หน้าหลัก arrow บทสวดมนต์ arrow suadmon_thai arrow สวดมนต์แปล (ฉบับสวนโมกขพลาราม)

บทสวดมนต์ แปลไทย

 

 

Image
คำปรารภ

      คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ถ้ารู้จักแต่การทำมาหากินเลี้ยงร่างกายกัน อย่างเดียว ไม่รู้จักแสวงหาธรรมะมาเลี้ยงจิตใจให้สะอาด สว่าง สงบ กันบ้างแล้ว, การเกิดก็จะเป็น การเกิดเพื่อมาทนทรมาน ติดคุกคะรางในทางวิญญาณชนิดหนึ่ง ไปจนตาย.

      วัยเด็ก ก็มีความสนุกไปอย่างหนึ่ง, วัยหนุ่มสาว ก็มีความเพลิดเพลินไปอย่างหนึ่ง, วัยกลางคน ก็มีความพอใจไปอย่างหนึ่ง. วัยแก่เฒ่าชรา ก็ต้องมีความสงบเย็นไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีทางจะสับเปลี่ยนหรือเหมือนกันไค้ เพราะธรรมชาติบังคับไว้อย่างตายตัว. ทำอย่างไรคนเราจึงจะได้ความสุขไปทุกวัย หรืออย่างน้อยให้เอาตัวรอดให้ไค้ในวันสุดท้าย นี้เป็นสิ่งที่ต้องคิดดูให้ดีที่สุด มิฉะนั้นแล้ว จะไม่ได้รับ สิ่งที่ควรจะได้รับ และเสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา.

      การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เราเกิดมาเพื่อดับไฟกิเลส. มิใช่เกิดมาเพื่อให้กิเลสเผา. ถ้าเราเป็นฝ่ายเผากิเลส เราก็จะมีความสุขเย็น. แต่ถ้ากิเลสเป็นฝ่ายเผาเรา เราก็สุกไหม้ หรือถึงกับเกรียมไปในที่สุด.

      ชีวิตของเรานี้เป็นยักษ์ที่โิหดร้ายอยู่ในตัวชีวิตนั้นเอง. มันจะถามเราว่าเกิดมาทำไม ? ถ้าเราตอบไม่ได้ มันจะกินเราจนตายจากความเป็นมนุษย์. ถ้าเราตอบผิด ๆ ถูก ๆ มันจะตบหน้าเรา และขี่คอเราไปจนไม่มีที่สิ้นสุด. แค่ถ้าเราตอบไค้เพราะรู้ว่าเกิดมาทำไมจริง ๆ แล้ว ยักษ์นั้นจะปักคอตัวเองตายต่อหน้าเรา ไม่มีอะไรมารบกวนเราให้มีความทุกข์ทรมานอีกต่อไป.

      พระธรรมเท่านั้น ที่จะช่วยให้เราตอบปัญหาของยักษ์ได้, พระธรรมเท่านั้นที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้สดชื่น ชนิดที่เงินก็ช่วยทำให้ไม่ได้ ชื่อเสียงก็ช่วยทำให้ไม่ได้, มิตรสหายพวกพ้องบริวารก็ช่วยทำให้ไม่ได้. พระธรรมเท่านั้น จะช่วยให้คนทุกวัยทั้งวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยกลางคน และวัยแก่เฒ่า มีความสุขสงบเย็น ตามวัยของตนๆ. พระธรรมจะช่วยดับไฟให้ทุกคราวที่เกิดขึ้นในการประกอบการงานทุกชนิด ในโลกนี้.

      พระพุทธเจ้าเอง ก็ได้พึ่งพาอาศัยพระธรรม จึงสามารถคับไฟกิเลสและไฟทุกข์ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไค้. แม้ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงเคารพใครหรืออะไรทั้งสิ้น แค่ยังทรงเคารพพระธรรมอย่างเคร่งครัด (ดังที่ได้ปรากฏอยู่ในสวดมนต์บทที่ ๑๐ หน้า ๒๙ แห่งหนังสือเล่มนี้) ฉะนั้น จะนับประสาอะไรกับพวกเราทั้งหลาย บรรดาที่กำลังทูนกงจักรไว้บนศีรษะเพราะสำคัญเห็นเป็นดอกบัว.

      อาศัยเหตุดังกล่าวนี้ พวกเราจึงจัดทำหนังสือธรรมะนี้ ขึ้นแจกจ่ายเป็นธรรมทาน เพื่อให้พุทธบริษัท ศึกษาและปฏิบัติตน จนทุก ๆ คน มีน้ำสำหรับดับไฟและอาบรดจิตให้สดชื่นเยือกเย็น เป็นความสงบสุขชนิดที่ไม่อาจหามาได้จากทางอื่น นอกจากการพึ่งพาอาศัยบารมีของพระธรรมอย่างเดียว.

      หนังสือคู่มืออุบาสกอุบาสิกาชุดนี้ จักมีเป็นเล่ม ๑ เล่ม ๒ คามลำคับไปตามที่ควรจะมี เพื่อเป็นหนังสืออำนวยความสะดวกแก่บรรคาอุบาสกอุบาสิกาที่ประสงค์จะศึกษาและปฏิบัติ เพื่อแสวงสุขตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา. จัดพิมพ์แจกจ่ายในฐานะเป็นการกระตือรือร้น ช่วยกันส่งเสริมพระพุทธศาสนา ในยุคที่สมมติกันว่าเป็น "กึ่งพุทธกาล" จนกว่าจะเพียงพอแก่ความสุขสวัสดีของพุทธบริษัทสืบไป.

      หวังว่า หนังสือเล่มนี้ จักเป็นการบรรเทาความขาดแคลนหนังสือที่จะใช้เป็น คู่มืออุบาสกอุบาสิกาได้ ไม่มากก็น้อย.

                            ธรรมทานมูลนิธิ

      สำนักงาน ธรรมทานมูลนิธิ
      ไชยา, ๕ กันยายน ๒๔๙๗

      ................

      บทสวดมนต์แปล ฉบับ สำนักสวนโมกขพลาราม ไชยา

      http://www.geocities.com/athens/olympus/1288/bkindx02.htm

       

      Image

      วิธีใช้หนังสือเล่มนี้

      (๑) ใช้เป็นหนังสือแบบเรียนของผู้ใหญ่

          ใช้ช่วยกันสอนด้วยปาก จนจำข้อความในบาลีนั้นได้สักบทหนึ่ง หรือสองบทก่อน แล้วจึงค่อยให้ผู้ที่จำได้แล้วนั้น ศึกษาแยกคำ แยกตัวอักษร เป็นคำๆ หรือเป็นตัว ๆ ไป จนจำตัวหนังสือ หรือคำทั้ง ๆ คำ อย่างเรียนหนังสือจีนได้ตลอดบทนั้น ๆ แล้วจึงเรียนบทอื่น ๆ ทำนองนั้น ไปจนตลอดเล่ม.

          ยกตัวอย่างเช่น สอนให้จำ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ได้, หรือจำพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ได้ปากเปล่าเสียก่อน, แล้วให้แยกคำว่า นะโม ออกให้ดู เป็นตัว น, เป็นสระ ะ, เป็นสระ โ , เป็น ตัว ม, เป็นต้น, จนจำได้ เข้าใจ และอ่านเองได้, แล้วให้หัดเอาสระ อะ หรือสระ โอ นั้น ไปใส่ เข้าที่ตัวอื่น จนอ่านออกได้เอง ด้วยการเทียบเคียง. วันพระหนึ่งเรียนเพียงบรรทัดเดียวไปก่อน, แล้วค่อยขยายเป็นสอง สาม สี่ บรรทัดตามลำดับไป, โดยวิธีนี้ ได้เคยทดลองจัดให้สอนคนแก่อายุ ๕๐ ปีเศษเป็นผู้หญิงชาวนาไม่เคยเรียนหนังสือ ให้รู้หนังสือ จนอ่านหนังสือเล่มนี้ ได้ด้วยตนเองมาแล้ว.

          ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องเป็นคนมีศรัทธาอยากเรียนรู้พระพุทธวจนะจริงๆ เป็นกำลังใจอันสำคัญ, และมีความมานะพยายามตามสมควร.

      (๒) ใช้ศึกษาในฐานะเป็นหนังสือไหว้พระสวดมนต์

          ในความมุ่งหมายข้อนี้ ใช้เป็นหนังสืออ่านท่องจำสำหรับอุบาสกอุบาสิกา หรือแม้ที่สุดแต่เจ้านาคจะบวชพระและบวชเณร, จะท่องแค่คำบาลีก็ไค้ โดยเลือกดูแต่ทางที่เป็นคำบาลี, จะเรียนคำแปลทีหลังก็ไค้. แค่สำหรับอุบาสกอุบาสิกาสูงอายุแล้ว ต้องเรียนพร้อมกันไป สะดวกกว่า เพราะบางบท ก็มักจะจำได้กันอยู่แล้ว, ถ้ายังไม่รู้หนังสือ ก็เรียนในฐานะเป็นหนังสือไทย ไปในตัว, คนแก่ๆ จะต้องวานเด็ก ๆ ที่เป็นลูกหลานให้สอนไปก่อน ด้วยความอดกลั้นอดทนและรักที่จะรู้พระพุทธศาสนา. เมื่อเขาว่ากัน ในตอนแรก ๆ ตนจะต้องว่าตามอยู่แต่ในใจ อย่าหาญว่าออกมาดัง ๆ ด้วยความโอ้อวด จะทำให้ผิดติดปากโดยไม่รู้ตัว แล้วแก้ยากไปจนตาย. เมื่อรู้สึกว่าตนว่าถูกต้องดีเหมือนเขาแล้ว จึงค่อยว่าดัง ๆ เฉพาะบทที่จำได้ดีแล้วนั้น. ในวันอุโบสถที่นอนค้างที่วัด มักมีการซ้อมกันหลาย ๆ ครั้ง ทุก ๆ วัน.

      (๓) ใช้ศึกษาในฐานะเป็นหนังสือธรรมะ

          ในความมุ่งหมายข้อนี้ หมายถึงเมื่อจำได้พอสมควรแล้ว ศึกษาเพื่อให้เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของคำนั้น ๆ หรือหลักธรรมะข้อนั้น. เช่นได้ฟังคำว่า พระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส และเพลิงทุกข์สิ้นเชิง (ที่หน้า ๑ ของคำบูชาพระรัตนตรัย). ตนจะต้องไต่ถามท่านผู้รู้ หรือฟังท่านผู้รู้อธิบาย ว่าเพลิงกิเลสนั้น คืออะไร, เพลิงทุกข์นั้นคืออะไร, และดับสิ้นเชิง นั้นดับอย่างไร. ตามธรรมดา ตัวเองถูกเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์ เผาอยู่ทั้งวันทั้ง คืน ก็หารู้สึกหรือรู้จักไม่. หรือว่า เมื่อสวดในบทว่า พระพุทธเจ้ามีพระคุณดุจห้วงมหรรณพ, (ที่หน้า ๖) ตนอาจไม่รู้แม้แต่ว่า มหรรณพ นั้นคืออะไร, จะต้องไต่ถามเขาจนทราบว่า มหรรณพ นั้น คือ มหาสมุทร. แม้เมื่อทราบว่ามีพระคุณดุจมหาสมุทร ก็ยังไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง ว่ามันเหมือนกับมหาสมุทรอย่างไร, จะต้องไต่ถามต่อไปจนได้ความว่า มีพระกรุณาแก่สัตว์กว้างและลึก อย่างไม่มีขอบขีด และมากเหลือที่จะคณนาดั่งน้ำในมหาสมุทร เป็นต้น; แล้วยังต้องเห็นจริงอีกว่า เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร.

          หรือเมื่อศึกษาจบทั้งบท เช่นบท เขมาเขมสรณทีปิกคาถา ก็ต้องศึกษาจน เห็นชัดว่า ตนกำลังถือที่ พึ่งที่ไม่เกษมอยู่อย่างไร ; ไม่จำเป็นต้องตรงตามตัวอักษรใน เรื่องนั้นเสมอไป, เช่นตนกำลังเชื่อคุณตะกรุดหรือเครื่องรางบางอย่างอยู่. ก็มีค่าเท่ากับถือต้นไม้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์นั้นเหมือนกัน. ตลอดถึงมีความรู้เรื่อง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และอริยสัจสี่ อย่างละเอียดทั่วถึงยิ่งขึ้นไปจริง ๆ.

          หวังว่า ท่านผู้ได้ใช้หนังสือนี้ จะสามารถถือเอาประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือครบทั้ง ๓ อย่าง จากหนังสือเล่มนี้ ได้ตามกำลังสติปัญญาของตนกัน ทุกๆคน.

                        พระอริยนันทมุนี
                        ในนามผู้อำนวยการคณะธรรมทาน
                        ๑ ก.ย. ๒๔๙๗

                         

                        Image

                        คำบูชาพระรัตนตรัย


                         

                            อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,
                            พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;
                            พุทธัง ภควันตัง อะภิวาเทมิ.
                            ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

                        (กราบ)

                            สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
                            พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว ;
                            ธัมมัง นะนัสสามิ.
                            ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.

                        (กราบ)

                            สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ;
                            สังฆัง นะมามิ.
                            ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

                        (กราบ)

                         

                        Image

                        คำทำวัตรเช้า (ปุพพภาคนมการ)
                        (หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส. )

                         

                         


                            นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
                            ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ;
                            อะระหะโต
                            ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ;
                            สัมมาสัมพุทธัสสะ.
                            ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

                        ( ๓ ครั้ง )

                         


                         

                        (๑. พุทธาภิถุติ)
                        (หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.)


                         

                            โย โส ตะถาคะโต,
                            พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด ;
                            อะระหัง
                            เป็นผู้ไกลจากกิเลส ;
                            สัมมาสัมพุทโธ ,
                            เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;
                            วิชชาจะระณะสัมปันโน,
                            เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ;
                            สุคะโต,
                            เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ;
                            โลกะวิทู,
                            เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง ;
                            อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,
                            เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า ;
                            สัตถา เทวะมะนุสสานัง,
                            เป็นครูผู้สอน ของเทวคาและมนุษย์ทั้งหลาย ;
                            พุทโธ,
                            เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ;
                            ภะคะวา,
                            เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ;
                            โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรหมะกัง, สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ,
                            พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ได้ทรงทำความดับทุกข์ใหเ้เจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา, มาร พรหม, และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ;
                            โย ธัมมัง เทเสสิ,
                            พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด, ทรงแสดงธรรมแล้ว ;
                            อาทิกัลยาณัง,
                            ไพเราะในเบื้องต้น,
                            มัชเฌกัลยาณัง,
                            ไพเราะในท่ามกลาง,
                            ปะริโยสานะกัลยาณัง,
                            ไพเราะในที่สุด,
                            สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปริปุณณัง ปะริสุทธัง พรหมะจะริยัง ปะกาเสสิ,
                            ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง, พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย) พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ) ;
                            ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
                            ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ;
                            มะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ.
                            ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า

                        (กราบรำลึกพระพุทธคุณ)

                         


                         

                        (๒. ธัมมาภิถุติ)
                        (หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.)


                         

                            โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
                            พระธรรมนั้นใด, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ;
                            สันทิฏฐิโก,
                            เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ;
                            อะกาลิโก,
                            เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล ;
                            เอหิปัสสิโก,
                            เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ;
                            โอปะนะยิโก,
                            เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ;
                            ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,
                            เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ;
                            ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ,
                            ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น ;
                            ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ,
                            ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า ;

                        (กราบรำลึกพระธรรมคุณ)

                         


                         

                        (๓. สังฆาภิถุติ)
                        (หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.)


                         

                            โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว ;
                            อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว ;
                            ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว ;
                            สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว ;
                            ยะทิทัง,
                            ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ :
                            จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
                            คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ ;
                            เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
                            นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ;
                            อาหุเนยโย,
                            เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ;
                            ปาหุเนยโย,
                            เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ ;
                            ทักขิเณยโย,
                            เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ;
                            อัญชะลิกะระณีโย,
                            เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี ;
                            อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ,
                            เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ;
                            ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ,
                            ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น ;
                            ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ,
                            ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า ;

                        (กราบรำลึกพระสังฆคุณ)

                         


                         

                        (๔. รตนัตตยัปปณามคาถา)
                        (หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะสังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส.)


                         

                            พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว
                            พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ ;
                            โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน,
                            พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด ;
                            โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก,
                            เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก ;
                            วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
                            ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
                            ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน,
                            พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรืองเปรียบดวงประทีป ;
                            โย มัคคะปากามะเภทะภินนะโก,
                            จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน, ส่วนใด
                            โลกุตตระ โย จะ ตะทัตถะทีปะโน,
                            ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น ;
                            วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
                            ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
                            สังโฆ สุเขตตาภยะติเขตตะสัญญิโต,
                            พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย ;
                            โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก,
                            เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด ;
                            โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส,
                            เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี ;
                            วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,
                            ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.
                            อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.
                            บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม, คือพระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว, ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้, ขออุปัททวะ (ความชั่ว) ทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น.

                         


                         

                        (๕. สังเวคปริกิตตนปาฐะ)


                         

                            อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน
                            พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ ;
                            อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
                            เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;
                            ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก,
                            และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์ ;
                            อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,
                            เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ;
                            สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต ;
                            เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็น ธรรมที่พระสุคตประกาศ ;
                            มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ : -
                            พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า : -
                            ชาติปิ ทุกขา,
                            แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ;
                            ชะราปิ ทุกขา,
                            แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ ;
                            มะระณัมปิ ทุกขัง
                            แม้ความตายก็เป็นทุกข์ ;
                            โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
                            แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ;
                            อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
                            ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;
                            ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,
                            ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;
                            ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,
                            มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์ ;
                            สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,
                            ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์ ;
                            เสยยะถีทัง,
                            ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ :-
                            รูปูปาทานักขันโธ,
                            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป ;
                            เวทะนูปาทานักขันโธ,
                            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา ;
                            สัญญูปาทานักขันโธ,
                            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา ;
                            สังขารูปาทานักขันโธ,
                            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร ;
                            วิญญาณูปาทานักขันโธ,
                            ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ ;
                            เยสัง ปะริญญายะ,
                            เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้ เอง,
                            ธะระมาโน โส ภะคะวา,
                            จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่,
                            เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,
                            ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก ;
                            เอวังภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตติตะติ,
                            อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า :-
                            รูปัง อะนิจจัง,
                            รูปไม่เที่ยง ;
                            เวทะนา อะนิจจา,
                            เวทนาไม่เที่ยง ;
                            สัญญา อะนิจจา,
                            สัญญาไม่เที่ยง ;
                            สังขารา อะนิจจา,
                            สังขารไม่เที่ยง ;
                            วิญญาณัง อะนิจจัง
                            วิญญาณไม่เที่ยง ;
                            รูปัง อะนัตตา,
                            รูปไม่ใช่ตัวตน ;
                            เวทะนา อะนัตตา,
                            เวทนาไม่ใช่ตัวตน ;
                            สัญญาอะนัตตา,
                            สัญญาไม่ใช่ตัวตน ;
                            สังขาราอะนัตตา,
                            สังขารไม่ใช่ตัวตน ;
                            วิญญาณัง อะนัตตา,
                            วิญญาณไม่ใช่ตัวตน ;
                            สัพเพ สังขารา อะนิจจา,
                            สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง..
                            สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ,
                            ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.
                            เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ,
                            พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว ; ชาติยา, โดยความเกิด ;
                            ชะรามะระเณนะ,
                            โดยความแก่และความตาย ;
                            โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปยาเสหิ,
                            โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย ;
                            ทุกโขติณณา,
                            เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว ;
                            ทุกขะปะเรตา,
                            เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว ;
                            อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขันขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ.
                            ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ . จะพึ่งปรากฏชัด แก่เราได้.
                            จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา,
                            เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ ; ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย, ถึงพระสงฆ์ด้วย ;
                            ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,
                            จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตามสติกำลัง ; สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย ;
                            อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ.
                            จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.

                        (จบคำทำวัตรเช้า)

                         

                         

                         

                         

 


จำนวนอ่าน: 148049

จำนวนความคิดเห็น (8)
RSS comments
1. ชื่อ dd เมื่อ 30-05-2008 05:32 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.24.83.34
 
 
:zzz
 
2. ชื่อ จำลอง เมื่อ 09-07-2009 01:49 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.173.242.8
 
 
ทำวัตรเย็นและบทสวดอื ่นหละหายไปไหนหมด
 
3. ชื่อ ป้านพ เมื่อ 12-07-2009 21:58 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.9.59.28
 
 
จะเปิดฟังเสียงสวดมนต ์แปล ได้อย่างไร หรือคะ 
 
ขอบคุณค่ะ
 
4. ชื่อ น้อมรับธรรมในคำอธิบายของพระพุท เมื่อ 17-07-2009 18:06 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 112.142.120.85
 
 
สวดมนต์ใช่แต่จะสวดเพ ื่อให้รู้ว่าเราเป็นพ ทธ แต่สวดแล้วรู้ความหมา ยของบทสวดนั้นด้วยแล้ วน้อมมาศึกษาเพื่อควา มหลุดพ้นแห่งทุกข์แล้ วเราจะเป็นพุทธศาสนิก ชนโดยแท้จริงไม่ใช่เป ็นแค่เรานับถือศาสนาพ ุทธแต่ไม่รู้อะไรเลยใ นคำสั่งสอนของพระศาสด าหรือรู้ไม่จริงไม่แจ ้งก็บอกว่าตัวเราเป็น พุทธ
 
5. ชื่อ ธรรมชาติ มีพอเพียง เมื่อ 04-08-2009 16:43 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.175.177.234
 
 
ขออนุโมทนาบุญกับคณะผ ู้เผยแพร่พระพุทธศาสน าด้วยความศรัทธายิ่งแ ล้ว 
 
กรรมใดที่ท่านได้ปฏิบ ัติดีแล้วขอให้ท่านจง พบแต่ความสุขความเจริ ญทั้งทางโลกและทางธรร มเพื่อความหลุดพ้นจาก วัฏนี้ด้วยกันทุกท่าน ทุคนเถิด 
สาธุ ๆ ๆ 
ขอให้มีความสุขครับ
 
6. ชื่อ เม เมื่อ 21-08-2009 03:38 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 180.0.95.173
 
 
เพิ่งเข้ามาในเว็บนี้ ครั้งแรก ประทับใจมากค่ะ ตอนนี้กำลังหาบทสวดมน ต์เย็นพร้อมคำแปลของส วนโมกข์ รวมทั้งเสียงสวดด้วยค ่ะ ไม่ทราบจะติดต่อได้ที ่ไหนคะ...ขอบคุณค่ะ
 
7. ชื่อ พัลภา เสนะวงค์ เมื่อ 10-09-2009 00:00 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.56.136
 
 
:) ไม่ทราบว่า บทสวดทำวัตรเย็น และบทอื่น ๆ หายไปไหนคะ บทสวดทำวัตรเช้า ชัดเจนดีมากเลยค่ะ คุณยายชอบมากค่ะ 
 
ขออนุโมทนานะคะ
 
8. ชื่อ ปังปอนด์ เมื่อ 11-12-2009 03:42 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 111.84.3.65
 
 
:) ขอบคุณมากครับ สำหรับมนต์พิธี 
 
แต่ผมอยากได้ มงคลจักรวาล น่ะครับ 
 
ไม่ทราบว่าใครมีบ้างค รับ แบบแปลนะครับ
 

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 30 May 2008 )
 
Advertisement

>> ฟังเสียงสวดมนต์


Copyright vEsti24
ขณะนี้มี 41 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement

www.dhammajak.net
ธรรมจักร :: เว็บธรรมะออนไลน์