วันเวลาปัจจุบัน 23 ม.ค. 2026, 18:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ม.ค. 2026, 14:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว


“สองหน้าของสิ่งเดียวกัน”

หลายปีมากที่อาตมาได้ถามหลวงพ่อ
พุทธทาสว่า สติคืออะไร ท่านตอบกระชับมาก
ท่านตอบว่า ปัญญาทัน คือมีสติ คือปัญญา
จะวิ่งมาทัน ขาดสติถึงจะรู้จะเข้าใจ
จะแตกฉานในคัมภีร์ในทฤษฎี แต่ความรู้
ไม่ทันเหตุการณ์ มันก็มีเหมือนกับไม่มี
ไม่มีประโยชน์

พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา
๗ กันยายน ๒๕๖๖







“..ถ้าเรามีสติ ความระลึกได้ มีสัมปชัญญะความรู้ตัวอยู่ทุกอิริยาบถ การยืน เดิน นั่ง นอน ผู้รู้ทั้งหลายก็พร้อมที่จะเกิดขึ้นมา ให้รู้ ให้เห็นธรรมะตามเป็นจริงทุกกาลเวลา พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านยังไม่ตาย แต่คนมักเข้าใจว่าท่านตายไปแล้ว นิพพานไปแล้ว ความเป็นจริงแล้ว พระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้นท่านไม่นิพพาน ท่านไม่ตายท่านยังอยู่ ท่านยังช่วยมนุษย์ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ทุกเวลา พระพุทธเจ้านั้นก็คือธรรมะนั่นเอง ใครทำดีต้องได้ดีอยู่วันหนึ่ง ใครทำชั่วมันก็ได้ชั่ว นี่เรียกว่าพระธรรมพระธรรมนั้นแหละเรียกว่า พระพุทธเจ้า และก็ธรรมะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าของเรา เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา" แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรม และพระธรรมก็คือพระพุทธเจ้า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นเป็นธรรมะที่มีอยู่ประจำโลก ไม่สูญหาย เหมือนกับน้ำที่มีอยู่ในพื้นแผ่นดิน ผู้ขุดบ่อลงไปให้ถึงน้ำก็จะเห็นน้ำไม่ใช่ว่าผู้นั้นไปแต่งไปทำให้น้ำมีขึ้น บุรุษนั้นลงกำลังขุดบ่อเท่านั้น ให้ลึกลงไปให้ถึงน้ำ น้ำก็มีอยู่แล้ว อันนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าของเราก็เหมือนกัน ท่านไม่ได้ไปแต่งธรรมะ ท่านไม่ได้บัญญัติธรรมะ บัญญัติก็บัญญัติสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธรรมะคือความจริงที่มีอยู่แล้ว ท่านพิจารณาเห็นธรรมะ ท่านเข้าไปรู้ธรรม คือรู้ความจริงอันนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าของเราท่านตรัสรู้ธรรม และการตรัสรู้ธรรมนี่เองจึงทำให้ท่านได้รับพระนามว่า พระพุทธเจ้า..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






"...จงเฝ้าดูจิตของท่านพิจารณาให้รู้
เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป
อย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไป
อย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย
จงมีสติอยู่เสมอ เมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้น ให้
ได้รู้ได้เห็น นี่คือทางที่จะ บรรลุถึงสัจจ
ธรรมของพระพุทธองค์

จงเป็นปกติธรรมดา ตามธรรมชาติ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำ ขณะอยู่ที่นี่
เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรม
ทั้งหมด

เมื่อท่านทำวัตรสวดมนต์อยู่ พยายามให้
มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วม
อยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้
กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถน
นั้น อย่ารู้สึกว่า ท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่
เฉพาะนั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบนว่าไม่มีเวลาพอที่จะทำ
สมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอ
ไหม การทำสมาธิภาวนาของท่าน คือการมี
สติระลึกรู้ และรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรม
ชาติ ในการทำทุกอิริยาบท..."

หลวงพ่อชา สุภัทโท






ฝึกปล่อยวาง ด้วย 10 คำสอนหลวงพ่อชา สุภทฺโท
หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นเป็นเพราะคำสอนของท่านตรงใจคนและท่านยังนำธรรมอันลึกซึ้งมาเปรียบเปรยให้เข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยวางทุกข์และสุข เราจึงคัดเลือก คำสอนหลวงพ่อชา ที่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้มา 10 ข้อเพื่อให้คุณผู้อ่านได้น้อมนำมาปฏิบัติ

1. เมื่อเราทำบุญ แต่ยังไม่ละบาป ก็เหมือนกับเราเอากะละมังไปคว่ำไว้กลางแจ้งฝนตกลงมาถูก้นกะละมังเหมือนกัน แต่มันถูกข้างนอก ไม่ถูกข้างใน น้ำก็ไม่มีโอกาสที่จะเต็มกะละมังได้

2. โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่ามันยาว โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ๆ ของมันมีแค่นี้ เท่านี้…มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ “ทุกข์” ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น

3. สุขและทุกข์นี้ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบทางหัวมันมีพิษ ทางปากมันมีพิษไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็ดูเหมือนเป็นสุข แต่ถ้าจับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกันคือ ตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง

4. หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น
ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา
ถ้าเราดำเนินชีวิตโดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้ว
ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา

5. ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา ถ้าน้ำมันท่วม ก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา ให้มันท่วมแต่บ้าน ให้มันไหม้แต่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกกายของเรา ส่วนจิตใจของเรานั้น ให้มันปล่อยวาง

6. โลกนี้เป็นของพอดี แต่เรามีความโลภทะเยอทะยานไปเอง ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักภาษาของโลก ไม่รู้จักความหมายของโลกว่า มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตามธรรมชาติของมันอยู่ทุกวินาที ว่าเมื่อมันเกิดแล้วมันก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เมื่อเจ็บแล้วมันก็ตาย

7. ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว จะปล่อยหมด สิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป มันก็เลื้อยไปทั้งที่มี “พิษ” อยู่ในตัวมันนั่นเอง

8 .เราอยากได้กระโถนใบนี้ เรายกมันขึ้นมา มีความรู้สึกว่ามันหนักเพิ่มขึ้นมา มันมีเหตุ หนักมันจะเกิดเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเราไปยกมัน ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยก มันก็เบา อะไรเป็นเหตุผล ดูเท่านี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน ถ้าเราไปยึดอะไร อันนั้นแหละเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้าเรา “ปล่อย” มันก็ไม่มีทุกข์

9. เราเห็นแล้วว่า ถ้วยใบนี้ เอาไว้ที่ไหน มันก็ต้องแตก จานนี่ เอาไว้ที่ไหน ก็ต้องแตก แต่เราก็ต้องสอนเด็กว่า ล้างให้มันสะอาด เก็บไว้ให้ดี เราก็ต้องสอนเด็กอย่างนี้ ตามสมมุติอย่างนี้ เพื่อเราจะใช้ถ้วยนี้นานๆ อันนี้เรารู้จักธรรมะ เอาธรรมะมาปฏิบัติ

ถ้าเห็นว่า อันนี้มันจะแตกอยู่แล้ว เราบอก เออ ช่างมันเถอะลูก กินแล้วก็ไม่ต้องล้างมันหรอก จะตกก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ของเราหรอก เอาทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้ มันจะแตกอยู่แล้ว อย่างนี้ก็เป็นคนโง่ไป

ถ้าเราเป็น “ผู้รู้สมมุติ” อันนี้ เมื่อมันเจ็บไข้ ก็หาหยูกยาให้มันกิน เมื่อมันร้อน ก็อาบน้ำให้มัน เมื่อมันเย็น ก็หาความอบอุ่นให้มัน เมื่อมันหิว ก็หาข้าวให้มันกินแต่ให้เรารู้ว่า ให้ข้าวมันกิน มันก็จะตายอยู่ แต่ในเวลานี้ ยังไม่ถึงคราวจะตาย เหมือนถ้วยใบนี้ ยังไม่แตก ก็รักษาถ้วยใบนี้ให้มัน “เกิดประโยชน์” เสียก่อน

10. สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ 100 บาท ธรรมชาติของมันแค่ 100 บาท จะอยากให้ได้มากกว่านั้น ก็ไม่ได้ จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น ก็ไม่ได้ หาได้ 50 บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น หาไม่ได้เลย ธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็นทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่เกิด ธรรมะอย่างนี้ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเมื่อไร ที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดเมื่อนั้น ที่นั่น

หวังว่าคำสอนของหลวงพ่อชา ที่เรานำมาฝากจะเกิดประโยชน์กับผู้อ่านนะครับ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
ขอให้ท่านทั้งหลายจง คิดดี ทำดี พูดดี ละเว้นจากความชั่ว ทำแต่ความดี มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำเพื่อความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม








“..บางคนจะทำบุญแต่ละที ก็คอยแต่จะให้มีเงินมากๆเสียก่อน เลยไม่ได้ทำสักที เห็นคนอื่นทำก็ออนซอน* กับท่าน คิดว่าเพิ่นบุญหลายหนอคนไม่รู้จักบุญ บุญไม่ใช่อย่างนั้น การละความชั่ว ละความผิดมันก็เป็นบุญแล้ว การรักษาศีล การเจริญภาวนา การฟังพระธรรมเทศนาทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมา เหล่านี้ก็ทำให้เกิดบุญขึ้นได้ แล้วคนเราสมัยนี้เข้าใจว่า การทำบุญ ก็คือการให้ทานเท่านั้น เพราะส่วนมากได้ยินพระท่านเทศน์เรื่อง ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถ-บารมี แต่ไม่ได้อธิบายให้เกิดความเข้าใจ

คนส่วนมากจึงมักเข้าใจกันว่า การทำบุญคือ การนำเอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ คนยากจนก็เลยทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจภาษาบาลีดังที่กล่าว

ความจริงเรื่องการให้ทาน ท่านแบ่งไว้ ๓ ระดับ คือ การเสียสละสิ่งของภายนอก จัดเป็นทานบารมี การสละอวัยวะ จัดเป็นทานอุปบารมี การสละชีวิต จัดเป็นทานปรมัตถบารมี หรืออีกอย่างหนึ่งว่า ยอมเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตยอมเสียชีวิตเพื่อรักษาธรรม

เหล่านี้ถ้าเราเข้าใจก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าคนรวยคนจนก็สามารถทำบุญให้ทานได้ โดยเฉพาะทานที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองคือ อภัยทาน ซึ่งทุกคนสามารถทำได้ และทานชนิดนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วย ดังนั้นการสร้างคุณงามความดีมีอยู่หลายอย่าง ให้พากันเข้าใจ บางคนคิดว่าการทำบุญให้ทานได้ผลอานิสงส์มาก ก็ทุ่มเทใส่จนหมดเนื้อหมดตัว ไม่รู้เรื่อง

ส่วนคนรู้เรื่อง มีขนาดไหนก็ใช้ไปขนาดนั้น มันอยู่ที่การกระทำถ้าทำถูกมันเป็นบุญเป็นกุศลทุกอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างเช่น การช่วยเขาขุดบ่อน้ำริมถนน เราผ่านไปก็ได้เห็น เขาทำอะไรก็ช่วยทำ ถามว่าได้บุญไหม ตอบว่าได้ ได้อย่างไร การช่วยเขาขุดบ่อน้ำต่อไปภายหน้าเราก็ไม่ต้องซื้อน้ำ ใครผ่านมาก็ไม่ต้องซื้อกิน เพราะเป็นน้ำสาธารณะให้ความสุขแก่มนุษย์ทั่วๆไป อย่างนี้เป็นต้น

อย่างเราอยู่ศาลา ก็ช่วยเขาปัดกวาด เขาถอนหญ้า เราก็ช่วยเขาทำอะไรก็ช่วย ไปอาศัยบ้านเขาอยู่ก็เหมือนกัน จะเป็น ๒ วัน๓ วัน ก็ต้องช่วยเขาทำในสิ่งที่เราทำได้ นี้เรียกว่าบุญ บุญมันอยู่ที่ใจของเรา บ้านไหนมีบุญเรารู้ได้ คนในบ้านรู้จักเคารพพ่อแม่ เคารพผู้เฒ่าผู้แก่ ทำอะไรก็มีความสุข มีความหมาย คนไม่รู้จักบุญก็วุ่นวายอยู่นั่น จะทำบุญแต่ละครั้งต้องฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ไม่รู้จักเสียเลยจริงๆ บุญไม่ลำบากอย่างนั้นนะ ง่ายๆทำไปแล้วสบาย คิดขึ้นมาตอนไหนก็สบายใจ จะอยู่บ้านไหนเมืองไหนก็สบาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าเข้าถึงธรรมะแล้วเป็นอย่างนั้น..”

#ที่มา> จากหนังสือกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






๑๐๐ คำสอน สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
...
คำสอนที่ ๔๗
คนมีอำนาจเหนือกรรม อาจควบคุมกรรม
ของตนได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าจะต้องควบคุม
จิตเจตนาของตนได้ด้วย โดยตั้งมั่นแน่วแน่
อยู่ในธรรม เช่น เมตตา สติ ปัญญา
สัจจาธิษฐาน เป็นต้น อันเป็นส่วนจิต และศีล
อันหมายถึงตั้งเจตนา เว้นการที่ควรเว้น
ทำการที่ควรทำ ในขอบเขตอันควร ...
คำสอนที่ ๔๘
ผู้ที่ทำกรรมดีอยู่มากเสมอๆ จึงไม่ต้องกลัว
กรรมชั่วในอดีต หากจะมี กุศลของตนก็จะ
ชูช่วยให้มีความสุขความเจริญสืบต่อไป
และถ้าได้แผ่เมตตาจิตอยู่เนืองๆ ก็จะระงับ
คู่เวรอดีตได้อีกด้วย ระงับได้ตลอดถึง
ปัจจุบัน ...





วันนี้วันที่ ๑๗ มกราคมเป็นวันคล้ายวันมรณภาพหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ รำลึก ๓๖ ปี อาจาริยบูชาคุณ "พระมหาโพธิผู้จุดประทีปกลางใจคน" หลวงปู่ดู่ ท่านเป็นพระที่พูดน้อย ไม่มากโวหาร ด้วยจริยวัตรอันงดงาม สงบ เรียบง่าย สันโดษ จริงจังต่อการปฏิบัติธรรมมาก ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีความใฝ่รู้จึงมีความเพียรที่ศึกษาทั้งด้านปริยัติ และปฏิบัติจากพระคณาจารย์ผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม ในยุคนั้นหลายท่าน อาทิ หลวงพ่อกลั่น หลวงพ่อเภา ท่านเจ้าคุณเนื่อง พระครูชม หลวงพ่อรอด (เสือ) และอีกหลายๆท่านตามจังหวัดต่าง ๆ ในการประพฤติปฏิบัตินั้น จำต้องยอมมอบกายถวายชีวิตลงไป ท่านกล่าวไว้ว่า “ถ้ามันไม่ดีหรือไม่ได้พบความจริงก็ให้มันตาย ถ้ามันไม่ตายก็ให้มันดี หรือได้พบกับความจริง” จึงขอน้อมนำชีวประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เพื่อเป็นสังฆานุสติ และมรณานุสติครับ

พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีชาติกำเนิดในสกุล “หนูศรี” เดิมชื่อ ดู่ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๗ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ณ บ้านข้าวเม่า ตำบลข้าวเม่า อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

• #ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น
ชีวิตในวัยเด็กของท่านดูจะขาดความอบอุ่นอยู่มาก ด้วยกำพร้าบิดา มารดาตั้งแต่เยาว์วัย นายยวง พึ่งกุศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่านได้เล่าให้ฟังว่า บิดามารดาของท่านมีอาชีพทำนา โดยนอกฤดูทำนาจะมีอาชีพทำขนมไข่มงคลขาย เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กทารก มีเหตุการณ์สำคัญที่ควรบันทึกไว้ คือในคืนวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าน้ำ ขณะที่บิดามารดาของท่านกำลังทอด “ขนมมงคล” อยู่นั้น ท่านซึ่งถูกวางอยู่บนเบาะนอกชานคนเดียว ไม่ทราบด้วยเหตุใดตัวท่านได้กลิ้งตกลงไปในน้ำทั้งคนทั้งเบาะ แต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งที่ตัวท่านไม่จมน้ำ กลับลอยน้ำจนไปติดอยู่ข้างรั้ว กระทั่งสุนัขเลี้ยงที่บ้านท่านมาเห็นเข้าจึงได้เห่าพร้อมกับวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างตัวท่านกับมารดา เมื่อมารดาท่านเดินตามสุนัขเลี้ยงออกมาจึงได้พบท่านลอยน้ำติดอยู่ที่ข้างรั้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มารดาท่านเชื่อมั่นว่าท่านจะต้องเป็นผู้มีบุญวาสนามากมาเกิด

มารดาของท่านได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเป็นทารกอยู่ ต่อมาบิดาของท่านก็จากไปอีกขณะท่านมีอายุได้เพียง ๔ ขวบเท่านั้น ท่านจึงต้องกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจำความไม่ได้ ท่านอาศัยอยู่กับยาย โดยมีโยมพี่สาวที่ชื่อสุ่มเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ และท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัว วัดประดู่ทรงธรรม และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

• #สู่เพศพรหมจรรย์
เมื่อท่านอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมทบเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๔ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อกลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการามเป็นพระอุปัชฌาย์ มีหลวงพ่อแด่ เจ้าอาวาสวัดสะแกขณะนั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีหลวงพ่อฉาย วัดกลางคลองสระบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “พรหมปัญโญ”

ในพรรษาแรก ๆ นั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าวัดประดู่โรงธรรม โดยมีพระอาจารย์ผู้สอนคือ ท่านเจ้าคุณเนื่อง พระครูชม และหลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นต้น

ในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่นผู้เป็นอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่นซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน เมื่อท่านบวชได้พรรษาที่สองประมาณปลายปี พ.ศ.๒๔๖๙ หลวงพ่อกลั่นมรณภาพ ท่านจึงได้ศึกษาหาความรู้จากหลวงพ่อเภาเป็นสำคัญ นอกจากนี้ท่านยังได้ศึกษาจากตำรับตำราบที่มีอยู่จากชาดกบ้าง จากธรรมบทบ้าง และด้วยความที่ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้รักการศึกษา ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่านที่จังหวัดสุพรรณบุรี และสระบุรี

• #ประสบการณ์ธุดงค์
ประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๖ ออกพรรษาแล้วท่านก็เริ่มออกเดินธุดงค์จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีเป้าหมายที่ป่าเขาทางแถบจังหวัดกาญจนบุรี และแวะนมัสการสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธฉายและรอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี จนถึงจังหวัดกาญจนบุรี จึงเข้าพักปฏิบัติตามป่าเขา และถ้ำต่าง ๆ

หลวงปู่ดู่ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเริ่มแรกที่ท่านขวนขวายศึกษาและปฏิบัตินั้น แท้จริงมิได้มุ่งเน้นมรรคผลนิพพาน หากแต่ต้องการเรียนรู้ให้ได้วิชาต่าง ๆ เป็นต้นว่า วิชาคงกระพันชาตรี ก็เพื่อที่จะสึกออกไปแก้แค้นพวกโจรที่ปล้นบ้านโยมพ่อโยมแม่ท่านถึง ๒ ครั้ง แต่เดชะบุญ แม้ท่านจะสำเร็จวิชาต่าง ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ ท่านกลับได้คิด นึกสลดสังเวชใจตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์อาฆาตแค้นทำร้ายจิตใจตนเองอยู่เป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ในที่สุดท่านก็ได้ตั้งจิตอโหสิกรรมให้แก่โจรเหล่านั้น แล้วมุ่งปฏิบัติฝึกฝนอบรมตน ตามทางแห่งศีล สมาธิ และปัญญา อย่างแท้จริง

ในระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์อยู่นั้น ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าได้พบฝูงควายป่ากำลังเดินเข้ามาทางท่าน ท่านตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว หยุดยืนภาวนานิ่งอยู่ ฝูงควายป่าที่ตรงมาทางท่านพอเข้ามาใกล้จะถึงตัวท่าน ก็กลับเดินทักษิณาวรรตรอบท่านแล้วก็จากไป บางแห่งที่ท่านเดินธุดงค์ไปถึง ท่านมักพบกับพวกนักเลงที่ชอบลองของ ครั้งหนึ่ง มีพวกนักเลงเอาปืนมายิงใส่ท่านขณะนั่งภาวนาอยู่ในกลด ท่านเล่าให้ฟังว่า พวกนี้ไม่เคารพพระ สนใจแต่ “ของดี” เมื่อยิงปืนไม่ออก จึงพากันมาแสดงตัวด้วยความนอบน้อม พร้อมกับอ้อนวอนขอ “ของดี” ทำให้ท่านต้องออกเดินธุดงค์หนีไปทางอื่น

การปฏิบัติของท่านในช่วงธุดงค์อยู่นั้น เป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง ยอมมอบกายถวายชีวิตไว้กับป่าเขา แต่สุขภาพธาตุขันธ์ของท่านก็ไม่เป็นใจเสียเลย บ่อยครั้งที่ท่านต้องเอาผ้ามาคาดที่หน้าผากเพื่อบรรเทาอาการปวดศรีษะ อีกทั้งก็มีอาการเท้าชารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระนั้น ท่านก็ยังไม่ละความเพียร สมดังที่ท่านเคยสอนลูกศิษย์ว่า “นิพพานอยู่ฟากตาย” ในการประพฤติปฏิบัตินั้น จำต้องยอมมอบกายถวายชีวิตลงไป ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้ามันไม่ดีหรือไม่ได้พบความจริงก็ให้มันตาย ถ้ามันไม่ตายก็ให้มันดี หรือได้พบกับความจริง”

ดังนั้น อุปสรรคต่าง ๆ จึงกลับเป็นปัจจัยช่วยให้จิตใจของผู้ปฏิบัติแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ

• #นิมิตธรรม
อยู่มาวันหนึ่ง ประมาณก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๐ เล็กน้อย หลังจากหลวงปู่ดู่สวดมนต์ทำวัตรเย็น และปฏิบัติกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็จำวัด เกิดนิมิตไปว่า ได้ฉันดาวที่มีแสงสว่างมาก ๓ ดวง ในขณะที่กำลังฉันอยู่นั้นก็รู้สึกกรอบ ๆ ดี ก็เลยฉันเข้าไปทั้งหมด แล้วจึงตกใจตื่น เมื่อท่านพิจารณาใคร่ครวญถึงนิมิตธรรมที่เกิดขึ้น ก็เกิดความเข้าใจขึ้นว่าแก้ว ๓ ดวงนั้น ก็คือพระไตรสรณาคมน์นั่นเอง พอท่านว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นในจิตท่าน พร้อมกับอาการปีติอย่างท่วมท้น ทั้งเกิดความรู้สึกลึกซึ้งและมั่นใจว่า พระไตรสรณาคมน์นี้แหละเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา ท่านจึงกำหนดเอามาเป็นคำบริกรรมภาวนาตั้งแต่นั้บเป็นต้นมา

หลวงปู่ดูท่านให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องการปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านว่า “ถ้าไม่เอา (ปฏิบัติ) เป็นเถ้าเสียดีกว่า” ในสมัยก่อนเมื่อตอนที่ศาลาปฏิบัติธรรมหน้ากุฏิท่านยังสร้างไม่เสร็จนั้น ท่านก็เมตตาให้ใช้ห้องส่วนตัวที่ท่านใช้จำวัด เป็นที่รับรองสานุศิษย์และผู้สนใจได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งนับเป็นเมตตาอย่างสูง
ครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์วิพากษ์วิจารณ์คนนั้นคนนี้ให้ท่านฟังในเชิงว่ากล่าวว่า เป็นต้นเหตุของปัญหาและความยุ่งยาก แทนที่ท่านจะเออออไปตามอันจะทำให้เรื่องยิ่งบานปลายออกไป ท่านกลับปรามว่า “เรื่องของคนอื่น เราไปแก้เขาไม่ได้ ที่แก้ได้คือตัวเรา แก้ข้างนอกเป็นเรื่องโลก แต่แก้ที่ตัวเรานี่เป็นเรื่องธรรม”

คำสอนของหลวงปู่ดู่ จึงสรุปลงที่การใช้ชีวิตอย่างคนไม่ประมาท นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่จะต้องเป็นไปพร้อม ๆ กัน ก็คือ ความพากเพียรที่ลงสู่ภาคปฏิบัติ ในมรรควิถีที่เป็นสาระแห่งชีวิตของผู้ไม่ประมาท ดังที่ท่านพูดย้ำเสมอว่า “หมั่นทำเข้าไว้ ๆ”

นอกจากความอดทน อดกลั้นยิ่งแล้ว หลวงปู่ดู่ยังเป็นแบบอย่างของผู้ไม่ถือตัว วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ยกตนข่มผู้อื่น เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริ) วัดสุทัศนเทพวราราม หรือที่เราเรียกกันว่ “ท่านเจ้าคุณเสงี่ยม” ซึ่งมีอายุพรรษามากกว่าหลวงปู่ดู่ ๑ พรรษามานมันการหลวงพ่อโดยยกย่องเป็นครูเป็นอาจารย์ แต่เมื่อท่านเจ้าคุณเสงี่ยมกราบหลวงพ่อเสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็กราบตอบ เรียกว่าต่างองค์ต่างกราบซึ่งกันและกันเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากเหลือเกินในโลกที่ผู้คนทั้งหลายมีแต่จะเติบโตทางด้านทิฏฐิมานะ ความถือตัว อวดดี อวดเด่น ยกตนข่มท่าน ปล่อยให้กิเลสตัวหลงออกเรี่ยราด เที่ยวประกาศให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้ว่าตนเก่ง โดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าถูกกิเลสขึ้นขี่คอพาบงการให้เป็นไป

หลวงปู่ดู่ ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติธรรมของสำนักไหน ๆ ในเชิงลบหลู่หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น ท่านว่า “คนดีน่ะ เขาไม่ตีใคร” ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้ถือเป็นแบบอย่าง

หลวงปู่ดู่เป็นพระพูดน้อย ไม่มากโวหาร ท่านจะพูดย้ำอยู่แต่ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมและความไม่ประมาท เช่น “ของดีอยู่ที่ตัวเรา หมั่นทำ (ปฏิบัติ) เข้าไว้” “ให้หมั่นดูจิต รักษาจิต” “อย่าลืมตัวตาย” และ “ให้หมั่นพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เป็นต้น

หลวงปู่ดู่เป็นผู้ที่มีอุบายธรรมลึกซึ้ง สามารถขัดเกลาจิตใจคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิได้เร่งรัดเอาผล เช่นครั้งหนึ่งมีนักเลงเหล้าติดตามเพื่อน ซึ่งเป็นลูกศิษย์มากราบนมัสการท่าน สนทนากันได้สักพักหนึ่ง เพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ก็ชักชวนเพื่อนนักเลงเหล้าให้สมาทานศีล ๕ พร้อมกับฝึกหัดปฏิบัติสมาธิภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้นก็แย้งว่า “จะมาให้ผมสมาทานศีลและปฏิบัติได้ยังไง ก็ผมยังกินเหล้าเมายาอยู่นี่ครับ” หลวงปู่ดูท่านก็ตอบว่า “เอ็งจะกินก็กินไปซิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้าวันละ ๕ นาทีก็พอ” นักเลงเหล้าผู้นั้นเห็นว่านั่งสมาธิแค่วันละ ๕ นาที ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร จึงได้ตอบปากรับคำจากหลวงพ่อ

ด้วยความที่เป็นคนนิสัยทำอะไรทำจริง ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ทำให้เขาสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอเรื่อยมามิได้ขาดแม้แต่วันเดียว บางครั้งถึงขนาดงดไปกินเหล้ากับเพื่อน ๆ เพราะได้เวลาปฏิบัติ จิตของเขาเริ่มเสพคุ้นกับความสุขสงบจากการที่จิตเป็นสมาธิ ไม่ช้าไม่นานเขาก็สามารถเลิกเหล้าได้โดยไม่รู้ตัวด้วยอุบายธรรมที่น้อมนำมาจากหลวงปู่ ต่อมาเขาได้มีโอกาสมานมัสการท่านอีกครั้ง ทีนี้หลวงปู่ดู่ท่านให้โอวาทว่า “ที่แกปฏิบัติอยู่ ให้รู้ว่าไม่ใช่เพื่อข้า แต่เพื่อตัวแกเอง” คำพูดของหลวงปู่ทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น ศรัทธาและความเพียรต่อการปฏิบัติก็มีมากขึ้นตามลำดับ ถัดจากนั้นไม่กี่ปี เขาผู้ที่อดีตเคยเป็นนักเลงเหล้าก็ละเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิต ตั้งใจปฏิบัติธรรมเรื่อยมา

อีกครั้งหนึ่งมีชาวบ้านหาปลามานมัสการท่าน และก่อนกลับ ท่านก็ให้เขาสมาทานศีล ๕ เขาเกิดตะขิดตะขวงใจกราบเรียนท่านว่า “ผมไม่กล้าสมาทานศีล ๕ เพราะรู้ว่าประเดี๋ยวก็ต้องไปจับปลา จับกุ้ง มันเป็นอาชีพของผมครับ” หลวงปู่ตอบเขาด้วยความเมตตาว่า “แกจะรู้เหรอว่า แกจะตายเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าแกเดินออกไปจากกุฏิข้าแล้ว อาจถูกงูกัดตายเสียกลางทางก่อนไปจับปลา จับกุ้ง ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อตอนนี้แกยังไม่ได้ทำบาปกรรมอะไร ยังไง ๆ ก็ให้มีศีลไว้ก่อน ถึงจะมีศีลขาดก็ยังดีกว่าไม่มีศีล”

หลวงปู่ดู่ท่านไม่เพียงพร่ำสอนให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายเจริญบำเพ็ญคุณงามความดีเท่านั้น หากแต่ยังเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญและระมัดระวังในการรักษาไว้ซึ่งคุณงามความดีนั้น ๆ ให้คงอยู่ รวมทั้งเจริญงอกงามขึ้นเรื่อย ๆ ท่านมักจะพูดเตือนเสมอ ๆ ว่า เมื่อปลูกต้นธรรมด้วยดีแล้วก็ต้องคอยหมั่นระวังอย่าให้หนอนและแมลง ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง มากัดกินทำลายต้นธรรมที่อุตส่าห์ปลูกขึ้น และอีกครั้งหนึ่งที่ท่านแสดงถึงแบบอย่างของความเป็นครูบาอาจารย์ที่ปราศจากทิฏฐิมานะและเปี่ยมด้วยอุบายธรรม ก็คือครั้งที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒ คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน มากราบลาพร้อมกับเรียนให้ท่านทราบว่า จะเดินทางไปพักค้างเพื่อปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

หลวงปู่ดู่ท่านฟังแล้วก็ยกมือพนมขึ้นไหว้ไปทางข้าง ๆ พร้อมกับพูดว่า “ข้าโมทนากับพวกแก่ด้วย ตัวข้าไม่มีโอกาส...” ไม่มีเลยที่ท่านจะห้ามปรามหรือแสดงอาการที่เรียกว่าหวงลูกศิษย์ ตรงกันข้ามมีแต่จะส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจเพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านขวนขวายในการปฏิบัติธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ลูกศิษย์มาเรียนให้ท่านทราบถึงครูอาจารย์นั้นองค์นี้ ในลักษณะตื่นครูตื่นอาจารย์ ท่านก็จะปรามเพื่อวกเข้าสู่เจ้าตัว โดยพูดเตือนสติว่า “ครูอาจารย์ดี ๆ แม้จะมีอยู่มาก แต่สำคัญที่ตัวแก ต้องปฏิบัติให้จริง สอนตัวเองให้มากนั่นแหละจึงจะดี”

หลวงปู่ดู่ท่านมีแนวทางการสอนธรรมะที่เรียบง่าย ฟังง่าย ชวนให้ติดตามฟัง ท่านนำเอาสิ่งที่เข้าใจยากมาแสดงให้เข้าใจง่าย เพราะท่านจะยกอุปมาอุปไมยประกอบในการสอนธรรมะจึงทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและเกิดความเข้าใจในธรรมที่ท่านนำมาแสดง แม้ว่าท่านมักจะออกตัวว่าท่านเป็นพระบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไร แต่สำหรับบรรดาศิษย์ทั้งหลาย คงไม่อาจปฏิเสธว่า หลายครั้งที่ท่านสามารถพูดแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของผู้ฟังทีเดียว

หลวงปู่ดู่ท่านพูดถึงการประพฤติปฏิบัติของคนสมัยนี้ว่า “คนเราทุกวันนี้ โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม เรามัวพากันยุ่งอยู่กับโลกจนเหลืองลิงติดตัง เรื่องของโลก เรื่องเละ ๆ เรื่องไม่มีที่สิ้นสุด เราไปแก้ไขเขาไม่ได้จะต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตนเอง”

ท่านได้อบรมสั่งสอนศิษย์ โดยให้พยายามถือเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นครูสอนตนเองเสมอ เช่น ในหมู่คณะ หากมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติดี เจริญในธรรมปฏิบัติ ท่านก็กล่าวชมและให้ถือเป็นแบบอย่าง แต่ถ้ามีผู้ประพฤติผิด ถูกท่านตำหนิติเตียน ก็ให้น้อมเอาเหตุการณ์นั้น ๆ มาสอนตนทุกครั้งไป ท่านไม่ได้ชมผู้ทำดีจนหลงลืมตน และท่านไม่ได้ติเตียนผู้ทำผิดจนหมดกำลังใจ แต่ถือเอาเหตุการณ์ เป็นเสมือนครูที่เป็นความจริงแสดงเหตุผลให้เห็นธรรมที่แท้จริง

การสอนของท่านก็พิจารณาดูบุคคลด้วย เช่น คนบางคนพูดให้ฟังเพียงอย่างเดียว ไม่เข้าใจ บางทีท่านก็ต้องทำให้เกิดความกลัว เกิดความละอายบ้างถึงจะหยุด เลิกละการกระทำที่ไม่ดีนั้น ๆ ได้ หรือบางคนเป็นผู้มีอุปนิสัยเบาบางอยู่แล้ว ท่านก็สอนธรรมดา การสอนธรรมะของท่านบางทีก็สอนให้กล้า บางทีก็สอนให้กลัว ที่ว่าสอนให้กล้านั้น คือให้กล้าในการทำความดี กล้าในการประพฤติปฏิบัติเพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจไม่ให้ตกตกเป็นทาสของกิเลสอยู่ร่ำไป ส่วนที่สอนให้กลัวนั้น ท่านให้กลัวในการทำความชั่ว ผิดศีลธรรม เป็นโทษ ทำแล้วผู้อื่นเดือดร้อน บางทีท่านก็สอนให้เชื่อ คือให้เชื่อมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในเรื่องกรรม อย่างที่ท่านเคยกล่าวว่า “เชื่อไหมล่ะ ถ้าเราเชื่อจริง ทำจริง มันก็เป็นของจริง ของจริงมีอยู่ แต่เรามันไม่เชื่อจริง จึงไม่เห็นของจริง”

หลวงปู่ดู่ท่านสอนให้มีปฏิปทาสม่ำเสมอ ท่านว่า “ขยันก็ให้ทำ ขี้เกียจก็ให้ทำ ถ้าวันไหนยังกินข้าวอยู่ก็ต้องทำ วันไหนเลิกกินข้าวแล้วนั่นแหละ จึงค่อยเลิกทำ”

การสอนของท่านนั้นมิได้เน้นแต่เพียงการนั่งหลับตาภาวนา หากแต่หมายรวมไปถึงการกำหนดดู กำหนดรู้ และพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านชี้ให้เห็นถึงสังขารร่างกายที่มันเกิดมันตายอยู่ตลอดเวลา ท่านว่า เราวันนี้กับเราเมื่อตอนเป็นเด็กมันก็ไม่เหมือนเก่า เราขณะนี้กับเราเมื่อวานก็ไม่เหมือนเก่า จึงว่าเราเมื่อตอนเป็นเด็ก หรือเราเมื่อวานมันได้ตายไปแล้ว เรียกว่า ร่างกายเรามันเกิด – ตาย อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก มันเกิด – ตาย อยู่ทุกขณะจิต ท่านสอนให้บรรดาศิษย์เห็นจริงถึงความสำคัญของความทุกข์ยาก ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าในโลก

ท่านจึงพูดบ่อยครั้งว่า การที่เราประสบทุกข์ นั่นแสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะอาศัยทุกข์นั่นแหละ จึงทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นได้ใช้ชีวิตอย่างผู้รักสันโดษและเรียบง่าย

หลวงปู่ดู่ ท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้มักน้อยสันโดษใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้แต่การสรงน้ำ ท่านก็ยังไม่เคยใช้สบู่เลย แต่ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อได้ทราบจากพระอุปัฏฐากว่าไม่พบว่า ท่านมีกลิ่นตัว แม้ในห้องที่ท่านจำวัด

มีผู้ปวารณาตัวจะถวายเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะปฏิเสธ คงรับไว้บ้างเท่าที่เห็นว่าไม่เกินเลยอันจะเสียสมณะสารูป และใช้สอยพอให้ผู้ถวายได้เกิดความปลื้มปีติที่ได้ถวายแก่ท่าน ซึ่งในภายหลังท่านก็มักยกให้เป็นของสงฆ์ส่วนรวมเช่นเดียวกับข้าวของต่างๆ ที่มีผู้มาถวายเป็นสังฆทาน โดยผ่านท่าน และเมื่อถึงเวลาเหมาะควรท่านก็จะจัดสรรไปให้วัดต่าง ๆ ที่อยู่ในชนบท และ ยังขาดแคลนอยู่

สิ่งที่ท่านถือปฏิบัติสม่ำเสมอในเรื่องลาภสักการะ ก็คือการยกให้เป็นของ สงฆ์ส่วนรวม แม้ปัจจัยที่มีผู้ถวายให้กับท่านเป็นส่วนตัวสำหรับค่ารักษาพยาบาลท่านก็สมทบเข้าในกองทุนสำหรับจัดสรรไปในกิจสาธารณประโยชน์ต่างๆ ทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล

หลวงปู่ดู่ ท่านไม่มีอาการแห่งความเป็นผู้อยากเด่นอยากดังแม้แต่น้อย ดังนั้น แม้ท่านจะเป็นเพียงพระบ้านนอกรูปหนึ่งซึ่งไม่เคยออกจากวัดไปไหน ทั้งไม่มีการศึกษาระดับสูงๆ ใน ทางโลก แต่ในความรู้สึกของลูกศิษย์ทั้งหลาย ท่านเป็นดั่งพระเถระผู้ถึงพร้อมด้วยจริยวัตรอันงดงาม สงบ เรียบง่าย เบิกบาน และถึงพร้อมด้วยธรรมวุฒิที่รู้ถ้วนทั่วในวิชชาอันจะนำพา ให้พ้นเกิดพ้นแก่พ้นเจ็บพ้นตายถึงฝั่งอันเกษม เป็นที่ฝากเป็นฝากตายและฝากหัวใจของลูกศิษย์ทุกคน

ในเรื่องทรัพย์สมบัติดั้งเดิมของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นา ซึ่งมีอยู่ ประมาณ ๓๐ ไร่ ท่านก็ได้แบ่งให้กับหลานๆ ของท่าน ซึ่งในจำนวนนี้ นายยวง พึ่งกุศล ผู้เป็นบุตรของนางสุ่ม โยมพี่สาวคนกลางที่เคยเลี้ยงดูท่านมาตลอด ก็ได้รับส่วนแบ่งที่นาจากท่านด้วยจำนวน ๑๘ ไร่เศษ แต่ด้วยความที่นายยวงผู้เป็นหลานของท่านนี้ไม่มีทายาท ได้คิดปรึกษานางถมยา ผู้ภรรยาเห็นควรยกให้เป็น สาธารณประโยชน์จึงยกที่ดินแปลงนี้ให้กับโรงเรียนวัดสะแกซึ่งหลวงปู่ดู่ท่านก็อนุโมทนาในกุศลเจตนาของคนทั้งสอง

• #ปัจฉิมวาร
นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา สุขภาพของหลวงปู่เริ่มแสดงไตรลักษณะ ให้ปรากฏอย่างชัดเจน สังขารร่างกายของหลวงปู่ซึ่งก่อเกิดมาจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และมีใจครองเหมือนเราๆ ท่านๆ เมื่อสังขารผ่านมานานวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการใช้งานมาก และพักผ่อนน้อย ความทรุดโทรมก็ย่อมเกิดเร็วขึ้นกว่าปรกติกล่าวคือ สังขารร่างกายของท่านได้เจ็บป่วยอ่อนเพลียลงไปเป็นลำดับ ในขณะที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งญาติโยมและบรรพชิตก็หลั่งไหลกันมานมัสการท่านเพิ่มขึ้น ทุกวัน ในท้ายที่สุดแห่งชีวิตของหลวงปู่ดู่ ด้วยปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “สู้แค่ตาย” ท่านใช้ ความอดทนอดกลั้นอย่างสูง แม้บางครั้งจะมีโรคมาเบียดเบียนอย่างหนัก ท่านก็อุตส่าห์ออกโปรดญาติโยมเป็นปกติ พระที่อุปัฏฐากท่านได้เล่าให้ฟังว่า บางครั้ง ถึงขนาดที่ท่านต้องพยุงตัวเองขึ้นด้วยอาการสั่นและมีน้ำตาคลอเบ้า ท่านก็ไม่เคยปริปากให้ใคร ต้องเป็นกังวลเลย ในปีท้ายๆ ท่านถูกตรวจพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว แม้นายแพทย์จะขอร้องท่านเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่ยอมไป ท่านเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนเราเคยอยากดี เมื่อดีแล้วก็เอาให้หายอยาก อย่างมากก็สู้แค่ตาย ใครจะเหมือนข้า ข้าบนตัวตาย”

ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๒ หลวงปู่เริ่มพูดบ่อยครั้งกับบรรดลูกศิษย์ เกี่ยวกับ การละสังขารของท่าน จนเมื่อวันอังคารที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ช่วงเวลาบ่ายนั้น มีนายทหารอากาศผู้หนึ่งมากราบท่านเป็นครั้งแรก หลวงปู่ท่านได้ลุกขึ้นนั่งตอนรับ ด้วยใบหน้าที่สดใส ราศีเปล่งปลั่งเป็นพิเศษ จนบรรดาศิษย์ เห็นผิดสังเกต หลวงปู่ยินดีที่ได้พบกับศิษย์ผู้นี้ ท่านว่า “ต่อไปนี้ ข้าจะได้หายเจ็บไข้เสียที ” คืนนั้นมีคณะศิษย์มากรายท่าน ท่านได้พูดว่า “ ไม่มีส่วนใดในร่างกายที่ไม่เจ็บปวดเลย ถ้าเป็นคนอื่นคงเข้าห้อง ICU ไปนานแล้ว ” พร้อมทั้งพูดหนักแน่นว่า “ข้าจะไปแล้วนะ” และกล่าวปัจฉิมโอวาทย้ำให้ทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท “ถึงอย่างไรก็ขอให้อย่าได้ละทิ้งการปฏิบัติ ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติ ก็เหมือนนักมวย ขึ้นเวทีแล้วต้องชก อย่ามัวแต่ตั้งท่า เงอะๆ งะๆ” คืนนั้นหลวงปู่ก็กลับเข้ากุฏิ และละสังขารไปด้วยอาการสงบในกุฏิท่าน เมื่อเวลาประมาณ ๕ นาฬิกา ของ วันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๓ รวมสิริอายุได้ ๘๕ ปี ๘ เดือน ๖๕ พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่พระราชทานเพลิงศพองค์หลวงปู่ดู่ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๕

คัดลอกจากหนังสือ พระพรมหมปัญโญ พระผู้จุดประทีปในดวงใจ ; อนุสรณ์พระราชเพลิงศพพระพรหมปัญโญ (ดู่) ณ เมรุวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ; พิมพ์ปี ๒๕๓๔








“นั่งภาวนานี้..."

"อย่าไปฆ่าร่างกาย ต้องฆ่ากิเลสถึงจะถูก
อย่านั่งเหมือนกบ นั่งเฝ้าคูบัว

"ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญา" นำกิเลส

กิเลสตัวสำคัญนะ กิเลสตัวน้อย กิเลสตัวใหญ่
กิเลสก็คือ "#ความอยากนั่นแหละ..."
อยากน้อยก็กิเลสน้อย อยากมากก็กิเลสมาก

คนที่อยากร่ำ อยากรวย อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่
นั่นแหละ....#กิเลสใหญ่ ท่านให้วางเสีย วางกิเลส
ปล่อยวางไป ทีละเล็ก ทีละน้อย มันก็หมดไป
หมดไป หมดไป

ถ้าไม่ปล่อย ไม่วาง มันก็ไม่ได้เพราะว่า...
คนเรามันทุกข์ ทุกข์เพราะความอยากนั่นแหละ...”

#โอวาทธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์
หลวงปู่ปั่น สมาหิโต
สำนักสงฆ์ศรีอุทัย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร





คนที่ชอบธรรม รักใคร่เลื่อมใสในธรรม คือ ประเภทผ้าขี้ริ้วห่อทอง หรือประเภทผ้าราคาแพงห่อทอง เป็นผู้มีคุณค่ามาก โดยไม่ต้องอาศัยการเสกสรรปั้นยอใดๆ ทั้งสิ้น
.
ท่านผู้ใดยังไม่มีธรรม ยังไม่สนใจในธรรม ควรสนใจและบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา เสียแต่บัดนี้ ท่านจะไม่เสียใจภายหลัง เพราะความจำเป็นหรือความจนตรอกรออยู่ข้างหน้าทุกคนไม่มีการยกเว้น ถึงวันเวลาผู้นั้นก็รู้เอง ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้
.
เฉพาะอย่างยิ่ง “จิตตภาวนา” เป็นธรรมสำคัญมาก สามารถทราบความเป็นมาความเป็นอยู่ และความเป็นไปของตนภายในจิตได้ไม่ต้องสงสัย เช่น ความเกิด ความตาย เป็นต้น ตายที่นั่นมาเกิดที่นี่ มีอยู่กับจิตดวงเดียว เป็นสาเหตุพาให้ไป เป็นไปไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ตัดเชื้อที่ทำให้เกิดซึ่งมีอยู่กับใจนี้เสีย
.
การที่จะประคับประคองจิตให้ไปเกิดที่ดีคติที่งามนี้ ต้องประคับประคองด้วยการสร้างธรรม คือ กุศลธรรมขึ้นในใจ ผลก็เป็นคุณงามความดี ให้ผู้บำเพ็ญได้เสวยสุขทุกภพทุกชาติไป เราเป็นมนุษย์จึงควรบำเพ็ญศีลธรรมให้มีขึ้นภายในใจ เพื่อให้ใจได้ยึดเป็นหลักใจ เมื่อมีของดีเป็นที่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะแล้ว ย่อมไปดี อยู่ดี มีสุข จะไปเกิดภพไหนก็ไปเถอะ คนมี “บุญ” ประจำใจแล้วไม่ล่มจมแน่นอน

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
"ฟังธรรมะป่า"








#พวกเราทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่มีโชคมีบุญมากเพราะเมื่อมองไปที่สัตว์ทั้งหลายแล้ว จะเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เช่น วัว ควาย หมู หมา เป็นต้น เป็นสัตว์ที่อาภัพมาก เพราะไม่มีโอกาสที่จะเรียนธรรม ไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม ไม่มีโอกาสที่จะรู้ธรรม ฉะนั้นก็หมดโอกาสที่จะพ้นทุกข์ จึงเรียกว่าเป็นสัตว์ที่อาภัพ เป็นสัตว์ที่ต้องเสวยกรรมอยู่ ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทั้งหลายจึงไม่ควรทำตัวให้เป็นมนุษย์ที่อาภัพ คือไม่มีข้อประพฤติ ไม่มีข้อปฏิบัติ อย่าให้เป็นคนอาภัพ คือ คนหมดหวังจากมรรค ผลนิพพาน หมดหวังจากคุณงามความดี อย่าไปคิดว่าเราหมดหวังเสียแล้ว ถ้าคิดอย่างนั้น จะเป็นคนอาภัพเหมือนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย คือไม่อยู่ในข่ายของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น เมื่อมนุษย์เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีเช่นนี้แล้ว จึงควรที่จะ #ปรับปรุงความรู้ ความเข้าใจ ความเห็นของตนให้อยู่ในธรรม จะได้รู้ธรรม เห็นธรรม ในชาติกำเนิดที่เป็นมนุษย์นี้ ให้สมกับที่เกิดมาเป็นสัตว์ที่ควรตรัสรู้ธรรมได้..”

#โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





ท่านพ่อลีสอนธรรมเป็นที่อัศจรรย์..!!

"... ในการสอนธรรมนำปฏิบัติของท่านพ่อนับว่าเป็นอัศจรรย์คนที่พบเห็นท่านจะรู้สึกศรัทธาและบังเกิดความตื่นเต้นบุคคลิกอันเข้มแข็งเอาจริงเอาจังและถ้อยคำอันเฉียบขาดฉับไวได้ใจความยังความน่าเกรงขามให้บังเกิดแก่คนที่พบเห็น

ถ้าเป็นเด็กท่านก็จะทำตัวสนิทสนม
กับเด็กๆมีวิธีสอนง่ายๆเช่นเด็กคนไหนรักษาศีลแปดได้ท่านให้ข้อละ๑บาทรวมแปดข้อแปดบาทเบื้องต้นเด็กต้องการเงินแต่ต่อมาได้นิสัยทางศีลธรรมก็รักษาศีลแปดเอง
ใครก็ตามเข้ามามอบตัวเป็นศิษย์มักจะติดใจในรสพระสัทธรรมจากท่านที่เคยติดเหล้าติดยาติดการพนันปรากฏว่าละเลิกกันเป็นส่วนมาก

กิจวัตรในระหว่างพรรษาที่วัดป่าคลองกุ้งนั้น

๑_หลังจากทำวัตรเช้า
จบแล้วจะมีการอ่านพระวินัยทุกวัน
๒_หลังทำวัตรค่ำ
ท่านพ่อจะเทศน์อบรมพระเณรและญาติโยมพร้อมนั่งภาวนามิได้ขาดจนถึงเที่ยงคืน
๓_หากเป็นวันธัมมัสสวนะ
เฉพาะพระเณรจะเพิ่มเวลาจากเที่ยงคืนไปจนถึง ใกล้ย่ำรุ่งส่วนญาติโยมให้กลับไปพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย
๔_ประเด็นสำคัญที่สุด
ในการอบรมเน้นหนักในการบำเพ็ญสมาธิและปลุกปลอบให้เร่งรีบกระทำความเพียรกันให้ต่อเนื่องหนักแน่น

การแสดงธรรมของท่านก่อศรัทธาปสาทะยิ่งแก่ผู้ฟังในทุกๆครั้งที่ท่านเทศนาอบรมผู้ฟังไม่เคยรู้สึกเบื่อในพรรษาพระเณรต่างพากันสมาทานธุดงค์วัตรกันเป็นจำนวนมากในข้อธุดงค์ต่างๆกันโดยเฉพาะธุดงค์ชิ้นเอกที่ท่านพ่อปฏิบัติประจำคือสมาทานเนสัชชิกังคธุดงค์ (ถือการไม่นอนเป็นวัตร)
ใครไปมาหาสู่ท่านก็ชักชวนให้ฝึกหัดนั่งสมาธิโดยใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเรียกว่า “อานาปานสติ” วิธีแนะให้นั่งสมาธินี้เองเป็นวิธีที่เอาชนะทั้งกายวาจาและใจคนได้เป็นอย่างดีใครที่จะนั่งสมาธิท่านสอนให้ถือศีล๕เสียก่อนเป็นอย่างน้อยการนั่งสมาธิไม่ใช่เป็นของทำได้ง่ายเพราะผู้ปฏิบัติจะต้องสงบกายวาจาและทำให้ใจสงบด้วยการภาวนากำหนดลมหายใจเข้าออกแรกเข้าปฏิบัติทนอยู่ไม่ได้นานนักเพราะทุกขเวทนาต่างๆแสดงให้เห็นตามความเป็นจริงแต่เมื่อฝึกไปๆก็ค่อยๆอยู่ได้นานมากเข้า

คืนวันหนึ่งท่านพ่อสอนให้ศิษย์นั่งสมาธิแล้วท่านก็นั่งด้วยเป็นเวลานานชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่ายุงก็ชุมท่านก็ยังคงนั่งหลับตาเฉยอยู่ศิษย์ทนไม่ไหวก็ค่อยๆหายไปทีละคนสองคนจนในที่สุดเมื่อท่านลืมตาขึ้นไม่เห็นศิษย์เหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียวเรื่องนี้ท่านเล่าบ่อยๆแล้วก็หัวเราะถึงความไม่เอาไหนของมนุษย์

... ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่งมีคนบ้าขึ้นมาบนศาลายกเก้าอี้จะทำร้ายท่านท่านจึงลุกขึ้นยืนจับเก้าอี้ยันไว้เหลียวดูศิษย์บนศาลาหายไปหมดสักครู่หนึ่งจึงมีผู้มาช่วยจับคนบ้านั้นออกไป แล้วท่านก็ว่า..
"ที่อาจารย์สอนเพื่อจะให้ศิษย์ไปนิพพานแต่ถ้าจะชวนให้ตายตามอาจารย์ไปนิพพานเดี๋ยวนี้คิดว่าคงไม่มี”

การเทศน์ของท่านก็เทศน์ปากเปล่าไม่ได้ใช้คัมภีร์ใบลานเทศน์สอนถึงวิธีนั่งสมาธิทำอานาปานสติเป็นหลักใหญ่นอกจากนั้นก็เทศน์ในข้อวัตรปฏิบัติศีลทานการทำบุญ เช่น คิหิปฏิบัติการแสวงหาโภคทรัพย์ได้มาโดยทางที่ชอบแล้วใช้ทรัพย์นั้นเลี้ยงตนเลี้ยงมารดา บิดา บุตรภรรยาคนใช้ลูกจ้างให้มีความสุขเลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุขบำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่างๆทำพลีกรรม๕อย่างคือญาติพลีสงเคราะห์ญาติต้อนรับแขกทำบุญอุทิศให้ผู้ตายถวายเป็นหลวงเช่นเสียภาษีอากรเป็นต้นทำบุญอุทิศให้เทวดาบริจาคทานในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบเหล่านี้เป็นต้น

ข้อปฏิบัติเหล่านี้ปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจถูกอัธยาศัยของชาวจีนเพราะเขาเคยได้รับการศึกษาอบรมให้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีเซ่นไหว้พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้วมาช้านานจนเป็นประเพณี

ในเวลาเทศน์ใครจะเอาเงินมาติดเทียนหรือถือขันไปเที่ยวเรี่ยไรไม่ได้ท่านห้ามว่า “พระไม่ได้รับจ้างเทศน์”
ชาวจีนไปหาท่านโดยมากเอาธูปเทียนบุหรี่ผ้าขนหนูเช็ดหน้าไปถวายตามศรัทธาท่านรับของไว้แล้วเวลาพระเณรลงศาลาสวดมนต์ท่านก็เอาของเหล่านั้นแจกพระเณรทั่วไปที่เหลือจึงเป็นของท่าน

ท่านเคยเล่าต่อหน้าพุทธบริษัทบนศาลาการเปรียญวัดป่าคลองกุ้งว่า..
“ครั้งหนึ่งเขานิมนต์ไปฉันจังหันในงานศพชาวบ้านเขาจัดให้ท่านนั่งฉันใกล้ศพที่กำลังขึ้นส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้ง”
มีคนเขาท้วงเจ้าภาพว่า “นิมนต์ให้ท่านไปฉันห่างๆหน่อย” เจ้าภาพตอบว่า.. “ไม่เป็นไรท่านเป็นพระกรรมฐานไม่กลัว”
ท่านว่าก็จำเป็นต้องอดทนเอาเพราะนึกในใจว่า “เขายอเราเข้าให้แล้ว”
แต่คราวนั้นฉันจังหันไม่ใคร่ลงเลย

"... คราวหนึ่งท่านเล่าว่าท่านไปธุดงค์ในป่าเปลี่ยวแห่งหนึ่งมีพรานหาสัตว์ป่าไปพบท่านเขาแวะสนทนาด้วยท่านพลั้งปากพูดไปว่า “เมื่อคืนนี้มีนกยูงมานอนที่นี่” เพียงเท่านั้น..
ครั้นเมื่อเวลากลางคืนท่านจุดเทียนนั่งภาวนาอยู่ในกลดมีเสือโคร่งมาเดินเวียนรอบๆกลดแล้วนั่งหันหลังใช้หางแกว่งถูกเทียนในกลดล้มลงดับขณะนั้นท่านภาวนาเต็มที่เล่นเอาเหงื่อแตกเป็นเม็ดข้าวโพดเลย ..."

"ฉะนั้นพระเดินธุดงค์ไปในป่าต้องระมัดระวังกายวาจาเป็นอย่างดีมิฉะนั้นมักมีเหตุแสดงให้เห็นเช่นพบเสือพบช้างเป็นต้น"
--------------------------------------------------------
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง
จ.สมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)







"...วันหนึ่งๆ ไม่ลืมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ลืม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจ อย่างน้อยเวลาจะหลับจะนอน ขอให้เจริญ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งภาวนาเพื่อความสงบใจซึ่งวุ่นวายที่สุดนั้นให้เข้าสู่ความสงบ เป็นเวลา ๑๐ นาที ไม่ต้องเอามาก เอาเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้นในวันหนึ่งๆ
พยายามระงับดับอารมณ์ที่ก่อกวนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นเช้ายันค่ำนี้ ให้สงบตัวลงด้วยบทธรรมว่า พุทโธๆ ให้จิตคิดอยู่กับพุทโธอย่างเดียว หรือธัมโมอย่างเดียว หรือสังโฆอย่างเดียว หรืออานาปานสติ ให้สติระลึกรู้อยู่ในลมนี้อย่างเดียวก็เป็นการสงบอารมณ์ภายนอก ที่เคยเป็นข้าศึกนั้นเข้ามาโดยลำดับ แล้วจะปรากฏคุณคือความสงบเย็นขึ้นที่ใจของเรา นี่เรียกว่าใจมีที่เกาะใจมีที่ยึด มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่ยึด ไม่ไขว่คว้าล้มเหลวอยู่ตลอดเวลาดังที่เป็นมานี้ทั้งๆที่เราเป็นชาวพุทธ แต่ไม่สนใจกับชาวพุทธนี้ไม่ดีเลย ให้สนใจกับชาวพุทธ

ไปไหนอย่าลืมพุทโธ คนไม่ลืมพุทโธ คือคนไม่ลืมความเป็นความตายของเจ้าของ ย่อมไม่ประมาทอย่างง่ายดาย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้มีหลักมีเกณฑ์ มีขื่อมีแป คนไม่มีธรรมภายในใจนั้น หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ล้มเหลวๆ เวลามีชีวิตอยู่นี้ตัวเองก็เชื่อตัวเองไม่ได้ เวลาตายไปแล้วก็หาหลักยึดไม่ได้ เลยล้มเหลวไปทั้งที่เกิดมา ทั้งที่อยู่ ทั้งที่ตายไป เรียกว่า เกิด อยู่ ตายไปด้วยความขาดทุนสูญดอก ไม่สมควรแก่ชาวพุทธของเรา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ยึดธรรมะนี้ไปปฏิบัติตัวเอง ให้มีหลักมีเกณฑ์ในการปฏิบัติตัว อย่าลืมเนื้อลืมตัว..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







"เจตนานึกคิดเกิดจากจิตใจของเรา ผลของการกระทำก็จะคืนกลับมาหาเรา ไม่ได้ตกหนีไปทาง
อื่น เพราะว่าต้นเหตุมันอยู่นี้"

หลวงปู่ศรี มหาวีโร





การทำสมาธิ ภาวนา ย่อมเป็นสิ่ง ที่เราสมควร อย่างยิ่ง ที่จะทำขึ้น

เพราะว่า การทำสมาธิ ภาวนานั้น เราไม่ได้ ไปลงทุน หรือไม่จำเป็น ที่จะต้อง ลงทุนอะไร

เมื่อเรามีกาย กับใจแล้ว เราก็สามารถ ทำสมาธิ ภาวนาได้

เพราะว่า การทำสมาธิ ภาวนานั้น จุดประสงค์ ต้องการให้เรา สะสมพลังจิต

การสะสม พลังจิตได้นั้น ถือว่า เป็นบุญ เป็นวาสนา เป็นบารมี”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๓ หน้า ๑๐๓

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร






"อย่าเสียดายที่ได้ให้ จงเสียใจที่หวงไว้
คนโง่กลัวจนจึงไม่ทำทาน คนฉลาดกลัวจนจึงรีบทำทาน"

ท่านพ่อลี ธัมมธโร






"ไม่มีใครตัดความโกรธได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง"

หลวงปู่ ดุล อตุโล





อันว่าคนฉลาดที่เรียกว่านักปราชญ์นั้น
ย่อมรู้จักรักษากิริยา วาจา และจิตใจตน
มิให้แปรปรวนรวนเรไปตามสมมุติจนเสียงาม
ถ้าเป็นพระ ก็ไม่ให้วิบัติไปจากสมณสารูป
ถ้าเป็นฆราวาส ก็ไม่ละทิ้งสมบัติของผู้ดี
ถ้าท่านหมั่นอบรมตนให้เป็นผู้ไม่หวั่นไหว
ต่อโลกธรรมได้อย่างสม่ำเสมอ
ท่านย่อมประสบแต่ความเจริญงอกงาม
ไม่มีวันเสื่อมทรามลง สมดังที่สมเด็จพระ
บรมศาสดา ทรงรับรองไว้ในมงคลสูตร
อย่างแน่แท้
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






"...วันหนึ่งๆ ไม่ลืมพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ลืม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ภายในใจ อย่างน้อยเวลาจะหลับจะนอน ขอให้เจริญ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งภาวนาเพื่อความสงบใจซึ่งวุ่นวายที่สุดนั้นให้เข้าสู่ความสงบ เป็นเวลา ๑๐ นาที ไม่ต้องเอามาก เอาเพียง ๑๐ นาทีเท่านั้นในวันหนึ่งๆ
พยายามระงับดับอารมณ์ที่ก่อกวนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นเช้ายันค่ำนี้ ให้สงบตัวลงด้วยบทธรรมว่า พุทโธๆ ให้จิตคิดอยู่กับพุทโธอย่างเดียว หรือธัมโมอย่างเดียว หรือสังโฆอย่างเดียว หรืออานาปานสติ ให้สติระลึกรู้อยู่ในลมนี้อย่างเดียวก็เป็นการสงบอารมณ์ภายนอก ที่เคยเป็นข้าศึกนั้นเข้ามาโดยลำดับ แล้วจะปรากฏคุณคือความสงบเย็นขึ้นที่ใจของเรา นี่เรียกว่าใจมีที่เกาะใจมีที่ยึด มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่ยึด ไม่ไขว่คว้าล้มเหลวอยู่ตลอดเวลาดังที่เป็นมานี้ทั้งๆที่เราเป็นชาวพุทธ แต่ไม่สนใจกับชาวพุทธนี้ไม่ดีเลย ให้สนใจกับชาวพุทธ

ไปไหนอย่าลืมพุทโธ คนไม่ลืมพุทโธ คือคนไม่ลืมความเป็นความตายของเจ้าของ ย่อมไม่ประมาทอย่างง่ายดาย ตั้งเนื้อตั้งตัวได้มีหลักมีเกณฑ์ มีขื่อมีแป คนไม่มีธรรมภายในใจนั้น หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ล้มเหลวๆ เวลามีชีวิตอยู่นี้ตัวเองก็เชื่อตัวเองไม่ได้ เวลาตายไปแล้วก็หาหลักยึดไม่ได้ เลยล้มเหลวไปทั้งที่เกิดมา ทั้งที่อยู่ ทั้งที่ตายไป เรียกว่า เกิด อยู่ ตายไปด้วยความขาดทุนสูญดอก ไม่สมควรแก่ชาวพุทธของเรา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ยึดธรรมะนี้ไปปฏิบัติตัวเอง ให้มีหลักมีเกณฑ์ในการปฏิบัติตัว อย่าลืมเนื้อลืมตัว..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







ศรัทธามีมากไปขาดปัญญา กลายเป็นงมงาย ปัญญามีมากเกิน ขาดศรัทธา กลายเป็น" ทิฏฐิมานะ" สมาธิมีมากเกินขาดปัญญา กลายเป็น" โมหะ" ปัญญามีมากเกินขาดสมาธิ กลายเป็นฟุ้งซ่าน วิริยะมีมากเกิน ขาดสมาธิ กลายเป็นเหน็ดเหนื่อย สมาธิมีมากเกินไป ขาดวิริยะกลายเป็นเกียจคร้าน สติมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี มีแต่คุณ ไม่มีโทษ

( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ. ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย





. คนมีศีลเหมือนดินมีน้ำ...คนทุศีลเหมือนดินขาดน้ำ

"ศีลนี้เป็นของดี ศีลนี้เป็นของเลิศ ศีลนี้เป็นของประเสริฐ ควรกระทำบำเพ็ญให้เกิด ให้มีขึ้นในตนของตน ผู้มีศีลเหมือนดินมีน้ำ มันชุ่มชื่น พืชพรรณธัญญาหาร ต้นไม้ใบหญ้าก็สวยสดงดงาม
คนทุศีล เหมือนดินขาดน้ำ มันแห้งแล้ง เมื่อไม่มีน้ำแล้วไม่ว่าแต่ต้นไม้ใบหญ้า แม้แต่มนุษย์ที่เดินอยู่ตามแผ่นดินก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค
ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงกล่าวว่าศีลนี้เป็นของดี ควรนำมาประพฤติปฏิบัติ ทำให้กายของเราสะอาด ทำให้วาจาและใจของเราสะอาด ฉะนั้นสิ่งนี้จึงสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติกระทำบำเพ็ญ...”

คติธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนมประชาคม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร






“..เกิดเป็นคนเหมือนกันแต่ใจมันไม่เหมือนกัน ใจนี่แหละทำให้คนต่างกัน ไม่ใช่ร่างกาย ทรัพย์สมบัติเงินทองของนอกกาย
พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา แต่พระทัยของพระองค์เป็นโลกวิทู รู้แจ้งโลก ที่ต่างจากมนุษย์ทั่วไปก็คือพระทัยของพระองค์บริสุทธิ์นั่นแหละ พระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านก็เป็นคนเหมือนพวกเรา แต่ท่านไม่เหมือนพวกเราในเรื่องหัวใจที่ใสบริสุทธิ์ คือเป็นคนเหมือนกันแต่หัวใจมันต่างกัน ท่านผู้ประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านี้ ท่านเป็นผู้ฝึกตนมาดี เก็บเกี่ยวเอาทุก ๆ เรื่องมาสอนตน ในที่สุดท่านก็กลายเป็นผู้ประเสริฐขึ้นมา ได้ท่ามกลางโลกที่โสมม..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระครูสุทธิธรรมรังษี
(หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท) วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
(พ.ศ.๒๔๕๙-๒๕๔๗)






ทำไมทำบุญสร้างสมเด็จองค์ปฐมนี่อานิสงส์ถึงสูง

อานิสงส์สูงอานิสงส์ต่ำนี้ มันแบบยังไงล่ะ เดี๋ยวจะคุยสักหน่อย

ถ้าเราพูดเรื่องอานิสงส์นี้ บางทีถ้าเราไม่ชินกับคำนี้ จะเอ๊ะ

แต่ก่อนไม่ชินเพราะเราไม่ชอบพระนี่ พูดอานิสงส์เราไม่รู้เป็นอะไร

คือผลที่เราจะได้ คือทำบุญแล้วผลจะได้สูงได้ต่ำ
ความเข้าใจของฉันเองนะ แต่ถ้าผิดอะไร ต้องท้วงติงมาด้วยคนจะเข้าใจว่า สร้างพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐมนี้ มีอานิสงส์สูง ไม่ใช่สูงขึ้นไปบนฟ้าหรือว่าความสูงไปอะไรอย่างนี้

สูงในที่นี้ หมายความว่า
เมื่อสร้างสมเด็จองค์ปฐมแล้วนี่ เกิดทำมาหากิน ลาภเกิดมากขึ้นมาแสดงว่าเอ้อ สร้างสมเด็จองค์ปฐมนี้ อูหู อานิสงส์มาก

จริงๆ นะ สูงๆ จริงๆ เลย ไอ้สูงนี่เขาไม่ได้บอกว่าไปข้างบนหรือไปข้างล่าง

แต่ผลที่ได้กับเขานี่ มันเกิดความสุขขึ้นมา เกิดลาภสักการะขึ้นมา เกิดอะไรขึ้นมานี่ เขาไปคุยกันต่อ โอ้โฮ..อานิสงส์สูง ลาภมันไม่สูงไม่ต่ำนี่มันเกิดความสบายใจขึ้นมา เกิดมีผลแก่การทำบุญขึ้นมา คุยต่อกันไป

แต่จะมาพูดกันว่า ทำไมถึงลาภมากล่ะ เพราะการบูชาควรได้รับการบูชาตอบ เหมือนคนเราธรรมดานี่ ไม่ค่อยจะมีกิน แต่ไปคบกับมหาเศรษฐีร้อยล้านพันล้านขึ้นมา ไปอยู่คลุกคลีกับเขานี่ มันก็มีกินกว่าบ้านเราไม่มีกิน

นี่หมายความว่า เราบูชาพระพุทธเจ้า ท่านมีลาภมากอยู่แล้ว องค์นี้ตั้ง ๔๐ อสงไขย ใช่ไหม ทีนี้การสะสมบุญความดีของท่านจึงมาก เมื่อเราบูชาท่าน เราได้รับการบูชาตอบนี่ มันจึงเกิดผลได้ไว ได้มาก

ทีนี้คนมาพูดกันติดปากว่า ทำบุญกับท่านอานิสงส์สูง ถ้าพูดตามตัวหนังสือมันก็สูงไปถึงไหนก็ไม่รู้

แต่ว่ามากนี่มันมาก คือได้ผลฉับไว ท่านมีบารมีสูงนี่ บารมีแก่กล้า มีบุญมากกว่าเขา มากกว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ร่างกายก็ใหญ่กว่าทุกๆ พระองค์นี่ เป็นจอมทัพจอมธรรมเลยนี่ จริงหรือเปล่าไม่รู้ ดอกเตอร์ลองคุยสิ

เออ หลวงพ่อปรารภเอาไว้ ตอนสร้างองค์แรก ท่านบอกว่าอานิสงส์สูงเพราะเหตุ ก่อนอื่นลุงพุฒบอกว่า.. ใครก็ตามที่ทำบุญหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐมนั้น ตกนรกไม่ได้ เพราะว่าจดชื่อในสมุดทองเลย"

แต่อย่าไปทำชั่วนะ (หัวเราะ)

อานิสงส์ข้อแรกคือว่าจดชื่อในสมุดทองเลยแล้วหลวงพ่อก็บอกว่า
ที่อานิสงส์สูงกว่าบุญอื่นๆก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาในงานบุญที่ทำนี่

ใช่ ท่านนับถือเหมือนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ สร้างพ่อสร้างแม่ ท่านบอกจริงๆ แล้วไม่ต้องไปปลุกเสกหรอก ครบหมดแล้ว มาตั้งแต่พิธีนั่นแล้ว ไม่ต้องไปปลุกเสกหรอก ไปปลุกเสกอะไรล่ะ พระพุทธเจ้า เพราะพิธีท่าน เราทำเพื่อพระพุทธบูชาไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวนะ จะไปค้าขายเดินร่อนไปร่อนมามันก็ไม่งาม

เอ๊ะ คนที่ยังไม่ได้ทำนี่ ทำตอนนี้จะสายไปไหมครับนี่ หรือว่ายังไม่สาย

อ๋อ บุญนี้หากาลไม่ได้นี่นะ หาเวลาสายไม่ได้

เรียกว่ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ใช่ไหมครับ ยังไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสทำอยู่
จะต้องติดเพชรติดพลอยอีกเยอะนี่

ทองคำที่เอาหล่อพระ หรือบูชาพระรัตนตรัย ทำไมถึงมีลาภมาก มีอานิสงส์มาก เพราะอะไร

ทำบุญด้วยแก้วแหวนเงินทองบูชาพระพุทธเจ้า เกิดมาอีกกี่ชาติ ทำไมถึงร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เพราะอะไร

เพราะไอ้แก้วแหวนเงินทองนี้ เราจะซื้อเองนี่ก็เลือกไอ้ที่มันสวยที่สุด หรือว่าเต็มกำลังเราที่มีเงิน ต้องสวยเราถึงจะซื้อมา ไอ้ของสวยที่เรารักนี่ มันก็ขอบใช่ไหม แต่ไอ้ของรักที่เราจะสละออกไปได้นี่ ก็ต้องใช้กำลังใจสูง ต้องใช้กำลังใจสูงนะมันถึงจะสละออกได้

สละเพื่อบูชาพระรัตนตรัย
บูชาพระพุทธเจ้า ตัดของรัก ก็เหมือนตัดกิเลสก้อนใหญ่เหมือนกัน รักนี่เราเอาออกไป ตัดไม่เกาะไงล่ะ ไอ้ตัวนี้ใช้กำลังใจสูง เมื่อกำลังใจสูง ผลตอบแทนก็สูง

จากหนังสือพระราชภาวนาโกศลเถรานุสรณ์​ (อนันต์ พทฺธญาโณ)หน้า ๒๐๐-๒๐๑






” ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความวุ่นวาย เวทนามันเกิดขึ้นให้เห็น ก็ท้อถอยเสีย เลิกไปเสียจากสิ่งเหล่านั้น
มันก็เคยตัวอยู่อย่างนั้น เกิดอยู่อย่างนั้น วุ่นวายอยู่อย่างนั้น
แล้วเราจะไปเรียกร้องเอาอะไรจากของจริง ของจริงนั้นมันมีอยู่ แต่ความพยายามเราไม่พอ กำลังเราไม่พอ ความเพียรก็ไม่พอ
เมื่อไม่พอสักอย่างแล้ว มันก็จะไม่เห็นไม่ปรากฏ ศาสนาถึงจะมีอยู่หรือความที่ว่าสิ้นทุกข์มีอยู่ มันก็ไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจ ”

หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม






อยู่บ้านอยู่เรือนก็พยายามนั่งภาวนาแต่ละคืนแต่ละวัน นั่ง ๕ นาที ๑๐ นาที ๒๐ นาที สุดแท้แต่เราจะนั่งภาวนาได้ อันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุญเป็นกุศลนะ ไม่ใช่มีแต่ทานอย่างเดียวนะลูกหลานนะ

ก่อนที่จะนั่งภาวนามีศีลเสียก่อน ให้สมาทานศีลเสียก่อน เราอยู่ในบ้านของเรา พอเราไหว้พระจบ เราสมาทานศีลก่อน อิมานิ ปญฺจ สิกฺขาปทานิ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าขอสมาทานศีล ๕ ทั้ง ๕ ข้อให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จบแล้วเราก็นั่งภาวนา เรามีศีลเสียก่อน

นี่ล่ะให้มีศีลเสียก่อนนั่งภาวนาจะดีกว่าที่เราไม่อธิษฐานศีลนะ เรามีศีลเสียก่อน ศีลจะคุ้มครองในระดับหนึ่ง เราไม่ได้คิดฆ่า เราไม่ได้คิดขโมย เราไม่ได้คิดผิดลูกเมีย เราไม่ได้คิดต้มตุ๋น เราไม่ได้ดื่มสุรา เราก็นิ่งจิตใจนิ่ง อันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคุณงามความดีทั้งนั้น

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ภาวนาเตรียมพร้อมตาย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘






#ไม่เกิดโทษเกิดภัยเพราะมีสติเป็นที่ตั้ง

คนเรานั้น ถ้ารู้จักคำว่าให้อภัยนั้น
ได้ชื่อว่า “เราชนะตัวเราเอง”

การให้อภัยนั้นไม่ได้หมายถึงว่าเรายอมแพ้ หัวใจใครก็แล้วแต่ ที่รู้จักคำว่า “ให้อภัย” หัวใจคนนั้นย่อมจะพบแต่ความสุขอยู่ร่ำไป เพราะว่าการให้อภัยนั้นเป็นสิ่งที่ยาก เพราะบางครั้งบางคราวนั้นเรามีความโกรธ เกลียด อิจฉาริษยา คนที่มาด่าเราว่าเรา ถ้าเราสามารถชนะคนเหล่านี้ได้ นั่นแหละ เราเป็นสุดยอดของคน

... ขอให้เรานึกถึงว่าบางครั้งบางคราวนั้น เราไปด่าว่าคนอื่น ทำให้เขาต้องเสียใจ ทำให้เขาต้องทุกข์

... แต่กลับกัน บางครั้งคนมาด่าว่าเรา มาติเตียนเรา เรายังไม่ชอบ ในเมื่อเรายังไม่ชอบ แล้วคนอื่นเขาจะชอบให้เราด่า ให้เรานินทาเขาหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้นแล้ว ขอให้เราจงเข้าใจในสัจธรรมว่า ไม่มีใครชอบทุกข์ มีแต่คนชอบความสุข การที่เราจะสุขได้หรือจะทุกข์ได้นั้น ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น อยู่ที่ตัวของเราเอง ถ้าเราหมั่นให้มีสติ หรือฝึกให้มีสติอยู่กับพวกเราตลอด “อะไรมากระทบ ก็จะไม่เกิดโทษเกิดภัย เพราะเรามีสติเป็นที่ตั้ง”

พระราชวชิรคุณาธาร
(หลวงปู่ทองดี อนีโฆ, ดร.)
วัดใหม่ปลายห้วย จ.พิจิตร
cr. ตอนหนึ่งจากธรรมะออนไลน์ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗







อนาลโยวาท
...
เราเกิดมานี่ เทียวไปเทียวมาอยู่นี่นะ
ไม่ต้องการอะไรทั้งหมดทั้งนั้นแหละ
ไม่ต้องการความทุกข์ ไม่ต้องการความตาย
ต้องการหาความสุข แต่หาไม่พบ เพราะศรัทธาของเราไม่เพียงพอ เชื่อไปตามกาม
กิเลส ประพฤติไปทางอื่น ไปทางโลกเสีย
ทางธรรมของพระพุทธเจ้าไม่เอาใจใส่
ไม่มีความสนใจ ไม่พอใจ
ที่จริงถึงเราไม่อยากไปก็ตาม พระนิพพานน่ะ
แต่ก็ควรปฏิบัติไว้ ควรอบรมจิตใจของตน
ให้มันเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยต่อพระนิพพาน
อบรมไว้ บางทีไปชาติหน้าชาติใหม่
เราเกิดความเบื่อหน่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เราจะกลับมาปฏิบัติ มันจะได้บรรลุคุณวิเศษ
โดยเร็ว ไม่เฉื่อยช้าไป ...
-
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู





ต่อไปจะมีภัยมากขึ้นเพราะคนขาดศีลธรรม
--------------------------------------------------------------------
พระราชมงคลวชิรมุนี วิ.

องค์หลวงปู่แปลง_สุนทโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ไม่ว่าจะเป็นภัยจากโรคร้าย ภัยธรรมชาติ และภัยจากสงคราม จะมีมากขึ้น องค์หลวงปู่แปลงจะเตือนลูกศิษย์เสมอๆให้รักษาศีล เจริญภาวนา เข้าไว้

" ถ้าพูดตามหลักศาสนาคนสมัยนี้ คนบาป

มันไม่รักษาโทษ_5_กรรมของคน

ใครมีบุญก็อยู่ได้_จึงให้รักษาศีล_ภาวนา

ให้รีบภาวนา " (โดยประมาณ)

พร โชติอนันต์ บันทึกเนื้อธรรม
-----------------------------















"เคล็ดวิธีต่ออายุแบบง่ายๆตามแบบฉบับของหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง" ให้ผลดี มีอานิสงส์

การต่ออายุก็ต้องทำให้มันถูก ถ้าทำไม่ถูกแล้วก็เสียเงินเปล่า ถ้าบังเอิญเป็น อายุขัยต่อเท่าไรไม่สำเร็จผล เพราะเชื้อไฟเดิมดับ หมดบุญบารมีที่ทำมา การหมดบุญบารมีนั้นแม้อายุขัยก็ไม่แน่ บางคนเป็นเด็กก็หมดอายุขัย บางคนก็เป็นหนุ่ม เป็นสาว บางคนวัยกลางคน บางคนก็ถึงวัยแก่ อายุขัยนี่ไม่แน่นอนนัก

คำว่า อายุขัย นี่หมายความว่าก่อนที่จะเกิด กฎของกรรมดีหรือกรรมชั่วกำหนดชีวิตให้มาเท่าไรถ้ากำหนดชีวิตมา ๒๐ ปี ก็ต้องแค่ ๒๐ ปี ๑๐ ปีก็ต้อง ๑๐ ปี ๓ วัน ก็ต้องแค่ ๓ วัน นี่เป็นอายุขัยต่อไม่ได้ ถ้าตายก่อนนั้นเขาเรียกว่า "อุปฆาตกกรรม" หรือว่า "อกาลมรณะ" อย่างนี้ต่อได้ และถ้าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายจะต่ออายุแบบนี้ ก็ต่อเสียทุกวันก็หมดเรื่องกัน

วิธีต่อทุกวัน ก็หมายความว่า ให้ทุกท่านมีความเคารพในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ อย่างจริงจัง และก็ต้องเว้นจากกรรมที่ เป็น ปาณาติบาต และถ้ามีเวลาเดินผ่านไป มีใครเขาหาปลาหาเต่า ที่เขาจะฆ่ามันให้ตายก็ออกสตางค์ซื้อ พอกำลังที่เราจะซื้อได้ แล้วก็นำไปปล่อยในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ปล่อยในหม้อข้าวหม้อแกงของเรานะไปปล่อยในสถานที่ ๆ เธอจะมีความสุขในแม่น้ำก็ได้ หนอง คลอง บึงก็ได้ปล่อยให้เธอรอดชีวิต

ตามวิธีโบราณาจารย์ท่านสอนไว้อย่างนี้นะว่า

วิธีต่ออายุใหญ่ คือถึงปีหนึ่งถ้าเป็นวันเกิด หรือเป็นวันสำคัญของเรา วันไหนก็ได้ทำกับข้าว ทำอาหารพิเศษตามที่เราพอใจ เท่าที่ทุนจะพึงมี จัดการใส่บาตรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วก็ถ้าหากว่ามีสตางค์ก็สร้างพระพุทธรูปสัก ๑ องค์

พระพุทธรูปนี่จะเป็นพระดินเหนียวก็ได้ เป็นพระปูนซีเมนต์ก็ได้ เป็นปูนปลาสเตอร์ก็ได้ หรือพระโลหะก็ได้ไม่จำกัด เพราะเป็นรูปพระแล้ว มีอานิสงส์เสมอกัน แต่ต้องมีหน้าตักไม่น้อยกว่า ๔ นิ้ว ถวายไว้เป็นสมบัติของสงฆ์

หลังจากนั้นก็เอาสัตว์ที่พึงถูกฆ่าตาย อย่างที่เขานำเอามาขายเพื่อแกงหรือที่เขาทอดแหสุ่มปลาได้ ถ้ามีสตางค์ก็ไปซื้อเขาสักตัว ๒ ตัว ตามกำลัง แล้วปล่อยไป และก็อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวร และเทวดาผู้รักษาชีวิต ท่านบอกว่าถ้าทำอย่างนี้เป็นนิจ คำว่า อุปฆาตกกรรม คือกรรมที่เข้ามาริดรอนก่อนอายุขัยก็ดี และ อกาลมรณะ การที่จะตายก่อนอายุขัยก็ดี จะไม่มีสำหรับผู้ที่ทำแบบนี้ แต่ทว่าถ้ากรรมอย่างนี้เข้ามาถึงแค่ป่วยไม่มากก็เป็นของธรรมดา

เรื่องการต่ออายุนี่ มีในพระพุทธศาสนา

แต่ว่าวิธีการต่ออายุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเดี๋ยวนี้ที่ทำกันก็จ่ายหนักอยู่เหมือนกันนะ เอาพระไปสวดตั้ง ๗ วันนี่ เสียทั้งข้าว ทั้งน้ำ นี่บางทีก็ต้องจ่ายสตางค์ด้วย แย่เหมือนกันนะพระเองก็จะทนไม่ไหว ก็เลยใช้สายสิญจน์ก็แล้วกัน แต่ว่าสายสิญจน์ที่ทำกันนั้น ก็อย่าลืมพระรัตนตรัย แต่ทางที่ดีญาติโยมพุทธบริษัทถ้าจะทำอย่างนั้นนะ ถ้าคนป่วยจริง ๆ อย่าปล่อยให้ไม่มีความรู้สึกตอนที่สติยังอยู่ดี ๆ อยู่ ให้นิมนต์พระไปสวดสักครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่สวด อภิธรรม หากเป็นสวด พระปริตร วงสายสิญจน์ล้อมรอบ ถ้าผู้ป่วยจะต้องตายเพราะสิ้นอายุขัยก็ต้องตายแน่ สายสิญจน์ป้องกันไม่ได้

แต่ว่าถ้าท่านผู้นั้นจะตาย อย่าลืมว่าคนป่วยก็เหมือนกับคนที่ตกน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็นเราส่งอะไรให้เกาะเขาก็จะเกาะ ส่งไม้ให้เกาะเธอก็เกาะ ส่งสุนัขเน่าให้เกาะ เธอก็เกาะ เพราะต้องการทรงชีวิตอยู่ ก็เช่นกันถ้าคนป่วย เห็นพระสวด พระปริตร จิตของคนป่วยในตอนนั้น ได้รับสมาทานศีลก่อน เวลานั้นก็จะรับการสมาทานศีลอยู่ด้วย สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ทำให้เป็นคนที่มีศีลเวลาที่มีการสวด พระปริตร จิตก็จะฟังพระสวดด้วยความเคารพ จิตจะยึดอยู่กับพระหลังจากพระกลับแล้ว จิตจะจับอารมณ์นั้นตลอด เพราะในขณะป่วยไม่มีโอกาสทำลายศีลต่อไปอีกเพราะกำลังป่วยอยู่ก็ไม่สามารถที่จะไปฆ่าใคร หรือลักขโมยใคร ถือว่าเป็นคนป่วยที่มีศีลบริสุทธิ์

ถ้ามีการถวายทานด้วย ไม่ว่าทานนั้นจะเป็น ธูป เทียน ดอกไม้ หรือปัจจัยโภชนาหารก็ตามถือว่าเป็นการถวายทานแก่พระสงฆ์ กำลังของทานจะช่วยคนป่วยได้อีกแรงหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ด้านอนุสสติ ถ้ามีพระพุทธรูปด้วย จิตของเธอจะจับพระพุทธรูปเป็นพุทธานุสสติ จำเสียงสวดเป็น ธัมมานุสสติ การนึกถึงพระสงฆ์ ไปสวดก็เป็น สังฆานุสสติ ถ้าเป็นอายุขัยที่จะพึงตายบาปกรรมใด ๆ ที่ทำมาแล้วในกาลก่อนจะไม่มีโอกาสให้ผลในเวลานั้น เหลือแต่บุญอย่างเดียวที่จะประคับประคองคนนั้นไปสวรรค์ ไปพรหมโลกหรือไปนิพพาน

-หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี-







***ธรรมปกิณกะ***

"เมตตาบารมี"

..... แต่ว่ากิจนี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท มีข่าวทั้งใกล้และไกลรอบๆกายอาตมา เขาบอกว่าอาตมาเอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ เป็นยังไง คราวนี้เป็นที่น่าชื่นใจไหมบรรดาท่านพุทธบริษัท เขาบอกว่าอาตมานี่นะไปส่งเสริมคอมมูน หรือคอมมิวนิสต์เอาของไปแจกคอมมิวนิสต์ ถ้าหากว่าทหารตำรวจชายแดนเป็นคอมมิวนิสต์และก็ใครล่ะไม่ใช่คอมมิวนิสต์ อาตมาก็แปลกใจ และข่าวนี้แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เขายังสร้างกันต่อไป คือว่าสร้างความเสื่อม แล้วก็สร้างความเสียให้แก่อาตมา และบรรดาพสกนิกรชาวไทยที่ร่วมใจกัน แต่ว่าท่านทั้งหลายอย่าตกใจ นัตถิ โลเก อนินทิโต จำไว้ว่าเรื่องของข่าวคราวการถูกนินทาว่าร้ายเป็นของปกติธรรมดา แล้วข่าวประเภทนี้มันมาจากไหน บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน ว่าทำไมข่าวนี้จึงปรากฏ ในกันเอาเอง แล้วเมื่อคราวนี้ปรากฏออกมาแล้ว จงคิดดูว่าอะไรจะมีแก่อาตมาบ้าง เพราะการกระทำแบบนี้ มันเป็นการขัดขวางการดำเนินงานของบุคคลบางพวก ความจริงข่าวนี้อยู่ใกล้ตัวอาตมาเต็มที ส่วนไกลอาตมาอาจจะไม่รู้ แต่ส่วนใกล้นี้ล้อมรอบเข้ามาเต็มที่....(๗/๓๖)

โดย พระเดช พระคุณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยานมหาเถระ
( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
วัดท่าซุงจังหวัดอุทัยธานี

'คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๗๗'

"ทางสายพระอริยบุคคล"
๑๖ มกราคม ๒๕๖๙






#ชีวิตหลังความตายไม่มีการต่อรองได้

"..หากบุญมากก็ไปสวรรค์ ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น
จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้

และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่างๆ ตามแรงกรรมของตน
ซึ่งเต็มไปด้วยทุกข์กับร้อนเท่านั้น จะขอต่อรองพักยกความทุกข์ร้อนทรมาน
เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้น ไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป

ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริงในโลกมนุษย์ขณะนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น
ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดี หรือชั่ว บุญ หรือบาป

ฉะนั้น ขอทุกคนจะเร่งทาน เร่งศีล เร่งภาวนาของตนแต่บัดนี้เสีย
จะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้.."

#พระธรรมคำสอน
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร








"...นิสมฺม กรณํ เสยฺโย นั่นคำพระพุทธเจ้าบอก ให้พินิจพิจารณาเสียก่อนเรียบร้อยเสียก่อน ก่อนจะพูดจะทำอะไร ๆ ฟังซิ ให้เรียบร้อย พรวดพราด ๆ หูรั่ว ตารั่ว ปากรั่วไปหมด ตาดูก็ไม่ถนัดชัดเจน หูฟังก็ไม่ถนัดชัดเจนพอจะเอาเหตุเอาผลได้ เพราะสติไม่มี เพราะความคิดมันยุ่งไปหมด เมื่อแสดงออกมาก็ไม่ถูกต้องล่ะซิ ตาดูไม่ชัด พูดออกมาว่าเห็นอะไรจะพูดได้ชัดยังไง ว่าเห็นอันนั้นสิ่งนั้น สีอะไรมันก็ไม่รู้อีก หูได้ยินอะไร ได้ยินเสียงอะไร หูไม่มีสติก็ไม่รู้เรื่อง เพราะใจยุ่งไปหมด มันไม่ได้เรื่องได้ราว..."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๒๘





"...เมื่อบุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ธรรมะไม่เข้าถึงใจ ใจไม่เข้าถึงธรรมะ จะทำความชั่วอะไรก็กลัว กลัวคนอื่นจะเห็น กลัวพ่อแม่จะเห็น กลัวครูบาอาจารย์จะเห็น กลัวคนอื่นจะรู้ คือคนยังไม่เห็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไปในสถานที่ใดๆ ที่ว่างจากผู้คน ว่างจากพ่อแม่ว่างจากครูบาอาจารย์ เห็นว่าไม่มีเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีใครอยู่ในที่นั้น ก็พยายามทำความชั่วอยู่ที่ตรงนั้น ด้วยความประมาท เพราะความโง่เขลาเบาปัญญานั่นเอง การกระทำเช่นนั้นเขาก็คิดว่าเขาทำถูกแล้ว พ้นภัยแล้ว เพราะว่าไม่มีใครเห็นเขา ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้ ก็กระทำอย่างสนิทใจเลย แต่คนคนนั้นในทางธรรมถือว่าเป็นคนโง่ที่สุด คือเป็นคนดูถูกตัวเองที่สุด ความเป็นจริงนั้นเมื่อจิตมันเป็นธรรมะ เมื่อธรรมะเป็นจิต มันจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย จะไปทำผิดอะไรที่ตรงไหนเป็นต้น ก็ต้องมีคนเห็น คนอื่นไม่เห็นเราก็เห็นคนอื่นไม่รู้เราก็รู้ ดังนั้นถึงจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นอยู่อย่างนั้น จึงเป็นธรรมะ ไม่กล้าทำ เพราะใจมันเป็นธรรมะแล้ว พระอริยสาวกทุกๆ องค์เมื่อใจเป็นธรรมะแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้นทุกๆ องค์ ที่ลับไม่มี ที่แจ้งไม่มี อะไรๆ มันก็ไม่มี รู้แต่ว่าท่านประพฤติปฏิบัติถึงที่แล้ว..."

โอวาทธรรม หลวงพ่อชา สุภทฺโท
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี






วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมากผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมากมีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวางครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่ายฉะนั้น ต้องให้เข้าใจว่า ความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้วต้องเก็บใส่ตู้ ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญากำหนดรู้เท่ามหาสมบัติมหานิยมอันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้นเป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้าอากาศกลางหาวดาวนักขัตฤกษ์ สารพัดสิ่งทั้งปวงอันเจ้าสังขารคืออาการจิตหากออกไปตั้งไว้ บัญญัติไว้ว่า เขาเป็นนั้นเป็นนี้จนรู้เท่าแล้วเรียกว่า กำหนดรู้ทุกข์ สมุทัยเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้วจิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรคหากมรรคพอแล้ว นิโรธก็ไม่ต้องกล่าวถึงหากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเองเพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่ในกาย วาจา จิตนี้ ที่เรียกว่า อกาลิโกของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโกเมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัวคือมาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะ เปื่อยเน่า แตกพังลงไปตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุพฺเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อน สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืนผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝนจึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้ และได้บริโภคอิ่มสบายก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้นเพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต ของทุกคน

(ภูริทตฺตธมฺโมวาท จากหนังสือภูริทตฺตมหาเถรานุสรณ์)







ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
มีเด็กชายคนหนึ่งอายุราว ๑๐ ขวบ
ยืนอยู่ข้างทาง ด้วยสายตาอยากรู้ อย่างแรงกล้า
.
เด็กน้อยเคยได้ยินใครๆ
พูดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ..เป็นผู้รู้แจ้ง
รู้ความทุกข์ และรู้ทางพ้นทุกข์
.
เด็กคนนั้น เดินมายืนอยู่ตรงหน้าพระองค์
และถามว่า ..
.
>> "ถ้าคนเราต้องแก่ ต้องตายแน่แล้ว
จะทำดีไปทำไม มันช่วยอะไรได้หรือ?"
.
นี่ไม่ใช่คำถามดูหมิ่น
แต่มาจากความสงสัยของเด็กที่คิดตรงๆ
และ เพราะความตรงนั่นเอง
พระพุทธเจ้า จึงหยุดเดิน
พระองค์มองเด็กชาย ด้วยความเมตตา
และถามกลับว่า ..
.
"เจ้าเคยเห็นดอกไม้บานไหม?"
"เคยครับ"
"ดอกไม้จะบานนานไหม?"
"ไม่ครับ มันเหี่ยวเร็วมาก"
"แล้วเจ้าคิดว่า คนปลูกดอกไม้
เขาจะปลูกทำไม ในเมื่อมันต้องเหี่ยว?"
.
เด็กนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า ..
"เพราะมันสวย ถึงแม้จะอยู่ไม่นาน"
พระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า ..
.
"ชีวิตก็เช่นกัน แม้จะไม่อยู่ตลอดไป
แต่ถ้ามันเต็มไปด้วยความดี
มันก็งดงามและมีค่าเช่นเดียวกับดอกไม้
ที่เบ่งบาน แม้จะต้องร่วงโรยในที่สุด"
.
เด็กชายยกมือไหว้ น้ำตาคลอ
เพราะเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่า ..
การทำดี ไม่ใช่เพื่ออยู่คงกระพัน
แต่เพื่อสร้างสิ่งสวยงามให้โลกใบนี้
แม้เพียงชั่วขณะ
.
พระพุทธเจ้าไม่ได้เทศนาเป็นชั่วโมง
แต่หยุดเดินเพียงครู่
เพื่อให้คำ หนึ่งความหมาย
ที่อาจเปลี่ยนความคิดของเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิต
.
## เพราะความดี ไม่ได้วัดกันที่ความยาวของชีวิต
แต่วัดกันที่คุณภาพของจิตใจ
ในช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่
.
พระอาจารย์ ชยสาโร กล่าวว่า
"เมื่อเราสังเกตความดีในตัวเอง
สังเกตความดีที่เราทำ
และน้ำใจของคนรอบข้าง
เราจะรู้สึกเสมือนมีหยดน้ำ
หล่อเลี้ยงจิตใจเรา
ทำให้เราสดชื่น เบิกบาน
ทุกครั้งที่เราสังเกต"






#หลวงปู่แหวนสอนให้มีปัญญารู้ทุกข์ละเอียดขึ้น

เมื่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป พำนักอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง ขณะที่นั่งสมาธิวันแรก พระอาจารย์เปลี่ยนเห็นนิมิตหลวงปู่แหวนห่มจีวรแบบคลุมมายืนดูท่านอยู่ข้างล่าง ห่างกุฏิประมาณ ๒๕ เมตร นานประมาณ ๓๐ นาที จนจิตสงบดีแล้วหลวงปู่จึงหายไป หลวงปู่แหวนมาปรากฏในนิมิตพระอาจารย์เปลี่ยนทุกวัน จนถึงวันที่ ๗ ได้นิมิตหลวงปู่แหวนห่มคลุมแล้วก็หายไป ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง กลายเป็นชุดขาวสวยงาม เมื่อมองไปที่ร่างของหลวงปู่แหวนก็เห็นกระดูกทุกชิ้น คล้ายกับภาพในฟิล์มเอ็กซเรย์ กระดูกทุกชิ้นในร่างกายเป็นแก้ว หลวงปู่ยืนยิ้มอยู่ประมาณ ๓๐ นาที จึงเดินจากไปบางครั้งหลวงปู่แหวนจะเดินมาหา ในขณะพระอาจารย์เปลี่ยนเดินจงกรมอยู่ พระอาจารย์เห็นก็จะหยุดเดิน แล้วยกมือไหว้ หากหลวงปู่จะเทศน์ท่านจะไปนั่งคุกเข่าอยู่ หลวงปู่จะยืนเทศน์

"ให้ตั้งใจจริงๆ อยู่ด้วยกันมีความสงบ ไม่มีเสียงรบกวนให้หนวกหู"

วันหนึ่งพระอาจารย์เปลี่ยนได้ตามหลวงปู่แหวนขึ้นไปบนกุฏิ และได้ถามหลวงปู่แหวนถึงการทำนิมิตให้กระดูกใสเป็นแก้วทั้งตัว หลวงปู่ตอบว่า

"นั่นคือเมตตา เมตตาอย่างเต็มเปี่ยม เมตตาเป็นของขาวของสะอาด ถ้าใครไม่มีเมตตาสูง จะเห็นไม่ขาวอย่างนั้น"

พระอาจารย์เปลี่ยนขอให้หลวงปู่แหวนมีความเมตตาสั่งสอนตักเตือนว่ากล่าวท่าน หากท่านปฏิบัติไม่เป็นที่พอใจ หลวงปู่ก็บอกว่าจะไปว่ากล่าวให้ และได้ย้ำให้พระอาจารย์เปลี่ยนฟังว่า "เอามันให้ได้ มรรค ผล นิพพาน มันยังมีอยู่ ไม่ได้ไปไหน ให้ทำความสะอาดทั้งกาย วาจา ใจ ทำความสะอาดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ให้มันสะอาด รูป เสียง กลิ่น รสโผฏฐัพพะ เป็นธรรมอยู่ในโลก ตา หู ลิ้น กาย ใจ ก็เป็นธรรม ต้องล้างให้มันสะอาด ล้างให้หมดมลทิน อายตนะ พวกนี้ละที่มันทำให้เราเกิดอยู่ เกิดวนเวียนอยู่ในวัฏจักร วัฏวน มันอยู่ในนั้น อยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มันติดอยู่ที่ตา ให้ล้างตา ตามันมีแล้วดูไม่เป็น มีหูแล้วมันฟังไม่เป็น จมูกมีแล้วมันดมไม่เป็น มีลิ้นแล้วกินไม่เป็น มันไปติดรสอยู่ที่ไหน แล้วเวลานั่งนอน มันไปติดกุฏิ มันติดอยู่อย่างนั้น มันละไม่เป็น ใจเรามันสัมผัสอารมณ์ มันเกิดขึ้น มันทุกข์มันสุข เราไม่รู้มัน ไม่รู้จักละ ไม่รู้จักทิ้ง"

"เมื่อไม่รู้จักละ มันก็วน ก็เกิดอีก ต้องทำความมืดมัวเมาให้สว่าง อย่าไปหลงโลกก็เป็นเรื่องของโลก เสียงก็เป็นเรื่องของเสียง มันดังอยู่ในโลก เครื่องสัมผัสทุกวันนี้ มันก็มีอยู่ในโลก มันจะไปไหน เวลาร้อนมันก็ร้อน เวลาเจ็บป่วยมันก็อยู่กับเรา เวลามันคันมันก็คันอยู่กับเราอยู่อย่างนี้ มันหนาวก็ต้องหนาวห่มผ้าอยู่อย่างนี้ มันอยู่ในโลก เราจะไปติดมันทำไม ต้องละมันให้ได้นะ ถ้าละมันไม่ได้มันก็จะเกิดอีก มรรค ผล นิพพาน ยังเต็มบริบูรณ์ อยู่ตลอดเวลา ไม่เสื่อมหายไปไหน ต้องเอาจริงๆ จังๆ"

หลวงปู่แหวนเป็นพระที่ไม่เก็บ ไม่คิดสะสม เมื่อมีผู้มาถวายปัจจัย ท่านจะให้เขาเหน็บเอาไว้ใต้เสื่อ แม้ที่เขาถวายให้พระอาจารย์เปลี่ยน ท่านก็ให้เขาเหน็บเอาไว้ใต้เสื่อเช่นเดียวกัน ท่านไม่ต้องการให้พระไปยุ่งกับเงิน ใครจะเก็บหรือทำอะไร ท่านไม่เคยไปรับรู้หรือเสียดายเรื่องเงิน เมื่อพระอาจารย์เปลี่ยนไปอยู่กับหลวงปู่แหวนและไม่เคยยุ่งกับเรื่องเงิน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงทำให้หลวงปู่เอ็นดูตัวท่านมาก
ตลอดเวลาที่อยู่กับหลวงปู่แหวนท่านสอนให้ละเพียงอย่างเดียว

ภายหลังหลวงปู่แหวนเจ็บป่วย พระอาจารย์ไปดูแลและถามอาการ เมื่อหลวงปู่ตอบว่า "สังขาร มันก็เป็นอย่างนี้แหละ มีไข้ มีป่วย มีทุกข์อย่างนี้เป็นธรรมดา ท่านต้องดูเอาเอง เวลาผมเจ็บไข้ ผมแก่ตัว ท่านยังหนุ่มอยู่" หลวงปู่จะสอนให้ดูธรรมะ จากการเจ็บป่วยของท่าน

การมาปฏิบัติธรรมคราวนี้ทำให้พระอาจารย์เปลี่ยนมองเห็นทุกข์ชัดขึ้น เห็นความแตกดับ เห็นว่าทุกข์เป็นอย่างไร ได้มีปัญญารู้ทุกข์ละเอียดขึ้นกว่าเดิม พระอาจารย์เปลี่ยน มีโอกาสปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวนประมาณ ๔ เดือน จนกระทั่งพระอาจารย์หนูกลับภาคอีสาน พระอาจารย์เปลี่ยนจึงจากดอยแม่ปั๋ง และธุดงค์ต่อไปปฏิบัติที่ถ้ำปากเพียง แล้วกลับมาหาหลวงปู่ตื้อ แล้วธุดงค์ต่อไปยังบ้านสะสางนอกและบ้านผาเด่น จึงกลับบ้านปง

คัดจากบางส่วนใน :
ประวัติและปฎิปทาพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่







.#การทำบุญที่หลวงปู่มั่นสรรเสริญ..
..การสั่งสอนญาติโยมชาวบ้านหนองผือของท่านพระอาจารย์มั่นในสมัยนั้น ส่วนมากท่านจะเน้นให้ญาติโยมสมาทานศีลห้าเป็นหลัก ส่วนศีลแปดหรือศีลอุโบสถ ท่านไม่ค่อยจะเน้นหนักเท่าไหร่ท่านกล่าวว่า ศีลห้าเหมาะสมที่สุดสำหรับฆราวาสญาติโยมผู้ครองเรือน ถ้างดเว้น ตลอดไปไม่ได้ก็ขอให้งดเว้นให้ได้ในวันพระวันศีล สำหรับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นท่านบอกว่า " สัตว์ที่มีบุญคุณนั้นห้ามเด็ดขาด " นอกจากนั้นท่านกล่าวว่า " จะงดเว้นไม่ได้ดอกหรือ เพียงวันสองวันเท่านั้น การกินในวันรักษาศีลจะกินอะไรก็คงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น สัตว์ที่ฆ่าเอง แค่นี้ทำไม่ได้หรือ ไม่ตายดอก... "
สำหรับการขอศีลนั้น ท่านไม่นิยมนิยมให้ขอ และท่านก็ไม่เคยให้ศีล ( ตอนอยู่หนองผือ ) ท่านให้ใช้วิธีรัติงดเว้นเอาเลย ไม่ต้อง ไปขอจากพระซ้ำ ๆ ซาก ๆ ผู้ใดมีเจตนาจะรักษาศีลจะเป็นศีลห้า ศีลแปดก็ตาม ให้ตั้งอกตั้งใจเอาเลย แค่นั้นก็เป็นศีลได้แล้ว และการ ถวายทานในงานบุญต่าง ๆ ท่านก็ไม่นิยมให้กล่าวคำถวายเช่นกัน ท่านอธิบายว่า " บุญนั้นผู้ถวายได้ถวายได้แล้วสำเร็จแล้วตั้งแต่ตั้งใจ หรือเจตนาในครั้งแรก ตลอดจนนำมาถวายสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก เพียงแต่ตั้งเจตนาดีเป็นกุศลหวังผลคือความสุข การพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเท่านี้ก็พอแล้วนั่นมันเป็นพิธีการหรือกฏเกณฑ์อย่างหนึ่งของเขา ไม่ต้องเอาอะไรทุกขั้นทุกตอนดอก "
..ครั้งนั้นมีศรัทธาญาติโยมจากสกลนคร เขาเป็นคนเชื้อสายจีน มีชื่อว่า เจ๊กไฮ แซ่อะไรนั้นเขาไม่ได้บอกไว้ เขามีความลื่อมใส ศรัทธาในองค์ท่านพระอาจารย์มั่นมาก ขอเป็นเจ้าภาพกฐินในปีนั้น เมื่อถึงเวลากำหนดกรานกฐินแล้ว จึงได้ตระเตรียมเดินทางมาพัก นอนค้างคืนที่บ้านหนองผือหนึ่งคืน โดยพักบ้านของทายกวัดคนหนึ่ง เพื่อจะได้จัดเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับไปจังหันตอนเช้าด้วย พอเช้าขึ้นพวกเขาจึงพากันนำเครื่องกฐินพร้อมกับเครื่องไทยทานอาหารต่างๆ เหล่านั้นไปที่วัด เมื่อถึงวัดล้างเท้าที่หัวบันไดแล้วพากัน ขึ้นบนศาลาวางเครื่องของ คุกเข่ากราบพระประธาน แล้วจึงรวบรวมสิ่งของ เครื่องผ้ากฐิน พร้อมทั้งของอันเป็นบริวารต่างๆ วางไว้ที่หน้าพระประธานในศาลา

..ส่วนเจ๊กไฮ ผู้เป็นหัวหน้านำผ้ากฐินมานั้น เมื่อวางจัดผ้ากฐินพร้อมทั้งของอันเป็นบริวารต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว นั่งสักครู่ เห็นว่ายังไม่มีอะไร จึงพากันกราบพระประธาน ( เจ๊กไฮ ก็กราบเหมือนกัน ท่าทางเหมือนคนจีนทั่วไปเขากราบนั่นแหละ ) แล้วเขาก็ลง จากศาลาไปเดินเลาะเลียบชมวัดวาอารามเฉยอย่างสบายอารมณ์ จนกระทั่งพระเณรกลับจากบิณฑบาตรแล้ว ขึ้นบนศาลาเตรียมจัด แจงอาหารลงบาตรจนเสร็จสรรพเรียบร้อยทุกองค์ ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้เรียกเจ๊กไฮมาเพื่อจะได้อนุโมทนารับพรต่อไป แต่เจ๊กไฮ ก็ไม่มารับพรด้วย มีคนถามเขาว่า " ทำไมไม่รับพรด้วย " เขาบอกว่า " อั๊วได้บุญแล้ว ไม่ต้องรับพรก็ได้ การกล่าวคำถวายก็ไม่ต้องว่า เพราะอั๊วได้บุญตั้งแต่อั๊วตั้งใจจะทำบุญทีแรกแล้ว ฉะนั้นอั๊วจึงไม่ต้องรับพรและคำกล่าวถวายใดๆ เลย "
..ภายหลังฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอาจารย์มั่นได้พลิกวิธีคำว่าผ้ากฐินมาเป็นผ้าบังสุกุลแทน ท่านจึพิจารณากองผ้ากฐิน เป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วท่านได้เทศน์ฉลองยกย่องผ้าบังสุกุลของเจ๊กไฮเป็นการใหญ่เลย ท่านกล่าวถึงผ้ากฐินนั้นได้รับอานิสงส์น้อยเพียง แค่ ๔ เดือนเท่านั้นไม่เหมือนกับผ้าบึงสุกุลซึ่งได้อานิสงส์ตลอดไป คือ ผู้ใช้สามารถใช้ได้ตลอดไม่มีกำหนดเขตใช้จนขาดหรือใช้ไม่ได้จึง จะทำอย่างอื่นต่อไป และสุดท้ายท่านกล่าวอีกว่า " ใครทำบุญก็ไม่เหมือนเจ๊กไฮทำบุญ เจ๊กไฮทำบุญได้บุญมากที่สุด พรเขาก็ไม่ต้องรับ คำถวายก็ไม่ต้องว่าเขาได้บุญตั้งแต่เขาออกจากบ้านมา บุญเขาเต็มอยู่แล้ว ไม่ตกหล่นสูญหายไปไหน บุญเป็นนามธรรมอยู่ที่ใจ อย่างนี้จึงเรียกว่า ทำบุญได้บุญแท้.. "
..ทุกคนที่ไปกฐินในครั้งนี้ต่างก็มีความปลาบปลื้มปีติในธรรมะ ที่ท่านกล่าวออกมาซึ่งล้วนแต่มีเหตุผลที่แปลกใหม่ ยังไม่เคย ได้ยินได้ฟังมาจากที่อื่นเลย โดยเฉพาะกับเจ๊กไฮผู้เป็นเจ้าภาพยิ่งมีความปลื้มปีติมากกว่าเพื่อน เพราะสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเป็นที่พออกพอใจของครูบาอาจารย์ที่เขาเคารพเลื่อมใส จึงเป็นที่ตรึงตราใจของเขาไปจนตลอดสิ้นชีวิตและได้เป็นเรื่องเล่าขาน กันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
..อีกครั้งหนึ่งมีญาติโยมทางโคราช จะเป็นเจ้าภาพนำองค์กฐินมาทอดที่วัดป่าบ้านหนองผือในปีถัดมา เจ้าภาพชื่อนายวัน คมนามูล เป็นพ่อค้าชาวโคราช มีท่านพระอาจารย์มั่นเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการรับผ้ากฐินครั้งนั้น เมื่อออกพรรษาแล้วทางเจ้าภาพกฐินก็กำหนดวัน เวลาจะนำกฐินมาทอด ฝ่ายพระที่จำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ในปีนั้น รูปที่มีหน้าที่อปโลกน์กฐิน ( การเลือก, การบอกเล่า ถ้าเราถวายของสิ่งเดียวแก่ภิกษุสงฆ์หลายรูป ท่านจะต้องเลือกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ( เช่นถวายกฐิน ) พิธีการเลือกนั้นเรียกว่า อปโลกน์ หรือ อปโลกนกรรม ) ต่างก็เตรียมท่องคำอปโลกน์กัน อย่างดิบดี ตลอดทั้งพระรูปที่มีหน้าที่สวดญัตติทุติยกรรม ( กรรมมีญัตติเป็นที่สอง หรือ กรรมมีวาจาครบ ๒ ทั้งญัตติ, กรรมอันทำด้วยญัตติแล้วสวดอนุสาวนาหนเดียว เช่น การสมมติสีมา การสังคายนา และ การมอบให้ผ้ากฐิน เป็นต้น ) ก็เตรียมฝึกหัดอย่างเต็มที่เหมือนกัน เพื่อกันความผิดพลาด เพราะคิดว่าการ สวดต่อหน้าท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่เช่นนี้ ถ้าเกิดผิดพลาด สวดตะกุกตะกักหรือไม่ถูกอักขระฐานกรณ์ กลัวท่านจะดุเอา ต่อหน้าญาติโยม แล้วจะเป็นที่อับอายขายหน้ากัน อันนี้เป็นธรรมเนียมของพระในวัดที่จะรับกฐิน จะต้องตักเตือนกันก่อนกว่าพิธีจริงจะมาถึง งานนี้คิดว่าคงจะเช่นกัน
..เมื่อวันทอดกฐินมาถึงเจ้าภาพเขานำผ้ากฐินมาถวายในตอนเช้า คณะกฐินเมื่อมาถึงวัดแล้วได้นำผ้ากฐินพร้อมทั้งเครื่องอันเป็น บริวารขึ้นไปวางบนศาลา เพื่อรอเวลาพระบิณฑบาตรและฉันเสร็จก่อนจึงค่อยทอดถวาย ในขณะที่พระจะกลับจากบิณฑบาตร จัดแจกอาหาร ลงบาตรเสร็จและให้พรแล้วลงมือฉันตามปกติ ญาติโยมเมื่อเห็นพระเณรทยอยถือบาตรลงจากศาลาหอฉัน ไปล้างบาตรในที่สำหรับล้าง นั่นแสดงว่าพระเณรท่านฉันจังหันเสร็จแล้ว พวกโยมคณะกฐินจึงพากันขึ้นมาที่ศาลามาถึงก็เห็นท่านพระอาจารย์มั่นนั่งบนอาสนะ กำลังทำสรีรกิจ ส่วนตัวหลังฉันภัตตาหาร มีการล้างมือ บ้วนปาก ชำระฟัน เป็นต้น พอท่านพระอาจารย์มั่นเห็นว่าญาติโยมขึ้นไปบนศาลาแล้ว ท่านจึงพูดขึ้นว่า " พ่อออก... สิเฮ็ดจั้งใด ของหมู่น ี้" ( หมายความว่า พวกโยมจะทำยังไงกับของเหล่านี้ ) โยมผู้เป็นเจ้าภาพนำผ้ากฐินมาจึงพูดตอบท่านว่า " แล้วแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์จะพิจารณาขอรับ " ท่านพระอาจารย์มั่นพูดขึ้นว่า " ถ้าจั้งซั่นให้พากันไปหาฟดหรือใบไม้มาปกปิดเสียก่อน " พวกญาติโยมเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงพากันรีบลงไปหาฟดหรือใบไม้นำมาปกปิดกองผ้ากฐินเรียบร้อยแล้วจึงถอยห่างออกมาอยู่ข้างนอก สักครู่ท่านพระอาจารย์มั่นจึงลุกไปพิจารณากองผ้าเหล่านั้นเป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วท่านพระอาจารย์มั่นจึงกล่าวกับญาติโยมว่า " ของหมู่นั่นเสร็จเรียบร้อยแล้วเน้อพวกญาติโยมที่มานี้ก็ได้บุญได้กุศลแล้วทุกคนเน้อ " และท่านก็พูดคุยกับญาติโยมที่มาทำบุญในวันนั้น อีกบ้างพอสมควร หลังจากนั้นพวกญาติโยมก็ได้กราบแล้วลงจากศาลาไปรับประทานอาหารจากเศษข้าวก้นบาตรจนเสร็จเรียบร้อย แล้วจึงพร้อมกันไปกราบลาท่านพระอาจารย์กลับบ้าน งานจึงเป็นอันเสร็จสิ้นลงเพียงเท่านี้
..ส่วนพระรูปที่ฝึกซ้อมเตรียมท่องคำอปโลกน์กฐินและสวดญัตติทุติยกรรมวาจาอย่างดิบดีมาดังที่กล่าวมาแล้วนั้น คิดว่าจะได้สวดแสดงในงานกฐินครั้งนี้ เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น เรื่องต่างๆ เหล่านั้นก็เป็นอันว่าจบลงเพียงแค่นั้นแล ภายหลังหมู่พระทั้งหลายจึงมาพูดกับหมู่เพื่อนว่า " ท่านพระอาจารย์ใหญ่เราเด็ดขาดจริงๆ ไม่สะทกสะท้านสงสัยในเรื่องพิธีการ เหล่านี้เลย " จึงทำให้หมู่พระลูกศิษย์สมัยนั้นคิดสงวนภูมิใจอยู่องค์เดียวมาจนถึงทุกวันนี้

..ที่มา: หนังสือบูรพาจารย์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๕
ปกิณกธรรม ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถร..







ผู้ลอดทุกข์ได้คือผู้ใคร่ต่อธรรมะทุกขณะ
.ฟ้าสอดสี ไม่เท่ารัศมีของธรรมสอดใจ
ถึงว่าไม่มีอะไร ก็ขอให้มีธรรมในใจก็พอแล้ว
โลกชอบความสุขความเจริญ
แต่ปล่อยให้ความเพลิดเพลินเป็นกำแพงกั้น
น้ำทะเลไม่หมดจากอ่าง ความสว่างไม่หมดจากผู้ปฏิบัติธรรม
ธรรมไหลมาเพราะกระทู้ ความรู้ไหลมาเพราะความเพียร

(หลวงปู่สาย เขมธัมโม)






“เปิดสอน สมาธิรุ่นที่ 3 ปรากฎว่า มีผู้มาศึกษาเพิ่มมากขึ้น กว่า 800 คน แสดงว่าสมาธิ ระบบนี้ ได้ผล เป็นที่น่าพอใจ

เพราะสามารถ ได้ครูผู้สอน สมาธิ เป็นจำนวนมาก อาตมา จึงคิดว่าบัดนี้ ได้เวลา อันสมควรแล้ว

ที่เราจะต้อง ไปสอนสมาธิ ในระบบนี้ ที่ต่างประเทศ เพื่อเป็นการ ขยายงาน สมาธินี้ ให้กว้างขวางออกไป ให้มากที่สุด”

ธรรมะรุ่งอรุณ "5 ปีในประเทศแคนาดา" หน้า ๘

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร







“ให้เมตตา ... คนอื่น
คนอื่น ก็เหมือนเรา
เรา ... ก็เหมือนคนอื่น
อย่างนี้”
---
รองสมเด็จผู้ติดดินแห่งเมืองดอกบัว
พระพรหมวชิรญาณโสภณ วิ.
(หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม)
เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง







จิตใจเข้าใจในธรรม
รู้จักปลดปลงลงวางเป็น
มองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา
เจอเรื่องสูญเสียก็ไม่เสียศูนย์
เสียบุคคล เสียของรัก เสียสิ่งของ แต่ไม่เสียใจ

#ถ้าเสียใจ #ใจเสีย #มันก็เสียศูนย์
#เสีย๒อย่าง
#เสียของแล้วมาเสียใจตัวเอง
#มันเสียไปใหญ่
#เรียกว่าเสียหาย
#ไม่ได้อะไรกลับคืนมาด้วย

ถ้าเสียใจแล้วมันได้คนที่เสียกลับคืนมาก็ไม่ว่ากัน อย่างนั้นควรจะเสียใจ
แต่มันเสียไปเท่าไรก็ไม่ได้คืน
แล้วมันมาเสียสภาพใจตัวเองไปอีก
เรียกว่าเสียหาย เสียศูนย์
สูญเสียแล้วเสียศูนย์
แย่

#แต่พอเรามีธรรมะขึ้น
#เราก็จะมีเกราะป้องกันคุ้มครองรักษา
#เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยงเป็นธรรมดา
#มันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
#เหมือนภาชนะดิน
#ภาชนะดินหม้อดินมันเปราะบาง
#มันจะต้องแตกอยู่แล้ว #ในที่สุดมันจะต้องแตก
#พอถึงคราวมันแตกราก็ยอมรับได้
ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องแตกอยู่แล้ว
#เรารู้อยู่แล้ว #ที่สุดมันก็ต้องแตก

ชีวิตของบุคคลทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดทั้งหมด รวมทั้งตัวของตัวเอง
มันก็เหมือนภาชนะดินที่เปราะบางที่จะต้องแตกสลาย ไม่ได้ยั่งยืน
ระบบการหายใจหัวใจที่เต้น
ปอดที่ทำงานเอาลมเข้าไปทำงานอยู่ตลอด
หัวใจก็เต้น สูบฉีดโลหิตอยู่ตลอดเวลา
แล้วหัวใจก็เป็นเนื้ออ่อน ๆ
แล้วต้องมีเลือดไปหล่อเลี้ยง
เลือดก็ต้องหมุนเวียน
เส้นเลือดก็เส้นเล็ก ๆ ทั่ว
ใช้มากี่ปี
มันก็ต้องมีความเสื่อมสลาย ติดขัด
ระบบมันประสานกัน ทุกอย่างประสาน
พออะไรมันติดขัดหน่อย มันก็ปรวน มันก็จะดับ

มันเป็นของเปราะบาง เป็นของไม่ยั่งยืน
เนื้อหนังอวัยวะภายในเรา
ระบบการหายใจ

เห็นไหมมันต้องหายใจเข้าหายใจออก
ออกแล้วก็ต้องเข้า
เข้าแล้วก็ต้องออกกันอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะนอนหลับหรือตื่น
ปอดต้องขยายเอาลมเข้าไป เอาลมออกมา
ทำงานอยู่ตลอด
แล้วมันจะมีการหยุดบ้างไหม
ปอดเป็นเนื้ออ่อน ๆ ที่เสื่อมสลาย ไม่ยั่งยืน

เราเข้าใจอยู่แล้วว่าสังขารร่างกายมันเปราะบาง มันไม่จีรังยั่งยืน
มันไม่ได้เป็นของคงทนถาวรอะไร
ที่เราใช้งานมันตั้งหลายสิบปีนับว่าเก่งมากแล้ว
เนื้ออ่อน ๆ ที่มันแตกดับเสื่อมสลายมันต่อยาวมาได้ขนาดนี้
ต้องแตกสลาย
ฉะนั้นเราไปเกี่ยวข้องกับบุคคลใด ๆ
ก็ต้องรู้ว่าเราเกี่ยวข้องกับสิ่งที่จะต้องแตกสลาย
จะต้องไม่คงทนไม่ยั่งยืนเป็นธรรมดา
ตัวของตัวเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

รู้ไว้อย่างนี้มันก็จะเกิดการยอมรับ
ยอมรับ ยอมลงปลงได้ ปลดปลงลงวาง
คนที่ปฏิบัติธรรมมันก็จะพิจารณาออก

ธรรมบรรยาย ประทีปทอง นาทีธรรม
ปลดลงลงวางดีอย่างไร
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา






"...บุคคลผู้ฉลาดนั้น แม้จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่น อนภิชฌา อพยาบาท มีความเห็นถูกต้อง คิดเว้นกรรมชั่ว ศึกษาสมาทานทำแต่กรรมดี ยินดีพอใจในการทำบุญ มีทานามัย ศีลามัย ภาวนามัย ให้ความสำเร็จเป็นบุญ อาศัยได้กำลังหนุนมาจาก ปุญญาภิสังขาร เป็นนายช่าง มีวิชชามาเป็นปัจจัย ให้เป็นไปสมควรแก่กำลังของตน นี่เป็นฝ่ายกุศลธรรม ทำได้ทุกคน เมื่อจิตใจมีความฉลาดแล้ว ย่อมยังกุศลให้ถึงพร้อม ที่เรียกว่า กุสลัสสูปสัมปทา ( กุสลสฺสูปสมฺปทา ) เอตังพุทธสาสนันติ นี้เป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เราทุกคนควรระลึกนึกมาเป็นธรรมคำภาวนา ว่า สวากขาโต ภควตา ธมฺโม หรือจะบริกรรมว่า ธมฺโม เม นาโถ หรือ ธมฺโม ธมฺโม ธมฺโม ๆๆๆ ก็ได้ ให้พากันปฏิบัติอย่างนี้จึงจะถูก จึงจะมีผลอานิสงส์มาก เป็นทางสุคติ ปฏิบัติถูกอย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์สำเร็จสุขในมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นสมบัติสุขอย่างยิ่ง ได้เลิกละความเชื่อถือ ที่นับถือผิด ๆ อันพวกเราเคยถือมาแล้วนั้นเสีย..."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







ศีล
รักษาศีล ๕ ก็ได้
ศีล ๘ ก็ได้
ศีล ๕ นี่ดีหลาย
ว่าแต่รักษาได้
ถึงออกพรรษาแล้ว
ก็พึงรักษาไว้

ปานา ไม่ฆ่าสัตว์
คนเฮาเกิดมาควรเว้นการฆ่าสัตว์

อทินนา ไม่ลักของเขา

กาเม ไม่ประพฤติผิดในกาม
ถ้าผิดแล้วเกิดความแตกร้าว
หลายอย่าง
บ่มีความสุขในครอบครัว

มุสาวาทา ไม่พูดปลด
ซื่อสัตย์สุจริต
เป็นคนพูดจริงทำจริง
อย่าพูดเล่นเหลาะแหละ

คำพูดท่านปรับโทษหลาย
ทางวาจานี้ ๔ อย่างพู้นเด้
พูดปลด พูดคำหยาบ
ผู้ส่อเสียด_พูดเพ้อเจ้อ

พูดเท็จ คือโกหก
พูดคำหยาบ คือด่าว่าให้เสียใจ
ด่าหมูด่าหมานั่นหยาบ
พูดส่อเสียด คือพูดยุยง
ส่งเสริมให้แตกร้าวสามัคคีกัน
เสียดผู้นั้น ผู้นี้
ผู้ดีผู้ชั่วนั่นผู้ส่อเสียดแล้ว
พูดเพ้อเจ้อ คือ พูดเหลวไหล
พูดบ่มีประโยชน์
เรียกว่าจ่ม ภาษาบ้านเฮาว่าจม
ผู้เฒ่าจมดุเด้เรียกว่าจม
มุสาสาท นี้หลายอย่าง
ฉะนั้นให้รักษากรรมมาบถ ๑๐ นำ

สุราเม คือคนกินเหล้าเมาสุรา
เกิดมาก็เป็นบ้าเสียจิตผิดมนุษย์
เมาเหล้ามาเป็นบ้า บ่ดี

ศีล ๕ นี่ดีที่สุด ถ้ารักษาได้
ถ้ารักษาบ่ได้ก็เป็นไปตามกรรมเด้

"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก"
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

กรรมดีกรรมชั่วนั้น
ให้ทำกรรมดีบ่เป็นหยัง
ละความชั่วทำกรรมดี
บ่กินเหล้าเรียกว่า
เฮาทำกรรมดี
กินเหล้ามันกรรมชั่วอดเอา

สีเลนะ สุคะติง ยันติ
ผู้มีศีลย่อมมีสุข
สีเลนะ โภคะสัมปะทา
ผู้มีศีลย่อมมีทรัพย์สมบัติ
ไหลมาเทมาในผู้มีศีล
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ
ไปสวรรค์ไปนิพพานก็เพราะศีล

เพราะฉะนั้น
พวกเราเกิดเป็นมนุษย์
หาความดีให้เจ้าของ
เอาความดีเข้าเจ้าของ
ทำความชั่วก็จ้าวของนั่นแหละได้
ผู้อื่นบ่ได้นำดอก

ไผทำความชั่วก็ได้ชั่ว
ทำความดีก็ได้ดี

ดีไปสวรรค์ไปพรหมโลก
ไปพระนิพพานทำดี
ถ้าทำชั่วก็ไปนรก
เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
นี่อบายภูมิ
บอกให้หมดแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้า
ให้พวกเฮารักษาความดี
รักษา กาย วาจา ใจ สำคัญที่สุด.

โอวาทพระธรรมคำสอน

พระราชวชิรอุดมมงคล
หลวงปู่บุญมา สุชีโว
อายุวัฒนมงคล ๙๔ ปี ๗๔ พรรษมา
วัดสามัคคีสิริมงคล (วัดป่าสุขเกษม)
อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู







คนเราได้มาพบกัน เพราะบุญวาสนาที่เคยทำร่วมกันมา ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ถึงเวลาก็ต้องตาย ปัจจัยเป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วคราว แต่บุญกุศลเป็นอริยทรัพย์ที่ติดตามตัวไปได้

โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่เสถียร คุณวโร
วัดถ้ำพระภูวัว ต.โสกก่าม อ.เซกา จ.บึงกาฬ






"เออ ให้ตั้งใจปฏิบัติภาวนา ถ้าได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว วัตถุมงคลเหรียญพระของครูบาอาจารย์ต่างๆจะไม่เอา จะโยนทิ้งไปก็ได้ แต่ถ้าเมื่อยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็ให้เก็บไว้รักษาธาตุขันธ์ของตัวเองจากภัยอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองไว้ก่อน"

- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระอรหันต์ สอนบอกไว้)








"..การไม่ทำบาป ถ้าทางกายไม่ทำ แต่ทางวาจาก็ทำอยู่ ถ้าทางวาจาไม่ทำ แต่ทางใจก็ทำ และสั่งสมบาปวันยังค่ำจนถึงเวลาหลับ พอตื่นจากนอนก็เริ่มสั่งสมบาปต่อไปจนถึงขณะหลับอีก เป็นอยู่ทำนองนี้ โดยมิได้สนใจคิดว่าตัวทำบาปหรือสั่งสมบาปเลย แม้เช่นนั้นยังหวังใจอยู่ว่า ตนมีศีลมีธรรม และคอยเอาแต่ความบริสุทธิ์จากความมีศีลมีธรรมที่ยังเหลือแต่ชื่อนั้น ฉะนั้น จึงไม่เจอความบริสุทธิ์ กลับเจอแต่ความเศร้าหมอง วุ่นวายภายในใจอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพราะตนแสวงหาสิ่งนั้นก็ต้องเจอสิ่งนั้น ถ้าไม่เจอสิ่งนั้นจะให้เจออะไรเล่า คนเราแสวงหาสิ่งใดก็ต้องเจอสิ่งนั้นเป็นธรรมดา เพราะนั้นเป็นของมีอยู่ในโลกสมมุติอย่างสมบูรณ์.."

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ขนาดไหนก็ตาม แม้แต่มด ปลวก มันก็มีชีวิตจิตใจ รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักกลัว รู้จักหิว รู้จักสุขทุกข์เช่นเดียวกับคนเหมือนกัน

แต่ที่เขาต้องเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น ก็เพราะกรรมส่งผลให้เขามาเกิด เกิดมาเพื่อเสวยผลของกรรมเก่าของเขา

เมื่อเขาพ้นจากสภาพสัตว์ต่างๆ เหล่านั้นแล้วเขาอาจกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาก็ได้

ดังนั้นเราควรมี "เมตตา" กับสัตว์ทุกชนิด

หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร
วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จ.ชุมพร







หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี

ความป่วยเจ็บที่เกิดขึ้น
..เป็นก้อนทุกข์

สังขาร รูป
..เป็นทุกข์

ถือโอกาสปฏิบัติ
..ให้ได้ปัญญา
..ให้ดับทุกข์ให้ตนเอง

มันเป็นภาคบังคับแล้ว
หนีไปไหนก็ไม่ได้
ทุกข์มันอยู่กับตัว
ต้องถือโอกาสปฏิบัติธรรม

เมื่อมีทุกข์ให้ดู ก็ดูทุกข์
แต่ต้องหัดวางเฉย
รักษาใจให้วางเฉยไว้

ดูทุกข์ รักษาใจ

ต้องมาดูใจไว้ด้วย รักษาใจ
..ไม่กระวนกระวาย
..ไม่กระสับกระส่าย

ทุกข์ ก็ทุกข์ไป

ไม่ต้องไปอยาก..
ให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้

..รักษาใจ..

ทำบ่อย ๆ เข้า
จะเกิดการวางเฉยต่อทุกข์

กาย.. มันปวด มันเจ็บ
แต่ใจ.. มันมีโอกาสเฉย ไม่กระวนกระวาย

นี่จะเป็นประโยชน์ต่อคนป่วย
จะไม่เป็นคนกระวนกระวาย
และได้ปัญญาเห็นด้วยว่า..
ความปวดเจ็บที่เกิดขึ้นที่กายเป็นอย่างหนึ่ง
จิตใจเป็นอย่างหนึ่ง

นี่เป็นปัญญาที่มันแยกสภาวะจากกันระหว่างเวทนาที่เกิดขึ้นที่กาย
ร่างกายกับจิตใจ มันคนละอย่างกัน

และถ้าทำไปเรื่อย ๆ
อาจจะมีปัญญาสูงขึ้น

เห็นว่า..
ความทุกข์ที่ร่างกาย.. ไม่ใช่ตัวเรา
จิตใจที่รู้อยู่.. ก็ไม่ใช่ตัวเรา
ความปวดเจ็บ.. ไม่ใช่ของเรา
จิตใจ.. ไม่ใช่ของเรา
นี่เป็น.. วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น

ได้มีโอกาสจะดับทุกข์ให้ตัวเองได้
..โดยอาศัยความป่วย

มันไม่ใช่ป่วยไปฟรี ๆ
แต่ป่วยแล้วได้ธรรมะ ได้สติปัญญา
..คุ้มค่ากับการป่วย

แม้จะต้องตายลง..
แต่ตายอย่างมีสติ
มีการปฏิบัติธรรม
รักษาจิตตัวเองไว้ได้

ตายลง..
อาจจะได้เห็นธรรมะในขณะจะตาย
อาจจะได้ดวงตาเห็นธรรม
หรืออย่างน้อยจิตไม่เศร้าหมอง

..ก็ต้องไปดีแน่นอน

............................
ธัมโมวาท โดยพระวิปัสสนาจารย์
‎ท่านเจ้าคุณ ‎พระภาวนาเขมคุณ วิ.
(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)






เล่าเรื่องกรรมของคนกับสัตว์

ที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นให้รู้ให้เห็นมีอยู่มากมาย ที่น่าจะทำให้กลัวกรรม แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังแสดงให้เห็นผลแห่งกรรมชัดเจน หมาพวกหนึ่งมีรูปร่างหางหูประกอบพร้อมด้วยขนเครื่องปกคลุมที่งดงาม แม้จะตามประสาหมา เป็นที่เอ็นดูรักชอบของผู้คนทั้งหลาย

ซื้อขายกันได้ด้วยราคาเป็นพันเป็นหมื่น และได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุทนอม ข้าวปลาอาหารมีราคาสูง ที่หลับที่นอนก็เสมอกับผู้เป็นคนเป็นเจ้าของ จะกินจะอยู่จะหลับจะนอนสะดวกสบายไปทั้งสิ้น จะกล่าวว่าคนเลี้ยงหมาเหมือนลูกสุดที่รักก็ไม่น่าจะผิด จะพูดจาด้วยก็มีแม่ๆ ลูกๆ วุ่นวายอยู่ ราวคนพูดกับคน

บางทีคนพูดกันคนยังไพเราะไม่เท่าส่วนหมา อีกพวกหนึ่งมีสภาพที่แตกต่างกับพวกที่กล่าวแล้วอย่างลิบลับ ขนไม่ต้องพูดถึงว่าสวยว่างามเลย เป็นขี้เรื้อนจนไม่เหลือขน มองดูมีความรู้สึกว่าจะทั้งแสบทั้งคันเนื้อหนังที่เต็มไปด้วยขี้เรื้อน หมาพวกนี้เที่ยววิ่งตะลอนๆ หากินพอปะทังความหิวไปวันๆ

ถูกเตะถูกตีจากชาวบ้านร้านตลาดที่หวงแหนข้าวปลาอาหารที่พวกเขาก็หายากหาเย็นแล้วเช่นกันโดยเฉพาะในยุคนี้สมัยนี้ น่าจะคิดว่าถ้าจะบังเอิญต้องเกิดเป็นหมาก็ขออย่าให้เป็นพวกหลังเลย

แต่ความปรารถนาก็หาอาจสัมฤทธิ์ได้ไม่ แม้ว่ามิได้กระทำกรรมไว้ให้เป็นเหตุแห่งผลที่ปรารถนา ถ้ากรรมของเราที่ทำไว้ควรแก่ผล เราอาจจะต้องไปเป็นหมาขี้เรื้อนก็ได้ควรกลัวไว้บ้าง

เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ไปเยี่ยมพระรูปหนึ่งที่ต่างจังหวัด มีญาติโยมติดตามไปด้วยหลายคน ไปถึงกุฏิพระรูปนั้นเมื่อพลบค่ำ เปิดไฟในกุฏิแล้ว เมื่อนั่งเรียบร้อย ยังไม่ทันได้ทักทายปราศรัยกันอย่างใดห้องข้างๆ กันที่ประตูปิดอยู่ก็เปิดผางออกด้วยแรงผลัก

มีหมาไม่เล็กนักตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องนั้น อย่างเร่งร้อนและไม่ทันที่ใครจะรู้ตัว เจ้าหมานั้นก็ปราดเข้าไปถึงญาติโยมผู้หนึ่งที่ติดตามไปด้วย พอถึงตัวญาติโยมผู้นั้น ก็ซุกหัวลงกับตัก แล้วล้มตัวลงนอนนิ่ง อย่างเป็นที่น่าพิศวงนัก

พระเจ้าของกุฏิที่จ้องมองอยู่อุทานออกมาด้วยเสียงประหลาดใจและอธิบายให้ได้ยินทั่วกันว่า หมาตัวนั้นเป็นหมาดุมาก ท่านจึงขังไว้ในห้องเมื่อรู้ว่าจะมีผู้มาถึงกุฏิ เมื่อมันดันประตูออกมานั้นท่านตกใจมากแล้วท่านก็ต้องประหลาดใจในอาการกิริยาที่เจ้าหมานั้นแสดงต่อญาติโยมผู้ไปเยือนที่มิได้เคยรู้จักกับท่านเจ้าของกุฏิมาก่อน

มิได้เคยไปที่กุฏินั้นมาก่อน จึงไม่เคยรู้จักกับหมาตัวนั้นมาก่อนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นได้หรือไม่ ที่ครั้งหนึ่งในชาติหนึ่งคนกับหมาตัวนั้นจะเคยมีความเป็นมิตรสนิทสนมกัน เมื่อรู้ว่าคนคนนั้นมาถึงที่พัก ก็ตื่นเต้นดีใจไม่ยอมถูกกักขัง ลิงโลดไปทักทายปราศรัยในทันที บางทีจะเป็นจริงเช่นนี้ ทั้งสองอาจจะเคยเป็นคน เป็นเพื่อนรักชอบกัน

คนหนึ่งมาตายจากไป และด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ต้องได้กระทำไว้แน่ ควรแก่การต้องเกิดเป็นหมา ก็ต้องเป็นไปตามกรรม ขณะที่คนหนึ่งยังเป็นคน อีกคนหนึ่งเป็นหมาไปเสียแล้ว

กรรมน่ากลัวเช่นนี้ นี่มิใช่การขู่ แต่เป็นการพยายามคิดให้อาจเป็นจริงได้ นั่นก็คือ แม้เราไม่ระวังให้ดีที่สุด วันหนึ่งเมื่อตายไปจากโลกนี้ อาจจะไปมีชีวิตใหม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่นเป็นหมาขี้เรื้อนตัวนั้นก็ได้ หรือถึงเป็นหมาแสนสวยอีกตัวหนึ่งก็ดี ก็ตาม ก็ยังหาใช่สิ่งควรยินดีพอใจไม่ มิใช่หรือ.

: วันวิสาขบูชา ๒๕๔๓
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก





#การตำหนิติเตียนผู้อื่น ..
ถึงเขาจะผิดจริง ก็เป็นการก่อกวนจิตใจ
ตนเอง ให้ขุ่นมัวไปด้วย
ความเดือดร้อนวุ่นวายใจ ที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น.. นักปราชญ์ถือเป็นความผิด และบาปกรรม ไม่มี.. ดีเลย
จะเป็นโทษ ให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนา
มาทรมานอย่างไม่คาดฝัน.

#การกล่าวโทษผู้อื่น ..
โดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษ และบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์
จึงควรสลดสังเวช ต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย.

#ความทุกข์ ..
เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำ
ให้เกิดทุกข์ ทำไม.. พอใจสร้างขึ้นเอง..!!"
----------------------------------------------
#โอวาทธรรม...
#พระครูวินัยธร (มั่น ภูริทตฺโต)
วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง
จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)






"..คนบ่มีศีล บ่มีธรรม มันกะบ่ต่างหยังกับสัตว์ สัตว์มันบ่ฮู้หยัง กัดกัน กินกัน ทำร้ายชีวิตกัน โตใด๋เหมิ๊ดแฮงเหมิ๊ดกำลังกะถืกกิน คนเฮาสิเป็นคนได้กะเพราะศีล สิเป็นเทวบุตร เทวดาก็เพราะศีล สิเป็นพระอริยเจ้าได้กะเพราะศีล มันต่างกันหม่องนี้ ถ้าบ่มีศีลกะเหมิ๊ดละบาดนิ .."

"...ก่อนหลับก่อนนอนสิ่งสำคัญอย่าสิพากันลืม ให้ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิจั๊กห้านาที สิบนาที ฝึกให้เป็นนิสัย การไหว้พระสวดมนต์กะเป็นการฝึกสติ ฝึกสมาธิ เฮ็ดให้จิตสงบได้ มีอานิสงส์มาก อย่าสิมองข้ามในสิ่งเหล่านี้ การสิปฏิบัติได้ เห็นธรรมได้กะอาศัยสิ่งเหล่านี้อย่ามองข้าม ครูบาอาจารย์พาเฮ็ดพาทำมา คั้นถิ่มสิ่งเหล่านี้แล้วกะเบิ๊ด ข้อวัตรคือข้อบุญ นี้ละเพิ่นเรียกว่าข้อบุญ เป็นฆราวาส หรือเป็นพระต้องมีข้อวัตรเป็นของจะของ เพื่อให้มันเกิดเป็นบุญ เป็นวาสนา ทำไปๆๆเรื่อยๆบ่ให้ขาด ให้เป็นนิสัยบุญจั่งบ่ขาด.."

พระราชมงคลวชิรธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร







ธรรมมีในใจที่ไหน ทุกข์จนข้นแค้น
ก็มีความสุขอยู่ภายใน ข้างนอกมีความบกพร่อง
ขาดแคลนเป็นธรรมดา ในโลกอนิจจัง
แต่ภายในมีธรรม เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง แล้วชุ่มเย็น

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 21 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร