วันเวลาปัจจุบัน 18 พ.ย. 2019, 00:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2013, 08:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7106

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

“มหาอุบาสิกาคุณแม่จันดี โลหิตดี” น้องสาวพระธรรมวิสุทธิมงคล (องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ได้ละสังขารแล้วด้วยอาการสงบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๐๑.๐๓ นาฬิกา ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะเส็ง ภายในกุฏิห้องปลอดเชื้อของท่านฝั่งอุบาสิกา ณ วัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี สิริอายุรวมได้ ๘๒ ปี ๑๑ เดือน ๒ วัน คุณแม่จันดีท่านได้แสดงธรรมอันอัศจรรย์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ กล่าวคือ ท่านสิ้นลมปราณเวลา ๐๐.๔๕ นาฬิกา และการเต้นของหัวใจหยุดเวลา ๐๐.๔๘ นาฬิกา และคลื่นไฟฟ้าหัวใจหยุดเวลา ๐๑.๐๓ นาฬิกา

พิธีสรงน้ำสรีระสังขารของมหาอุบาสิกาคุณแม่จันดี จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๑๒.๐๐ น. ณ ศาลาใหญ่ วัดป่าบ้านตาด โดยได้อาราธนา หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี มาเป็นองค์ประธาน และจะมีพิธีประชุมเพลิงสรีระสังขารในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันมรณภาพของ “หลวงปู่ปัญญา ปัญญาวัฑโฒ” พอดี


:b42: งานประชุมเพลิงสรีระสังขาร “มหาอุบาสิกาคุณแม่จันดี โลหิตดี”
(น้องสาวองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ณ เมรุชั่วคราว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านกล่าวว่า “คุณแม่จันดีจิตเพิ้นสะอาดดีแล้ว บ่ต้องสรงน้ำให้เพิ้นก็ได้”

วันศุกร์ที่ ๑๖ และวันเสาร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๖
เวลา ๐๗.๐๐ น. พระภิกษุ-สามเณร ออกรับบิณฑบาต
เวลา ๑๙.๐๐ น. ทำวัตร-สวดมนต์เย็น
เวลา ๒๐.๐๐ น. รับฟังพระธรรมเทศนา และปฏิบัติภาวนาบูชาธรรมคุณแม่จันดี

ประชุมเพลิงสรีระสังขารคุณแม่จันดี โลหิตดี
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

เวลา ๐๗.๐๐ น. พระภิกษุ-สามเณร ออกรับบิณฑบาต
เวลา ๐๙.๐๐ น. พิธีเคลื่อนสรีระสังขารไปยังเมรุชั่วคราว (บริเวณลานประทายข้าวเปลือก)
เวลา ๑๐.๐๐ น. วางดอกไม้จันทน์ จนถึงเวลา ๑๒.๐๐ น.
เวลา ๑๓.๐๐ น. พระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุลก่อนเริ่มพิธีประชุมเพลิงสรีระสังขาร
เวลา ๑๕.๐๐ น. ประกอบพิธีประชุมเพลิง (เผาจริง)


ประวัติและปฏิปทาคุณแม่จันดี โลหิตดี
มหาอุบาสิกาแห่งวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี


:b44: ชาติภูมิ

คุณแม่จันดี โลหิตดี ถือกำเนิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ตรงกับวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะเมีย ณ หมู่บ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี บิดา-มารดาชื่อ นายทองดี และนางแพง โลหิตดี ซึ่งเป็นตระกูลชาวนาฐานะดี ท่านเกิดในครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่เดียวกัน และพี่น้องเดียวกันกับ พระธรรมวิสุทธิมงคล (องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) โดยเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวที่สละบ้านเรือนออกปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนา ณ วัดป่าบ้านตาด ตามรอยพระพี่ชายคือพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวงตามหาบัว

คุณแม่จันดี ท่านเป็นบุตรคนที่ ๑๔ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๑๖ คน มีรายนามดังต่อไปนี้

๑. คุณตาคำไพ โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๐๕) สมรสกับคุณยายตุ้ม (มิทราบนามสกุล) มีบุตรธิดา ๒ คน

๒. พระธรรมวิสุทธิมงคล (องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ละสังขารเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๐๓.๕๓ น. สิริอายุรวมได้ ๙๗ ปี ๕ เดือน ๑๘ วัน พรรษา ๗๗

๓. คุณหม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๔. คุณยายอั้ว โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๒๓) สมรสกับคุณตาผง สารีจันทร์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๘ คน

๕. คุณสัว (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๖. คุณยายคำตัน โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๕๔) สมรสกับคุณตาเหมิก นามวิชัย (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๔ คน

๗. คุณขาม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๘. คุณลัง (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๙. คุณแข้ง (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๑๐. คุณตาจัด โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๒๕) สมรสกับคุณยายหนู รักษาศิริ มีบุตรธิดา ๑๓ คน

๑๑. คุณตาหนูพูล โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๓๙) สมรสกับคุณยายบัวลอง พิเคราะห์แนะ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๕ คน

๑๒. คุณยายสวน โลหิตดี (อายุ ๘๘ ปี) สมรสกับคุณตาสมบูรณ์ สุรินทรัตน์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๑๓ คน

๑๓. คุณยายศรีเพ็ญ โลหิตดี (อายุ ๘๖ ปี) สมรสกับคุณตาวันดี บัวสอน (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๙ คน

๑๔. คุณแม่จันดี โลหิตดี (ละสังขารเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖) สมรสกับคุณตาชาลี พิมพ์ศรี (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๔ คน คุณแม่จันดีเข้าปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าบ้านตาด ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๒๔

๑๕. คุณกล่ำ (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย)

๑๖. คุณแม่เถิง โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๔๓) สมรสกับคุณตาสงฆ์ ไชยกิจ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๗ คน


:b44: ชีวิตวัยเด็ก

คุณแม่จันดี โลหิตดี เล่าว่า...ตอนเป็นเด็กเรียนอยู่ชั้นประถม จะมีความรู้แปลกๆ อยู่กลางอก ก่อนจะบ่งบอกอะไร ตรงกลางอกจะมีเหมือนพัดลมน้อย (หมุนติ้วๆ) แล้วส่งความรู้ออกมา เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง สมัยนั้นเดือนมกราคม ครูจะพาอ่านว่า “มก-กะ-รา-คม” ขณะครูกำลังอ่าน พัดลมน้อยก็หมุนขึ้นในจิต แล้วมีเสียงดังขึ้นบอกว่า “จะอ่านให้ถูกต้อง ! ต้องอ่านว่า มะ-กะ-รา-คม” เป็นอะไรที่่แปลกสำหรับเด็ก เคยคิดว่าคนอื่นคงเป็นเหมือนกัน จึงค่อยเรียบเคียงถามมารดาว่า “เป็นเหมือนกันไหม” มารดาตอบ “ไม่เคยเป็น” แล้วถามต่อว่า “เป็นหมุนอยู่ตรงไหน” จึงชี้ที่กลางอก

วันหนึ่งแม่ค้าหาบตะกร้าเครื่องประดับมีกำไล สีสันสดใส มาขาย พวกพี่สาวรวมทั้งท่านอยากได้ ร้องขอให้มารดาช่วยซื้อให้ ในหาบมีเครื่องประดับของเด็ก ผู้ใหญ่ อยู่เต็ม เสียงลูกหญิงร้องอ้อนวอน มารดาตกลงให้ซื้อได้คนละ ๑ ชิ้น พวกพี่ๆ หยิบไปหมดทุกคน ถึงคิวท่านเดินไปจะหยิบ พัดลมน้อยกลางอกหมุนติ้วๆ อีก บอกขึ้นว่า “ของประดับโลก ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์” พอเสียงดังจบลง ท่านเดินหนีทันที

เสียงมารดาร้องตาม “อ้าว...มึงอยากได้ทำไมไม่เอา”

ท่านบอก ถ้ามีอะไรบ่งบอกขึ้นในจิตท่านเคยคิดจะฝืน แต่ฝืนไม่ได้ มีอำนาจมาก (สะเทือนในจิต) ฝืนไม่ได้สักครั้งเดียว เป็นเด็กตั้งใจเรียน ช่างจำ เรียนเก่ง จนครูให้ช่วยสอนเพื่อนๆ ในห้องเป็นบางครั้ง หลายครั้งในห้องเรียนท่านขออนุญาตครูกลับบ้านก่อนเวลา ครูถาม “เธอมีธุระอะไรที่บ้าน”

ตอบครูว่า “ดิฉันเข้าใจ จำได้หมดแล้วไม่อยากเรียนบทเรียนเก่าอีก”

ครูเข้าใจ และอธิบายให้ฟัง “ไม่ได้ เธอจะกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้ ถึงเธอเข้าใจ แต่เพื่อนๆ ยังไม่เข้าใจ เธอต้องเห็นใจเขา เอายังงี้ครูจะให้เธอช่วยสอนเพื่อนๆ เพราะครูสมัยนั้นมีน้อย ครู ๑ คนต้องสอนหลายๆ ชั้น หลายๆ วิชาในแต่ละวัน พอจบชั้นประถม ๔ ครูมาขอให้เรียนต่อ จะส่งเรียน พ่อ-แม่-พี่ชาย ดีใจสนับสนุนให้เรียน ท่านตอบปฏิเสธทุกๆ คนว่า ไม่เรียน เพราะกลางอกหมุนและบอก “เรียนไปก็ไม่จบ เรื่องของโลก ! เรียนเท่าไหร่ไม่มีวันจบ” ท่านจะฝืนได้ยังไง เป็นอะไรที่ฝืนไม่ได้จริงๆ (ท่านบอกฝืนไม่ได้)


:b44: ภาวนาครั้งแรก

สมัยท่านยังเป็นเด็ก อายุประมาณ ๑๐ กว่าขวบ ท่านได้ตามมารดาไปถวายจังหันพระหลวงตา ซึ่งเป็นพระพี่ชาย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พระหลวงตาธุดงค์ผ่านมาแวะพักที่ทุ่งนาใกล้หมู่บ้านเพื่อโปรดโยมมารดา ในวันนั้นท่านเป็นลูกคนเดียวที่มารดาให้ตามไปถวายจังหันด้วย หลังฉันจังหันพระหลวงตาสอนโยมมารดาถึงวิธีปฏิบัติสมาธิภาวนา ถึงท่านเป็นเด็กแต่ก็ฟังรู้เรื่อง ในขณะที่ฟังจิตท่านจะสงบแต่รั้งไว้เพราะอยากฟังคำแนะนำให้จบ กลับมาถึงบ้านในคืนนั้น ท่านจำเอาวิธีการภาวนามาปฏิบัติ ปรากฏว่าประมาณ ๓ นาทีจิตสงบรวมลง เห็นร่างกายเน่าเปื่อยสลายกลายเป็นดิน ท่านบอกคืนนั้นจิตสงบจนถึงสว่าง ตอนสงบอยู่จิตท่านคำนึงว่าทำยังไง ถ้าจิตไม่ถอนจะทำยังไง ถึงเวลาตำข้าวจะทำยังไง แต่ท่านบอกเหมือนจิตรู้ พอถึงเวลา จิตถอนได้เวลาตำข้าวพอดี

โยมมารดาจึงนำเรื่องที่ท่่านภาวนาไปกราบเรียนพระหลวงตา พระหลวงตาถามว่า “จันดีตัวน้อยๆ นั่นหรือภาวนา” โยมมารดาตอบว่า “ใช่ จันดีนี้แหละ” พระหลวงตาจึงบอกว่า “จันดีเขามีบุญของเขา เขามีของเก่ามา”


:b44: ชีวิตครองเรือน

เมื่อเป็นสาวรุ่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนา จึงขอมารดาออกบวชเป็นแม่ชี แต่มารดาไม่อนุญาต และตอบว่า “ลูกเป็นผู้หญิง จะบวชยังไง ไม่ใช่ผู้ชาย ตามธรรมดาผู้หญิงเขาไม่บวชหรอก ไม่เคยเห็น ให้หยุดคิดนะ” (มารดาเป็นห่วงสมัยนั้นไม่ค่อยมีผู้หญิงบวช แม่ชีมีน้อยมาก แถวบ้านท่านไม่ค่อยมี)

ตอนท่านเป็นสาว มีชายหนุ่มมาจีบเยอะมาก แต่ท่านไม่ได้สนใจใครเลย (เพราะจิตบ่งบอกแต่เรื่องหาทางออกจากโลกหาทางพ้นทุกข์) แต่พี่ชายแนะนำ ผู้ชายที่พี่เลือกแล้วว่าดีที่สุด นิสัยดี มีศีลธรรม ใจไม่อยากแต่งคิดแต่จะตั้งใจปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนา เพราะทุกครั้งที่จิตบ่งบอกความจริง จิตยิ่งกลัวเรื่องของโลก แต่พอแม่พี่ชายถาม ปฏิเสธไปหลายครั้ง ทั้งๆ ที่จิตบ่งบอกเสียงดังขึ้น “จะเรียนรู้เรื่องของโลกให้หมด”

ในระยะที่ครองเรือน ยังตั้งใจถือศีล ในวันพระถือศีล ๘ ถ้าวันปกติถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ไม่เคยฆ่าสัตว์ พี่ชายเคยบอกว่า “จันดีมันไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่ต้องให้มันกินเนื้อสัตว์ด้วย” จึงได้แต่กินหน่อไม้ ผักหญ้า ถ้าพี่ชายเคี่ยวเข็ญให้ฆ่าสัตว์ “จะร้องไห้ไม่ยอมกินข้าวก็ได้ ขออย่าให้ฆ่าสัตว์เลย” เรื่องนี้ สามีญาติพี่น้องรู้ดี “ยอมอดแต่ไม่ยอมฆ่าผู้อื่น ชีวิตอื่น” บอกกับตัวเองว่า “กินอะไรก็ได้ ใจสงสาร ไม่สามารถทำลายชีวิตผู้อื่นได้” มันเป็นอยู่ในใจ เป็นมาแต่เด็กจำความได้ จะไม่ยอมฆ่าสัตว์ ทำลายชีวิตผู้อื่น ชีวิตท่านลำบาก ทั้งอยากทำบุญถวายจังหันพระ ตัวเองก็ไม่ฆ่าสัตว์ จึงต้องพยายามหาหน่อไม้ ผัก พืช ชนิดต่างๆ มาทำกับข้าวใส่บาตรพระให้ครบ หลายครั้งที่แม่ท่านเล่าให้ฟังว่าพระหลวงตา พูดกับแม่ท่านว่า “เมื่อเช้าฉันหมกหน่อไม้ ใครก็ไม่รู้ใส่บาตรห่อใหญ่มากเหมือนอาหารทิพย์ และพระก็ได้ครบทุกองค์” สมัยนั้นมีพระมาอยู่วัดป่าบ้านตาดประมาณ ๑๔-๑๕ รูป) แม่ท่านจึงถามท่านว่า “เมื่อเช้าพระหลวงตาพูดถึงหมกหน่อไม้ ไม่รู้ของใคร...” ท่านจึงบอกว่า “ของท่านเอง”


:b44: จิตสงบ...ในวาระต่างๆ

ช่วงเวลาที่ครองเรือน มีบุตร ๔ คน ชาย ๑ คน หญิง ๓ คน โดยที่ยังตั้งใจภาวนาและถือศีลอย่างเคร่งครัด ยิ่งพระหลวงตามาตั้งวัดป่าบ้านตาด ยิ่งได้กำลังใจปฏิบัติภาวนา ติดขัดอะไรก็กราบเรียนถามตอนท่านเข้ามารับบิณฑบาตในหมู่บ้าน วันพระท่านขอสามีให้ช่วยดูแลลูก คืนนั้นคุณแม่ก็นั่งภาวนาจิตก็สงบ ขณะจิตรวม เสียงลูกน้อยตื่นร้องจ้า แต่จิตยังไม่ถอน จึงไม่สามารถดูลูกน้อยในอู่ (เปล) ได้ ลูกน้อยร้องอยู่สักพัก สามีท่านคงเห็นผิดสังเกต จึงเข้ามาดู และอุ้มลูกน้อยออกไปจากห้องเอาน้ำหยอดปากให้ลูกน้อยได้กินก่อน...รอแม่

อาชีพชาวนาในอดีต สมัยก่อนยังไม่มีเทคโนโลยี จึงเป็นงานที่หนัก ลำบาก ต้องอดทน ส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่ที่ทุ่งนา หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ท่านคิดว่าทำอย่างไรจะสามารถทำสมาธิภาวนาในขณะทำไร่ไถนาได้ เมื่อพิจารณาไปท่านก็นึกขึ้นได้ว่า แม้ในสมัยพุทธกาล พุทธสาวิกาที่ท่านเจออุปสรรคร้ายยิ่งกว่าเรา ท่านก็ยังสามารถผ่านพ้นไปได้ ดังคำภาษิตที่ท่านสอนเอาไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าปัญญาที่ติดกับตัวมาตั้งแต่เกิดนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อต้มแกงกิน แต่มีไว้เพื่อพิจารณาหาหนทางดำเนินชีวิตและแก้ปัญหาชีวิต เราควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดพ้นจากทุกข์ ดังนั้น ท่านจึงสร้างทางจงกรมไว้กลางทุ่งนา ยามว่างเดินจงกรม แม้ในขณะทำนาก็ภาวนาไปด้วย แต่เวลาในการภาวนามีน้อยอาศัยทำนาไปด้วยภาวนาไปด้วยตลอด มีครั้งหนึ่ง คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ไปเยี่ยมท่านถึงทุ่งนา เห็นทางจงกรมมีรอยเดินจนทางเป็นร่องลึกยาว คุณแม่ชีแก้วกล่าวชมว่า “จันดี เจ้าอยู่ไหน ก็มีเครื่องหมายของพระพุทธเจ้าอยู่ทุกที่ มิน่าล่ะ ข้าวในนาของเจ้าจึงได้งอกงามบริบูรณ์มากกว่าผู้อื่น”

วันหนึ่งเวลาเที่ยง ขณะที่เก็บเกี่ยวข้าวท่านพิจารณาธรรมไปด้วย จิตสงบ สว่างไสว ท่านก็ประคองจิตไป ค่อยๆ เกี่ยวข้าวไม่ยอมหยุด ไม่กินข้าว เกี่ยวข้าวไป จนจิตถอน ท่านเคยตกลงขอร้องพูดให้สามีเข้าใจว่าเวลาท่านจิตสงบ อย่าเรียก จะทำอะไรก็ทำไปเลยปล่อยท่านเลย โชคดีสามีเคยบวชจึงเข้าใจง่าย ท่านจะพูดกับสามีเสมอว่าชาตินี้จะขอปฏิบัติภาวนา และบอกสามีว่า “อย่านอนใจในอัตภาพของภพชาติ” ความพากเพียร ตั้งใจของท่าน สามียอมใจอ่อน เพราะเห็นความตั้งใจจริง ขึ้นจากทำนาจะดึกดื่น แค่ไหนก็ช่าง ท่านจะเดินจงกรมจนดึก

วันหนึ่งมีผีใหญ่ตนหนึ่งมาเข้าสิงญาติท่าน แล้วบอกว่า...“ชาติก่อนเคยเป็นคนรวย มีคอกม้า ด้วยความเป็นห่วงสมบัติ ตายแล้วจึงมาเฝ้ารักษา เป็นทุกข์มาก อยากไปเกิดมาขอร้องให้ท่านช่วย จะยกสมบัติที่เฝ้าอยู่ให้ ขอให้นำเงินของเขามาทำบุญกับพระหลวงตาให้ เขาจะได้ไปผุดไปเกิด”

ท่านและญาติๆ มากราบเรียนพระหลวงตา ท่านบอก “ถ้าจะไป ไม่มีจันดีห้ามไปนะ จะไปต้องมีจันดีไปด้วย” ญาติๆ ทุกคนทำตามคำสั่งของพระหลวงตา ก็พากันไปขุดตามผีใหญ่บอกตำแหน่ง ขุดลงไปก็เจอไหจริง และมีเงินอยู่เต็มไห หลายไห พอจะให้ ผีใหญ่กลับเปลี่ยนใจ บอกยังมีกรรมมากอยู่ รู้สึกเสียดายเงิน ไม่กล้าปล่อย ขอชดใช้กรรมต่ออยู่เฝ้าสมบัติต่อไป ไหที่ขุดเจอ พอผีไม่ยอมให้ ไหหมุนหายลงไปในดินเหมือนเดิม ผีใหญ่สารภาพกับคุณแม่ว่า...“จะให้ใจก็เกิดหวงแหนในเงิน ในทรัพย์ มันตัดไม่ได้ รู้อยู่ว่าทุกข์แสนทุกข์ แต่ก็ตัดใจไม่ได้ และขอให้ท่านช่วยแผ่เมตตา ส่งบุญกุศลมาถึงด้วย เพราะเวลาได้รับมีความสุขมาก


:b44: พระหลวงตาให้อุบาย

เช้าวันหนึ่งพระหลวงตาไปรับบิณฑบาตในหมู่บ้าน ท่านได้ถาม “ภาวนา เป็นยังไง”

คุณแม่จันดีกราบเรียนว่า...“ฝันแปลกมาก ฝันว่าพระหลวงปู่มั่น ชวนให้ไปกับท่าน แต่ในฝันเป็นห่วงลูกคนเล็ก จึงขอไปดูลูกก่อน จะตามไปทีหลัง”

พระหลวงตาให้อุบาย “เอ้า ให้มึงคิดตัดสินใจเอา ถ้าห่วงลูก ก็ตามพระหลวงปู่มั่นไปไม่ได้”

คำพูดของพระหลวงตา ทำให้ต้องตั้งถามตัวเองว่า...“พระหลวงปู่มั่นมาโปรดแท้ๆ คนแปลความฝันก็เป็นพระหลวงตา เราติดคาอะไร ห่วงอะไร-อาลัยอะไร” นั่นทำให้ท่านคิดและตัดสินใจได้เร็วขึ้น

ท่านจึงขออนุญาตสามีและลูกๆ ทุกคน เพื่อออกมาปฏิบัติธรรม ถือศีลภาวนา อยู่วัดป่าบ้านตาด เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยอาศัยที่กระท่อมน้อยในป่าทึบ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ยืนต้นเป็นเงาร่มครึ้ม พื้นเบื้องล่างเต็มไปด้วยต้นข้าวสารหนาแน่น

ท่านได้ถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ท่านกล่าวไว้ว่า...“ท่านบวชใจแทนศีล คือใจที่มีเจตนางดเว้นการทำความผิด เมื่อใจมีเจตนา งดเว้นการทำความผิด เมื่อใจมีเจตนาทำความถูกต้อง ศีลเป็นอันเดียวกับใจ ใจรักษาศีล ดูศีลดูใจตัวเอง ศีลเป็นใจที่มีเจตนางดเว้นการทำความชั่วทั้งปวง ดูศีลดูใจ สำรวจความผิดที่เกิดจากใจของตัวเองแล้วอบอุ่น หนักแน่น มั่นคง มั่นใจ ไม่มีที่ต้องติตัวเองเรื่องศีล”

คุณแม่จันดีท่านบอกช่วงนั้น คุณยายแก้ว เสียงล้ำ แห่งสำนักชีบ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ได้มาพำนักอยู่วัดป่าบ้านตาด ท่านเมตตาถามคุณแม่จันดี ถึงการปฏิบัติภาวนาอยู่เสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านถามว่า

“จันดีจิตของลูกแยกส่วนแบ่งส่วนหรือยัง”

คุณแม่จันดี เรียนตอบว่า “แยกแล้วแบ่งแล้ว และกราบเรียนต่อว่า ขณะนี้เป็นอย่างนี้”

คุณยายฟัง และบอกท่านว่า “เออดีแล้ว จิตถ้าแยกส่วนแบ่งส่วนแล้ว จิตก็มีแต่จะเจริญ”

ต่อมาอีกคุณยายแก้ว ถามท่านว่า จันดีลูกกราบเรียนการปฏิบัติกับญาท่าน (พระหลวงตามหาบัว) ว่าอย่างไรบ้าง เห็นพระในวัดท่านเข้ามาถามแม่ว่า (คือคุณยายแก้ว) ว่าคุณแม่รู้ไหมโยมใครกันที่อยู่ในหมู่บ้าน มีเทวดา พระอินทร์ พระพรหม มาอนุโมทนากับเขาพ่อแม่ครูอาจารย์

หลวงตาพูดในที่ประชุมสงฆ์ “ทำไหมเขาภาวนาทั้งที่มีลูกน้อย ทั้งทำนา ครองเรือนอยู่ เห็นเทพเทวดา”

คุณยายจึงเรียนพระไปว่า “จะเป็นใครนอกจากนางจันดี (น้องสาวของญาท่าน)”

พอได้โอกาสคุณแม่จันดี มาวัด ท่านจึงเล่าให้ฟัง และถามว่า “เป็นความจริงไหม” เพราะแม่ (คุณยาย) ตอบพระไปก่อนจะถามเจ้าแล้ว

ท่านจึงกราบเรียนคุณยายแก้วว่า “ลูกได้กราบเรียน การปฏิบัติของลูกให้พระหลวงตาทราบในทุกๆ เรื่อง เพราะไม่พึ่งพระหลวงตาท่านช่วย ลูกคงติดในแต่ละจุด และช้าเวลาต้องให้ท่านช่วยตี ช่วยขนาบ เพราะท่านจะบอกลูกว่าเวลานี้ท่านมีชีวิตอยู่ติดขัดอะไรให้ถาม ถ้าเราพิจารณาเองอาจช้า เสียเวลา มีครูบาอาจารย์ช่วยแนะเรามีหน้าที่ทำตาม ปฏิบัติตามท่าน”

คุณแม่จันดี เล่าว่า...“การปฏิบัติภาวนา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ช่วยแนะสอนจะช้าได้เพราะช่วงปฏิบัติภาวนา เรารู้เห็นอะไร มันก็ชวนให้หลงให้ติดเพราะเป็นความอัศจรรย์ที่เราเกิดมาไม่เคยพบเห็นในชีวิต และไม่มีแสดงอยู่ที่ไหนในโลก นอกจากผู้ภาวนาแต่ละรายจะรู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตัวเอง รู้ขึ้นในใจของตัวเอง เป็นสันทิฏฐิโกประกาศป้างขึ้นที่หัวใจ ไม่ต้องถามใคร...ไม่ต้องให้ใครมาโกหก เราได้ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ไม่ลี้ลับ ไม่ปิดบัง เปิดเผยเสมอ มีอยู่ตลอดกาล...ธรรมความจริง ธรรมไม่ตาย เปิดเผยสง่างามอยู่ทุกกาล ทุกสมัยตลอดมา และตลอดไป เป็นแต่ผู้คนจะมีจิตยินดีและต้องการหรือไม่”

ท่านให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติภาวนา ได้ถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนจากหลักความจริงตามธรรมคำสอนของพระหลวงตามหาบัวทุกอย่าง ท่านเมตตาเล่าถึงการปฏิบัติของท่านที่ยากลำบากแม้จะไม่ได้ขึ้นภูเขา เข้าป่า แต่ธรรมที่ท่านได้มาก็แลกด้วยชีวิต ความตอนหนึ่ง ได้ประกาศขึ้นในจิตท่านว่า...“ให้เอาชีวิตแลกธรรม” ตอนนั้นเอง พระหลวงตาก็บอกให้ท่านเร่ง “มึงอย่าเสียดายชีวิตนะ เร่งเลย เร่งเลย...”

ท่านจะพูดเสมอว่า “พระหลวงตาสอนให้แม่ปฏิบัติมาอย่างนี้ ถ้าเป็นคำพูดของพระหลวงตาแล้ว ยิ่งการปฏิบัติภาวนาจะคลาดเคลื่อนไปไม่ได้เลย...”


:b44: คืนบรรลุธรรม

ในคืนวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๕ เวลา ๕ ทุ่มครึ่ง เป็นคืนที่ฟ้าครึ้ม และลมพัดแรงมาก ท่านกราบพระแล้วนั่งภาวนา ข้อธรรมได้ผุดขึ้นในจิตว่า...“อายตนะนั้นมีอยู่ แต่ไม่มีดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ไม่มีจุติเคลื่อน ไม่มีที่ไป ไม่มีที่มา ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์ นั้นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์”

จิตตอนนั้นจ่อเฉยๆ เหมือนไม่พิจารณาอะไร เสียงต้นขนุนใหญ่ที่แห้งตาย อยู่ข้างกุฏิ สั่นไหวเสียงดังลั่นเพราะลมแรง ท่านคิดว่าคงหักทับกุฏิ และท่านก็คงตายพร้อมๆ กัน อวิชชาขาดกระเด็นออกจากจิต ขณะนั้นรู้ว่า อวิชชาเหนียวแน่นมาก พร้อมกับก้นกระแทกพื้นสูง ๑ ศอก โลกธาตุหวั่นไหว แผ่นดินสะเทือน เสียงดังสนั่น ถึด.. ถึด.. ถึด.. ถึด.. แผ่นฟ้าม้วนกลับลงมา พันกันกับแผ่นดิน ม้วนรวมกัน แล้วจึงแยกออกจากกัน โลกธาตุหวั่นไหว พร้อมกับเสียงอนุโมทนาสาธุการ จากสวรรค์ทุกๆ ชั้น ชั้นพรหมทุกๆ ชั้น ลงถึงพื้นบาดาล ขวาซ้ายสถานกลาง ร่วมอนุโมทนา สาธุการ เสียงปี่พาทย์ บรรเลงขับกล่อม กระหึ่มก้องเสียงประกาศก้องขึ้นที่จิต “ว่าง-วางเป็นจิตพุทธะ > จิตบริสุทธิ > จิตเป็นธรรมชาติ” ขณะที่อวิชชาขาดออกจากจิต พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทุกๆ พระองค์ โดยเฉพาะพระหลวงตาได้ช่วยหนุนจิตท่านทุกๆ พระองค์ ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ไม่มีอะไรก่อน ไม่มีอะไรหลัง มีอะไรอีกมากที่ไม่สามารถพูดให้ฟังได้หมดเพราะของเหนือโลก เจอแล้วจะรู้เอง

ท่านบอกว่า...ไม่เหลือวิสัยของผู้ปฏิบัติ มีอยู่ในใจของทุกคน อย่ากลัวตาย กิเลสมันกลัวตาย รอดตายจึงได้ธรรม มันไม่ตายหรอกคนกล้าตาย ไม่กลัวตาย มีแต่กิเลสนั่นหละจะตายจากหัวใจ คืนนั้นท่านกราบน้อมถึงคุณพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ถึงคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระหลวงตา ทั้งเป็นครูอาจารย์ เป็นพ่อ เป็นพี่ชายในสายโลหิตเดียวกันในชาติปัจจุบัน คืนนั้น ท่านไม่นอนทั้งคืน...

เมื่อพบพระหลวงตาอีกครั้ง จึงได้กราบเรียนท่านถึงสภาวะธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น...พอกล่าวจบ พระหลวงตาพูดขึ้นว่า...“อ้าย (พี่) หมดห่วงแล้ว...”

คุณแม่จันดี โลหิตดี เป็นที่รู้จัก และเป็นที่เคารพศรัทธาจากลูกศิษย์ขององค์พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตลอดระยะเวลาประมาณ ๓๒ ปีแล้วนับจากปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ที่คุณแม่ท่านอยู่ปฏิบัติธรรมและอบรมสั่งสอนลูกศิษย์อยู่ที่วัดป่าบ้านตาด ภายใต้ท่าทางที่ดูสงบ เรียบง่าย และความอบอุ่นที่เผื่อแผ่ออกมา ท่านมีความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาดจริงจัง จนดูน่ากลัวสำหรับศิษย์ผู้อ่อนแอ ดวงตาของท่านเวลาสอนลูกศิษย์ต่อสู้กับศัตรู คือ กิเลส ท่านจะดูอาจหาญ ขึงขัง เด็ดเดี่ยว จริงจังมาก ถ้าลูกศิษย์คนใดจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ท่านก็จะค่อยๆ ทะนุถนอม แต่ท่านจะเปรยๆ ว่า “กิเลสในใจของตัวเองก็ฆ่ามาแล้ว นี่ต้องได้มาเอาใจกิเลสของผู้อื่น โอ๊ย น่าอเนจอนาถ”



:b44: โอวาทธรรมคำสอน

๏ น้อมใจไปที่กาย ดูกาย ดูจิต คือ ที่เดียวกัน เพราะผู้ดู คือ ผู้รู้ ผู้เดียวกัน ผู้ฉลาดเรียนรู้จากกาย-จิต ผู้อยากรู้ผิด เรียนภายนอก ธรรม คือ ประโยชน์ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ธรรม

๏ ผู้ใดหมั่นพิจารณาจิต ผู้นั้นจะพบธรรมแท้ สุขแท้ นั่นคือ ที่สุดของผู้หยุดวัฏฏะ

๏ ไม่เหลือวิสัยของผู้ปฏิบัติ มีอยู่ในใจของทุกคน อย่ากลัวตาย กิเลสมันกลัวตาย รอดตายจึงได้ธรรม มันไม่ตายหรอก คนกล้าตาย ไม่กลัวตาย มีแต่กิเลสนั่นแหละจะตายจากหัวใจ

เวลาทำสมาธิ ให้ระลึกลมหายใจเข้า-ออก ให้รู้ลมหายใจเข้า-ออก ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ตามรู้ลมหายใจเข้า-ออก สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ สงบก็ไม่ยินดี ไม่สงบก็ไม่ยินร้าย ไม่เอาทั้งสงบและไม่สงบ เอาแค่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรมปัจจุบันนั้น

๏ อยากเมื่อไม่ได้อย่างที่อยาก ก็เป็นทุกข์ ไม่อยากได้แต่ได้ ก็เป็นทุกข์ ใครจะว่าอะไรไม่ต้องไปสนใจ ใครอยากได้อะไรก็ทำเอา ใครทำอะไรก็ได้สิ่งนั้น ไม่ต้องไปสนใจ ฝ่าโลกธรรม ๘ ออกไปให้ได้ เรื่องของโลกธรรม ๘ เรื่องมงคลตื่นข่าว แตกซ่านกันไปไม่รู้จักจบ ฝ่าให้ได้ ทิ้งให้เร็วที่สุด

๏ นักปฏิบัติหลงติดอยู่ที่ความพอใจ และไม่พอใจเป็นเครื่องอยู่ เอาความพอใจและไม่พอใจเป็นเครื่องอยู่ เมื่อพอใจได้สมใจก็เป็นสุข เมื่อไม่พอใจก็เกิดทุกข์ แต่ทั้งสุขและทุกข์ก็ยังเป็นเงื่อนของสมมุติ ไม่มีใครที่คิดจะอยู่ตรงกลางระหว่างสุขและทุกข์ เพราะตรงนั้นไม่มีทั้งความพอใจและไม่พอใจ แต่เป็นความพอ “พอดี” ผู้ที่หลงเพลินเล่นอยู่กับความพอใจและไม่พอใจจึงได้หนังสือเดินทางแห่งการท่องเที่ยวของภพชาติติดตัวไปตลอด ความพอใจและไม่พอใจเป็นอาหารชั้นยอดของกิเลส

รูปภาพ

รูปภาพ


ที่มาของเนื้อหา : หนังสือ “ขอกราบเทิดทูน”
https://www.facebook.com/Khunmaejandee


:b8: :b8: :b8: ขอน้อมกราบนมัสการลามหาอุบาสิกาคุณแม่จันดี โลหิตดี ด้วยเศียรเกล้า
ทั้งน้อมระลึกถึงคุโณปการยิ่งที่ท่านมีต่อพระพุทธศาสนาและมวลมนุษย์ชาติ
กรรมใดที่ลูกได้ประมาทพลั้งเผลอล่วงเกินคุณแม่จันดี โลหิตดี ไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจ
ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนา หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม
กราบขอคุณแม่จันดี โลหิตดี ได้โปรดเมตตาอโหสิกรรมและงดโทษให้ด้วยเทอญเจ้าค่ะ



.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2013, 10:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2013, 13:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2781

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2013, 14:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ต.ค. 2008, 19:58
โพสต์: 279

โฮมเพจ: http://McArowana.multiply.com
แนวปฏิบัติ: ตามหาพุทโธ
งานอดิเรก: ถ่ายภาพ สะสมพระเครื่องพระบูชา เลี้ยงปลา เลี้ยงแมว
ชื่อเล่น: Mc
อายุ: 0
ที่อยู่: สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b47:

.....................................................
ถ้าจะตาย จะเสียดายทำไมเล่าชีวี
ต้องรู้เท่าทันธาตุขันธ์นี้ ล้วนแต่มีอนิจจังทั้งหมด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2013, 20:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ส.ค. 2013, 16:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2013, 14:43
โพสต์: 68

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




thanks.jpg
thanks.jpg [ 15.21 KiB | เปิดดู 9087 ครั้ง ]
:b8: :b8: :b8: สาธุ สาธุ สาธุ
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Rosarin และ บุคคลทั่วไป 13 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร