วันเวลาปัจจุบัน 07 มี.ค. 2021, 07:07  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2020, 08:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 4064


 ข้อมูลส่วนตัว


...ให้พิจารณาว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆตน
ไม่ว่าจะทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่ว
จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

.ถ้าต้องตายไปก่อนเวลาที่ควร
“ก็เป็นเพราะวิบากกรรม”
ทำบุญมาเพียงเท่านี้ก็อยู่ได้เพียงเท่านี้
จะให้อยู่เกินบุญที่ทำไว้ไม่ได้
เหมือนกับเติมน้ำมันรถครึ่งถัง
ก็จะไปได้ไม่ไกลเท่ากับเติมเต็มถัง

.คนเราก็เช่นเดียวกัน
มีความแตกต่างกัน มีอายุสั้นยาวต่างกัน
มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนต่างกัน
มีอาการ ๓๒ ไม่เท่ากัน

.เพราะทำบุญกรรมมาต่างกัน ละเว้นจาก
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตได้มากน้อยเพียงไร
ถ้าละได้มากอายุก็ยืนยาวนาน
โรคภัยไข้เจ็บไม่เบียดเบียนมาก
มีอาการ ๓๒ ครบถ้วนบริบูรณ์ .
.........................................
กำลังใจ 33 กัณฑ์ที่ 319
ธรรมะบนเขา 21/4/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









“พระพุทธเจ้าท่านกล่าวเปรียบเทียบว่า

“น้ำในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ว่ามีมากมาย มันก็ยังมีน้อยกว่าน้ำตา ที่มันหลั่งออกมาจากความทุกข์ในภพชาติต่าง ๆ ของเรา ที่พวกเราเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้”

ลองคิดดูว่ามันจะทุกข์ขนาดไหน เพราะฉะนั้นมันควรถึงจุดที่จะเบื่อหน่ายกันได้แล้ว ตอนนี้พวกเรามีหนทางที่จะออกจากสิ่งเหล่านั้นแล้ว ด้วยเส้นทางของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงเมตตาปูทางเดินไว้ให้แล้ว

เมื่อเราย้อนเข้าไปพิจารณาดู เราจะเห็นโทษเห็นภัยของวัฏฏะ จะพบว่าเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด จากนั้นเราจะเริ่มมีกำลังใจ ที่จะดิ้นรนนำพาจิตใจของเรา ให้ออกมาจากกระแสของวัฏฏะ ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรม

เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรม ภาวนาไปเรื่อย ๆ จิตมันจะละเอียดเข้าไป มันก็จะมีความเฉลียวฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ พิจารณาอะไรที่เข้ามาสัมผัส มันก็คิดพิจารณาในแง่ของธรรมะ คิดไปในแง่ของการชำระการปัดกวาดจิตใจของเรา ให้กิเลสที่มันทับถมอยู่ในจิตในใจของเราเบาบางลงไป จิตก็จะมีความเบิกบานขึ้น มีความผ่องใส จิตจะมีความสุขมากขึ้น เพราะสิ่งที่มันมาครอบงำจิตใจมันเบาบางลงไป จิตเป็นอิสระจากการแบกหามจากความยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละมันถึงเป็นความสุขที่แท้จริง”

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
เจ้าอาวาสวัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร
๓ มิถุนายน ๒๕๖๓







" ขันติ "ความอดทน"
คือ กำลังกายมีเท่าไร
เราต้องทำไปให้เต็มที่

กำลังวาจามีเท่าไร
กล่าวไปให้เต็มที่
อย่าหวั่นไหวในคำติชม
ของคนทั้งหลาย

เราทำดี เขาว่าดีก็มี
เราทำชั่ว เขาว่าดีก็มี
เราทำดี เขาว่าชั่วก็มี

ทั้ง ๓ อย่างนี้
ล้วนเป็นเครื่องหวั่นไหวทั้งสิ้น

ฉะนั้น
ให้ยึดเอาการกระทำดี
การะทำถูกของตนเองเป็นสำคัญ

ใครจะติชมอย่างไร
ไม่ต้องยินดียินร้าย
ธรรมดาลมมันจะต้องพัด

เปรียบเหมือนผลไม้
ที่พอเริ่มเกิดออกมา
มันก็จะต้องมีด้วง แมลง
คอยกัดกินทำอันตราย

คนเราที่ตั้งใจจะทำ "ความดี"
ก็มักมีศัตรู คอยปองร้าย
เช่นเดียวกัน.."

โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธัมมธโร









#มนุษย์เรานี้ก็ต้องกินขี้กันทั้งสิ้น #พิจารณาอสุภะ

ในระหว่างพรรษาที่หนึ่งขณะองค์หลวงปู่จวนท่านนั่งฟังเทศน์ จิตของท่านสงบลง เกิดภาพนิมิตขึ้นในจิต ปรากฏร่างของท่านเน่าเปื่อยเป็นอสุภะ เห็นขาของตัวเองเน่าเปื่อย มีน้ำเหลืองไหล เหมือนมองดูด้วยตาเนื้อ ท่านอาจารย์จึงได้พิจารณาอสุภะต่อไปเป็นประจำ

ในพรรษานี้เกิดภาพนิมิตแปลก ๆ ขณะกำลังทำความเพียรเสมอ วันหนึ่งก่อนจิตจะรวม ได้เกิดภาพนิมิตขึ้นว่า มีแม่ไก่ลายมาจิกกินอุจจาระอยู่ตรงหน้า

ท่านจึงได้กำหนดจิตถามว่า จิกกินอะไร

แม่ไก่ตอบว่า จิกกินอุจจาระ

แล้วถามว่า แม่ไก่เป็นใคร

ก็ตอบว่า เป็นเทวดา

ท่านจึงกำหนดจิตถามต่อไปว่า เทวดาทำไมกินอุจจาระ

แม่ไก่ตอบว่า มนุษย์เราทุกชาติทุกภาษาต้องกินอุจจาระกันทั้งนั้น

ท่านจึงน้อมเอานิมิตนั้นมาพิจารณา ก็เห็นว่า มนุษย์เรานี้ก็ต้องกินขี้กันทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดความสลดสังเวชอย่างยิ่งในพรรษานั้น

อยู่มาวันหนึ่งหลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว ก่อนจะขึ้นไปบนกุฏิเพื่อเก็บเครื่องบริขาร ท่านมองไปบนหน้าจั่ว ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งนุ่งห่มแต่งกายด้วยเสื้อผ้าลาย ๆ เหมือนแม่ไก่ที่เคยปรากฏในนิมิต ยืนถือตะกร้าหมากอยู่บนหน้าจั่ว มองดูเป็นหญิงที่มีรูปร่างสวยงามมาก ใจหนึ่งก็บอกว่าเป็นเทวดา ท่านก็ไม่สนใจเก็บเครื่องบริขารต่อไปเรื่อย ๆ

ครั้งที่สองหันไปมอง ก็ยังเห็นยืนอยู่ที่เก่า ท่านก็เก็บเครื่องบริขารของตนให้เรียบร้อย

ครั้งที่สามมองดูใหม่รูปที่ปรากฏนั้นหายไปแล้ว ขณะนั้นจิตของท่านก็นึกขึ้นมาได้ว่า นี่ละหนอ...พวกที่ภาวนาแล้วเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ มาปรากฏก็เข้าใจว่าตนได้ญาณ บรรลุมรรคผลทำให้เกิดหลงงมงาย ผลที่สุดก็เสื่อมไปไม่ได้ประโยชน์อะไรจากธรรมะ

ออกพรรษาแล้ว โยมมารดาซึ่งบวชเป็นชีได้ลาสิกขา กลับไปอยู่บ้านกับลูกหลาน เสร็จกิจแล้วท่านปรารถนาจะออกเดินธุดงค์ จึงหาเพื่อนไปด้วย เป็นสามเณรองค์หนึ่ง ออกเดินจากวัด จากอำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี จะเดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม เดินทางผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ ใช้เวลาธุดงค์ถึง ๗ วัน ๗ คืน จึงถึงพระธาตุพนม หลังจากนมัสการพระธาตุพนมแล้ว ได้เดินทางต่อไปเมืองเว หรือเมืองเรณูนคร พักอยู่ประมาณ ๒ เดือน จึงเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี

ขณะเดินทางกลับ ท่านกลับองค์เดียว เณรไม่ได้กลับด้วย ได้เดินจากเรณูนคร ผ่านพ้นดงมะอี่ เขตอำเภอเลิงนกทา ระหว่างบ้านไร่กับบ้านหนองยางต่อกัน ก็ได้กลิ่นเหม็นที่กลางดง ท่านจึงได้เดินสำรวจดู ได้พบซากศพคนตายอยู่ข้างทาง ท่านมีความยินดีเป็นอันมาก และคิดว่าควรจะเพ่งอสุภะให้ได้ ร่างนั้นเน่าเปื่อย ตับไต ไส้พุง มีหนอนชอนไช

ท่านยืนเพ่งแล้วน้อมเข้ามาดูตัวว่า อีกหน่อยตัวเราก็ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ต่อมาก็เกิดความคิดขึ้นว่า ควรจะเผาซากศพนี้เสียให้หายอุจาดตา จึงได้ไปหากิ่งไม้เล็ก ๆ มาเตรียมจะเผา แล้วท่านจึงเกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ตัวท่านเป็นพระ จะเผาศพนี้ได้อย่างไร เพราะดินและหญ้ายังเขียวสด และในศพก็ยังมีสัตว์มีชีวิตอยู่มากมาย ถ้าเผาก็จะต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทำบุญจะได้บาป คิดแล้วก็ตกลงไม่เผา

ท่านได้กลับมายืนพิจารณาศพ โดยถือเป็นอสุภะต่อไป นับเวลาตั้งแต่เดินทางมาถึงเป็นเวลาเที่ยง จนกระทั่งเวลาบ่าย ๓ โมง ไม่มีความกลัวเลย และตั้งใจจะค้างคืนพิจารณาอสุภะนั้นอีกด้วย แต่ได้มีชาวบ้าน ๒ คนเดินมา ท่านจึงได้สอบถามดูได้ความว่า เจ้านายใช้ให้ชายทั้ง ๒ มาดูแลศพไว้ เพราะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่ได้มาชันสูตรศพ ท่านจึงขอค้างคืนเพื่อพิจารณาศพ และขอชักบังสุกุลสิ่งของที่อยู่กับศพ ชายทั้งสองก็ไม่เห็นด้วย กลับนิมนต์ให้ท่านหลีกไป มิจะนั้นอาจสงสัยว่าท่านฆ่าคนตาย เมื่อชาวบ้านยืนยันปฏิเสธเช่นนั้น ท่านจึงได้ออกเดินทางต่อไป

ตกเย็น ท่านได้เดินทางถึงบ้านโพนหนามแท่ง อำเภออำนาจเจริญ ได้หยุดพักปักกลดอาบน้ำชำระร่างกาย เวลาพลบค่ำ ไหว้พระสวดมนต์ พิจารณาซากอสุภะที่เห็นเมื่อกลางวันแล้วน้อมเข้าหาตัว ปรากฏว่าจิตใจสงบ สบาย เยือกเย็นมีความสุขมาก นั่งภาวนาอยู่ตั้งแต่ปฐมยามจนถึงตี ๒ ต่อจากนั้นได้เกิดลมพายุฝนตกหนัก ท่านจึงปลดมุ้งออกพับเก็บพร้อมทั้งสังฆาฏิไว้ในบาตรปิดฝา และนั่งภาวนาต่อไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าฝนเย็น ลมเย็น จิตใจก็เย็นสบายดี ฝนตกประมาณ ๑ ชั่วโมงก็หายไป

หลวงปู่จวน_กุลเชฏโฐ
คัดลอกบางตอนจาก ประวัติพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
จากหนังสือ "กุลเชฏโฐอนุสรณ์"
คณะศิษยานุศิษย์พิมพ์ถวายเป็นธรรมบูชา เนื่องในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ
ณ วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.บึงกาฬ จ. หนองคาย
วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๔









สิ่งที่ล่วงไปคือสังขาร

วันนี้เป็นวันของใคร พรุ่งนี้เป็นวันของใคร ขณะนี้เป็นเวลาของท่านผู้ใด มีแต่ล่วงไปๆ..

สิ่งที่ล่วงไปก็คือสังขาร สิ่งที่ไม่ล่วงไปก็คือทุกข์ เพราะล่วงไปหาระหว่างมิได้ ก็ทุกข์หาระหว่างมิได้เหมือนกัน​

" สังขารา ปรมา ทุกขา " สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง​ ล่วงไปอย่างยิ่งก็เป็นทุกข์อย่างยิ่ง หาระหว่างมิได้...

หลวงปู่หล้า #เขมปัตโต










“ปีใหม่ตั้งใจไว้ ตั้งอธิษฐาน และตั้งใจมั่นว่า
จะสร้างคุณความดี ในปีใหม่นี้เป็นต้นไป
เราจะพยายามรักษาศีล ๕ ให้ดี อย่างนี้เป็นปีใหม่
ชาวพุทธหน่อย นอกจากรักษาศีล ๕ ให้ดีแล้ว
ปีใหม่นี้เราจะฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้ตั้งมั่นเป็นผู้รู้
ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ให้จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว
เราจะฝึกจิต ปีใหม่นี้เราจะเจริญปัญญา”

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช










"ทุกคน จะไปสู่จุดหมายเดียวกัน
คือ ความตาย เมื่อเราพิจารณา
ความตายมรณสติ อยู่สม่ำเสมอ
จิตใจเราจะไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา
ในสิ่งของภายนอก จิตใจจะสงบ
จิตใจจะเยือกเย็น จิตใจจะเบื่อหน่าย
ในภพชาติ"

หลวงปู่สิงห์ทอง ธมฺมวโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร