วันเวลาปัจจุบัน 11 เม.ย. 2026, 06:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 10:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5533


 ข้อมูลส่วนตัว


ความอดทนชั้นพิเศษ คือการอดทน
ต่อการบีบคั้น แห่งกิเลสของตนเอง
กิเลสมันบีบคั้น จะให้ไปทำชั่วทำเลว
ก็ต้องอดทน ถ้าไม่อดทนมันก็ต้อง
ไปตามกิเลส แล้วมันก็วินาศหมด ...
...
พุทธทาสภิกขุ






"... อย่าเสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
... พบพระพุทธศาสนาเลย ..."

" วิปัสสนานี้มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่า ทาน ศีล
พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติ
ไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา
มีสุคติภพคือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปใน
เบื้องหน้า
หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุ
มรรคผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาติ
นี้นั่นเทียว

อนึ่ง ยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้อง
ตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือ ศีล ๕ และกุศล
ธรรมบท ๑๐ จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ชีวิต
ที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตราย
ชีวิตทั้งภายในภายนอก มีมากต่างๆ

การที่ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือ พระสัมมา
สัมพุทธเจ้านี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะกาล
ที่เปล่าว่างอยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก
สักครั้งสักคราวหนึ่ง เหตุนั้นเราทั้งหลายพึง
อยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่
ได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาเลย "
------------------------------
#พระอาจารย์เสาร์_กนฺตสีโล
วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๐๒ - ๒๔๘๔)





"#มาแล้วก็ต้องไป ไปแล้วก็ต้องมา มันเป็นเรื่องอย่างนี้ ไม่ควรดีใจและไม่ควรเสียใจ
สุขแล้วก็ทุกข์ ทุกข์แล้วก็สุข ได้แล้วก็เสียไป เสียไปแล้วก็ได้มา เป็นเรื่องธรรมดา"

#พระโพธิญาณเถร
(หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี






" จงมีชีวิตอยู่ด้วยการสะสมความดีและบุญกุศลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วจะพบว่าชีวิตเรามีตัวช่วยอยู่ตลอดเวลา "

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม












ชีวิตของพวกเรามิใช่ว่าจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย ไม่รู้ว่าจะตกหล่นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าเตรียมการไว้จะดีกว่า คนที่เตรียมการเอาไว้ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คนนั้นถึงจะอยู่ ณ สถานที่ใดก็ระเวียงระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คนนั้นถึงจะอยู่ยังไง ชีวิตประจำวันของเขาก็จะไม่ตกระกำลำบาก เพราะอะไร เพราะเขาเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ แต่ละก้าวเดิน เดินแต่ละก้าว ชีวิตแต่ละก้าว แต่ละวันเขาพร้อมทบทวนไว้อยู่เสมอว่า ก้าวผิดหรือก้าวถูก เราจะก้าวไปยังไงถึงจะถูกต้อง

การบริหารจัดการ การเป็นอยู่ของเราที่เราได้เกิดมาได้ขาสอง แขนสอง สมองหนึ่ง เราจะก้าวเดินยังไงในโลกใบนี้ เมื่อเราสมัยเป็นเด็กควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเป็นหนุ่มสาวควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเรามีครอบครัวเราควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเรามีฐานะ มีลูก มีครอบครัว เรามีอายุขึ้นมาแล้วเราควรจะวางตัวอย่างไร

สิ่งเหล่านี้คือความเตรียมพร้อมทุกขณะ ถ้าใครเตรียมพร้อมไว้อย่างนี้ อนาคตของคนนั้นก็จะสดใส จนถึงตัดกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจงวางแผนชีวิตของตัวเองไว้อย่างยาวนาน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “คติธรรมก่อนฟังธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๘







“..ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา นี้แล
พึงชนะข้าศึก คือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดได้

1. ชนะความหยาบคาย
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงทางกายวาจาได้ด้วย ศีล
ชนะความยินดี ยินร้าย หลงรัก หลงชัง
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดขึ้นในใจได้ด้วย สมาธิ
และ ชนะความเข้าใจผิด รู้ผิด
เห็นผิดจากความเป็นจริงของสังขาร
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียด ชนะได้ด้วย ปัญญา

2. ผู้ใดศึกษาและปฏิบัติตามไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้
โดยพร้อมมูลบริบูรณ์สมบูรณ์ด้วย
ผู้นั้นจึงเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เป็นแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย
เพราะฉะนั้น จึงควรสนใจ เอาใจใส่
ตั้งใจศึกษาและปฎิบัติตามไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ทุกเมื่อเทอญ..”

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ






“ . . ท่านทั้งหลาย เวลาที่เรามีจิตใจโทโส โมโห
ผูกพยาบาท อาฆาตจองเวรใครอย่างเนี่ย

เราก็พยายามอย่าให้อาฆาตจองเวร
ไว้ในจิตใจ

ต่างคนก็ต่างให้อภัยเสีย
แล้วกรรมมันจะได้ไม่ติดตามเราไป
เพื่อที่จะสนองกรรมเวรกัน . . ”

โอวาทธรรม
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร
วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร





“..พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก..”
“..การทำให้มากนั้น มิใช่หมายความแต่ว่า การเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติ หรือพิจารณาในทุกทีทุกกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่งนอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ จึงชื่อว่า "ทำให้มาก"

เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้แบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วน ๆ ตามโยนิโสมนสิการ ตลอดจนกระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟและพิจารณาให้เห็นเป็นตามนั้นจริง ๆ

อุบายตอนนี้ ตามแต่ละตนจะใคร่ครวญ ออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ "พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก"

“อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือนตั้งเดือน” ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็นอนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอนออกมาพิจารณากาย “อย่าพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบจิตอย่างเดียว”

พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลส่วนที่จะเป็นเอง คือ “จิตย่อมรวมใหญ่ เมื่อรวมพับลง ย่อมปรากฎว่า ทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันว่า โลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน”

ไม่ว่าป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวเราก็ต้องล้มราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน “พร้อมกับญาณสัมปยุต คือรู้ขึ้นมาพร้อมกันในที่นี้ ตัดความสนเทห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่ายถาภูตญาณทัสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง..”

มุตโตทัย
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..อย่าปล่อยอย่าวาง พุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระเสียก่อน ขี้เกียจขนาดไหนกดคอมันลง กดคอมันลงกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ แล้วให้หลับไปด้วยพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเวลานั้น ตั้งหน้าภาวนาให้หลับ นี่เรียกว่าเป็นคนดีเจริญธรรมภายในใจ ไปไหนให้ระลึกพุทโธ องค์ศาสดาเลิศอยู่ภายในจิตใจ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้อย่าลืมตัว เราทำกิจการงานบ้านเมืองอะไรเราก็ยังทำได้ เขียนได้ไปได้มาได้ เราคิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมติดแนบกันไปกับงานของเราที่ทำทางโลกทางสงสาร ทำไมทำไม่ได้ ใจดวงเดียวกันทำหน้าที่การงานได้คนละสัดละส่วน ต้องทำได้ทั้งนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)







" จิตเป็นแก้วสารพัดนึก สารพัดรู้ สารพัดอย่าง
บริสุทธิ์ได้ก็ที่จิต ไม่บริสุทธิ์ก็ที่จิต
วิมุติได้ก็ที่จิต ทุกข์ก็ที่จิต
จิตตัวเดียวนี่ละ เป็นทั้งวิชชาและอวิชชา
หมั่นเข้าถึงจิต ชำระจิตบ่อยๆ
ทำบ่อยๆจิตนั้นก็จะใสขึ้นเองเนาะ "

พระราชภาวนาวชิรคุณ วิ.(หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต)
วัดเขาตาเงาะอุดมพร จ.ชัยภูมิ





“..พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก..”
“..การทำให้มากนั้น มิใช่หมายความแต่ว่า การเดินจงกรมเท่านั้น ให้มีสติ หรือพิจารณาในทุกทีทุกกาลทุกเมื่อ ยืน เดิน นั่งนอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ จึงชื่อว่า "ทำให้มาก"

เมื่อพิจารณาในร่างกายนั้นจนชัดเจนแล้ว ให้แบ่งส่วนแยกส่วนออกเป็นส่วน ๆ ตามโยนิโสมนสิการ ตลอดจนกระจายออกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟและพิจารณาให้เห็นเป็นตามนั้นจริง ๆ

อุบายตอนนี้ ตามแต่ละตนจะใคร่ครวญ ออกอุบายตามที่ถูกจริตนิสัยของตน แต่อย่าละทิ้งหลักเดิมที่ตนได้รู้ครั้งแรกนั่นเทียว พระโยคาวจรเจ้าเมื่อพิจารณาในที่นี้ "พึงเจริญให้มาก ทำให้มาก"

“อย่าพิจารณาครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งตั้งครึ่งเดือนตั้งเดือน” ให้พิจารณาก้าวเข้าไป ถอยออกมาเป็นอนุโลม ปฏิโลม คือเข้าไปสงบในจิต แล้วถอนออกมาพิจารณากาย “อย่าพิจารณากายอย่างเดียว หรือสงบจิตอย่างเดียว”

พระโยคาวจรเจ้าพิจารณาอย่างนี้ชำนาญแล้ว หรือชำนาญอย่างยิ่งแล้ว คราวนี้แลส่วนที่จะเป็นเอง คือ “จิตย่อมรวมใหญ่ เมื่อรวมพับลง ย่อมปรากฎว่า ทุกสิ่งรวมลงเป็นอันเดียวกันว่า โลกนี้ราบเหมือนหน้ากลอง เพราะมีสภาพเป็นอันเดียวกัน”

ไม่ว่าป่าไม้ ภูเขา มนุษย์ สัตว์ แม้ที่สุดตัวเราก็ต้องล้มราบเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน “พร้อมกับญาณสัมปยุต คือรู้ขึ้นมาพร้อมกันในที่นี้ ตัดความสนเทห์ในใจได้เลย จึงชื่อว่ายถาภูตญาณทัสนวิปัสสนา คือทั้งเห็นทั้งรู้ตามความเป็นจริง..”

มุตโตทัย
ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







“..ใบไม้หล่น ใบไม้ร่วง นำมาเป็นธรรมะย่อมเป็นธรรมะได้ เป็นเรื่องของสังขารที่ร่วงโรย เป็นเรื่องธรรมะ พิจารณากายทั้งภายนอกภายใน ถ้าจะพิจารณาเป็นของโลกก็เป็นของโลก ถ้าพิจารณาให้เป็นธรรมก็เป็นธรรม..”

โอวาทธรรมคำสอนของหลวงพ่อสมศรี อัตตสิริ





“..อย่าปล่อยอย่าวาง พุทโธ ธัมโม สังโฆ กราบพระเสียก่อน ขี้เกียจขนาดไหนกดคอมันลง กดคอมันลงกราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ แล้วให้หลับไปด้วยพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเวลานั้น ตั้งหน้าภาวนาให้หลับ นี่เรียกว่าเป็นคนดีเจริญธรรมภายในใจ ไปไหนให้ระลึกพุทโธ องค์ศาสดาเลิศอยู่ภายในจิตใจ หรือธัมโม หรือสังโฆก็ได้อย่าลืมตัว เราทำกิจการงานบ้านเมืองอะไรเราก็ยังทำได้ เขียนได้ไปได้มาได้ เราคิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมติดแนบกันไปกับงานของเราที่ทำทางโลกทางสงสาร ทำไมทำไม่ได้ ใจดวงเดียวกันทำหน้าที่การงานได้คนละสัดละส่วน ต้องทำได้ทั้งนั้น..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(พ.ศ.๒๔๕๖-๒๕๕๔)






"...วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราหมด
ความคิด ในขั้นต้นนี่เราอาจจะยกเอาอันใด
อันหนึ่งมาพิจารณา เช่น รูปไม่เที่ยง
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้เราจำเป็นจะต้อง
เอาความรู้ทางปริยัติ มาคิดพิจารณาเป็นแนวนำ
เป็นการปรับปรุงปฏิปทาทำให้จิตของเรานี่มีความเชื่อตามสิ่งที่เราพิจารณานั้นๆ การพิจารณา
อันนี้ก็เป็นอุบาย ทำให้จิตสงบลงไปได้
เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ความรู้ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติย่อมมี..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา







“..ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา นี้แล
พึงชนะข้าศึก คือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดได้

1. ชนะความหยาบคาย
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วงทางกายวาจาได้ด้วย ศีล
ชนะความยินดี ยินร้าย หลงรัก หลงชัง
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางที่เกิดขึ้นในใจได้ด้วย สมาธิ
และ ชนะความเข้าใจผิด รู้ผิด
เห็นผิดจากความเป็นจริงของสังขาร
ซึ่งเป็นกิเลสอย่างละเอียด ชนะได้ด้วย ปัญญา

2. ผู้ใดศึกษาและปฏิบัติตามไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้
โดยพร้อมมูลบริบูรณ์สมบูรณ์ด้วย
ผู้นั้นจึงเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เป็นแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลย
เพราะฉะนั้น จึงควรสนใจ เอาใจใส่
ตั้งใจศึกษาและปฎิบัติตามไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ทุกเมื่อเทอญ..”

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต (ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ







“..พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ(เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอเมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น

นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมด เมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่าท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม การทำสมาธิภาวนา ของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





“..พระธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ไม่อาจค้นพบได้ด้วยตำราต่างๆ ถ้าท่านต้องการจะรู้เห็นจริงด้วยตัวของท่านเอง ว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนอะไร ท่านไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับตำรับตำราเลย จงเฝ้าดูจิตของท่านเอง พิจารณาให้รู้เห็นว่าความรู้สึกต่างๆ(เวทนา) เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร ความนึกคิดเกิดขึ้นและดับไปอย่างไร อย่าได้ผูกพันอยู่กับสิ่งใดเลย จงมีสติอยู่เสมอเมื่อมีอะไรๆเกิดขึ้นให้ได้รู้ได้เห็น

นี่คือทางที่จะบรรลุถึงสัจธรรมของพระพุทธองค์ จงเป็นปกติธรรมดาตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำขณะอยู่ที่นี่เป็นโอกาสแห่งการฝึกปฏิบัติ เป็นธรรมะทั้งหมด เมื่อท่านทำวัตรสวดมนตร์อยู่ พยายามให้มีสติ ถ้าท่านกำลังเทกระโถนหรือล้างส้วมอยู่ อย่าคิดว่าท่านกำลังทำบุญทำคุณให้กับผู้หนึ่งผู้ใด มีธรรมะอยู่ในการเทกระโถนนั้น อย่ารู้สึกว่าท่านกำลังฝึกปฏิบัติอยู่เฉพาะเวลานั่งขัดสมาธิเท่านั้น

พวกท่านบางคนบ่นว่า ไม่มีเวลาพอที่จะทำสมาธิภาวนา แล้วเวลาหายใจเล่ามีเพียงพอไหม การทำสมาธิภาวนา ของท่านคือการมีสติระลึกรู้ และการรักษาจิตให้เป็นปกติตามธรรมชาติในการกระทำทุกอิริยาบถ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)





ชีวิตของพวกเรามิใช่ว่าจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย ไม่รู้ว่าจะตกหล่นเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าเตรียมการไว้จะดีกว่า คนที่เตรียมการเอาไว้ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คนนั้นถึงจะอยู่ ณ สถานที่ใดก็ระเวียงระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คนนั้นถึงจะอยู่ยังไง ชีวิตประจำวันของเขาก็จะไม่ตกระกำลำบาก เพราะอะไร เพราะเขาเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ แต่ละก้าวเดิน เดินแต่ละก้าว ชีวิตแต่ละก้าว แต่ละวันเขาพร้อมทบทวนไว้อยู่เสมอว่า ก้าวผิดหรือก้าวถูก เราจะก้าวไปยังไงถึงจะถูกต้อง

การบริหารจัดการ การเป็นอยู่ของเราที่เราได้เกิดมาได้ขาสอง แขนสอง สมองหนึ่ง เราจะก้าวเดินยังไงในโลกใบนี้ เมื่อเราสมัยเป็นเด็กควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเป็นหนุ่มสาวควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเรามีครอบครัวเราควรวางตัวอย่างไร ในเมื่อเรามีฐานะ มีลูก มีครอบครัว เรามีอายุขึ้นมาแล้วเราควรจะวางตัวอย่างไร

สิ่งเหล่านี้คือความเตรียมพร้อมทุกขณะ ถ้าใครเตรียมพร้อมไว้อย่างนี้ อนาคตของคนนั้นก็จะสดใส จนถึงตัดกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ได้อย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นจงวางแผนชีวิตของตัวเองไว้อย่างยาวนาน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “คติธรรมก่อนฟังธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๘





"...ความเหน็ดเหนื่อย เมื่อย หิว
มันเป็นธรรมดาอยู่ในโลก
อยู่กับที่ก็ บางทีมันก็เหนื่อย
เราไม่กลัวความเหน็ดความเหนื่อย
ความเมื่อย ความหิว
ความทุกข์ ความจน ต่างๆ
ไม่เข็ดไม่หลาบ ไม่กลัว
จึงเที่ยวเกิดเที่ยวตายอยู่เรื่อยๆ
หากว่ากลัวสิ่งเหล่านี้ ก็คงจะหนีไปได้
โดยมากถือว่าการไปการมา
การเหน็ดการเหนื่อย เป็นธรรมดา
ไม่ถือว่าเป็นข้าศึกศัตรู..."

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร







เรามีอะไร เราทำอะไรได้เท่าไร
เราก็ควรพอใจในสิ่งนั้น
มันจะได้เป็นการ อิ่มอยู่ตลอดเวลา
...
พุทธทาสภิกขุ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 151 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร