วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2019, 07:51  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ค. 2019, 03:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3501


 ข้อมูลส่วนตัว


ขั้นตอนพระอริยบุคคล 4 จำพวกมีดังนี้

1. พระโสดาบัน ไม่เสียดายอยากจะล่วงละเมิดศีล 5 ไม่เสียดายอยากจะถือศาสนาอื่น ไม่เสียดายอยากจะเล่นอบายมุขทุกประเภท ไม่เสียดายอยากจะผูกเวรสาปแช่งท่านผู้ใด ไม่เสียดายอยากจะค้าเครื่องประหาร มีศาสตราวุธ เป็นต้น หรือยาเบื่อเมาทำให้สัตว์ต่างๆ ต้องตาย

2. ส่วนพระสกิทาคามี ก็มีความหมายอันเดียวกัน แต่ละเอียดกว่าพระโสดาบันบ้าง ให้เข้าใจว่าอยู่ในภูมิเดียวกัน

3. พระอนาคามี เว้นจากการไม่นึกถึงกามวิตก ความตริในทางกาม เพราะราคะขาดไปหมดแล้ว และกิเลสของพระอนาคามียังมีอยู่ แจกออกเป็นพิเศษ 9 ข้อ
โดยใจความก็คือ มานะถือตัว 9 ข้อ

1. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
2. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา
3. เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
4. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
5. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา
6. เป็นผู้เสมอเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
7. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา
8. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเสมอเขา
9. เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญตนว่าเลวกว่าเขา
นี่แหละคือกิเลสของพระอนาคามี

และยังอยู่อีกคือวิชชา คือความโง่อันละเอียด ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักความดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ไม่รู้จักอดีต ไม่รู้จักอนาคต ไม่รู้จักทั้งอดีต อนาคตโยงใส่กัน ไม่รู้จักลูกโซ่ ที่เกี่ยวข้องกันเป็นสาย ที่เป็นวงกลมผูกคออยู่แต่ในโซ่นั้นดังนี้
มีอวิชชา ความโง่คืออวิชชา 4 ดังกล่าวแล้วนั้นเอง
เมื่อมีความโง่ใน 4 ข้อนี้แล้ว ก็เป็นเหตุไม่ให้รู้จักสังขาร

สังขารนั้นแบ่งเป็น 3 คือ
ปุญญาภิสังขาร อภิสังขาร คือบุญที่สร้างขึ้นด้วยทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น

อปุญญาภิสังขาร อภิสังขาร คือบาปอันตรงข้ามกับบุญ

อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร คืออเนญชา ได้แก่ สมาบัติ ไปติดสมาบัติ จนถือว่าเป็นเรา เป็นเขา เป็นสัตว์ เป็นบุคคล จนแกะไม่ได้คายไม่ออก

จะขออธิบายอีกว่า ในคำว่าบุญในทางพระพุทธศาสนา หมายเอาพระอนาคามีเท่านั้น จะเหนือนั้นไม่บัญญัติว่าเป็นบุญ ส่วนในทางตรงกันข้าม คือบาป หมายเอามหาอเวจีนรกและโลกันตนรกเท่านั้น

ส่วนพระอรหันต์ ท่านรู้เท่าถึงการณ์สิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
รู้เท่าด้วย ปฏิบัติเท่าด้วย ตัดขาดเท่าด้วย


หลวงปู่หล้า เขมปัตโต




สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้
สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย
ไม่เอาทั้งสงบ และไม่สงบ
เอาแค่รู้ตามความเป็นจริง
ของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น


คุณแม่จันดี โลหิตดี



" อุทธุมาตกอสุภะ คือ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด.
ท่านสอนไว้เพื่อที่เป็นที่สบายของบุคคลผู้มีความกำหนัดยินดีในทรวดทรงสัณฐาน.
ซึ่งแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงของร่างกายทรวดทรงนี้ว่าไม่มีสภาพคงที่.
เพราะในที่สุดทุกร่างก็ไม่น่าดูเพราะขึ้นอืดพอง.
ส่งกลิ่นเหม็นเน่า เป็นที่น่าโสโครก.
แม้เคยสวยงามน่ากำหนัดรักใคร่ในร่างกายนี้เพียงไร.
แต่เมื่อกลายสภาพขึ้นอืดแล้ว.
ย่อมกลายเป็นสิ่งน่าเกลียด น่ากลัวยิ่งนัก."

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






" อกุสลาธรรมเมา​ เมาหลง​ เมาโกรธ​ เมาราคะ​ กิเลสตัณหา.
มันต้องละ​ พวกนี้ละก้า... จะไปละที่ไหน."

หลวง​ปู่​แหวน​ สุจิ​ณ​โณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 มิ.ย. 2019, 11:08 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1590


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร