วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2026, 07:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ส.ค. 2026, 10:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5605


 ข้อมูลส่วนตัว


อารักขกรรมฐาน
...
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
๒. เมตตา แผ่เมตตาจิตออกไป
๓. อสุภะ พิจาณากายนี้ว่าเป็นของที่ไม่งดงาม
ไม่สะอาด และ ๔. มรณสติ ระลึกถึงความตาย
เป็นอารักขกรรมฐาน คือกรรมฐานที่ควรรักษา
ไว้เนืองนิจ ปฏิบัติอบรมอยู่เนือง ๆ หัดระลึกถึง
คุณพระพุทธเจ้าอยู่เนือง ๆ หัดแผ่เมตตา
อยู่เนือง ๆ หัดพิจารณากายนี้ว่า เป็นของ
ไม่งดงามไม่สะอาดอยู่เนือง ๆ ระลึกถึง
ความตายอยู่เนือง ๆ

เมื่อเป็นดั่งนี้จะเป็นเครื่องป้องกันอารมณ์
และกิเลสร้ายทั้งหลายได้ แม้ว่าจะเกิดอารมณ์
กิเลสขึ้นตามธรรมดาของสามัญชน ก็สามารถ
จะใช้อารักขกรรมฐานนี้ระงับได้ เมื่ออารมณ์
และกิเลสบังเกิดขึ้น ก็ระลึกถึงกรรมฐานทั้ง ๔
ข้อนี้ทันที ข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะทำให้ระงับใจได้
ทำให้จิตใจได้ความสงบได้ความสุข
ตลอดจนถึงได้สมาธิ ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง
เป็นบาทของปัญญาที่จะเห็นธรรมะ
ยิ่งขึ้นต่อไป ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





”เรื่องของสัปปายะ“

การรักษาศีลมันรักษาที่ใจ ไม่ได้รักษาที่บ้านหรือที่วัด วัดหรือที่บ้านนี้เป็นสถานที่ที่อาจจะช่วยเราให้รักษาได้ง่ายหรือยากขึ้น ถ้าถือศีล๘ รักษาที่บ้านมันอาจจะยาก เพราะเราไม่กินข้าวเย็นแต่คนอื่นเขายังกินข้าวเย็นอยู่ พอถึงเวลากินข้าวเย็นเขาก็จะมาชวนเรา เขาเป็นห่วงเรา ทำไม อดทำไม มากินข้าวดีกว่า เราก็พยายามที่จะสู้กับความอยากจะกินอยู่แล้ว พอมีคนมาชวนเลย เอ้า ยอมก็ยอมวะ ก็เลยรักษาไม่ได้ แต่ถ้ามาอยู่วัดนี้ทุกคนไม่กินข้าวเย็นเหมือนกัน ตอนเย็นก็เข้าโบสถ์กัน ไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ ให้อาหารใจ เพราะตัวที่หิวก็คือใจไม่ใช่ร่างกาย ร่างกายมันไม่เดือดร้อนหรอกไม่ได้กินข้าวเย็น ผู้ที่เดือดร้อนคือใจ มันไม่มีอาหารกิน มันไม่มีความสงบ มานั่งทำสมาธิกัน มาไหว้พระสวดมนต์กัน ทำใจให้สงบ แล้วใจจะหายหิว ใจก็จะอิ่มใจก็จะมีความสุข

การจะปฏิบัติได้ผลดีก็ต้องไปอยู่กับกลุ่มที่คนมีศีลเท่ากัน คนถือศีล๘ ไปอยู่กับคนถือศีล๕ ก็จะลำบาก คนถือศีล๘ ก็ไปอยู่กับคนถือศีล๘ คนถือศีล๒๒๗ ก็ต้องไปอยู่กับพวกคนถือศีล๒๒๗ คนที่ถือธุดงควัตรก็ต้องไปอยู่กับพวกที่ถือธุดงควัตร พวกที่ไม่ถือธุดงควัตรนี้มันก็ศีลไม่เท่ากัน เช่นกินมื้อเดียวนี่เป็นธุดงควัตร ถ้าไม่ถือธุดงควัตรก็กินได้สองมื้อสามมื้อก็ได้ แต่ไม่ให้เกินเที่ยงวันไปแล้ว งั้นก็ต้องเวลาเราปฏิบัตินี้เราก็ต้องเลือกคบคนทีมีการปฏิบัติคล้ายคลึงกัน อย่าไปอยู่กับคนที่ปฏิบัติตรงกันข้ามกัน มันจะทำให้ยากต่อการปฏิบัติ

การเลือกคนอยู่ด้วยนี่เขาเรียกว่าบุคคลสัปปายะ สัปปายะก็คือความสบายในการปฏิบัติ มีหลายสัปปายะด้วยกัน สถานที่สัปปายะไม่สัปปายะ สถานที่สัปปายะก็คือสถานที่สงบสงัดวิเวก ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม ไม่มีกิจกรรมอื่นๆ ไม่มีงานศพงานบวชงานอะไรต่างๆ เป็นที่เงียบสงบ เขาเรียกว่าสัปปายะทางสถานที่ สัปปายะทางอากาศ บางที่ก็ร้อนเกินไป บางที่ก็หนาวเกินไป ก็อาจจะต้องหาสถานที่ที่พอเหมาะพอสมกับเรา บางคนชอบหนาวก็ไปอยู่ที่หนาวได้ บางคนที่ชอบร้อนก็อยู่ที่ร้อนได้ แต่ละคนสัปปายะนี้อาจจะไม่เหมือนกัน

บุคคลสัปปายะ ก็คนที่เราอยู่ร่วมกันเขาปฏิบัติเหมือนเราหรือเปล่า เขามีธรรมะมากกว่าเราหรือเปล่า ถ้าอยู่กับคนที่มีธรรมะมากกว่าเราก็ดี เพราะว่าเขาจะได้สอนเราได้ แต่ถ้าไปอยู่กับคนที่เขาโง่กว่าเราเราก็ต้องสอนเขา ก็อาจจะต้องเสียเวลา ถ้าเราอยากจะปฏิบัติอย่างเดียว ก็หาที่ที่มีคนที่เก่งกว่าเรารู้มากกว่าเรา เช่นครูบาอาจารย์ที่เราไปอยู่ด้วย ท่านต้องมีความรู้มากกว่าเราเก่งกว่าเรา ท่านก็จะเเนะวิธีปฏิบัติให้กับเราได้ เราก็จะได้เรียนรู้และเราก็จะได้นำเอาไปปฏิบัติให้ได้ถูกต้องได้ผลดี นี่เขาเรียกว่าบุคคลสัปปายะ

อาหารสัปปายะ ก็คืออาหารที่เรากิน แล้วแต่ว่าเราไปอยู่ที่เมืองไหนประเทศไหน บางทีไปอยู่ ประเทศที่เราอาหารไม่เคยชิน กินอาหารลำบากมันก็ทำให้เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติได้ งั้นก็ต้องมีอาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ สถานที่สัปปายะ อากาศสัปปายะ นี่คือสิ่งที่เราควรจะพิจารณาเวลาที่เราจะไปปฎิบัติธรรม

แต่ในบรรดาสัปปายะทั้งหมดนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือบุคคลสัปปายะ คนนี้สำคัญที่สุดคือครูบาอาจารย์ ถ้าเราได้ครูบาอาจารย์ที่เก่งที่ดี อันนี้สำคัญกว่าไปอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ไม่เก่ง ไม่สามารถสอนเราเพิ่มเติมได้ อยู่กับครูบาอาจารย์ที่สอนให้เรามีความรู้เพิ่มเติม ให้เราสามารถปฏิบัติได้ดีขึ้นตามลำดับได้ อันนั้นแหละเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในบรรดาสัปปายะทั้งหลาย

บางทีเราอาจจะต้องเสียสละสัปปายะอย่างอื่นไป เพื่อให้เราได้อยู่กับครูบาอาจารย์ก็ได้ ก็ต้องไป ถึงแม้จะอดอยากขาดแคลน เพราะครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ที่ท่านเก่งนี้ท่านมักจะไปอยู่ในป่าในเขา อยู่ในที่กันดาร อยู่ที่ทุกข์ยากลำบาก ไฟฟ้าไม่มี อาหารก็ลำบาก อาหารก็ไม่มาก แต่ก็พออยู่ได้พอกินได้ แต่มีครูบาอาจารย์คอยแนะนำเนี่ยอันนี้สำคัญที่สุด เพราะทางที่เราไม่เคยไปเราจะถูกกิเลสหลอกเราได้ให้คิดว่าเป็นทางที่ถูกก็ได้ ทั้งๆ ที่มันเป็นทางที่ผิด แต่มีครูบาอาจารย์พอเห็นว่าเราไปผิดทาง ท่านก็จะเตือนจะบอกทันที เราก็จะได้ไม่เสียเวลา ไม่หลงทาง นี่คือเรื่องของสัปปายะต่างๆ.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จ.ชลบุรี






“..เอาความตายมาเตือนตน..”

“..มรณกรรมฐานที่จะเกิดขึ้นให้แก่คนเรานั้นทุก ๆ คน “เราต้องนึกเจริญภาวนาให้ดี เมื่อมันมาถึงตัวเรา” อย่าได้ไปหลงลืมภาวนา “ถ้าเราไม่น้อมเข้ามาเราก็ไม่รู้สึกว่าจะเป็นคนอื่นโน้นไม่ใช่เรา” เครื่องบินตก คนตาย

“โอ้ย .. เป็นเรื่องของเครื่องบินโน้น เราไม่ตกเครื่องบิน ไม่ตาย” มันจะมาถึงเราเมื่อใดเวลาใดทุกเมื่อ “อันความตายนั่งอยู่ดี ๆ เกิดลมเกิดแล้งขึ้นมาเอ้อ ๆ อ้า ๆ ก็ตายไป” เอาไม่ทัน ก็เพราะเกิดมาแล้วมันต้องแก่ต้องเจ็บต้องไข้ ต้องตายอย่างนี้ “จงเอาสิ่งเหล่านี้แหละมาภาวนาไว้ก่อน จนมันเห็น เห็นแจ้งในจิต จิตก็สงบ จิตก็สบาย” ตั้งหมั่นไม่หวั่นไหวไปตามรูป เสียง กลิ่น รส ก็ตาม เพราะจิตมันรู้ จิตมันเข้าใจ

“แต่ไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ มันไม่เกิดความรู้ เกิดแต่ความหลง จิตมันตกต่ำ” มันต่ำไปไม่สูงขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้ว่ามันต่ำลงไป แก้ไม่ได้ “ฉะนั้นเราต้องแก้เมื่อเวลายังอยู่ดีสบายอย่างนี้แหละ ด้วยการปฏิบัติบูชาภาวนาตั้งใจระลึก ตั้งใจเจริญอยู่”

จดจำอะไรไม่ได้มาก “ก็พุทโธ ๆ ในใจ ต่อเนื่องในใจ จนจิตใจเย็นสบายลงไป” ถ้าไม่อย่างนั้น ก็เตือนในตนเองว่า “ตายนะ เกิดมาแล้วต้องตาย เราต้องตายแน่ ๆ เอาความตายมาเตือนตน เอาความเจ็บไข้ได้ป่วยมาเตือนก็ได้ ถ้านึกบ่อย ๆ เจริญบ่อย ๆ จิตมันก็สงบตั้งมั่น ก็ได้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นมา” สิ่งเหล่านี้ต้องทำ ต้องประกอบจึงเกิดขึ้นมาได้..”

“อสุภกรรมฐาน ปฏิกูลสัญญา..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๓๕)







ครั้งหนึ่ง...ได้มีพระนวกะผู้บวชใหม่รูปหนึ่ง เดินทางจากภาคเหนือ มากราบพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร

พระอาจารย์ : แล้วมานี่มีจุดประสงค์อะไรล่ะ?

พระนวกะ : มากราบพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ

พระอาจารย์ : กราบที่วัดก็เหมือนกัน เอาเวลาที่เดินทางมา ภาวนาดีกว่าไหม? นั่นสิ มันคือ แก่นแท้ของพระศาสนา

พระอาจารย์ถามต่อไปว่า : ก่อนบวชทำอะไร?

พระนวกะ : ทำงานธนาคารขอรับ

พระอาจารย์ : วันหนึ่งนั่งทำงานธนาคารกี่ชั่วโมง?

พระนวกะ : 8 ชั่วโมงต่อวันครับ

พระอาจารย์ : เออ! คนเรานี่แปลก ทำให้คนอื่น นั่งทำได้หลังขดหลังแข็ง ไม่บ่นสักคำ แต่เวลาทำให้ตนเอง นั่งภาวนา 10 นาที 20 นาที โอ้ยปวด โอ้ยเมื่อย มันน่าสงสารแท้คนเรานี่นะ อ้าวคิดกันเอานะ....

โอวาทธรรม
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 90 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร