วันเวลาปัจจุบัน 21 ม.ค. 2019, 14:08  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ม.ค. 2016, 14:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว



อัศจรรย์บารมี สมเด็จพระสังฆราช “เรียกฝนดับไฟ”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=22&t=46336

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ม.ค. 2016, 19:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

พระวินัยในพระไตรปิฎก

วินัยมุขเล่ม 1 นักธรรมชั้นตรี
ความมุ่งหมายของการบัญญัติ

กุลบุตรผู้มาบรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ย่อมออกจากสกุลต่างๆ กัน ทั้งอุปนิสัยใจคอ มรรยาทและความประพฤติย่อมไม่เหมือนกัน เมื่อมาบรรพชาอุปสมบทถือเพศเป็นสมณะแล้ว ต่างคนต่างประพฤติปฏิบัติขนบธรรมเนียมตามชอบใจ เหมือนคฤหัสถ์ไม่ได้ เพราะหมู่คณะที่ตั้งอยู่โดยไม่มีอะไรเป็นหลัก ย่อมไม่มั่นคงยั่งยืนถาวร พระพุทธเจ้า พระองค์ผู้เป็นธรรมราชา และสังฆบิดร คือ พระบิดาของพระภิกษุสงฆ์ จึงทรงตั้งวินัยบัญญัติขึ้นไว้เพื่อเป็นปทัฏฐานแบบอย่าง สำหรับปรับความประพฤติ ของเหล่าภิกษุให้เป็นไปในแนวเดียวกันและปกครองกัน ตามวินัยบัญญัติ

ความสำคัญแห่งวินัย
วินัยสำคัญอย่างไร วินัยสำคัญคือ เป็นขนบธรรมเนียม หรือแบบแผนข้อบังคับ สำหรับเหล่าภิกษุ เปรียบเหมือนบ้านเมืองจำต้องมีกฎหมายปกครองประชาชนพลเมือง ในอาณาจักรฉันใด ฝ่ายพระศาสนาก็ต้องมีวินัยบัญญัติสำหรับปกครองพระสงฆ์ในพุทธจักรฉันนั้นเหมือนกัน

ความหมายและประเภทแห่งวินัย
วินัยหมายความถึง การปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยความมีระเบียบเรียบร้อย ประดุจดังมาลาพรรณ มีสีสัณฐานต่างๆชนิด กระจัดกระจายอยู่โดยทั่วไป เมื่อนำมาร้อยด้วยด้ายให้เป็นระเบียบอันเดียวกัน ก็จะดูสวยงามเจริญตาเจริญใจ ฉะนั้น

วินัยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ประเภทที่ว่าด้วยข้อห้าม ไม่ให้ภิกษุประพฤติล่วงละเมิด และปรับโทษแก่ผู้ล่วงละเมิดไว้หนักบ้าง เบาบ้าง ตามโทสานุโทษที่ได้กระทำลง เรียกว่า พุทธบัญญัติ
2. ประเภทที่ว่าด้วยขออนุญาต คือ ขนบธรรมเนียมที่ดีงาม อันภิกษุควรประพฤติ เรียกว่า อภิสมาจารย์ เมื่อรวมเข้าทั้ง 2 ประเภท คือทั้งพุทธบัญญัติ และอภิสมาจารย์ เรียกว่า วินัย

คุณประโยชน์แห่งการประพฤติตามวินัย
การประพฤติตามวินัยบัญญัตินั้น ย่อมอำนวยคุณประโยชน์แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติมากมาย โดยไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นอานิสงส์

เชิญอ่านหน้าต่อไปค่ะ
http://www.vinaya.mbu.ac.th/sec3/page1.htm

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2016, 09:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

http://www.buddhistelibrary.org/th/disp ... p?pid=2074

:b8: :b8: :b8:



พระพุทธองค์ทรงฝากพระพุทธศาสนาไว้กับพุทธบริษัททั้ง ๔

ศาสนาพุทธ ไม่มีใครเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ขาดแต่เพียงกลุ่มเดียว

พระพุทธองค์ฝากไว้กับพุทธบริษัท ๔ ไม่ใช่สิทธิ์ขาดของบุคคลเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

การที่กลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองต้องการ โดยไม่คำนึงถึงความผิด ชอบ ชั่ว ดี

เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ก็โปรดจงฟังด้วย พระพุทธเจ้าไม่ได้ฝากพระศาสนาไว้แก่ท่านเพียงกลุ่มเดียว

อลัชชี ขี้ข้าของกิเลส ทำอะไรลงไปเพื่อรับใช้สนองกิเลสของตนเอง
นรกเป็นที่หวังได้ในอนาคต ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
นรกบนดินในชาตินี้มีแต่ความเดือดเนื้อร้อนใจ แดดิ้นหาทางสนองตัณหา ทุกข์ใจจนขาดปัญญา
นรกชาติหน้าคือ ทำชั่วไว้แล้ว เมื่อตายลงก็มีนรกรองรับไว้แล้วในภพชาติต่อไป

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2016, 21:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11953


 ข้อมูลส่วนตัว


นรก..ยุติธรรม..เสมอ

เมื่อคิดถึงนรก....ก็รู้สึกสงสารเหล่าอลัชชี..เหมือนกันนะ...

เมื่อคิดถึงโลก....ก็รู้สึกสงสารผู้คน..ที่อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคน...แล้วก็โชคดีเจอพระพุทธศาสนา...อุตส่าห์มีจิตใจอยากเข้าหาศาสนา...พอจะกราบพระ..กลับเจออลัชชี...

เจออย่างเดียว..ก็พอทำเนา...ไม่ซวยมากเท่าไร

แต่อลัชชีสอน..ด้วยนี้ซิ...อุตส่าห์เกิดเป็นคนได้..แต่ขากลับ..ต้องกลับลงนรก
:b7: :b7:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2016, 12:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
นรก..ยุติธรรม..เสมอ

เมื่อคิดถึงนรก....ก็รู้สึกสงสารเหล่าอลัชชี..เหมือนกันนะ...

เมื่อคิดถึงโลก....ก็รู้สึกสงสารผู้คน..ที่อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคน...แล้วก็โชคดีเจอพระพุทธศาสนา...อุตส่าห์มีจิตใจอยากเข้าหาศาสนา...พอจะกราบพระ..กลับเจออลัชชี...

เจออย่างเดียว..ก็พอทำเนา...ไม่ซวยมากเท่าไร

แต่อลัชชีสอน..ด้วยนี้ซิ...อุตส่าห์เกิดเป็นคนได้..แต่ขากลับ..ต้องกลับลงนรก

:b7: :b7:


:b8: นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺสฯ

คนชั่วบางคนยังไม่ตกนรกจริงก็ยังไม่รู้สึกสำนึกตัวกันง่ายๆหรอก เพราะอวิชชาหนาแน่น
พอตกนรกเข้าจริงก็คงเหมือนสัตว์นรกทั้ง ๔ ที่เราอ่านกันใน
อรรถกถา โลหกุมภิชาดก ว่าด้วย สัตว์นรกในโลหกุมภี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าโกศล จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา ดังนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระเจ้าโกศลได้ทรงสดับเสียงของสัตว์นรก ๔ ตนในตอนกลางคืน คือ
สัตว์นรกตนหนึ่งกล่าวเฉพาะ ทุ อักษรเท่านั้น
ตนหนึ่งกล่าว ส อักษร
ตนหนึ่งกล่าว น อักษร
ตนหนึ่งกล่าว โส อักษรเท่านั้น
ไปอ่านกันต่อที่นี่ค่ะ
http://www.84000.org/tipitaka/attha/att ... b=27&i=554

(และในตอนท้ายคำ ๔ คำนั้นก็ให้ข้อคิดแก่เราได้ดีที่เดียวค่ะ ดังข้อความว่า)

ในสัตว์นรกทั้ง ๔ ตนนั้น
สัตว์ที่กล่าว ทุ อักษรแล้วจมลงไป ได้เป็นผู้ประสงค์จะกล่าวอย่างนี้ว่า :-
เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ เราทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่ตน เราจึงมีชีวิตเป็นอยู่ได้แสนยาก.

แต่ไม่อาจกล่าวได้ แล้วพระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถานั้นให้ครบบริบูรณ์ด้วยฌานของตน.
แม้ในคาถาที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บรรดาสัตว์เหล่านั้น คาถาของสัตว์ที่กล่าวแต่ สุ อักษรแล้วจะกล่าวต่อไปมีดังนี้ว่า :-
เมื่อเราทั้งหลายหมกไหม้อยู่ในนรก ตลอดหกหมื่นปีบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักปรากฎ.

คาถาของสัตว์ที่กล่าวแต่ น อักษร แล้วจะกล่าวต่อไป มีดังนี้ว่า :-
ดูก่อนชาวเราเอ๋ย ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดจักไม่ปรากฏก่อน ท่านผู้นิรทุกข์ เพราะในกาลนั้น ทั้งเราและท่านได้กระทำบาปกรรมไว้มาก.

คาถาของสัตว์ผู้ที่กล่าวแต่ โส อักษร แล้วจะกล่าวต่อไปมีดังนี้ว่า :-
เรานั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดมนุษย์รู้ภาษาแล้ว จักเป็นคนสมบูรณ์ด้วยศีล จักทำกุศลให้มากทีเดียว

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุชฺชีวิตํ ความว่า เมื่อประพฤติทุจริต ๓ อยู่ ชื่อว่าย่อมเป็นอยู่ชั่ว คือเป็นอยู่ลามก. แม้สัตว์นั้นก็หมายเอาความเป็นอยู่ชั่วนั้นนั่นแหละจึงกล่าวว่า มีชีวิตเป็นอยู่ชั่วช้า ดังนี้.
บทว่า เยสนฺโน น ททามฺหเส ความว่า เมื่อไทยธรรมและปฏิคาหกมีอยู่ทีเดียว เราทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน.
บทว่า ทีปํ นากมฺห ความว่า ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน.
บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดยอาการทั้งปวง.
บทว่า ปริปุณฺณานิ ได้แก่ ไม่หย่อนไม่ยิ่ง.
บทว่า ปจฺจมานานํ ได้แก่ เมื่อเราทั้งหลายไหม้อยู่ในนรกอยู่.
บทว่า นตฺถิ อนฺโต ความว่า ไม่มีกำหนดกาลอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักพ้นในกาลชื่อโน้น.
บทว่า กุโต อนฺโต ความว่า เพราะเหตุไรที่สุดจักปรากฏ.
บทว่า น อนฺโต ความว่า ที่สุดแห่งทุกข์จักไม่ปรากฏแก่เราทั้งหลายแม้ผู้ใคร่จะเห็นที่สุด.
บทว่า ตทา หิ ปกตํ ความว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในกาลนั้น เราและท่านได้ทำบาปกรรมไว้มาก คือทำไว้อย่างอุกฤษฏ์ยิ่ง.
บาลีว่า ตถา หิ ปกตํ จริงอย่างนั้น เราและท่านทำบาปกรรมไว้มาก ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เพราะเหตุที่ทำบาปกรรมไว้นั้น จึงไม่อาจเห็นที่สุดแห่งทุกข์นั้น. บทว่า มาริสา แปลว่า ผู้เช่นกับด้วยเรา. คำว่า มาริสา นี้เป็นคำเรียกด้วยความรัก. ศัพท์ว่า นูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่าแน่นอน. ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า เรานั้นไปจากนี้แล้วได้กำเนิดมนุษย์ เป็นผู้โอบอ้อมอารี สมบูรณ์ด้วยศีล จักกระทำกุศลให้มากโดยส่วนเดียวแน่.

พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถาหนึ่งๆ ด้วยประการดังนี้แล้วให้พระราชาทรงทราบชัดว่า ดูก่อนมหาบพิตร สัตว์นรกนั้นประสงค์จะกล่าวคาถานี้ให้ครบบริบูรณ์ แต่ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ เพราะความที่บาปของตนใหญ่หลวงนัก ดังนั้น สัตว์นรกนั้นเมื่อได้เสวยวิบากแห่งกรรมของตน จึงได้ร้อง ชื่อว่าอันตราย เพราะเหตุปัจจัยที่ฟังเสียงนี้ ย่อมไม่มี พระองค์อย่ากลัวเลย.
พระราชารับสั่งให้ปล่อยมหาชนแล้ว ให้เที่ยวตีกลองสุวรรณเภรี ป่าวประกาศให้ทำลายหลุมยัญ พระโพธิสัตว์กระทำความสวัสดีปลอดภัยให้แก่มหาชนแล้วพักอยู่ ๒-๓ วัน จึงได้ไปที่หิมวันตประเทศนั้นนั่นเอง เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม จึงบังเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
มาณพของปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนดาบสได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาโลหกุมภีชาดกที่ ๔

:b8: :b8: :b8:

-------------------------------------------------------------------------

แม้จะเป็นสัตว์นรก แต่เมื่อพูดคำที่ชักชวนให้เราเกิดปัญญาได้ เราก็จะไม่ตกนรกตามสัตว์นรกนั้น
อยู่ที่เราว่าจะเห็นประโยชน์จากสิ่งที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ค่ะ

ท่านใดหาพระสูตรหรืออรรถกถาเรื่องนี้เจอ กรุณาส่งให้ดิฉันด้วย ที่ว่า มีชายคนหนึ่งใส่บาตรพระทุศีลในตอนเช้าด้วยอาการนอบน้อม ล้างเท้าให้พระทุศีล แต่พอตอนบ่ายพระทุศีลมายืมจอบหรืออะไรสักอย่าง ชายคนที่ใส่บาตรตอนเช้านั้นกลับเอาเท้าเขี่ยของให้หรือเอาเท้าชี้ของให้ดู จำไม่ได้ค่ะ คือเนื้อเรื่องประมาณนี้ ใครหามาให้อ่านได้จะขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2016, 12:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2750

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ม.ค. 2016, 05:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5555


 ข้อมูลส่วนตัว




n01.gif
n01.gif [ 15.16 KiB | เปิดดู 502 ครั้ง ]
SOAMUSA เขียน:
ท่านใดหาพระสูตรหรืออรรถกถาเรื่องนี้เจอ กรุณาส่งให้ดิฉันด้วย ที่ว่า มีชายคนหนึ่งใส่บาตรพระทุศีลในตอนเช้าด้วยอาการนอบน้อม ล้างเท้าให้พระทุศีล แต่พอตอนบ่ายพระทุศีลมายืมจอบหรืออะไรสักอย่าง ชายคนที่ใส่บาตรตอนเช้านั้นกลับเอาเท้าเขี่ยของให้หรือเอาเท้าชี้ของให้ดู จำไม่ได้ค่ะ คือเนื้อเรื่องประมาณนี้ ใครหามาให้อ่านได้จะขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ :b8:


เคยมีเรื่องหนึ่งว่า
อุบาสกท่านหนึ่งได้ตั้งใจถวายสังฆทานจึงได้นิมนต์พระภิกขุทั้งหมดในวัด มารับทานนี้
และในวัดนี้มีภิกขุทุสีลรูปหนึ่งอยู่ และมาด้วย ท่านรู้ว่าเป็นรูปใด แต่ก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจแต่อย่างใด จนถวายทานเสร็จแล้ว พระภิกขุทั้งหมดกลับวัดหมดแล้ว ฝ่ายพระภิกขุผู้ทุสีลรูปนั้น คิดว่า อุบาสกผู้นี้ไม่รู้
ความประพฤติเรา และไม่รังเกียจในตัวเรา คิดได้ดังนี้จึงเข้าไปหาอุบาสกท่านนั้น แล้วกล่าวขอสิ่งของ จากอุบาสก

ฝ่ายอุบาสก แลเห็นพระภิกขุรูปนั้นหน่อยหนึ่งแล้ว เอาเท้าเขี่ยให้แก่พระภิกขุผู้ทุสีลนั้น.....
พระภิกขุผู้ทุสีล เห็นดังนั้น จึงถามว่า อุบาสกเมื่อเช้าท่านยังถวายทานด้วยความเคารพ แล้วไง บัดนี้ จึงให้ทานด้วยอาการไม่เคารพ ท่านอุบาสกจึงกล่าวว่า

"เมื่อเช้ากระผมได้ตั้งใจถวายสังฆทาน ไม่เจาะจง จึงให้ด้วยความเคารพ แต่บัดนี้ ท่านเป็นภิกขุผู้ทุสีล มาขอเรา ด้วยความไม่ละอายใจ จะมีประโยชน์อันใดในผู้ทุสีลเช่นกับท่านเล่า..."

สรุปว่า หากพระโสดาบันเห็นพระภิกขุผู้ทุสีล ท่านจะนิ่ง และไม่ให้ทานใด ๆ เลย
หากยังขืืนไปต่อแย้ท่าน ท่านจะตำหนิตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมแน่นอน...

หรืออ่านในลิ้งค์นี้อยู่ในหนังสือหน้า ๖๐

http://nimmalo.com/book/beyond_merit.pdf

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2016, 08:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11953


 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:

-------------------------------------------------------------------------

แม้จะเป็นสัตว์นรก แต่เมื่อพูดคำที่ชักชวนให้เราเกิดปัญญาได้ เราก็จะไม่ตกนรกตามสัตว์นรกนั้น
อยู่ที่เราว่าจะเห็นประโยชน์จากสิ่งที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ค่ะ

:b8:


:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2016, 13:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4859


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น


นั่นไม่ใช่ พุทธศาสนา

:b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2016, 20:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11953


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น


นั่นไม่ใช่ พุทธศาสนา

:b1:


น่าน..พิจารณาแล้วจึงว่า..ไม่ใช่พุทธศาสนา..

อิอิ.. :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2016, 17:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
SOAMUSA เขียน:

-------------------------------------------------------------------------

แม้จะเป็นสัตว์นรก แต่เมื่อพูดคำที่ชักชวนให้เราเกิดปัญญาได้ เราก็จะไม่ตกนรกตามสัตว์นรกนั้น
อยู่ที่เราว่าจะเห็นประโยชน์จากสิ่งที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ค่ะ

:b8:


:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น



คุณกบเห็นพระแบบนี้คิดว่าไงล่ะคะ สลดใจมั้ย เพราะว่านรกเป็นที่หวังได้สำหรับพระเหล่านี้
เห็นอะไรก็คิดโยงเข้าหาเรื่องกรรมและผลของกรรมให้ได้ แล้วจะรุ่งค่ะ

เห็นกรรมชั่วของเขาแต่ทำกรรมดีให้เกิดแก่เราให้ได้ค่ะ ยามนี้มันต้องพยายามรักษาใจกายเราให้รอดแล้วล่ะ
ไม่ใช่ว่าเราจะเก่งนะ แต่เราก็ต้องพยายามทำอยู่เหมือนกัน มีสติตั้งจิตตนไว้ให้ดีให้ได้ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2016, 18:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
SOAMUSA เขียน:
ท่านใดหาพระสูตรหรืออรรถกถาเรื่องนี้เจอ กรุณาส่งให้ดิฉันด้วย ที่ว่า มีชายคนหนึ่งใส่บาตรพระทุศีลในตอนเช้าด้วยอาการนอบน้อม ล้างเท้าให้พระทุศีล แต่พอตอนบ่ายพระทุศีลมายืมจอบหรืออะไรสักอย่าง ชายคนที่ใส่บาตรตอนเช้านั้นกลับเอาเท้าเขี่ยของให้หรือเอาเท้าชี้ของให้ดู จำไม่ได้ค่ะ คือเนื้อเรื่องประมาณนี้ ใครหามาให้อ่านได้จะขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ :b8:


เคยมีเรื่องหนึ่งว่า
อุบาสกท่านหนึ่งได้ตั้งใจถวายสังฆทานจึงได้นิมนต์พระภิกขุทั้งหมดในวัด มารับทานนี้
และในวัดนี้มีภิกขุทุสีลรูปหนึ่งอยู่ และมาด้วย ท่านรู้ว่าเป็นรูปใด แต่ก็ไม่ได้แสดงความรังเกียจแต่อย่างใด จนถวายทานเสร็จแล้ว พระภิกขุทั้งหมดกลับวัดหมดแล้ว ฝ่ายพระภิกขุผู้ทุสีลรูปนั้น คิดว่า อุบาสกผู้นี้ไม่รู้
ความประพฤติเรา และไม่รังเกียจในตัวเรา คิดได้ดังนี้จึงเข้าไปหาอุบาสกท่านนั้น แล้วกล่าวขอสิ่งของ จากอุบาสก

ฝ่ายอุบาสก แลเห็นพระภิกขุรูปนั้นหน่อยหนึ่งแล้ว เอาเท้าเขี่ยให้แก่พระภิกขุผู้ทุสีลนั้น.....
พระภิกขุผู้ทุสีล เห็นดังนั้น จึงถามว่า อุบาสกเมื่อเช้าท่านยังถวายทานด้วยความเคารพ แล้วไง บัดนี้ จึงให้ทานด้วยอาการไม่เคารพ ท่านอุบาสกจึงกล่าวว่า

"เมื่อเช้ากระผมได้ตั้งใจถวายสังฆทาน ไม่เจาะจง จึงให้ด้วยความเคารพ แต่บัดนี้ ท่านเป็นภิกขุผู้ทุสีล มาขอเรา ด้วยความไม่ละอายใจ จะมีประโยชน์อันใดในผู้ทุสีลเช่นกับท่านเล่า..."

สรุปว่า หากพระโสดาบันเห็นพระภิกขุผู้ทุสีล ท่านจะนิ่ง และไม่ให้ทานใด ๆ เลย
หากยังขืืนไปต่อแย้ท่าน ท่านจะตำหนิตรง ๆ ไม่อ้อมค้อมแน่นอน...

หรืออ่านในลิ้งค์นี้อยู่ในหนังสือหน้า ๖๐

http://nimmalo.com/book/beyond_merit.pdf


ได้เข้าไปอ่านแล้ว สาธุค่ะลุง :b8:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2016, 07:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11953


 ข้อมูลส่วนตัว


SOAMUSA เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
SOAMUSA เขียน:

-------------------------------------------------------------------------

แม้จะเป็นสัตว์นรก แต่เมื่อพูดคำที่ชักชวนให้เราเกิดปัญญาได้ เราก็จะไม่ตกนรกตามสัตว์นรกนั้น
อยู่ที่เราว่าจะเห็นประโยชน์จากสิ่งที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ค่ะ

:b8:


:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น



คุณกบเห็นพระแบบนี้คิดว่าไงล่ะคะ สลดใจมั้ย เพราะว่านรกเป็นที่หวังได้สำหรับพระเหล่านี้
เห็นอะไรก็คิดโยงเข้าหาเรื่องกรรมและผลของกรรมให้ได้ แล้วจะรุ่งค่ะ


สะดุดนิดหน่อย...
คิดถึงนรก..แล้วสงสารแทน

แล้วก็เห็นพิษภัยของสังขาร...ของขันธ์ 5 นะ

เพราะ...ทุกคนต่างก็ต้องการความสุข...ทำเพื่อให้ได้สุข...
คนที่ปัญญาดี..ก็หาความสุขตามที่พระพุทธเจ้าสอน..
หากปัญญาทราม..ศีลธรรมก็มองไม่เห็น...สังขารก็ปรุงหาความสุขไม่มีขอบเขต....โดยไม่รู้ได้เลยว่า..สิ่งนั้นจะนำนรก...นำความทุกข์มาสู่ตน...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2016, 11:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
SOAMUSA เขียน:
กบนอกกะลา เขียน:
SOAMUSA เขียน:

-------------------------------------------------------------------------

แม้จะเป็นสัตว์นรก แต่เมื่อพูดคำที่ชักชวนให้เราเกิดปัญญาได้ เราก็จะไม่ตกนรกตามสัตว์นรกนั้น
อยู่ที่เราว่าจะเห็นประโยชน์จากสิ่งที่ผ่านเข้ามาได้หรือไม่ค่ะ

:b8:


:b8: :b8:
ครับ....ผู้มีปัญญา...เห็นอะไรก็นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาได้เสมอ...ทำให้สังขารสงบได้เสมอ

ไม่ว่าจะเห็นจีวรเหลืองๆดำน้ำดูปะการัง...พระเจิมลูกเทพ...ฯลฯ..เป็นต้น



คุณกบเห็นพระแบบนี้คิดว่าไงล่ะคะ สลดใจมั้ย เพราะว่านรกเป็นที่หวังได้สำหรับพระเหล่านี้
เห็นอะไรก็คิดโยงเข้าหาเรื่องกรรมและผลของกรรมให้ได้ แล้วจะรุ่งค่ะ


สะดุดนิดหน่อย...
คิดถึงนรก..แล้วสงสารแทน

แล้วก็เห็นพิษภัยของสังขาร...ของขันธ์ 5 นะ

เพราะ...ทุกคนต่างก็ต้องการความสุข...ทำเพื่อให้ได้สุข...
คนที่ปัญญาดี..ก็หาความสุขตามที่พระพุทธเจ้าสอน..
หากปัญญาทราม..ศีลธรรมก็มองไม่เห็น...สังขารก็ปรุงหาความสุขไม่มีขอบเขต....โดยไม่รู้ได้เลยว่า..สิ่งนั้นจะนำนรก...นำความทุกข์มาสู่ตน...


:b8: สาธุค่ะคุณกบ ตอนเด็กๆ ตาของดิฉัน ท่านทำบุญเก่งมาก ทำแบบไม่เสียดาย ไปวัดฟังธรรม
ดิฉันถามตาว่า ทำไมตาไม่ไปบวชเป็นพระ ตาบอก อยู่อย่างนี้ดีกว่า จริงของตา ถ้ายังต้องการใช้ชีวิตแบบฆราวาสก็อย่าบวชเป็นพระ เพราะเป็นพระแล้ว จะใช้ชีวิตตามแบบฆราวาสไม่ได้ค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.พ. 2016, 06:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11953


 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นด้วยกับคุณตา ฯ ครับ

บวช..แล้วทำตามพระวินัยได้...ทางโล่ง

แต่หากทำไม่ได้..ทางนรก..อย่างเดียวเลย

จะบวชนี้....ต้องแน่ใจจริง ๆ..ต้องหนักแน่นจริง ๆ...และต้องเฟ้นหาอุปัชฌาย์อาจารย์ซะหน่อย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 59 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: แค่อากาศ และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร