่ไหล น้ำไม่ท่วม เป็นสิ่งแน่นอน เป็นสิ่งอนุคามินี ติดตามตัวเรา แล้วอำนวยผลให้เท่านั้น แตกต่างจากบาปกรรม ก็เป็นสิ่งที่แน่นอนเหมือนกัน ผู้ใดทำบาปไว้แล้ว บาปกรรมย่อมติดตามผู้นั้นไปสู่นรก เกิดมาย่อมเป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน เวียนไปตามภพน้อย ภพใหญ่ มีความทุกข์ทรมาน พอเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ และอาจจะเกิดมาในยุคคราว ที่ไม่มีพุทธศาสนา เพราะไม่มีบุญเป็นสื่อสัมพันธ์ อันนี้..ก็เป็นของแน่นอน แต่แน่นอนไปในทางที่ชั่ว แน่นอนไปในทางที่ทรมาน เป็นทุกข์ บุญกุศลเป็นของที่แน่นอน แน่นอนในทางที่เป็นสุข เป็นไปเพื่อวัฒนะ คือ ความเจริญ เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเรามองเถอะ สิ่งใดที่แน่นอน ให้รีบสะสมสิ่งนั้น สิ่งที่แน่นอน สิ่งที่เป็นประโยชน์ คือ #บุญกุศล เพราะฉะนั้นก็ขอให้พวกเรารีบ” พระวิสุทธิญาณเถร (#️หลวงปู่สมชาย_ฐิตวิริโย) วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี "...ความโลภ ความโกรธ ความหลง ท่านแสดงไว้ เป็นตอนๆ แต่ความเป็นจริงนั้นเป็นหมู่เดียวกัน ไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน อยู่ที่ใจของคนๆ เดียว แล้วก็เกิดในลำดับต่อๆ กันไป ถ้าเรามาปฏิบัติ เข้าใจอย่างนี้ จึงจะเข้าใจถึงเรื่องหลักธรรม ถ้าเราไปแยกเป็นส่วนโลภอยู่ที่นั่น โกรธอยู่ที่นี่ หลงอยู่ที่โน่น เลยเข้าหากันไม่ถึงกัน หากันไม่เจอ สักที เพราะไม่เห็นที่เกิดของกิเลส ถ้าเห็นที่เกิด ของกิเลสคือใจ เห็นที่ใจแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง เลยมาอยู่ด้วยกัน เกิดขึ้นในลำดับ ตำรับตำราหรือคัมภีร์ใดก็ตาม โลภ โกรธ หลง ไม่มีแยกกัน ถ้าโลภแล้วต้องมีโกรธ มีหลง ทุกแห่ง ทุกหน ท่านจึงเรียกว่า อกุศลมูล มูลให้เกิดบาป คือความชั่ว..." #ที่มา หนังสือ เทสกานุสรณ์ หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ......................................................................... “อะไรคือคนดี“ ถาม : อะไรคือคนดีครับหลวงพ่อ พระอาจารย์ : อ้าว คนดีก็คนที่ปฏิบัติ ๓ ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติไง ไม่ทำบาป ทำแต่บุญ แล้วก็ตัดกิเลส ชำระกิเลส คือนี่แหละคือคนดี ของพระพุทธเจ้านี่ ดีอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าก็ดีอย่างนี้ พระพุทธเจ้าดีก็ดีด้วยการกระทำ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ถึงสอน ๓ ประการนี้ วิธีทำตนให้เป็นคนดี กราบ...พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี #อยู่ผู้เดียวในธรรมให้เป็น ใจก็จะเป็นสุข “..การอยู่อย่างเดียวดายโดยมี ธรรมเป็นเพื่อนใจนั้น มันสบายใจดี ไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับปากคน ใจใคร การอยู่อย่าง เอกบุรุษเอกสตรี นั้น ไปไหนมาไหนมันสะดวกใจดี ไม่ต้องมาเป็นกังวลทุกข์กับใจเขาใจเรา เข้าเป็นเรือพ่วง หัดอยู่ผู้เดียวในธรรมให้เป็น ใจก็จะเป็นสุข #กิเลสนี้ถ้าได้รบกวนจิตใจใครแล้ว อย่างน้อยคนนั้นนอนไม่หลับ หนักเข้าเป็นบ้าเสียสติฆ่าตัวเอง ฆ่าผู้อื่นให้ตายไปก็มี เกิดเป็นคนอย่าทำให้ใจตนเองเป็นกำพร้าธรรม ปฏิบัติให้ใจของตนเองมีวิหารธรรมเครื่องอยู่ครองจิต #จิตผู้มีวิหารธรรมครองใจแล้ว ผู้นั้นจะไม่เป็นทุกข์ จิตใจของผู้นั้นจะอยู่อย่างสุขคติ แม้ตัวยังไม่ตาย..” #โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔-๒๕๓๘) "สมาธิ...เปรียบเหมือนกระจกเงาหรือแว่น สำหรับส่องดูตัวเราให้ถนัดชัดเจน ส่วนปัญญา...เหมือนกล้องขยายที่ส่องดูของเล็กให้เป็นของโต สิ่งที่อยู่ไกลให้เห็นใกล้" ท่านพ่อลี ธมฺมธโร |
|
| หน้า 1 จากทั้งหมด 1 | เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง |
| Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group http://www.phpbb.com/ |
|