วันเวลาปัจจุบัน 20 เม.ย. 2021, 01:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 280 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 19  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 06:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b36:
ความรู้พื้นฐานที่ชาวพุทธทุกคนควรมี
1.ยาก 5 อย่าง
2.ทาง 5 เส้น
3.บุคคล 5 จำพวก
4.โอวาทปาติโมกข์ 3
5. อริยสัจ 4
6. โพธิปักขิยธรรม 37
7.ไตรลักษณ์ 3
8. นิวรณ์ 5
9. สมถะและวิปัสสนา
10. ปัจจุบันอารมณ์
11. อกุศลมูล 3
12. บุญกิริยาวัตถุ 10
ยาก 5 อย่าง
1.ความเกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นมาในโลก
2.ความได้เกิดเป็นมนุษย์
3.ความได้พบพระพุทธศาสนา
4.การได้ฟังและศึกษาข้อธรรมคำสอนอันถูกต้องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
5.การได้นำคำสอนอันถูกต้องนั้นมาใส่ใจประพฤติปฏิบัติ
ดัดกายใจจนบรรลุถึงมรรค ผล นิพพานตามลำดับ
ทาง 5 เส้น
1.ทางบาปอกุศล
2.ทางบุญกามกุศล
4.ทางรูปกุศล อรูปกุศล
5.ทางโลกุตรกุศล
ดูรูปประกอบจะเข้าใจดียิ่งขึ้น
บุคคล 5 จำพวก
1.ปุถุชน
2.กัลยาณชน
3.เตรียมชาวพุทธ
4.ชาวพุทธ
5.อริยชน แบ่งเป็น 4 จำพวก
5.1โสดาบัน
5.2สกิทาคามีบุคคล
5.3อนาคามีบุคคล
5.4อรหันต์บุคคล
โอวาทปาติโมกข์ 3 (ทั้งหมดมี 9)
ดูและทำความเข้าใจจากรูป
อริยสัจ 4 ทำความเข้าใจจากรูป
ข้อ 6 โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ
1.สติปัฏฐาน 4
2.สัมมัปธาน 4
3.อิทธิบาท 4
4.อินทรีย์ 5
5.พละ 5
6.โพชฌงค์ 7
7.มรรค 8
หลักจำง่ายๆ
3-4....2-5....1-7...1-8
อ่านว่า สามสี่...สองห้า....หนึ่งเจ็ด....หนึ่งแปด
ภาคขยายค่อยมาว่ารายละเอียดกันภายหลังนะครับ
ข้อ 7 ไตรลักษณ์ 3 ลักษณะสำคัญของธรรม 3 ประการซึ่งผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจะต้องพบ และรู้เห็น ถ้าไม่พบไม่รู้เห็น ไม่ใช่วิปัสสนาภาวนา
1.อนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา
2.ทุกขัง ความทนตั้งอยู่ไม่ได้
3.อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้

8.นิวรณ์ 5 เครื่องกางกั้น ขัดขวางไม่ให้เกิดสมาธิ ไม่ให้ถึงความดี
8.1กามฉันทะ ความยินดี พอใจในสัมผัส ของทวารทั้ง6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
8.2พยาบาท ความยินร้าย ไม่พอใจในสัมผัส
ของทวารทั้ง 6
8.3อุทธัจจะ กุกุจจะ ความฟุ้งซ่าน เพราะความยินดี ความหงุดหงิดงุ่นง่านลำคาญ เพราะความยินร้าย
8.4ถีนะ มิทธะ ความเกียจคร้าน หดหู่ ห่อเหี่ยว ท้อแท้ ถดถอย และความง่วงเหงาหาวนอน
8.5วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ความรู้ไม่จริง

9.สมถะ วิปัสสนา ภาวนา
สมถะภาวนา การเจริญเพ่งรู้อยู่กับสิ่งเดียว เรียกว่ากรรมฐานจนเกิด ความสงบจากนิวรณ์ 5 ความตั้งมั่นของจิต จนเกิดเป็นฌาณต่างๆ ตั้งแต่รูปฌาณ 1-4
อรูปฌาณ 5-8

วิปัสสนาภาวนา การนิ่งรู้นิ่งสังเกตปัจจุบันอารมณ์ จนรู้เห็นความจริงของสภาวธรรมที่ปรากฏ ความจริงที่จะปรากฏให้รู้เห็นคือ ความเกิด ดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
ข้อ 10 ปัจจุบันอารมณ์ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับจิต เป็นสิ่งสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมหรือ
ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เพราะผู้ปฏิบัติ จะต้องเจริญสติ และปัญญาให้รู้ทันปัจจุบันอารมณ์ จึงจะได้เห็นความความเกิด ดับ ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่แท้จริงในกายและจิต ไม่ใช่นึกคิดเอา ตามคำบอกเล่าและตำรา
ดูรูปประกอบเพื่อความเข้าใจดียิ่งขึ้น
ข้อ 11 อกุศลมูล 3 รากเหง้าหรือที่เกิดของบาป อกุศล มี 3 อย่างคือ
1.โลภะ ความโลภ อยากได้ ด้วยอำนาจ ของกามตัณหา ความยินดีพอใจในรส แห่งการสัมผัสของทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนเกิดภวตัณหา ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี อยากเอา ต่างๆ นาๆ
2.โทสะ ความโกรธ ขุ่นมัว ไม่พอใจ ด้วยอำนาจของ
ความยินร้ายไม่พอใจต่อผัสสะของทวารทั้ง 6 ทำให้เกิด วิภวตัณหา ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากเอา อยากจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งที่น่ายินร้ายไม่น่าพอใจนั้นๆ
3.โมหะ อวิชชา ความหลง ไม่รู้ มืด บอด เพราะมีกิเลส ตัณหา อัตตา มานะทิฏฐิมาปิดบังตา ปิดบังแสงสว่างหรือปัญญาไม่ให้เห็นความจริงของสภาวธรรมต่างๆทำให้เกิดความเห็นผิดยึดผิดในรูป นาม กาย ใจ ว่าเป็นสุขขัง นิจจัง อัตตา
12.บุญกิริยาวัตถุ 10 ย่าง
1.ทาน การให้ปันสิ่งของ ของตนเอง แก่ผู้อื่น สัตว์อื่น
2.ปัตติทาน การแผ่ส่วนบุญที่ได้รับ จากการให้ทาน
3.ปัตตานุโมทนา การอนุโมทนาส่วนบุญ ที่ตนเองและผู้อื่นทำ
4.ศีล การรักษาศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ข้อ
5.อัปจายนะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน
6.เวยยาวัจจะ ความน้อมรับใช้ผู้อื่น
7.ภาวนา การเจริญสมาธิหรือสมถะภาวนา
8.ธรรมสวนะ การฟังธรรม
9.ธรรมเทศนา การรแสดงธรรม
10.ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ตรงให้ถูกต้องด้วยวิปัสสนาภาวนา
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 07:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 09:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 10:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




ปาติโมกข์ 45.3 kb.jpg
ปาติโมกข์ 45.3 kb.jpg [ 45.34 KiB | เปิดดู 1889 ครั้ง ]
:b47:
ความรู้เรื่องโอวาทปาติโมกข์จากรูป
onion
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 10:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




อริยสัจ 4_resize.jpg
อริยสัจ 4_resize.jpg [ 58.29 KiB | เปิดดู 1887 ครั้ง ]
:b53:
ความรู้เรื่องอริยสัจ 4 จากรูป
onion
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 12:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


บอกความรู้พื้นฐานแต่ยกเอามาทั้งกระบิ โสกะเอ๋ย โสกะ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 23:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


บอกความรู้พื้นฐานแต่ยกเอามาทั้งกระบิ โสกะเอ๋ย โสกะ :b32:

:b13:
บอกหัวข้อ 12 ข้อแล้วขยายความตามหัวข้อแต่ละข้อ โฮฮับกลับไปเข้าใจว่ายกมาทั้งกะบิ อ่านหนังสือยังไม่ค่อยเป็นหรือครับ โฮฮับ?
s006


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ส.ค. 2016, 23:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




ทางไปของสัตว์โลก_resize_resize.jpg
ทางไปของสัตว์โลก_resize_resize.jpg [ 38.02 KiB | เปิดดู 1863 ครั้ง ]
ทาง 5 เส้น_resize.jpg
ทาง 5 เส้น_resize.jpg [ 45.59 KiB | เปิดดู 1862 ครั้ง ]
:b39:
ทาง 5 เส้น ลองศึกษาจากรูปนะครับ
onion
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2016, 08:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


ตัวเองผิดแล้วไม่ยอมรับ บอกมาได้ความรู้พื้นฐาน แล้วไอ้ที่โพสนะมันใช่หรือเปล่าละ
เห็นรู้ว่านึกอะไรได้ก็จับยัด

ความรู้พื้นฐานของชาวพุทธ ก็แค่บอกว่า...ทาน ศีล ภาวนา

คำว่าพื้นฐานหมายถึงการเริ่มต้น ก็เหมือนเด็กอนุบาลก็คือพื้นฐานของการศึกษา
ก็ต้องเรียน ก ข ก กา ไม่ใช่มามาบอกว่า บวก ลบ คูณ หาร สแควรูส เป็นความรู้พื้นฐาน

อโสกะยังเลอะเทอะไม่เลิก แม้จะผ่านมากี่ปีก็ตาม :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2016, 13:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


ตัวเองผิดแล้วไม่ยอมรับ บอกมาได้ความรู้พื้นฐาน แล้วไอ้ที่โพสนะมันใช่หรือเปล่าละ
เห็นรู้ว่านึกอะไรได้ก็จับยัด

ความรู้พื้นฐานของชาวพุทธ ก็แค่บอกว่า...ทาน ศีล ภาวนา

คำว่าพื้นฐานหมายถึงการเริ่มต้น ก็เหมือนเด็กอนุบาลก็คือพื้นฐานของการศึกษา
ก็ต้องเรียน ก ข ก กา ไม่ใช่มามาบอกว่า บวก ลบ คูณ หาร สแควรูส เป็นความรู้พื้นฐาน

อโสกะยังเลอะเทอะไม่เลิก แม้จะผ่านมากี่ปีก็ตาม :b32:

:b13:
น้อยไปแค่ทาน ศีล ภาวนา จึงได้ถูกประเพณี พิธีกรรม เครื่องรางของขลังครอบงำชักพากันไปทั้งบ้านทั้งเมืองอย่างทุกวันนี้
ต้อง 12 ข้ออย่างที่ผมบอกนะครับ โฮฮับ กลับไปอ่านทบทวนดูดีๆครับ
onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2016, 18:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
asoka เขียน:
โฮฮับ เขียน:
ความรู้พื้นฐานที่จขกทควรจมี คือควรรู้ว่าอะไรคือลักษณะพื้นฐานและอะไรคือการพูดเรื่อยเปื่อยครับ

:b7:
เถียงดะและมองโลกในแง่ลบจนเป็นนิสัยเลยเกิดโมหะบังตาไม่รู้ว่าชาวพุทธควรรู้อะไรเป็นพื้นฐานสำคัญ น่าเวทนานักโฮฮับ
:b20:


ตัวเองผิดแล้วไม่ยอมรับ บอกมาได้ความรู้พื้นฐาน แล้วไอ้ที่โพสนะมันใช่หรือเปล่าละ
เห็นรู้ว่านึกอะไรได้ก็จับยัด

ความรู้พื้นฐานของชาวพุทธ ก็แค่บอกว่า...ทาน ศีล ภาวนา

คำว่าพื้นฐานหมายถึงการเริ่มต้น ก็เหมือนเด็กอนุบาลก็คือพื้นฐานของการศึกษา
ก็ต้องเรียน ก ข ก กา ไม่ใช่มามาบอกว่า บวก ลบ คูณ หาร สแควรูส เป็นความรู้พื้นฐาน

อโสกะยังเลอะเทอะไม่เลิก แม้จะผ่านมากี่ปีก็ตาม :b32:

:b13:
น้อยไปแค่ทาน ศีล ภาวนา จึงได้ถูกประเพณี พิธีกรรม เครื่องรางของขลังครอบงำชักพากันไปทั้งบ้านทั้งเมืองอย่างทุกวันนี้
ต้อง 12 ข้ออย่างที่ผมบอกนะครับ โฮฮับ กลับไปอ่านทบทวนดูดีๆครับ
onion


ดันแถเอาเรื่องเครื่องรางมามั่วอีก เอากับอุ๊ยโสกะแกซิ :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2016, 20:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


http://dhamma-media.blogspot.com/2016/0 ... st_96.html

รูปภาพ

แพทย์หญิงพจนีย์ พงษ์ประภาพันธ์


อ้างคำพูด:

เธอดื่มน้ำ แก้วที่ 1 แต่ไม่หายหิว
เธอดื่มน้ำ แก้วที่ 2 แต่ไม่หายหิว
เธอดื่มน้ำ แก้วที่ 10 ก็ยังไม่หายหิว
เธอดื่มน้ำ แก้วที่ 100 ไม่มีวันหายหิว

และยังคงกระหายอยู่ร่ำไป

เพราะเธอดื่มน้ำจากแก้วที่ว่างเปล่า มันจะหายหิวได้อย่างไร..

เรื่องราวในวันนี้ก็เช่นกัน เราอยากให้คุณทําใจสบายๆ วางไจเบาๆ ค่อยๆ อ่านความคิดของเธอคนหนึ่ง เพราะความคิดของเธอดี น่าสนใจเพียงพอที่จะทําให้ไม่หลงไปดื่มน้ำจากแก้วที่ว่างเปล่าลําดับที่ 101 และแก้วต่อๆ ไปจนชั่วชีวิต อย่างไม่รู้จักคําว่าอิ่มเลยก็ได้

พจนีย์ พงษ์ประภาพันธ์ คุณหมอคนเก่ง เธอเป็นแพทย์หญิง มีฐานะ มีอาชีพที่มีเกียรติน่ายกย่อง มีอนาคตที่สดใสมาตลอด ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมฯ มีผลการเรียนดี จนกระทั่งสามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ พอเรียนจบก็ได้เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช เธอมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น มีพี่น้องที่ไม่ทะเลาะกัน พ่อแม่ไม่เจ้าชู้ มีความเข้าใจกัน เธอช่างมีทุกอย่างเพียบพร้อม แถมมีเพื่อนมากมายที่เธอรักและรักเธอ

“...ความรู้สึกพร้อมที่เรามี ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมาก มันทําให้หมอเองใช้คุณค่าของชีวิตฟุ่มเฟือยมากไป คือ เที่ยวทุกคืน ดื่มพอมึนๆ แต่อาศัยเข้าไปกินบรรยากาศ ฟังพวกเพื่อนที่กินเหล้าคุยกัน ตอนนั้นมันรู้สึกสนุก บ้าๆ บอๆ สะใจ หัวเราะกันได้ทั้งคืน บ่อยครั้งดื่มถึงเช้าค่อยแยกย้ายกันกลับ มันแปลกเหมือนกันที่หมอเองเป็นผู้หญิงคนเดียวในเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่ แต่หมอไม่รู้สึกกลัวอะไร กลับรู้สึกว่าการทําแบบนี้เก๋มาก รู้สึกภูมิใจ เป็นการเข้าสังคมของกลุ่มพี่น้องหมอด้วยกัน...”

ก่อนหน้านั้นเธอเป็นคนห่างไกลศาสนา มองไม่เห็นความจําเป็นว่าจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นได้อย่างไร เพราะที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ทําบุญวันเกิดปีละครั้งตามประเพณีก็น่าจะเพียงพอ จนกระทั่งเรียนจบหมอ ได้มาเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช ยิ่งทําให้เธอเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นไปอีก

“...คือตัวเองไม่ค่อยเชื่อว่า คนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีจริง ยิ่งเรียนสูติฯ ด้วย เห็นเด็กคลอดมากี่คนๆ ก็ไม่เห็นใครจะสามารถเดินได้ 7 ก้าว แบบนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ยังนั่งคุยกับเพื่อนๆ เลยว่า สมัยก่อนคงมีนักคิดที่เก่งมาก คิดจะจัดระเบียบทางสังคมขึ้นมา จึงแต่งเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้น แล้วใส่ปาฏิหาริย์เพื่อเพิ่มความศรัทธา และน่าเชื่อถือลงไป อะไรที่พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือจับต้องไม่ได้ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า เราจะไม่เชื่อ

เป็นความคิดที่หลายคนบนโลกใบนี้เชื่อและคิดอย่างเธอ แล้วคุณล่ะคิดอย่างไร..??

สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตคนเราก็คือ เราไม่รู้ว่าความเจ็บป่วยจะมาเยือนเมื่อไหร่ ในที่สุดวันร้ายคืนร้ายก็มาถึง เธอล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ด้วยโรคหมอนรองกระดูกแตก โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งเจ็บปวดทรมานมากถึงขั้นเดินไม่ได้ เธอต้องเขารับการผ่าตัดและนอนพักฟื้นอย่างยาวนาน ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลังเพื่อบรรเทาอาการปวด ก็ยังไม่หาย แม้แต่อาจารย์หมอที่ว่าเก่งๆ ที่เชี่ยวชาญมากทั่วทั้งโรงพยาบาล มารุมวินิจฉัน ดูอาการ ก็ยังไม่มีใครรักษาเธอได้

“รักษามาทุกวิธีแล้ว จนรู้สึกท้อแท้หมดหวัง เหมือนหมดหวังทุกอย่างในชีวิต กินยาก็แพ้กินไม่ได้ ทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำหนักลดจาก 47 กิโลฯ เหลือ 42 กิโลฯ ภายใน 2-3 วัน จนอาจารย์หมอมาพูดกับเราว่า ให้ทนอย่างนี้อีก 10 ปี ทนอีก 10 ปีนะ แล้วเราก็จะชินไปเอง ได้ยินประโยคนี้ เรารับไม่ได้ เลยหันกลับมาตั้งสติหยุดคิดว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหรือนี่..!! ผ่าตัดก็ไม่หาย ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง น้ำไขสันหลังก็รั่ว กินยาก็แพ้ อาจารย์หมอทุกคน เพื่อน หมอด้วยกันมารักษาดูอาการเราหมด เราก็ยังไม่หาย เราเองก็เป็นหมอด้วย มันช่างไม่ตรงไปตรงมาเสียเลย หมอเก่ง น่าจะรักษาหาย ก็กลับไม่หาย แล้วทําไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับเรา ทําไมต้องเป็นเรา...”

วิชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ว่าแน่ วิชาหมอที่เธอเรียนมาเกือบ 10 ปี แม้แต่สาเหตุที่แท้จริงของการป่วยของเธอก็หาไม่พบ ซ้ำบอกกับเธอได้เพียงว่า ให้เธอทนรออีก 10 ปี แล้วจะชินไปเอง

น่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้ แล้วสิ่งนั้นคุณคิดว่าคืออะไรกันแน่ !!!

“ความรู้สึกเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ตอนนั้นลดลงไปเลย เพราะเราสู้มาทุกทาง ใช้เทคโนโลยีที่ว่าทันสมัยทุกอย่างรักษามาหมด กลับสู้ไม่ได้ โชคดีที่ช่วงนั้นคุณน้ามาแนะนําให้เราใช้พุทธศาสตร์เข้าช่วย ในเมื่อเราลองมาทุกทางแล้วนี่ ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เลยหันมาศึกษาธรรมะ ลองหัดทําสมาธิปฏิบัติธรรม ทําบุญทุกบุญไม่ขาด โดยเฉพาะทุกวันนี้ จะขยันฟังธรรมะทุกวัน ทําให้เรากระจ่างชัด เข้าใจเบื้องหน้าเบื้องหลังของชีวิตได้มากขึ้น ทําให้เรารู้ว่า เบื้องหลังอาการป่วยของเรามันคือวิบากกรรมที่เราเคยทําเอาไว้ในอดีตนั่นเอง”

“...ก่อนหน้านั้น มีแต่คนบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม มาชดใช้วิบากที่เคยทําไว้ ฟังแล้วรู้สึกว่า การเกิดมามัน ไม่น่าเกิดมาเลยนะ เหมือนเกิดมาเพื่อโดนลงโทษ ฟังแล้วรู้สึกว่าห่อเที่ยว ทําไมเราไม่มีโอกาส หรือหนทางใดในการแก้ไขเลยหรือ ? แต่พอมาฟังคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านทรงเน้นย้ำว่า เราเกิดมาเพื่อทําพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญสร้าง บารมี พอรู้เป้าหมายชีวิตอย่างนี้ มันรู้สึกชุ่มชื่นใจ ที่เกิดมาเหมือนชีวิตมีโอกาสแก้ไขปรับปรุงในสิ่งที่เรายังบกพร่องได้”

ด้วยคําถามนี้เองทําให้เธอประทับใจในคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มมากขึ้น เพราะท่านทรงสอนถึงวิธีแก้ไขวิบาก กรรมจากหนักจะเป็นเบา จากเบาก็จะหาย ถ้าตายก็ไปดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เธอยืนยันว่า วิทยาศาสตร์ และวิชาหมอไม่สอนไว้เลย ซึ่งเธอได้พิสูจน์จุดนี้อย่างเด่นชัดด้วยตัวเอง เพราะอาการของเธอหมดหนทางจะเยียวยาแล้ว แม้กินยายังไม่ได้ เพราะแพ้ยา จึงรักษาด้วยการทําบุญ การรักษาศีล ทําสมาธิ และอธิษฐานจิต ในที่สุดเธอพบว่าอาการป่วยดีขึ้นตามลําดับ จนกระทั่งสามารถมาทํางานเป็นคุณหมอได้ดังเดิม

จากเมื่อก่อนหมอไม่เคยคิดว่า พุทธศาสตร์จะเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ขนาดนี้ ก่อนนั้นคิดเสมอว่า เป็นสิ่งที่เหลือเชื่องมงาย แต่พอได้มาฟังมาศึกษากลับพบว่า วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ยังล้าหลังอยู่มาก อย่างเราเอง เรียนหมอ วิชาแพทย์ก็อธิบายได้แค่การเกิดของคนกระทั่งตาย แต่ก่อนเกิดและหลังความตาย วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้

การเจ็บป่วยทางการแพทย์ เช่น โรคมะเร็ง ความดัน เบาหวาน หัวใจ สารพัดโรค ทางการแพทย์เองก็ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด บอกได้แต่สมมติฐานและพยาธิสภาพรวมๆ ว่า มาจากหลายสาเหตุ แต่พอมาศึกษาพุทธศาสตร์จากกรณีศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ทําให้พบว่าความรู้ที่เกิดขึ้นจากการทําสมาธิ สามารถตอบได้หมดถึงสาเหตุต้นตอของโรคว่า เป็นโรคนี้ เพราะกรรมอะไร จากชาติไหน และต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งตัวเราเองอัศจรรย์ใจมาก”

ทุกวันนี้เธอเชื่อมั่นถึงการมีจริงของพระสัมมาสัมพทธเจ้า เชื่อว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติแล้วสามารถเดินได้ 7 ก้าวจริงๆ

“จากการได้ศึกษาพุทธประวัติการสร้างบารมีของพระพุทธองค์ในแต่ละชาติ ว่ากว่าพระองค์จะวิเศษขนาดนี้ เพราะพระองค์ทรงสร้างบารมีมาอย่างยาวนานมากถึง 20 อสงไขย กับแสนมหากัป จนกระทั่งในชาติสุดท้าย ได้ลักษณะของกายมหาบุรุษครบถ้วน 32 ประการ จึงมีสภาพร่างกายพิเศษ ทําในสิ่งที่เหนือมนุษย์สามัญทั่วไปจะทําได้ ส่วนเด็กปัจจุบันที่คลอดออกมายังไม่เคยพบลักษณะพิเศษที่ได้กายมหาบุรุษเลย จึงทําไม่ได้

และมากไปกว่านั้น พระองค์สามารถระลึกชาติสอนสัตว์โลก สามารถอธิบายการเกิดได้ ตั้งแต่ก่อนมาเกิด ปฏิสนธิ สภาพขณะอยู่ในครรภ์ จนคลอดได้อย่างละเอียดชัดเจน เอามากๆ ทั้งๆ ที่สมัย 2,500 กว่าปี ที่ผ่านมา ยังไม่มีเทคโนโลยีไฮเทคใดๆ บอกให้เห็นภาพได้ถึงขนาดนั้น แต่พระองค์สามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากการทําสมาธิ ซึ่งมีบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในพระไตรปิฎกมายาวนานกว่า 2,500 ปี แล้ว”


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ส.ค. 2016, 05:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




ผังทางไปนิพพาน_0001_resize_resize.jpg
ผังทางไปนิพพาน_0001_resize_resize.jpg [ 39.93 KiB | เปิดดู 1822 ครั้ง ]
:b8:
อนุโมทนากับคุณกบที่นำเรื่องดีๆมาแปะให้อ่าน น่าจะช่วยเสริมให้ผู้คนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ศึกษา ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนามากยิ่งๆขึ้นไป

ฝากให้คุณโฮฮับพิจารณาเอาไปใส่ใจด้วยไม่ใช่ขวางตะพึดตะพือไปหมด

ควรมาช่วยกันเสริมส่วนที่ขาดตัดทอนส่วนที่เกินให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดที่จะมอบให้แก่ชาวโลกร่วมกัน
onion
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ส.ค. 2016, 14:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


asoka เขียน:
:b8:
อนุโมทนากับคุณกบที่นำเรื่องดีๆมาแปะให้อ่าน น่าจะช่วยเสริมให้ผู้คนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ศึกษา ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนามากยิ่งๆขึ้นไป

ฝากให้คุณโฮฮับพิจารณาเอาไปใส่ใจด้วยไม่ใช่ขวางตะพึดตะพือไปหมด

ควรมาช่วยกันเสริมส่วนที่ขาดตัดทอนส่วนที่เกินให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดที่จะมอบให้แก่ชาวโลกร่วมกัน
onion


พูดจาเลอะเทอะ ขี้โม้เสกสรรปั้นแต่งคำพูด..แบบนี้ไม่ให้ขวางได้ไง
แน่ใจว่าธรรมตัวเองถูกต้อง ใจมันต้องสงบซิ นี่อะไรดีดดิ้นเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า
ออกอาการแบบนี้ใครเขาจะเชื่ออโสกะ :b6:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ส.ค. 2016, 06:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว




วิธีไปนิพพาน_0002_resize_resize.jpg
วิธีไปนิพพาน_0002_resize_resize.jpg [ 33.71 KiB | เปิดดู 1795 ครั้ง ]
:b44:
วิธีเดินทางสู่นิพพาน
ลองพิจารณาตามรูปนะครับ
onion
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 280 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 19  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร