วันเวลาปัจจุบัน 18 ต.ค. 2019, 10:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ย. 2019, 05:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3562


 ข้อมูลส่วนตัว


" ให้ภาวนาไว้ตลอดนะ จิตว่างเป็นบุญ จิตวุ่นเป็นบาป จิตเป็นกลางพ้นทุกข์ ใจความสำคัญมันก็มีอยู่แค่นี้ เท่านี้ "

หลวงปู่สงวน ยุตตธัมโม (อายุ ๙๐ ปี)
วัดธุดงคนิมิต (เขาพุรางล่าง) จ.กาญจนบุรี
ศิษย์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่สาม อกิญจโน







หลวงพ่อพุธ ท่านเล่าว่า ขณะที่ท่านป่วยเป็นวัณโรคนั้น ท่านต้องรักษา พยาบาลตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โดยมุ่งที่จะพิจารณาดูความตายเท่านั้น โดยคิดว่า "ก่อนที่เราจะตายนั้น ควรจะได้รู้ว่า ความตายคืออะไร" จึงได้ตั้งอกตั้งใจพิจารณาดูความตาย อยู่เป็นเวลาหลายวัน ในวันสุดท้ายได้ค้นคว้าพิจารณาดูความตายอยู่ถึง ๗ ชั่วโมง

ในตอนแรกที่พิจารณา เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่า ความตาย คืออะไร ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นนี้เป็นอาการของกิเลส กิเลสจึงปิดบังดวงใจ ทำให้ความสงบใจที่เป็นสมาธิก็ไม่มี ความรู้แจ้งเห็นจริงก็ไม่มี ท่านเริ่มนั่ง สมาธิตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งเวลาตี ๓ จนเกิดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทบจะ ทนไม่ไหว

ในขณะนั้นความรู้สึกทางจิตมันผุดขึ้นมาว่า "ชาวบ้านชาวเมือง ทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งนั้น ท่านจะมานั่งตาย มันจะตายได้อย่างไร" ท่าน จึงเอนกายลงพร้อมกับกำหนดจิตตามไปด้วย เมื่อเกิดความหลับขึ้น จิตกลาย เป็นสมาธิแล้ว จิตก็แสดงอาการตาย คือวิญญาณออกจากร่างกายไปลอยอยู่ เบื้องบนเหนือร่างกายประมาณ ๒ เมตร แล้วส่งกระแสออกมา รู้กายที่นอน เหยียดยาวอยู่ แสดงว่าได้รู้เห็นความตาย ลักษณะแห่งความตาย ในเมื่อตาย แล้ว ร่างกายก็ขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังไปตามขั้นตอน ในเมื่อร่างกายที่มองเห็น อยู่นั้นสลายตัวไปหมดแล้ว ก็ยังเหลือแต่จิตว่าง จิตว่างแล้วก็ยังมองเห็นโลก คือแผ่นดิน ในอันดับต่อมาโลกคือแผ่นดินก็หายไป คงเหลือแต่จิตดวงเดียว ที่สว่างไสวอยู่ มองหาอะไรก็ไม่พบ พอจิตมีอาการไหว เกิดความรู้สึกขึ้นมา ก็เกิดความนึกคิดขึ้นมาว่า "นี่หรือคือความตาย" อีกจิตหนึ่งก็ผุดขึ้นมารับว่า "ใช่แล้ว" ก็เป็นอันว่าได้รู้จริงเห็นจริงในเรื่องของความตายด้วยประการฉะนี้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






เหมือนกับว่าท่านกำลังเดินไปตามถนน
บางขณะท่านจะพบสิ่งกีดขวางอยู่
เมื่อท่านเกิดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
จงรู้ทันมัน
และเอาชนะมันโดยปล่อยให้มันผ่านไปเสีย
อย่าไปคำนึงถึงสิ่งกีดขวางที่ท่านได้ผ่านมาแล้ว
อย่าวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังไม่ได้พบ
จงอยู่กับปัจจุบัน
อย่าสนใจกับระยะทางของถนน หรือจุดหมายปลายทาง
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป
ไม่ว่าท่านผ่านอะไรไปอย่าไปยึดมั่นไว้
ในที่สุดจิตจะบรรลุถึงความสมดุลตามธรรมชาติของจิต
และเมื่อนั้นการปฏิบัติก็จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ
ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นและดับไปในตัวของมันเอง

หลวงปู่ชา สุภัทโท




"เราจะไปเอาอะไรกับสิ่งภายนอกเราก็รู้กันแล้วว่า ของภายนอกมันเป็นเครื่องรบกวนแห่งความสงบ เราจะเอาสติของเรามาคุ้มกันเรื่องต่างๆอันที่มันจะเกิดขึ้น และมันจะมาเชื่อมโยงกันภายใน คนในก็อย่าให้มันออกคนนอกก็อย่าให้มันเข้ามา กันมันได้ไหม คือสติ เป็นทำนบหรือว่าเป็นกำแพงที่จะต้องกั้นอารมณ์ มันจะไหลไปตามความอยาก ไหลไปตามความโลภความโกรธ ความหลง ไหลไปตามความรัก ความเกลียด ความชัง จิตใจมันไหลไปทางนั้น เรามีอะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น

พระองค์ก็ตรัสว่าสติเป็นทำนบ เป็นเครื่องกั้นเพื่อไม่ให้มันไหลไม่ให้จิตใจของเรามันไหลไปตามอารมณ์ สติเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติ"

หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก





ผลบุญผลบาปมีจริง

"...ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ ผู้ที่เห็นทุกข์
เหล่านั้นจึงขวนขวายหาหนทางพ้นทุกข์ เมื่อเห็น
ทุกข์แล้ว จงเร่งความเพียรภาวนาเรื่อยไป เพื่อให้
รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง ให้เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป
ว่าเป็นของมีจริง โดยมากคนมักไม่เชื่อ

ศาสนา ศาสนาก็คือคำสอน สอนให้คนละชั่ว ทำความดี
เพื่อขจัดทุกข์ให้ประสบความสุข ถ้าผลบุญผลบาปไม่มี
จริงแล้ว จะมีคนร่ำรวย มียศถาบรรดาศักดิ์ และมีคนทุกข์ยากกระจอกงอกง่อยขี้ทูดกุดถังได้อย่างไร...

ของมันเห็น ๆ กันอยู่ แต่ไม่รู้จักพิจารณาก็ย่อมไม่เข้าใจ
ให้เข้าใจว่าที่มีศาสนา ที่มีผู้สอนให้ ก็เพื่อประโยชน์ของ
ผู้ศรัทธาปฏิบัติตาม จะได้พ้นทุกข์พ้นยาก

แต่ถ้าไม่เชื่อก็แล้วแต่ ให้รู้จักภาวนา พุทโธ ทำดวงจิต
ให้ผ่องใสจะได้เป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน ให้ทราบว่า
ในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด เกิดมาแล้วก็ต้องตาย
เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของ
ดวงจิตเท่านั้น...

ฉะนั้น...จึงให้รู้จักทำจิตคลายจากความชั่ว ความ
เศร้าหมอง ทำจิตใจให้เป็นบุญเป็นกุศล เป็นจิตที่
สงบผ่องใส เป็นสมาธิให้รู้จักใช้ปัญญา พิจารณา
รูปนาม ให้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร จน
สามารถละวางตัณหาอุปทานทั้งหลายได้..."

โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร