ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

กายกับใจ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=59669
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  รสมน [ 13 พ.ย. 2020, 05:54 ]
หัวข้อกระทู้:  กายกับใจ

...
ถาม : ฟังเรื่องราววันนี้ ท่านอาจารย์เป็นพระที่สมถะมากคะ

พระอาจารย์ : ความที่ใจมันอิ่มแล้ว
มันก็เลยสมถะโดยปริยาย
"ทำใจให้มันอิ่ม มันก็จะสมถะ"

อย่างหลวงตาท่านก็อิ่ม ท่านก็สมถะ
ครูบาอาจารย์ทุกรูปที่จิตท่านอิ่มแล้ว
ท่านไม่ต้องการอะไร
"ปรมัง สุขัง มันได้แล้วนิ"
แล้วจะไปเอาอะไร

พวกโยมนี้มันจะเน้นปรมังที่ไหน
มันเน้น..กะละมัง มากกว่า
กะละมัง สุขัง.."ความสุขขนาดกะละมัง".
.................................
ธรรมะสังกัจฉา หน้า32
ธรรมะหน้ากุฏิ
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









"#เปรตกินส่วนต่างวัด"

บุญมีจริงบาปก็มีจริง สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

ปกติหลวงปู่จะนั่งสมาธิทุกวัน วันหนึ่ง หลวงปู่ก็นั่งสมาธิจนเกือบจะตีหนึ่ง ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังตึ้ม!!! เห็นแสงวูบขึ้นไปสูงกว่าตึก สว.ห้าชั้น วูบขึ้นไปสว่างจ้า จิตของเราก็จดจ้องไป

ก็เห็นคนสองคนยืนเคียงคู่กันตรงไปไฟวูบขึ้นไป แล้วคนสองคนก็ขยายตัวออก ยืนเคียงไหล่กัน สูงขึ้นไปเท่ากับตึก สว.ไฟก็พุ่งออกตามร่างกาย ลามไปตามเนื้อตามตัว

หลวงปู่คิดสงสารก็เลยถามไปว่า ..."กรรมอะไรจึงได้มาเป็นอย่างนี้"

เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า... ในอดีตชาติ เขาเป็นทายกวัดในคราวที่วัดบวรสร้างโบสถ์ใหม่ ๆ เขาไปสั่งกระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ เขาตีราคากัน แผ่นละ ๑๒ บาท ทางวัดจ่าย ๑๒ บาท แต่เขาเอาไปจ่ายค่ากระเบื้อง ๖ บาท อีก ๖ บาทแบ่งกันใช้สองคน

หลวงปู่จึงว่า ... โอ! เป็นแบบนี้มันแก้กันไม่ได้หรอก ก็ต้องใช้กรรมไป เขาก็ร้องไห้ครวญครางอยู่ที่วัดบวรนี่ล่ะ

หลวงปู่จึงมาพิจารณา เอาของสงฆ์มานี่มันบาปจริง อย่างที่คนโบราณเขาพูด ไม่ใช่ว่าเขาพูดหลอกหลวง มันบาปจริง ๆ เป็นเปรตจริง ๆ สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย

เพราะฉะนั้น ให้พวกเราเข้าใจว่า บาปมีอยู่จริง ไม่ใช่มีแต่บุญนะ บุญมีจริง บาปก็มีจริง สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้องก็คือสิ่งที่ผิดศีลห้า พวกเราอุบาสกอุบาสิกาผู้ถือศีลห้าศีลแปด ก็คือผู้ปลดเปลื้องจากการกระทำความชั่ว สิ่งไหนที่เป็นของดี เราก็ปฏิบัติ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม สิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรมก็มาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อเป็นบาปเป็นกรรมแล้วมันก็แก้กันไม่ได้ อย่างนี้ล่ะ อยู่เป็นเปรตมาเป็นร้อยปี ที่เป็นหมื่นปีพันปีก็มี...

พวกเราเมื่อรู้แล้วก็ให้มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป มีหิริ โอตตัปปะ ให้เกรงกลัวต่อความชั่วทั้งปวงในจิตในใจตลอดไป

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงปู่ไม อินทสิริ











โทรศัพท์มือถือ เครื่องสังหารพระ

"..ประการสำคัญที่สุดก็คือว่า สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อศาสนาต่อจิตใจของพระ ต่อธรรมของพระ มีมากขึ้นๆ ข้าศึกของศาสนาคือกิเลส เป็นข้าศึกของศาสนา

คือมันเห็นประจักษ์ทุกวันนี้ก็คืออะไร? เทวทัตโทรทัศน์ วีดีโอ วิทยุ แล้วก็โทรศัพท์มือถือนี้ เป็นเครื่องสังหารพระ อย่างขาดสะบั้นไปเลย ดีไม่ดีเรียกว่าวัดร้างเหลือแต่หัวโล้นโกนคิ้วเท่านั้น คุณธรรมกิเลสเหล่านี้กลืนกินหมดไม่มีไรเหลือนี่แหละเรียกว่าศาสนาเสื่อม ศาสนาฉิบหายเพราะข้าศึกศัตรู

แล้วกรรมฐานจะด้อยลงๆ ก็เพราะอันนี้กลืน ต่อไปกรรมฐานจะโดนจริงๆ เวลานี้ไม่มี(พ.ศ.๒๕๔๑) ต่อไปมันจะมี หนาแน่นขึ้นไปทุกวัน ๆ สุดท้ายกรรมฐานก็พังได้..."

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน










ผ้าจีวร ให้เป็นผ้าขี้ริ้ว ผ้าราคาถูกแค่ไหน แพงหรือดีแค่ไหน กายมันก็ไม่รู้อะไรด้วย เอามาคลุมกาย กายมันก็เฉยๆ อยู่ ไม่เห็นว่าอะไร มีแต่กิเลสมันไปยึดโน่นยึดนี่ ยึดสมมุติทางโลก ต้องอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดีแล้วก็ทุกข์เอง

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร









“เดี๋ยวนี้เราอยู่ในสถานะไหน ใจของเราเป็นยังไง มองไปข้างหน้าชีวิตของเราจะยืนนานไปสักเท่าไร เราจะทิ้งธาตุทิ้งขันธ์ไหม เดี๋ยวนี้อายุของเราเท่าไร เรารับประกันได้ไหมว่าเราจะมีอายุร้อยปี การอยู่เป็นวันๆ เดือนๆ ปีๆ อย่าตั้งอยู่ในความประมาท
ให้สั่งสมคุณงามความดีแต่ละวัน เมื่อเราจากไปจะไม่เสียเที่ยวเสียที เพราะได้ทำคุณงามความดีไว้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดละ”

หลวงปู่อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๘








ธาตุดินเป็นสมบัติของบิดา
ธาตุน้ำเป็นสมบัติของมารดาพวกเราไม่ใช่ของเรา เดี๋ยวนี้เราใช้สมบัติของบิดามารดา
เพราะฉะนั้นผู้ใช้เป็น เป็นบุญเป็นกุศลแก่ตน
ผู้ใช้ไม่เป็น เป็นบาปเป็นกรรม เป็นโทษ
ท่านจึงให้รักษา
รักษาสมบัติของบิดามารดา
ไม่ให้ทำความชั่วช้าเสียหาย
..ฆ่าสัตว์ ..
..ลักทรัพย์..
..ประพฤติผิดในกาม..
..พูดปดมดเท็จ..
..ดื่มสุราเมรัย..
ถ้าใครรักษาได้แสดงว่ารักษาสมบัติของบิดามารดา
ย่อมเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ตนทุกภพทุกชาติ..

โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร






สิ่งที่เรา. แบกหามอยู่. จะกลายเป็น. ภาระของเรา. เพราะความโง่. ของเรานี่เอง.

หลวงตามหาบัว






ดวงที่ไหน. มันจะดี. กว่าความดี. มีมั้ย. ?

หลวงปู่ชา สุภัทโท







#ต้องเข้าใจในกองทุกข์ถึงจะปล่อยวางได้

"กองทุกข์คืออะไร ก็คือกองแก่ ก็คือกองตาย นี่แหละกองทุกข์ มันต้องปลดเปลื้อง มันต้องปล่อยวาง ที่มันจะปลดเปลี้องจะปล่อยวางได้มันต้องเห็นว่ากองทุกข์เป็นกองทุกข์จริงๆ นี่

คำที่ว่า เห็นกองทุกข์เป็นเรา ไม่มีแม้แต่หนึ่งในร้อย ร้อยทั้งร้อยต้องเห็นว่าเป็นกองทุกข์จริง เห็นชาติความเกิด ชราความแก่ มรณะความตายเป็นกองทุกข์จริง

กองทุกข์คือกองที่อยู่ตั้งแต่ศีรษะไปหาเท้า ตั้งแต่เท้าขึ้นไปหาศีาษะนี่กองทุกข์ทั้งก้อน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ชาติปิทุกขา ชาติความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิทุกขา แม้แต่ความแก่ก็เป็นทุกข์ มรณมฺปิทุกขํ แม้ความตายก็เป็นความทุกข์

มันทุกข์อยู่ในตัวของเราตั้งแต่ศีรษะขึ้นมาหาเท้า เท้าขึ้นมาหาศีรษะ ปลดเปลื้องมันลงไป ปล่อยวางมันลงไป เรียกว่าเราปลดเปลื้องทุกข์ปล่อยวางทุกข์นี่ กองทุกข์มีอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้เราไม่ต้องการทุกข์ เราก็อย่าไปยึดถือเขา เราก็ปล่อยวางเสีย การที่เราจะไม่ยึดถือ การที่เราจะปล่อยวางได้ เราต้องเห็นว่ากองทุกข์นี้เป็นกองทุกข์จริงๆ และกองทุกข์นี้ไม่ใช่เราจริงๆ เราจะว่าทุกข์ๆ สักเท่าไรก็ช่าง

แต่เรายังเห็นว่ากองทุกข์ก็คือเรา เราจะวางก็ปล่อยวางไม่ได้ เราจะละถอดถอนก็ไม่ได้ จึงว่าให้มันชัด ให้แยบคาย ให้มันชัดลงไปในจิตในใจจริงๆ ไม่ต้องไปหาที่ไหนธรรม กองเกิดความเกิดเป็นธรรมะ สัจธรรม ทุกขสัจทุกขสัจในอริยสัจสี่ นี่แหละ"

.... หลวงปู่แบน ธนากโร








“กายกับใจ อยู่ที่ไหน ก็ที่นั่นแหละ
เป็นที่ปฏิบัติบูชาภาวนาอยู่บ้าน ก็ภาวนาได้
อยู่วัด ก็ภาวนาได้ บวช ไม่บวช ก็ภาวนาได้ทั้งนั้น”

หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/