วันเวลาปัจจุบัน 21 มิ.ย. 2018, 04:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 237 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 12, 13, 14, 15, 16  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2015, 21:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




Image-7586.jpg
Image-7586.jpg [ 77.12 KiB | เปิดดู 598 ครั้ง ]
เรื่องของโลกนั้นไม่เที่ยง เรื่องของอารมณ์ก็ไม่เที่ยง วิญญาณหกก็ไม่เที่ยง การฝึกสมถะก็เพื่อให้จิตเดินลดละออกจากสิ่งไม่เที่ยงในเรื่องของโลกียะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตกอยู่ในอำนาจและหลงอยู่ในเรื่องราวของโลกียะที่ให้ผลเป็นกรรมเป็นภาระ แต่เป็นการสะสมการเดินทางออกจากเส้นทางของทุกข์ มาเดินอยู่ในเส้นทางเดินให้พ้นทุกข์
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2015, 23:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.พ. 2012, 12:27
โพสต์: 2372

แนวปฏิบัติ: ปฏิจจสมุปบาท และกรรมฐาน
งานอดิเรก: สวดมนต์รภาวนา
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว




20170729_154332.jpg
20170729_154332.jpg [ 88.49 KiB | เปิดดู 594 ครั้ง ]
toy1 เขียน:
เรื่องของโลกนั้นไม่เที่ยง เรื่องของอารมณ์ก็ไม่เที่ยง วิญญาณหกก็ไม่เที่ยง การฝึกสมถะก็เพื่อให้จิตเดินลดละออกจากสิ่งไม่เที่ยงในเรื่องของโลกียะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตกอยู่ในอำนาจและหลงอยู่ในเรื่องราวของโลกียะที่ให้ผลเป็นกรรมเป็นภาระ แต่เป็นการสะสมการเดินทางออกจากเส้นทางของทุกข์ มาเดินอยู่ในเส้นทางเดินให้พ้นทุกข์

:b8: :b8:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2015, 05:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11351


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ toy1 ถาม
toy1 เขียน:
ผมจึงสงสัยว่าสมถะจะเป็นสุขแบบโลกียะได้อย่างไร


นี้ความเห็นของผม
กบนอกกะลา เขียน:
หากเราเอาอาการ.....มีเกิดแล้วก็มีดับ...เป็นคุณสมบัติของโลก...คุณสมบัติวัฏฏะสงสาร
ความสุข...จากสมถะ...ก็จัดเป็นโลกียะ...คือ...เป็นอย่างโลก..เป็นของโลก


ไม่ได้บอกว่า...สมถะหรือโลกียะ....ไม่ดี..นะครับ
ปัญญาวิมุตติก็อาศัยเจโตวิมุตติ
ดอกบัวก็เกิดอาศัยโคลนตม
ทุกวันนี้....ก็ยังงมโคลนตมอยู่เลยครับ

ส่วนของลุงหมาน...แกจะแบ่งข้าง....แยกข้าง....เลือกข้าง..อย่างไรหรือไม่....อันนี้ไม่ทราบ...ก็แล้วแต่แกครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2015, 06:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 11351


 ข้อมูลส่วนตัว


toy1 เขียน:
เรื่องของโลกนั้นไม่เที่ยง เรื่องของอารมณ์ก็ไม่เที่ยง วิญญาณหกก็ไม่เที่ยง การฝึกสมถะก็เพื่อให้จิตเดินลดละออกจากสิ่งไม่เที่ยงในเรื่องของโลกียะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการตกอยู่ในอำนาจและหลงอยู่ในเรื่องราวของโลกียะที่ให้ผลเป็นกรรมเป็นภาระ แต่เป็นการสะสมการเดินทางออกจากเส้นทางของทุกข์ มาเดินอยู่ในเส้นทางเดินให้พ้นทุกข์


ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า...พอเห็นคำว่า..โลกียะ...
นักปฏิบัติภาวนาหลายๆคน ทำไมถึง...รังเกียจ..รังงอน...มองแง่ลบ....อะไรกันนัก
กลัวว่า..ตนไม่ใช่นักภาวนารึงัย

นี้ก็ตัวอย่างหนึ่ง....
เพียงแค่มีตาคนหนึ่ง...พูดว่า...
ลุงหมาน เขียน:

มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการความสุขแบบไหน
ความสุขมันมี ๒ อย่าง
ถ้าต้องการความสุขทางโลกียะเราก็ควรฝึกสมถะ
ถ้าต้องการความสุขในโลกุตตระเราก็ต้องฝึกวิปัสสนา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2015, 06:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




20170722_072416.png
20170722_072416.png [ 28.35 KiB | เปิดดู 608 ครั้ง ]
เรื่องของการปฏิบัติธรรม หากคนไหนมีความเข้าใจเหตุผลในเรื่องของอริยะสัจสี่ เห็นชีวิตของตนเองวนเวียนอยูในเรื่องของทุกข์กัยเหตุที่ทำให้ทุกข์จริงๆ สงสารตนเองว่าเป็นผู้มีกรรมจริงๆ ก็จะแสวงหาแนวทางเดินออกจากทุกข์ ก็จะค่อยๆ เดินทางออกจากอริยะสัจเรื่องของทุกข์กับเหตูให้เกิดทุกข์ นำชีวืตของตนมาประพฤติปฏิบัติอยู่ในเส้นทางออกจากคำว่าทุกข์ ลดละเหตุที่ทำให้ทุกข์ ไปจนถึงที่สุดคือการพ้นทุกข์ ซึ่งการเดินทางหนีทุกข์ให้พ้นทุกข์คงต้องอาศัยเวลาเป็นชาติ หลายๆชาติ จนกว่าบารมีจะเต็มพ้นทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิดพ้นจากคำว่าเวรกรรมที่ต้องชดใช้
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2015, 07:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




aniManMath-new.gif
aniManMath-new.gif [ 55.67 KiB | เปิดดู 610 ครั้ง ]
เจริญภาวนาด้วยมรรคมีองค์ ๘ จนถึงเกิดเป็นมรรคสมังคีย์
ผลคือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นโลกุตระ นอกนั้นเป็นโลกียะหมดครับ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2015, 12:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ลุงหมาน เขียน:
เจริญภาวนาด้วยมรรคมีองค์ ๘ จนถึงเกิดเป็นมรรคสมังคีย์
ผลคือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นโลกุตระ นอกนั้นเป็นโลกียะหมดครับ


มรรคสมังคีย์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร และมีผลให้จิตใจเป็นอย่างไรครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2015, 03:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




bamboo.png
bamboo.png [ 92.22 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
toy1 เขียน:
ลุงหมาน เขียน:
เจริญภาวนาด้วยมรรคมีองค์ ๘ จนถึงเกิดเป็นมรรคสมังคีย์
ผลคือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เป็นโลกุตระ นอกนั้นเป็นโลกียะหมดครับ


มรรคสมังคีย์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร และมีผลให้จิตใจเป็นอย่างไรครับ


มัคคสมังคี มิใช่จิตที่รวมเข้าเป็นเอกัคคตาอย่างฌาน อย่างสมาธิ
แต่จะรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวพร้อมกัน ในเจริญวิปัสสนาพิจารณาค้นคว้าเหตุผล
ภายนอกภายในเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนตามเป็นจริง ไม่เคลือบแคลงสงสัยแล้ว
จิตก็รวมเอา องค์มัคค์ ทั้ง ๘ (คือ ศีล สมาธิ ปัญญา) เข้ามาไว้ในที่เดียว
ให้เป็น สัมมาทิฏฐิ อันเดียว ในขณะจิตเดียว และจะเกิดขึ้นครั้งเดียว
เพื่อประหานกิเลสตามกำลังของมรรคนั้นๆ ที่ตนได้

อุปมาเหมือนของที่หนักต้องใช้คนยกถึง ๘ คนจึงจะยกขึ้น
และต้องพร้อมใจกันอย่างเต็มกำลังของตนช่วยกันยกของหนักจึงจะยกขึ้น
แม้ใครจะออกกำลังน้อยไปหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้จะยกของหนักไม่ขึ้น

องค์ธรรมขององค์มรรค ๘

ปัญญาได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ

ศีลได้แก่
๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ

สมาธิได้แก่
๖. สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ
๗. สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ
๘. สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ

องค์มรรค ๘ ย่อลงแล้วก็ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เอง

ผลของการเกิดขึ้นของมรรคสมังคีย์นั้น
เมื่อเกิดขึ้นครั้งแรกโสดาปัตติมรรคก็เกิดขึ้น และเมื่อดับลงโสดาปัตติผลก็เกิดขึ้น
เมื่อเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ สกทาคามิมรรคก็เกิดขึ้น และเมื่อดับลงสกทาคามิผลก็เกิดขึ้น
เมื่อเกิดขึ้นครั้งที่ ๓ อนาคามิมรรคก็เกิดขึ้น และเมื่อดับลงอนาคามิผลก็เกิดขึ้น
เมื่อเกิดขึ้นครั้งที่ ๔ อรหันตมรรคก็เกิดขึ้น และเมื่อดับลงอรหันต์ผลก็เกิดขึ้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2015, 16:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




87f3f19103d1680b20752ad958626858.png
87f3f19103d1680b20752ad958626858.png [ 876.75 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
ขอขอบคุณลุงหมาน ที่่ช่วยบอกความหมายของคำว่ามรรคสมังคีย์ และผลเนื่องด้วยมรรคสมังคีย์
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2015, 19:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




palms_png_19wcam.png
palms_png_19wcam.png [ 350.92 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
toy1 เขียน:
ขอขอบคุณลุงหมาน ที่่ช่วยบอกความหมายของคำว่ามรรคสมังคีย์ และผลเนื่องด้วยมรรคสมังคีย์


สำหรับเรื่องมรรคมีองค์ ๘ ท่านคงจะได้ยินบ่อยๆ แต่ว่าตามปกติเวลาที่
โลกุตตรจิตยังไม่เกิดก็จะเป็นมรรคมีองค์ ๕
องค์มรรค ๘ เหล่านั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกันในขณะแห่งโลกียมรรค
แต่ย่อมเกิดพร้อมกันในขณะแห่งโลกุตตรมรรค

และสำหรับวิรตีเจตสิกก็เกิดไม่ครบทั้ง ๓ พร้อมกันในขณะจิตเดียว
จะต้องเกิดเพียงวิรตีหนึ่งวิรตีใดในวิรตี ๓ สำหรับวิรตี ๓ ก็คือ สัมมาวาจา ๑
สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑

จะเห็นได้ว่า ขณะใดที่สัมมาวาจาเกิด ขณะนั้นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะก็ไม่เกิด
ขณะใดที่สัมมากัมมันตะเกิด ขณะนั้นสัมมาวาจาและสัมมาอาชีวะก็ไม่เกิด
ขณะใดที่สัมมาอาชีวะเกิด ขณะนั้นสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะก็ไม่เกิด

ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐาน จึงรู้ว่า ตามปกติที่เป็นโลกียมรรค
โดยทั่วไปเวลาที่วิรตีเจตสิกไม่เกิด จะประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๕ เท่านั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2015, 06:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




f2186aae.jpg
f2186aae.jpg [ 281.06 KiB | เปิดดู 1589 ครั้ง ]
เพื่อให้เห็นองค์ธรรมมรรค ๘ ให้ชัดเจนมากขึ้นจึงแสดงภาพให้ดู

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2015, 11:44 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




071138_1385525498.png
071138_1385525498.png [ 170.98 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
ลุงหมาน เขียน:
ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐาน จึงรู้ว่า ตามปกติที่เป็นโลกียมรรค
โดยทั่วไปเวลาที่วิรตีเจตสิกไม่เกิด จะประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๕ เท่านั้น


โลกนี้มีแต่กรรม มีอารมณ์เป็นตัวปรุงแต่งให้หลง ให้เคลือนไหวหรือผลักใสให้เกิดมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อารมณ์นั้นมีทั้งคุณและโทษ ก่อให้เกิดเป็นกรรมดีกรรมชั่ว ให้ผลเป็นกรรมต้องมาเกิดตายบ่อยๆ
และในความเป็นจริงของชีวิตคนเรา เราอยู่กับอารมณ์ตลอดเวลา อารมณ์ที่พาไปยึดวัตถุ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โลกธรรมล้วนเป็นเรื่องราวของโลกียะ เมื่อเรานำกายมาปฏิบัติธรรมอบรมจิตให้มีสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นได้จิตเป็นสมาธิได้ กายนิ่ง ธาตุสี่ก็นิ่ง อารมณ์ฝ่ายโลกียะก็สงบ เมื่อยังไม่ได้สมาธิ อารมณ์ของโลกียะก็ข่มเหงจิตปรุงแต่งจิตไม่ให้สงบ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2015, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




nokia-2115904_960_720.png
nokia-2115904_960_720.png [ 305.86 KiB | เปิดดู 610 ครั้ง ]
สำหรับเรื่องนี้นั้นได้มีพระอาจารย์ผู้สอนพระอภิธรรม
ได้กล่าวเปรียบเทียบไว้ได้ดีและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด เมื่อโดดลงไปในน้ำที่เรียกว่าโอฆะ หรือห้วงน้ำ
น้ำนั้นจะปิดสนิททันทีก็ได้แก่ ปุถุชนทั้งหลายและรวมถึงสัตว์ทุกชนิดด้วย
และในคราใดอาจจะมีสัตว์โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ ก็ย่อมเห็นแสงสว่างกับเขาบ้าง

สัตว์นั้นท่านอุปมาได้แก่ พระโสดาบัน และพระโสดาบันก็ย่อมเห็นฝั่งแล้ว
ก็พยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ท่านอุปมาว่า ได้แก่ พระสกทาคามี
เมื่อสกทาคามีว่ายน้ำจนถึงฝั่งแล้ว ท่านอุปมาว่า ได้แก่ พระอนาคามี
เมื่อพระอนาคามีได้ขึ้นฝั่งแล้ว ท่านอุปมาว่า ได้แก่ พระอรหันต์ เช่นนี้แล.

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2015, 08:43 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ย. 2014, 11:55
โพสต์: 123

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




palm_tree_PNG2504.png
palm_tree_PNG2504.png [ 179.84 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
ลุงหมาน เขียน:
สำหรับเรื่องนี้นั้นได้มีพระอาจารย์ผู้สอนพระอภิธรรม
ได้กล่าวเปรียบเทียบไว้ได้ดีและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด เมื่อโดดลงไปในน้ำที่เรียกว่าโอฆะ หรือห้วงน้ำ
น้ำนั้นจะปิดสนิททันทีก็ได้แก่ ปุถุชนทั้งหลายและรวมถึงสัตว์ทุกชนิดด้วย
และในคราใดอาจจะมีสัตว์โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ ก็ย่อมเห็นแสงสว่างกับเขาบ้าง



มีอะไรเป็นเหตุนำให้สัตว์โผล่ห้วขึ้นมาจากน้ำได้ครับ หรือว่ามันอยู่ๆดีก็พล้ดหลงโหล่หัวขึ้นมา แล้วก็ลงไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิมครับ และสัตว์ที่อยู่ในน้ำก็น่าจะเพลิดเพลินหากินไปตามสภาพที่อยู่ที่อาศัย ไม่ต้องดิ้นรนให้ลำบากขึ้นมาจากน้ำ เพราะอยู่ในน้ำก็ต้องใช้สัญชาตญาณหากินหานอนแบบผู้อยู่ในน้ำ ก็น่าเป็นสุขดี ไม่ต้องไปปรับเปลียนแปลงพฤติกรรมนิสัยอะไรเลย
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2015, 15:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5469


 ข้อมูลส่วนตัว




91d01e3c32aef6a6a11d62a8ddbc210f.png
91d01e3c32aef6a6a11d62a8ddbc210f.png [ 320.83 KiB | เปิดดู 599 ครั้ง ]
toy1 เขียน:

มีอะไรเป็นเหตุนำให้สัตว์โผล่ห้วขึ้นมาจากน้ำได้ครับ หรือว่ามันอยู่ๆดีก็พล้ดหลงโหล่หัวขึ้นมา แล้วก็ลงไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิมครับ และสัตว์ที่อยู่ในน้ำก็น่าจะเพลิดเพลินหากินไปตามสภาพที่อยู่ที่อาศัย ไม่ต้องดิ้นรนให้ลำบากขึ้นมาจากน้ำ เพราะอยู่ในน้ำก็ต้องใช้สัญชาตญาณหากินหานอนแบบผู้อยู่ในน้ำ ก็น่าเป็นสุขดี ไม่ต้องไปปรับเปลียนแปลงพฤติกรรมนิสัยอะไรเลย


มันเป็นเพียงท่านได้พูดอุปมาเอาไว้ว่า สัตว์ที่เวียนตายเวียนเกิดใน ๓๑ ภพภูมินั้น
ก็เหมือนสัตว์ที่ตกอยู่ในห้วงน้ำที่เรียกว่าโอฆะปิดบังไว้ และในจำนวนนั้นอาจจะมีผู้ดิ้นรนจนได้โผล่
มาจากน้ำพอจะได้รับแสงสว่างกับเขาได้บ้าง บางคนก็ไม่กล้าที่จะโผล่หัวมา
เพราะยังสนุกสนานกับการเกิดการตายอยู่ บางครั้งก็ยังอยากเกิดเป็นเทวดาบ้างพรหมบ้างเหล่านี้เป็นต้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 237 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 12, 13, 14, 15, 16  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร