วันเวลาปัจจุบัน 30 พ.ค. 2020, 03:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2020, 04:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3787


 ข้อมูลส่วนตัว


อยากได้มรรคผลนิพพานก็ต้องทำให้มากๆ อดทนให้มากๆ หลวงปู่ผางท่านว่า...

"เดินทั้งวัน นั่งทั้งคืน พุทโธคำเดียว ทำไม่หยุดจะเห็นนิพพาน"

หลวปู่ก็เลยทำ ทำจนเขาว่าเป็นบ้า แต่บ้าภาวนามันก็ดีกว่า คนมาว่าบ้าแล้วไม่ภาวนาเลย..

หลวปู่ประเสริฐ สิริคุตโต
ศิษย์ในองค์ท่านหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต









...การให้ทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี
การปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ
เดินจงกรม เจริญปัญญาก็ดี
การฟังเทศน์ฟังธรรมก็ดี
"เป็นการสร้างความดี เป็นกรรมดี"

เป็นกุศลกรรม จะนำมาซึ่งความสุข
และความเจริญทั้งในปัจจุบันชาติ
และในชาติที่จะตามมาต่อไป.
...................................
ธรรมะโดนใจเล่ม2หน้า79
ธรรมะในศาลา 1/12/2550
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










#เมื่อเพ่งสังขารด้วยจิตอันเป็นกลาง
ที่ท่านตั้งชื่อว่า สังขารุเปกขาญาณ ด้วยอนุโลมปฏิโลม ก็จักเกิดญาณทัสสนะ คือ
ยถาภูตญาณ เป็นมรรคปฏิปทา รู้เท่าสังขาร คือรู้เท่าสมมติ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ

ที่เข้าใจว่า ตัวเป็นนาม เป็นรูป เป็นธาตุ เป็นขันธ์ ก็ดับ คือดับความไม่รู้จริง ทีนี้ตัวก็ไม่ได้เป็นนาม เป็นรูป เป็นธาตุ เป็นขันธ์ เป็นธรรมต่างหาก เห็นตัวเป็นธรรมชัดใจ ชื่อว่าจิตตกกระแสธรรม ได้ชื่อว่า ได้ดื่มรสของพรหมจรรย์ เป็นอุปธิวิเวก ชื่อว่าเนกขัมมคุณประการหนึ่ง

แต่นั่นแหละ อุปธิวิเวก ก็มีอย่างต่ำอย่างกลาง อย่างสูง ย่างต่ำเพียงภูมิพระโสดา พระสกิทาคา อย่างกลางเพียงภูมิพระอนาคา อย่างสูงเป็นภูมิของพระอรหันต์ เนกขัมมะในที่มาบางแห่ง

ท่านแสดงว่าเป็นชื่อของพระนิพพาน ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว ทุกข์ในโลกดับหมด ถึงแม้อัตตภาพยังอยู่ในโลก ถึงจะเกิดโรคาพาธไข้ตาย ก็ได้รับแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น

ส่วนโสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาส ไม่ได้ทำให้ใจสะเทือน จึงได้ชื่อว่าผู้พ้นทุกข์ ใจของท่านมีนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียว เสวยแต่นิรามิสสุข เป็นความสุขอันเลิศ ไม่เจือด้วยทุกข์

อย่าเข้าใจว่าพระนิพพานสูญหายไป สูญหายไปแต่กิเลสผู้แต่งทุกข์เท่านั้น อริยมรรคอริยผลเป็นของมีจริง พระนิพพานก็เป็นของมีจริง เป็นวิสัยของพระอริยมรรคจะแสดงพระนิพพานให้เห็น

ก็เมื่อความสุขอันปราศจากทุกข์มีอยู่เช่นนี้ เราจะมางมงายอยู่กับความสุขอันเจือด้วยทุกข์อยู่อย่างนี้ เห็นสมควรแก่มนุษยชาติของตนแล้วหรือ ? ความสุขในโลกนี้เปรียบเหมือนความสุขอันเกิดแต่ไฟ

คือไฟให้สำเร็จความอบอุ่น ให้สำเร็จอาหารกิจ ปละให้แสงสว่าง ให้ความสุขแก่มนุษย์อย่างพอใจทุกประการ ชื่อว่าเป็นของมีคุณ มีประโยชน์ หาสิ่งเปรียบไม่ได้ แต่นั่นแหละ ไม่มีแต่คุณอย่างเดียว มีทั้งโทษอย่างมหึมา

ถ้าจะพรรณนาโทษของไฟก็ลึกซึ้ง มนุษย์พวกเราเสียชีวิต เสียทรัพย์สินเงินทองเจ็บป่วยเพราะไฟปีหนึ่ง ๆ ก็นับไม่ถ้วน ความสุขเกิดแต่กาม กับความสุขเกิดแต่ไฟ มีอุปไมยเช่นเดียวกัน

ส่วนความสุขของพระนิพพาน มีแต่คุณอย่างเดียว ไม่มีโทษ เปรียบเหมือนมีแก้วสารพัดนึกดวงหนึ่ง มีคุณวิเศษปรารถนาอะไรสำเร็จหมด ต้องการแสงสว่าง แก้วนั้นก็ให้แสงสว่าง ต้องการอบอุ่น ต้องการต้มแกง ย่าง เผา อะไร ซึ่งเป็นอาหารหรือเป็นกิจการ สำเร็จตามปรารถนาได้ทุกประการ

แต่จะไหม้ผู้คนให้เจ็บปวด หรือไหม้เหย้าเรือนทรัพย์สมบัติไม่เป็น แก้วนั้นให้แต่คุณ คือความสุขแก่เจ้าของอย่างเดียวเท่านั้น ข้ออุปมานี้ ฉันใด พระนิพพานก็ให้ความสุขแกผู้ได้ผู้ถึง โดยส่วนเดียวฉันนั้น จึงเป็นธรรมอันนักปราชญ์ผู้เห็นโทษทุกข์ภัยในวัฏฏะปรารถนายิ่งนัก...

#พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)








ถ้าเราโกรธใครเกลียดใครมันก็อยู่ในใจ
แต่ถ้าเราไม่เกลียด ใจเราไม่โกรธเรา
ก็ไม่มีความทุกข์ เกลียดก็ทุกข์ โกรธก็ทุกข์
แล้วเราจะเกลียด จะโกรธ ไปให้เราเป็นทุกข์ทำไม
คนที่เราเกลียด คนที่เราโกรธ เขาไม่ทุกข์ไปกับเราหรอก เราทำให้เราทุกข์เองทั้งสิ้น

โอวาทธรรม : หลวงปู่ไพบูลย์ สุมงฺคโล
วัดอนาลโยทิพยาราม จ.พะเยา










#นินทา_สรรเสริญ

"นี่พูดถึงเรื่อง "ความนินทาความสรรเสริญ"
มันออกจากปากเขา จากใจเขา จากลมเขา
เราอย่าไปยึดไปถือเอา ไม่ถูก "ให้เรายึดเอาเหตุเอาผลเป็นสำคัญกว่า ลมปาก"

#ถ้าสมมุติว่า "เขาตำหนิดี ตำหนิถูกต้องตามความจริง คนนั้นก็มีเหตุผล" เขาจะรักษาตัวเขาได้ ตลอดหน้าที่การงานไม่ผิดพลาด เพราะเขาเป็นคนมีเหตุผล "ถ้าสมมุติเขาชม
เรา เขาก็มีเหตุผล" คนนี้เขาดี ชมก็ถูกต้อง ตำหนิก็ถูกต้อง

#นักปฏิบัติต้องผ่านเรื่องนี้จากหัวใจก่อน

"จะสรรเสริญนินทาใครตำหนิใครก็ควรตำหนิด้วยความเมตตาสงสาร ชมใครก็ควรชมด้วยเหตุด้วยผล" ด้วยความอนุโมทนาจริง ๆ ทั้งการติ ทั้งการชม "ไม่เอาลมปากเข้ามาเผาเรา"

#นักปฏิบัติธรรมต้องทำให้ได้อย่างนี้

"จึงจะจัดว่าเป็นผู้มีเหตุผลเครื่องรักษาตัว
ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่เสียท่า
ให้ลมปากสกปรกทั้งหลาย" ที่มีเต็มแผ่นดิน
ถิ่นอาศัยเข้าทำลายจิตใจอันมีค่ามหาศาลได้"

#หลวงตามหาบัว_ญาณสัมปันโน











การรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ทำให้จิตใจให้เกิดความปราโมทย์
จิตที่เกิดความปราโมทย์ คือยินดี
ทำให้เกิดปีติ คือความอิ่มใจ
ความอิ่มใจเป็นเหตุให้เกิดสุข
สุขเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ

โอวาทธรรม : หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมฺสิโร
วัดป่าปางกึ๊ดกิตติธรรม จ.เชียงใหม่










" ธรรมะ บ่ได้อยู่ใสดอกเด้อ
ธรรมะกะอยู่นำโตเฮานี้ละ
พิจารณาเบิ่งให้ดี ผู้มีปัญญาสิเข้าใจเองดอก
ว่าธรรมะอยู่ส่วนใดของกายเฮา
พิจารณาทุกมื้อทุกวัน มันกะสิเห็นสัจจะธรรม
ความจริงที่เกิดขึ้นว่า อันใดมันกะบ่เที่ยงบ่แท้ "

โอวาทธรรม หลวงปู่ดำ สีลคุโณ







" เป็นมหาเศรษฐีก็ตายได้
เป็นคนทุกข์คนจนก็ตายได้
แล้วก็หาความสุขไม่ได้ด้วย
อย่าอยากจนเกินไปนะ การเสาะเเสวงหา
เครื่องเยียวยารักษาธาตุขันธ์
ความเป็นอยู่ของเรา
มีบ้านมีช่อง มีไร่มีนา มีรั้วมีสวน
มีสมบัติเงินทองพอเป็นไปแล้ว
ก็ให้รู้จักความพอเหมาะพอดี
แล้วก็ให้พักผ่อนพาบำเพ็ญภายในจิตใจ
ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา
เป็นคู่เคียงกันไป นี่เรียกว่าที่พึ่งภายใน
ได้แก่บุญกุศล เป็นที่พึ่งของใจ "

#โอวาทธรรม
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน










" "การภาวนา" เป็นเหมือน
เครื่องค้นคว้าหาแก้ว
อันประเสริฐ

คนเรามีแก้วอันประเสริฐ
อยู่ในตัว แต่เมื่อไม่อาศัย
การภาวนา ก็ไม่สามารถ
ค้นพบแก้วนั้นได้

พระพุทธศาสนามีคุณค่าสูง
ก็ด้วยสอนวิธี "ภาวนา"
ทำจิตใจที่มีกิเลสอาสวะ
เศร้าหมองอยู่ ให้หมดจด
จากสิ่งเศร้าหมองกลับ
ผ่องใสขึ้น "

โอวาทธรรม
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร










“ความตาย เป็นที่สุดของทุกคน
เกิดมาแล้ว ก็ต้องตาย
ถ้าไม่มีการเกิด ก็ไม่ต้องมีการตาย
ไม่มีหนึ่งเริ่มแล้ว สอง สามจะมาจากไหน
ถ้าไม่อยากเกิด ก็ทำให้มันหมดกิเลส”

หลวงปู่แสง ญาณวโร










"ปลงให้เป็น เย็นให้ได้ ใจก็สุข
เย็นที่เรา เขาก็สุข เรื่องก็หาย
ปลงให้ไว ใจก็สงบ เรื่องก็คลาย
ปลงให้ได้ ปล่อยให้ไว ใจก็เย็น"

ท่านพุทธทาสภิกขุ








"ให้พากันสร้างกรรมดีนะ
เวลามีชีวิตอยู่อย่าพากันเพลิดเพลิน
ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ได้นะต้องระวัง

เราเป็นผู้ประกันตัวของเราเอง
รักษาตัวของเราเอง พึ่งตัวเอง
ให้ระมัดระวังการกระทำของเรา
อย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ดี เป็นการทำลายตัวเอง
ต้องได้คิดได้อ่านเสียก่อนจะทำอะไร
เพราะทำแล้ว ไม่หายไปไหน

บาปกับบุญ มันติดอยู่กับผู้ทำนั่นแหล่ะ
ให้พากันระวังให้ดี"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน











ถ้าจิต. มันไม่สงบ. ให้เอาปัญญา. มาสอนมัน

โอวาทธรรม
หลวงพ่อฉลวย อาภาธโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร