Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color

การให้ทาน
ท่านธรรมรักษา
คำนำ

 
บุญเป็นที่พึ่งในโลกนี้และโลกหน้า
           ชนเหล่าใด มีใจผ่องใสแล้ว ให้อาหารนั้นด้วยศรัทธา อาหารนั้นแลย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า
           เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงนำความตระหนี่ให้ปราศจากไป พึงข่มความตระหนี่ ซึ่งเป็นตัวมลทินเสียแล้วจงให้ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า
(พระพุทธพจน์) อันนสูตร ๑๕/๔๒

ทานของคนดี
           ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้
           ๘ ประการ เป็นไฉน ?
           ๑. ให้ของสะอาด
           ๒. ให้ของประณีต
           ๓. ให้ตามกาล
           ๔. ให้ของสมควร
           ๕. เลือกให้
           ๖. ให้เนืองนิตย์
           ๗. เมื่อให้จิตผ่องใส
           ๘. ให้แล้วดีใจ
           ภิกษุทั้งหลาย ! สัปปุริสทาน ๘ ประการนี้แล
           สัปบุรุษย่อมให้ทาน คือ ข้าวและน้ำที่สะอาดประณีต ตามกาล ตามควร เนืองนิตย์ ในผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นเขตดี บริจาคของมากแล้วไม่รู้สึกเสียดาย
           ท่านผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง ย่อมสรรเสริญทานที่สัปบุรุษให้แล้วอย่างนี้ เมธาวีบัณฑิต ผู้มีศรัทธา มีใจอันสละแล้ว บริจาคทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข

จากหนังสือ "ทาน"
เรียบเรียงโดย ธรรมรักษา
 ทาน
         ทาน การให้, สิ่งที่ให้, ให้ของที่ควรให้แก่คนที่ควรให้ เพื่อประโยชน์แก่เขา, สละให้ปันสิ่งของตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
ทาน มี ๒ หมวด ดังนี้
ทาน ๒ คือ - อามิสทาน ให้สิ่งของ
               - ธรรมทาน ให้ธรรมะ
ทาน ๒ คือ - สังฆทาน ให้แก่สงฆ์ หรือให้เพื่อส่วนรวม
               - ปาฏิบุคลิกทาน ให้เจาะจงแก่บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ
         คำนิยามความหมายของทานข้างต้นนี้ นำมาจากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของ พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
         ทาน เป็นชื่อของการให้ และสิ่งที่ให้ คนที่ให้ทานท่านเรียกว่า ทานบดี (ทานนะบอดี) เจ้าของทาน คือ เป็นเจ้าของแห่งทานนั้นตลอดไป ใครจะมาแย่งชิงเอาไปไม่ได้
ในทาน ๒ หมวดข้างต้นนี้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า ธรรมทาน (การให้ธรรมะเป็นทาน) และสังฆทาน (การให้แก่สงฆ์หรือส่วนรวม) ว่าเป็นทานอันเลิศของแต่ละฝ่าย
         แต่ในทาน ๒ อย่างนี้ ย่อมจะต้องมีคู่กันไป จะตัดออกแล้วเอาแต่ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น ก็หาสำเร็จประโยชน์ไม่ โดยเฉพาะในหมวดที่ ๑ อามิสทานและธรรมทานย่อมนั้นจะต้องเดินไปด้วยกัน
เหตุทั้งนี้ เพราะ……….....
         อามิสทาน เป็นเครื่องบริหารกาย
         ธรรมทาน เป็นเครื่องบริหารใจ
         ในสองอย่างนี้จะต้องเดินเคียงคู่กันเสมอ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่อาจที่จะสำเร็จประโยชน์อันสูงสุดได้ ดังนั้น ในฐานะปุถุชนเต็มขั้น จึงควรที่จะต้องบำเพ็ญทาน ๒ อย่างนี้ควบคู่กันไป ไม่ควรที่จะมุ่งทำแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะทานทั้งสองอย่างนี้ย่อมต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
         ร่างกายของคน ย่อมต้องอาศัยวัตถุทานเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ฉันใด ?
จิตใจก็ย่อมจะต้องอาศัยธรรมะ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงฉันนั้น !
         โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับชาวบ้านด้วยแล้ว ถ้าไม่บำเพ็ญทานเลย ภิกษุทั้งหลายก็อยู่ไม่ได้ เมื่อภิกษุไม่มีเสียแล้ว พระพุทธศาสนาจะตั้งอยู่อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ได้อย่างไร ?
ขอแต่ว่า ผู้ที่บำเพ็ญทานอยู่เป็นประจำแล้ว ขออย่าได้ย่ำเท้าอยู่กับที่ ขอให้รักษาศีล และเจริญภาวนาร่วมด้วย มิฉะนั้นท่านก็ไม่อาจที่จะรับอานิสงส์แห่งพระพุทธศาสนาได้ครบวงจร

 
ติโรกุฑฑกัณฑ์
           เปรตทั้งหลายพากันมาสู่เรือนของตนแล้วยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนที่ตรอกและทาง ๓ แพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู
          เมื่อข้าว น้ำ ของกิน ของบริโภคเป็นอันมากเขาเข้าไปตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เป็นปัจจัยเหล่าชนผู้อนุเคราะห์ย่อมให้ข้าว น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตสมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทานที่มหาบพิตรทรงถวายแล้ว ฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศว่า
          ขอทานนี้แล จงสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุขเถิด
          ส่วนเปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมนุมในที่นั้น เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่เพียงพอ ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า
          เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้นจงมีชีวิตอยู่ยืนนาน การบูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และญาติทั้งหลายผู้ให้ก็ไม่ได้ไร้ผล เพราะในเปตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม การค้าขายเช่นนั้นก็ไม่มี การซื้อการขายด้วยเงินก็ไม่มี สัตว์ผู้ทำกาละจะไปเกิดในปิตติวิสัยนั้นย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ญาติ หรือมิตรให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้
          น้ำฝนอันตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้วจากมนุษย์โลกนี้ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
          ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน
          กุลบุตรเมื่อหวนระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า คนโน้นให้สิ่งของแก่เรา คนโน้นได้ทำอุปการะแก่เรา ญาติ มิตรและสหาย ได้ให้สิ่งของแก่เรา และได้ช่วยทำกิจของเรา ดังนี้
          พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย ด้วยว่าความร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความร่ำไรอย่างอื่นก็ดีไม่ควรทำเลย
          เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลายย่อมดำรงอยู่อย่างนั้น อันทักษิณานี้แลที่ให้แล้ว เข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตนั้นโดยพลัน สิ้นกาลนานญาติธรรมมหาบพิตรได้แสดงให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลายมหาบพิตรทรงทำแล้ว และกำลังกายมหาบพิตรได้เพิ่มให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมีประมาณไม่น้อยมหาบพิตรได้ทรงขวนขวายแล้ว
                                                                                                    ติโรกุฑฑเปตวัตถุ
                                                                                (ติโรกุฑฑกัณฑ์ พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ หน้า ๗)

          อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุ
          พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภพวกเปรตเป็นอันมาก จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติโรกุฑฺเฑสุติฏฐนฺติ ดังนี้
          ในข้อนั้นมีกถาพิสดาร ดังต่อไปนี้ :-
          ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัททกัปนี้ ได้มีนครหนึ่งชื่อว่า กาสี พระราชาทรงพระนามว่า
ชัยเสน ทรงครองราชย์สมบัติในพระนครนั้น พระองค์ได้มีพระราชเทวีทรงพระนามว่า สิริมา
พระโพธิสัตว์นามว่า ผุสสะ บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางแล้วตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
โดยลำดับ
          พระเจ้าชัยเสนเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นว่า บุตรของเราออกมหาภิเนษกรมณ์เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นของเรา พระธรรมเป็นของเรา พระสงฆ์ก็เป็นของเรา ดังนี้แล้วทรงอุปัฏฐากด้วยพระองค์เองทุกๆ กาล ไม่ทรงให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่น
          พี่น้อง ๓ คนผู้ต่างมารดากัน เป็นพระกนิษฐภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันคิดว่า ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล มิใช่เพื่อประโยชน์เฉพาะบุคคลผู้เดียว และพระบิดาของพวกเราก็ไม่ยอมให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่นเลย ทำอย่างไรหนอ พวกเราจะพึงได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
          เอาเถิด พวกเราจะทำอุบายสักอย่างหนึ่งให้ได้ พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้นได้สร้างสถานการณ์ชายแดนประหนึ่งว่า เกิดการปั่นป่วน แต่นั้น พระราชาทรงสดับว่า แถบชายแดนเกิด ความปั่นป่วนจึงได้ส่งพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปปราบปัจจันตชนบทสงบแล้วกลับมา พระราชาทรงพอพระทัย ได้ประทานพรว่า
          พวกลูกปรารถนาสิ่งใด ก็จงถือเอาสิ่งนั้นเถิด
          พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้น กราบทูลว่า
          ข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า
          พระราชาตรัสว่า
          เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เสีย เธอจงเลือกเอาอย่างอื่นเถิด
          พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นกราบทูลว่า
          พวกข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งอื่น
          พระราชาตรัสว่า
          ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงกำหนดเวลามาแล้วถือเอาเถิด
          พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นทูลขอถึง ๗ ปี พระราชาไม่ทรงอนุญาต พี่น้อง ๓ พระองค์กราบทูลว่าขอ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน จนกระทั่งขอเพียง ๓ เดือน ด้วยประการฉะนี้
          ในกาลนั้นพระราชาได้ทรงอนุญาตว่า
          จงถือเอาเถิด
          พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า
          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงรับการอยู่จำพรรษาตลอด
๓ เดือนนี้ แก่ข้าพระองค์เถิด
         พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษฎีภาพ
         พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น จึงส่งลิขิตไปถึงนายเสมียนในชนบทของตนว่า
พวกเราพึงอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนนี้ ขอท่านจงจัดแจงสัมภาระสำหรับอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่วิหารไป
นายเสมียนนั้นได้จัดแจงทุกอย่างแล้ว ส่งลิขิตตอบไป
พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น ต่างนุ่งผ้ากาสายะ พร้อมกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คน ผู้ทำการขวนขวาย ได้พากันอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์โดยเคารพ นำไปยังชนบทมอบถวายวิหารให้อยู่จำพรรษา
         บุตรคฤหบดีคนหนึ่ง ผู้เป็นภัณฑาริกของพี่น้อง ๓ พระองค์นั้นพร้อมด้วยภริยา เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส เขาได้ถวายทานวัตรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยเคารพ
นายเสมียนในชนบท พาเขาไปพร้อมกับชาวชนบทประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ได้ให้ทานเป็นไปโดยเคารพทีเดียว
ในคนเหล่านั้น ชาวชนบทบางพวก ได้เกิดขัดใจกันขึ้น เขาเหล่านั้นจึงพากันทำอันตรายแก่ทาน พากันกินไทยธรรมด้วยตนเอง และเอาไฟเผาโรงครัว
ราชบุรุษผู้ปรารถนาแล้ว ก็พากันทำสักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นำพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วก็ปรินิพพาน
ส่วนราชบุตร เสมียนในชนบท และผู้เป็นภัณฑาคาริกพร้อมด้วยบริษัททำกาละแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์ตามลำดับเหล่าชนผู้ขัดใจกัน ก็พากันไปบังเกิดในนรก
เมื่อชนทั้ง ๒ พวกนั้น จากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์จากนรกเข้าถึงนรก ด้วยอาการอย่างนี้ ผ่านไป ๙๒ กัป
ครั้นในภัททกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ คนผู้ขัดใจกันเหล่านั้น เกิดในพวกเปรต
         ในกาลนั้น พวกมนุษย์พากันให้ทาน อุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรตผู้เป็นญาติของตนว่า ขอทานที่ให้นี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของพวกเราเถิด เปรตเหล่านั้นได้เสวยสมบัติ
ลำดับนั้น เปรตเหล่านี้ได้เห็นดังนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พวกข้าพระองค์จะพึงได้สมบัติเห็นปานนี้หรือไม่หนอ ?
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
          บัดนี้ ท่านยังไม่ได้ แต่ในอนาคต จักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคตมะ
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักมีพระราชาทรงพระนามว่า พิมพิสาร ใน ๙๒ กัป แต่ภัททกัปนี้พระองค์ได้เป็นญาติของพวกท่าน พระองค์ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า แล้วจักอุทิศแก่พวกท่าน พวกท่านจักได้ในกาลนั้น ได้ยินว่า เมื่อพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ พระดำรัสนั้นได้เป็นเสมือนตรัสแก่พวกเปรตเหล่านั้นว่า จักได้ในวันพรุ่งนี้
          ครั้นพุทธันดรหนึ่งผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราทรงอุบัติขึ้นแล้ว ราชบุตรทั้ง ๓ แม้เหล่านั้น พร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คน จุติจากเทวโลกแล้วเกิดในสกุลพราหมณ์ในมคธรัฐ พากันบวชเป็นฤาษีตามลำดับ ได้เป็นชฎิล ๓ พี่น้อง ณ คยาสีสประเทศ นายเสมียนในชนบทได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร คฤหบดีบุตรผู้เป็นขุนคลังได้เป็นเศรษฐี ชื่อว่า วิสาขะ ภริยาของคฤหบดีบุตรนั้นได้เป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ธรรมทินนา ฝ่ายคนนอกนั้นบังเกิดเป็นบริวารของพระราชานั่นเอง
          พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพวกเรา ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลกล่วงไป ๗ สัปดาห์ ก็เสด็จมายังกรุงพาราณสีโดยลำดับ ทรงประกาศธรรมจักร ทรงแนะนำตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์จนถึงชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน แล้วได้เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์
          ก็ในบรรดาชนเหล่านั้น พระองค์ทรงให้พระเจ้าพิมพิสาร ผู้เข้าไปเฝ้าในวันนั้นนั่นเอง พร้อมกับพราหมณ์ และคฤหบดีชาวอังคะและมคธะ ๑๑๐,๐๐๐ คนให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว
ลำดับนั้น พระราชาทรงนิมนต์ด้วยภัตต์ เพื่อเสวยพระกระยาหารในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงรับแล้วในวันที่ ๒ อันท้าวสักกะจอมเทพ ผู้แปลงเพศเป็นมาณพน้อย นำเสด็จไปชมเชยด้วยพระคาถา มีอาทิอย่างนี้ว่า
          พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกพระองค์แล้วผู้พ้นวิเศษแล้ว ผู้มีวรรณะเพียงดังว่าลิ่มทองสิงคี พร้อมด้วยปุราณชฎิล ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พ้นวิเศษแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ดังนี้
จึงเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงรับมหาทานในพระราชนิเวศน์ ส่วนพวกเปรตเหล่านั้น ได้พากันยืนล้อมด้วยหวังใจว่าบัดนี้ พระราชาจักอุทิศทานแก่พวกเรา บัดนี้พระราชาจักอุทิศ
พระราชาทรงถวายทานแล้ว ทรงพระดำริเฉพาะสถานที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอดังนี้ จึงไม่ได้อุทิศทานนั้นแก่ใครๆ พวกเปรตเมื่อไม่ได้ทานนั้น อย่างนั้น ก็สิ้นหวังในเวลากลางคืน จึงพากันส่งเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งใกล้พระราชนิเวศน์ พระราชาทรงถึงความสังเวช อันน่าสะพึงกลัว น่าหวาดเสียว เมื่อราตรีผ่านไป จึงได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ได้สดับเสียงเห็นปานนี้ จักมีเหตุอะไรแก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
         อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร จักไม่มีความชั่วช้าลามกอะไรแก่พระองค์ดอก
อนึ่ง ญาติเก่าก่อนของพระองค์ที่เกิดในพวกเปรตก็มี ญาติเหล่านั้นหวังจะพบเฉพาะพระองค์แต่ผู้เดียวถึงพุทธันดรหนึ่ง ท่องเที่ยวไปด้วยหวังใจว่า พระองค์ถวายทานแก่พระพุทธเจ้าแล้ว จักอุทิศแก่พวกเราบ้าง เพราะพระองค์ถวายทานเมื่อวันวานแล้วมิได้อุทิศ จึงพากันสิ้นหวัง ส่งเสียงร้องเห็นปานนั้น
         พระราชาตรัสถามว่า
         เมื่อหม่อมฉันถวายทานแม้ในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจะพึงได้รับหรือ พระเจ้าข้า ?
         พระศาสดาตรัสว่า
         ได้ มหาบพิตร
         พระราชากราบทูลว่า
         ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดรับทานของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้ ข้าพระองค์จักอุทิศแก่พวกเปรตเหล่านั้น
          พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับนิมนต์ด้วยดุษฎีภาพ
          พระราชาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ทรงให้จัดแจงมหาทานแล้ว ให้กราบทูลกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่บรรจงจัดไว้
เปรตเหล่านั้นไปด้วยหวังว่า วันนี้พวกเราจะพึงได้อะไรเป็นแน่ ดังนี้
จึงได้พ กันยืนอยู่ในที่ต่างๆ มีภายนอกฝาเรือน เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำโดยที่พวกเปรตเหล่านั้นทั้งหมดมาปรากฏตัวแด่พระราชา พระราชาเมื่อจะทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก จึงอุทิศว่า
ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติเถิด
ในบัดดลนั้นเอง สระโบกขรณีอันดาระดาษด้วยกลุ่มดอกกมลได้บังเกิดแก่พวกเปรต เปรตเหล่านั้นพากันอาบและดื่มในสระโบกขรณีนั้น ได้สงบระงับความกระวนกระวาย ความลำบากและความกระหาย ได้เป็นผู้มีสีดั่งทองคำ
พระราชาถวายข้าวยาคู ของเคี้ยว และของบริโภค แล้วอุทิศให้
ขณะนั้นนั่นเอง ข้าวยาคู ของเคี้ยว และอาหารอันเป็นทิพย์ ก็บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น
เปรตเหล่านั้นพากันบริโภคข้าวยาคู เป็นต้น นั้นแล้วก็ได้เป็นผู้มีอินทรีย์กระปรี้กระเปร่า
ลำดับนั้น พระองค์ได้ถวายผ้า, ที่นอน, และที่นั่ง แล้วอุทิศให้ เครื่องประดับมีชนิดต่างๆ เช่น ผ้า ปราสาท เครื่องลาด และที่นอน เป็นต้น อันเป็นทิพย์ได้บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น และสมบัติของเปรตเหล่านั้นทั้งหมดนั้นได้ปรากฏแก่พระราชา โดยประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานไว้
พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงพอพระทัยยิ่งนัก
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงห้ามภัตรแล้ว เพื่อจะทรงอนุโมทนาแก่พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้ตรัสติโรกุฑฑเปตวัตถุว่า
         (ข้อความเหมือนตอนต้น ในติโรกุฑฑกัณฑ์)
         ในเวลาจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ผู้มีใจสลดด้วยการพรรณนาโทษของการเกิดในเปรตวิสัย ผู้เริ่มโดยอุบายอันแยบคาย
แม้ในวันที่ ๒ ก็ทรงแสดงติโรกุฑฑเทศนากัณฑ์นี้แหละ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมาภิสมัยเช่นนั้นนั่นแหละ ได้มีด้วยอาการอย่างนี้ถึง ๗ วันแล
         (จาก พระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย เปรตวัตถุเล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑ หน้า ๓๗)
ส่วนเสริม
          พระสูตรที่ว่าด้วยเปรตญาติ ที่มารอรับส่วนบุญของญาติที่ยังไม่ตายนั้น ในพระไตรปิฎกทั้งหมด ไม่มีที่ใดที่แสดงไว้ชัดเจนเหมือนกับพระสูตรนี้ ข้อเสียไปมีอยู่ว่า ในพระสูตรนี้ไม่มีท้องเรื่องเป็นการแสดงขึ้นลอยๆ และสั้นๆ ด้วยส่วนรายละเอียดไปมีอยู่ในส่วนของอรรถกถาธรรมบท ที่ว่าด้วยเรื่องเปรตญาติของพระเจ้าพิมพิสารมาขอส่วนบุญ แต่จะอย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เชื่อก็มีหลักฐานยืนยันแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อเราก็ไม่ว่ากัน แต่เมื่อไม่เชื่อแล้ว ถ้าเกิดว่ามันกลายเป็นเรื่องจริงในชาติหน้าๆ ก็อย่ามาขอส่วนบุญกับญาติก็แล้วกัน เพราะอยากไม่ทำเอาไว้เองก่อน
          สำหรับผู้เขียน มีความเห็นว่าการเชื่อตำราไว้ก่อนโดยเฉพาะพระไตรปิฎก ย่อมจะเป็นการดีกว่า ได้กำไรกว่าเพียงแต่อยากจะขอติงนิดเดียวว่า อย่าเชื่อจนหมดหัวใจเผื่อไว้สำหรับไม่จริงบ้าง !
นั่นก็คือ การพบกันครึ่งทางนับว่าปลอดภัย และดีที่สุด สำหรับปุถุชนอย่างเราๆ กล่าวคือ ถ้าเราไม่เชื่อเลย เราก็ไม่ทำบุญเลย หรือทำบุญแต่ไม่ยอมอุทิศส่วนบุญไปให้เปรตญาติเลย ถ้าเปรตญาติของเรามีจริงเขาก็อด และเขาก็ต้องโกรธแค้นเรา ถ้าเราเชื่อก็ขอให้เชื่อเถิด แต่อย่าเชื่อจนงมงาย ให้มีปัญญาร่วมด้วย ทำแต่พอประมาณ และขอให้เลือกผู้รับด้วย การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ ย่อมเป็นของเราตลอดไป ไม่มีใครจะมาแย่งเอาไปได้ ถ้าพอมีโอกาสและไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ขอให้รีบทำเอาไว้อย่ารอไว้เมื่อนั่นเมื่อนี่ ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ไม่หลักประกัน ข้อสำคัญ ให้ทำด้วยศรัทธาจริงๆ เป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์ อย่าทำบุญเอาหน้า อย่าภาวนาหลอกลวง อย่าทำเพื่อหวังอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ควรจะตั้งเป้าไว้ที่ ๒ จุด คือ
ก. เพื่อบูชาคุณท่าน หรือเพื่อสงเคราะห์
ข. เพื่อกำจัดความตระหนี่ หรือความเห็นแก่ตัวจัด
          อย่าได้ไปหวังว่า ขอให้เกิดเป็นคนรวย เกิดในสวรรค์มีวิมานสูงๆ หรือใหญ่ๆ มีนางฟ้า ๕๐๐ เป็นบริวาร... อะไรทำนองนั้น นั่นมันเป็นการเพิ่มตัณหา และค้ากำไรเกินควร ทำให้ผลแห่งทานนั้นไม่บริสุทธิ์ มีอานิสงส์อ่อน ไม่ขัดเกลากิเลสแต่เพิ่มตัณหา และเป็นไปเพื่อวัฏฏะ ไม่พ้นทุกข์ เราทำบุญทำทานไว้แล้ว ตราบใดที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เราก็ต้องได้รับอยู่แล้ว จะต้องไปปรารถนาทำไมอีก ? ถ้าจะปรารถนาก็ควรที่จะปรารถนาสิ่งสูงสุดคือปรารถนาพระนิพพานนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ปรารถนาอย่างเดียวนะ ต้องทำเหตุร่วมด้วยจึงจะได้ การทำบุญไว้กับไม้กับมือของตนเองนี่แหละดีที่สุด แน่นอนที่สุด การมัวแต่ประมาท รอไว้ให้ญาติทำให้เมื่อตายไปแล้ว โอกาสที่เราจะได้รับนั้นยาก เพราะเราอาจจะไปเกิดในภูมิที่รับไม่ได้ หรือพอจะรับได้แต่เขาไม่ทำบุญหรือทำบุญจริงแต่เขาไม่อุทิศไปให้เรา เราก็อดอีก ฉะนั้น จงอย่าประมาทเลย ทำเอาไว้ด้วยตนเองดีกว่า มีน้อยก็ทำน้อย มีมากก็ทำมาก ทำตามกำลังทรัพย์และตามกำลังศรัทธาโดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนเป็นดีที่สุด
          จากพระสูตรและอรรถกถานี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีว่า ในการทำบุญทุกครั้งควรจะต้องมีการอุทิศส่วนบุญไปให้แก่เปรตญาติของเราด้วย และควรทำทุกครั้งไป เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้แล้วว่า ภพหรือภูมิที่ญาติของเราจะไม่ไปเกิดเป็นเปรตนั้นยาก การทำเผื่อไว้ก่อนจึงเป็นการดี สิ่งที่ไม่ควรคิด ก็คือ ผลแห่งบุญนี้ไม่มีการหมดหรือพร่อง อย่ากลัวว่าเมื่อเราอุทิศให้คนอื่นแล้วมันจะหมดหรือพร่อง บุญเป็นสิ่งประหลาด ยิ่งให้มันก็จะยิ่งมาก ท่านอุปมาเหมือนเราจุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่งแล้วให้คนอื่นจุดต่อๆ กันไป แสงเทียนเล่มเดิมก็คงเดิม แต่แสงสว่างที่จุดต่อๆ กันไป ยิ่งเพิ่มแสงสว่างมากยิ่งขึ้น ผลแห่งบุญก็เช่นเดียวกันยิ่งให้ก็ยิ่งมาก !
          สำหรับการกรวดน้ำ เราทำได้สองวิธี คือ กรวดน้ำแห้งหรือกรวดน้ำเปียกก็ได้ ถือเจตนาที่ตั้งใจอุทิศให้เป็นสำคัญ ด้วยการระบุเจาะจงลงไปเลย ถ้ารู้จักชื่อก็ควรออกชื่อด้วย ถ้าไม่รู้ก็ว่ารวมๆ กันไป การกรวดน้ำด้วยภาษาไทยนั่นแหละดีกว่า ถ้าอยากจะใช้คำพระด้วยก็ได้ แต่ควรจะรู้คำแปล หรือว่าคำแปลไปพร้อมๆ กันเป็นดีที่สุด ถ้าไม่รู้คำแปลก็อย่าว่าเลย มันจะถูกหลอกหรืองมงาย ปัญหาอาจมีในบางคนว่า ควรกรวดน้ำให้ใครก่อน ? ควรกรวดให้แก่คนที่มีพระคุณแก่เรามากที่สุดและอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ใครเอ่ย ? ก็พ่อแม่ของเราไงล่ะ ! ถ้าท่านยังไม่ตาย เราก็ ‘แผ่ส่วนบุญ’ ให้แก่ท่าน ถ้าท่านตายไปแล้วเราก็ ‘อุทิศส่วนบุญ’ ไปให้ท่านโดยออกชื่อและนามสกุลของท่านด้วย
         แผ่ส่วนบุญ ให้แก่คนเป็น
         อุทิศส่วนบุญ ให้แก่คนตายไปแล้ว
ต่อจากพ่อแม่ ก็เป็นเจ้ากรรมนายเวร และญาติสนิทและต่อๆ กันไป จนสรรพสัตว์ทั่วทั้งสากลจักรวาล

 
ผลของทาน
         ครั้งนั้นแล ชาณุสโสณีพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค
        ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
        ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
        “ท่านโคดมผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าได้นามว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมให้ทาน ย่อมทำความเชื่อว่า ทานนี้ต้องสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว จงบริโภคทานนี้
        ท่านโคดมผู้เจริญ ทานนั้นย่อมสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วหรือ ? ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้น ย่อมได้บริโภคทานนั้นหรือ ?”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! ทานนั้นย่อมสำเร็จในฐานะ (ได้รับ) แล ย่อมไม่สำเร็จในอฐานะ (ไม่ได้รับ)”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
        “ท่านโคดมผู้เจริญ ฐานะเป็นไฉน ? และอฐานะเป็นไฉน ?”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีความอยากได้ของผู้อื่น มีจิตคิดปองร้าย และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงนรก เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในนรกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในนรกนั้น ด้วยอาหารของสัตว์นรก
        ดูก่อนพราหมณ์ ! ฐานะอันไม่เป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล เป็น อฐานะ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ย่อมตั้งอยู่ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ด้วยอาหารของสัตว์ผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน
        ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็
เป็นอฐานะ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นชอบ
บุคคลนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกมนุษย์ เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพในมนุษย์โลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในมนุษย์นั้น ด้วยอาหารของมนุษย์
        ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ฐานะอันเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็เป็นอฐานะ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นชอบ
บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเทวโลกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยอาหารของเทวดา
        ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ฐานะเป็นที่ไม่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล ก็เป็นอฐานะ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย เขาย่อมเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเปรตวิสัยนั้นด้วยอาหารของสัตว์ผู้เกิดในเปรตวิสัย หรือว่ามิตร อำมาตย์ หรือญาติสาโลหิตของเขา ย่อมเพิ่มให้ซึ่ง ‘ปัตติทานมัย’ จากมนุษย์โลกนี้ เขาเลี้ยงอัตภาพอยู่ในเปรตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปรตวิสัยนั้นด้วยปัตติทานมัยนั้น
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! ฐานะอันเป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทานแก่สัตว์ผู้ตั้งอยู่นี้แล เป็นฐานะ”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
        “ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึงฐานะนั้นแล้วใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ? ”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้น ที่เข้าถึงฐานะนั้นมีอยู่ ญาติสาโลหิตเหล่านั้น ย่อมบริโภคทานนั้น”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
        “ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วนั้น ไม่เข้าถึงฐานะนั้น และญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วแม้เหล่าอื่นของทายกนั้น ก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น แล้วใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ?”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! ฐานะที่จะพึงว่างจากญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยกาลช้านานเช่นนี้ มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้ อีกประการหนึ่ง แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
        “ท่านโคดมผู้เจริญ ย่อมตรัสกำหนดแม้ในอฐานะหรือ ?”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        ดูก่อนพราหมณ์ ! เรากล่าวกำหนดแม้ในอฐานะ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์
บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของช้าง เขาย่อมได้ข้าว น้ำ มาลา และเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดช้างนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! ข้อที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
ผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของช้างนั้นด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่ สมณพราหมณ์
ผู้นั้นย่อมได้ข้าว น้ำ มาลา และเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดช้างนั้นด้วยกรรมนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์
ผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของม้า... ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค... ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัข เขาย่อมได้ข้าว น้ำ มาลา และเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดสุนัขนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! ข้อที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นผิด
บุคคลนั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสุนัขด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์
ผู้นั้นย่อมได้ข้าว น้ำ มาลา และเครื่องอลังการต่างๆ ในกำเนิดสุนัขนั้นด้วยกรรมนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ มีความเห็นชอบให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์
บุคคลนั้นเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของมนุษย์ เขาย่อมได้เบญจกามคุณ อันเป็นของมนุษย์ในมนุษย์ในมนุษย์โลกนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! ข้อที่บุคคลเป็นผู้เว้นขาดจากการเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นชอบ
ผู้นั้นเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของมนุษย์ด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นย่อมได้เบญจกามคุณ อันเป็นของมนุษย์ ในมนุษย์โลกนั้น ด้วยกรรมนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นชอบ บุคคลนั้นย่อมให้ข้าว น้ำ ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์
บุคคลนั้นเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา เขาย่อมได้เบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลกนั้น
        ดูก่อนพราหมณ์ ! ข้อที่บุคคลเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ และมีความเห็นชอบ
ผู้นั้นเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทวดาด้วยกรรมนั้น และข้อที่ผู้นั้นเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน มาลา ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีปแก่สมณพราหมณ์ บุคคลนั้นย่อมได้เบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ในเทวโลกนั้นด้วยกรรมนั้น
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ทายก ก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่า
        “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีแล้ว
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อที่แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผลนี้ เป็นของควรเพื่อให้ทานโดยแท้ เป็นของควรเพื่อกระทำศรัทธาโดยแท้”
        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
        “ดูก่อนพราหมณ์ ! ข้อนี้เป็นอย่างนี้ๆ
        ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผล”
        ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลว่า
        “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
                                                                                ชาณุสโสณีสูตร ๒๔/๒๗๗
        ส่วนเสริม
          ชาณุสโสณีสูตร หรือพระสูตรที่ว่าด้วยผลแห่งการให้ทานนี้ นับว่าเป็นพระสูตรสำคัญยิ่ง ที่จะช่วยเปลื้องความข้องใจแก่ผู้ที่ยังมีความสงสัยว่า ผลแห่งทานที่ตนให้แล้วนี้จะถึงผู้ที่ตายไปแล้วหรือไม่ ? และถ้าไม่ถึงทานนั้นจะเกิดการสูญเปล่าหรือไม่ ? ผู้เขียนจึงได้ลอกคัดพระสูตรนี้มาเสนอจนครบทั้งสูตรโดยมิได้ตัดทอนหรือต่อเติมเลย แต่ก็อดเป็นห่วงชาวพุทธประเภท ‘ธรรมะห่างใจ กายห่างวัด’ มิได้ เมื่อท่านได้อ่านพระสูตรนี้แล้ว คงมีท่านที่ไม้เข้าใจสำนวนภาษาพระอยู่บ้าง จึงขอสรุปเป็นภาษาชาวบ้าน ดังนี้
          ๑. จากสาระในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงรับรองเองว่า ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมไม่มีการสูญเปล่าแน่ ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ท่านที่บริจาควัตถุทานจงมั่นใจเถิดว่า จะไม่มีการสูญเปล่าเกิดขึ้นแน่ๆ
           ๒. การทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายที่เป็นญาตินั้น ถ้าผู้นั้นตายไปแล้วไม่ไปเกิดอยู่ในภูมิของเปรตแล้ว ก็ไม่อาจจะได้รับส่วนบุญแน่ และคำว่า ‘เปรต’ ในพระสูตรนี้หมายถึงเปรตทั่วไป
มิได้เจาะจงเฉพาะพวกปรทัตตูปชีวี ก็หามิได้ (ตรงกับติโรกุฑฑกัณฑ์ ๒๕/๘)
          ๓. คนที่ตายไปแล้วนั้น ยกเว้นเปรตพวกเดียวแล้ว เขาย่อมจะได้รับอาหารในภพภูมินั้นๆ เช่น เกิดในกำเนิดสัตว์นรกก็มีอาหารของสัตว์นรกกิน เพราะผลแห่งการทำบาป
เกิดในสวรรค์ก็มีอาหารทิพย์กิน เพราะผลแห่งการทำบุญไว้ก่อน เมื่อมาเกิดในกำเนิดมนุษย์ก็มีอาหารของมนุษย์กิน เพราะผลแห่งการทำบุญไว้ในกาลก่อน
เกิดในกำเนิดดิรัจฉานก็มีอาหารของดิรัจฉานกิน เพราะผลแห่งการล่วงศีล แต่ก็ยังทำบุญอย่างอื่น มีให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ประทีปแก่สมณะทั้งหลายไว้ก่อน เป็นต้น
          ๔. มีข้อน่าคิดว่า ทานที่จะสำเร็จแก่เปรตญาตินั้น ผู้ทำทานจะต้องแสดง ‘ปัตติทานมัย’ คือ ให้ส่วนบุญนั้นแก่ผู้ตาย และผู้ตายที่เป็นเปรตก็จะต้องแสดง ‘ปัตตานุโมทนามัย’ คือพร้อมที่จะรับส่วนบุญนั้นด้วย
          ๕. พระสูตรนี้ปฏิเสธผลแห่งบุญที่พวกญาติอุทิศให้แก่ผู้ไปเกิดในกำเนิดอื่นๆ เช่น เทวดา มนุษย์ ดิรัจฉาน และนรก คงได้รับแต่เฉพาะเปรตพวกเดียวเท่านั้น
๖. ผลแห่งทานนี้ เมื่อไม่มีใครรับก็ยังเป็นของเราอยู่เช่นเดิม เมื่อเราไปเกิดในกำเนิดใดๆ ก็ย่อมจะได้รับผลแห่งบุญเมื่อนั้น เช่น ไปเกิดในสวรรค์ มนุษย์ หรือแม้แต่ดิรัจฉาน ผลแห่งบุญก็ย่อมตามไปสนอง ให้เราได้มีกินมีใช้ ได้อยู่อย่างดีมีความสะดวก สบายและมีความสุข
          ๗. ผลต่างแห่งคนมีศีลทำทาน กับคนทุศีลทำทาน คือ คนมีศีลทำทานย่อมไปเกิดในสุคติคือสวรรค์และมนุษย์ ส่วนคนทุศีลทำทานย่อมไปเกิดในนรก เมื่อมาเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน เช่น โค ม้า สุนัข เป็นต้น จึงได้รับ และย่อมจะได้กินดี อยู่ดี กว่าคนที่ไม่เคยทำทานต่างๆ ไว้ก่อน
          ข้อนี้มีตัวอย่างที่สามารถเห็นได้ในปัจจุบัน เช่น วัว ควาย ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี กับวัว ควายไปอยู่กับคนบางคน นอกจากจะถูกใช้งานอย่างหนัก ถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณแล้ว ยังปล่อยให้อดๆ อยากๆ อีกด้วย สุนัขบางตัวในปัจจุบัน มีการกินดีอยู่ดี ยิ่งเสียกว่าคนส่วนมากเสียอีก นั่นย่อมเป็นเครื่องสนับสนุนพระพุทธพจน์นี้ได้อย่างดีว่า บุพกรรมของสัตว์เหล่านั้นมีมาต่างกัน พระสูตรนี้ทำให้ผู้เขียนหายข้องใจในเรื่องนี้เป็นปลิดทิ้ง
          ๘. ข้อที่พระสูตรไม่กล่าวถึง ได้แก่ การให้ทานที่มีผลมากหรือน้อย ผู้บริจาคและผู้รับควรเป็นบุคคลประเภทใด ท่านไม่ได้กล่าวไว้แต่ก็ไปมีกล่าวไว้ในทานสูตร (๒๒/๓๔๗) แล้ว
          พระสูตรนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงผลแห่งทาน ที่บุคคลทำแล้วว่าไม่สูญเปล่า ถึงแม้ว่าเราจะอุทิศผลให้ผู้ตาย ถ้าผู้ตายไม่ไปเกิดเป็นเปรตหรือไม่มีใครรับผลทานนั้น ทานนั้นก็ย่อมจะเป็นของเราอยู่ตลอดไป ไม่มีใครจะมาแย่งชิงเอาไปได้
           ดังนั้น ผู้ที่สนใจการให้ทาน ก็ขอให้ทานต่อไปเถิด ส่วนเงื่อนไขที่เราจะได้บุญมากหรือน้อย ก็ขอให้ศึกษาจากพระสูตรถัดไปนี้

 
เงื่อนไขแห่งทาน
         สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล อุบาสิกาชื่อนันทมารดา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ ถวายทักษิณาทาน อันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการในภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคัลลานะเป็นประมุข
         พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นอุบาสิกาชื่อนันทมารดา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะ ถวายทักษิณาทาน อันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการในภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ แล้วตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า
        “ภิกษุทั้งหลาย ! อุบาสิกาชื่อนันทมารดา ชาวเมืองเวฬุกัณฑกะนั้น ถวายทักษิณาทาน อันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการในภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นประมุข ก็ทักษิณาทาน อันประกอบด้วยองค์ ๖ ประการเป็นอย่างไร ?
        ภิกษุทั้งหลาย ! องค์ ๓ ของทายก (ผู้ให้) องค์ ๓ ของปฏิคาหก ผู้รับ)
        องค์ ๓ ของทายกเป็นไฉน ?
        ภิกษุทั้งหลาย !
        - ทายกก่อนให้ทาน เป็นผู้ดีใจ ๑
        - ทายกกำลังให้ทานอยู่ ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ๑
        - ทายกครั้นให้ทานแล้ว ย่อมปลื้มใจ ๑
        นี้คือ องค์ ๓ ของทายก (ผู้ให้ทาน)
        ส่วนองค์ ๓ ของปฏิคาหกเป็นไฉน ?
        ภิกษุทั้งหลาย !
        - ปฏิคาหกในศาสนานี้เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือกำลังปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ ๑
        - ปฏิคาหกเป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือกำลังปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ ๑
        - ปฏิคาหกเป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือกำลังปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ ๑
        นี้คือ องค์ ๓ ของปฏิคาหก (ผู้รับทาน)
        องค์ ๓ ของทายก และองค์ ๓ ของปฏิคาหก ย่อมมีด้วยประการดังนี้
        ภิกษุทั้งหลาย ! ทักษิณาทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล
การถือประมาณบุญแห่งทักษิณาทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ ประการอย่างนี้ว่า ห้วงบุญห้วงกุศลมีประมาณเท่านี้ นำสุขมาให้ มีอารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุข ดังนี้ ไม่ใช่ทำได้ง่าย โดยที่แท้ บุญแห่งทักษิณาทานนั้น ย่อมถึงการนับว่าเป็นห้วงบุญ ห้วงกุศล ที่นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ เป็นกองบุญใหญ่ทีเดียว เปรียบเหมือนการถือเอาประมาณแห่งน้ำในมหาสมุทรว่า เท่านี้อาฬหกะไม่ใช่ทำได้ง่าย
โดยที่แท้ น้ำในมหาสมุทรย่อมถึงการนับว่าเป็นห้วงน้ำที่นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ เป็นห้วงน้ำใหญ่ทีเดียวฉะนั้น”
        ทายกก่อนแต่จะให้ทานเป็นผู้ดีใจ
        กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส
        ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมปลื้มใจ
        นี้เป็นยัญสมบัติ
        ปฏิคาหกผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คือ ท่านผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ ย่อมเป็นเขตถึงพร้อมแห่งยัญ
         ทายกต้อนรับปฏิคาหกด้วยตนเอง ถวายทานด้วยมือตนเอง ยัญนั้นย่อมมีผลมาก เพราะตน (ผู้ให้ทาน) และเพราะผู้อื่น (ผู้รับทาน)
         ทายกผู้มีปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่ ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุข ไม่มีความเบียดเบียน
                                                                                ทานสูตร ๒๒/๓๔๖
        ส่วนเสริม
        หลักการทำกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ว่าฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว ท่านเน้นที่ “เจตนา” เป็นใหญ่ ถ้ามีเจตนาแรง กรรมที่ทำลงไปนั้นก็ย่อมจะมีผลมาก ถ้ามีเจตนาอ่อน กรรมที่ทำลงไปนั้น ก็มีผลน้อย
นอกจากจะเน้นที่เจตนาแล้ว ในการทำความดีต่างๆ ยังต้องรักษาจิตให้มีศรัทธาคือความเชื่อ และปสาทะคือความเลื่อมใส ในขณะที่ก่อนทำ กำลังทำ และหลังจากทำแล้วด้วย จึงจะได้รับอานิสงส์แรง ยิ่งมีปีติซาบซ่าน มีความอิ่มใจ ปลื้มใจด้วย ก็ยิ่งจะเสริมให้บุญจริยานั้นๆ มีอานิสงส์แรงยิ่งขึ้น ดังนั้น ในการประกอบการกุศลต่างๆ ในแต่ละครั้ง ถ้าท่านต้องการให้มีอานิสงส์แรง ก็ควรที่จะต้องระลึกถึงเงื่อนไขดังนี้
        ๑. วัตถุสิ่งของที่ให้ต้องบริสุทธิ์ เป็นของที่ได้มาโดยชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ผิดศีลธรรมและต้องไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่นด้วย ประกอบกับเป็นสิ่งของที่เลิศด้วย
         ๒. ผู้ให้ (ทายก) เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีศีลเป็นพื้นฐาน คือ ศีล ๕ ถ้ายังไม่มีศีลมาก่อน ก็ควรที่จะสมาทานศีลก่อน แล้วจึงค่อยให้ทานหรือประกอบการบุญกุศลต่างๆ
         ๓. ผู้รับ (ปฏิคาหก) เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้หมดกิเลส หรือกำลังทำให้หมดกิเลส หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้มีศีล ถ้าไม่ได้ผู้รับอย่างนี้ ผลแห่งทานก็ย่อมจะลดลงมาตามส่วน
         ๔. ต้องประคองจิตให้เป็นกุศลอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ ก่อนให้ทาน กำลังให้อยู่ หรือให้แล้วก็ตาม จะต้องพยายามรักษาจิตให้ “ศรัทธา” กับ “ปสาทะ” เดินคู่กันไปตลอดเวลา จงกำจัดความลังเลสงสัยออกไปให้หมด จึงจะได้กุศลแรง
         ๕. ต้องมีปัญญาร่วมด้วย กล่าวคือ ในการประกอบงานบุญทุกประเภท ก่อนทำควรพิจารณาก่อนว่า สิ่งที่จะทำนั้นๆ มีคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ? ถูกต้องตามแนวคำสอนของพระพุทะเจ้าหรือไม่ ? ทำอย่างไรจึงจะเสียวัตถุน้อยที่สุด แต่ได้รับผลบุญมากที่สุด ?
        มิฉะนั้นอาจจะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาติดตามมาอีกมาก เช่น
        ก. ส่งเสริมโจรที่ปล้นศาสนา ให้มีกำลังยิ่งขึ้น
        ข. ให้กำลังแก่คนชั่ว ได้มีกำลังก่อกวนสังคมมากขึ้น
        ค. จะเกิด “วิปฏิสารใจ” ว่าไม่ควรทำเลย
        เพื่อป้องกัน “วิปฏิสารใจ” ถ้าไม่อาจที่จะรักษา “ศรัทธา” “ปสาทะ” หรือ “ปีติ” ไว้ได้ ภายหลังจากการประกอบกุศลแล้ว ก็อย่าให้เกิดวิปฏิสารใจคือความเดือดร้อนใจว่ากระทำในสิ่งที่ไม่สมควร เราควรจะคิดปลงใจ ดังนี้
        - ทำแล้วเหมือนทิ้งไปอย่างอาลัยถึงอีก
        - คิดว่าเกิดอกุศลดลจิต ให้เราเห็นผิดทำไป
        - เอาสติหักห้ามใจไว้ ไม่ให้คิดในแง่อกุศล
        ถ้าเราสามารถดำเนินปฏิปทาตามที่ได้เสนอแนะไว้นี้ การทำทานหรือประกอบการบุญต่างๆ ของเรา ก็ย่อมจะมีแต่ผลบวกอย่างเดียว ไม่อาจประสบผลลบเลย หรือหากว่าจะประสบผลลบ เราก็ไม่ยอมลบด้วยเพราะเรามีสติเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้ง หรือยับยั้งใจไว้ได้แล้ว

 
ทานที่เห็นผลในปัจจุบัน
        สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ทีกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี
        ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า
       “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงสามารถบัญญัติผลแห่งทาน ที่จะพึงเห็นได้ในปัจจุบันหรือหนอ ?”
       พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
       “สามารถ ! ท่านสีหเสนาบดี”
       แล้วจึงตรัสต่อไปว่า
       “ท่านสีหเสนาบดี ! ทายกผู้เป็นทานบดี (เจ้าของทาน) ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง
       อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษผู้สงบ (คนดี) ย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง
       อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดีจะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดๆ คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีหรือสมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เก้อเขินเข้าไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง
       อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายภพ”
       เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว
       สีหเสนาบดีจึงทูลว่า
       ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ก็หามิได้
        แม้ข้าพระองค์เองก็ทราบดี คือ ข้าพระองค์ ก็เป็นทายก เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาข้าพระองค์ ผู้เป็นทายกเป็นทานบดี
กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี ย่อมขจรทั่วไปว่า
สีหเสนาบดี เป็นทายก เป็นทานบดี จะเข้าไปสู่ที่ประชุมใดคือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี หรือสมณะ ก็ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินเข้าไป
        ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่พึงเห็นเอง ๔ ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้ว ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในผลแห่งทาน ๔ ข้อนี้ ก็หามิได้ แม้ข้าพระองค์เองก็ย่อมทราบดี ส่วนผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง (ข้อที่ ๕) ที่พระผู้มีพระภาคตรัสบอกข้าพระองค์ว่า ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบ ก็แต่ว่าข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคในข้อนี้”
       พระผู้มีพระภาคตรัสย้ำว่า
       “อย่างนั้นท่านสีหะเสนาบดีๆ ! คือ ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
        นรชนผู้ไม่ตระหนี่ให้ทาน ย่อมเป็นที่รักของชนเป็นอันมาก ชนเป็นอันมากย่อมคบหา
       นรชนนั้น นรชนนั้นย่อมได้เกียรติ มียศ เจริญ เป็นผู้ไม่เก้อเขินแกล้วกล้าเข้าสู่ที่ประชุมชน
        เพราะเหตุนี้แล บัณฑิตผู้หวังสุข จงขจัดมลทิน คือ ความตระหนี่แล้วให้ทาน บัณฑิตเหล่านี้ย่อมประดิษฐานในไตรทิพย์ ถึงความเป็นสหายของเทวดาร่าเริงอยู่ตลอดกาลนาน บัณฑิตเหล่านั้นได้ทำสิ่งที่มุ่งหวัง ได้ทำกุศลแล้ว จุติจากโลกนี้แล้วย่อมมีรัศมีเปล่งปลั่ง เที่ยวชมไปในอุทยานชื่อ นันทนวัน ย่อมเพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เพลิดเพลิน รื่นเริง บันเทิงใจอยู่ในนันทนวัน
        สาวกทั้งปวงของพระสุคตผู้ไม่มีกิเลส ผู้คงที่ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว ย่อมร่าเริงทุกเมื่อ ฯ
สีหสูตร ๒๒/๓๗
 
 
ทักขิณาวิภังคสูตร

          สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารนิโครธาราม เขตพระนครกบิลพัสดุ์ในสักกชนบท

          สมัยนั้นแล พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ทรงถือผ้าห่มคู่หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ  แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอประทับนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้หม่อมฉันกรอด้ายทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค           ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของหม่อมฉันเถิด ฯ

          เมื่อพระนางกราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนโคตรมี !
          พระนางจงถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์

          พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้าใหม่คู่นี้หม่อมฉันกรอด้ายทอเอง ตั้งใจอุทิศพระผู้มีพระภาค ขอพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ โปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่นี้ของหม่อมฉันเถิด

           แม้ในครั้งที่ ๒ แม้ในครั้งที่ ๓ แล พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะพระนาง แม้ในครั้งที่๒ แม้ในครั้งที่ ๓ ดังนี้ว่า

          ดูก่อนโคตมี ! พระนางถวายสงฆ์เถิด เมื่อถวายสงฆ์แล้ว จักเป็นอันพระนางได้บูชาทั้งอาตมภาพและสงฆ์ ฯ

          เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดรับผ้าใหม่ทั้งคู่ของพระนางมหาปชาบดีโคตรมีเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตรมีทรงมีอุปการะมาก เป็นพระมาตุจฉาผู้ทรงบำรุงเลี้ยง ประทานพระขีรรส แด่พระผู้มีพระภาคทรงดื่มเต้าพระถัน  แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะได้

          ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงงดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยได้

          ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงประกอบด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้

          ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงทรงประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงประกอบด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้

          ทรงอาศัยพระผู้มีพระภาค จึงเป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้

          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคก็ทรงมีพระอุปการะมากแก่พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
          ถูกแล้วๆ อานนท์ ! จริงอยู่บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้วเป็นผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดีเพียงกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

          บุคคลใดอาศัยบุคคลใดแล้ว งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาน จากฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เพราะดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยได้
เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนต่อบุคคลนี้ด้วยดีเพียงการกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรมด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

           บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะมุ่งหมายได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดีเพียงการกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

           บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว เป็นผู้หมดความสงสัยในทุกข์ ในทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาได้ เราไม่กล่าวการที่บุคคลนี้ตอบแทนบุคคลนี้ด้วยดีเพียงการกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลี ทำสามีจิกรรม ด้วยเพิ่มให้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฯ

ดูก่อนอานนท์ ! ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ
          ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑
          ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑
          ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒
          ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓
          ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔
          ให้ทานแก่พระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕
          ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖
          ให้ทานแก่พระสกทาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗
          ให้ทานแก่พระสกทาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘
          ให้ทานในพระโสดาบัน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙
          ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐
          ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๑
          ให้ทานในบุคคลผู้มีศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒
          ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓
          ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔

ดูก่อนอานนท์ ! ใน ๑๔ ประการนั้น
          บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า
          ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า
          ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า
          ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
          ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจนนับไม่ได้           จนประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง           ในพระสกทาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์           ในพระปัจเจกสัมพุทธ และในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธ ฯ

ดูก่อนอานนท์ ! ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ
          ให้ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้วนี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย           ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒
          ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๓
          ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๔
          เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน           นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๕
          เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน           นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๖
          เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า แล้วให้ทาน           นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๗ ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! ก็ในอนาคตกาลจักมีแต่เหล่าภิกษุโคตรภู มีผ้ากาสาวะพันคอ เป็นคนทุศีล มีธรรมลามก คนทั้งหลายจักถวายทานเฉพาะสงฆ์ได้ในเหล่าภิกษุทุศีลนั้น

          ดูก่อนอานนท์ ! ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์แม้ในเวลานั้นเราก็กล่าวว่า มีผลนับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ แต่ว่าเราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่า มีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! ก็ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณานี้มี ๔ อย่าง ๔ อย่างเป็นไฉน ?

          ดูก่อนอานนท์ ! ทักษิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายกไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก บางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก บางอย่างฝ่ายทายก ก็ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายกไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกอย่างไร ?

          ดูก่อนอานนท์ ! ในข้อนี้ ทายกมีศีล มีธรรมงามปฏิคาหกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายทายกอย่างไร ?

          ดูก่อนอานนท์ ! ในข้อนี้ ทายกเป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกเป็นผู้มีศีล มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! ก็ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์อย่างไร ?

          ดูก่อนอานนท์ ! ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก ปฏิคาหกก็เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าฝ่ายทายกก็ไม่บริสุทธิ์ ฝ่ายปฏิคาหกก็ไม่บริสุทธิ์ ฯ

          ดูก่อนอานนท์ ! นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว ได้ตรัสคาถาประพันธ์ ดังนี้ ต่อไปอีกว่า

          (๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดีเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ

          (๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ

          (๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ

          (๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดีเชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลน์ ฯ

          (๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ

                                                                      ทักขิณาวิภังคสูตร ๑๔/๓๘๗

- จบ -

จำนวนอ่าน: 10015

Be first to comment this article
RSS comments

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
ขณะนี้มี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

:: เว็บสหธรรมิก ::

Advertisement
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

หนังสือมาใหม่


Top