วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2020, 01:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ย. 2020, 08:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3932


 ข้อมูลส่วนตัว


"แก้ปัญหาให้โดยไม่ได้ถามเวลามีปัญหา"

...เราไม่เคยถามท่านเลยนะตั้งแต่อยู่กับท่านมา ตอนที่ท่านเทศน์มันก็ครบอยู่แล้ว ยังไม่เคยถามปัญหาท่านเลย

.แต่ครั้งหนึ่งเคยคุยกับพระรูปหนึ่ง เคยถามอะไรอยู่เรื่องหนึ่ง จําไม่ได้ อยู่ๆ หลวงตาก็ตอบมาโดยที่ไม่ได้ถามท่าน

.เหตุการณ์นี้คือไปปรนนิบัติท่าน ตอนนั้นช่วยถอนขนตาให้ท่านที่ทิ่มเข้าไปในตา ขนตาธรรมดามันจะยื่น ออกมาข้างนอก แต่ของท่านจะยื่นเข้าไปข้างใน ต้องคอยถอน คนหนึ่งต้องคอยส่องไฟ อีกคนหนึ่งใช้คีมเล็กๆ ดึงขนตาออก ตอนแรกอาตมาก็ไม่ได้ ไปทําหรอก แต่ตอนหลังหาพระไปทําไม่ได้ พระก็เลยบอกว่า ท่านไปทําหน่อย ถ้าไม่มีใครทํา เราก็ไป แต่ถ้ามีใครปรนนิบัติท่านอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องไป

.ก่อนที่จะไป เราเคยคุยกับพระที่ท่านช่วยส่องไฟ ถามเรื่องอะไร ไม่ทราบจําไม่ได้แล้ว อยู่ๆ หลวงตาก็พูดออกมา เออทําอย่างนั้นนะ ทําอย่างนี้นะ ท่านตอบคําถามของเราโดยที่เราไม่ได้ไปถามท่าน

.แต่เรื่องทางด้านปฏิบัตินี้แทบจะไม่ต้องถาม เพราะท่านเทศน์อย่างละเอียด เล่าทุกอย่างให้ฟัง อยู่กับท่านฟังเทศน์ก็หลายร้อยกัณฑ์แล้วก็เข้าใจ .
........................................
มหาเศรษฐีที่แท้จริง หน้า 101
ธรรมะบนเขา ณ เขาชีโอน
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









"ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเรื่องภูเขาภูเราคือร่างสกลกายนี้ หนังห่อกระดูกเท่านั้นละดูไป เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจนี้คือหนังหุ้มแล้วนั่น พอว่า ตโจ เท่านั้นครอบไปหมดทั่วสกลกาย เปิดหนังออกแล้วมีแต่เนื้อมีแต่กระดูกตับไตไส้พุง
มีแต่ถังขยะเต็มไปหมดภายในร่างกายของเรา นี้หรือสัตว์นี้หรือบุคคล นี้หรือหญิงนี้หรือชาย รักกันที่ตรงไหน ติดพันกันที่ตรงไหน ราคะตัณหาเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นเพราะกระดูกนี้หรือ

ถ้ามีแต่กระดูกล้วน ๆ ราคะไม่เกิด มีแต่หนังล้วน ๆ ราคะไม่เกิด ตับไตไส้พุงล้วน ๆ ราคะไม่เกิด มันเกิดขึ้นจากความเสกสรรปั้นยอของกิเลสที่เอาหนังมาหุ้มเข้าปั๊บทันทีแล้วข้างในจะสกปรกขนาดไหนก็ตาม ข้างนอกมีผิวบาง ๆ ห่อไว้ เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ทำลาย นี่ละเรียกว่าปัญญา พินิจพิจารณาแยกแยะหลายครั้งหลายหน เที่ยวกรรมฐานอยู่ในสกลกายของเรานี้ ข้างบนข้างล่างด้านขวางสถานกลางดูให้ตลอดทั่วถึง หลายครั้งหลายหนไม่นับเที่ยว เอาความชำนิชำนาญเป็นประมาณ

จิตใจเมื่อได้เข้าใจตามสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ตามหลักความเป็นจริงนี้แล้ว ย่อมจะคลายความกำหนัดยินดี คลายความยึดมั่นถือมั่นออกมาเป็นลำดับลำดา เห็นชัดเข้าไปตรงไหนถอนตรงนั้น ๆ นี่ท่านเรียกว่าปัญญา พิจารณาเห็นชัดเจนตามหลักความเป็นจริงแห่งสกลกายนี้ ราคะตัณหาพังเลย"

เทศน์อบรมคณะวัดโพธิสมภรณ์ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน









ทุกวันนี้ปรากฏว่ามีชาวพุทธมากมายที่ถือว่าความร่ำรวย การมีอำนาจ ชื่อเสียง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ คือยอดความสุขของฆราวาส ความคิดอย่างนี้ท่านเรียกว่า “มิจฉาทิฐิ”

เพราะจะเป็นเหตุของการประพฤติที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเอง ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม มันไม่เป็นความจริง ความสุขดังกล่าวเป็นแค่ความสุขระดับล่าง ย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อยเจือปนอยู่เสมอ

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น “เอหิปัสสิโก” คือชวนมาดู ทนต่อการพิสูจน์ ท่านไม่ต้องการให้เราเชื่ออะไรง่ายๆ ท่านต้องการให้เราเอาคำสอนไปดู เทียบเคียงกับชีวิตของเราว่าจริงไหม

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า โดยปกติชีวิตของมนุษย์ไม่เป็นสุข เพราะหลงยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา การฝึกให้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ถอดถอนอุปทานจนจิตเป็นอิสระพ้นการบีบคั้นของกิเลส คือการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ในสายตาของนักปราชญ์ เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ความสุขอย่างอื่นก็เป็นเหมือนของเด็กเล่น

หลวงพ่อชยสาโร ภิกขุ











เพราะสตินี้จะเป็นฐานสู่ความสงบของจิต จนเข้าสู่กระแสของปัญญาได้โดยง่ายทำไมต้องมีการฝึกหัดปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะไปที่วัดไหน สำนักไหน ก็มีการให้ฝึกสมาธิ ฝึกเพื่ออะไร ก็ฝึกเพื่อให้สติเรากล้าแข็งนี่แหละ

เมื่อเรามีสติอยู่เสมอ จะทำการทำงาน หรือคิดอะไรก็เป็นของง่ายไปหมด จึงเป็นที่มาของคำว่า "สติมา ปัญญาเกิด"

หลวงปู่บัว สิริปุณโณ











สติ คือ เหตุ สมาธิคือ ผล ถ้ามีสติใจจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นั่งไปนานๆ มันก็จะรวมเข้าไปสงบ พอสงบก็เป็นสมาธิ สติเหมือนตัวกินข้าว กินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวพออิ่มแล้ว คำว่าอิ่มนี้ก็คือสมาธิแล้ว ผล เวลานั่งพุทโธๆ อย่างนี้เรียกว่า สติ พอจิตสงบปั๊บ พุทโธหายไป ทุกอย่างสงบนิ่ง อันนี้ก็เป็นสมาธิแล้ว

แต่คุณไม่เคยเจอสมาธิคุณเลยไม่รู้ นั่งเจริญสติเพื่อให้มันเป็นสมาธิเพื่อให้จิตสงบ คำว่า สมาธิแปลว่าสงบ สติแปลว่าการจดจ่อ การเพ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่นอ่านหนังสืออยู่การอ่านหนังสือนี่ก็เรียกว่ามีสติ อยู่กับการอ่านหนังสือ แต่ทางโลกเรากลับไปใช้คำว่าสมาธิแทน ความจริงมันต้องใช้คำว่าสติ แต่กลับไปใช้คำว่าสมาธิ ผิด ผิดภาษาเข้าใจไหม มันไม่ใช่สมาธิ เวลาตั้งใจทำงานนี้เรียกว่า มีสติในการทำงาน ไม่ใช่มีสมาธิในการทำงาน เพราะสมาธินี้มันไม่ทำอะไร มันหยุดทุกอย่าง

สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต










"เมื่อมีคนส่งเสริมมากเท่าไร
ก็พึงทราบว่า จะมีคนนินทามากเท่าเทียมกัน
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวในกิริยาใดๆ ผู้ที่ได้เห็น
หรือได้ยินในกิริยานั้น จึงเก็บไว้ภายในใจ
พระพุทธเจ้า เจ้าของศาสนายังถูกโลกธรรมรุมตี
แต่ก็คงเป็นพระพุทธเจ้าตามเดิม จนวันเข้านิพพาน"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน









"อย่าไปดีใจ เสียใจ กับคำพูดคนอื่น
อย่าไปฝากหัวใจ ไว้กับคนอื่น
ต้องฝากหัวใจ ไว้กับพระธรรม"

พระอาจารย์ญาณธัมโม








รู้จักอารมณ์. แล้วก็ปล่อยซะ. มันเป็นของมันอย่างนั้นแหละ. มันเป็นของไม่แน่นอน.

หลวงปู่ชา สุภัทโท








ความทุกข์ทั้งปวงของโลกนั้น. มันก็มาจากจิตของเราเท่านั้น.

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล








ผิดถูกยังไง. อย่าคอยแต่ไปวินิจฉัยผู้อื่น. ให้มากยิ่งกว่า. การวินิจฉัย. ตนเอง.

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร