วันเวลาปัจจุบัน 05 ก.ค. 2026, 15:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 10:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5585


 ข้อมูลส่วนตัว


#คติธรรม
#หลวงปู่แหวน_สุจิณโณ

โอวาทธรรม หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

พึงละวางสังขาร

อย่าไปยินดี ยินร้าย ในการอยู่ การเป็น การตาย
สังขารทั้งหลาย ไม่ว่า เนื้อ เล็บ หนัง กระดูก ผม ขน เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น มันไม่ใช่ตัวตน ไม่เป็นสิ่งอมตะ รอถึงวันแค่นั้นแหละ
จะวันไหนก็แค่นั้นเอง ละวางซะ

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่




“..การภาวนารักษาจิต..”
“..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน “วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา”

ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร “ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป” จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม “คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม”

พิจารณาสังขารภายนอกว่า “มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่” หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ

ให้ท่องในใจเสมอว่า “เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง” เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

“พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้” จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ “มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา’’ ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

“นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน” ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง

“ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง” เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ถ้าไม่ฝึกฝนพัฒนาแล้ว มนุษย์หามีความ
ประเสริฐไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ...
“ ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ ”
ในหมู่มนุษย์ ผู้ที่ฝึกแล้วประเสริฐ
...
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)






…ปฏิบัติให้จิตเรานิ่ง ให้สงบ
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกาย
หรือเกิดขึ้นกับอะไรก็ตาม
“เราต้องไม่ทุกข์กับมันให้ได้”

.ถ้าสอบผ่าน ใจเราก็จะเฉยๆ
ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาเป็นปกติ
เกิดแก่เจ็บตาย สูตรนี้
ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงมันได้

.จะมีสงครามหรือไม่มีสงคราม
มันก็แก่เจ็บตายเหมือนกันทุกคน
เราฝึกทำข้อสอบข้อนี้ให้ได้

.แล้วเราก็ไม่กังวลกับข้อสอบอื่นๆ
แล้วทุกอย่างมันจะดีหรือไม่ดี
มันมาแล้วก็ไป
แต่ใจเราไม่ไปทุกข์กับมัน ก็ใช้ได้ .

…………………………………………
.
กระแสธรรม
วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







“..ต้องพิจารณา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันกระทบเมื่อใดเป็นต้น ก็ต้องสังวรสำรวม พิจารณา เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมา ใครทุกข์? ทุกข์นี้ทำไมมันจึงเกิด? ท่านเจ้าอาวาสปกครองลูกศิษย์ลูกหานี่ก็เป็นทุกข์ ต้องรู้จักทุกข์เกิดขึ้นมานะ ให้มันรู้จักทุกข์ซิทุกข์มันเกิดขึ้นมา เรากลัวทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ จะไปสู้ที่ไหนล่ะ? ถ้าทุกข์มาก็ไม่รู้อีกจะไปสู้ทุกข์ที่ไหนล่ะนี่? เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดต้องให้รู้จักทุกข์
.
การหนีทุกข์ ก็คือให้รู้จักพ้นทุกข์ ไม่ใช่ว่ามันทุกข์ทีนี้แล้วก็วิ่งไป หอบทุกข์ไปด้วย อยู่ที่นั้นทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกก็วิ่งอีก นี่ไม่ใช่คนหนีทุกข์ เป็นคนไม่รู้จักทุกข์ ถ้ารู้จักทุกข์ต้องดูเหตุการณ์ ครูบาอาจารย์ท่านว่า อธิกรณ์เกิดที่ไหนให้ระงับที่นั้นทุกข์มันเกิดตรงนั้น เรื่องที่ไม่ทุกข์มันก็อยู่ตรงนั้น เรื่องที่ทุกข์มันจะหายก็อยู่ตรงที่มันเกิด..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป

มนุษย์ควรมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป
(หิริ โอตัปปะ) โบราณจารย์เปรียบเทียบความ
ละอายต่อบาปว่าเหมือนความละอายต่อการ
ถ่ายการถ่ายอุจจาระกลางตลาด ต้องละอาย
ต่อบาปขนาดนั้น
ความเกรงกลัวต่อบาปก็เหมือนที่เรากลัวงูเห่า
อยู่ในห้องมืด สมมติว่าเรานั่งอยู่คนเดียว
ในความมืดแล้วมีงูเห่าตัวใหญ่เลื้อยเข้ามา
ต้องกลัวบาปอย่างนั้น

ท่านบอกว่าความละอายต่อบาปเกิดขึ้น
โดยมีความเคารพตัวเองเป็นเหตุ
ความเกรงกลัวต่อบาปเกิดขึ้นโดยมีความ
เคารพคนอื่นเป็นเหตุ ทั้งสองอย่างต้องอาศัย
ความเข้าใจในเรื่องประโยชน์ของตนและ
ประโยชน์ของคนอื่น ความละอายและความ
เกรงกลัวจึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการ
สร้างวินัยในตน ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร





หากบุญมาก ก็ไปสวรรค์ในชั้นที่เหมาะกับแรงกุศลของตนเท่านั้น จะขอความเป็นทิพย์แห่งสวรรค์ที่มากหรือน้อยกว่านั้นไม่ได้

และหากแรงบาปมาก ก็ต้องไปนรกขุมต่าง ๆ ตามแรงกรรมของตน ซึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์และความร้อนเท่านั้น จะขอต่อรอง พักยกความทุกข์ร้อนทรมาน เพียงช้างกระพือหู งูแลบลิ้นไม่ได้เลย ต้องก้มหน้ารับกรรมไป

ต่อรองได้แต่ในชีวิตจริง ในโลกมนุษย์ ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ เท่านั้น ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทำดีหรือชั่ว บุญหรือบาป

ฉะนั้น ขอทุกคนจง...

เร่งทาน
เร่งศีล
เร่งภาวนา

ของตนแต่บัดนี้เสีย เพื่อจะได้ออกไปจากการซัดเหวี่ยงของสังสารวัฏนี้ได้

โอวาทธรรม
-- หลวงปู่ฝั้น อาจาโร








“อย่าไปใช้เงิน
ตามความอยาก
เวลาอยากได้อะไร
ให้ถามว่า
ถ้าไม่ได้มา
แล้วจะตายมั้ย
ถ้าไม่ตาย
แสดงว่าไม่จําเป็น"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี






การให้อภัย
ไม่ใช่เป็นการให้โอกาสผู้อื่น
แต่ เป็นการให้โอกาสตัวเราเอง
เพื่อจะได้ไม่ทุกข์ใจ
เพราะถูกไฟ แห่งความโกรธ เผา

#หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม





“..การภาวนารักษาจิต..”
“..จิต เป็นสมบัติอันสำคัญมากในตัวเรา" ที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติมีค่ายิ่งของตน “วิธีที่ควรกับจิตโดยเฉพาะ ก็คือภาวนา”

ฝึกหัดภาวนาในโอกาศอันควร “ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องและเสียไป” จะได้ซ่อมสุขภาพจิต คือนั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือความคิดปรุงแต่งของจิตว่า คิดอะไรบ้างในวันหนึ่ง ๆ ที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม “คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั่น พอรู้ผิดถูกของตนไหม”

พิจารณาสังขารภายนอกว่า “มีความเจริญขึ้นเจริญลง สังขารร่างกายมีอะไรใหม่” หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดลงไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ

ให้ท่องในใจเสมอว่า “เรามีความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอกและป่าช้าฝังศพภายใน คือตัวเราเอง” เป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพ ที่นำมาฝังหรือบรรจุจะอยู่ในตัวเราตลอดเวลา ทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

“พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ ย่อมมีทางถอดถอนความเผลอเย่อหยิ่งในวันในชีวิตและวิทยาฐานะต่าง ๆ ออกได้” จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวและพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ “มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา’’ ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

“นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราความบกพร่องของตน” ว่าควรแก้ไขจุดใดตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอริยบถต่าง ๆ บ้าง

“ใจจะสงบเย็น ไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตนเอง” เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงาน ที่พอเหมาะพอดีแก่ตน ทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมาย ไม่อาจพรรณาได้จบสิ้นได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 21 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร