วันเวลาปัจจุบัน 01 ธ.ค. 2020, 09:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2016, 18:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปะติดปะต่อเรื่องราวจากลิงค์ ชาวบ้านบึงกาฬ...นี่

viewtopic.php?f=1&t=53198&p=399373#p399373


รู้เขารู้เราเรื่องเล่าในอดีต-ปัจจุบัน เมื่อพอรู้อดีตก็พอเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเข้าใจทั้งอดีตและปัจจุบันก็พอเห็นอนาคตข้างหน้า

จากหนังสือจาริกบุญจารึกธรรม หน้า 231 ไป

http://img.tarad.com/shop/m/malai/img-l ... 3222_b.jpg

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แก้ไขล่าสุดโดย กรัชกาย เมื่อ 03 ม.ค. 2017, 18:17, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ต.ค. 2016, 18:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เตอร์กมาจากไหน จึงมาอยู่ตุรกี

ขณะนี้ เราอยู่ที่เมืองพาราณสีที่เป็นศูนย์กลางใหญ่และยืนยงของศาสนาฮินดู

ป่าอิสิปนตมฤคทายวัน ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา เรียกปัจจุบันว่าสารนาถ ก็อยู่ในเขตเมืองพาราณสี ห่างจากตัวเมือง (และจากแม่น้ำคงคา) ขึ้นไปทางเหนือ เฉียงตะวันออกนิดๆ ราว ๖-๗ กม.


...ในช่วงใกล้ พ.ศ.๑๗๐๐ ที่พระพุทธศาสนาสูญสิ้นจากชมพูทวีป กองทัพมุสลิมเตอร์กมาบุกเมืองพาราณสี และได้เวียนมาทำลายวัดวาอาราม ไล่ฆ่าพระสงฆ์ และปล้นขนเอาทรัพย์สินสิ่งของมีค่าที่สารนาถนี้ไปมากมายหลายครั้ง

ระยะนี้แหละ ที่อาณาจักรมุสลิมแห่งแรก คือ รัฐสุลต่านแห่งเดลี [Sultanate of Delhi] ได้เกิดขึ้นในชมพูทวีป เมื่อ พ.ศ.๑๗๕๙ อันถือได้ว่า เป็นจุดกำหนดแห่งการสูญสิ้นไปของพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดีย

คงได้ยินคำว่า "เตอร์ก" บางทีก็จะสงสัยและแปลใจว่า เตอร์ก ตามปกติหมายถึงชาวประเทศเตอร์กี หรือที่ทางการไทยให้เรียกว่า “ตุรกี” [Turkey] ที่อยู่คาบ ๒ ทวีป ทั้งเอเซียและยุโรป คือสุดเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเอเซีย (สุดเขตตะวันออกกลางด้านต่อยุโรปด้วย) และสุดเขตตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป มีเมืองหลวงคือ Ankara อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๗,๐๐๐ กม. เศษ

ถ้าวัดจาก Ankara ถึงพาราณสี ก็ไกลตั้งเกือบ ๕,๐๐๐ กม. ในสมัยโบราณนับว่าไกลเหลือเกิน คนมุสลิมเตอร์กยกทัพมารบไกลขนาดนี้เชียวหรือ พอสงสัยอย่างนี้ ก็ควรจะมาเรียนรู้กันหน่อย

คนเตอร์กนั้น ถิ่นเดิมไม่ได้อยู่ที่ตุรกี ไม่ได้อยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่อยู่เหนืออินเดียขึ้นไป ที่อาเซียกลาง ถัดจากประเทศจีน ถัดจากทิเบตไปทางทิศตะวันตกจนต่อจะติดรัสเซีย

ตอนนี้ ก็ต้องรู้ว่า พวกเตอร์กที่อาเซียกลางแล้ว ไปอย่างไร มาอย่างไร จึงไปอยู่สุดเขตตะวันออกกลาง ห่างไกลไปตั้งราว ๓,๐๐๐ กม.

เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นมาของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะเข้าใจได้ต่อเมื่อทราบประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลาม



แต่ก่อนจะพูดเรื่องนี้ ต้องวางใจกันให้ถูกต้องก่อน เดี๋ยวจะว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือไปนึกว่าจะเปรียบเทียบระหว่างศาสนา

ที่นี่ไม่ใช่แม้แต่ศาสนาเปรียบเทียบ ซึ่งไม่เปรียบเทียบศาสนาอยู่แล้ว แต่เป็นการเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ตามที่มันเป็น แต่พอดีว่าสิ่งที่จำเป็นต้องรู้นั้นมาเป็นเรื่องศาสนา เลยต้องสำทับความเข้าใจว่า

๑) สิ่งทั้งหลายมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา ความต่างกันไม่ใช่เป็นความดีหรือเลวกว่ากัน ในที่นี้เราศึกษาเพื่อให้รู้สิ่งนั้นๆ ศาสนานั้นๆตามที่มันเป็นเท่านั้น

(ไม่มีอะไรเหมือนกันจริง สิ่งที่ว่าเหมือนกันที่สุด ก็ต่างกันอย่างน้อยโดยกาละ - เทศะ- สถานะแห่งความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ทั้งความต่างและความเหมือนจะหมดไปพร้อมกัน เมื่อเป็นอันเดียวกัน)

๒) ต้องแยกความรู้กับความรู้สึกออกจากกัน คือการฟังคราวนี้เป็นเรื่องของความรู้ ถ้าจะมีเรื่องกระทบกระทั่ง ก็ไม่พึงเกิดความรู้สึกแค้นเคือง ถ้าจะมีความรู้สึก ก็ให้มีแต่เมตตาความรักความปรารถนาดี

หากได้ฟังเรื่องราวกระทบกระทั่งแล้ว ยังคงมีเมตตากรุณาอยู่ได้ก็เป็นเครื่องทดสอบความเข้มแข็งหนักแน่นของจิตใจที่มั่นคงในเมตตากรุณานั้นจริง โดยเฉพาะคนที่จะแก้ปัญหาให้โลกมีสันติสุขได้ จะต้องเป็นผู้เจริญถึงขั้นที่สามารถพูดความจริงกันได้อย่างเปิดใจ

๓) การที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาต่างๆ นี้ ก็เพราะเราตระหนักว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยปัญญา เริ่มตั้งแต่ความรู้ต่อข้อมูลข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ชัดเจนที่สุด และเท่าทันต่อสถานการณ์ โดยมองกว้างถึงการแก้ปัญหาของส่วนรวม ตั้งแต่ชุมชนออกไปจนถึงโลก

ถึงจะมีเมตตา แต่ถ้าไม่รู้เข้าใจ ไร้ปัญญา การแก้ปัญหาก็ตกอยู่ใต้โมหาคติ จับจุดไม่ถูก และหลงทาง ถ้าไม่พากันไปตาย อย่างดีที่สุดก็เป็นเมตตาเพ้อเจ้อ นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้ ยังทำให้ประมาทด้วย

จึงต้องให้ข้อ ๒) มาบรรจบกับข้อ ๓) คือให้ปัญญาที่รู้เข้าใจ มารับใช้เจตนาที่ประกอบด้วยเมตตาไมตรี อันมีความมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหา และเสริมสร้างความสมัครสมาน ให้คนอยู่ร่วมกันด้วยไม่ตรีและให้โลกมีสันติสุข

ทีนี้ เรื่องศาสนาอิสลามนั้น เมื่ออาตมภาพ (ผู้เขียนหนังสือนี้) เรียนที่มหาจุฬา ฯ ในช่วง พ.ศ.๒๕๐๒ – ๓ อาจารย์รังสฤษฏ์ เชาวนศิริ ตอนนั้นเท่าที่จำได้ ท่านเป็นผู้อำนวยการอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ชื่อ-ตำแหน่งอาจจะจำถ้อยคำไม่ได้ตรงตัวอักษรทั้งหมด แต่ท่านเป็นมุสลิมผู้ใหญ่ น่าจะเป็นกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยด้วย ไว้ดูตำแหน่งให้แน่อีกที แต่แน่ว่าต่อมาเป็นอธิบดีกรมการศาสนา) ได้มาเป็นอาจารย์บรรยายประจำวิชา

อาตมภาพจำได้ว่า ได้เก็บสมุดจดวิชาศาสนาอิสลามนี้ไว้ เช่นเดียวกับวิชาอื่นๆแต่พอว่าจะดู ก็หาไม่พบ จึงต้องว่าไปตามตำราที่ค้นได้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2016, 05:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อิสลามรวมอาหรับ


ศาสนาอิสลามเกิดในดินแดนที่เป็นประเทศซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน ศาสนิกคือผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้น เรียกว่ามุสลิม

พระศาสดาของศาสนาอิสลามมีพระนามว่ามุฮัมมัด (มุฮำมัด ก็ว่า) คำว่าพระศาสดาในที่นี้ ชาวมุสลิมใช้คำเรียกว่า “นบี” [Nabi]

พระนบีมุฮัมมัดประสูติที่เมืองมักกะฮ์ [Mecca] ที่มักเรียกกันว่าเมกกะ เมื่อประมาณ ค.ศ.570 คือ พ.ศ.๑๑๑๓ (ไม่ได้ตัวเลขที่แน่นอน) ในยุคที่ดินแดนอาหรับมีชนเผ่าต่างๆ แบ่งแยกกันค่อนข้างมาก

ท่านกำพร้าบิดาตั้งแต่ยังไม่ประสูติ และกำพร้ามารดาเมื่อชนมายุ ๖ พรรษา ท่านปู่ดูแลท่านมาจนประมาณชนมายุ ๘ พรรษา ต่อนั้นมาท่านอยู่ในความดูแลของท่านลุง นามว่าอาบูตาลิบ ซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าฮะชิม

ครั้นชนมายุ ๒๕ พรรษา ท่านได้ทำงานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าขายของเศรษฐินีหม้ายนามว่าขะติยะฮ์ [Khadijah เนื่องจากหาสมุดจดวิชาไม่พบ การเขียนสะกดตัวอักษรอาจจะไม่แม่นยำนัก ต้องพึ่งตำราฝรั่ง]

ต่อมา เมื่อท่านได้สมรสกับท่านขะติยะฮ์แล้ว และมีเวลาหาความสงบมากขึ้น ประมาณ ค.ศ. ๖๑๐/พ.ศ.๑๑๕๓ เมื่อชนมายุ ๔๐ พรรษา มีเรื่องว่า ขณะไปหาความสงบในถ้ำ ท่านได้มองเห็นว่าพระอัลเลาะฮฺเจ้าได้มอบพระโองการให้ท่านสั่งสอน

ต่อแต่นี้ ท่านได้รับพระวิวรณพจน์เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ อันรวมกันเป็นพระคัมภีร์ "อัล-กุรอ่าน” ซึ่งมีหลักการสูงสุดว่า มีพระเจ้าพระองค์เดียวคืออัลเลาะฮฺ [Allah] และพระมุฮัมมัด เป็นนบี คือศาสดาผู้ประกาศพระวจนะของพระองค์ (ฝรั่งว่า prophet)

เมื่อพระนบีมุฮัมมัดเผยแพร่คำสอนในเมืองมักกะฮ์ ได้มีผู้ไม่พอใจเป็นปฏิปักษ์มุ่งร้าย แต่ท่านลุงผู้เป็นหัวหน้าเผ่าได้ช่วยคุ้มครองท่านจนกระทั่งถึงประมาณ ค.ศ.๖๑๙/พ.ศ.๑๑๖๒ ท่านลุงถึงมรณกรรม และในเวลาใกล้กันนั้น ท่านเศรษฐินีขะติยะฮ์ผู้ภรรยาก็ถึงมรณกรรม ท่านจึงขาดผู้คุ้มครอง

ท่านมองเห็นภัยจากการที่จะถูกบีบคั้นและห้ามสั่งสอน จึงพร้อมด้วยสาวกเวลานั้นประมาณ ๗๐ คน ตกลงตัดความสัมพันธ์สายเลือดกับเผ่าในเมืองมักกะฮ์ และในปี ๖๒๒/๑๑๖๕ ได้พากันอพยพออกจากเมือง มักกะฮ์ ไปอยู่ที่เมืองยาธริบ [Yathrib] ที่บัดนี้ เรียกว่า มะดีนะฮ์ [Medina] ห่างขึ้นไปทางเหนือประมาณ ๔๐๐ กม.

เหตุการณ์สำคัญนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นแห่งศักราชของศาสนาอิสลาม ที่เรียกว่า “ฮิจเราะฮ์” (hegira, hijrah,หรือ hijra เป็นคำอาหรับ แปลว่า อพยพ และศักราชของอิสลามจึงเท่ากับ พ.ศ. ๑๑๖๕)

ในเมืองมะดีนะฮ์ ก็มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างเผ่าต่างๆ มาก รวมทั้งพวกยิว พระนบีต้องสู้รบทั้งกับชาวเมืองมักกะฮ์ และขยายวงสัมพันธ์ในเมืองมะดีนะฮ์

กองคาราวานการค้าของชาวเมืองมักกะฮ์ ต้องผ่านทางมะดีนะฮ์ พระนบีมุฮัมมัดได้ยกกำลังไปซุ่มและรบตัดกำลังพวกมักกะฮ์ ทำให้พวกนั้นอ่อนกำลังลง และทางมะดีนะฮ์มีกำลังเพิ่มขึ้น พระนบีมุฮัมมัดมีชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในปี ๖๒๔/๑๑๖๗ แม้ว่าปีต่อมาจะพ่ายแพ้

พวกมักกะฮ์ยกกำลังใหญ่ มีกำลัง ๑๐,๐๐๐ มาล้อมตีเมืองมะดีนะฮ์ ในปี ๖๒๗/๑๑๗๐ แต่ท่านรบชนะทำให้พวกมักกะฮ์แตกพ่ายกลับไป

ในเมืองมะดีนะฮ์เอง พระนบีก็ต้องใช้เวลาในการผนึกกำลัง มีการปราบพวกที่แข็งข้อ หรือไปเข้ากับพวกมักกะฮ์ โดยเฉพาะมีพวกยิวอยู่ ๓ เผ่า ซึ่งท่านได้ปราบปรามสำเร็จ เฉพาะอย่างยิ่งมียิวเผ่าหนึ่ง (Banu Qurayza) ที่กล่าวกันว่าคิดการร้ายต่อท่านระหว่างที่พวกมักกะฮ์มาล้อมตี ท่านจึงต้องปราบใหญ่โดยสังหารผู้ชายทั้งหมด และขายผู้หญิงและเด็กเป็นทาสออกพ้นไปจากมะดีนะฮ์

ครั้นถึงเดือนมกราคม ปี ๖๓๐/๑๑๗๓ เมื่อทางมักกะฮ์อ่อนกำลังตีมะดีนะฮ์ไม่สำเร็จ และทางเศรษฐกิจก็เปลี้ย เพราะเส้นทางคาราวานถูกตัด พระนบีมุฮัมมัดจึงยกกำลังพล ๑๐,๐๐๐ ไปยังมักกะฮ์ และฝ่ายเมืองนั้นเปิดเมืองรับยอมอ่อนน้อมโดยดี ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ฝ่ายศัตรูถูกสังหารเพียง ๒๘ คน และฝ่ายมุสลิมเสียชีวิตเพียง ๒ คน

พระนบีมุฮัมมัดใช้เวลา ๑๕-๒๐ วัน จัดการวางระบบบริหารปกครองเมืองมักกะฮ์ โดยเฉพาะได้ทำลายรูปเคารพ (idols) ให้หมดจากมหาวิหารกะบะฮ์ (บางทีใช้เขียนเป็น กะอุ บะฮุ Kabah ฝรั่งมักเขียน kaaba) และศาสนสถานใกล้เคียง แล้วกลับสู่มะดีนะฮ์

ในช่วงนี้ พระนบีต้องออกรบกับชนเผ่าอื่นๆ ที่เข้มแข็ง เมื่อท่านชนะ ต่อมาก็มีชนเผ่าต่างๆ ส่วนมากมาขอเข้าด้วย จนกระทั่งก่อนที่พระนบีเสด็จสวรรค์ในวันที่ ๘ มิถุนายน ปี ๖๓๒/๑๑๗๕ ท่านไม่เพียงเป็นผู้ปกครองอาระเบียทั้งหมดเท่านั้น แต่ได้เคยยาตรทัพ ๓๐,๐๐๐ ไปกำราบชายแดนซีเรียแล้วด้วย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2016, 09:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อิสลามแผ่ไพศาล

ครั้นพระนบีมุฮัมมัดเสด็จสู่สวรรค์แล้ว เนื่องจากท่านมีภริยา ๙ ท่าน แต่บุตรชายทั้งหมดเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก ธิดาก็ยังมีชีวิตอยู่ท่านเดียว คือ ท่านฟาติมะฮ์ (Fatimah ธิดาที่เกิดแต่ท่านขะดิยะฮ์ มีปัญหาว่าใครจะเป็นผู้สืบต่อ ซึ่งเรียกว่าเป็นกาลิฟ (Caliph Calif หรือ Khalifah เขียนใกล้คำเดิม เป็นขะดิยะฮ์)

ถึงวาระนี้ ความแตกแยกก็เริ่มตั้งต้น

ตามเรื่องที่สืบมาของฝ่ายหนึ่ง (คือฝ่ายที่ต่อมาเป็นนิกายสุหนี่ เล่าว่า พระนบีมุฮัมมัดมิได้แต่งตั้งผู้ใดให้เป็นผู้สืบตำแหน่ง เมื่อเรื่องดำเนินไป ในที่สุด ชาวมุสลิมที่มะดีนะฮ์ ได้ตกลงเลือกท่านอาบูร์ บะกะร์ (Abu Bakr) ซึ่งเป็นสสุระ (พ่อตา) ผู้เป็นบิดาของภริยาที่โปรดที่สุดของพระนบีมุฮัมมัด และใกล้ชิดช่วยงานพระนบีมาโดยตลอด ขึ้นเป็นกาหลิฟท่านแรก


แต่จากคำบอกเล่าของอีกฝ่ายหนึ่ง (คือฝ่ายที่ต่อมาเป็นนิกายชีอะฮ์) ว่าองค์พระนบีได้กำหนดไว้แล้วให้ท่านอาลี (Ali) ผู้เป็นบุตรเขย ที่เป็นสามีของท่านฟาติมะฮ์ เป็นผู้สืบต่อ แต่เมื่อฝ่ายท่านอาบูร์ บะกะร์ดำเนินการไปเช่นนั้นแล้ว ท่านอาลี ก็จำต้องยินยอมเพื่อเห็นแก่ความสามัคคี

แม้ว่า กาหลิฟท่านแรก คือ ท่านอาบูร์ บะกะร์ ซึ่งขึ้นสู่ตำแหน่ง เมื่อชราแล้ว จะมีชีวิตต่อมาเพียง ๒ ปี แต่ท่านก็ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าแก่อิสลามอย่างมาก คือ นอกจากปราบชนหลายเผ่าที่ก่อการกำเริบ ไปสามิภักดิ์ต่อผู้อ้างตนขึ้นใหม่เป็นองค์นบี จนสยบเรียบร้อยแล้ว ท่านอาบูร์ บะกะร์ ได้กรีฑาทัพขึ้นเหนือ เข้ายึดครองบางส่วนของอิรัค ตอนใต้ และเริ่มเข้าไปในซีเรีย

เมื่อท่านอาบูร์ บะกะร์ สิ้นชีพในปี ๖๓๔/๑๑๗๗ แล้ว ท่านอูมาร์ (ต่อมาเรียกเป็น อูมาร์ ที่ ๑ = Umar l) ผู้เป็นสสุระ (พ่อตา) ที่เป็นบิดาของภริยาท่านที่ ๓ ขององค์พระนบี ได้ขึ้นเป็นกาหลิฟ องค์ที่ ๒

ปีต่อมา ด้านเหนือ ท่านอูมาร์ เข้ายึดกรุงดามัสกัส (เมืองหลวงของซีเรีย) จากจักรวรรดิโรมันตะวันออกคือบีแชนทีน (Byzantine Empire) แล้วพอถึงปี ๖๓๘/๑๑๘๑ ท่านก็ยึดได้กรุงเยรูซาเล็ม อันถือว่าเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ลำดับ ๓ ของอิสลาม (เป็นเมืองที่ชาวมุสลิมถือว่า องค์พระนบีเสด็จสู่สวรรค์) และได้ครองปาเลสไตย์

ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ กองทัพมุสลิมรุกเข้าสู่จักรวรรดิเปอร์เซีย ยึดได้อีรัค แล้วรุกตะวันออกต่อ เข้าไปถึงภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่านปัจจุบัน ไม่ช้าจักรวรรดิเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่ ที่ยืนยงมานานกว่า ๔๐๐ ปีก็ล่มสลาย

ด้านตะวันตก กองทัพมุสลิมเข้าตีอียิปต์ ยึดได้เมืองอเลกซานเตรีย (Alexandria) ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางอารยธรรมกรีกสืบมาจนถึงยุคโรมัน และคืบเข้าไปจนตั้งเมืองหลวงแรกของมุสลิมในอียิปต์ นำอียิปต์เข้าสู่จุดเริ่มที่จะเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมอาหรับในสมัยต่อมา


ในปี ๖๔๔/๑๑๘๗ หลังจากครองแผ่นดินได้ ๑๐ ปี ท่านอูมาร์ ที่ ๑ ถูกทาสชาวเปอร์เซียสังหาร ท่านอูธมาน หรือ อุสมาน (Uthman) ผู้เป็นบุตรเขยท่านหนึ่งขององค์พระนบี ขึ้นเป็นกาหลิฟ องค์ที่ ๓



แม้ว่าท่านอูธมาน จะได้แผ่ขยายจักรวรรดิอิสลามออกไปมากขึ้น แต่ชัยชนะช่วงนี้ได้มาโดยมีความสูญเสียมากขึ้น และทรัพย์สินที่ยึดมาได้ก็มีปริมาณน้อยลง ท่านได้หันเข้ามาจัดการวางระบบภายในให้แน่นเหนียวขึ้น แต่แล้วเหตุการณ์ภายในไม่ราบรื่น ต่อมาเกิดกบฏในอียิปต์และในอิรัค ครั้นถึงปี ๖๕๖/๑๑๙๙ ได้มีพวกกบฏจากอียิปต์ยกมาถึงมะดีนะฮ์ มีการรบกันบ้าง แต่ในที่สุดท่านถูกพวกกบฏสังหาร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2016, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นที่ชัดเจนว่า
สงครามเป็นตัวชี้ชะตาของการแผ่อำนาจอิสลาม

ว่าอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ?

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2016, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ถึงว่า อิสลามกับตะวันตกถึงทำสงครามกันไม่เคยหยุด

พูดอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2016, 22:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีอะฮ์แยกออกมา

เมื่อท่านอูธมาน กาหลิฟ องค์ที่ ๓ สิ้นชีพนี้ เวลาผ่านมาตั้งแต่องค์พระนบีเสด็จสู่สวรรค์นับได้ ๒๔ ปี ท่านอาลี บุตรเขย ซึ่งพลาดจากการได้เป็น กาหลิฟ องค์แรก ถึงตอนนี้ก็ได้ความยอมรับทั้งจากชาวเมืองมะดีนะฮ์ และจากพวกกบฏ ให้เป็น กาหลิฟ องค์ที่ ๔

แต่ที่ดามัสกัส ผู้ปกครองซีเรีย ซึ่งเป็นญาติของท่านอูธมาน กาหลิฟ องค์ที่ ๓ นั้น ไม่ยอมรับอาลี อีกทั้งได้เรียกร้องให้มีการแก้แค้นให้แก่ท่านอูธมานด้วย

ตอนนี้ ก็ถึงจุดแตกหัก ในปี 657/๑๒๐๐ ทัพ ๒ ฝ่ายได้มาปะทะกัน แต่ยังเอาชนะกันไม่ได้ จึงเจรจากัน โดยท่านอาลีต้องยอมมีสถานะเสมอกับผู้ครองซีเรีย ในการที่จะรอการเลือกให้เป็นกาหลิฟ

แต่สาวกส่วนหนึ่งของท่านอาลี (ต่อมาเรียกว่าพวกขารีไจต์ kharifite) โกรธแค้นมาก ถือเป็นความอัปยศ ที่ท่านอาลียอมเช่นนั้น ก็เลยแยกตัวออกไปเป็นศัตรู และลั่นวาจาว่าจะสังหารทั้งท่านอาลีและผู้ครองซีเรีย แล้วพวกนี้ก็สังหารท่านอาลีได้จริงในปี 661/๑๒๐๔

ครั้งนั้น ท่านอะซัน (Hasan) บุตรคนโตของท่านอาลี และเป็นหลานตาขององค์พระนบี ได้อ้างตนขึ้นเป็นกาหลิฟ แต่แล้วก็ถูกกดดันจากฝ่ายซีเรียที่มีจำนวนเหนือกว่ามากมาย ทำให้ต้องสละตำแหน่ง

ณ กาลนี้เอง ในปี 661/๑๒๐๔ ผู้ครองซีเรีย ที่ดามัสกัส นามว่า มูอะวิยะฮ์ (Muawirah) ก็ประกาศตั้งตัวขึ้นเป็นกาหลิฟใหม่ แล้วย้ายนครหลวงของอิสลาม จากมะดีนะฮ์ มายังดามัสกัส กับทั้งเลิกการเลือกตั้งประมุขคือกาหลิฟ เปลี่ยนมาเป็นการสืบราชวงศ์

ดังนั้น จึงเกิดราชวงค์กาหลิฟที่ดามัสกัส เรียกว่าราชวงค์อูมัยยัด (Umayyad) ซึ่งปกครองจักรวรรดิอิสลามอยู่นานเกือบ ๑ ศตวรรษ คือ ตั้งแต่ ปี 661/๑๒๐๔ จนถึง ปี 750/๑๒๙๓

ความขัดแย้งยังไม่จบ สาวกที่จงรักภักดีต่อท่านอาลี ซึ่งเรียกตัวว่าเป็นชีอะฮ์ (Shiah แปลว่า ผู้ชอบธรรม) ไม่ยอมรับกาหลิฟที่ดามัสกัส และถือว่าท่านอูเซ็น (Husayn) บุตรคนที่ ๒ ของท่านอาลี หลานตาคนเล็กขององค์นบี เป็นกาหลิฟ

แต่พวกดามัสกัสได้ยกทัพมาปราบ ท่านอูเซ็นและกองกำลังที่จงรักภักดี ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ได้ถูกสังหารหมด ในวันที่ ๑๐ เดือนมูหะรัม (Muharram เดือนแรกของปฏิทินอิสลาม) แห่งฮิจเราะฮ์ศักราช 61 (AH 61) ตรงกับ ปี 680/๑๒๒๓

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้สาวกผู้ภักดีต่อท่านอาลีและต่อบุตรของท่าน เกิดความเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง และได้แตกแยกขาดออกไปอย่างแน่นอน อย่างที่เรียกว่าเป็นนิกายชีอะฮ์ (Shiah เป็นบุคคลมักเรียกว่า Shiite) โดยถือวันที่ท่านฮูเซ็นถูกสังหารนั้น เป็นวันจัดพิธีใหญ่ประจำปีของนิกายชีอะฮ์ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นั้น เรียกว่า อะชูรา (Ashura) และแสดงความคั่งแค้นโดยทำร้ายตนเองให้เลือดออกด้วยการตีอกชกหัว เป็นต้น

(ในเมืองไทยเคยเรียกชีอะฮ์ว่านิกายเจ้าเซ็น ตามนามของท่านฮูเซ็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 680 นั้น ตรงกับ วันที่ ๑๐ ตุลาคม แต่วันที่ระลึกเลือนไปตามที่จะคำนวณในแต่ละปี

นิกายชีอะฮ์ไม่ยอมรับกาหลิฟสามท่านแรก แต่ยอมรับเฉพาะท่านอาลีและบุตรของท่าน ว่าเป็นผู้สืบต่อที่ถูกต้อง

ส่วนมุสลิมฝ่ายข้างมากที่ดามัสกัส ได้ชื่อว่า สุหนี่ (Sunni Sunnah) เป็นบุคคลมักเรียกว่า Sunnite แปลว่า ผู้สืบสายประเพณี)

จึงกลายเป็นมุสลิม ๒ นิกาย สืบมา

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 11:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

นี้คือเรื่องจริง ! "จนท.ใช้เครนยกพระพุทธรูป ย้ายออกจาก วัดหัวสะพาน ยะลา หลังถูกทิ้งร้างนานกว่า 3 ปีจากเหตุไม่สงบ"

https://www.facebook.com/mahachonkonkla ... 07/?type=3

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 11:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
เป็นที่ชัดเจนว่า
สงครามเป็นตัวชี้ชะตาของการแผ่อำนาจอิสลาม

ว่าอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ?


คุณอ่านหัวข้อต้นๆคือหัวข้อนี้

"อิสลามรวมอาหรับ"

จะแลเห็นการอุบัติ ถ้าผู้ศึกษาเป็นนักจิตวิทยาสักหน่อยจะร้องอ๋อเลย คิกๆๆ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 11:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
ถึงว่า อิสลามกับตะวันตกถึงทำสงครามกันไม่เคยหยุด

พูดอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ



ถูกแต่ไม่เต็มร้อย จะให้เต็มดูรอบๆตัวที่ตะวันไทยด้วย :b32:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 14:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

สุหนี่นำอิสลามครองสเปน จ่อแดนจีน

ขณะนี้ จักรวรรดิอิสลามของกาหลิฟองศ์อูมัยยัต ที่ดามัสกัส มีอำนาจยิ่งใหญ่ กลายเป็นคู่แข่งของจักรวรรดิโรมันตะวันออก คือบีแซนทีน (อังกฤษอ่าน ไบแซนทีน บ้างก็มี) ขึ้นแทนจักรวรรดิเปอร์เซียที่ล่มไปตั้งแต่ยุคกาหลิฟที่มะดีนะฮ์ และยังได้แผ่ขยายดินแดนออกไปอีกทั้งทางตะวันออกและตะวันตก

ภายในเวลาเพียง ๑ ศตวรรษ นับแต่ศาสนาอิสลามเกิดขึ้น แค่ ค.ศ.700 เศษ ต้นๆ (ก่อนถึง พ.ศ.๑๓๐๐) จักรวรรดิอิสลามอาหรับแผ่ไปตะวันตก ผ่านอาฟริกาเหนือ ขึ้นยุโรปไปครอบครองถึงสเปน (ปี711/๑๒๕๔) ยั้งที่ฝรั่งเศส และขยายไปตะวันออก ผ่านอาฟกานิสถาน ลงข้างล่าง เข้าลุ่มน้ำสินธุ ครองแคว้นสินท์ ทะลุปากีสถาน เข้าไปถึงภาคตะวันตกของอินเดีย ยันกันอยู่ในรัฐคูชราด กับขึ้นเหนือตามเส้นทางสายไหม เข้าอาเซียกลาง ไปจดเขตแดนประเทศจีน

ขยายความหน่อยว่า ที่จริง เวลานั้นประเทศปากีสถานเป็นต้น ยังไม่มี พูดรวมๆก็คือชมพูทวีป แต่ที่บรรยายนี้ เป็นการพูดเทียบกับถิ่นแดนปัจจุบัน

ชนมุสลิมอาหรับเข้าครองแคว้นสินท์ได้ตั้งแต่ปี 712/๑๒๕๔ ครั้นถึงปี 775/๑๓๑๘ ก็ยกทัพมาทางเรือเข้าตีเมืองวลภี (อยู่ใต้คานธีนคร เมืองหลวงของรัฐคูชราด ห่างลงไป ๑๗๕ กม.) ล้มราชวงศ์ไมตรกะ และทำลายล้างพระนครพินาศลงโดยสิ้นเชิง

ครั้งนั้น มหาวิทยาลัยวลภี ก็ได้ถูกทำลายลงด้วยอย่างไม่เหลือแม้แต่ซาก เป็นมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งแรกที่ถูกทำลาย (ถ้าไม่นับตักศิลา)

อนึ่ง ทัพอาหรับจะรุกคืบเข้าปัญจาบ และแคชเมียร์/กัษมีร์ แต่ถูกหยุดยั้งไว้

ส่วนทางเหนือ ทัพมุสลิมอาหรับผ่านอาฟกานิสถาน ประมาณปี 721/๑๒๕๕ ก็พิชิตบากเตรีย/โยนก เข้าไปในอาเซียกลาง

ต่อมาได้รบกับกองทัพจีนแถบเตอร์กีสถาน ในยุทธการแห่งแม่น้ำตาลาส (Battle of Talas) เมื่อปี 751 / ๑๒๙๔ ทัพจีนพ่ายแพ้ ทำให้จักรวรรดิจีนในอาเซียกลางถึงอวสาน

มีเรื่องน่ารู้แทรกหน่อยว่า มุสลิมอาหรับจับช่างฝีมือจีนเป็นเชลยไปแบกแดด ช่างจีนนักทำกระดาษ ได้ทำกระดาษให้แก่นายมุสลิม และจากชาวมุสลิม วิธีทำกระดาษก็แพร่ไปในอาเซีย ยุโรป อาฟริกา

อาเซียกลาง แถบที่เรียกรวมๆว่า Turkistan (หรือTurkestan) ตั้งแต่ทะเลสาบแคสเปียน (Caspian Sea) จนถึงชายแดนจีน หรืออยู่ระหว่างจีนกับรัสเซียนี่แหละ คือ ถิ่นเดิมของพวกเตอร์ก ซึ่งมีบรรพบุรุษอยู่แถบเทือกเขาอัลไต (Altai Mountains) บัดนี้กระจายอยู่แถว Kazakhstan, Uzbekistan, Kyrgyzstan, Turkmenistan, มณฑล Xinjiang (Sinkiang) ของจีน Azerbaijan และที่เป็นกระจุกใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ ประเทศเตอร์กี หรือ ตุรกี

เตอร์ อยู่ในอาเซียกลาง แล้วไปมากที่ตุรกี ห่างไปหลายพันกิโลเมตรอย่างไร จะได้เห็นคร่าวๆต่อไป

มุสลิมอาหรับพิชิตอาเซียกลางแล้ว ก็เปลี่ยนชนชาติเหล่านี้เป็นมุสลิม และให้ใช้อาระบิกเป็นภาษาราชการ

ถึงตอนนี้ ก็พอดีจบยุคแผ่อำนาจของมุสลิมอาหรับ เหตุการณ์แถบนี้เงียบไปราว ๓๐๐ ปี ก็จะเข้ายุคของมุสลิมเตอร์กบ้าง

ที่เป็นอย่างนี้ ต้องหันกลับไปดูที่ต้นทาง คือ ดามัสกัส

กาหลิบวงศ์อูมัยยัต แม้จะแผ่ขยายดินแดนและอิสลามเพิ่มได้อีกมาก แต่พอมาตอนปลาย ต้องมัวปราบกบฏและการกำเริบอยู่เรื่อยๆทั้งจากพวกขะรีจิ และพวกชีอะฮ์

ที่สำคัญยิ่งก็คือ เมื่อจักรวรรดิอิสลามแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว พอถึงตอนนี้ กลายเป็นว่า ประชากรมุสลิมใหม่ที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ มีจำนวนมากกว่าคนมุสลิมอาหรับ


มุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับนี้ จำนวนมากก็มาอยู่กับพวกกบฏ และหลายพวกก็เรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้เสมอภาคกับคนมุสลิมอาหรับ

จังหวะนี้ พวกมุสลิมอาหรับที่แบกแดด (อีรัค) ซึ่งสืบสายจากท่านอับบาส ผู้เป็นลุงขององค์นบีมุฮัมมัด ถือว่าพวกอูมัยยัตเป็นพวกนอกสายที่ได้เข่นฆ่าบุตรนัดดาขององค์นบี

ครั้นถึงปี 750 / ๑๒๙๓ มุสลิมอาหรับที่แบกแดดก็รบชนะ และสังหารกาหลิฟพร้อมทั้งราชวงศ์ที่ดามัสกัส (ซีเรีย) แล้วย้ายเมืองหลวงมายังแบกแดด (อีรัค) เริ่มวงศ์กาหลิฟอับบาสิต (Abbasids)

ในยุคแห่งวงศ์กาหลิฟอับบาสิต ที่แบกแดด สภาพแวดล้อมทำให้มีการประสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน อารยธรรมเปอร์เซีย และแนวคิดของกรีกได้ปรากฏอิทธิพล และเกิดแนวโน้มของบรรยากาศซึ่งหันไปฝักใฝ่ทางปัญญา จึงเป็นยุคที่เจริญด้วยศิลปวิทยา

ดังที่กาหลิฟองค์ที่ ๕ ได้รับยกย่องว่ายิ่งใหญ่ ส่งเสริมศิลปวิทยาวรรณคดี และเป็นปราชญ์เองด้วย คือ พระเจ้าฮารูน อัล ราษจิด (Harun al-Rashid ครองราชย์ ปี 786-809/๑๓๒๙-๕๒) ในนิยายอาหรับราตรี ที่คนไทยจำนวนมากรู้จักดี

พร้อมกันนั้น มีการแปลผลงานของกรีกเป็นภาษาอาหรับ การค้าขายขยายตัวอย่างยิ่ง จะได้เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้ เช่นนำความรู้จากอินเดียมาใช้ –เผยแพร่ และชาวมุสลิมอาหรับก็พัฒนาความรู้นั้นๆขึ้นอีก ทำให้เกิดยุคทองของศิลปวิทยาอิสลาม

ในยุคนี้ แบกแดด และเชียงอาน ได้ชื่อว่าเป็น ๒ มหานครใหญ่ที่สุดในโลก

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 15:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จากยุคมุสลิมอาหรับ เข้าสู่ยุคมุสลิมเตอร์ก กาหลิฟเป็นใหญ่ แล้วกลายเป็นหุ่นเชิดของสุลต่าน


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวงศ์กาหลิฟบาสิตนี้จะอยู่ยืนยาวถึง ๓๐๕ ปี (750-1055/๑๒๙๓-๑๕๙๘) แต่มีช่วงเวลาที่ทรงอำนาจแท้จริงเพียงประมาณศตวรรษเดียว

ปัญหาตั้งเค้าแต่ต้น เมื่อวงศ์กาหลิฟอูมัยยัตที่ดามัสกัสถูกทำลาย เจ้าชายองค์หนึ่งหนีไปสเปน และได้ตั้งวงศ์กาหลิฟอูมัยยัตที่สองขึ้นที่นั่นแล้วสืบกันมาจนถึงปี 1031/๑๕๗๔

อีกสายหนึ่ง ผู้สืบวงศ์ของท่านอาลี (บุตรของฮะซัน) ก็หนีไปตั้งอาณาจักรอิสระขึ้นที่มอรอคโค

ต่อมา เจ้าครองนครของอับบาสิตเองที่ทูนิเซียและอียิปต์ ก็แยกตัวตั้งเป็นอิสระ

ปรากฏว่า ในช่วงปี 929-1031/๑๔๗๒-๑๕๗๔ มีกาหลิบแข่งกัน ๓ องค์ คือ กาหลิบอับาสิต ที่แบกแดด กาหลิบอูมัยยัตที่สเปน และกาหลิบปะติมิต (คือสายท่านอาลี) ที่อาฟริกาเหนือ ซึ่งต่อมาย้ายมาที่อียิปต์

รวมเป็นสุหนี่ ๒ และชีอะฮ์ ๑

อีกด้านหนึ่ง ในอาเซียกลาง พวกเตอร์กที่ได้รับอิสลามจากมุสลิมอาหรับเมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีก่อนนั้น ครั้นเวลาผ่านมา ก็เจริญเข้มแข็งขึ้น แล้วก็เริ่มขยายอำนาจแผ่อิสลามบ้าง จนในที่สุดมุสลิมเตอร์กก็เข้าแทนที่มุสลิมอาหรับ

เส้นทางของมุสลิมเตอร์ก ก็คือย้อนทางมาของมุสลิมอาหรับโดยทางสายไหม ลงมาในอาฟกานิสถาน แล้วไปตะวันออกกลาง เริ่มแต่อิหร่าน จากนั้น เข้าแบกแดด และไปที่อื่นๆ จนสุดแดนของอาหรับ จบที่เตอร์กี (ที่ราชการให้อ่านว่าตุรกี)

แต่เมื่อลงมาในอาฟกานิสถาน หรือส่วนเหนือสุดของปากีสถาน ใกล้กับอาฟกานิสถานนั้นแล้ว แทนที่จะเลี้ยวขวาเข้าอิหร่านผ่านไปสู่ตะวันออกกลาง ก็อาจจะมุ่งลงใต้และเลี้ยวซ้ายเข้าในอินเดีย

เส้นทางแผ่ขยายของมุสลิมเตอร์ก ก็คือสองทางที่ว่ามานี้ ได้แก่ ไปตะวันออกลาง หรือลงมาอินเดีย

คราวนี้จะต้องรวบรัด ได้ความว่า กาหลิบอับบาสิตที่แบกแดดได้อ่อนกำลังลง แล้วจากนั้นนับแต่ปี 945/๑๔๘๘ เป็นต้นมา ก็มีอำนาจเพียงในนาม โดยเป็นหุ่นเชิดของนักรบหรือนายทหารใหญ่

ในปี 977/๑๕๒๐ ได้เกิดอาณาจักรมุสลิมเตอร์ก ที่ตั้งตัวเป็นสุลต่านขึ้นในอาฟกานิสถาน ซึ่งแผ่อำนาจเข้าในอิหร่าน และยกทัพเข้ามาตีอินเดียถึงปัญจาบและลุ่มน้ำสินธุ

แต่ต่อมาถึงปี 1040/๑๕๘๓ มีเตอร์กอีกพวกหนึ่งที่สำคัญมาก เรียกว่า เซลจูกเตอร์ก (Seljuq หรือ Seljud Turks) รบชนะอาณาจักรเตอร์กพวกนั้น แล้วรุกผ่านอิหร่านเข้ามายึดกรุงแบกแดดได้ในปี 1055/๑๕๙๘ โดยอ้างตัวว่ามาปกป้องกาหลิบสุหนี่ ให้พ้นจากอำนาจของพวกชีอะฮ์

แล้วพวกเซลจูกเตอร์กนี้ก็ขึ้นเป็นสุลต่าน เป็นผู้ครองอำนาจที่แท้จริง อย่างที่ว่าเอากาหลิฟเป็นหุ่นเชิด และได้แผ่อำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นคู่ต่อสู้ของจักรวรรดิบีแซนทีน และกั้นปะทะประเทศตะวันตก ทำให้เกิดสงครามครูเสดส์ ๒๐๐ ปี ระหว่างคริสต์กับอิสลาม (Crusades, 1095-1291/๑๖๓๘-๑๘๓๔) *

นอกจากทางด้านตะวันออกกลางนี้แล้ว ทางด้านชมพูทวีป มุสลิมเตอร์กกลุ่มอื่นก็พยายามรุกเข้าไป และขับเคี่ยวกับเจ้าถิ่นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี 1206/๑๗๔๙ มุสลิมเตอร์กก็สามารถตั้งรัฐสุลต่านแห่งเดลีขึ้นเป็นอาณาจักรมุสลิมเริ่มแรกในชมพูทวีป

พระพุทธศาสนาก็ได้สูญสิ้นไปจากอินเดียระหว่างการรุกรานทำลายคราวนี้

ในช่วงนี้เอง ราวปี 1207/๑๗๕๐ เจงกิสข่าน (Genghis khan หรือ Jenghis khan ชื่อเดิมว่า เตมูจิน / Temujin) ยกทัพมองโกล บุกตะลุยบดขยี้อาณาจักรทั้งหลายตั้งแต่จีนภาคเหนือลงมา ยึดครองกรุงปักกิ่งในปี 1215/๑๗๕๘ ตะลุยผ่านอาเซียกลาง ตลอดดินแดนแถบที่เป็นอาฟกานิสถานปัจจุบัน

ณ จุดผ่านสำคัญนี้ เจงกิสข่าน ไม่ลงทางอินเดีย แต่เลี้ยวขวาไป ผ่านทะลุอิหร่าน เข้ายุโรปตะวันออก ทำลายบ้านเมืองและสังหารผู้คนไปจนจดรัสเซียตอนใต้

พวกมองโกลชนะและทำลายแล้วก็มักผ่านเลยไป เมื่อเจงกิสข่านสิ้นชีพในปี 1227/๑๗๗๐ แล้ว ข่านที่เป็นบุตรหลานสืบต่อมาอีกไม่นาน ก็กลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นหมดไป

โดยนัยนี้ อาณาจักรมุสลิมเตอร์กในอินเดีย คือ รัฐสุลต่านแห่งเดลีก็ได้รอดพ้นภัยจากพวกมองโกลนี้มา ขณะที่ทางด้านตะวันตก คือแถบตะวันออกกลาง มุสลิมเตอร์กพวกเซลจูก ซึ่งอ่อนกำลังอยู่ก่อนแล้ว ก็ถูกพิฆาตพินาศไป เช่นเดียวกับกาหลิฟอับบาสิตมุสลิมอาหรับแบบแดด ซึ่งเป็นหุ่นเชิดมานาน ก็สูญสิ้นวงศ์แต่บัดนั้น

ในช่องว่างนี้เอง มุสลิมเตอร์กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นทหารรับจ้างของพวกเซลจูกเตอร์ก มีถิ่นปกครองเล็กๆ อยู่ในอนาโตเลีย (Anatolia บางทีเรียก Asia Minor คือ เอเชียน้อยได้แก่ตุรกีฟากทวีปเอเซีย) มีหัวหน้าเรียกว่า ออสมาน ที่ ๑ ได้ประกาศตั้งอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman) เป็นอิสระ เมื่อประมาณปี 1290/1833

ภายในศตวรรษเดียว อาณาจักรออตโตมาน ได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง แม้ว่าในช่วงปี 1402/๑๙๔๕ จะถูกพวกมองโกลระลอกใหม่ นำโดยตีมูร์ (Timur หรือ Tamerlane เป็น Tatar คือเป็นตาดมองโกล) มาพิชิต ทำให้แตกกระสานซ่านเซ็นกันไป ก็กลับผนึกกำลังได้อีก แล้วเรืองอำนาจยิ่งขึ้น

ในที่สุด ถึงปี 1453/๑๙๙๖ ออกโตมานเตอร์กก็ได้ชนะสงครามใหญ่ ยึดกรุงคอนสแตนดิโนเปิล (Constantinople) เมืองหลวงของจักรวรรดิบิแซนทีน (Byzantine) ได้ ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันออกล่มสลายลง อันถือกันว่าเป็นจุดสิ้นสุดแห่งสมัยกลางของยุโรป (Middle Ages) ที่เคยเรียกว่าเป็นยุคมืด (Dark Ages) หรือมีช่วงต้นเป็นยุคมืด (คือเฉพาะช่วง 476-1000/๑๐๑๙-๑๕๔๓)

จักรวรรดิออตโตมานเตอร์กได้ยกกรุงคอนสแตนดิโนเปิลเป็นเมืองหลวงของตน และต่อมาก็ปราบราชวงศ์ทหารทาสลง ยึดอียิปต์และซีเรียได้ แล้วก็ได้อีรัค ครองอำนาจเหนือมุสลิมอาหรับทั้งหมด ตลอดจนแผ่อำนาจเข้าไปในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงฮังการี กลายเป็นมหาอาณาจักรในยุโรป (รุ่งเรืองสุดในช่วงปี 1520-66/๒๐๖๓-๒๑๐๙)

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2016, 18:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


มุสลิมเตอร์ก มุสลิมมองโกล รุ่งแล้วเลือนลับ คืนสุ่มุสลิมอาหรับ ที่เป็นฐานเดิม

หันมาดูด้านอินเดีย ก่อนตีมูร์ (Timur) นำทัพมองโกลเข้าไปตีจนถึงพวกออตโตมานเตอร์ ในช่วงปี 1402/๑๙๔๕ นั้น เริ่มแรก เขาตั้งเมืองหลวงที่สะมาร์กานท์ (Samarkand) เมื่อประมาณ พ.ศ.๑๙๑๓

จากนั้น ตีมูร์ยกทัพลงมา ผ่านอาฟกานิสถาน เข้าในตะวันออกกลาง ตั้งแต่อิหร่าน อิรัค ไปจนถึงเขตรัสเซีย เสร็จแล้วย้อนกลับมาบุกเข้าชมพูทวีป ยึดกรุงเดลีได้ในปี 1398/๑๙๔๑ เฉพาะในเมืองสังหารคนไป ๘ หมื่น

แม้ว่าตีมูร์ จะไม่อยู่ยึดครอง แต่ก็ได้ทำลายรัฐสุลต่านแห่งเดลี (Delhi Sultanate) ให้พินาศถึงอวสาน เสร็จแล้วจึงเข้าไปตะวันออกกลางอีกครั้ง

แม้ว่ารัฐสุลต่านแห่งเดลี จะได้พินาศไปแล้ว แต่ก็มีสุลต่านปกครองดินแดนเล็กน้อยแถบนั้นต่อมา โดยย้ายไปตั้งเมืองหลวงอยู่ที่อัครา (Agra)

กระทั้งต่อมาอีกศตวรรษเศษ เจ้ามุสลิมมองโกล ชื่อว่า บาเบอร์ (Babur หรือ Baber คำอาหรับ = เสือ) ซึ่งสืบเชื้อสายจากเจงกิสข่าน และจากตีมูร์ อ้างสิทธิว่า อินเดียเป็นมรดกที่ตีมูร์ (Timur) บรรพบุรุษของเขาได้พิชิตไว้ แล้วยกทัพจากอาฟกานิสถาน เข้ามากำจัดสุลต่านให้จบสิ้นเชิง

บาเบอร์ได้ชัยชนะในปี 1526/๒๐๖๙ แล้ว ก็ฟื้นเดลีขึ้นเป็นเมืองหลวง ตั้งราชวงศ์มุสลิมมองโกลขึ้นครองอินเดียสืบต่อมา เรียกว่า ราชวงศ์มุข่าล หรือโมกุล ซึ่งปกครองอินเดียยั่งยืนมา ๓๓๒ ปี

แต่ในที่สุด ถึงปี 1858/๒๔๐๑ อินเดียได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ราชวงศ์มุข่าล ของโมกุลก็สิ้นอำนาจ

จนกระทั่งหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชมพูทวีปได้เอกราชในปี 1947/๒๔๙๐ แต่แก้ปัญหาความต่างศาสนาไม่ได้ จึงแบ่งออกเป็น ๒ ประเทศ

- ให้ส่วนที่มีผู้นับถือศาสนาฮินดูมาก เป็นอินเดีย (India) และ


- ส่วนที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมาก เป็นปากีสถาน (Pakistan)

ย้อนไปดูด้านจักรวรรดิออตโตมานเตอร์ก ของมุสลิมเตอร์ก หลังจากรุ่งเรืองสุดในช่วงปี 1520-66/๒๐๖๓-๒๑๐๙ แล้ว ต่อมาก็เสื่อมโทรมอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนได้สมญาเป็น “บุรุษอมโรคแห่งยุโรป” (Sick Man of Europe)

จุดพลาดสุดท้ายที่ทำให้จักรวรรดิออตโตมานเตอร์กถึงอวสาน ก็คือ การเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยอยู่ข้างเยอรมัน ร่วมรบแล้ว ก็เลยร่วมแพ้ด้วย


เฉพาะอย่างยิ่ง สงครามโลกครั้งที่ ๑ นั้น ได้เกิดกระแสลัทธิชาตินิยมในหมู่ชาวอาหรับ ฝรั่งโดยเฉพาะอังกฤษก็เข้าหนุนชาวอาหรับให้ลุกขึ้นกู้ชาติกู้แผ่นดินจากพวกเตอร์ก

ทั้งพวกชาตินิยมอาหรับก็ลุกฮือก่อกบฏขึ้นภายใน และต้องทำสงครามข้างนอก ออตโตมานก็สลายในที่สุด

ส่วนอังกฤษเองก็เข้ายึดเยรูซาเล็ม และครอบครองปาเลสไตน์ในปี 1917/๒๔๖๐ แล้วจัดการดูแลมาจนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒

หลังจากร่วมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ จักรวรรดิออตโตมานเตอร์กแตกสลาย ดินแดนทั้งในยุโรป และอาหรับในตะวันออกกลางหลุดมือไปหมดแล้ว ก็ได้มีการจัดการปกครองประเทศกันใหม่

ในที่สุดถึงปี 1921/๒๔๖๔ สภามีมติประกาศชื่อประเทศเป็นเตอร์กี (Turkey ราชการไทยเรียก “ตุรกี) ปี ๒๔๖๕ ยุบเลิกตำแหน่งสุลต่าน ปีต่อมา ประกาศให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐเตอร์กี โดยมีมุสตาฟา เคมาล (เคมาล อะตาเตอร์ก) เป็นประธานธิบดีคนแรก ทั้งคอนสแตนติโนเปิลเมืองหลวงเก่า ตั้งแองกอราเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐใหม่

ต่อมา ๒๔๖๗ ยุบเลิกตำแหน่งกาหลิฟ ล้มราชวงศ์ออตโตมาน และขับสมาชิกของราชวงศ์ออกจากเตอร์กีหมดสิ้น

ครั้นถึงปี ๒๔๗๑ ให้เตอร์กีเป็นคามิยรัฐ หรือรัฐคามิยการ (secular state) แท้ๆล้วนๆ สตรีเอาผ้าคลุมหน้าออก ชาวเตอร์กหันไปแต่งกายอย่างชาวตะวันตก ใช้อักษรโรมันแทนอักษรอาหรับ และใช้ปฏิทินฝรั่งแทนฮิจเราะฮ์

สุดท้าย ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็ให้เปลี่ยนชื่อเมืองคอนสแตนติโนเปิล เป็นอิสตันบุล (Constantinople => Istanbul) และชื่อเมืองหลวงใหม่จากแองกอรา เป็นแองการา (Angora => Ankara)

โดยนัยนี้ จักรวรรดิออตโตมาน (Ottoman Empire) ของมุสลิมเตอร์ก ที่ได้เป็นศูนย์อำนาจของอิสลามมาเกินกว่า ๖ ศตวรรษ ตั้งแต่1290/๑๘๓๓ ต่อจากพวกเซลจูกเตอร์ก ที่ต่อจากอาหรับ ก็ถึงอวสาน

ต่อนี้ไป ศูนย์กลางของอิสลามกลับไปอยู่ในหมู่ชนชาวอาหรับแถบตะวันออกกลาง คือสิ้นยุคมุสลิมเตอร์ก (และมุสลิมมองโกลในอินเดีย)

แม้จะยังมีมุสลิมอารยัน ซึ่งเป็นชนเผ่าใหญ่ของประเทศอิหร่าน ที่มีประชากร ๙๕% นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ อันต่างออกไป

แต่เมื่อว่าโดยรวม ก็ถือว่าพลังแห่งประวัติศาสตร์กลับมาสู่ยุคของมุสลิมอาหรับ คล้ายยุคเริ่มกำเนิดอิสลาม

นี่คือเรื่องของประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของสิ่งที่ผ่านไปแล้ว แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยของปัจจุบัน กับทั้งยังส่งผลสืบเนื่องไปสู่อนาคต ตามธรรมดาของเหตุปัจจัย เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ถ้าข้อมูลที่ได้มาถูกต้อง มันก็เป็นความจริงที่ไม่เข้าใครออกใคร และเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องเรียนรู้

ที่ได้เล่ามา อาจจะกว้างและยืดยาวมากไปหน่อย ทั้งที่คิดว่าจะพูดให้สั้น แต่ไม่เป็นไร ยิ่งละเอียด ก็คงช่วยให้ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น แต่ที่จริงนี่ไม่ใช่ละเอียดเลย เพราะโดยกาละ เวลายาวเป็นพันปี และโดยเทศะ เหตุการณ์กินเนื้อที่ตลอดระยะทางหลายพันกิโลเมตร

ขอย้ำเพียงว่า ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหา และสำหรับการจัดทำดำเนินการทุกอย่าง ถ้าจริงใจที่จะให้โลกมีสันติสุข ก็ต้องรักความจริง และเห็นความสำคัญของความรู้

เมื่อพูดมาเพียงนี้แล้ว ก็ขอผ่านเพื่อต่อไปเรื่องข้างหน้า

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ย. 2016, 14:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชาวมุสลิมเคร่งจารีตในอินโดนีเซียชุมนุมประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้ว่าฯ จาการ์ตาชาวจีนคริสเตียน

สำนักข่าวเอพีระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บหลายรายรวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรววจจากเหตุชุมนุมกลางกรุงจาการ์ต้าเมื่อคืนนี้ หลังจากมุสลิมหัวรุนแรงในอินโดนีเซียชุมนุมต่อต้าน นาย บาสุกี ซาฮายา เปอร์มานา ซึ่งมีเชื้อสายจีน และนับถือศาสนาคริสต์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ซึ่งผู้ชุมนุมเห็นว่าเขากล่าวพาดพิงและละเมิดพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตาและน้ำเข้าสลายการชุมนุม

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมราว 50,000 คน โดยฝ่ายผู้ชุมนุมกล่าวหาว่า นายเปอร์มานาล่วงละเมิดอัลกรุอ่าน พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม และต้องถูกดำเนินคดีเพราะคำพูดของเขาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งนายเปอร์นามากล่าวว่า กลุ่มอิสลามได้ใช้คำสอนของคำภีร์อัลกุรอ่านเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวคนไม่ให้สนับสนุนเขา ซึ่งวางแผนลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ต้าอีกสมัยในปีหน้า โดยนายเปอร์นามาได้กล่าวขอโทษหลังจากนั้น และยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายเปอร์มานา เป็นชาวจีนนับถือคริสต์คนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา

การชุมนุมใหญ่ต่อต้านคนเชื้อสายจีนเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2541 ซึ่งครั้งนั้นเกิดความรุนแรงและมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งนี้ คนเชื้อสายจีนในอินโดนีเซียมีอยู่ราว 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรจำนวน 250 ล้านคน


มีคลิป

http://news.voicetv.co.th/world/428919.html

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 พ.ย. 2016, 07:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33872

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รัฐมนตรี มหาดไทยฝรั่งเศล สั่งปิดอีก 4 มัสยิด อ้างแพร่กระจายความเลลียดชัง

เดอะสแตนดาร์ด รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสได้สั่งปิดสี่มัสยิดที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการแบบ “อุดมการณ์หัวรุนแรง”

ล่าสุดได้ปิดมัสยิดแล้วกว่าสิบแห่ง นับตั้งแต่ 13 พฤศจิกายนปีที่แล้วที่มีการโจมตีในปารีส

สถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศฝรั่งเศสทำให้มีการปิดสถานที่ปฏิบัตฺศาสนกิจของชาวมุสลิม ที่เชื่อมีความเสี่ยงที่กระตุ้นความเกลียดชังความรุนแรงหรือการกระทำการก่อการร้าย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งปิดมัสยิดเบอร์นาร์ด เคเซนิว ในปารีสในวันพุธ (2พ.ย.59) คำสั่งของกระทรวงไม่ได้สั่งปิดมัสยิดทางทิศตะวันออก และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง“

ภายใต้การครอบงำของศาสนา” สถานที่เหล่านี้มีการชุมนุม ที่มีการมุ่งเป้าไปที่การส่งเสริมอุดมการณ์หัวรุนแรง” คำสั่งดังกล่าวออกมา

ทั้งนี้มัสยิดหลายสิบแห่ง ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความรุนแรง ได้ถูกปิดและประชาชนที่ไม่ได้รวมอิหม่ามได้ถูกไล่ นับตั้งแต่มีการโจมตีที่มีการฆ่า 130 คน

http://news.muslimthaipost.com/news/27467

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 40 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร