วันเวลาปัจจุบัน 21 มี.ค. 2019, 16:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2019, 05:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3351


 ข้อมูลส่วนตัว


ให้ดูที่ตนเอง

"เราคิดดู ครูบาอาจารย์ต่างๆ หลวงปู่ต่างๆ ที่ท่านแก่เฒ่าชราแล้วนั้น ท่านพูดยิ้มแย้มแจ่มใส แช่มชื่นเบิกบาน ฟันก็ไม่มี คางบ้ำๆ บิ้มๆ ไปหมด ก็ยังแช่มชื่นรื่นเริง ตาแช่มชื่นอะไร ร่างกายเหี่ยวแห้งแค่ไหน ใจของท่านนั้นมีความสุขอย่างไร อย่างนี้แหละเราไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์หลวงปู่ทั้งหลายที่ท่านได้ฝึกไว้แล้ว เพราะใจท่านมีความสุข ตรงนี้มีพลังอย่างเต็มที่แล้ว

พวกเราท่านทั้งหลาย ยังหนุ่มๆ น้อยๆ ก็ยังหน้าเหี่ยวหน้าแห้งอยู่ ยังหน้างอหน้าเศร้าหมองอยู่ ยังไม่ชุ่มชื่น ก็เพราะกิเลสที่มันปิดบังใจของพวกเราเหมือนกับเมฆนี่แหละ ส่องแสงสว่างไม่เต็มดวงหรอกนะพระจันทร์ เพราะเมฆปิด จิตใจก็ถูกกิเลสปิด ความโลภ โกรธ หลง ปิดเอาไว้ ก็เลยเศร้าหมอง ใจเศร้าหมอง ก็หมองมาทางใบหน้าข้างนอกด้วย

ดูตนเองนั่นแหละ เราไม่อยากเศร้าหมองอย่างนั้น เราก็เลยพัฒนาปรับปรุงแก้ไขตนเองด้วยสติปัญญา ปรับปรุงตนเองเพื่อจะให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขเกิดขึ้น ใครเล่าได้ ก็ตนเองนั่นละเป็นคนได้..."

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป





หลวงปู่ฝากไว้ให้คิดทางพ้นทุกข์ "สูเจ้าทุกคนนี้"

1.ไหว้พระสวดมนต์เช้า-เย็นได้ทำอยู่ไหม
2.เคารพบิดามารดาได้ทำไหม บำรุงได้อยู่หรือไม่
3.ตอบแทนคนผู้มีคุณ ได้ทำอยู่หรือไม่
4.ศีล5ได้รักษาไหม วันพระศีล 8 ได้รักษากันไหม
5.ความดีเป็นอย่างใด ความชั่วเป็นอย่างใดแยกได้ไหม
6.ได้ฝึกหัดภาวนากันไหม
7.รู้จักไหมตัวของตน เกิดมาแล้วก็ต้องตาย
ตายแล้วเสาะหาที่เกิด เกิดแล้วพอใหญ่ ศึกษาเล่าเรียน
เป็นโลกเป็นสงสาร ได้ลูกได้หลาน แก่เฒ่าไม่มีใคร
ต้องการ ตายไม่มีใครอยากได้ จึงให้รู้จักตนเอง
อย่าไปรู้แต่โลก ตัวของตัวเองไม่รู้ใช้ไม่ได้
ตั้งใจคิดอ่านแก้ไขตนเองทุกคน
อยากได้บุญ ทำบุญ บุญพาไปดี
อยากได้ทุกข์ ให้ทำความชั่ว ชั่วพาไปนรก
อยากได้ธรรมะให้ปฏิบัติเอา ทำเอง
ธรรมะมีมาก ก็รู้จักตัวเองมาก
ธรรมะมีน้อย ก็รู้จักน้อย
ไม่มีธรรมะใดๆในใจ ก็อยู่ไปในโลกจมทุกข์อยู่แบบนี้
ตั้งใจของตนทุกคนไว้ดีๆเน้อ! หลวงตาเฒ่าผู้นี้
บอกไว้แล้ว ให้สูเจ้าตั้งใจทำเอาความดีน่ะ

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ




สิ่งใดที่มันล่วงมาแล้ว เลยมาแล้ว เราไม่สามารถไปตัด ไปปลงมันได้อีกแล้ว
สิ่งที่เราทำไปนั้น ถ้ามันดีมัน ก็ดีไปแล้ว ผ่านไปแล้ว พ้นไปแล้ว
ถ้ามันชั่วมันก็ชั่วไปแล้ว ผ่านไปแล้ว เช่นกัน
อนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึง เราก็ยังไม่รู้เห็นว่ามันจะเป็นอย่างไร
อย่างมากก็เป็นแต่เพียงการคาดคะเนเอาเอง ว่าควรเป็นยังงั้น เป็นยังงี้
ซึ่งมันอาจจะเป็น ไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดคะเนก็ได้
ปัจจุบัน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เราได้เห็นจริง ได้สัมผัสจริง
เพราะฉะนั้นความดีต้องทำในปัจจุบัน ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี
ต้องทำเสียในปัจจุบันที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราต้องการความดี ก็ต้องทำให้เป็นความดีในปัจจุบันนี้
ต้องการความสุข ต้องการความเจริญ ก็ต้องทำให้เป็นไปในปัจจุบันนี้.....
.
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ



บุคคลผู้มีปัญญา คือบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร แต่ส่วนมากคนไม่ค่อยเห็น มักติดกันซะส่วนใหญ่ ไปหลงคิดว่ามันดี มันคือความบันเทิง มันคือความสุขความจริงบุคคลผู้เห็นภัยในวัฏสงสารมีมานานแล้ว และมีจำนวนมากด้วย แต่ที่จะบวชแล้วหลุดพ้นนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่จะหลงผิด เพราะครูผู้รู้จริงเห็นจริงไม่มี

ส่วนนักบวชที่สามารถหลุดพ้นได้ ก็ไม่ได้อบรมสั่งสอนใครจริงๆจังๆ เพราะเห็นว่าเป็นธรรมอันยากที่จะสั่งสอนผู้คนให้รู้เห็นตามได้ เพราะมันคือการสวนกระแสของโลก

โลกสอนให้ยึด แต่ธรรมะสอนให้วาง

บรรดานักบวชเหล่านี้
จึงไม่ได้ประกาศพระศาสนาท่านคือ
พระปัจเจกพระพุทธเจ้า

มายุคสมัยนี้ โชคดีแค่ไหนที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ แล้วประกาศพระศาสนา แล้วทุกวันนี้ก็ยังคงมีครูบาร์อาจารย์ผู้เห็นจริงในคำสอนเหล่านั้นอยู่

ให้หาเวลาและโอกาสปฏิบัติธรรมกันเสียแต่ตอนที่ยังมีโอกาส เพราะหากพลาดจากชาตินี้ไป ไม่รู้ว่าจะมาเจอพระพุทธศาสนาอีกเมื่อไหร่ทำอย่างไรจิตใจถึงจะไม่หลงระเริงในรูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัส

ก็ต้องมาพิจารณาให้เห็นว่าร่างกายมันเป็นอย่างไร ลองพิจารณาให้ดี ทำให้มาก ทำให้คล่อง เมื่อถึงขั้นที่เรียกว่า ปล่อยวางในร่างกายได้ นั่นแหละจึงจะเรียกว่า ผู้เห็นธรรม

หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป
วัดป่าปทีปปุญญาราม
อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2019, 18:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 มี.ค. 2019, 11:03
โพสต์: 13

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หนุนใจท่าน
การดูตัวเอง
อาจเป็นโทษภัยมากกว่ามีคุณ
หากผู้ดูตัวเองยังไม่เห็นความว่างในแบบอย่างของพระพุทธเจ้า
ว่างจากความเป็นคนว่างจากความเป็นสัตว์ที่มักจะ
ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆในกลุ่มที่ดูตัวเองแล้วเกิดเข้าข้างกิเลสของตัว เพราะแปลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเคลื่อนไป อาทิเช่นธรรมอนัตตา(ธรรมะล้วนว่างเปล่า)
ผู้ที่แปลเคลื่อนไป
ก็จะเอาธรรมะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาทุ่มเถียงกันจนเป็นการก่อการทะเลาะวิวาท แค่ยกตัวอย่างมาเสริมครับผู้คงแก่เรียน.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มี.ค. 2019, 19:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 6015

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


luna เขียน:
หนุนใจท่าน
การดูตัวเอง
อาจเป็นโทษภัยมากกว่ามีคุณ
หากผู้ดูตัวเองยังไม่เห็นความว่างในแบบอย่างของพระพุทธเจ้า
ว่างจากความเป็นคนว่างจากความเป็นสัตว์ที่มักจะ
ได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆในกลุ่มที่ดูตัวเองแล้วเกิดเข้าข้างกิเลสของตัว เพราะแปลคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเคลื่อนไป อาทิเช่นธรรมอนัตตา(ธรรมะล้วนว่างเปล่า)
ผู้ที่แปลเคลื่อนไป
ก็จะเอาธรรมะเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาทุ่มเถียงกันจนเป็นการก่อการทะเลาะวิวาท แค่ยกตัวอย่างมาเสริมครับผู้คงแก่เรียน.


เมื่อแปลเคลื่อนไป ก็คิดเคลื่อนไป พูดเคลื่อนไป กระทำ
เคลื่อนไปเป็นธรรมดา

.....................................................
เมื่อความเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาตไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร