วันเวลาปัจจุบัน 03 มี.ค. 2021, 04:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 04:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เนื่องด้วยกระทู้เดิมของผม ได้กลายเป็นสนามไก่ชนไปแล้ว
ผมจึงได้อุทิศกระทู้ของผมให้แก่ นายอเมชิ่งกับนายกรัชกาย ใช้เป็นที่ทดสอบเดือยและจะงอยปาก

ดังนี้จึงมีความเห็นว่า มันเป็นเรื่องไก่ไม่ใช่เรื่องของคน
จึงขอปวารณาลาขาดจากกระทู้หรือสนามไก่ชนนั้นครับ :b13:


ทุกสิ่งอย่างที่เกิดภายใต้ธรรชาตินี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความจริง
ในพุทธศาสนา มีหลักสูงสุดนั้นก็คือหาความจริง ที่เป็นความจริงที่สูงสุดของธรรมชาติ

ในเรื่องความจริงนั้น มีอยู่สามสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณา นั้นก็คือ.....
สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ และบัญญัติ

ถ้าเราพิจารณาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งสามสิ่งเป็นความจริง
แต่ถ้าเราเอาทั้งสามสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ไม่ใช่ความจริงก็คือ....บัญญัติ

สรุปให้ฟังง่ายๆ บัญญัติเป็นภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ถ้าเอาบัญญัติไปเรียก สมมติสัจจะ บัญญัตินั้นก็จะเป็น.....สมมติบัญญัติ
ถ้าพิจารณาหาความจริงของคำสองคำนี้ สมมติสัจจะเป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติไม่ใช่ความจริง

ในส่วนของปรมัตถ์สัจจะก็เช่นกัน จะต้องมีบัญญัติมาเป็นสื่อภาษาเรียก ปรมัตถ์สัจจะนั้น
สิ่งที่มาใช้เรียก ปรมัตถ์สัจจะ เราเรียกว่า ปรมัตถ์บัญญัติ
ความจริงก็คือ ปรมัตถ์สัจจะ สิ่งที่ใช้เรียกแทนความจริงย่อมต้องไม่จริง
นั้นคือ...ปรมัตถ์บัญญัติ

อยากให้จำไว้ว่า......ทุกสิ่งที่เกิดในธรรมชาติล้วนเป็นความจริงตามธรรมชาติ
สิ่งที่ไม่จริงตามธรรมชาติก็คือ ......สิ่งที่ยังไม่เกิดในธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น "มีคนบอกว่าโลกจะแตก" ประโยคคำพูดนี้เปรียบเหมือน
บัญญัติที่ขาดสัจจะขาดความจริงในธรรมชาติ โลกจะแตกจึงไม่ใช่ความจริง...
เหตุนี้......ในความหมายของความจริง สิ่งนั้นจะต้องเกิดแล้วในธรรมชาติ
ถ้ายังไม่เกิดมันจึงไม่ใช่ความจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 04:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นี่ก็ถามแปลก ความจริง ก็คือไม่เท็จไง :b1:

ผู้ใดจะรู้ความจริงนั้น ผู้นั้นจะต้องรู้ความเท็จด้วย คือรู้ทั้งสองด้าน เปรียบเทียบกัน คล้ายกรณีรู้กลางคืนกับกลางวัน ต้องรู้ทั้งสองด้านฉะนี้แล.

อ้างคำพูด:
ในเรื่องความจริงนั้น มีอยู่สามสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณา นั้นก็คือ.....
สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ และบัญญัติ

ถ้าเราพิจารณาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งสามสิ่งเป็นความจริง
แต่ถ้าเราเอาทั้งสามสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ไม่ใช่ความจริงก็คือ....บัญญัติ

สรุปให้ฟังง่ายๆ บัญญัติเป็นภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ถ้าเอาบัญญัติไปเรียก สมมติสัจจะ บัญญัตินั้นก็จะเป็น.....สมมติบัญญัติ
ถ้าพิจารณาหาความจริงของคำสองคำนี้ สมมติสัจจะเป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติไม่ใช่ความจริง


นี่คือผู้ไม่รู้เข้าใจภาษาเขา คือไม่รู้อะไรสักด้าน ไม่ว่าจะด้านจริงหรือด้านเท็จ ไม่พ้นเละอีกกระทู้นี้น่ะ

สมมติสัจจะ จริงตามข้อตกลง จริงตามสมมติ ปรมัตถสัจจะ จริงโดยความหมายสูงสุด นี้จริงโดยธรรมชาติ ส่วนบัญญัติ ก็คือเมือมนุษย์ตกลงกันแล้ว ว่าจะทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้ ก็บัญญัติจัดตั้งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นใช้ตามข้อตกลงนั้น

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 11:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
นี่ก็ถามแปลก ความจริง ก็คือไม่เท็จไง :b1:
ผู้ใดจะรู้ความจริงนั้น ผู้นั้นจะต้องรู้ความเท็จด้วย คือรู้ทั้งสองด้าน เปรียบเทียบกัน คล้ายกรณีรู้กลางคืนกับกลางวัน ต้องรู้ทั้งสองด้านฉะนี้แล.

เป๋แล้วกรัชกาย มันต้องแบบนี่......ผู้ที่จะรู้ความเท็จได้ ต้องรู้ความจริงเสียก่อน

และความเป็นจริงจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย....การบัญญัติ


กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
ในเรื่องความจริงนั้น มีอยู่สามสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณา นั้นก็คือ.....
สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ และบัญญัติ

ถ้าเราพิจารณาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งสามสิ่งเป็นความจริง
แต่ถ้าเราเอาทั้งสามสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ไม่ใช่ความจริงก็คือ....บัญญัติ

สรุปให้ฟังง่ายๆ บัญญัติเป็นภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ถ้าเอาบัญญัติไปเรียก สมมติสัจจะ บัญญัตินั้นก็จะเป็น.....สมมติบัญญัติ
ถ้าพิจารณาหาความจริงของคำสองคำนี้ สมมติสัจจะเป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติไม่ใช่ความจริง


นี่คือผู้ไม่รู้เข้าใจภาษาเขา คือไม่รู้อะไรสักด้าน ไม่ว่าจะด้านจริงหรือด้านเท็จ ไม่พ้นเละอีกกระทู้นี้น่ะ

สมมติสัจจะ จริงตามข้อตกลง จริงตามสมมติ ปรมัตถสัจจะ จริงโดยความหมายสูงสุด นี้จริงโดยธรรมชาติ ส่วนบัญญัติ ก็คือเมือมนุษย์ตกลงกันแล้ว ว่าจะทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้ ก็บัญญัติจัดตั้งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นใช้ตามข้อตกลงนั้น


เลอะแล้วกรัชกาย สงสัยต้องกลับไปแก้ไขข้อความ ที่แสดงความเฉิ่มไว้ที่เว็บตัวเองอีกแล้ว
ถามจริงตั้งแต่ตั้งเว็บมา ก็ไขข้อความกี่ครั้งแล้ว :b9:

ทั้งสมมติสัจจะ ปรมัตสัจจะ และ บัญญัติ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นพุทธพจน์
พระพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้นมาด้วยปัญญาของพระองค์เอง แล้วจึงนำมาถ่ายทอดให้สาวก
ถามหน่อยเถอะใครไปตกลงกับใคร ....มั่วจริงๆ :b32:



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 11:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
กรัชกาย เขียน:
นี่ก็ถามแปลก ความจริง ก็คือไม่เท็จไง :b1:
ผู้ใดจะรู้ความจริงนั้น ผู้นั้นจะต้องรู้ความเท็จด้วย คือรู้ทั้งสองด้าน เปรียบเทียบกัน คล้ายกรณีรู้กลางคืนกับกลางวัน ต้องรู้ทั้งสองด้านฉะนี้แล.

เป๋แล้วกรัชกาย มันต้องแบบนี่......ผู้ที่จะรู้ความเท็จได้ ต้องรู้ความจริงเสียก่อน

และความเป็นจริงจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัย....การบัญญัติ


กรัชกาย เขียน:
อ้างคำพูด:
ในเรื่องความจริงนั้น มีอยู่สามสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณา นั้นก็คือ.....
สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ และบัญญัติ

ถ้าเราพิจารณาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งสามสิ่งเป็นความจริง
แต่ถ้าเราเอาทั้งสามสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ไม่ใช่ความจริงก็คือ....บัญญัติ

สรุปให้ฟังง่ายๆ บัญญัติเป็นภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ถ้าเอาบัญญัติไปเรียก สมมติสัจจะ บัญญัตินั้นก็จะเป็น.....สมมติบัญญัติ
ถ้าพิจารณาหาความจริงของคำสองคำนี้ สมมติสัจจะเป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติไม่ใช่ความจริง


นี่คือผู้ไม่รู้เข้าใจภาษาเขา คือไม่รู้อะไรสักด้าน ไม่ว่าจะด้านจริงหรือด้านเท็จ ไม่พ้นเละอีกกระทู้นี้น่ะ

สมมติสัจจะ จริงตามข้อตกลง จริงตามสมมติ ปรมัตถสัจจะ จริงโดยความหมายสูงสุด นี้จริงโดยธรรมชาติ ส่วนบัญญัติ ก็คือเมือมนุษย์ตกลงกันแล้ว ว่าจะทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างนี้ ก็บัญญัติจัดตั้งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับขึ้นใช้ตามข้อตกลงนั้น


เลอะแล้วกรัชกาย สงสัยต้องกลับไปแก้ไขข้อความ ที่แสดงความเฉิ่มไว้ที่เว็บตัวเองอีกแล้ว
ถามจริงตั้งแต่ตั้งเว็บมา ก็ไขข้อความกี่ครั้งแล้ว :b9:

ทั้งสมมติสัจจะ ปรมัตสัจจะ และ บัญญัติ ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นพุทธพจน์
พระพุทธเจ้าทรงกำหนดขึ้นมาด้วยปัญญาของพระองค์เอง แล้วจึงนำมาถ่ายทอดให้สาวก
ถามหน่อยเถอะใครไปตกลงกับใคร ....มั่วจริงๆ :b32:




ธรรมะตามโฮฮับคิดได้แก่อะไร ?

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 11:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1378142865-5619022970-o.jpg
1378142865-5619022970-o.jpg [ 20.06 KiB | เปิดดู 1712 ครั้ง ]
ค่อนข้างมั่นใจว่า โฮฮับ กับ อเมสซึ่งแนวคิดพอๆกัน คือมองธรรมะแบบจินตนาการเพ้อฝัน มองธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์ ว่าอยู่ดาวอังคาร ใครจะเรียนธรรมไปต้องไปเรียนกันที่โน้น ไม่ใช่ที่คนโลกนี้ ไม่ใช่ที่ชีวิตนี้

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 13:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ค่อนข้างมั่นใจว่า โฮฮับ กับ อเมสซึ่งแนวคิดพอๆกัน คือมองธรรมะแบบจินตนาการเพ้อฝัน มองธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์ ว่าอยู่ดาวอังคาร ใครจะเรียนธรรมไปต้องไปเรียนกันที่โน้น ไม่ใช่ที่คนโลกนี้ ไม่ใช่ที่ชีวิตนี้

อย่ามามั่ว อ้างไปเรื่อย มันจินตนาการที่ไหน มันก็แค่ทำตามพุทธพจน์
ตัวเองอับปัญญาไม่รู้ธรรม แล้วก็พาล


เอาลิ้งเว็บตัวเองมาโชว์ กดเข้าไปดู โอ่! แม่เจ้า เอาพุทธพจน์ไปสร้างคำใหม่ทั้งนั้น
บิดเบือนพุทธพจน์เห็นๆ

แล้วที่กรัชกายเข้ามาคุยมายั่วชาวบ้าน ไม่ใช่รู้อะไรกับเขาหรอก
แค่จะมาหาข้อมูลไปลงที่เว็บตัวเอง :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 13:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ธรรมะตามโฮฮับคิดได้แก่อะไร ?


อยากรู้ธรรมะได้แก่อะไร
มาทำความเข้าใจกับความเห็นของกรัชกายก่อนดีมั้ย... :b32:


กรัชกาย เขียน:
๑. สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โวหารสัจจะ ความจริงโดยโวหาร หรือโดยสำนวนพูด) คือ จริงตามมติร่วมกัน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรือหมายรู้ร่วมกัน เป็นเครื่องมือสื่อสาร พอให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น คน สัตว์ คนดี คนชั่ว โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ เป็นต้น (conventional truth) ตัวอย่างที่พอเทียบให้เห็นเค้า เช่น ภาษาสามัญพูดว่า น้ำ ว่า เกลือ เป็นต้น


พี่โฮดูแล้วรู้ได้ทันทีกับคำพูดที่ว่า....."ความจริงโดยสมมมติ"
พูดทั้งๆที่ไม่รู้ว่า สมมติคืออะไร ที่แน่ๆไม่รู้ว่า สมมติเป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น
โดยตัวของพระองค์เพียงคนเดียว แล้วพูดมาได้ไงว่า หมายถึงมีมติร่วมกัน
แบบนี้ถึงว่าชอบแปลคำศัพท์ เอาพุทธพจน์สร้างคำซะเพี้ยน

และที่บอกว่า โวหารสัจจะ มันมีที่ไหน สัจจะมีแค่ สมมติกับปรมัตถ์
ไม่รู้แล้วก็มั่วไปเลย จะบอกกรัชกายแล้วจำไว้ด้วยว่า "โวหาร"คือคำพูด
ซึ่งคำพูดหรือโหารมันเป็น.......สมมติบัญญัติ


คน..สัตว์...คนดี....คนชั่ว...โต๊ะฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นโวหาร เป็นสมมติบัญญัติ
แต่ถ้าเป็น คน ..สัตว์...คนดี...คนชั่ว..โต๊ะ ซึ่งเป็นตัวตนของโวหารเหล่านี้
เราเรียกว่า........สมมติสัจจะ หมายความว่า มีสิ่งที่เป็นจริงของโวหารเหล่านี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 14:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
๒.ปรมัตถสัจจะ ความจริงโดยปรมัตถ์ คือ จริงตามความหมายสูงสุด ตามความหมายแท้อย่างยิ่ง หรือ ตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่่่ตรงตามสภาวะและเท่าที่พอจะกล่าวถึงได้ หรือพอจะยังพูดให้เข้าใจกันได้ เพื่อสำหรับให้เิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย คือ รู้จักสิ่งเหล่านั้นตามที่มันเป็น และเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด คือ การหยั่งรู้สัจธรรม ที่จะทำให้ความยึดติดถือมั่นหลงผิดทั้งหลายสลายหมดไป ทำให้วางใจวางท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดโปร่ง ผ่องใส เบิกบาน มีความสุขที่แท้จริง

นี่ก็มั่ว พูดมาได้ ปรมัตถ์สัจจะ "จริงตามความหมายสูงสุด" สงสัยถ้าจะไม่เคยได้ยิน
ประโยคที่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวสอน.....เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ใช่ความจริง
สิ่งที่จริงแท้กว่าปรมัตถ์สัจจะก็คือ ..... สมมติสัจจะ(เอาไว้คุยวันหลัง)

ที่กรัชกายพูดมา พูดทั้งๆที่ไม่เข้าใจ พูดปรมัตถ์ๆๆๆๆๆๆๆๆ แท้จริงแล้วมันเป็นเพียง
ปรมัตถ์บัญญัติ มันไม่ใช่ปรมัตถ์สัจจะ

การจะรู้ปรมัตถ์สัจจะได้ จะต้องเป็นการดูที่กายใจตัวเองเท่านั้น
ไม่ใช่มานั่งอ่านคำศัพท์หรือตัวหนังสือ


กรัชกาย เขียน:
สิ่งที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์ เช่น นามธรรม รูปธรรม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ ฯลฯ (ultimate truth) ตัวอย่างที่พอเทียบให้เห็นเค้า เช่น ในทางวิทยาศาสตร์ถือว่า คำว่า น้ำ เกลือ เป็นต้น ยังไม่ตรงสภาวะแท้ อาจมีแ่ง่ความหมายที่คลุมเครือ หรือเขวได้ น้ำแท้ๆ คือ Hydrogen Oxide ... เกลือสามัญก็เป็น Sodium Chloride (์NaCl) จึงถูกแท้ดังนี้เป็นต้น (ข้อเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่ตรงกันแท้ แต่เทียบพอให้เ็ห็นว่า ในวิชาการอื่น ก็็มีการมองเห็นความจริงด้านอื่น ของสิ่งสามัญ)

ที่พูดมาทั้งหมด"ไม่ใช่เป็นจริงโดยปรมัตถ์" มันเป็นเพียงโวหารที่เกี่ยวกับ ปรมัตถ์บัญญัติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 14:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อะไรเป็นความจริง ใหม่และตรงเนื้อหาจ้า


เหมือนโฆษณาหนังสมัยก่อน ล้านแล้วจ้าๆๆ :b32: ไร้สาระจริงๆ



เอาเป็นงานเป็นการบ้างนะ

ก่อนที่จะคิดอะไรไปมากมายไกลสุดขอบจักรวาล เลยหลุดไปดาวอังคาร

มาทำความเข้าใจความหมายคำศัพท์ที่ตัวเองนำมาเว้าวอนให้ตรงกับความหมายเค้าเสียก่อน

สมมติสัจจะ (สมมติ+สัจจะ) หมายถึงอะไร ปรมัตถสัจจะ (ปรมัตถ์ + สัจจะ) ด้วย
ไหนลองว่ามาดิ เข้าใจว่าไง


แค่นี้ก็วัดความเข้าใจคนพูดได้แล้ว :b1: :b13:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 15:07 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


สักวันสองคนนี้ต้องเส้นเลือดในสมองแตกตาย. เอาเป็นเอาตายกันจังตัวหนังสือนี่. 55+++


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 16:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
สักวันสองคนนี้ต้องเส้นเลือดในสมองแตกตาย. เอาเป็นเอาตายกันจังตัวหนังสือนี่. 55+++



นั่นๆๆ อย่างนี้ เรียกว่ามองไม่เป็น ดูนะจะให้ดูนี่ "รูปนาม" นี่ตัวหนังสือไหม หลังตัวหนังสืออะไร มองให้ทะุลุสิ

หรือจะพูดอย่า่งที่ amazing กับ พี่โฮ กลัวจนอุจจาระแตกอุจจาระแตน กลัวจนขี้ขึ้นสมองก็ว่า หมายถึงอะไร ได้แก่ อะไร นั่นแหละ

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 17:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ธ.ค. 2012, 15:49
โพสต์: 932


 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
สักวันสองคนนี้ต้องเส้นเลือดในสมองแตกตาย. เอาเป็นเอาตายกันจังตัวหนังสือนี่. 55+++



นั่นๆๆ อย่างนี้ เรียกว่ามองไม่เป็น ดูนะจะให้ดูนี่ "รูปนาม" นี่ตัวหนังสือไหม หลังตัวหนังสืออะไร มองให้ทะุลุสิ

หรือจะพูดอย่า่งที่ amazing กับ พี่โฮ กลัวจนอุจจาระแตกอุจจาระแตน กลัวจนขี้ขึ้นสมองก็ว่า หมายถึงอะไร ได้แก่ อะไร นั่นแหละ

ถ้ากระสันนักก็เอาเลยยกมาเลย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ต.ค. 2013, 17:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33871

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


amazing เขียน:
กรัชกาย เขียน:
amazing เขียน:
สักวันสองคนนี้ต้องเส้นเลือดในสมองแตกตาย. เอาเป็นเอาตายกันจังตัวหนังสือนี่. 55+++



นั่นๆๆ อย่างนี้ เรียกว่ามองไม่เป็น ดูนะจะให้ดูนี่ "รูปนาม" นี่ตัวหนังสือไหม หลังตัวหนังสืออะไร มองให้ทะุลุสิ

หรือจะพูดอย่า่งที่ amazing กับ พี่โฮ กลัวจนอุจจาระแตกอุจจาระแตน กลัวจนขี้ขึ้นสมองก็ว่า หมายถึงอะไร ได้แก่ อะไร นั่นแหละ


ถ้ากระสันนักก็เอาเลยยกมาเลย


แน่ะๆๆไปกินดีหมีจากไหนมาเนาะ คิกๆๆ ขี้เกียจพายเรือตามแล้ว ระยะนี้ทะเลคลื่นลมแรง :b1:

อันที่จริงก็ยกมาแล้วน้า "รูปนาม" นั่นน่า แสดงว่าไม่เข้าใจเอาจริงๆจังๆ :b1:

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2013, 00:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


โฮฮับ เขียน:
เนื่องด้วยกระทู้เดิมของผม ได้กลายเป็นสนามไก่ชนไปแล้ว
ผมจึงได้อุทิศกระทู้ของผมให้แก่ นายอเมชิ่งกับนายกรัชกาย ใช้เป็นที่ทดสอบเดือยและจะงอยปาก

ดังนี้จึงมีความเห็นว่า มันเป็นเรื่องไก่ไม่ใช่เรื่องของคน
จึงขอปวารณาลาขาดจากกระทู้หรือสนามไก่ชนนั้นครับ :b13:


ทุกสิ่งอย่างที่เกิดภายใต้ธรรชาตินี้ ล้วนแล้วแต่เป็นความจริง
ในพุทธศาสนา มีหลักสูงสุดนั้นก็คือหาความจริง ที่เป็นความจริงที่สูงสุดของธรรมชาติ

ในเรื่องความจริงนั้น มีอยู่สามสิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณา นั้นก็คือ.....
สมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ และบัญญัติ

ถ้าเราพิจารณาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งสามสิ่งเป็นความจริง
แต่ถ้าเราเอาทั้งสามสิ่งมาเปรียบเทียบกัน สิ่งที่ไม่ใช่ความจริงก็คือ....บัญญัติ

สรุปให้ฟังง่ายๆ บัญญัติเป็นภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ถ้าเอาบัญญัติไปเรียก สมมติสัจจะ บัญญัตินั้นก็จะเป็น.....สมมติบัญญัติ
ถ้าพิจารณาหาความจริงของคำสองคำนี้ สมมติสัจจะเป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติไม่ใช่ความจริง

ในส่วนของปรมัตถ์สัจจะก็เช่นกัน จะต้องมีบัญญัติมาเป็นสื่อภาษาเรียก ปรมัตถ์สัจจะนั้น
สิ่งที่มาใช้เรียก ปรมัตถ์สัจจะ เราเรียกว่า ปรมัตถ์บัญญัติ
ความจริงก็คือ ปรมัตถ์สัจจะ สิ่งที่ใช้เรียกแทนความจริงย่อมต้องไม่จริง
นั้นคือ...ปรมัตถ์บัญญัติ

อยากให้จำไว้ว่า......ทุกสิ่งที่เกิดในธรรมชาติล้วนเป็นความจริงตามธรรมชาติ
สิ่งที่ไม่จริงตามธรรมชาติก็คือ ......สิ่งที่ยังไม่เกิดในธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น "มีคนบอกว่าโลกจะแตก" ประโยคคำพูดนี้เปรียบเหมือน
บัญญัติที่ขาดสัจจะขาดความจริงในธรรมชาติ โลกจะแตกจึงไม่ใช่ความจริง...
เหตุนี้......ในความหมายของความจริง สิ่งนั้นจะต้องเกิดแล้วในธรรมชาติ
ถ้ายังไม่เกิดมันจึงไม่ใช่ความจริง


ความเห็นผม โลกจะแตกน่าจะเป็น ปรมัตถ์สัจจะ คือ สิ่งใดๆที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เป็นสมมุติบัญญัติของการสื่อสาร คือตกลงกันว่านี่คือโลก ตราบใดที่ยังกลมๆคือโลกที่ยังไม่แตก โลกจึงไม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติ เพราะความจริงตามธรรมชาติคือการประชุมกันของธาตุทั้ง4เพราะอาศัยเหตุ จึงเกิดเป็นสมมุติบัญญัติเพราะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนตอนนี้โลกตั้งอยู่ จึงเป็นสมมุติบัญญัติว่าโลก แต่ปรมัตถ์สัจจะนั้นโลกนั้นไม่มี แต่เมื่อเห็นด้วยตาว่านั้นกลมๆคือปรมัตถ์สัจจะของทวารคือจักษุธาตุเกิดรูปขึ้น หรือจับต้องได้เกิดเป็นปรมัตถ์สัจจะของทวารคือกาย แต่เมื่อธรรมเกิดในทวาร ผลที่ออกมาคือ ปรมัตถ์สัจจะ หรือ สมมุติสัจจะอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2013, 04:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 17:53
โพสต์: 4999

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


student เขียน:
ความเห็นผม โลกจะแตกน่าจะเป็น ปรมัตถ์สัจจะ คือ สิ่งใดๆที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เป็นสมมุติบัญญัติของการสื่อสาร คือตกลงกันว่านี่คือโลก ตราบใดที่ยังกลมๆคือโลกที่ยังไม่แตก โลกจึงไม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติ เพราะความจริงตามธรรมชาติคือการประชุมกันของธาตุทั้ง4เพราะอาศัยเหตุ จึงเกิดเป็นสมมุติบัญญัติเพราะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนตอนนี้โลกตั้งอยู่ จึงเป็นสมมุติบัญญัติว่าโลก แต่ปรมัตถ์สัจจะนั้นโลกนั้นไม่มี แต่เมื่อเห็นด้วยตาว่านั้นกลมๆคือปรมัตถ์สัจจะของทวารคือจักษุธาตุเกิดรูปขึ้น หรือจับต้องได้เกิดเป็นปรมัตถ์สัจจะของทวารคือกาย แต่เมื่อธรรมเกิดในทวาร ผลที่ออกมาคือ ปรมัตถ์สัจจะ หรือ สมมุติสัจจะอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเอง


จะบอกการแยกแยะธรรมให้ฟังสั้นๆ จะได้เข้าใจสิ่งที่เรียก
สมมติสัจจะ.....ปรมัตถ์สัจจะ.....บัญญัติ

ถ้าคุณมองเห็นวัตถุอะไรสักอย่าง เห็นภูเขาลูกหนึ่ง
การตั้งอยู่ของภูเขาเป็น....สมมติสัจจะ หมายความว่ามีภูเขาที่เรามองอยู่จริง

และเมื่อเรามองแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในใจหลังจากการมอง นั้นก็คือ ปรมัตถ์สัจจะ
ลักษณะนี้เรียกว่า การแจ้งสมมติสัจจะโดยปรมัตถ์สัจจะ เป็นสภาะรู้โดยปัญญาตามความเป็นจริง
สิ่งที่เกิดหลังจากการมองเห็นจะต้องเป็นลักษณะที่เป็นอารมณ์

ตรงข้ามถ้าคุณมองภูเขา แล้วเกิดรูปภูเขาขึ้นที่ใจคุณ แบบนี้เรียกว่า ไม่แจ้งในปรมัตถ์เป็นอวิชา
เพราะในความเป็นจริง ภูเขาลูกนั้นมันตั้งอยู่ของมันที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เป็นเพียงคุณปรุงแต่งจนเกิดภูเขาทั้งลูกในใจคุณ

ส่วนบัญญัติ ก็คือคำเรียกหรือตัวอักษรที่ใช้แทนตัวตนของสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นๆ
เช่นตัวอักษร...ภูเขาหรือเสียงบอกที่ให้รู้ว่าภูเขา อารมณ์ที่เกิดในใจก็เช่นกัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 22 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร