Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_other arrow เข็มทิศชีวิต (ฐิตินาถ ณ พัทลุง)

นักเขียนอื่นๆ

Image

เข็มทิศชีวิต

(ฐิตินาถ ณ พัทลุง)

 

..

คำนิยมเขียนโดยพระไพศาล วิสาโล

เย็นวันหนึ่งเมื่อกลางปีที่แล้ว ระหว่างที่ข้าพเจ้ากำลังเดินทางกลับวัด สารถีผู้เอื้อเฟื้อขับรถพาข้าพเจ้ามาส่ง ได้เปิดเทปการบรรยายธรรมของอุบาสิกาผู้หนึ่ง เธอได้เล่าถึงประสบการณ์ชีวิตอันลำเค็ญ ขณะที่ยังเป็นแม่ลูกอ่อนและกำลังเปิดบริษัทใหม่ได้ไม่ถึงเดือน สามีผู้เป็นหลักของครอบครัวก็ได้จากไป ทิ้งหนี้สินหลายสิบล้านบาทให้เธอแบกรับ ในวันขึ้นปีใหม่ ขณะที่ใครต่อใครสนุกสนานรื่นเริง แต่เธอต้องจัดงานศพให้สามีและต้องรับหน้าเจ้าหนีจากธนาคารต่างๆ ที่มาทวงเงินกลางงาน

ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่มาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้ง ทำให้เธอแทบสิ้นหวังกับชีวิตขณะที่สับสนและอับจนหนทาง เธอได้มีโอกาสไปฝึกทำสมาธิภาวนาจากการแนะนำของกัลยาณมิตรผู้หนึ่ง แม้จะไมมีประสบการณ์มาก่อนและแม้จะทุกข์กับการปฏิบัติ แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ เธอก็ได้ประจักษ์แก่ใจว่าทุกข์นั้นอยู่ที่ใจนั่นเอง เมื่อมีสติดูใจรู้ทันความยึดความอยากที่กำไว้อย่างลืมตัว ทางออกจากทุกข์ก็ปรากฏ

นับแต่วันนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป เธอได้นำเอาประสบการณ์ครั้งนั้นไปเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและทำธุรกิจ ในเวลาเพียงแค่สามปีเธอก็ปลดเปลื้องหนี้สินได้ กิจการมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เธอไม่เคยละทิ้งการปฏิบัติธรรม นอกจากจะปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งอาทิตย์แล้ว ยังสนับสนุนให้พนักงานบริษัทของเธอไปฝึกทำสมาธิภาวนาด้วย ใช่แต่เท่านั้น เธอยังได้ช่วยให้คนที่ประสบความทุกข์อย่างเธอ กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความหวังและความสุข

 

....

Image

 

คำนิยมของคุณหมอประเวศ วะสี

คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นคนรุ่นใหม่ จบปริญญาโทจากประเทศอังกฤษ มีความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัว แต่ความเป็นอนิจจังก็ยังเข้ามาเยือน เธอสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งสูญเสียสามีด้วย อันเป็นความทุกข์ท่วมท้นแบบทนไม่ได้ แต่เธอก็สามารถเอาชนะมันได้ กลับกลายเป็นคนมีสติรู้ รู้ใจตนเอง มีอิสระ มีความสุข มีความปรารถนาอยากให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากที่จมอยู่ในกองทุกข์ได้มี "เข็มทิศ " เป็นเครื่องนำทาง

ท่ามกลางชีวิตปัจจุบันอันเร่งๆ รีบๆ ตื้นๆ คร่าวๆ ผิวเผิน มนุษย์เข้าไปติดกับดักของชีวิต ไม่พบทางออก เพราะขาดปัญญา ถ้าสงบนิ่งและมีสัมผัสลึกๆ เช่นฟังอย่างลึกๆ รู้สึกลึกๆ คิดอย่างลึกๆ จะเกิดปัญญาที่ทำให้เป็นอิสระ การมีสติรู้ตัว รู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง คือกุญแจที่ทำให้เข้าถึงความจริงเป็นอิสระหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งปวง

...

 

เนื้อที่นำมาลงไว้นี้ เป็นแค่บางตอนของหนังสือเท่านั้น

- อ่านเต็มๆ ที่นี่
http://www.kemtidchewit.com

- คอลัมภ์ตอบปัญหาเข็มทิศชีวิต (คลิกอ่าน)
คอลัมภ์จับใจ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ,IMAGE, Health&Cuisine

- ชมธรรมบรรยาย ชุด "เข็มทิศชีวิต"
http://www.kemtidchewit.com/video.html

 

 

 

 

 

Image

ต้นไฟ

เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า มีแรงผลักพุ่งขึ้นมาในในเรา ผลักให้เราเดินไปโทรศัพท์หาเพื่อนเวลาเหงา ไปเปิดทีวีดู ออกไปข้างนอก เจ้าความรู้สึกโหยๆ กระวนกระวายลึกๆ ความเร่าร้อนเบาบางในใจที่มีอยู่ตลอดเวลานี้เองเป็นแรงผลักที่ทำให้เราพูด ทำ คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

ตอนเราเป็นเด็กเล็กๆ แรงผลักในใจก็ดันให้เราหาขวดนม หาคนกอด หาตุ๊กตาหรือของเล่น เพื่อให้รู้สึกมั่นคงและอบอุ่น พอโตขึ้นแรงผลักเหล่านี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่รายละเอียดเปลี่ยนแปลงไปตามวัย

ของเล่นอันเล็กอาจกลายเป้นรถยนต์คันสวย เป็นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เราวิ่งหาเงิน สร้างบ้าน ซื้อรถ สะสมอำนาจเกียรติยศ ไขว่คว้าหาความรักและหาคนแวดล้อม ด้วยความหวังว่าใจเราจะอิ่มเต็มเมื่อได้สิ่งที่ถูกใจมาครอบครอง แต่ความสุขทั้งหลาย ไม่เคยอยู่กับเราได้นาน มีความสุขอยู่ได้ไม่นาน ความทุกข์ ความขุ่นมัว ความเครียด กังวลใจ ความวุ่นวายต่างๆ ก็วกกลับมาอีก

ไม่ว่าจะหาอะไรๆ มามากมายสักเพียงไหน หลุมในใจทั้งหลายดูเหมือนจะไม่มีวันเต็ม เราไม่เคยอิ่ม จนกว่าเราจะสังเกตเห็นว่าต้นเหตุไฟที่ลุกไหม้ท่วมใจ มาจากไฟกองเล็กๆในใจเรานั่นเอง

 

 

เข็มทิศ

ลองสังเกตแรงผลักในใจของเรา ทันทีที่มีความคิดเกิดขึ้นว่ามันจะจูงเราไปทำอะไร เพื่ออะไร

ทุกวันนี้เราเห็นตำราของชาวตะวันตกมากมายที่สอนให้เรา be proactive บ้าง be in the present บ้าง หรือมี EQ บ้าง

ความหมายของสิ่งเหล่านี้ก็คือ ให้เรามีสติ ระลึกรู้สิ่งต่างๆที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีสติต่อทุกการรับสัมผัส มีช่องว่างที่จะใช้ตัดสินใจเลือกปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งต่างๆเหล่านั้น ที่น่าเศร้าก็คือ หนังสือดีๆ เหล่านั้น ไม่เคยช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา

ข้อคิดดีๆ เป็นเพียงความรู้ที่จบอยู่แค่สมอง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราได้ เพราะมันเข้าไม่ถึงใจ จนกว่าเราจะยอมหยุด แล้วเริ่มต้นเข้าใจจิตใจตัวเอง

...

Image

 

เกิดมาทำไม

ความรู้แผนใหม่ที่เพิ่งค้นพบไม่กี่ปีมานี้เอง บอกว่ามนุษย์จำเป็นต้องฝึกเพิ่มพูนความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เพื่อดำรงตัวให้เหมาะสมงดงาม ในขณะที่ชาวพุทธรู้มากว่า 2500 ปีแล้วว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อฝึกฝนพัฒนาตนเอง

เราสามารถมีความรู้สึกตัว มีสติ เลือกปฏิกิริยาในการตอบสนอง คิด พูด กระทำ ด้วยสติปัญญาที่สมบูรณ์ถึงพร้อมและเป็นอิสระจากภายนอก แตกต่างจากสัตว์ที่มมีปฏิกิริยาตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ แต่ดูเหมือนเรายังมวแต่รอให้ฝรั่งเป็นผู้นำความรู้ดั้งเดิมของเรา มาบอกเราอีกครั้งเท่านั้นเอง


เราได้แต่ทำตามๆกันไป ทำอย่างรีบเร่งโดยไม่มีโอกาสหยุดคิด แข่งกันเรียน แข่งกันทำงาน แข่งกันหาเงิน พอมีเงินก็รีบแต่งงาน รีบมีลูกให้ทันใช้ แต่ไม่รีบแก่ รีบเจ็บป่วย หรือรีบตาย ไม่ทันฉุกคิดว่าเราต้องแก่ เจ็บป่วย และอีกไม่นานนับจากวันนี้ ก็จะไม่มีเราบนโลกนี้อีกต่อไป

แล้วชีวิตคนคนหนึ่งเร่งรีบเสียจนกระทั่ง ไม่มีโอกาสจะหยุดเพื่อถามตัวเองเลยหรือว่า ชีวิตนี้มีอะไรที่มากไปกว่าการหาเงิน การมีครอบครัว ทำชั่วบ้างดีบ้าง หัวเราะบ้างร้องไห้บ้าง มีสุขบ้างทุกข์บ้าง แล้วก็จากโลกนี้ไป

การที่เราวิ่งเป็นหนูถีบจักร เพียงเพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนทำกัน มันถูกต้องพอเพียง และเป็นเส้นทางที่จะพาเราไปสู่ความสุข ความสบายกาย ความสบายใจอย่างที่ใฝ่ฝันไขว่คว้าได้จริงหรือ

Half our life is spent trying to find something to do with the time we have rushed through life trying to save (Will Rogers)

 

 

 

Image

 

เด็กอ้วนกินอุจจาระ

ครั้งหนึ่งท่านชยสาโร พระภิกษุชาวอังกฤษ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติและเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ชา สุภัทโท ได้เคยเล่าให้ฟังถึงภาพภาพหนึ่งว่า เป็นภาพของเด็กผู้ชายตัวอ้วนน่ารักกำลังทำท่าตักอาหาร และรัปประทานอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย หากแต่อาหารที่อยู่ในจานนั้น เป็นกองอุจจาระขนาดใหญ่ที่มีแมลงวันตอมอยู่เต็ม คำบรรยายใต้ภาพนั้นกล่าวว่า "แมลงวันหลายล้านตัวบนโลกนี้ จะหลงผิดทั้งหมดได้อย่างไร (ถ้าอุจจาระไม่อร่อยจริง) "

ความจริงก็คือ การที่แมลงวันหรือคนมากมายทำตามๆกันไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป วินาทีนี้ลองหยุดทบทวนการดำเนินชีวิตของพวกเราดูเราแน่ใจแล้วหรือว่า การที่เราทำเหมือนคนอื่นทำกันนั้น จะทำให้ชีวิตถึงจุดมุ่งหมายมีความสุขได้อย่างที่เราใฝ่ฝัน เราจะหยุดพัฒนาตัวเองเพียงเพื่อให้หาเงินได้ เข้าสังคมได้ เป็นที่ยอมรับ ทั้งที่เรารู้ว่า ไม่ว่าจะทุ่มเทมากแค่ไหน ทุกอย่างในชีวิตสามารถผกผันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ภายในพริบตาเดียว ครอบครัว การงาน ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่คนรัก อาจไม่อยู่กับเราดีๆ อย่างนี้ตลอดไป

ชีวิตเป็นของเรา เราควรมีโอกาสเลือกวิถีทางเดินชีวิตของเราด้วยความรู้สึกตัวอย่างเต็มเปี่ยม ให้มั่นใจว่าเราอยากทำอย่างนี้ และสิ่งที่เรากำลังทำนี้จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ

About the time one learns to make the most of life, most of it gone

Anonymous

 

...

Image

 

ชีวิตไม่แน่นอน

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งเรียนจบปริญญาโททั้งสาขาบริหารธุรกิจและสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในขณะที่เธอมีอายุเพียงยี่สิบปี ในวันนั้นเธอคิดว่า ความรู้ที่เธอเรียนมาทางโลก ความตั้งใจดี เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เป็นคนทำงานที่ดี เพียงพอแล้วจะทำให้ชีวิตเธอมีความสุข

พออายุยี่สิบสองปี เธอสามารถซื้อรถเบนซ์ด้วยตัวของเธอเอง วันที่เธอขับรถคันใหม่ไปทำงาน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอหยุดแล้วถามตัวเองว่า วัตถุที่เราอยากได้นักอยากได้หนา คิดว่าเมือ่ได้มันมาแล้วจะทำให้มีความสุขอย่างแท้จริง ทำไม ความสุข ความตื่นเต้น มันมีอยู่แค่ชั่วขณะเดียวแล้วจางหายไป แล้วอะไรล่ะที่จะเป็นความสุขที่ยั่งยืนแท้จริงของมนุษย์

แต่ความสงสัยในขณะนั้นไม่มีกำลังพอที่จะให้เธอค้นหาคำตอบ เธอก็ยังดำเนินชีวิตในแบบเดิม และเริ่มทำธุรกิจของตัวเองเมื่ออายุยี่สิบห้าปี ในขณะที่เธอภาคภูมิใจในความสำเร็จ มั่นใจตัวเองที่สุด รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกอยู่ในกำมือ แล้วเธอก็สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอสร้าง ที่เธอมีภายในพริบตา

จากคนที่เคยมั่นใจในตัวเองกลายเป็นคนที่รู้สึกล้มเหลว ไม่อยากพบหน้าผู้คน เธอหนีไปอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ที่ตจว

เวลาที่ตื่นนอนในตอนเช้าทุกวัน เธอไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาจากเตียงได้ ความรู้สึกเหมือนเลือดในตัวมันเหือดแห้งไปทุกหยด ใครจะมาบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลก เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ก็ไม่เข้าใจ ก็เราทุกคนถูกสอนมาว่า ถ้าเราตั้งใจเรียน เราจะมีงานดีๆ ถ้าเราตั้งใจทำงาน ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรือง แต่ไม่มีใครเคยบอกเราอย่างแท้จริงว่า ไม่ว่าเราจะทุ่มเทสักเพียงไหน ทุกอย่างในชีวิตมันก็ไม่แน่เสมอไป

เราทำได้แค่สร้างเหตุ เหมือนปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน ไล่แมลง แต่ปัจจัยที่จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโต หรือตายไปมีมากมาย บางอย่างเราเลือกได้ บางอย่างเราก็เลี่ยงไม่ได้ ผลของมันจึงไม่แน่เสมอไป แล้วอะไรล่ะที่เป็นความมั่นคงที่แท้จริงของชีวิตเรา

 

เหตุการณ์ข้างต้นเล่าให้ฟังว่า ชีวิตไม่มีความแน่นอน ที่เราคิดว่า เรามีความสุข มั่นคง ดูแลตัวเองได้ เราไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่า วันใดวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเรา กับสิ่งที่เรารัก

ตอนที่เรารับรู้เรื่องนี้ เราอาจรู้สึกสงสารบ้างเล็กน้อย แต่ถ้าตัวละครในเรื่องนี้เปลี่ยนไปแค่คำเดียว จากคำว่า เขา เป็น เรา สามีเรา ลูกเรา บริษัทเรา เงินของเรา ใจเราคงไม่หยุดแค่สงสารบ้างเล็กน้อยแน่ๆ คำๆเดียว แต่มีกำลังมหาศาลที่จะสร้างความทุกข์ในใจเรา คือคำว่า ของเรา

ของของคนอื่นจะตาย ล้มละลาย สูญเสีย ไม่เป็นไร อย่าเป็นของเราก็แล้วกัน แต่ดิฉันไม่โชคดีเหมือนท่านผู้อ่าน เพราะคนที่ตายคนนั้นคือสามีของดิฉัน และเด็กคนนั้นเป็นลูกของดิฉันเอง

ขณะที่ดิฉันกำลังสับสนไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับชีวิต มีผู้ใหญ่ท่านนึงมาที่งานศพมาถึงท่านก็เล่าว่า ในสมัยพุทธกาล มีแม่อยู่คนหนึ่งชือนางกีสาโคตมี ลูกของเธอเสียชีวิต เธอวิ่งขอร้องให้คนช่วยชุบชีวิตลูก จนมาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า

ถ้าท่านหาเมล็ดพันธุ์ฟักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายได้เราจะช่วยลูกท่าน

นางกีสาโคตมีก็วิ่งขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านต่างๆทุกบ้านก็ยินดีทีจะให้ แต่พอถามว่าในบ้านท่านเคยมีพ่อตาย แม่ตาย ตายายตาย ปู่ย่าตายาย ลูกหลานตายไหม ทุกบ้านก็ตอบว่า เคยมี ทุกบ้าน

ขณะที่ได้ฟังนั้น สติของดิฉันกลับมาอีกครั้ง คิดได้ว่าทุกคนในโลกนี้ต้องเคยเสียของ เสียคน เสียสิ่งที่ตัวเองรักที่สุดมาแล้วในชีวิตทั้งนั้น เพียงแต่เวลาที่เป็นของ คนอื่นตาย คนอื่นเสียใจ เราไม่ทุกข์ เราจะทุกข์ก็ต่อเมื่อเรามีความรู้สึกว่า
มันเป็นของเรา และอยากให้อยู่กับเราดีๆตลอดไป

ตอนนั้นมีผู้ใหญ่ หลายๆท่านบอกกับดิฉันว่า ถ้าไม่อยากล้มละลาย ไปหาเวลาอยู่กับตัวเอง ศึกษาตัวเอง ศึกษาธรรมชาติธรรมดาของชีวิตเราซะ

ดิฉันไม่เคยเข้าหลักสูตรภาวนาที่ไหนมาก่อน เคยได้ยินตั้งแต่สมัยเรียนที่ตปท
ว่าเป็นที่นิยมกันมากทั้งในนักธุรกิจ นักวิชาการ คนทั่วไป ว่ามีประโยชน์
ต่อชีวิต แต่ไม่เคยศึกษา ไม่เคยสนใจว่ามีลักษณะอย่างไร

 

....

Image

 

 

ไม่มีอะไร อยู่ตลอดไป

ในขณะที่กำลังรู้ความปวดอยู่นั้น วินาทีที่ความปวดหายวับไป ดิฉันได้รู้ความรู้ที่มีค่าที่สุดว่า ทุกอย่างในชีวิตเรามีเวลาที่จะต้องดับไป เปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนที่เรารัก ชีวิตของเราเอง หรือปัญหาอะไรๆ ก็ตาม

ก่อนหน้านี้เรามักจะรู้สึกว่า ปัญหาหรือความทุกข์อันนี้จะไม่มีวันจบ ไม่มีวันหายไปจากชีวิตเรา แต่เมื่อเราได้เห็นจะจะด้วยใจตัวเองแล้วว่า ขนาดความทุกข์ที่กำลังบีบคั้นเราอยู่แท้ๆ ตอนที่เราอยากให้มันไป มันก็ไม่ไป พอมันนึกจะหายไปมันก็หายไปอย่างสิ้นเชิง แล้วสิ่งที่เห็นนอกไปจากนั้นก็คือ สิ่งที่ทำให้เราทุกข์ทรมาน ไม่ใช่อาการปวดตุ้บๆ บนขา แต่เป็นใจของเราที่อยากให้ความปวดขาหายไปเดี๋ยวนี้

ตัวหนี้สินไม่ได้ทำให้เราเป็นทุกข์ ตอนเขาอนุมัติเงินให้กู้เรายังดีใจสุดๆ แต่ความอยากให้หนี้ อยากให้ปัญหาจบลงเดี๋ยวนี้ แล้วมันไม่เป็นอย่างใจเราต่างหาก ที่ทำให้เรามีทุกข์เสียนักหนา

สิ่งที่ธรรมชาติแสดงให้เราเห็นก็คือ ทุกอย่างมีขึ้นแล้วหายไป เปลี่ยนแปลง คงสภาพเดิมตลอดไปไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถบังคับให้ถูกใจเราตลอดเวลาได้ ธรรมชาติจะหมุนเวียนเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ เราจะเป็นทุกข์ก็ต่อเมื่อใจของเรายืดออกไปยึดว่า อันนี้ของเรา คนของเราต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น เมื่อนั้นความทุกข์เกิดขึ้นทันที

 

Image

 

 

 

ก้อนหนามในกำมือ

เคยสังเกตบ้างไหม เวลาที่เราเป็นทุกข์หนักหนา เรามักจะรู้สึกว่าทุกข์เหลือเกิน ไม่รู้จะหยุดทุกข์ได้ยังไง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักแค่ไหน เช่นโดนนินทา

ถ้าเปรียบใจเป็นมือ และความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นก้อนหนามแหลมๆ ใจเราไม่รู้ก็กำก้อนหนามไว้เสียแน่น ยิ่งเจบ ยิ่งทุกข์ ไม่รู้จะช่วยตัวเองได้ยังไง พอเราได้ฝึกตามสังเกตจิตใจตัวเอง เราจะเห็นอาการที่ใจคอยกำความคิดเละความทุกข์ไว้แน่น

ทันทีที่เราเห็นว่าใจของเรากำลังกำก้อนหนาม กำมีดทิ่มแทงตัวเองอยู่ ขณะนั้นเองที่ใจจะสามารถวางความคิดวางมีดลงได้ชั่วขณะหนึ่ง

เรามักจะรู้สึกว่า เราสามารถวางความทุกข์ได้เพียงครู่เดียว แล้วมันก็กลับมาอีก เคยได้ยินเรื่องลิงเกลียดกระปิบ้างไหม

 

....

 

 

Image

ลิงน้อยกับกะปิ

เวลาที่คนจะแกล้งลิงก็มักจะเอากะปิไปทาที่มือลิง เจ้าลิงเกลียดกะปิที่สุดในชีวิตก็จะเอามือมาสูดดม แล้วถูมือไปกับสิ่งต่างๆ จนเลือดไหลท่วมมือ ถามว่า สิ่งที่ทำให้ลิงบาดเจ็บจนเลือดไหลคือ กะปิ หรือความเกลียดกะปิในใจลิง

ลิงน้อยไม่เคยฝึกตามรู้จิตใจตนเอง มันจึงไม่รู้ว่า ตัวมันนั่นเองที่หยิบกะปิมาดมตลอดเวลา แล้วความเกลียด ความอยากผลักไสของมัน ก็ทำร้ายตัวเองอย่างแสนสาหัส เราอาจจะหัวเราะเยาะว่าลิงโง่ แต่เราทุกคนก็เคยเป็นเหมือนตัวดิฉัน เหมือนเจ้าลิงตัวน้อย ที่หยิบมีดมาแทงตัวเอง กำก้อนหนาม หยิบกะปิมาดม ทำร้ายตัวเองอยู่ทุกขณะโดยไม่รู้ตัว

แล้วมนุษย์อย่างเราจะปล่อยให้ตัวเองเป็นเหมือนลิงที่จะหยิบกะปิมาดม กำก้อนหนาม หรือหยิบมีดมาทิ่มแทงตัวเองตลอดเวลา โดยที่ไม่คิดจะช่วยตัวเองบ้างหรือ

 

 

.....

Image
กายใจเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์


สิ่งที่ดิฉันได้ค้นพบก็คือ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเรามีสติรู้ตัว จริงๆแล้วเรารู้ไม่ทัน เราเหมือนคนที่กำลังจมลงไปในน้ำ ถลำลงไปในอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกที่ลากใจเราถูลู่ถูกัง ให้เราเจ็บปวดทุรนทุรายกับเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกับขณะที่เรามีความรู้สึกตัว รู้ตัวอยู่เป็นกลางๆ เรารับรู้แต่ละประสบการณ์ โดยที่สิ่งนั้นๆ ไม่สามารถลากใจเราให้กระเพื่อมทุรนทุรายได้
เป็นประสบการณ์ที่แปลก ราวกับว่าเมื่อก่อนเราไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง เราอยู่แค่ในความคิดของเรา เราอยู่กับลูก เราก็คิดถึงเรื่องงาน คิดอดีต คิดอนาคต ใจเราแอบทำงานตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เรารู้แค่ผลของมัน ผลที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและหนัก


พอมาฝึกตัวเองใหม่ มาเรียนรู้การเดิน รับประทานอาหาร พูด อย่างรู้สึกตัวใหม่ๆ เราก็ต้องคอยสังเกตคอยชำเลืองดูจิตใจตัวเอง พอทำไปๆ จิตใจความรู้สึกของเรา มันปรากฏให้เราเห็นอย่างชัดเจน แล้วตัวเราเป็นเหมือนคนอีกคนที่ดูอยู่ มีสิทธิ์จะทำตามความคิดก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ความรู้สึกมันเหมือนคนที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง เป็นอิสระจากความคิด ความรู้สึกของตัวเอง เหมือนกับเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องทดลอง มีร่างกายและจิตใจของเราให้เราเฝ้าสังเกต แม้กระทั่งในขณะนี้ ถ้าคุณลองสังเกตุดูจะเห็นว่า ตัวเองส่งใจยึดมาดูที่ตัวหนังสือ อ่านแปลความหมาย หยุดคิดเป็นช่วงๆ แล้วบางขณะใจก็ลอยไปคิดเรื่องอื่น นึกขึ้นได้ก็กลับมาอ่านต่ออีก ความคิดของเรามากมายมหาศาลจริงๆ แต่เราไม่เคยรู้ทัน
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เรามักจะพบว่าความคิดเราพาเราไปทำอะไรๆ ให้ต้องเสียใจมาแล้วหลายครั้ง เพราะเรารู้ไม่ทันความคิดของตัวเองนั่งเอง


ตอนนี้ เราลองมาฝึกเป็นเหมือนตำรวจตรวจจับผู้ร้ายกัน คิดอะไรก็รู้ทัน ตรวจดูว่าไม่เป็นโทษแล้วจึงปล่อยให้ทำ หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ก็รู้ตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเรานึกย้อนดูให้ดี เราจะเห็นว่า บ่อยมากที่เราปล่อยให้ตัวเองไหลไปในความรู้สึก โกรธ น้อยใจ อิจฉา หึงหวง อยากได้ ไม่อยากได้ หงุดหงิด รำคาญ เครียด กังวลใจ เรางับ งับ งับความคิด ทั้งๆ ที่เรารู้ดีว่า ความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยทำประโยชน์ให้กับใคร
สรุปก็คือ จิตใจเราทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งดี ทั้งร้าย เป็นภาระหนักทางใจที่เราแบกไว้ตลอดเวลา เราแบกของหนักไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว คิดจะวางก็วางไม่ได้ วางไม่เป็น บางคนอาจจะรู้เพียงว่า เราเหนื่อย หนัก เหมือนเด็กหลงทางที่อยากให้ชีวิตเป็นเหมือนแบบเรียนในโรงเรียนที่มีคำตอบที่ถูกต้องเสมอ


ตลอดชีวิตที่ไม่รู้ความจริง เราแก้ปัญหาผิดที่ ผิดวิธี ชีวิตเราจึงยิ่งยุ่งเหยิง วุ่นวาย เพราะเราไม่รู้กฏธรรมชาติธรรมดาของชีวิต ไม่รู้แม้กระทั่งกระบวนการทำงาน ภายในจิตใจตัวเองว่า ความหงุดหงิด ความอิจฉา ความน้อยใจ ความรัก ความโกรธ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีสภาพอย่างไร แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตอยู่กับมันได้ โดยที่เราเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ไม่ต้องยอมจำนวนกับอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ ที่อะไรอยากจะผุดขึ้นมาเมื่อใหร่ ก็โผล่ขึ้นมาทั้งที่ใจไม่ต้องการ การรู้ความจริง รู้กฏของชีวิต ช่วยให้เราบริหารชีวิตจิตใจได้ตรงจุด เป็นการประกาศอิสรภาพของใจที่เคยตกเป็นเบี้ยล่างตลอดมา

 

 

ทุกอย่างในโลกนี้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รัก-ไม่รัก รวย-จน สุข-ทุกข์
อยู่-ตาย แข็งแรง-เป็นโรคร้าย ดี-ไม่ดี ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจเรา จนกว่าใจเราจะเคลื่อนไปเกาะไปยึด ว่าอันนี้ตัวเรา ของเรา ความคิดเรา และเราอยากให้มันเป็นอย่างใจเรา

อยากให้เขาไม่ตาย อยากให้บริษัทเจริญ อยากให้รักเราตลอดไป เมื่อนั้นทุกข์เกิดขึ้นทันที...หลวงพ่อชา สุภัทโท อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง เคยกล่าวไว้ว่า ไก่ก็เป็นไก่ เป็ดก็เป็นเป็ด เมื่อไหร่ที่เราอยากให้ไก่เป็นเป็ด ไก่มันก็เป็นไม่ได้ ใจเรามันอยากฝืนธรรมชาติ มันก็ทุกข์เท่านั้นเอง หรือไม้อันหนึ่งจะบอกว่า มันสั้นหรือยาว มันก็อยู่ที่ใจเราอีก

เราอยากได้ไม้ยาวๆ ไม้นี้ก็สั้นไป เราอยากได้ไม้สั้นๆ ไม้นี้ก็ยาวไปอีก ไม้มันก็เป็นไม้อยู่อย่างนั้น แต่ใจเรานี้แหละที่คอยไปยุ่งกับมัน

 

 

 

เข็มทิศ

ชีวิตเราเลือกให้มีแต่สิ่งที่เราพอใจไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกรู้ทันใจที่กำลังจะหยิบฉวยก้อนหนาม จัดการกับปัญหาด้วยใจที่ไม่ทุกข์ได้

เมื่อไหร่ที่คิดบังคับ เมื่อนั้นความไม่สบาย ความหนัก จะเกิดขึ้นกับใจเราทันที หน้าที่เดียวของเราก็คือ รู้เท่าทันใจที่ยืดไปยึด ไปอยากให้สิ่งต่างๆ เป็นอย่างใจเรา ทันทีที่รู้ทันใจ ในวินาทีนั้น ใจจะมีอาการปล่อยวางหนึ่งขณะเป็นอย่างน้อย

วินาทีนั้นจะเกิดใจที่ว่าง โล่ง มีคุณภาพ รู้ว่าเราสามารถสร้างเหตุ ดูแล ปัจจัยสภาพแวดล้อมได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น ผลจะเป็นอย่างไร เราเลือกไม่ได้ แต่เราสามารถฝึกใจให้คอยรู้ทันใจทุกขณะที่ยืดเข้าไปอยากอีก จนใจยอมเข้าใจหันมาตั้งใจที่การทำเหตุในแต่ละขณะให้ดีที่สุด

 

...

Image

รู้ คือ เข็มทิศ
เราจะมีความรู้สึกตัวเป็นเข็มทิศคอยกำกับชีวิตได้ตลอดเวลา เพียงแต่เราจะต้องให้ โอกาศเข็มทิศ ให้โอกาสความรู้สึกตัวได้ทำงานเท่านั้นเองเราสามารถที่จะฝึกให้รู้ตัวเร็วที่สุด ทันทีที่ใจเราเริ่มไหลไปตามอารมณ์ ใจเริ่มมีการทำงาน คิดๆๆ ด้วยความรู้สึกตัวในขณะนั้น ถ้าเราเห็นใจกำลังกำมีด กำหนาม ดมกะปิ ในขณะที่รู้ก็สามารถวางความรู้สึก และความคิดนั้นๆ ลงได้ทันที


การรู้ทันใจตัวเอง เห็นทันใจที่กำลังปรุง คิด อยาก เป็นการเห็นที่ต้นเหตุของความทุกข์ และเป็นการดับทุกข์ ในขณะเดียวกัน ต้นเหตุของความทุกข์เกิดจากใจที่หลงออกไป ทันทีที่รู้ทัน ตัดตั้งแต่ต้นตอ วินาทีนั้น ใจไม่หลง มีแต่ความรู้สึกตัวเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง


ด้วยความรู้จักธรรมชาติ ยอมรับตามความเป็นจริงของมันว่า อะไรๆ ก็ไม่คงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเลา ไม่สมารถบังคับให้เป็นอย่างใจได้เลย เมื่อใหร่ที่ความยึดถือในความคิด ความอยากของเราเบาบางลง ความทุกข์ก็น้อยลงตามลำดับ แล้วเราจะได้พบความจริงที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ ไม่มีใครหรือเหตุการณ์อะไรสามารถกระชากใจให้ใจเราจมอยู่ในความทุกข์ได้ ความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ เราเผลอปล่อยใจให้ไหลไปโดยไม่รู้เท่าทันใจตัวเอง
ในแต่ละขณะที่เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยความระลึกรู้สึกตัวเต็มที่ เท่ากับว่าเราได้ทำหน้าที่ แต่ละขณะของเราอย่างดีที่สุด เป็นอิสระจากความกลัว ความอยาก ความไม่อยาก เราได้ทำปัจจุบัน และผลในอนาคตอย่างสมบูรณ์

 

 

...

Image

รู้ทันความกลัว
บ่อยครั้งในชีวิตที่คนเราปล่อยตัวเองให้จมลงไปในวิถีชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ ไม่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของตนเอง ปล่อยตัวเองให้จมอยู่ในวิถีชีวิตที่เราไม่ต้องการ แต่เราไม่เข้มแข็งพอที่จะสลัดหลุดออกจากมันได้

บางคนเสพติดการช็อปปิ้ง เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า นาฬิกา ที่เราทนต่อแรงดึงดูดภายในไม่ไหว เพราะเราไม่มีโอกาสรู้ทันใจ ไม่ได้ให้โอกาสเข็มทิศชีวิตทำงาน จึงต้องมานั่งแก้ปัญหาหนี้สินที่ตามมาไม่รู้จบ บางคนทนอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก ไม่ได้ศรัทธา เพียงเพราะเรากลัว กลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับ ความเปลี่ยนแปลง
โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เรามีความกลัวผุดขึ้นในใจเสมอ กลัวจน กลัวคนไม่ชอบ กลัวเขาไม่รัก ไม่อยู่กับเรา กลัวไม่สมดังใจ ความเครียดในใจของเรา เกิดจากใจที่กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง หรือคิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว ว่ามันควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้


การที่เราฝึกดูจิตใจตัวเอง คอยรู้สึกตัว รู้ทันความกลัว ใจของเราจะเกิดความรู้สึกมั่นคงสะสมขึ้นทีละขณะ ความกลัวเป็นความเผลอสติ เกิดจากใจที่หลงไป ถ้าเราเห็นความกลัวนั้นทัน ความกลัวก็จะหายวับไป ใจเราก็จะสงบ มั่นคง ตั้งมั่น อยู่กับขณะนั้น เราจะรู้จักความเป็นอิสระ รู้ประจักษ์ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง ว่าเราสามารถมีความสุขได้จากภายใน โดยไม่ต้องอิงอาศัยคน อาศัยของ เป็นอิสรภาพทางจิตวิญญาณที่เราสามารถสัมผัสกับมันได้ทุกขณะ แม้ในขณะนี้ ทันทีที่ท่านผู้อ่านเห็นว่าใจไหลมาจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือ ใจของเราจะเกิดความรู้สึกตัวเป็นปรกติ ธรรมดา มั่นคงก่อนที่จะเริ่มไหลใหม่ หลงใหม่ หลงอีกในขณะต่อๆ ไป แล้วเราก็จะเริ่มรู้สึกตัวใหม่อีก

 

 

 

...

Image

 

 

หนีทุกข์ตลอดเวลา

หัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิตคือ การรู้จักที่จะหยุดฟังเข็มทิศภายใน ในชีวิตที่ทุกอย่างเป็นของสำเร็จรูป ตั้งแต่กาแฟ บะหมี่ ไปจนถึงวิธีดำเนินชีวิต วิธีประสบความสำเร็จ วิธีบอกรักใครสักคน สิ่งที่ได้มาอย่างง่ายๆ ลวกๆ ผลที่ได้ก็ ตื้นๆ คร่าวๆ ตามมา

ชีวิตเป็นสิ่งลึกซึ้ง อ่อนโยน สิ่งดีที่สุดใจเราโหยหาอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา แต่เราไม่เคยสัมผัส ใจเราถูกห่อหุ้มปิดบังไว้ด้วยความวุ่นวายภายนอกและภายใน

การฝึกให้เราว่องไวต่อความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เริ่มจากการที่ตามรู้จิตใจของเราให้ได้ทันกับการเกิดขึ้นแต่ละขณะ ต้องใช้การฝึก หลายคนมักจะบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าอึดอัด ที่ต้องมาตามรู้ร่างกายและจิตใจของตัวเอง สิ่งที่อยากจะบอกก็คือร่างกายและจิตใจนี่แหละ คือความจริงของชีวิต ตลอดเวลาเราหนีความจริงที่ว่าร่างกายและจิตใจของเราอยู่ในสภาพที่ถูกบีบคั้น เป็นทุกข์ มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด บังคับไม่ได้ ...
อยู่บ้านเบื่อก็ไปเที่ยว เที่ยวมากๆ เหนื่อย ทุกข์ ก็ต้องกลับมาพักที่บ้าน ...
ทำงานที่นี่เบื่อ ทุกข์ ก็เปลี่ยนงานใหม่ ....
อยู่กับแฟนคนนี้ เบื่อ ทุกข์ เปลี่ยนแฟนใหม่ ....
เราหนีอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งชีวิต โดยไม่มีโอกาสหยุดพิจารณาว่า สาเหตุใหญ่ของความทุกข์เริ่มที่ใจ แล้วเราก็หนีที่จะไม่เผชิญหน้ากับมัน แล้วหากเกิดมันเป็นเรื่องที่เราหนี ไม่ได้ เช่น ปัญหา ของคนในครอบครัวเรา ในชีวิตเรา หรือโรคร้ายที่เกิดกับตัวเราที่เราหนีไม่ได้ เราจะทำอย่างไร

การฝึกตามรู้ร่างกายและจิตใจ ทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่เป็นทุกข์ โดยที่ใจเราไม่ทุกข์ได้ เหมือนเป็นแค่คนเฝ้ารู้ เฝ้าดูอยู่ห่างๆ เหมือนที่ดิฉันเล่าว่า ได้เห็นด้วยตัวเอง เมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้นบนร่างกาย แต่ไม่สามารถลากใจเราให้กระเพื่อมทุรนทุรายตามไปได้

 

 

 

...

Image

มีหาง ปวดหาง

มีครั้งหนึ่งในหลักสูตรที่เราทุกคนมีหน้าที่ตามรู้ ดูร่างกายและจิตใจตนเอง มีชายคนหนึ่งลุกขึ้นไปบอกวิทยากรผู้ดูแลว่า "ผมคิดว่า ถ้าผมอยู่ต่อไป ผมคงเป็นอัมพาต หรืออัมพฤกษ์อย่างแน่นอน เพราะผมปวดหัว ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเอง ปวดขา ปวดไปหมดทั้งตัว"

คุณยายอีกท่านหนึ่งก็รีบเสริมทันทีว่า "จริงคะ คุณยายแก่แล้ว เขาให้นั่งก้าอี้ นั่งยังไม่ถึง 5 นาที กระดูกกระเดี้ยวยายแทบจะหักเป็นท่อนๆ ทั้งที่ตอนอยู่บ้าน ยายนั่งเล่นไพ่สามวันสามคืน ลูกหลานต้องส่งน้ำส่งข้าวในวงไพ่ ยายยังสบายๆ "

วิทยาการหันหน้าไปทางชายคนแรกแล้วถามว่า " ปวดทั้งตัวเลยเหรอ แล้วปวดหางบ้างไหม" ชายคนนั้นตอบทันทีว่า "ไม่ปวด" วิทยากรจึงตอบว่า "เออดีนะ ที่ไม่มีหาง ไม่อย่างนั้นคงจะปวดหางเข้าไปด้วยอีกอย่างหนึ่ง"

ตอนแรกที่ได้ยิน ดิฉันขำเอามากๆ แต่ขำได้เพียงครู่เดียวก็ขำไม่ออก จริงของวิทยากร ถ้ามีหางก็คงทุกข์เรื่องหางเข้าไปด้วยอีกอย่าง มีร่างกายทุกข์เรื่องร่างกาย มีลูก มีครอบครัว ก็ทุกข์เรื่องลูก ครอบครัว มีงาน ก็ทุกข์เรื่องงาน มีหนี้ มีทรัพย์สิน มีญาติ ก็ทุกข์เรื่องหนี้ เรื่องทรัพย์สิน เรื่องญาติ ทุกอย่างที่เรามี เราเป็น เราทุกข์กับมันทั้งสิ้น

แล้วเราทำอย่างไร เราต้องไม่มีอะไรเลยหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องทุกข์ ไม่มีปัญหา แต่ความจริงก็คือ เรามีได้ทุกอย่าง เพียงแต่เมื่อใหร่ก็ตามที่ใจเราหลงอยาก หลงคิด อยากบังคับให้เป็นอย่างใจเรา เราก็แค่รู้ทันใจที่กำลังแอบไปสร้างภาระให้ตัวเอง สร้างเงื่อนไขไว้ให้เป็นปัญหาในอนาคต ทันทีที่รู้ ขณะนั้นใจที่เห็นตัวเองกำลังกำก้อนหนาม กำลังยึดอยู่ มันจะปล่อย จะวางเอง โดยที่ไม่ต้องรอให้หลวงพ่อวัดไหนมาบอกให้ปล่อยวาง เพราะเราทุกคนรักตัวเอง ห่วงตัวเอง ถ้าเราได้เห็น ได้รู้ทันว่า เรากำลังกำก้อนทุกข์ กำลังกำของร้อนอยู่ เราจะปล่อยเองโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องห่วงเลยว่า เราจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี นักวิ่งที่แบกของหนัก แบกภาระเงื่อนไข เป็นลูกตุ้มผูกขาเต็มตัวไปหมด จะสู้นักวิ่งตัวเบาไม่แบกอะไรได้อย่างไร

 

....

Image

หนอนในกองอึ
ทุกวันนี้ เราคิดว่าเรารู้ทุกอย่าง เราคิดว่าเราดี มีความสุขอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเรา เหมือนหมูที่กิเลสเลี้ยงเอาไว้เชือด ให้ความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาล่อ พอติดใจก็เหมือนปลาเบ็ด ที่ถูกความทุกข์เกี่ยวจนปวดแสบปวดร้อนที่ใจ หาทางออกไม่ได้ เหมือนที่ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านมักจะเปรียบว่าเราเป็นเหมือนพวก "หนอนในกองอึ" (ท่านใช้คำแบบนี้จริงๆ) สมมุติว่ามีกองอึกองอยู่ตรงหน้าเรา 1 กอง แล้วมีหนอนอยู่ในนั้น ทั้งเน่าทั้งเหม็น เราอยากจะช่วยหนอน หยิบหนอนออกมาวางไว้นอกกองอึ คุณคิดว่าหนอนจะทำยังไง แน่นอน หนอนจะคลานกลับเข้ากองอึไปทันที

เหมือนทุกครั้งในชีวิต ที่เรามีโอกาสช่วยตัวเองให้หลุดจากวิถีชีวิตที่ทำร้ายเรา สร้างปัญหา สร้างความทุกข์ให้เรา แต่แล้วเราก็ยอมกลับไปอยู่กับสิ่งเดิมๆ ที่เราชิน ทั้งๆ ที่รู้ที่เห็นว่ามันเหม็นแค่ไหน

เพียงแค่เราเข้มแข็งสักนิด ยอมฝึกฝนตัวเองสักหน่อย ไม่มีอะไรในชีวิตที่ได้มาง่าย ปริญญาทางโลก เราใช้เวลาเกือบยี่สิบปี ปริญญาทางจิตใจที่มีความสำคัญที่สุด เรากลับไม่มีเวลาให้ ไม่เคยมีเวลาศึกษา กลับทุ่มเทให้คนอื่น ของอื่นทั้งชีวิต ไม่มีเวลาแม้เพียง 3 วัน 7 วัน เพื่อเริ่มต้นฝึกให้เข้าใจรู้จักตนเองอย่างแท้จริง

 

 

 

....

Image

 

ตัวปัญหาที่แท้จริง คือ กายกับใจ

เมื่อก่อนดิฉันเคยนึกว่าสิ่งต่างๆ นอกตัว งาน เงิน คน สร้างปัญหาให้เรามากมาย แต่เมื่อเราศึกษากลับมาที่ตัวเอง เราจะเห็นเลยว่า สิ่งที่ทำให้เรายุ่งยากมากมายไม่ใช่ของข้างนอกเลย แต่เป็นตัวเรา ร่างกาย และจิตใจของเราต่างหาก

ร่างกายของเราดูแลอย่างดีแค่ไหน เดี๋ยวก็ปวด หิว ขับถ่าย เมื่อย เหี่ยว ป่วย เมื่อเราได้เห็นได้เข้าใจร่างกายของเราว่า มันมีสภาพเน่าเหม็น เสื่อมโทรม เดี๋ยวหิว เดี๋ยวปวดเมื่อย ต้องขับถ่ายอยู่ตลอดเวลา ใจเราก็จะคลายความรักในร่างกายนี้ลง มันจะเหี่ยวไปบ้าง เจ็บป่วยไม่สบาย หรือแม้ยามจะตาย หากยังประคับประคองจิตใจไว้ได้ ตัวเองก็ไม่รู้ทุรนทุรายเดือดร้อน คนรอบตัวก็จะได้ เดือดร้อนน้อยลงไปด้วย

จิตใจเรายิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่สุขสบายอย่างไร ก็ยังหาเรื่องให้เราต้องทำโน่นทำนี่ สนองตามความคิดจนเราต้องทุกข์ยากลำบาก ก็ยังไม่เคยหยุดคิด หยุดอยาก ปรุงแต่ง ไม่เคยหยุด ไม่เคยพอ

แต่เมื่อเราได้ฝึกการตามรู้จิตใจตัวเองดีแล้ว สิ่งที่เราจะต่างกับตอนที่เรายังไม่ได้ฝึกก็คือ ตอนที่เรายังไม่ฝึก ใจของคนทั่วๆ ไปก็จะปรุง-คิด-ทุกข์ แต่ใจที่ฝึกดีแล้ว จะเป็น ปรุง-คิด-รู้ จบไป ตัดกระแส หยุดความทุกข์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่มันเริ่มคิด เพื่อให้เราสามารถทำหน้าที่ใด้ด้วยใจที่ปลอดโปร่ง เพราะชีวิตคนเรา เราอาจเลือกไม่ได้ให้มีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตเรา แต่เราสามรถเลือกที่จะทำ

 

.....

 

 

Image

รั้วกั้นใจ

เคยบ้างไหม ที่อยู่ดีๆ ใจเกิดอยากกินบะหมี่เจ้านั้น หรือ ส้มตำเจ้านี้ ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน เราก็ดั้นด้นไปหามารับประทานตามที่ใจอยากกันจนได้ ในชีวิตเราๆ ถูกกิเลสพาให้เราวิ่ง ๆ ๆ อย่างนี้ตลอดทั้งชีวิต แค่คิดอะไรขึ้นมาก็ต้องทำตามนั้น โดยที่ไม่ทันได้พิจารณาว่าเหมาะควรดีหรือไม่
แล้วถ้ามันไม่ใช่แค่เรื่องบะหมี่ชามเดียว หรือ ส้มตำจานเดียว แต่เป็นคนรัก ของรักของคนอื่น เงินทอง ข้าวของ ความร่ำรวยของคนอื่นล่ะ ถ้าเราไม่เฝ้าตามดูใจตัวเอง เมื่อเราเกิดอยากได้ แล้วทำตามที่เราอยาก เราก็อาจจะต้องไปแย่งแฟน หรือคนรักของคนอื่น หรือต้องไปเสี่ยง ไปโกงเขามา เพื่อให้มีอย่างที่อยากได้ หรืออยากเป็น โดนแค่อ้างกับตัวเองว่า ก็ทำไงได้มันรักไปแล้ว หรือเราก็มีสิทธิ์อยากได้ อยากมี อยากเป็น เหมือนคนอื่นเหมือนกัน
หมาหรือแมวที่เอามาเลี้ยงไว้ เรายังต้องฝึกให้ถ่ายเป็นที่เป็นทาง ฝึกให้ทำตัวดีๆ คนที่เริ่มงานก็ต้องฝึกงาน แต่ใจที่เราใช้อยู่ทุกวันไม่เคยถูกฝึก เราปล่อยใจเหมือนลูกหมาไม่มีเจ้าของ อยากทำอะไรก็ทำ แต่เมื่อเกิดทุกข์ขึ้นมา ก็จนปัญญาจะช่วยเหลือตัวเองได้

ชีวิตเรา รถยังไงต้องมีเบรก บ้านยังต้องมีรั้ว ใจทั้งใจเราไม่คิดติดเบรก กั้นรั้ว ให้ใจเราบ้างเลยหรือ การที่เราหมั่นสังเกตจิตใจตัวเอง เป็นการกั้นรั้ว ติดเบรกให้ใจตัวเองอย่างดีที่สุด

เรามักจะใช้ ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย จิตใจในการหาเงิน เสพสุขจากสิ่งต่างๆ เพื่อให้ความเพลิดเพลินแก่ตัวเอง ในขณะที่ใช้ความรู้ที่เราเรียนมาหาเงิน หาของ หาวัตถุ หาใส่ตัวให้ได้มากที่สุด แต่มีบางสิ่งซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เราไม่เคยเรียน ที่ทำให้การหาของเรา การเสพของเรา ไม่เคยพาเราไปสู่จุดหมายที่เป็นสุขอย่างยั่งยืน

 

....

 

Image

แก้วที่ไม่เคยพอ


เรามักถูกสอนให้มองด้านดีว่า แก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้วนั้น มีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว มากกว่าที่จะมองว่าน้ำหายไปครึ่งแก้ว แต่จะมองด้านไหนก็ตาม ก็ทำให้เราคิดว่า แก้วยังขาด พร่อง ยังต้องหาน้ำมาเติมให้เต็ม

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่า เรายังมีไม่พอ ต้องมีนั่น มีนี่เสียก่อน แล้วเราจะอิ่มจะเต็ม สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยถูกสอนก็คือ ไม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถในการหาเงิน หาของ หาความรักให้ได้มากสักเท่าใหร่ก็ตาม น้ำในแก้วไม่มีวันเต็ม เพราะความอยากในใจเราไม่เคยหยุด แก้วของเราก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เคยพอ

เมื่อก่อนที่เราเคยคิดว่า ถ้าเรามีเงินล้าน เราจะมีความสุข พอเรามีเข้าจริงๆ ปริมาณความต้องการ มาตรฐานการครองชีพ ความเป็นอยู่ของเราก็โตรุดหน้าไป จนเราต้องหาเพิ่มตลอดเวลา ซึ่งอย่าว่าแต่คนมีเงินสิบล้าน ร้อยล้านเลย ขนาดคนที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน ยังหาเงินอย่างไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ เมื่อก่อนเราคือกระเป๋าใบละพันก็เก๋แล้ว เดี๋ยวนี้กระเป๋าผู้หญิงใบละ 7 - 8 แสน หรือถึงล้านก็ถือกันเกลื่อน คนที่เรารักหนักหนา ยากลำบากกว่าจะได้มา พออยู่กันไปนานๆ ใจเราก็เรียกร้องขึ้น ๆ เห็นจุดอ่อนข้อบกพร่อง ไม่อิ่ม ไม่เต็มได้ตลอดเวลา แก้วน้ำหรือความอยากในใจเราไม่เคยหยุดโต หาเท่าใหร่ไม่เคยเต็ม

เคล็ดลับความสุขก็คือ เราสามารถที่จะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะหาเงิน หาความรัก เหมือนหาน้ำมาใส่แก้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับขนาดของแก้วให้พอดีกับน้ำ ให้ใจเราสามารถที่จะมีความสุขสงบพอใจกับขณะนี้ เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องรออนาคต

ถ้าเรามีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว แต่เราสามารถลดขนาดของแก้วน้ำลงจนเหลือเพียง 1 ใน 4 น้ำที่มีครึ่งแก้ว ก็จะล้นเกินอยู่อีกเท่าตัว มีเกินพอสำหรับเรา และพอที่จะแบ่งให้คนอื่น เมื่อเราเต็ม เราก็ไม่ต้องไปวิ่งหาน้ำมาเติมอีก มีเวลาเหลือเฟือให้ลูก ให้คนที่เรารัก ให้กับการพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้กับสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตเราอย่างแท้จริง

 

เข็มทิศ

การลดขนาดของแก้วก็คือ การที่เราหมั่นตามรู้ ตามดูจิตใจ ความรู้สึก ความคิดของเรา แต่ละขณะที่เรารู้ทันใจเราที่อยากได้ อยากให้คนอื่นคิดให้ถูกใจเรา ทุกขณะที่เรารู้ทัน ความอยากทำงานไม่ได้ เราก็ได้ลดขนาดของแก้วลงทุกขณะที่เรามีความรู้สึกตัว ชีวิตเราก็จะเป็นแก้วที่อิ่มเต็มพอดี พอเพียงมีความสุขมั่นคง

 

 

...

Image

ชีวิตที่ดีเริ่มต้น
เมื่อเรากิน - อยู่เป็น

ชีวิตที่มีคุณภาพเริ่มต้นจากการที่เราใช้ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย และจิตใจของเราเป็น ใช้อย่างรู้เท่าทัน ใช้เพื่อทำประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่ในชีวิต เรามักปล่อยตัวเองเป็นทาสแรงผลักในใจ ที่ทำให้เราเป็นปลาที่ฮุบเหยื่ออย่างเต็มเหนี่ยว โดยลืมว่า ทุกเหยื่อมีเบ็ดติดมาด้วย กว่าจะรู้ตัว ปากเราก็โดนเบ็ดเกี่ยว ปวดแสบปวดร้อน ทุกข์ทรมาน

เราตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา วันนี้ในเศรษฐกิจการตลาด ที่มีของขายชนิดซื้อเท่าใหร่ไม่หมด แสตมป์ที่ส่งจดหมายให้ไปลอยเป็นขยะในอวกาศก็ยังขายได้ โฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กระหน่ำใส่เรา ให้เรารู้สึกว่าเรายังดีไม่พอ สวยไม่พอ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ จนกว่าเราจะมีในสิ่งที่เขาต้องการขาย

โฆษณาทางโทรทัศน์ชิ้นหนึ่งใช้ดาราสาวชื่อดังออกมาพูดว่า ผู้หญิงอย่างพวกเรา ต้องผิวขาวเท่านั้น ยอมให้ผิวคล้ำ ผิวดำกันไม่ได้เลย ต้องไปซื้อครีมที่เขาโฆษณามาใช้ จึงจะขาวพอยอมรับกันได้ เอ... แล้วถ้าคนบางคนเขาภูมิใจในผิวดำ ผิวคล้ำ ของเขาบ้าง จะไม่มีที่ว่างพอต้อนรับคนผิวดำเลยหรือ

The best things in life are free , but it costs a lot of time and money before you find this out.

 

ถ้าเราไม่มีความรู้ตัว ไม่มีสติคอยกำกับการรับรู้ข่าวสารข้อมูลต่างๆ ที่สามารถทำให้เราคล้อยตามได้ง่าย ใจเราก็จะไหลตามไปโดยที่เราไม่รู้ตัว กว่าที่จะรู้ตัวเราก็มีหนี้ก้อนโต หรือไปรักไปอยู่กับคนที่เราไม่ได้ต้องการ ทำงานที่ทำให้เราเป็นทุกข์ทุกวัน แต่ต้องทนทำไป เพราะเรามีภาระหนี้สินมากเกินกว่าที่จะถอยหลังได้

ดังนั้น เรารู้เท่าทันจิตใจของเราจะเป็นเข็มทิศในชีวิต ที่คอยป้องกันแต่ละขณะ ไม่ให้เราเบี่ยงเบนไปวันละ 1 องศา จนในที่สุดไปจบในที่ที่เราไม่ได้ต้องการไป


เข็มทิศ
ลองสักเกตจิตใจของเราเวลา เห็นโฆษณา จากที่เคยปกติดี เราก็จะเริ่มรู้สึกอยากลองซื้อ เห็นอะไร ดูอะไร ใจเราก็จะลอยเคลิบเคลิ้มไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็หิ้วถุงใบโตกลับบ้าน หรือไม่ก็ตอนบิลเรียกเก็บเงินบัตรเครดิตมาถึงบ้าน ให้เราผ่อนจนหัวโต

 

 

 

....

Image

อะไรก็ช่วยไม่ได้

ตอนนี่เราไม่เคยฝึกตามดูจิตใจตัวเอง เราไม่รู้สาเหตุว่าไฟในใจที่เผาไหม้ให้เราร้อนรน เริ่มที่ในใจเราเอง เราก็จะเสาะแสวงหาวัตถุ คน สิ่งต่างๆ หวังว่าเมื่อได้มาแล้วจะทำให้เราสุขมากขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว วัตถุไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้เลย ถ้าเราไม่ได้ฝึกตัวเอง เช่น

- เรามีรถยนต์เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง แต่เรากลับเสียเวลาบนท้องถนนกับการเดินทางมากขึ้น เราเหน็ดเหนื่อยมากขึ้น เพราะเราเลือกที่จะเดินทางไปไหนด้วยความสะดวกของ การมีรถ และเพราะคนอื่นก็ทำเหมือนกับเราเช่นกัน

- เราเพิ่มถนนเพื่อให้รถติดน้อยลง ยอมถมคลอง รื้อบ้านคนให้ออกไปอยู่ไกลๆ ทุกคนซื้อรถเพิ่มขึ้น ฝนตกลงมา น้ำท่วม คลองระบายไม่ทัน เพราะถูกถมทำถนนหมด รถติดมากขึ้น เราเสียเวลาในชีวิตมากขึ้นไปอีก

- อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน ก็ไม่ได้ช่วยให้เราใช้เวลาทำงานบ้านน้อยลง เพราะถึงจะทำงานเร็วขึ้น แต่เราเพิ่มงานมากขึ้น เพราะเราใช้เสื้อผ้า ใช้จานเปลืองมากขึ้น

- เรามีโทรศัพท์เพื่อประหยัดเวลาการติดต่อกับคนอื่น ไม่ต้องเดินทางไปพบ หรือเขียนจดหมายส่งไปหา แต่เรากลับเสียเวลามากขึ้นเพื่อพูดคุย แม้กระทั่งในเวลาที่เราอยู่กับครอบครัว

- เรามีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เครื่องทุ่นแรง มากกว่าชาวบ้านที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่เรากลับมีเวลาให้ตัวเองน้อยลง เพราะเราต้องใช้เวลากับอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านั้นทำงานที่เมื่อก่อนเราไม่ทำ

ในที่สุดเราก็จะพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราหา โตไม่ทันกับปริมาณความอยากในใจเรา ความสุขสมบูรณ์ในชีวิตจึงไม่เคยมาถึง จนกว่าเราจะรู้จักปรับความอยากในใจเราเอง

 

 

...

Image

 

ใจเสพติด

วัตถุสิ่งของ งาน เพื่อน คนรัก ต่างก็เป็นสิ่งที่มองเห็น จับต้องได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราพบว่า เมื่อเราเบื่อ หงุดหงิด เครียด กระวนกระวาย เราจะหันไปเสพติดสิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้เอาใจออกไปจากปัญหาที่แท้จริง คือใจ แม้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม

แต่สิ่งต่างๆ ภายนอกที่เราเพียรหามาด้วยความยากลำบาก แลกกับแรงกายแรงใจ เวลาที่จะได้อยู่กับตัวเอง หรือกับคนที่เรารัก นอกจากจะไม่ได้ให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริงแล้ว ยังให้โทษกับเราในระยะยาว เพราะมันจะทำให้เราเคยชินกับการแก้ปัญหาแบบหนีปัญหา เหมือนคนติดยาเสพติด ที่ต้องการหนีโดยการเสพยาเพียงแต่เราเสพคน วัตถุ สิ่งของ ชื่อเสียง และงาน เท่านั้น

ที่สำคัญที่สุด เมื่อเราเสพติดมันไปเรื่อยๆ จะทำให้เราหมดความสามารถที่จะมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ชีวิตเราต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ นอกตัวอยู่ตลอดเวลา ในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ ของอย่างเดิมๆ ให้ความสุขได้น้อยลง ต้องหาชิ้นใหม่สิ่งใหม่เรื่อยๆไปไม่รู้จบ เพื่อตอบสนองนิสัยเสพติดอันนี้ ทำให้เราต้องทำงานหาเงินมากขึ้น เสี่ยงมากขึ้น เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงของเราไปทีละนิดๆ ทุกวัน

 

 

...

Image

 

คำพิพากษา

เราตัดสินคนอื่นตลอดเวลา ลองนึกทบทวนดูเวลาที่มีใครมีความเห็น ตีค่าความคิด วัดจิตสำนึกของเรา เราจะไม่ชอบเลย ที่เขาเอากรอบความคิดของเขาเอาประสบการณ์ส่วนตัวของเขามาเป็นบรรทัดฐานในการตีค่า ว่าเราเป็นอย่างไรแล้วพูดบอกเหมือนติดป้ายให้เราตามความคิดของเขา เราก็ไม่ชอบ

คนอื่นก็เหมือนกัน ไม่มีใครอยากถูกตัดสินตีค่าตลอดเวลา เราไม่มีทางรู้จักใครจนสามารถประเมิณคุณค่าของใครได้อย่างแท้จริง เพราะเราไม่ได้นั่งอยู่ในใจของเขา คนแต่ละคนมีเหตุผลในการทำ พูด คิดของตัวเอง ตามประสบการณ์ ตามแรงผลักในใจและสถานการณ์ที่เขาเผชิญ

เราสามารถคอยรู้ท้นกรอบความคิดอคติในใจเรา มองคน มองโลกอย่างเป็นกลาง พยายามเข้าใจตามสภาพที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง ก่อนตัดสินใจเลือกความคิด คำพูด และการกระทำของตัวเอง

 

เมื่อเราเข้าใจเห็นธรรมชาติที่ร้ายกาจ น่าเกลียดของตัวเอง เราก็จะเข้าใจเวลาที่คนอื่นเป็นเหมือนเรา ถ้าความรู้สึกนึกคิด และคำพูดของเราไม่ได้มีน้ำหนัก ไม่ได้เป็นแก่นสารที่คงทน

เป็นสิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นแล้วก็หายไป คำพูด คำวิจารณ์ของคนอื่น ทีสักแต่เป็นคลื่นเสียงลอยอยู่ในอากาศเพียงครู่เดียวก็หายไป ก็ไม่น่าจะทำร้าย ไม่เป็ฯก้อนหินหนักให้ใจเราแบกเหมือนกัน

แต่ถึงแม้เราจะคอยปรับแก้ว ปรับปัจจัยภายในคือ ความอยากของเรา ไม่สร้างความทุกข์ให้ใจเรา เราก็ต้องดูด้วยว่าน้ำในแก้ว ปัจจัยภายนอก หรือคนที่เราเลือกนั้นเหมาะสมกับเป้าหมายและวิถีชีวิตของเราหรือไม่

ชีวิตที่ดีงามของคนคนหนึ่ง มีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะพาชีวิตเราให้ขึ้นสูงหรือลงต่ำก็ได้ ก็คือคนรอบตัว เพื่อน ครู กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเลือกให้ดี หรือมีอยู่แล้วก็ต้องพัฒนาไม่ให้สร้างปัญหาจนใจเราก็รับไม่ไหว

 

 

...

Image

 

นักบวชกับจีวร

มีเรื่องเล่าว่า พระบวชใหม่รูปหนึ่งมีความใส่ใจในการภาวนามาก อาจารย์เลยให้ไปอยู่ภาวนาคนเดียวในกุฏิชายป่า วันหนึ่งมีหนูมากัดจีวร แทนที่พระจะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยการเก็บจีวรให้พ้นหนู หรือป้องกันหนูเข้ามา พระรูปนั้นตัดสินใจไปขอแมวมาใช้จับหนู เมื่อมีแมวก็ต้องมีนมให้แมวกิน เมื่อขี้เกียจเดินไปขอนมจากชาวบ้านทุกวัน ก็แก้ปัญหาด้วยการไปขอวัวมาเลี้ยง เลยต้องหาหญ้ามาให้วัวกิน แต่ตัวเองก็ต้องภาวนา จึงไปจ้างผู้หญิงชาวบ้านมาตัดหญ้าให้วัว นานวันไป ไม่ต้องเสียค่าจ้างตัดหญ้า ก็เลยแต่งงานอยู่กินกับหญิงชาวบ้านนั้น เลยต้องสึกออกมาทำมาหากิน

การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด แทนที่จะแก้ปัญหาตรงหนูและจีวร แต่กลับหวังว่าสิ่งอื่นจะมาช่วยแก้ปัญหาให้ ทำให้นักบวชผู้นี้เบี่ยงเบนจากเป้าหมายของตัวเองไปไกลเพียงเพื่อที่จะรักษาจีวร ผลสุดท้ายกลายเป็นต้องสึกออกมาทำมาหากินแบบชาวบ้าน สละเพศบรรพชิตเพื่อรักษาจีวร

เหมือนเราที่ใจมันโหวงๆ ก็คิดว่าชีวิตนี้ยังไม่อิ่มไม่เต็ม เพราะยังไม่มีคู่ ก็ไปหาคู่มา โดยไม่เคยรู้เลยว่า ไม่มีใครสามารถมาเติมความโหวงในใจเราได้ นอกจากใจเราเอง คู่ครองที่หามาอาจจะต้องเป็นภาระให้ใจเราแบกมากขึ้น ถ้าเราวางใจไม่เป็น ถึงมีคู่แล้ว หลุมในใจก็อาจจะยิ่งลึกลงไปทวีคูณ หลายคู่พอรู้สึกว่าชีวิตคู่ยังไม่ทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น ก็คิดว่าต้องมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่ผูกให้อยู่ด้วยกัน แล้วชีวิตคู่จะสมบูรณ์ขึ้น แล้วก็เหมือนเดิม ถ้าวางใจไม่ถูก ไม่จัดการทีใจก่อน ก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง ทีนี้พอรู้สึกเราไม่มั่นคง ครอบครัวไม่มั่นคงก็ต้องไปกู้เงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ กู้เงินขยายธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ทำงานจนหัวปั่นจนไม่ได้มีโอกาสอยู่ในบ้านที่หาเงินผ่อนแทบตาย ไม่ได้เห็นหน้าครอบครัวที่แสนรัก กลัวธนาคารจะมายึดบ้าน ยึดรถ ยึดธุรกิจไป

นักธุรกิจคนหนึ่งทำงานหนักมาก กำลังจะขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นการร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบปี บริษัทไฟแนนซ์มายึดรถที่ขาดการผ่อนส่ง นักธุรกิจคนนั้นเลยคว้าปืนมายิงเจ้าหน้าที่ที่มายึดรถ แล้วยิงตัวเองตายตามไปต่อหน้าลูกเมีย

จากจุดเริ่มต้นของความรู้สึกไม่มั่นคง ปั่นป่วน โหวงๆ ที่ใจ เราก็แก้ปัญหาผิดจุด จนกลายเป็นการผูกเงื่อนปมใหม่ๆ ให้ชีวิตมากมาย จนไม่มีวันแก้หลุด

 

 

....

 

Image

 

ไม่มีใครอยากรักคนที่ไม่รักตัวเอง

อทิตยามารอพบดิฉันข้างเวทีที่ดิฉันกำลังจะขึ้นบรรยาย หน้าตาเธอมีเค้าความสวย สง่างาม ทว่าดูซีดเซียว ตาบวมช้ำอย่างน่ากลัว เธอเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศไทย วันหนึ่งเธอพบว่า สามีของเธออาจจะมีใจชอบผู้หญิงอื่น เพียงเท่านั้นหัวใจเธอเหมือนแตกสลาย

จากผู้หญิงสง่างาม มีความสุข ประสบความสำเร็จ มั่นใจในตัวเอง กลายเป็นคนที่รู้สึกไม่มีค่า

ทุกวันได้แต่ขอร้องให้เขากอดเธอ รักเธอ อย่าทิ้งเธอไป ทั้งที่สามีก็รับปากและทำหน้าที่เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เธอก็ยังกลัว หวาดระแวงทุกครั้งที่โทรศัพท์มือถือของเขาดัง ว่าจะเป็นผู้หญิงอื่นโทรมาตามเขา

เธอตรวจสอบคาดคั้นให้เขารักเธอ จนเขาค่อยๆเปลี่ยนไป กลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ยิ่งเธอตามเขาก็ยิ่งหนี จากเมื่อก่อนที่เขาเคยภาคภูมิใจในตัวเธอ พาเธอไปออกงานด้วยทุกครั้ง ก็ไม่มีเลย

ดิฉันบอกเธอว่าสิ่งที่เธอทำนั่นแหละ ที่ผลักให้เขาออกไปจากชีวิตของเธอ ถึงเขาจะไม่มีใครเลย แต่การที่เธอเกาะแข้งเกาะขาขอร้องให้เขารักเธอ ความรู้สึกเขาก็แทบจะอยากเอาขาสลัดเธอไปให้พ้นเสียด้วยซ้ำ
ไม่มีใครอยากรักคนที่ไม่รักตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะใจของคนนั้นจะเร่าร้อนทุรนทุราย มีแต่ความคาดหวังคาดคั้นจากคนอื่น ถ้าเรายังไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง แล้วคนอื่นจะเห็นคุณค่าของเราได้อย่างไร ทุกอย่างที่เราพูด ทำ คิด จากความพร่องในใจ เป็นสิ่งที่ผลักให้ทุกคนอยากหนีจากเรา

People are lonely because they build walls instead of bridges.

Joseph F. Newton.


เข็มทิศ

ความรักของเราทำให้คนที่เรารักต้องรับภาระในการเติมหลุมในใจให้เรา หรือเป็นความรักที่เป็นกระแสของความปรารถนาดีจากใจที่อิ่มเต็ม

 

 

...

Image

ต้นธารความสุขใกล้ตัว

คนที่เรารักและรักเราเป็นต้นธารแห่งความสุขใกล้ตัว ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ขอเพียงมีเวลาที่จะอยู่ชื่นชม รื่นรมย์ก้บเขา มีเวลาที่จะเรียนรู้ แบ่งปัน เป็นกำลังใจให้กันในขณะเดียวกัน คนที่เรารักและรักเรา ก็สามารถเป็นตัวสร้างปัญหาได้เหมือนกัน โชคดีก็คือ มีปัญหาแต่ไม่จำเป็นต้องมีความไม่สบายใจ

Image
รักโดยไม่เอากิเลสเราเป็นตัววัด

ตั้งแต่เกิด มนุษย์ต้องการความรัก ความรักทำให้เรามีความสุข แต่การรักไม่เป็นก็ทำให้มีความทุกข์ ตัวปัญหาก็คือตัวเติม คือใจของเราที่มีความอยากให้สิ่งต่างๆเป็นอย่างใจเรานั่นเอง

เมื่อไหร่ที่เรารักคนด้วยใจที่มีหลุม เราทำทุกอย่างให้เขา เพราะต้องการการสนองตอบมาเติมหลุมในใจเรา เป็นความรักที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลาง ใช้กิเลสของเราเป็นตัววัด เมื่อไรที่การตอบสนองของเขาไม่ได้อย่างใจเรา อย่างที่ความโหยหาในใจเราต้องการ เราก็น้อยใจ หงุดหงิด ขุ่นเคือง หนักเข้าก้แสดงออกเป็นการกระทำ คำพูด ที่ไม่เอื้อให้ชีวิตรักของเรางอกงามเลย

ในทางตรงกันข้าม หากเราสังเตกเห็นหลุมเห็นความอยากในใจเรา แล้วเราดับได้ด้วยตัวเอง การกระทำของเราก็จะมาจากความปรารถนาดีจริงๆ เป็นความรักที่เป็นอิสระ ไม่เห็นแก่ตัวเอง ไม่ทำให้เป็นทุกข์ และไม่เป็นภาระให้คนที่เรารักต้องแบก เป็นความปรารถนาดีด้วยใจที่อิ่มเต็ม เป็นการแสดงความรักโดยไม่มีความอยากกำกับ มีกระแสของความสุขที่คนอื่นรับรู้ได้

ความรักที่เต็มไปด้วยความอยาก เป็นความรู้สึกที่แข็ง มีความขุ่น ความโกรธ ความไม่พอใจ และความคาดหมายเจือปนอยู่ตลอดเวลา เหมือนเราสร้างกรงของความทุกข์ไว้ขังตัวเอง แล้วเราก็เฝ้าสงสัยว่าทำไมความรักของเราจึงไม่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขมั่นคงอย่างแท้จริงได้

 

 

 

...

Image

 

ลิงกำถั่ว

หลายคน โดยเฉพาะธนาคารมักจะถามเสมอว่า ใช้หนี้หมดได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างในในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ดิฉันมักจะเล่าเรื่องที่มีคนเล่าให้ฟังต่อๆ กันมาว่า สารคดีเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกเคยฉายให้ดูวิธีที่ชาวสวนไทยดักจับลิงที่มาทำลายพืชผล คือปรกติลิงจะเป็นสัตว์ที่ว่องไงมาก ทั้งวิ่งหนี ปีนต้นไม้ แต่ชาวสวนไทยจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรู ขูดเนื้อมะพร้าว หรือใส่ถั่วที่ลิงชอบไว้ในกะลา เจ้าลิงพอได้กลิ่นของชอบก็วิ่งมา ล้วงมือเข้าไปในลูกมะพร้าว กำของโปรดของมันไว้แน่น แล้วคราวนี้มันจะพบว่า พอมันจะดึงมือออกมา มันกลับดึงออกมาไม่ได้ นั่งรอจนชาวสวนมาจับตัวได้ มนุษย์มากมายหัวเราะเยาะลิงว่า โง่จริงๆ ถ้าอยากให้มือหลุดออกไป ก็แค่ปล่อยผลไม้ที่มันกำไว้แน่น

วันนี้ ทุกปัญหา ทุกความทุกข์ที่เราทุกข์กับมันนักหนา เราก็เหมือนลิงกำถั่ว ที่กำความคิด ความอยาก ความยึดว่านี่ของเรา เอาไว้อย่างแน่นหนา

เรากำความคิดว่า หนี้ก้อนนี้ต้องจ่ายเท่านี้ ไม่งั้นก็ยอดยืดเยื้อฟ้องร้องกัน ที่ดินแปลงนี้ต้องขายได้เท่าที่เราอยากได้ ไม่อย่างนั้น ก็ยอมให้ธนาคารยึดไป ทั้งๆที่เราขาดทุนมากขึ้นด้วยซ้ำ หรือผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนออกไปจากชีวิตของแฟนเรา ไม่อย่างนั้นก็ยอมทนทุกข์ทรมานกันอยู่แบบนี้ คนนั้นต้องพูดให้ถูกใจเรา ทำให้ถูกใจเราเสียก่อน หรือฝังใจยึดอยู่กับอดีตที่เราเคยมี เคยรวย เขาเคยรักเรา จมแช่อยู่กับความรู้สึกเศร้าโศก จนพลาดโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ในชีวิตที่อาจจะดีกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ

 

ผู้หญิงคนหนึ่งถูกโกงเงินไปจำนวนหลายล้านบาท เธอเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส เสียดายเงินที่ถูกโกงไป จนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านของตัวเองต่อไป จนบริษัทต้องปิดตัวไป กระแสรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัวต้องชะงักลง และยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง เพียงเพราะใจที่ไม่สามารถวางความรู้สึกเสียดาย เสียใจลงได้

ถ้าเจ้าลิงน้อยมันเคยฝึกดูจิตใจตัวเอง มันจะเห็นเลยว่า ที่มือมันติดอยู่ในลูกมะพร้าว เพราะกำลังกำบางสิ่งบางอย่างไว้ เพียงแค่มันปล่อย ชีวิตมีทางเลือกอีกมากมาย ถอยหลังมาอีกไม่กี่ก้าว มีผลไม้อีกมากมายให้เลือก หรืออาจจะหาก้อนหินมาทุบลูกมะพร้าวให้แตกไปเสียเลย ก็ยังดีกว่าขังตัวเองไว้ในปัญหา ไว้ในลูกมะพร้าวโดยไม่มีทางออก
ไม่มีอะไรสร้างปัญหาให้เราได้ นอกจากใจเราเอง ทุกอย่างเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกคนได้ตลอดเวลา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับเรา เราทุกข์เพราะเราอยากให้มันเป็นอย่างไรใจเรา เมื่อเราไม่รู้ทันใจตัวเอง เรายึดความคิดความต้องการของเราอย่างแน่นหนา จนลืมมองว่า ความอยากของเราทำให้ตัวเอง ทุกข์ทรมานอยู่ขณะนี้ และสร้างเงื่อนไขขังตัวเองจนมองไม่เห็นทางออกรอบตัว

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่เรารู้สึกว่าหนัก ทุกข์ใจกับมัน มองให้เห็นทันความอยากในใจเรา ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น หรืออยากให้มันไม่เป็นอย่างนั้น ให้ใจมันตื่น หยุดอยาก ผ่อนคลาย รู้สึกตัวให้เต็มที่ ใจจะเบาสบาย เมื่อความอยากถูกปล่อยไป ใจจะเห็นเหตุการณ์ตามความเป็นจริง มีปัญญามองทะลุไปถึงต้นตอของเหตุการณ์ ทำหน้าที่ด้วยใจตั้งมั่น รู้ทันว่าบางอย่างแก้ได้ บางอย่างแก้ภายนอกไม่ได้ แต่แก้ภายในได้ ด้วยใจที่ปล่อยวาง ความอยากและด้วยปัญญาที่เข้าใจ

ความระลึกได้ รู้เท่าทัน เป็นเข็มทิศนำทางความคิด คำพูด การดำเนินชีวิตของเราไม่ให้ไหลไปตามสถานการณ์ จนชีวิตบิดเบี้ยว หลงทางโดยที่เราไม่รู้ตัว

 

 

Image

 

ภาคที่ 4 กำหนดเป้าหมายให้ถูกต้อง

กำหนดเป้าหมายผิด ชีวิตอาจดิ่งลงเหว

ในประเทศอินเดียสมัยโบราณ ชายหนุ่มคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่า "อาจารย์ครับ ผมต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อจะได้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ผมต้องทำอย่างไรครับ"

อาจารย์ตอบว่า "ศิษย์เอ๋ย ในตัวของคนเรานี้ มีเทพเจ้าอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่ง คือ เทพเจ้าแห่งปัญญา อีกองค์หนึ่งคือ เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ทุกคนจะรักและบูชาเทพเจ้าทั้งสององค์นี้มาก แต่ความลับก็คือ เจ้าจงดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญา รัก เทิดทูน ดูแล และใช้ความพยายามให้เต็มที่ในการดูแลท่าน เมื่อเจ้าดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญาอย่างดีที่สุด เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งก็จะอิจฉา และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดมาที่เจ้า ดูแล ติดตามเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อนั้นความมั่งคั่งที่เจ้าปรารถนาก็จะเป็นของเจ้าตลอดไป"

 

...

Image

 

กุญแจชีวิต

ความมีสติปัญญาคือ กุญแจดอกสำคัญ ที่ทำให้หนทางชีวิตของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน คนมากมายวิ่งตามหาความมั่งคั่งร่ำรวยทั้งชีวิต แต่ก็ไม่เคยเจอ หลายคนดำเนินชีวิตและตายไปอย่างคนที่แร้นแค้นและขาดแคลนที่สุด ทั้งที่มีเงินมากมายในบัญชีธนาคาร

เราทุกคนสามารถเป็นคนมั่งคั่งได้ทุกช่วงชีวิต ชาวนาที่กำลังเดินกลับบ้านตอนเย็นแล้วบังเอิญจับปลาได้สองตัว มีพอแบ่งให้เพื่อนบ้านได้หนึ่งตัว อีกตัวที่เหลือก็แกงกินได้ทั้งครอบครัว และยังมีพอแบ่งไปทำบุญที่วัดให้สบายใจได้อีก เขาคือคนที่มีเหลือ มีพอ และมีความสุข

ปัญหาก็คือ ที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่า "วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่แดนไกล" เราเข้าใจผิดว่า "วิชา หมายถึง ความรู้ วิชาการที่เราเรียนเพื่อมาหางานทำ แต่วิชามีความหมาย ลึกซึ้งกว่านั้น วิชา หมายถึง สติ ปัญญา ความรู้ ความเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจเงิน เข้าใจชีวิต สิ่งต่างๆ ไม่ว่า เงิน ชีวิต หรือความสัมพันธ์ ถ้าเราเข้าใจและรู้จักธรรมชาติของมัน เราก็จะเป็นนาย แต่ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน มันจะกลายเป็นเจ้านายเรา ลากถูลู่ถูกัง ชีวิตจิตใจของเราชนิดที่เราไม่มีทางสู้

เทพเจ้าแห่งปัญญาจะรู้ว่า เป้าหมายของชีวิตคือ ความสุข ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราหามาเพื่อป้องกันให้ความทุกข์เจ้าใกล้เราได้น้อยลง และเทพเจ้าแห่งปัญญายังรู้ว่าสิ่งต่างๆ แปรปรวนไว้ใจไม่ได้ ต้องสร้างชีวิตให้เป็นอิสระ สงบ ตั้งมั่น มีความสุขได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาอาศัยสิ่งต่างๆ น้อยลง ใจที่เป็นอิสระ ไม่สบสันวุ่นวาย ไม่มีความหวาดกลัว สามารถตัดสินใจได้เฉียบคม เหมาะสม รู้จักใช้ชีวิตที่มีคุณค่า แบ่งปันเป็นกระแสพลังบวก ดึงดูดสิ่งดีๆ และไม่มีคำว่าขาดแคลน

เข็มทิศ

วันนี้ชีวิตคุณมุ่งหน้าไปดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญา หรือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง
จงมุ่งหน้าไปที่เทพเจ้าแห่งปัญญา ผู้รดน้ำให้ความสุขในใจคุณ

 

 

...

Image

 

กับดักชีวิต

ปัญหาของชีวิตก็คือ ข้าวของต่างๆ ถูกสร้างมาล่อตา ล่อใจ ให้เราเข้าไปติดกับเหมือนขนมหวานห่อสวยๆ ที่กินเข้าไปแล้วอ้วน ฟันพุ น้ำตาลในเลือดขึ้น แต่น่ากินจนเกินจะห้ามใจไหว แม้จะรู้ว่าเป็นโทษ แต่เราก็เข้าไปติดกับทุกที


หลายสิ่งในชีวิตมีประโยชน์มีคุณค่าต่อชีวิตเรา โดยไม่เกี่ยวกับราคาหรือค่านิยม เช่น อาหารสุขภาพ ความอบอุ่นในครอบครัว ความรักของเพื่อน รอยยิ้มของคนรัก พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก เรามีความสุขกับมันโดยไม่ต้องใช้เงินมาก หรือไม่ต้องใช้เงินเลย ทั้งยังดีต่อคุณภาพชีวิตของเรา

แต่ก็มีหลายสิ่งในชีวิตที่มีราคาแพงตามค่านิยม เช่น แฟนสวยๆ แต่งตัวโป๊ๆ การใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออยู่ตามผับตามบาร์ จนจิตใจแห้งแล้งลงทุกวัน น้ำอัดลม ช็อกโกแลตแพงๆ อาหารจีนหรู ๆ ไขมันสูง ราคาแพง รถสปอร์ตหรูหราราคาแพง เป็นอันตรายต่อชีวิตตนและชีวิตผู้อื่น ของเล่น เกมกด เกมคอมพิวเตอร์ ที่กระตุ้นเร้าลูกของเราจนเกิดลักษณะสมาธิสั้น ไม่สามารถอยู่นิ่งฟังครูได้ เหล้า ไวน์ราคาเป็นหมื่น เป็นแสน ที่เราเชื่อกันว่าจะช่วยเพิ่มความโก้เก๋ดูมีรสนิยมของเรา เพิ่มรสชาติความสนุก ทั้งๆ ที่มันมีผลทำลายสุขภาพกาย สุขภาพใจ และชีวิตเราอย่างนับไม่ถ้วน

The best things in life are free. It's the worst things that are so expensive.

Anonymous


เข็มทิศ

วันนี้ในชีวิตคุณ มีอะไรที่คุณเลือกเพราะภาพลักษณ์ภายนอกแล้วกลายมาเป็นสิ่งที่สร้างภาระให้คุณต้องแบกไว้จนหนักใจบ้าง

 

 

...

Image

 

พังเพราะคิดผิด

หลายสิ่งหลายอย่าง มีทั้งคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมตามค่านิยมของสังคม ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ของเราเช่น

คอมพิวเตอร์ ประโยชน์แท้เพื่อใช้สร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์เทียมคือ ใช้เล่นเกมเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน จนสายตาเสีย สมาธิสั้น และเสียโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า

รถยนต์ พาหนะพาเราไปทำธุระต่างๆ จะเป็นค่คุณค่าเทียม หากซื้อรถเพราะยี่ห้อเพื่อความโก้เก๋ การซื้อรถขนาดใหญ่กินน้ำมันมากเกินไป หรือซื้อเพื่อใช้ขับเที่ยวเล่นไปวันๆ

โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์มือถือ เราใช้มันเพื่อประโยชน์สร้างสรรค์ หรือใช้เพื่อประดับบารมี มีเพื่อให้เท่าเทียมกับคนอื่น อุปกรณ์เหล่านี้มีแต่จะทำให้เราเสียเวลาที่จะอยู่กับตัวเอง หรือ คนที่เรารัก

ข้อมูลข่าวสารในยุคเทคโนโลยี่สารสนเทศที่มีมากมาย จะเกิดประโยชน์ก็ต้องมีสติปัญญากำกับ ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ก่อนนำมาใช้ หากสักแต่รับข้อมูลโดยไม่ได้พิจารณาความจริงด้วยปัญญา ก็เหมือนอาหารที่ไม่ย่อย ไม่มีประโยชน์อะไรต่อผู้รับประทาน

การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก พวกเราทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เพียงเราหยุดทบทวน จัดชีวิตเราสักนิด แม้คนยากจนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ที่ภูมิปัญญาของชาวบ้านเพียงพอที่ใช้ชีวิตพออยู่ พอกิน พอเพียง หากไม่ถูก เราเอาค่านิยมไปมอมเมาให้เขามาเป็นแรงงานราคาถูกในเมืองหลวง โดยเฉพาะตัวเราเอง ที่เราทุกคนต้องเหนื่อย หนัก แบกปัญหากันทุกวันนี้ เพราะเราเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตตามค่านิยม มากกว่าคุณค่าที่แท้จริง

 

 

 

...

Image

 

รู้เขาหลอก

อดีต ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุกคนสามารถปลูก หา สร้าง ทำสิ่งที่เราต้องการได้ โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องใช้เงิน ทุกคนมั่นคง พอเพียง มีความสุขสบาย มีสุขภาพดี

วันหนึ่ง ธนาคารโลกใช้ระบบวัดรายได้ต่อหัว เป็นการจัดฐานะของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่วันนั้นประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศ ถูกตีตราว่าเป็นประเทศยากจน ทุกวันนี้จากที่เคยผลิตเพื่อยังชีพ เรากลายเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย แล้วยิ่งจนลงทุกวัน ทำตัวเลขต่างๆ ให้ดูดี เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาเอาเงินมาลงทุน (แล้วกอบโกยกำไรออกไปมากกว่า) เราจะได้มีเงินมาหมุน ใช้ซื้อของหรูหรา โก้เก๋ ตามค่านิยมแบบประเทศอุตสาหกรรมใหม่ จากที่เคยกินผักสดจิ้มน้ำพริก ก็มาสอนให้เรากินเนื้อ กินนม กินไข่ จนเราอ้วน เป็นโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน คอเลสเตอรอลสูงเหมือนที่ฝรั่งเขาเป็นกัน

จากที่เคยทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ก็มีการปฏิวัติเขียว มีพันธุ์ข้าวจากห้องทดลอง ที่มาพร้อมปุ๋ยและยาปราบวัชพืชราคาแพง เพราะไม่มีภูมิต้านทานโรคเหมือนพันธุ์ข้าวที่พัฒนาตามธรรมชาติ แต่กลับได้ผลผลิตน้อยลง เพราะดินจืด และได้รับผลกระทบจากสารเคมี

ปู่ ย่า ตา ยาย ลูกหลานชาวชนบท ที่เคยมีศักดิ์ศรี มีความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สือบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ต้องย้ายมาเป็นแรงงานราคาถูกในเมืองหลวง เพราะเราสร้างเขื่อนทับที่นาของเขา เพื่อให้พวกเราเปิดไฟฟ้าเต้นรำกันได้จนถึงสว่าง

ทุกครั้งที่เรารู้สึกไม่พอใจกับบริการที่ได้รับจากแม่บ้าน คนขับรถ พนักงานเสิร์ฟ พนักงานล้างรถ คนขายของในห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ขอให้เรารู้ไว้ด้วยเถิดว่า เป็นเพราะเรา เขาถึงต้องมาอยู่ที่นี่ ในที่ๆ เขาไม่อยากอยู่ เขาเป็นคนฉลาด มีความสามารถในท้องทุ่งที่เราทำไม่เป็น แต่ต้องมาเป็นเพียงแรงงานขั้นต่ำสำหรับเรา เพราะผู้บริโภคอย่างเราที่มีหน้าที่กิน ใช้ ให้มีความสุขที่สุด เรามองแค่ว่า ค่าน้ำ ค่าไฟ แพงหรือถูกแค่ไหน แต่เราไม่เคยมองไปถึงต้นตอหรือที่มาว่า แต่ละครั้งที่เราเปิดไฟ กระเทือนไปถึงผืนที่ทำกินของคุณตาคุณยายที่เราไปสร้างเขื่อนทับที่ของเขา ชีวิตสัตว์กี่หมื่นชีวิตที่ต้องจมอยู่ใต้เขื่อน ป่าไม้ ต้นไม้ ที่หมดไปเพียงเพื่อให้เรามีชีวิตสนุกเพลิดเพลิน

 

 

...

Image

 

เป้าหมายผิดระดับประเทศ

การตั้งเป้าหมายที่ผิดย่อมพาชีวิตไปสู่วังวนของปัญหาไม่มีจุดจบ

ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้วัตถุเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ เป็นประเทศร่ำรวยที่มีปัญหาอย่างน่าตกใจ ครอบครัวแตกแยก ปัญหาหย่าร้าง ลูกมีปัญหา อาชญากรรม ยาเสพติด คนเครียดฆ่าตัวตาย นักเรียนฆ่ากัน

ถ้าประเทศของเรามีเงินเป็นเป้าหมายหลัก เราก็อาจจะเห็นบ่อนการพนันถูกกฏหมาย เพื่อดึงเงินเข้าประเทศ แต่ประชาชนถูกมอมเมา คนจำนวนมากต้องหมดอนาคต เสียครอบครัว เสียชีวิต เพราะเสียการพนัน ไม่นับอาชญากรรม ความทุกข์ และความเดือดร้อนที่จะตามมาอีกนับไม่ถ้วน

หรือหากประเทศมีตัวเลขทางการเงินเป็นเป้าหมายหลัก ใช้นโยบายอุ้มภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เราก็จะเห็นการตัดสินใจของภาครัฐที่เอื้อให้กับภาคอุตสาหกรรมบนความสูญเสียของภาคเกษตรกรรม เช่น การสร้างเขื่อนทับที่ทำกินเพื่อผลิตไฟฟ้า การปล่อยสารพิษทำลายแหล่งน้ำ

หรือการกดให้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ เพื่อให้นักธุรกิจมีต้นทุนเงินกู้ราคาถูกไปขยายธุรกิจ แต่ดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับคนธรรมดาอาจรู้สึกเหมือนโดนปล้น เก็บเงินทั้งชีวิต เพื่อไว้กินดอกผลตอนแก่ มีเงินฝากธนาคาร 1 ล้านได้อกเบี้ยเดือนละ 800 บาท พอดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ก็ต้องเอาเงินไปซื้อพันธบัตรขององค์กรใหญ่ๆ ไปซื้อประกันชีวิตเพื่อหวังดอกเบี้ย ไปซื้อหุ้น พอราคาหุ้นเพิ่ม ภาคอุตสาหกรรมได้กำไร แต่เมื่อเกิดปัญหา คนตัวเล็กๆ ก็เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

ทุกอย่างถูกวัดคุณค่าด้วยตัวเลขทั้งๆ ที่ตัวเลขไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด ตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะมีความหมายอะไร ถ้ามันเป็นตัวเลขที่เพิ่มจากการซื้อขายเหล้า บุหรี่ หวยรัฐบาล เหล้า 1 ขวด อาจจะมีราคาเท่านม 100 กล่อง แต่คุณค่าผิดกันนับไม่ถ้วน นม 100 กล่อง ช่วยให้เด็ก 100 คน หายหิว แต่เหล้า 1 ขวดทำให้เกิดอุบัติเหตุ อาชญากรรม ตับแข็ง เปลืองยาของโรงพยาบาล หัวหน้าครอบครัวของบางคนต้องตาย เพราะถูกคนเมาขับรถชน เด็กต้องเสียตัวก่อนวัย ทำลายสมรรถภาพในการทำงาน รายได้ครอบครัวหดหาย ลูกต้องออกจากโรงเรียน

หลายกิจกรรมไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีคุณค่าอย่างแท้จริง เช่น ครูอาสาสมัครที่ไปสอนเด็กยากจนข้างถนนโดยไม่ได้รับเงิน แม่ที่ปลูกผักสวนครัวเอามาผัดกินกับลูกในบ้าน ครอบครัวอบอุ่นสุขภาพดี แต่ตัวเลขไม่เพิ่ม

เมื่อระบบไม่เอื้อกับการทำมาหากิน พืชผลที่ต้องปลูกเพื่อส่งออกตามนโยบายภาครัฐถูกกดราคา ภูมิปัญญาชาวบ้านต้องเดินทางมาเป็นแรงงานราคาถูก ซึ่งเอาไปทำงานแข่งขันกับใครก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้รักในงานที่ทำ ไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาเพื่อมาทำงานกับเครื่องจักร

พ่อค้าแม่ค้าเคยค้าขายในตลาด ในร้านขายของ ในแต่ละชุมชน เมื่อถนนถูกขยายกว้างขึ้น ห้ามจอดรถ คนลงมาเดินซื้อของไม่ได้ คนก็ต้องย้ายไปซื้อของในห้างซูปเปอร์สโตร์ของบริษัทต่างชาติที่มีที่จอดรถใหญ่โต คนตัวเล็ก ๆ หมดทางไป

...

 

เป้าหมายผิดระดับบริษัท

บริษัทที่วางผลกำไรสุงสุดเป็นเป้าหมายหลักเพียงด้านเดียว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่

-พนักงานจะต้องทำงานหนัก แก่งแย่งชิงดี การเมืองในองค์กรสูง ขัดแย้งผลประโยชน์ สุดท้ายประสิทธิภาพและความร่วมมือในการทำงานก็ต้องลดไปโดยปริยาย

-บริษัทที่คิดแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำธุรกิจแบบชั่วร้าย เบียดเบียนคนภายนอก เป็นบริษัทที่พนักงานไม่มีศรัทธา ตามมาด้วยปัญหาทุจริตภายใน พนักงานเฉื่อยชา ทำงานแค่เฉพาะหน้า

-เมื่อบริษัทเอาเปรียบพนักงาน พนักงานไม่เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร ขาดความรับผิดชอบ ไม่ช่วยประหยัดต้นทุน ไม่ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ทำให้งานไม่ก้าวหน้า

การวางเป้าหมายที่เงินเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนองค์กร นอกจากจะไม่ช่วยให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการทำลายองค์กรอย่างยั่งยืนอีกด้วย

..

 

การตั้งเป้าหมายผิดในระดับบุคคล

การตั้งเป้าหมายผิดในระดับบุคคลเก็เช่นกัน ถ้าเราวางเข็มทิศชีวิตมุ่งหน้าไปที่เงิน จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ชีวิตเราจะมีปัญหาอย่างยิ่ง

ถ้าเราอยากมีเงิน มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน เราต้องเป็นเจ้านายของเงิน เป็นผู้รู้จักเงิน เป็นคนใช้เงิน ไม่ปล่อยให้เงินครอบงำเรา คนที่ปล่อยให้เงินเป็นเจ้านาย จะไม่เคยมีความสุขเลย ตอนมีเงินก็ใช้เงินสร้างความทุกข์ หวาดกลัวว่าจะสูญเสีย ตอนไม่มีก็ยิ่งทุกข์หนัก ทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ สิ่งสำคัญคือ เราจะต้องรู้จักประโยชน์ รู้จักโทษของมัน และใช้มันให้เป็น

เคยได้ยินเรื่องคุณลุงคนหนึ่งพายเรือขายกาแฟอยู่แถวตลาดน้ำ สายๆ พอแดดเริ่มแรง ของขายหมด แกก็พักผ่อนนอนล่องเรือ เป่าขลุ่ยรับลม นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปเห็นเข้า ก็บอกว่า " ลุง ของขายหมด ทำไมไม่ทำมาขายเพิ่มเยอะๆ ล่ะ จะได้มีเงิน ต่อไปก็อาจตั้งเป็นร้านกาแฟใหญ่ๆ ขยายสาขาไปเมืองต่างๆ ขายกาแฟไปทั่วโลกเลยก็ยังได้"

คุณลุงก็ตามว่า "เปิดร้านกาแฟทั่วโลก แล้วดียังไงล่ะ"

นักท่องเที่ยวชาวกรุงก็บอกว่า "อ้าวลุงก็จะได้รวย นั่งๆ นอนรับลมเล่นริมน้ำสบายใจยังไงก็ได้ไงลุง"

คุณลุงส่ายหัวก่อนจะพายเรือหนีไป แกพึมพำเบาๆ ว่า "แล้วนี่คิดว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ล่ะ"


สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่ต้องใช้เงินซื้อและเงินซื้อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจิตใจที่พัฒนาแล้ว หรือความสุข ความอบอุ่นใจ เราจึงเห็นคนรวยฆ่าตัวตาย เครียด คนมีชื่อเสียงร่ำรวยติดยาเสพติดอยู่บ่อยๆ

A person's life consists not of what he has but of what he is.

Anonymous

....

Image

 

เงินเป็นทาสรับใช้ที่ดี......เป็นเจ้านายที่เลว

คนมีปัญญา เมื่อมีความทุกข์ก็ใช้ความทุกข์เป็นหินลับปัญญา คนไม่มีปัญญามีเงินมีความสุขก็หลงระเริง เพลิดเพลินพาตัวเองเข้าไปติดกับดัก เราชอบมีเงิน ชอบใช้เงิน ชอบความสะดวกสบายที่เงินนำมาให้ แต่เราต้องรู้ว่าไม่ได้หยุดแค่นี้ ถ้าเราหลงคิดว่า เงินคือเป้าหมายสูงสุด เงินก็จะพ่นพิษทำลายชีวิตเราในหลายๆ ด้าน เช่น

เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว คือมีเงินแล้วก็เจอทางตันไปไหนต่อไม่ได้ ต้องหาเงินมาขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มความเครียด เพิ่มภาระ เบียดเบียนกระทบคนอื่นมากขึ้น เพิ่มความกลัวหมดเงินในจิตใจมากขึ้น ยิ่งเครียดหนัก มีความสุขน้อยกว่าตอนมีเงินพอดีๆ เงินที่มีมากเกินเป็นปัญหามากกว่าตอนที่มีเงินน้อยๆ หรือปานกลาง เหมือนที่กล่าวกันว่า ยิ่งใช้เงินมาก ก็ยิ่งเสพติดเงินมากขึ้น ความขาดทางใจ ความกลัวเพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากลัว

หากเป้าหมายคือเงิน การเลือคิด ทำ พูด เลือกคน ของใช้ สิ่งของก็ถูกจัดให้เสริม เอื้อ สอดคล้องกับเงินเช่นกัน การทุ่มเทแรงกายแรงใจ สติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ก็จะทุ่มเทไปที่การเงิน มากกว่าสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตเราจริงๆ เช่น การพัฒนาจิตใจตนเอง ดูแลคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อนร่วมโลก กลายเป็นการทุ่มเททำงานโดยไม่มีเวลาให้สุขภาพกาย สุขภาพใจของตนเอง และครอบครัวแก่งแย่งกับคนอื่น กลายเป็นแก้วน้ำใหญ่ที่ถูกกระทบกระเทือนได้ง่ายขึ้น มีความทุกข์ เครียด วิตกกังวล หนัก มีภาระทางใจมากขึ้น ทุกอย่างที่คนอื่นทำสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเราได้มากขึ้น เพราะความเป็นตัวเรา ความอยากของเรามันใหญ่โตคับโลกไปหมด

การตัดสินใจที่มีเงินเป็นศูนย์กลางนั้น ทุกอย่างจะบิดเบี้ยวไปหมด ไม่เกิดผลดีที่ยั่งยืน เรากำลังบริหาร ชีวิต ชีวิตที่เป็นองค์รวม มีส่วนประกอบหลากหลาย การแยกมองที่เงินเพียงจุดเดียว ก็จะผิดพลาด เหมือนที่ไอเอ็มเอฟ เข้ามาคุมธนาคารแห่งประเทสไทยตอนที่เราเป็นหนี้เขา แล้วกำหนดนโยบายโดยมองที่การเงินเพียงด้านเดียว แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร

คนที่มองว่าเงินเป็นเป้าหมายสูงสุด ความสุขทั้งหมดของชีวิตอยู่ที่เงิน พอหมดเงิน ก็หมดความสุข หมดชีวิต

บัญชาเดินเข้ามาพบดิฉันหลังจากลงจากเวทีบรรยาย เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยเป็นนักธุรกิจใหญ่ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข มีลูก 2 คน มีภรรยาที่กำลังท้อง 4 เดือน วันหนึ่งธุรกิจของเขามีปัญหา บริษัทต้องปิดตัว เขาผิดหวังรู้สึกเหมือนมันสิ้นสุด หมดหนทาง ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปทำไม เขาหยิบปืนขึ้นมา ตั้งใจจะยิงภรรยาที่กำลังท้อง ฆ่าลูกทั้ง 2 คน แล้วจะยิงตัวตายตาม โชคดีขณะที่เขากำลังจะยิงภรรยา ลูกคนหนึ่งตื่นขึ้นมาร้อง "พ่อจ๋าอย่าทำแม่" วินาทีนั้นเขาหยุดแล้วคิดว่า ถึงเขาจะไม่มีอะไร แต่ก็ยังมีครอบครัวที่รักกันเสมอ

บัญชาเข้ามาฝึกตามดูเท่าทันความคิดตัวเองอยู่บ่อยๆ ทุกวันนี้ เขากลับมาเป็นเจ้าของธุรกิจลูกชิ้นปลาชื่อดัง ที่ได้สูตรมาจากครอบครัวภรรยา ทุกคนในครอบครัวช่วยกัน เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่มั่นคง บัญชาไม่ได้ขับรถคันโต ไม่มีบ้านหลังใหญ่อีก แต่เขาบอกดิฉันว่า ชีวิตเขามีความสุขและมั่นคง

คนมีเงินเป็นเป้าหมายมักเลือกใช้วิถีชีวิตที่เอื้อต่อการสร้างภาพลักษณ์ สร้างเครือข่าย แต่ทำร้ายตัวเอง ทำลายสิ่งแวดล้อม

เรามีสิทธิ์แค่ไหนที่จะใช้เงินโดยไม่สนใจว่ามีผลกระทบกระเทือนต่อคนอื่นมากแค่ไหน ต้นทุนของสังคม ส่งผลกระทบต่อโลก ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ซดน้ำมันเป็นว่าเล่น บ้านหลังใหญ่ขนาด 50 ห้อง สนามกอล์ฟที่ทำให้ราคาที่ดิน (Opportunity Cost) สูงเกินกว่าที่จะสามารถนำมาทำเกษตรกรรมได้ พร้อมพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อทำสนามให้เขียวสด จนพื้นที่ข้างเคียงทั้งอำเภอไม่สมารถทำเกษตรธรรมชาติได้ บินไปเที่ยวอวกาศ ในขณะที่คนในประเทศที่ถูกเราเอาเปรียบ เพื่อให้ได้เงินมาผลิตยานท่องเที่ยวอวกาศกำลังอดตาย

การที่คนคนหนึ่งหาเงินได้มาก เพราะระบบการค้าที่มีอำนาจเหนือกว่า สามารถต่อรองเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้มากกว่า มันถูกต้องพอที่จะให้สิทธิ์แก่คนคนนั้น ในการผลาญสิ่งแวดล้อมของลูกหลานเหลนในอนาคตของเราหรือเปล่า

เป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นกันทุกวัน เมื่อจิตใจแห้งแล้ง หลุมในใจใหญ่ขึ้น เราก็ใช้ทรัพยากรเปลืองขึ้น ใช้ของแพงขึ้น ทิ้งของมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างที่เรากิน สวม ใช้ ขับ ทิ้ง มาจากผืนโลก จะกลับไปเป็นขยะสะสมอยู่บนโลกนี้อีกนับล้านปี

ถ้าเรารักตัวเอง รักลูกหลานของเราสักนิด เราอาจจะขยายมุมมองจากผู้เสพ ผู้บริโภค มาเลือกด้วยความรู้ตัวว่า ไม่ว่าเราจะมีเงินมากแค่ไหน มนุษย์ก็ยังต้องการอากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด ดินอุดม เพื่อมีชีวิตอยู่เหมือนเมื่อครั้งโลกนี้เพิ่งเริ่มต้นอยู่ดี

Live simply, so that others may simply live.

Anonymous

 

...

Image

 

การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง

ลองหลับตานึกภาพชีวิตที่คุณต้องการ รู้สึกตัว รู้สึกให้ถึงใจ เป็นตัวของตัวเอง รู้เนื้อรู้ตัว ด้วยใจที่ตั้งมั่นผ่องใส มองให้เห็นคุณภาพชีวิตที่อยากเป็น


เป้าหมายสูงสุด

ในชีวิตที่ทุกอย่างไม่แน่นอน มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวย-จน สุข-ทุกข์ ชม-นินทา แข็งแรง-ป่วย มีอำนาจ-หมดอำนาจ มีคนรัก-หมดคนรัก-มีคนเกลียด สิ่งสำคัญที่ควรมีในชีวิตคือ มีจิตใจที่พัฒนาไว้ดี มีสติปัญญาเตรียมพร้อม ที่จะรับเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่หวั่นไหว ทำได้ด้วยการฝึกตามรู้ร่างกาย ตามรู้จิตใจ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ทั้งปวง ที่เราฝึกกันมาตั้งแต่ต้น จนใจเริ่มเห็นเข้าใจความจริง จากเมื่อก่อนที่เคยเข้าใจด้วยสมอง พอเกิดอะไรขึ้นจริงก็รับไม่ได้ เปลี่ยนเป็นปัญญาที่แนบอยู่กับใจ มีอะไรเกิดขึ้นก็เฉลียวรู้ทันใจ แก้ปัญหา ดับไฟที่ใจ มีความรู้สึกตัว เป็นเข็มทิศให้ชีวิต เป็นพี่เลี้ยงประครับประคองความรู้สึก นึกคิด ประคองเรือชีวิตให้ถึงฝั่งอย่างมั่นคง

การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีศักยภาพทางใจสูง เป้าหมายในชีวิตเราสามารถไปให้ไกลกว่าเป้าหมายขั้นพื้นฐานของคนทั่วไปที่ต้องการทรัพย์สิน เงินทอง อำนาจ บริวาร มาทำให้รู้สึกชีวิตปลอดภัย แต่ไม่เคยอุ่นใจจริงๆ เสียที

เงินทอง วัตถุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เราหามาได้ มีประโยชน์เพื่อนำมาใช้เป็นฐานพัฒนาชีวิตของเรา จากความสะดวกสบายไปสู่ชีวิตที่มีประโยชน์ มีคุณค่า มีความมั่นคงทางจิตใจ มีทุนด้านอื่นที่ไม่ยอมให้เงินหรือวัตถุเป็นต้นตอของความสุข เพียงอย่างเดียว

การยอมให้ตัวเองมีความสุขเพียงได้จากเงิน ข้าวของ ดูหนัง ฟังเพลง เป็นความสุขที่คับแคบจำกัด เมื่อเราไม่มีเงิน หรือเราเจ็บป่วย แก่ตัวลง ไม่สามารถดู ฟัง เพลิดเพลินกับสิ่งที่เคยให้ความสุขได้ ชีวิตเราก็จะอับเฉา

แต่ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมา เราหาเงิน มีความสุขด้วย และใช้เงินในการทำชีวิตให้มีคุณค่า พัฒนาตัวเอง ชีวิตเราก็จะปลอดภัย มั่นคง มีทุนสนับสนุนจากด้านอื่น มีต้นตอความสุขจากสิ่งอื่นที่ไม่ต้องใช้เงิน

เมื่อเรามีความสุขได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องการใช้เงินน้อยลง เบียดเบียนคนอื่น ผลาญทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง ืเมื่อชีวิตเราพอเพียง เพียงพอ กำลังสติปัญญา ความสามารถ และเวลาของเราก็จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดยิ่งขึ้นไปอีก

One's outlook is a part of his virtue.

Amos Bronson Alcott

 

 

 

ในภาพทางซ้ายมือ ถ้าเราปล่อยตัวเองให้เป็นเพียงผู้เสพ ผู้บริโภค ต้องพึ่งพา ความสุขจากคนอื่น สิ่งอื่นๆ นอกตัว ทุกคนแก่งแย่งเบียดเบียนกัน ใช้ทรัพยากร ใช้ธรรมชาติ อย่างสิ้นเปลือง โลกแย่ลง ทรัพยากรหมดไป สังคมก็ยิ่งแก่งแย่งแข่งขัน ทำสงครามแย่งชิงความร่ำรวย ทั้งด้วยอาวุธ ด้วยอำนาจทางการเมือง การต่อรองทางการค้า ทุกอย่างถูกบีบเข้ามา จนเราไม่มีทางไป กดดันเรามากขึ้น เราเหมือนคนที่ถูกทำให้เป็นอัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถูกบีบจากรอบด้าน เหมือนปลาติดอวนไม่มีทางรอด

 

...

Image

 

เรามั่นคง สังคมมั่นคง โลกมั่นคง

เรามั่นคง ถ้าตัวเราพึ่งตัวเองได้ ถึงแม้จะไม่ได้ไปปลูกผัก ปลูกข้าว จับปลาเอง แต่อย่างน้อย ในงานในสิ่งที่เราทำนั้นพอเลี้ยงตัว ยืนด้วยขาของตัวเองได้มั่นคง ไม่มีหนี้สิน เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน ก็มีทุนเงิน ทุนใจไว้ประคับประคองชีวิตได้ มีปัญหา ก็ตั้งหลักได้ วางใจเป็น เผชิญปัญหาอย่างเต็มกำลัง ด้วยความรู้เท่าทันทั้งจิตใจ ตัวเอง และปัจจัยภายนอก เป็นคนที่มีความสุข รู้สึกมั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองทำ มีความสุขทั้งกับตัวเองและคนรอบตัว

สังคมมั่นคง เมื่อเรามีความสุข มั่นคง เป็นแก้วน้ำที่เต็ม เราก็มีความรู้สึกดีๆ มีเวลา มีเงินเหลือพอแบ่งปันช่วยเหลือคนอื่น ความอิ่มใจของเราก็ยิ่งเพิ่มพูน เห็นคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ถูกความทุกข์ ความตาย เบียดเบียนเหมือนเรา โดยที่เราไม่ต้องไปสร้างความทุกข์ให้เขาเพิ่ม สังคมก็จะมั่นคงดีตามไปด้วย เวลาไม่ชอบใคร เกลียดใคร ก็วางใจได้ว่า ถ้าเขาเป็นเพื่อนเรา แม่เรา ลูกเรา เราจะอยากให้เขาถูกทำร้าย เราจะทำอย่างนี้กับเขาหรือเปล่า เมื่อเราคิดดีๆ กระแสดีๆ ที่เราปล่อยออกไปก็จะเป็นพลังที่กลับมาหล่อเลี้ยงใจของเรา ชีวติที่มีใจเป็นราก รากที่ลุ่มลึกก็สามารถนำน้ำมาหล่อเลี้ยงชีวิตให้งดงาม

โลกมั่นคง เมื่อเราพอใจในชีวิต มีความสุขกับเพื่อนมนุษย์ ความโหยหาทุรนทุรายก็ลดลง เราก็จะต้องการสิ่งต่างๆ เท่าที่จำเป็น ใช้น้อยลง ทิ้งน้อยลง มีวิถีชีวิตที่กระทบกระเทือนโลกนี้น้อยลง จุดเริ่มต้นของแฟชั่นที่ฮิตกันทั่วโลก เริ่มจากคนเพียงไม่กี่คน โรคระบาดที่แพร่ไปทั่วโลก ก็เริ่มจากไม่กี่ราย การมีเป้าหมายชีวิต มีวิถีชีวิตที่ดีงามชัดเจนของคนเพียงไม่กี่คน ก็สามารถพลิกกระแสโลกได้เช่นกัน อย่างท่านมหาตมะ คานธี เป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของคนที่มีความมั่นคงทางใจ มีแก้วน้ำความอยากที่เล็กจนแทบไม่ต้องการอะไร ทำให้มีกำลัง และเวลาทำสิ่งที่มีคุณค่าเปลี่ยนแปลโลกนี้ให้น่าอยู่มากขึ้น

We make a living by what we get, but we make a life by what we give.

Winston Churchill

 

...

Image

 

นีโม ปลาน้อยหัวใจมั่นคง

ในภาพยนตร์เรื่องนีโม ปลาเล็กตัวใจโต๊โต ปลาการ์ตูนน้อยที่ถูกจับมาเลี้ยงในตู้ปลา พ่อของเขาตามมาช่วย ขณะที่หนีออกมาได้ กำลังกลับสู่ทะเล นีโมถูกอวนของชาวประมงจับรวมกับปลาอีกหลายร้อยหลายพันตัว ตอนนี้ปลาทุกตัวหมดอาลัยตายอยาก ทำใจว่าต้องตายแน่ๆ แต่นีโมไม่ยอมตามกระแส นีโมบอกทุกคนให้กระพือครีบ โบกหาง ว่าย ว่าย ว่าย จนอวนพัง ปลาทุกตัวรวมทั้งนีโมก็ได้กลับสู่ท้องทะเล มีชีวิตกับคนที่รัก พลิกเหตุการณ์พลิกกระแสได้ด้วยหัวใจดวงเดียว

เมื่อไรที่เราท้อ ถูกโลก ถูกเหตุการณ์รอบตัวโยนเราไปมา อย่าลืมนึกถึงนีโม ตั้งหลักตัวเองให้ดี ทำตัวเองให้มั่นคง ตั้งเป้าหมายให้ถูกต้อง ไม่เดินหลงทาง

ทันทีที่เรากำหนดเป้าหมายชีวิต เป็นการพัฒนาความมั่นคงและอิสรภาพทางใจ ทุกขณะคือการบรรลุเป้าหมาย ทุกวินาทีคือจิตใจที่มั่นคงขึ้น พึ่งพาสิ่งอื่นๆ น้อยลง ประสบความสำเร็จ มีความสุขทันทีในวันนี้ มีหนทางที่มั่นคงอยู่ตรงหน้า มีใจที่มีคุณภาพเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งที่แท้จริง

Be happy with what you have and are, be generous with both, and you won't have to hunt for happiness.ุ

William E. Gladsone


เข็มทิศ

เป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตเรา คืออะไร

 

 

 

Image

ภาคที่ 5 ใช้ชีวิตให้ตรงเป้าหมาย

กำหนดเป้าหมายผิด พาชีวิตดิ่งเหวในขณะที่เป้าหมายถูกต้อง แต่เดินเป๋ผิดทิศก็พาชีวิตดิ่งลงเหวเช่นกัน เราจึงต้องมีเข็มทิศไว้ตรวจสอบสิ่งที่เราเลือกซื้อ เลือกใช้ เลือกทำ ว่าสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต และไม่ได้กำลังพาเราไปทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราต้องการ

เพชรเม็ดโต

การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีความสำคัญมากต่อความเจริญงอกงามภายใน เพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งดิฉันให้ความนับถือเธอมาก เล่าให้ฟังว่า เธอได้ของขวัญจากคนในครอบครัวเป็นเพชรเม็ดใหญ่เท่าหัวแม่มือ มีราคาแพงชนิดที่ดิฉันนับตัวเลขไม่ทัน ตั้งแต่เธอเฝ้าดูใจ เธอเห็นภาระทั้งทางใจ ทางกาย จะออกจากบ้านไปวัดก็ต้องเอาเพชรไปฝากไว้ที่ธนาคาร จะใส่ตัวเรือนทำเป็นแหวนก็ต้องจ้างการ์ดหอบหิ้วเอาไปส่งให้บริษัทเพชรยักษ์ใหญ่ที่ฮ่องกง เวลาของชีวิตสูญเสียไปเพราะสิ่งๆ นี้ ทำให้เธอเห็นความทุกข์ เห็นภาระของข้าวของที่ให้แค่ค่านิยมหรูๆ เป็นประโยชน์เทียมแก่ตัวเธอ

ถ้าไม่ต้องไปงานสังคม เราก็ไม่ต้องใช้ของพวกนี้ ไม่ต้องดิ้นรนหาเสื้อผ้า ไม่ต้องขัดตัวนวดหน้าดูแลตนเอง ไม่ต้องทำเล็บ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผม ไม่ต้องเสียเวลามากๆ ทั้งระหว่างเตรียมตัวจนถึงวันไปจริงๆ ที่จะต้องไปเจอใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีความหมายในชีวิตเรา และปล่อยพลังด้านลบออกมา ให้เราต้องมาล้างอีกเท่าไหร่ ลองนึกดูสิว่า ในงานแบบนั้นงานหนึ่งจะมีสักกี่คนที่อิ่มเต็มพอเพียง มีพลังในชีวิต มีคุณค่าพอที่จะชุบชูใจ ลับปัญญาให้เราเรียนรู้ เพราะคนที่รู้สึกอย่างนั้น ก็คงเอาพลังชีวิต เอาเวลาไปอยู่กับครอบครัว กับคนที่รัก แล้วก็ทำอะไรที่มีความหมายกับตนเองจริงๆ มากกว่าที่จะออกไปให้คนอื่นช่วยตีตราประทับให้เรา ว่าเราประสบความสำเร็จ ว่าเราดูมั่งมี ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้มั่งมีจริงๆ มีภาระหนี้สินมากมาย มีปัญหากับสามี ลูก เพื่อน สับสนกับตัวเอง มีความทุกข์โดยการทำตัวเองให้ยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น

เราอาจจะแปลกใจที่ได้รู้ว่า คนจำนวนมากหลอกตัวเอง ยอมเป็นหนี้มากมายเพื่อสร้างภาพให้ตนเองดูมั่งมี ด้วยบ้าน รถยนต์ ข้าวของอุปกรณ์อื่นๆ แต่จิตใจเหี่ยวแห้งลงไปทุกวันกับภาระหนี้สินที่ทับถมทวีคูณ และการหาตัวเองไม่เจอ

วันนี้ เพื่อนของดิฉันคนนี้วางมือจากงานที่เคยทำรายได้ให้เธอมากมาย แต่ทำให้เธอต้องไปงานสังคมที่ดูดพลังชีวิต และไม่เอื้อต่อการพัฒนาของเธอ เธอให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าฟัง ตอนที่เป็นข่าวครึกโครมหลังจากลาออกจากงานของเธอว่า

“ดิฉันพบว่า ยิ่งดิฉันหาเงินได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้เงินมากขึ้นเท่านั้น หลุมในใจก็โตขึ้นเรื่อยๆ ความสำเร็จในหน้าที่การงานและวัตถุ ไม่สามารถเติมให้เต็มได้ ดิฉันจึงตัดสินใจเลือกแนวทางชีวิตที่เดินช้าลง เพื่อให้สิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตดิฉันจริงๆ “

 

 

Image

รถเบนซ์ของฉัน

มีผู้ชายคนหนึ่งขับรถเบนซ์สปอร์ตคันใหม่ ฉวัดเฉวียนไปบนถนนสุขุมวิทด้วยความเร็วสูง ทันใดนั้นรถของเขาเสียหลักพุ่งเข้าชนเกาะกลางถนนอย่างแรงตัวของเขาหลุดกระเด็นออกมานอกรถ ทันทีที่เขาฟื้นคืนสติ แล้วหันไปพบซากรถที่พังยับเยิน เขาก็ร้องครวญครางว่า “เบนซ์สปอร์ตของฉัน เบนซ์สปอร์ตของฉัน”

คุณลุงขายผลไม้ข้างถนนก็รีบตะโกนบอกเขาว่า“คุณ มัวร้องให้เสียดายรถอยู่ได้ยังไง ดูโน่นสิ แขนของคุณกระเด็นไปอยู่ฟากโน้นแน่ะ” ทีนทีที่เขาหันไปเห็นแขนของตนเองที่ฉีกขาดยับเยินเขาก็กรีดร้องเสียงดังโหยหวนว่า “โธ่ นาฬกาโรเล็กซ์ของฉัน โรเล็กซ์ของฉัน …จบ”

เข็มทิศ

วันนี้เราทุ่มเทให้กับสิ่งนอกตัว จนลืมชีวิตไปหรือเปล่าลองสำรวจสิ่งที่เราเลือกมาใส่ในชีวิตว่า เป็นภาระมากกว่าความสุขหรือเปล่า

...

Image

บ้าน นกน้อยทำรังแต่พอตัว

คนส่วนใหญ่เสียโอกาสมีความสุขในชีวิต เพราะเข้าใจผิดว่า บ้านอย่างที่เห็นในฝันจะทำให้เรามีความสุข ถ้าเราต้องขับรถแสนไกลจากบ้านในฝัน ลูกต้องกินข้าวในรถ ต้องทำงานจนค่ำเพื่อหาเงินผ่อนบ้าน จนไม่มีโอกาสได้อยู่บ้านจริงๆ หรือเวลาอยู่บ้าน ชีวิตเราก็ต้องวุ่นวายกับการดูแลทำความสะอาด หาแม่บ้าน ทำสวน กลัวขโมย บ้านใหญ่เกินกำลัง ยังถูกเพิ่มปัญหาด้วยของแต่งบ้าน อุปกรณ์เครื่องใช้ราคาแพงตามความแพงของบ้าน ยิ่งบ้านยิ่งขยายใหญ่ ค่าใช้จ่ายในชีวิตเราก็ยิ่งโตทวีคูณตามไปด้วย

อะไรจะสำคัญกว่ากัน การมีอิสระทางใจ มีจิตใจที่ปลอดโปร่ง ในบ้านหลังเล็กพอตัว ควบคุมชีวิต ควบคุมการเงินของตนเองได้ มีเงินเหลือ มีทางเลือกเปิดกว้างมีสมองเปิดกว้าง เพื่อตนเอง เพื่อคนอื่น ด้วยใจที่ไม่เครียด ด้วยเงินที่ไม่ต้องจับจ่ายไปกับข้างของเสริมฐานะ ชีวิตเรายังต้องเดินทางอีกไกล วางภาระ ไม่แบกขอบหนัก ชีวิตเบาสบาย

 

 

Image

รถยนต์….ลดเงิน

มีคนมากมายที่ยอมอยู่บ้านรถสกปรก แต่ขับรถโก้หรู ต้องผ่อนตัวเป็นเกลียวถ้าเราเห็นประโยชน์ของรถจริงๆ ว่าเป็นเพียงพาหนะที่พาเราไปยังจุดหมายต่างๆ เท่านั้น เราจะไม่ตกหลุมพรางเลย

ดิฉันเคยชื้อรถยุโรปยี่ห้อดัง ตอนเริ่มทำงานมีเงินใหม่ๆ แต่ยิ่งรู้จักตัวเองมากขึ้นเข้าใจตัวเองมากขึ้น จำได้ว่าไปยืนเลือกรถโดยดูจากความคุ้มค่า และค่าใช้งาน (คือเงินที่หายไปเวลาขายต่อ) มากกว่า มีเพื่อนดิฉันคนหนึ่งซื้อรถยุโรปหรูมาคันหนึ่งแล้วพบว่า หลังจากที่ทนกับปัญหาบางอย่างไม่ไหว ขายไปในเวลา 2 ปี ราคาขายต่อเท่ากับเธอจ่ายค่าใช้งานรถคันนั้น เป็นเงิน 2 ล้านกว่าบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1 แสนบาท เราอาจจะลองคำนวณดูว่า รถคันที่เราจะซื้อ เราพร้อมที่จะจ่ายค่าใช้งานในราคาเท่านั้นหรือเปล่า

(ราคารถใหม่ – ราคาขายต่อหลังเราใช้) = ค่าใช้งานต่อเดือน
จำนวนปีที่ใช้ x 12 เดือน

เราพร้อมที่จะใช้พลังชีวิตของเรา ค่าตัวของเรา จำนวนกี่ชั่วโมงใน 1 วัน เพื่อแลกกับค่าใช้รถในวันนั้น เราอาจจะคิดทบทวนรอบคอบมากขึ้น ถ้าเราได้ลองคำนวณค่าพลังชีวิต

ค่าพลังชีวิตต่อชั่วโมง คือ ค่าแรงที่เราได้รับจริงๆ ต่อชั่วโมง เวลาเราอยากซื้ออะไร ลองคำนวณว่า เราต้องใช้พลังชีวิตมากแค่ไหน เพื่อแลกสิ่งนั้นมา

ค่าพลังชีวิต = ค่าแรงหลังหักภาษี - ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน *
(ต่อชั่วโมง) (ต่อวัน) (ต่อวัน) จำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับงาน
(ต่อวัน)

ถ้าเราระมัดระวังความอยากของเรามากขึ้น เราอาจจะไม่ต้องทนทำงานหนักขนาดนี้หรือทำในสิ่งที่บั่นทอนตนเอง แต่สามารถมีอิสรภาพที่จะเลือกทำในสิ่งที่ดีต่อคุณภาพชีวิตเราจริงๆ

เข็มทิศ

วิถีชีวิตที่เราเลือก อยู่บนทางที่พาเราไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเราหรือเปล่า

*ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานรวมถึง การเดินทาง, เสื้อผ้า, ซักแห้ง, โทรศัพท์, ค่าอาหาร, ค่าจ้างคนมาดูแลลูก, ทำงานบ้านแทนเรา ฯลฯ
จำนวนชั่วโมงที่ใช้ไปกับงานนับรวม ชั่วโมงทำงาน, ชั่วโมงเดินทาง, ชั่วโมงซื้ออุปกรณ์เพื่อทำงาน, และชั่วโมงสังสรรค์เพื่องาน

 

...

Image

หนี้หายนะ

หลายคนต้องเป็นหนี้ธนาคาร บัตรเครดิต เพื่อชื้อบ้าน ซื้อของตกแต่งบ้านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ การไปกู้คือยืมเงินซึ่งเราไม่มีในขณะนี้ แต่จะเอารายได้ในอนาคตมาผ่อนชำระ การชำระขึ้นอยู่กับอนาคตซึ่งไม่แน่นอน ทำให้ชีวิตเราต้องกล้าเสี่ยงมากขึ้น การตัดสินใจของเราก็ต้องเร่งรีบ เสี่ยงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่หวังว่าจะได้สูงขึ้น ยอมทนทำงานที่ไม่อยากทำ โกง เบียดเบียน หลอกลวงคนอื่น เพื่อความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาใช้หนี้ เพื่อความเครียดให้ตัวเองและคนรอบตัว และที่สำคัญเราไม่รู้จักต้นทุนที่แท้จริงของนี้

เสือน้อยและเสือใหญ่เริ่มทำงานเมื่ออายุ 17 ปี พ่อแม่ให้เงินเท่ากันคือ 80,000 บาท เสือน้อยเอาเงินไปซื้อรถมือสองคันเล็กๆ ขับไปทำงาน

ในขณะที่เสือใหญ่เอาเงินไปดาวน์รถ ราคา 300,000 บาท โดยกู้เงิน 220,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี ผ่อน 5 ปี

เสือใหญ่ผ่อนรถเดือนละ 4,675 บาท เป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 280,500 บา

ส่วนเสือน้อย ไม่ต้องผ่อนรถ เอาเงินที่จะต้องผ่อนรถไปฝากธนาคารทิ้งไว้ทุกเดือนได้ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ครบ 5 ปี เงินฝากเดือนละ 4,675 บาท รวมดอกเบื้อทบต้นเป็นเงิน 365,024 บาท

เสือน้อยทิ้งเงินฝากไว้อย่างนั้น โดยไม่ฝากเพิ่มและไม่ถอน ปล่อยให้ดอกเบี้ยทบต้น ทำงานของมัน วันที่เสือน้อยเกษียณอายุ ตอนอายุ 60 ปี 2 เดือน เงินจำนวนนั้นทบต้นเป็นเงิน 23,361,536 บาท

ส่วนรถของเสือใหญ่ กลายเป็นเศษเหล็กในเวลาไม่นาน

นี่คือเหตุผลที่เราต้องออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย หักห้ามใจต่อแรงยั่วยุของสิ่งต่างๆ เสือน้อยออมเงินทุกเดือนเพียง 5 ปี แล้วหลังจากนั้นก็ใช้เงินเดือนของตัวเองได้เต็มที่ทุกบาททุกสตางค์ ด้วยเงินต้นเพียง 365,024 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 10% ต่อปี เงินต้นและดอกเบี้ยกลายเป็น 23,361,536 บาท ภายในเวลา 40.2 ปี

(สูตรคำนวณว่าเงินจะเพิ่มเป็นเท่าตัวเมื่อไหร่คือ 72 /อัตราผลตอบแทน เช่น 72 / 10 = 7.2 ดังนั้นที่ดอกเบี้ย 10% เวลา 7.2 ปี เงินก็เพิ่มเท่าตัว)

เช่น ถ้าดิฉันฝากเงินให้ลูก 5 ล้านบาท ที่ดอกเบี้ย 10% ต่อปี ทุกๆ 7.2 ปี เงินฝากจะโตเป็น 10 ล้านบาทและ 20 ล้านบาท 40 ล้านบาท และ 80 ล้านบาทตามลำดับ รวมเวลา 28.8 ปี เงิน 5 ล้านบาท โตเป็น 80 ล้านบาท

ถึงแม้เวลานี้ ดอกเบี้ยเงินฝากของเราจะต่ำมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะหยุดออมก่อนจะชื้ออะไร ลองหยุดคิดสักนิดว่า ค่าเสียโอกาสในชีวิตเป็นเท่าไหร่ รวมถึงโอกาสอื่นๆ ที่สูญเสียไปนอกจากเงิน

การสร้างหนี้เป็นการสร้างความหายนะให้ชีวิตได้อย่างง่ายดาย การมีหนี้เป็นทุกข์เป็นภาระทางใจอย่างยิ่ง แล้วมันคุ้มหรือเปล่ากับการเป็นหนี้ เพื่อสิ่งของที่มีหรือไม่มีแตกต่างกัน เราอาจจะเป็นหนี้ได้อย่างรอบคอบเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก็คือ การเริ่มลงทุนไม่จำเป็นต้องมองทุนที่เป็นเม็ดเงินอย่างเดียว มันสมองความคิด แปลงกระแสความนิยมให้เป็นประโยชน์ มีสิ่งมากมายที่ใช้แทนกันได้ ถ้าเราเป็นหนี้จากบ้าน รถ ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การซื้อของ ซึ่งไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นดอกผลมาช่วยใช้หนี้ก็ยิ่งแย่ใหญ่ อาจจะถึงเวลาต้องทบทวนว่าเมืองนี้ บ้านนี้ รถคันนี้ โรงเรียนนี้ อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตของเราจริงๆ ลองปล่อยถั่ว ปล่อยความยึดมั่นในชีวิตบางอย่างดู เราอาจจะรู้ว่า ชีวิตมีทางเลือกอีกมากมาย

 

...

Image

ทำงานอย่างมีความสุข

ตอนที่ดิฉันประสบกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต จำได้ว่าตอนนั้นใจมันห่วงกังวลกับงาน บริษัทเพิ่งเปิดใหม่ยังไม่ถึง 1 เดือน เราจำเป็นที่จะต้องมีรายได้มาดูแลลูก มาจัดการกับภาระที่เราต้องรับผิดชอบ ตอนที่ไปเจริญสติอยู่กับตัวเอง ใจก็กังวลว่างานจะเป็นยังไง ลูกน้องจะเป็นยังไง เราหมดเงินไม่มีทุนแล้ว เราจะทำยังไงต่อ

แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากการปฏิบัติธรรม จำได้ว่า วันนั้นใจมันรู้เลยว่า ทุนของชีวิตไม่ใช่มีแค่เงินอย่างเดียว สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ศรัทธา ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความอดทน พยายาม ความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อความคิดที่พอเหมาะ ยอมงอบ้าง ยอมถอยบ้าง ประนีประนอมบ้าง ยอมได้บ้างเสียบ้างก็สามารถเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เราก้าวหน้าได้

สิ่งสำคัญที่สุดในตัวมนุษย์คือ ใจ Samuel Smiles กล่าวว่า ความคิดกำหนดการกระทำ การกระทำกำหนดนิสัย นิสัยกำหนดความเคยชิน ความเคยชินกำหนดชะตากรรม ในการฝึกตัวเอง เราสามารถเริ่มต้นได้ที่ต้นตอของชะตากรรม คือที่ใจ ที่ความรู้สึกนึกคิด ก่อนที่จะเป็นการกระทำในแต่ละขณะ จนเป็นนิสัย เป็นความเคยชินที่ดี แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อเราพัฒนาความรู้สึกตัวรู้เท่าทันใจ เราสามารถอยู่เหนือนิสัย อยู่เหนือความเคยชิน เมื่อเรารู้ทันจิตใจของเรา เราใช้ปัญญาเป็นตัวนำทาง นำการกระทำของเรา กำหนดเส้นทางชีวิตที่เราเลือกเองได้ตลอดเส้นทาง

สิ่งที่ดิฉันค้นพบคือ คนเราเมื่อจิตใจเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยน หลังจากออกจากการฝึกเจริญสติ ทุกคนเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราในวิถีการดำเนินชีวิต การตัดสินใจ การทำงาน ตอนนั้นจำได้ว่าทุกคนรอบตัว พ่อแม่น้อง คนขับรถ แม่บ้าน ลูกน้องในบริษัท เพื่อน คนรู้จักตามไปเข้าปฏิบัติธรรมกันหมด คนที่เข้าใจตัวเองมากขึ้น ก็เข้าใจเห็นใจคนอื่นมากขึ้น เบียดเบียนคนอื่นน้อยลง ครอบครัวก็มีความสุข บริษัทก็สงบราบรื่น ทุกคนช่วยกันทำงาน

จากเดิมที่บริษัทของเรา เป็นร้านเพชรเล็กๆ มีสาขาอยู่ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ 3 สาขา ภายในเวลาไม่กี่เดือน ร้านของเราก็ขยายเป็น 6 ร้าน และ 9 ร้านอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือนจนเราหยุด พอ เพื่อให้ทุกคนสามารถหยุดงานไปลับคมมีด ลับสติปัญญาของตนเองได้โดยไม่ต้องลางาน

จำได้ว่า ตอนนั้นคนมักจะมาถามว่า ทำได้ยังไงในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ สิ่งที่ดิฉันมักจะตอบก็คือ ถ้าวันนั้นไม่ได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้เข้าไปในใจตัวเอง วันนี้อย่าว่าแต่จะได้ทำประโยชน์มากมาย ครอบครัวมีความสุข บริษัทตนเองยังไม่รู้ว่าจะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่ ทุกวันนี้ดิฉันเป็นหนี้พระพุทธเจ้า เป็นหนี้ครูบาอาจารย์ที่สอนให้เรารู้วิธีดำเนินชีวิต สอนให้รู้ว่าใจสำคัญที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไม่เคยรู้เท่าทัน

....

Image

 

เป้าหมายของงาน

ใจที่ได้รับการฝึกมาดีแล้วจะมองจนทะลุไปถึงเนื้อแท้ของงาน จากที่เมื่อก่อนเราแค่ทำงานตามหน้าที่ เพื่อผลตามแทนตอนสิ้นเดือน เพื่อเงิน ตำแหน่ง วัตถุ และชื่อเสียงที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เรามักจะหลงลืมไปว่า งานหน้าที่ของแต่ละคนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ตนเองและเพื่อนมนุษย์ เมื่อเราลืมประโยชน์ที่แท้จริงของงาน ความสุขของเราก็ไปจำกัดอยู่แค่ผลตอบแทน เกียรติ ชื่อเสียง และความก้าวหน้า แล้วเราก็ทำงานอย่างไม่มีความสุข แต่ถ้าเราฝึกใจให้เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานที่เราทำ จดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ทุกขณะที่ทำงาน เราก็ทำด้วยความสุขปล่อยความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ผลของงานก็จะดี ผลตอบแทนก็ดี มีความอิ่มเอมใจ เพราะเห็นผลอยู่ในทุกขณะที่ทำงาน

คนเป็นครู เห็นประโยชน์แท้ของงาน ที่ทำให้นักเรียนมีความรู้ตัว ครูก็เรียนรู้จากนักเรียน จากการศึกษาค้นคว้าความรู้เพิ่มเติม ทุกขณะมีความสุข โดยไม่รอวันเงินเดือนออกหรือวันรับเงินจากการสอนพิเศษ

คนทำบัญชี เห็นคุณค่าของตัวเลข ที่ทำให้การบริหารงานของบริษัทแม่นยำ เที่ยงตรง และสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนุกรู้สึกท้าทายกับการวิเคราะห์ตัวเลข พัฒนารูปแบบการเก็บและใช้ข้อมูล นำเสนอข้อมูลใหม่ๆ ท้าทายตนเองด้วยใจรัก

คนกวาดถนน เห็นความสุขในแต่ละขณะที่กวาด ทำหน้าที่ครบถ้วน ถนนสะอาด ใจก็สะอาด

ยามดูแลตึกที่บริษัทดิฉันตั้งอยู่ มีความสุขทุกครั้งที่เห็นรถวิ่งเข้ามา เขาจะวิ่งอย่างเร็วที่สุด โบกให้รถจอดเข้าซองให้เรียบร้อย ในมุมที่แดดไม่ร้อนจัด วันฝนตกก็คอยกางร่มรับส่งคน ทุกครั้งที่เห็นรถจอดเรียบร้อย ยามท่านนั้นก็ยิ้มอย่างสุขใจ

คุณครูตัวจริงของดิฉันคือ แม่ค้าขายกระท้อนลอยแก้วริมถนนคนหนึ่ง หลังจากที่เฝ้าดูเธอทำกระท้อนลอยแก้ว แต่และขั้นตอนอย่างพิถีพิถันจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเธอใช้สำลีกรองน้ำลอยแก้ว ให้สิ่งเจือปนต่างๆ ถูกกรองออกไปหมด เธอบอกว่าน้ำจะได้ใสเป็นสีสวย ไม่มีสิ่งเจือปน รสหวานเค็มพอดี มีเสียงน้ำแข็งทุบกระทบกันกรุ๊กกริ๊ก คนรับประทานก็ชื่นใจ คนทำก็ชื่นใจในทุกขณะทุกขั้นตอน เธอบอกดิฉันก่อนจากกันวันนั้นว่า “เราต้องซื่อสัตย์ ให้เกียรติงานของเรา”

คนที่เป็นแม่บ้านดูแลลูก ดูแลครอบครัว ก็ต้องเห็นประโยชน์ของสิ่งที่เราทำว่าเราโชคดีได้ทำหน้าที่แม่ ด้วยสองมือของเราเอง เป็นแม่ที่เป็นเพื่อนเล่น เป็นคุณครู เป็นที่พักพิงให้ลูก คนที่มีความหมายต่อเราจริงๆ เป็นภรรยาที่ได้มีโอกาสดูแลสามี ดูแลบ้าน การสร้างครอบครัวที่ดีมีความสุข จำเป็นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ของแม่ที่จะประคับประคอง วันที่ลูกของเราเติบโตขึ้น เราก็ภูมิใจที่สองมือแม่นี้แหละที่ส่งลูกมาจนถึงฝั่ง

คนเขียนหนังสือเล่มนี้ ตั้งใจเขียนทุกวันอย่างมีความสุข เขียนไป อ่านจิตอ่านใจตัวเองไป ตัวเองก็ได้ประโยชน์ทันที แล้วหากคนที่อ่านอยู่ ใจยึดมาเกาะ ที่ตัวหนังสือก็รู้ทัน ตื่น เบิกบาน เอาสิ่งที่ได้อ่านไปใช้ไปทดลองกับชีวิตก็มีความสุขเพิ่มขึ้นอีก

ไม่ว่าเราจะเป็นพนักงานบริษัท ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ ที่ต้องขายสินค้าหรือให้บริการกับคนทั่วไป หากเรามองว่าเราเป็นคนขายของ คนให้บริการชีวิตมันอาจคับแคบ จืดชืดลง แต่ถ้าเราเปิดมุมมองใหม่ว่า งานของเรามีเพื่อพัฒนาจิตใจชีวิตของตนเอง และทุกคนรอบข้าง ให้สามารถมีใจที่มีคุณภาพมีเป้าหมายชีวิตที่ดี เลือกใช้ชีวิตอย่างสอดคล้องกับเป้าหมาย และมีความสุข งานของเรามีหน้าที่ทำให้บริษัทส่งมองสินค้าและบริการที่ดีแก่ลูกค้า สินค้าเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ของความสุข ความรู้สึกดีๆ ที่เรามีโอกาสมอง ให้คนอื่นที่ลูกค้ามีให้ต่อตนเอง หรือต่อคนที่เขามอบให้ คิดอย่างนี้ใจเรา ก็จะให้เกียรติสิ่งที่เราทำ เหมือนแม่ค้ากระท้อนลอยแก้ว ทุกขณะที่เราทำงาน คุยกับเพื่อนร่วมงาน ให้กำลังใจ ช่วยชี้แนะแนวทางดำเนินชีวิตให้แก่กัน ให้พัฒนาความสามารถในการพเพิ่มน้ำในแก้วไปพร้อมๆ กับการพัฒนาความสามารถ ในการปรับขนาดแก้วให้พอดีกับสิ่งที่มี คนที่มีชีวิตพอเพียง มีความสุขความพอใจในงานไม่มีหนี้ให้ต้องแบกชำระใจก็มีความสุขทำหน้าที่ของตนเองได้ดี มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้องค์กรเจริญ ตัวเองก็เจริญก้าวหน้า

ในแง่บริษัท ความศรัทธา ความไว้วางใจที่มีต่อกันทั้งภายในองค์กร ต่อลูกค้า และคนนอกองค์กรนั้น ก็ลดขั้นตอนการทำงาน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบการดำเนินการ หัวใจสำคัญคือ การพัฒนาต้องเริ่มจากการพัฒนาข้างในตนเองเสียก่อน ที่เรามักจะเห็นคนทำงานที่ไม่ตั้งใจ ไม่รับผิดชอบ ไม่พร้อมให้บริการ

เพราะไม่มีใครช่วยแนะนำให้เขาเห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานที่ทำ เมื่อไม่เห็นคุณค่าใจก็ไม่อยู่กับงาน ในทางกลับกัน เมื่อเราได้ทำในสิ่งที่เราเห็นคุณค่า ทุกขณะที่ทำเห็นการพัฒนาของคน ก็มีความสุข โดยไม่ต้องรอผลตอบแทนเป็นเงิน งานเราก็ดีมีคุณภาพ

หลังจากที่ดิฉันเริ่มทำงานอย่างเข้าใจคุณค่าของงาน ผลตอบแทนเป็นเงินก็ตามมา ปัญหาหนี้สินก็หมด แล้วยังเหลือเงินพอให้ชีวิตเราเป็นอิสระ ที่จะเลือกทำงานแบบได้เงิน หรือทำงานแบบไม่ได้เงินก็ได้ ในขณะที่คนหลายคนที่พูดถึงแต่เงิน บูชาเงิน มีแนวทางว่ากำไรเท่านั้นคือเป้าหมายสูงสุด แต่นับวันก็ยังวิ่งเป็นหนูถีบจักรห่างไกลเป้าหมาย จากกำไรกลายเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นทุกที

The last thing you do the best is what you have the most joy doing.

Malcolm Forbes.


เข็มทิศ

คุณค่าที่แท้จริงของงานที่เราทำคืออะไร

 

....

Image

โลภ…ไม่เหมือนเดิม

หลายคนมักจะสงสัยว่า การฝึกมีสติรู้เท่าทันใจตัวเองจะช่วยเราทำงานทำธุรกิจได้อย่างไร หรือพอทำแล้วจะหาเงินสู้คนอื่นไม่ได้หรือเปล่า ความจริงก็คือ เรายังมีความสามารถในการหาเงินเหมือนเดิม ยังโลภ ยังโกรธเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต่างจากเมื่อก่อนก็คือ พอโกรธขึ้นมา แทนที่จะพุ่งไปที่คนอื่น มันจะมีสติมารู้ที่ไฟในใจตัวเองก่อน บางครั้งก็มีกำลังจะยั้งไว้ทัน บ่อยครั้งก็ยังพุ่งออกไปเหมือนเดิมแต่ด้วยมีความรู้สึกตัว มันจะเหมือนเราเป็นคนอื่นที่ยืนดูตัวเอง ถูกความโกรธนำไปพูด หรือทำสิ่งที่น่าเกลียด พอเห็นความน่าเกลียดเข้า มันก็ปล่อย หยุดเองไม่ต้องให้มีใครมาบอก ก็บรรเทาความเสียหายไปได้พอสมควร พอเจ็บตัวก็ได้เรียนรู้ คราวหน้าก็รู้ทันเร็วขึ้นอีก

แล้วเราก็ยังหาเงิน มีเงินเหมือนเดิมแต่สิ่งที่ต่างก็คือ เมื่อก่อนเวลาคิดโลภอยากได้มากๆ จะทำมาค้าขายอะไร มองเห็นแต่ทางได้ ไม่ค่อยเห็นทางเสีย แต่ตอนนี้พอจะทำอะไรขึ้นมา สติมันจะเฉลียวรู้ทันใจ คอยเตือนว่า ถ้าพลาดจะกระเทือนถึงครอบครัว กระเทือนถึงทุกอย่างที่มีหรือเปล่า คอยเป็นพี่เลี้ยงประคับประคอง ความคิดเห็น ความมากไป น้อยไป ไม่ปล่อยใจเห็นแต่ทางได้ สติปัญญาก็จะทำงานหยิบความคิดมาตรวจสอบ พิจารณารอบด้านแล้วตัดสินใจด้วยความรู้สึกตัว

เวลาที่เรามีความรู้สึกตัว ตื่นหลุดออกมาจากการถูกความคิดครอบงำ มันจะมีความรู้เนื้อรู้ตัว เป็นตัวของตัวเอง รู้ประโยชน์รู้โทษของสิ่งที่กำลังจะทำ ความคิดมันก็จะพอดี พออยู่ พอเพียง เข้ากับวิถีชีวิตของเรา ที่เราปรับไว้ให้ตัวเองใช้น้อยเป็นแก้วใบเล็ก ใช้น้อยก็หาน้อย ไม่รีบเร่งจนพลาด

เวลาที่ใจมันขยับคิดการใหญ่ ไปหุ้นกับคนนั้น กู้คนนี้ จะได้ขยายให้ใหญ่ๆ ใจมันก็คอยยั้งให้ดูดีๆ แค่ใจเราใจเดียวยังสร้างปัญหาไม่รู้จบ แล้วต้องมาบริหารใจคนอื่นด้วย มันไม่ง่ายเลย นอกเสียจากว่าเป็นงานที่เราวางใจ ปล่อยวางจากมัน หรือเราเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีส่วนต่างกำไรสูงเหลือเฟือ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่สำหรับคนตัวเล็ก ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์ของความเล็กให้เป็นจุดแข็งของเรา


ความเป็นคนตัวเล็ก แก้วความอยากใบเล็ก มีธุรกิจมีงานเล็กๆ ก็มีจุดเด่นที่ความคล่องตัว ดูแลค่าใช้จ่าย ดูแลต้นทุนให้ต่ำ คนน้อย ปัญหาน้อยการดูแลทั่วถึง งานมีประสิทธิภาพ ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเราสามรถปรับปรุงตัวเองให้เล็ก แต่แข็งแกร่งภายใน เกิดอะไรขึ้นก็ถอยได้ ถอยเป็น

หรือเป็นพนักงานบริษัทกินเงินเดือน ก็จัดรายรับรายจ่ายของเราให้พอเหมาะ ด้วยการปรับแก้วคือความอยากของเราให้พอดี เลือกใช้ของตามคุณค่า ไม่ใช่ตามค่านิยม ชีวิตก็ลงตัว แถมมีภาระทางใจน้อยกว่าพวกเจ้าของกิจการเสียด้วยซ้ำ พัฒนาความสามารถ ความอดทน มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน ให้ทุกวันเป็นวันของการเรียนรู้ ก็จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทุกวัน

ดิฉันมักจะบอกทีมงานเสมอว่า ร้านเรา สาขาเรา เปิดได้ก็ปิดได้ ไม่จำเป็นต้องรักษาหน้าตาภาพพจน์ อะไรที่มันดูดเลือดเรา เราก็สามารถตัดอวัยวะรักษาชีวิตได้เสมอ ของพนักงานก็เหมือนกัน ถ้าบ้านมันผ่อนหนักนักก็ย้ายบ้านค่ามือถือแพงนักก็เลิกใช้ เคล็ดลับง่ายๆ ก็คือ สำรวจดูว่าเราทุกข์ตรงไหน ก็วางตรงนั้น

มีนักธุรกิจวัยหลังเกษียณท่านหนึ่ง ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนซึ่งหลบหนีไป ถ้ายอมให้ธนาคารยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ของตัวเอง แล้วเพิ่มเงินตัวเองอีกเล็กน้อยโดยที่ไม่เดือดร้อนนัก เรื่องก็จบ แต่นักธุรกิจท่านนี้ เลือกแก้ปัญหาที่สร้างปัญหาใหญ่กว่าเดิม คือเอาเงินหลายล้านไปวางมัดจำซื้อที่จากธนาคาร หวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะขายที่ดี ทั้งๆ ที่พยายามนับสิบปี ก็ไม่เคยสำเร็จ สุดท้ายขายไม่ได้ ตัวเองต้องยอมเป็นหนี้ ก็เงินอีกเกือบร้อยล้าน มารับที่แปลงนั้นไว้เอง เสียหายมากมายเพราะมัวเสียดายเงินเล็กน้อย บวกกับกลัวเสียหน้า ไม่ยอมปล่อยถั่วที่กำไว้ ก็ต้องมาเสียหายทีหลังอีกมากมาย

สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็มาลงรวมที่การรู้เท่าทันใจตัวเอง เห็นใจที่มันยึดถืออะไรไว้แน่นหนา ถอยไม่ได้ซึ่งจะทำให้เจ็บตัวทีหลัง หากรู้ทันช่วยตังเองได้ บ่อยครั้งถ้าเราพิจารณาให้ดี แล้วยอมสละส่วนเล็กน้อย ก็จะช่วยรักษาส่วนใหญ่ไว้ได้ ประกอบกับเราได้จัดสรรวิถีชีวิตเราให้เรียบง่ายพอเพียงอยู่แล้ว ใจที่ไม่มีหนี้บัตรเครดิตที่ไปช็อปปิ้งมาเป็นชนักปักหลัง เร่งให้ลงทุนแบบเสี่ยงตาย เอาชีวิตเข้าแลก ก็มีทุนเหลือในชีวิต ถึงยามจำเป็นต้องถอย ก็ไม่เจ็บตัวมากมาย


เข็มทิศ

ตอนนี้คุณกำลังคิดทำอะไรที่ใหญ่เกินไป มากไป น้อยไป เหมาะสม พอดีหรือเปล่า

 

....

Image

ทำงาน…ไม่ขายวิญญาณ

หลายคนอาจรู้สึกว่าในองค์กรที่เราทำงานอยู่มีวิถีการดำเนินธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับจิตสำนึกของเรา เราอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่พิจารณาหาเป้าหมายที่แท้จริงในงานที่เราทำ ผลงานของบริษัทเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าหรือสังคม แม้อาจจะมีหลายอย่างที่ไม่ถูกใจ ก็ปรับจิตใจเราให้เข้าใจคนอื่น ได้เห็นประโยชน์ว่าเราสามารถใช้ปัญญา ใช้ความชำนาญ มีความสุขที่ได้เรียนรู้จากทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ่งดีและร้ายอยู่ที่การวางใจให้ถูกต้อง ความสุขสงบของจิตอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา ไม่ต้องรออนาคต แต่เป็นที่นี่ เดี๋ยวนี้

 

แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าสิ่งที่เรากำลังทำขัดแย้งกับคุณธรรม ทำลายจิตสำนึกด้านดีของเรา เราอาจจะต้องทบทวนใหม่ เพราะงานเป็นกิจกรรมที่เราใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปกับมัน ถ้ามันกีดกันเราจากการเจริญงอกงามภายใน ทำลายจิตสำนึกความเป็นตัวตนเราทุกวัน เราคงต้องตั้งหลักทบทวนว่าสิ่งที่เรากำลังทำ สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เราต้องการหรือไม่

 

...

 

Image

ติดกับดักหนู

หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัดอยากออกจากงาน อยากเปลี่ยนงานแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะดำเนินวิถีชีวิตผิดพลาดสร้างภาระหนี้สินไว้มาก และไม่ได้พยายามพัฒนาความรู้ความชำนาญของตัวเองมากพอ

ชาญเป็นวิศวกรอยู่ในโรงงาน ชาญไม่มีความสุขในการทำงาน เพราะเกลียดเจ้าของโรงงานที่ทำบ่อบำบัดน้ำเสีย เพียงเพื่อหลอกตาเจ้าหน้าที่ของทางราชการ แอบปล่อยน้ำเสียเจือสารพิษลงในแม่น้ำ ที่ชาวบ้านรวมทั้งพ่อแม่ของ

ชาญใช้อาบ ดื่ม กิน จับปลาในนั้น กินผักผลไม้ที่รดด้วยน้ำเจือสารพิษเหล่านั้น แต่ชาญบอกดิฉันว่า ไม่กล้าลาออกจากงาน เพราะรู้ว่าจะหางานทำใหม่ไม่ได้ แล้วครอบครัวจะทำอย่างไร

ถ้าคิดว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่ เราคงไม่สามารถหางานใหม่ได้ เราอาจจะต้องเริ่มทบทวนทำการบ้าน ถ้าตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่ได้พัฒนาตนเอง ทั้งความสามารถภายนอกและภายใน ไม่ได้ใช้งานเป็นเวทีในการสร้างความรู้พัฒนาความชำนาญ ความขยันอดทน ความมีน้ำใจ ลับคมมีดสติปัญญาของตนเอง เราก็ต้องเริ่มพัฒนาตนเองตั้งแต่วันนี้

ทวีพรเป็นพนักงานในบริษัทระดับแถวหน้าของเมืองไทย ได้เงินเดือนๆ ละ 120,000 บาท วันหนึ่งบริษัทเปลี่ยนเจ้าของและผู้บริหารใหม่ ซึ่งไม่ต้องการทวีพร ทำทุกอย่างเพื่อบีบให้ทวีพรลาออก แต่เธอไม่สามารถไปเริ่มต้นใหม่ ถึงแม้ในใจจะอยากเปิดบริษัทเล็กๆ ของตัวเอง ที่รู้แน่ว่าเพียงยอมลำบากตอนต้นสักพักต่อไปก็จะดี แต่เธอไม่สามารถลาออกได้ เพราะเธอมีภาระหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระมากมาย เงินเดือนสูงๆ นี้ พอแค่ชำระหนี้ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิตเดือนต่อเดือนเท่านั้น เธอจึงต้องอดทนทำงานนี้ต่อ ถึงแม้จะมีความทุกข์ และนโยบายการทำงานของบริษัทจะไม่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตและจิตสำนึกของตนเอง

เราจะต้องทบทวนปรับแก้วน้ำของเราเสมอว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยใจเราไปตามค่านิยมผิดๆ จนเป็นแก้วน้ำใบใหญ่ เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ผูกมัดเราให้อยู่ทน ทนอยู่กับสิ่งที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตที่ต้องการ การมีวิถีชีวิตที่ผิด แก้ไขได้ด้วยความกล้าหาญของเราเอง

Image


หาทางออกจากกับดักหนู

วิธีแก้ก็คือ เรื่องเดิม คือการกลับไปที่ขั้นตอนที่หนึ่งของเราใหม่

กลับไปที่จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ คือ การฝึกใจให้มีคุณภาพ รู้ทันความรู้สึกนึกคิด รู้ว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร อย่างไร มีผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเราอย่างไร

ทบทวนวิถีชีวิตที่เราต้องการ ทำตัวเองให้แข็งแรง เปิดทางเลือกของตัวเอง เปิดมุมมองให้กว้าง ไม่ติดยึดกับบ้านหลังนี้ เมืองนี้ จนต้องแบบกองหนี้หาตัวเอง หาพรสวรรค์ และพรแสวงของตัวเองให้เจอ

 

....

 

---->> ยังมีต่อ

 

เนื้อที่นำมาลงไว้นี้ เป็นแค่บางตอนของหนังสือเท่านั้น

อ่านเต็มๆ ที่นี่
http://www.kemtidchewit.com

คอลัมภ์ตอบปัญหาเข็มทิศชีวิต (คลิกอ่าน)
คอลัมภ์จับใจ นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ,IMAGE, Health&Cuisine


จำนวนอ่าน: 334041

จำนวนความคิดเห็น (5)
RSS comments
1. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 14-02-2009 03:10 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.121.66.111
 
 
ผมชอบอ่านหนังสือแต่ไ ม่ค่อยจะมีเงินซื้อ.. เหมือนกับเข็มทืศเล่ม 1 .. ควักซื้อที่เซเว่นที่ ลดราคา ถ้าไม่งั้นคงไม่ได้อ่ านแน่ๆ..ผมกับครอบครัวเล็กๆ เป็นเป็นผู้ประกอบการ ท่องเที่ยว ตอนนี้ประสพกับปัญหาเ ศรษฐกิจอย่างแรงจนหมด เงินแล้วประกาศขายถูก ๆ เพื่อเอาเงินมาซื้อข้ าวกินก่อนจะอดตายก็ไม ่มีใครซื้อ ตอนนี้อยากตาย กำลังวางแผนการตายอย่ างที่ไม่ให้คนทางหลัง เดือดร้อน.. อ่านเข็มทิศเกือบร้อย ครั้งอ่านครั้งก็ค่อย หารความทุกข์เดี๋ยวก็ เกิดอาการเหมือนเดิม..พอดีดูช่อง 7 เจอรายการ เข็มทิศพอดี เลยมาดูที่เวป.. อยากได้วิดิโอก่อนจะต ายมาดูบ้าง
 
2. ชื่อ เว็บมาสเตอร์ เมื่อ 14-02-2009 03:12 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.24.4.73
 
 
ชม/ดาวน์โหลด วิดีโอ "เข็มทิศชีวิต" ที่นี่ครับ 
 
http://www.kemtidchewit.com/video.html 
 
:) ;) สู้ๆ
 
3. ชื่อ โชคดีแล้วที่เกิดเป็นคน เมื่อ 03-07-2009 22:01 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.173.244.137
 
 
สู้ๆค่ะ ท้อได้แต่อย่าถอย ยังมีหนทางอีกมากมายท ี่ให้เราเลือก ที่ไม่ใช่การ...ตาย อย่าให้คนอื่นว่าได้... เสียดายที่เกิดมาเป็น คน...
 
4. ชื่อ เด็กน้อย เมื่อ 13-07-2009 16:29 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 115.67.71.171
 
 
เป็นบทความที่ดีมากคร ับได้รู้รัยหลายอย่าง เลย 
ขอบคุณมากครับ
 
5. ชื่อ ประเทศ เมื่อ 05-10-2009 03:34 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.19.66.86
 
 
ดีมาก
 

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 18 December 2008 )
 
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

หนังสือมาใหม่


Top