วันเวลาปัจจุบัน 18 ก.ย. 2019, 16:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2009, 22:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องปฏิสนธิจิต ซึ่งผมเองก็มึนตึ๊บ ไม่เข้าใจ
แต่ได้ฟังอาจารย์ที่เาครพนับถือเทศน์ให้ฟังแบบเอาเข้าใจง่ายว่า

มนุษย์บางประเภทไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นโสดาบันขึ้นไปได้
ไม่สามารถจะทำวิปัสสนาให้แจ้งได้ ไม่สามารถจะมีปัญญาขึ้นมาได้ ก็มีอยู่
แม้จะสามารถฟังธรรม รักษาศีล แต่ไม่สามารถบรรลุธรรมในชาตินี้ได้
ท่านว่า บุคคลเหล่านี้คือพวก "ทวิเหตุกจิต"

--------------------------------------------------------------
อ้างคำพูด:
3. ทวิเหตุกบุคคล ได้แก่ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖
โดยทั่วๆไป เว้นมนุษย์ที่พิการและเทวดาชั้นต่ำบางพวกที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้ชื่อว่า ทวิเหตุกบุคคล

เพราะเกิดด้วยเหตุเพียง ๒ เหตุที่ประกอบในจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ และจุตินั่นเอง
เหตุ ๒เหตุนี้ คือ อโลภเหตุ และ อโทสเหตุ เท่านั้น ไม่มีอโมหเหตุ คือ ปัญญา
จึงเรียกว่า บุคคลที่มีเหตุ ๒ ขาดปัญญา มาตั้งแต่เกิด ทวิเหตุกบุคคลนี้ เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็นมนุษย์และเทวดาอีก ๖ ชั้นได้ เพียงแต่ขาดปัญญาเท่านั้น

โดยธรรม ได้แก่ ผู้ปฏิสนธิด้วย มหาวิบากญาณวิปปยุตจิต ๔ พร้อมเจตสิก

เป็นปฏิสนธิวิญญาณ ทำหน้าที่เป็นปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ส่วน กัมมชรูป
ก็เป็นรูปกายของมนุษย์ ๑ และเทวดา ๖ เหล่านี้

โดยภูมิ เท่า กับเกิดในมนุสสภูมิ ๑ เทวภูมิชั้นจาตุมหาราชิกา๑ ดาวดึงส์๑ ยามา ๑ ดุสิตา ๑ นิมมนรดี ๑ และปรนิมมิตวสวัสตีภูมิ๑ เรียกว่า กามสุคติภูมิ ๗
จาก - http://www.raksa-dhamma.com/topic_18.php


จากที่ยกมา พูดสรุปเอาเข้าใจง่ายๆว่า
ตอนที่กำลังปฏิสนธิจิตนั้น จิตตอนกำลังจะมาเกิดนั้น ขาดส่วนประกอบสำคัญ คือปัญญา
พูดง่ายๆว่า แม้เกิดเป็นคนแล้ว ก้ยังมีคนบางประเภทที่ไม่มีปัญญามาแต่กำเนิด
ทำให้ชาตินี้ไม่สามารถเข้าถึงอริยสัจจได้ ต้องรอตายอีกรอบแล้วลุ้นอีกทีว่า
ชาติต่อไปจะกระพร่องกระแพร่งอีกหรือเปล่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2009, 23:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ค. 2008, 14:47
โพสต์: 1562

อายุ: 0
ที่อยู่: หิมพานต์

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: สวัสดีครับอาจารย์ลองอ่านนี้ดูนะครับ ผมลอกเค้ามาอีกที..... :b4:

๔๙. ทำไมอุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบากเวลาทำจุติจึงไม่มีสติเกิดร่วมด้วย

ถาม ขอคำอธิบายและเหตุผลว่า ทำไมอุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบาก เวลาทำจุติ จึงไม่มีสติเกิดร่วมด้วย ถึงแม้จะพิกลพิการทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม แต่ภูมิที่จะไปเกิดเป็นสุคติคือเป็นกามสุคติภูมิจึงน่าจะมีสติ

ตอบ ขอเรียนว่า โดยธรรมชาติแล้ว อุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบากเป็นผลของมหากุศลที่มีกำลังอ่อนมาก ทั้งไม่ประกอบด้วยปัญญา ในขณะทำก็มีอกุศลเข้ามาพัวพัน

เช่นเวลาตักบาตร ก็สักแต่ว่าตัก คือมือก็หยิบของใส่ลงในบาตรพระ แต่ปากก็บ่นเรื่องอะไรต่ออะไรที่ไม่ถูกใจไปด้วย


กุศลที่ทำโดยปราศจากปัญญา ทั้งมีอกุศลคือโทสะเข้ามาพัวพันอย่างนี้ จึงมีกำลังน้อย เมื่อเวลาให้ผลก็ให้ผลเป็นอเหตุกวิบาก อย่างอเหตุกสันตีรณะกุศลวิบากอย่างนี้แหละ


เจตสิกที่เข้าประกอบกับอุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบากนี้ ก็มีเพียง ๑๐ ดวง คือ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวง กับปกิณณกเจตสิก ๓ ดวง คือ วิตก วิจาร อธิโมกข์เท่านั้น ไม่มีโสภณเจตสิกเข้าประกอบเลย จึงเป็นอโสภณจิต

ก็สติเจตสิกนั้นเป็นโสภณเจตสิก ย่อมประกอบกับโสภณจิตเท่านั้น โสภณจิตนั้นเป็นจิตที่มีเหตุประกอบเป็นสเหตุกจิต ที่เป็นอเหตุกจิตคือจิตที่ไม่มีเหตุนั้นไม่มีเลย จิตที่มีเหตุเป็นจิตที่มีกำลังโดยสภาพของตนเอง ยิ่งมีเหตุประกอบมากก็มีกำลังมาก ส่วนจิตที่ไม่มีเหตุคืออเหตุกจิตเป็นจิตที่มีกำลังน้อย

สตินั้นเป็นธรรมชาติที่ระลึกในอารมณ์ที่ดีงามไม่มีโทษ เพราะฉะนั้นจึงต้องเกิดกับจิตที่มีกำลังที่มีเหตุและเป็นโสภณจิตเท่านั้น ก็อุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบากนั้นเป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ เป็นอโสภณจิต เป็นจิตมีกำลังน้อย เกิดขึ้นครั้งไร ไม่ว่าจะทำกิจอะไร คือทำปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ สันตีรณะ หรือตทารัมมณะก็คงมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๑๐ ดวง ดังกล่าวแล้ว


๑๐ ดวงคือ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ วิตก วิจาร และอธิโมกข์ และเพราะเป็นจิตที่มีกำลังน้อยนี่เอง เมื่อทำหน้าที่ปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ จึงทำให้เป็นมนุษย์หรือเทวดาที่มีร่างกายไม่สมประกอบเป็นใบ้บ้า ตาบอดมาตั้งแต่กำเนิดเป็นต้น หรือเป็นผู้มีจิตใจไม่สมประกอบ เป็นคนปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิด เป็นต้น


คำถามข้อนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับท่านที่ทำกุศลชนิดที่สักแต่ว่าทำ ขาดศรัทธาและปัญญา ทั้งยังปล่อยให้อกุศลเข้ามาพัวพันด้วย จะได้ตั้งเจตนาในการทำกุศลของท่านให้ดี ให้เข้มแข็ง ไม่ให้อกุศลเข้ามาพัวพัน หรือเมื่ออกุศลเข้ามาพัวพันก็ให้มีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง

สรุปว่า อุเบกขาสันตีรณะกุศลวิบาก ไม่ว่าจะทำจุติกิจหรือกิจใดๆ ก็ตาม ก็ไม่มีสติเข้าประกอบ เพราะเป็นจิตที่มีกำลังน้อย ไม่ประกอบด้วยเหตุ เป็นอโสภณจิต

รายละเอียดในนี้ครับ........

http://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=49

.....................................................
อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง ตุมหากัง ปะริจจะชามิฯ
ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต แด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ นับแต่บัดนี้ตราบจนเข้าสู่พระนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


ก็น่าจะเป็นผลของกรรมนะครับ

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2009, 19:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุ ท่าน คามินธรรมค่ะ
ผู้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้... จริงอย่างท่าน natdanai ว่า คือมาจากผลของกรรม

เช่น...กรรมที่ไม่ขวนขวายศึกษาพระธรรม ไม่มีความเพียร ไม่ตั้งสติไว้ชอบ :b6:
ไม่อบรมตนในทางที่ชอบ ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล แบบยึดมั่นในผลของบุญทานนั้น
ว่าให้เกิดมาสวย รวยทรัพย์ คือหวังในทางโลกียสุข ต่างๆ นาๆ ถามดู ร้อยทั้งร้อย จะอธิฐานไม่พ้นเรื่องเรื่องรัก โลภ หลง...
ชนหล่านี้ เกิดกี่ชาติก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะหลงอยู่ ตัวโมหะนี่แหละสำคัญ เจ้าเล่ห์ เจ้ามายา ปรุงแต่งได้ถูกจริตลึกซึ้ง จนแม้ผู้พยายามลด ละ เลิก ยังหลงว่า ลดได้แล้ว ละได้แล้ว ปฏิบัติได้แล้ว

ทำเจริญปัญญาให้เกิด รู้กาย ใจ เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลาย ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ต้องทำกรรมใหม่ในปัจจุบัน ต้องเห็นให้ตรง เพื่อเป็นเชื้อแห่งปัญญา ติดตามไปให้ผล แม้ไม่บรรลุธรรมชาตินี้ ก็ชาติต่อๆ ไปย่อมให้ผลแน่นอน

ละกรรมชั่ว เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรค ขัดขวาง ขัดข้องทั้งมวล
ทำแต่กรรมดี เพื่อเป็นเหตุปัจจัยเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรม เจริญปัญญาให้ยิ่งๆ
ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เพื่อเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสุข สมาธิ สติ ปัญญา ต่อไป

ท่านคามินธรรมคะ ช่วยชี้แนะกรรมอะไรที่ทำให้เกิดปัญญาได้บ้างคะ แบบเข้าใจง่ายๆ หน่อยอ่ะค่ะ(ปัญญาตื้นเขินมาก..หุ หุ)

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2009, 19:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


:b10: :b5: :b5: สาธุ ท่าน คามินธรรมค่ะ
ผู้ไม่สามารถบรรลุธรรมได้... จริงอย่างท่าน natdanai ว่า คือมาจากผลของกรรม

เช่น...กรรมที่ไม่ขวนขวายศึกษาพระธรรม ไม่มีความเพียร ไม่ตั้งสติไว้ชอบ
ไม่อบรมตนในทางที่ชอบ ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล แบบยึดมั่นในผลของบุญทานนั้น
ว่าให้เกิดมาสวย รวยทรัพย์ คือหวังในทางโลกียสุข ต่างๆ นาๆ ถามดู ร้อยทั้งร้อย จะอธิฐานไม่พ้นเรื่องเรื่องรัก โลภ หลง...
ชนหล่านี้ เกิดกี่ชาติก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะหลงอยู่ ตัวโมหะนี่แหละสำคัญ เจ้าเล่ห์ เจ้ามายา ปรุงแต่งได้ถูกจริตลึกซึ้ง จนแม้ผู้พยายามลด ละ เลิก ยังหลงว่า ลดได้แล้ว ละได้แล้ว ปฏิบัติได้แล้ว

ทำเจริญปัญญาให้เกิด รู้กาย ใจ เข้าใจสภาพธรรมทั้งหลาย ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ต้องทำกรรมใหม่ในปัจจุบัน ต้องเห็นให้ตรง เพื่อเป็นเชื้อแห่งปัญญา ติดตามไปให้ผล แม้ไม่บรรลุธรรมชาตินี้ ก็ชาติต่อๆ ไปย่อมให้ผลแน่นอน

ละกรรมชั่ว เพราะจะเป็นเหตุให้เกิดอุปสรรค ขัดขวาง ขัดข้องทั้งมวล
ทำแต่กรรมดี เพื่อเป็นเหตุปัจจัยเกื้อกูลแก่การปฏิบัติธรรม เจริญปัญญาให้ยิ่งๆ
ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เพื่อเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสุข สมาธิ สติ ปัญญา ต่อไป

:b3: :b3: อ่านแล้วเรารู้สึกกลัวๆนะคะ คุณแมวขาวมณี ว่าเราจะมีโอกาสเจริญปัญญาให้ได้ แค่
ศีล สมาธิ ปัญญา แบบแจ่มแจ้งได้ไม๊ เพราะเรารู้สึกว่าเราเริ่มปฏิบัติช้าไปหน่อย แต่ใจสู้เกิน 100 ค่ะ
ทุกวันก็พยายามแบ่งเวลามาศึกษาด้านนี้ แต่ด้วยหน้าที่อีกหลายๆอย่าง รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก
ตั้งใจไว้ว่าถ้าหมดภาระเมื่อไหร่ อยากศึกษาธรรมะอย่างเดียวเลยค่ะ :b39: :b39: :b39:

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2009, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
อ่านแล้วเรารู้สึกกลัวๆนะคะ คุณแมวขาวมณี ว่าเราจะมีโอกาสเจริญปัญญาให้ได้ แค่
ศีล สมาธิ ปัญญา แบบแจ่มแจ้งได้ไม๊ เพราะเรารู้สึกว่าเราเริ่มปฏิบัติช้าไปหน่อย แต่ใจสู้เกิน 100 ค่ะ
ทุกวันก็พยายามแบ่งเวลามาศึกษาด้านนี้ แต่ด้วยหน้าที่อีกหลายๆอย่าง รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วมาก
ตั้งใจไว้ว่าถ้าหมดภาระเมื่อไหร่ อยากศึกษาธรรมะอย่างเดียวเลยค่ะ


คุณ 0.wan อย่ากังวลเลยค่ะ เริ่มช้าแต่ใจสู้เกิน 100 อย่างนี้ ดีกว่าแมวฯ เริ่มเร็วแต่ ขี้เกียจเป็นประจำ... :b9: :b9: :b9:
ว่าแล้วก้อไปนอนอุ่นๆ ในหวดเก่าๆ ริมลานดีกว่า... เห็นมะ ขี้เกียจจริงๆ เล้ย.... :b30: :b30: :b30:

:b30: :b30: :b30: ทิ้งบัญญัติทำไงน้า.... อารมณ์ปรมัติเป็นไงน้าาาาา..หาวววววว....

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.พ. 2009, 23:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุทุกท่านครับ

ผมก็กลัว เมือ่ก่อนมั่นใจมากว่าป้นมนุษยืยังไงถ้าหัดเจริญจิตภาวนา มันต้องได้อะไรแน่นอน
แต่พอมาเจออภิธรรมเรื่องนี้แล้วก็นึกกลัวเหมือนกันว่าเราเป้นพวกนั้นหรือเปล่า

แต่อย่ากลัวครับ เพราะพวกที่ไม่มีปัญญาคือพวกที่วิกลจริต บ้า ประสาท พิการ
ในลักษณะที่ว่าไม่สามารถจะเข้าใจธรรมะได้

อย่างสัตว์ทั่วไปก็ไม่มีปัญญา

เหตุก็เพราะตอนที่จิตที่กำลังจะมาเกิดนั้นมันเป้นจิตที่ขาดส่วนประกอบสำคัญ
คือจิตฝ่ายกุศล มีปัญญา เป้นต้น

ตอนที่กำลังจะมาเกิด ซึ่่งก้คือตอนกำลังจะตายนั่นแหละครับ
ถ้าขาดสติ ขาดปัญญา ก็อาจจะได้ไปเกิดเป็นสัตว์
แต่ถ้ากระพร่องแพร่งแล้วดันได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จะพิการทางความคิด
อย่างที่เราเห้นคนที่ดูเหมือนมีปัญญาดี แต่ทำไมมีทิฐิวิปลาส
เรื่องง่ายๆไม่เข้าใจสักที อะไรทำนองนั้นล่ะครับ

ถึงบอกว่า ต้องปฏิบัติธรรมกันให้มาก หัดเจริญสติให้ได้
ซ้อมตายไว้ก่อน เวลาตายจะได้ตายเก่งๆ ไปเกิดเป้นคนที่ปกติสมบูรณ์
หรือไม่ก็ไปเสวยสุขเป้นเทวดาเล่นๆสักพัก

แต่บุญก้ต้องทำ ทานก็ต้องทำนะครับ
แม้ว่าชาติหน้าเราเกิดมาสมบูรณ์ดี แต่อาจะไปเกิดในประเทศไม่ดี อากาศไม่ดี แร้นแค้น
ยากจน ทั้งหมดนี้ก้เพราะเรามีสมบัติน้อย สมบัติที่ว่าคือบุญทั้งหลาย ทานทั้งหลาย

การที่เรามีบุญมาก ทำทานมาก ย่อมเป้นสมบัติให้กิดในตระกูลดี
ไม่แร้นแค้น พบพานร่องรอยพระพทุธเจ้า

ดังพุทธพจน์ที่ว่า

> บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต - ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ
> ความสั่งสมบุญ นำสุขมาให้ - สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย
> บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า - ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ


>ผู้ทำบุญแล้วย่อมยินดีในโลกนี้ ตายแล้วย่อมยินดีชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง
เขาย่อมยินดีว่าเราทำบุญไว้แล้ว ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น
อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุญโญฺ อุภยตฺถ นนฺทติ
ปุญฺญํ เม กตนุติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทุติ สุคตึ คโต


> ถ้าบุรุษจะพึ่งทำบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อย ๆ
ควรทำความพอใจในบุญนั้น การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
ปญฺญญฺ ปริโส กยิรา กยิราถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย


> ไม่ควรดูหมิ่นต่อบุญว่ามีประมาณน้อยจักไม่มีมาถึง
แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาฉันใด
ผู้มีปัญญาสั่งสมบูญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มได้ด้วยบุญ ฉันนั้น
มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
อาปูรติ ธีโร บุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ


> สหายเป็นมิตรของคนผู้มีความต้องการเกิดขึ้นบ่อย ๆ
บุญทั้งหลายที่ตนทำเองนั้น จะเป็นมิตรในสัมปรายภพ
สหาโย อตฺถชาตสฺส โหติ มิตฺตํ ปุนปฺปุนํ
สยํ กตานิ ปุญฺญานิ ตํ มิตฺตํ สมฺปรายิกํ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.พ. 2009, 17:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ม.ค. 2009, 10:41
โพสต์: 17


 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกอย่างมาจากเหตุ ก่อเกิดผล มีที่มา พบที่ไป

.....................................................
ไร้กระบี่ ไร้ใจ คือเรา เทพกระบี่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 11:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


...มนุษย์บางประเภทไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นโสดาบันขึ้นไปได้ ..

สามัญผลสูตร..
พระเจ้าอชาตศัตรู...

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบ
เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า
ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น
เหมือนกัน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่า
เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่
วันนี้เป็นต้นไป

โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉัน
ได้ปลงพระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่
ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป.
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง
ไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุ
แห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพ
ตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิด
โดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัยของ
พระอริยเจ้าแล.

..............
[๑๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาค
ตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า
อชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป. เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นาน
พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว
พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็น
พระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ
ณ ที่
ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิต
ของพระผู้มีพระภาคแล้วแล.
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=9&A=1072&Z=1919..........................

...............
[ผู้โพสต์]
...การไม่ทำบาปทั้งปวง จึงมาเป็นข้อแรก
...........อชาตศัตรู ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นกษัตริย์ แต่ด้วยคบ มิตรเลวในตอนต้น จึงชักนำไปในทางที่ผิด........
จนถึงได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังสามัญญผลสูตรแล้ว ก็ไม่สามารถ บรรลุธรรมได้..

.....................................................
"เป็นผู้เคารพยิ่งนักต่อพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค"
ขอข้าพเจ้าพึงเป็นอติธัมมครุคือ


แก้ไขล่าสุดโดย นัน555 เมื่อ 14 ก.พ. 2009, 11:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2009, 11:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


..มนุษย์บางประเภทไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นโสดาบันขึ้นไปได้ ..

ในสมัยพุทธกาลยังมี กษัติรย์หนุ่มอีกองค์หนึ่ง มีความแค้นเขา
เพราะถูกว่า ว่าเป็นลูกไพร่ แค้นเพราะ เขาเอานมมาล้างพระที่นั้ง...

เมื่อพร้อมแล้วก็เสด็จไปแก้แค้น พระพุทธองค์เสด็จไปห้าม กลางทาง ถึง 3 ครั้งก็ห้ามไม่ได้
ในที่สุด..ก็ล้างแค้นสำเร็จ

แต่ขากลับกลางทางทั้งกษัติรย์และทหารบริวาร ก็ถูกแม่น้ำพัดตาย...

ถามว่ากษัติรย์องค์นี้ชื่อ อะไร มีอยู่ในสูตรไหน...???.
....
แน่นอนอุส่าห์ได้เป็นกษัติรย์ ได้พบพระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้ อะไร ไปเลย...
=
=
=


"> ถ้าบุรุษจะพึ่งทำบุญ ควรทำบุญนั้นบ่อย ๆ
ควรทำความพอใจในบุญนั้น การสั่งสมบุญนำความสุขมาให้
ปญฺญญฺ ปริโส กยิรา กยิราถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย"


ตรงข้ามกับบทนี้ ว่า

บุคคล ละบาปหรืออย่าทำบาป อย่าทำบาปบ่อย ว่าอย่างไร?

"> ไม่ควรดูหมิ่นต่อบาปว่ามีประมาณน้อยจักไม่ให้ผล"....ว่าอย่างไร?
.............................................

.....................................................
"เป็นผู้เคารพยิ่งนักต่อพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค"
ขอข้าพเจ้าพึงเป็นอติธัมมครุคือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 03:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


[๒๘] อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผลเป็นไฉน ?

บุคคลที่ประกอบด้วย กัมมาวรณ์ ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ประกอบ
ด้วยวิปากาวรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม โง่เขลา เป็นผู้ไม่
ควรหยั่งลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า
อภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผล.

[๒๙] ภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผลเป็นไฉน ?
บุคคลที่ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยกิเลสาวรณ์ ไม่
ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา ไม่โง่เขลา เป็น
ผู้ควรเพื่อหยั่งลงสู่นิยามอันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า
ภัพพาคมนบุคคล บุคคลผู้ควรแก่การบรรลุมรรคผล.

.............................
อภิธรรม บุคคลบัญญัติ
http://www.openbase.in.th/files/tipitaka_79.pdf

.....................................................
"เป็นผู้เคารพยิ่งนักต่อพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค"
ขอข้าพเจ้าพึงเป็นอติธัมมครุคือ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 04:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อรรถกถาอภัพพคมนบุคคล และ ภัพพาคมนบุคคล

วินิจฉัยในนิเทศแห่ง อภัพพาคมนบุคคล. ผู้ใดไม่ควรเพื่อจะ
บรรลุสัมมัตตนิยาม เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า อภัพพาคมนบุคคล.

บทว่า
"กมฺมาวรเณน" แปลว่า ด้วยกรรมอันเป็นเครื่องกั้น ได้แก่
อนันตริยกรรม๕ อย่าง.

บทว่า "กิเลสาวรเณน" แปลว่า ด้วยกิเลสเป็นเครื่องกั้น ได้แก่
นิยตมิจฉาทิฏฐิ.

บทว่า "วิปากาวรเณน" แปลว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่องกั้นได้แก่ปฏิสนธิด้วยอเหตุกะและทวิเหตุกจิต.

บทว่า "อสทฺธา" แปลว่า ผู้ไม่มีศรัทธา ได้แก่ เป็นผู้เว้นจากความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. บทว่า

"อจฺฉนฺทิกา" แปลว่า ผู้ไม่มีฉันทะ ได้แก่ ผู้เว้นจากความพอใจ ในกัตตุ-
กัมยตากุศล. เว้นชาวชมพูทวีปเสียแล้ว บุคคลเหล่านั้น พึงทราบว่าผู้อยู่ใน
ทวีปทั้ง ๓ นอกจากนี้ ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น มนุษย์ทั้งหลายชื่อว่า เข้าถึง
ความเป็นผู้ไม่มีฉันทะ.

บทว่า "ทุปฺปญฺญา" แปลว่า มีปัญญาทราม ได้แก่
เว้นจากภวังคปัญญา.

บทว่า "อภพฺพา" แปลว่า ผู้ไม่ควร ได้แก่ ไม่ได้อุปนิสัยแห่งมรรคและผล.
บทว่า "นิยามํ" ได้แก่ มรรคนิยาม.
บทว่า"โอกฺกมิตุํ" ความว่า ไม่ควรเพื่อจะก้าวล่วง คือก้าวลงไปสู่นิยาม กล่าวคือ
สัมมัตตะในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลเพื่อจะตั้งมั่นในมรรคผลนั้นได้.

นิเทศแห่ง ภัพพาคมนบุคคล บัณฑิตพึงทราบโดยปฏิปักษ์นัยจากคำ
ที่กล่าวแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในทุกะนี้ อย่างนี้ว่า

บุคคลใด กระทำ

ปัญจานันตริยกรรม ๑
เป็นผู้นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑
ผู้ถือปฏิสนธิมาด้วยอเหตุกะและทวิเหตุกจิต ๑
ผู้ไม่เชื่อพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ๑
ความพอใจเพื่อจะทำกุศลของผู้ใดไม่มี ๑
ผู้มีภวังคปัญญาไม่บริบูรณ์ ๑
อุปนิสัยมรรคผลของผู้ใดไม่มี ๑


บุคคลเหล่านั้น แม้ทั้งหมดเป็นผู้มีภัพพวิปริตไม่พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามธรรม คือ มรรคผลและนิพพาน"ดังนี้.

จบอรรถกถาอภัพพาคมนบุคคล และภัพพคมนบุคคล

พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 208
http://www.openbase.in.th/files/tipitaka_79.pdf
-----------------------------------------------

????? [ผู้โพสต์] อรรถกถา ในที่นี้ ไม่ได้อธิบายว่า "ไม่ได้อุปนิสัยแห่งมรรคและผล" คือเช่นไร?

.....................................................
"เป็นผู้เคารพยิ่งนักต่อพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค"
ขอข้าพเจ้าพึงเป็นอติธัมมครุคือ


แก้ไขล่าสุดโดย นัน555 เมื่อ 16 ก.พ. 2009, 05:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2009, 05:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ย. 2007, 13:40
โพสต์: 465

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อรรถกถาไม่ได้อธิบาย
อเหตุกะและทวิเหตุกจิต.
......
...... :b38:

ค้นมาจากinternet..[ควรใช้วิจารณณาณ อาจจะไม่ถูกต้อง..
..แต่เพื่อประโยชน์ในการค้นคว้าต่อไป]
..........


...........................
ติกเหตุกบุคคล - ปฏิสนธิพร้อมด้วยปัญญาด้วยบุญ(มหาวิบากญาณสัมปยุตต ๔ ดวง มหัคคตวิบาก ๙(ฌาณจิต) )

ทวิเหตุกบุคคล - ปฎิสนธิมีปัญญาน้อย ด้วยบุญ(มหาวิบากญาณวิปปยุต)

สุขคติอเหตุกบุคคล - ปฏิสนธิด้วยบุญน้อยมากๆ แต่ไม่มีปัญญา เป็นมนุษย์ หรือ เทวดาที่พิการ แต่กำเนิด (อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก)

อเหตุกบุคคล - ปฏิสนธิด้วยบาป เป็นสัตว์ในอบาย ๔ (อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก)

ผู้ที่จะฟังธรรมแล้วทำความเข้าใจ จนบรรลุได้นั้น ต้องเป็น
ติกเหตุกบุคคลคือ
ปฏิสนธิพร้อมด้วยปัญญา นอกนั้นบรรลุไม่ได้


------------------
link:
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=9332

http://www.tosdn.com/forum/index.php?action=printpage;topic=1670.0
..................
:b48: :b46: :b45: :b41:

เพราะฉะนั้น จึงขอชวนเราๆท่าน กัลยาณมิตรกัลยณธรรม ทั้งหลาย
จงเร่งทำการ....
กุศล
กุศล 17280 ดวงนี้ ให้ไปที่ดีแน่นอน


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=20488

--------------------
[ผู้โพสต์]
กองการกุศลที่น่า จะส่งผลให้ได้เกิดปัญญามาก เช่น

ทาน..
สร้างหนังสือ
สร้างโรงเรียน
สร้างโรงเรียนพระปริยัติฯ
สร้างพระไตรฯ



ศีล ..
อินทรีย์สังวรณ์ ศีล8 อาชีวบริสุทธิฯ

ภาวนา..
พุทธาณุสติ ธรรมานุสติ

.....................................................
"เป็นผู้เคารพยิ่งนักต่อพระสัทธรรมของสมเด็จพระผู้มีพระภาค"
ขอข้าพเจ้าพึงเป็นอติธัมมครุคือ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร