วันเวลาปัจจุบัน 18 พ.ย. 2019, 21:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ต.ค. 2019, 19:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ก.พ. 2007, 20:39
โพสต์: 154


 ข้อมูลส่วนตัว


http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005959.htm


ความคิดเห็นที่ 3 : (ช่างมอมมัน)
ขออนุญาต ขอโอกาสด้วยครับ

1) อย่าลืมว่า คนเรานั้น ฝันกันบ่อยๆนะ…แต่จากประสบการณ์ของผม ไม่ฝันแบบนั้น …ถ้าจะฝันแปลกๆ ก็คง หลายเดือน หลายวันก่อนที่ จะบรรลุธรรม เช่น ครูอาจารย์มาในฝัน มาชี้ทาง(อย่างที่ท่านศิษย์พระป่าท่านกรุณายกตัวอย่าง ) … จนทำให้ผมต้องเปลี่ยนมาถือศาสนาพุทธ …ฝันเจอทองเต็มตัวไปหมด ดึงทองออกมาจากตัวได้เรื่อยๆ…พอไปถามพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่านก็บอกว่า ทำบุญมาจนล้น ทองที่ดึงออกมา แต่ ให้เจริญปัญญาได้แล้ว บุญมากพอแล้ว….วางตำราได้แล้ว…

2) รู้ตัวครับ.. ..เหมือนเกิดใหม่… แต่ ไม่กล้าบอกใคร ….จนกระทั่ง พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงพ่อ มาดักรอ…ท่านสอบอารมณ์ด้วย… และ บอกว่าเป็นพระแล้ว …ท่านรู้ก่อนหน้าแล้ว จากนั้นท่านก็ อธิบาย ญาน 16 ให้ฟัง .. และต่อมา พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ ท่านมองหน้าผมอยู่พักใหญ่ แล้วก็ สอนผมให้ใช้ คำว่า จัตตาโรธัมวัฑฒันติ อายุวัณโณ สุขังพะลัง เมื่อมีใคร มาทำอะไรให้ .โดยไม่ต้องเล่าอะไรให้ท่านฟังมากนัก….และตั้งแต่นั้นมา เวลาไปพบพ่อแม่ครูอาจารย์องค์อื่นๆ ท่านก็ สอนในสิ่งที่ผมขาดไปให้เรื่อยๆ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ บอกอะไรท่าน เพราะ ผมยังเป็นพระเสขะอยู่.มีช่องว่างให้พัฒนาอีกมากมาย…นอกจากนี้ ท่านยังให้ผม ศึกษาพระไตรปิฎก และ ทำความรู้ ให้รอบขึ้น…..ก่อนบรรลุธรรม ผมยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาในพระไตรปิฎกเลยครับ ..อ่านแต่หนังสือของพ่อแม่ครูอาจารย์สายอิสานทั้งนั้น ..ตอนนี้จึงมาเร่งศึกษาครับ…

3) ตั้งแต่บรรลุธรรมแล้ว จะเดิน จะนั่ง จะรู้ตัว ค่อนข้างเป็น อัตโนมัติกว่าเดิม และ พบว่า พระสกทาคามี รู้อารมณ์หรือกิเลส ที่ละเอียดกว่า พระโสดาบัน …นอกจากนี้ ฝันร้ายไม่มี มีอะไรๆ สนุกๆมาเข้าฝันบ่อยๆ …ตื่นเช้าแต่ละวัน ไม่ค่อยจะมีทุกข์เท่าไร เพราะรู้จักวิธี ดีดทุกข์ออกกระเด็นได้แล้ว

4) ผมเรียนถาม หลวงพ่อ ว่า “บอกใครได้ไหม ว่าบรรลุธรรมแล้ว” เพราะผมทราบมาว่า พ่อแม่ครูอาจารย์บางท่าน เมตตาสอนว่า อย่าไปบอกใครว่าบรรลุธรรม ผลร้ายไม่ได้อยู่กับเรา แต่อยู่กับผู้ที่ฟัง ผู้รู้ไม่บอก ผู้บอกไม่รู้ …หลวงพ่อก็บอกไปเถอะ จะได้ฝึกโดนทดสอบ และ …ผมพิจารณาดูแล้ว นี่เป็น กระดานธรรม ไม่ได้ใช้ชื่อจริง เป็นสมมติ ผมไม่ได้บอกให้ใครมาเชื่อผม นะ…ผมมาคิดถึงตนเองว่า สมัยที่เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาใหม่ๆ อยากจะถามๆๆๆๆ แต่หาคนที่ตอบแบบง่ายๆ ไม่ค่อยได้ ตอบแบบไม่ใช้ศัพท์สูงๆ หรือตอบแบบ เห็นว่าคนถามโง่จังเลย ..ผมก็ใจกล้าอยู่แล้ว …เปิดตัวในกระดานฯนี้ ซะเลย ได้ทั้งฝึกตนเอง และ เพื่อฟลุ๊ค ได้แนะนำท่านที่เคยมีวาสนากันมาก่อน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน…วันใดที่ผม ห่มผ้าเหลือง คงจะพูด จะสอนตรงๆ แบบนี้ไม่ได้ถนัดนัก..ข้อวินัยบังคับมากมาย…จะอธิบายให้ สีกาฟังก็ไม่ถนัด
.หลวงพ่อบอกว่า เป็นฆราวาส ตอบได้ ไม่ต้องเกรงอะไร แต่ เป็นสงฆ์ห่มผ้าเหลืองตอบยากกว่า แต่คนเชื่อง่ายกว่า

เวลาที่พบ พบพระอริยบุคคลที่เป็นฆราวาส ถ้ามีโอกาส ผมจึงพยายาม ถามท่านเหล่านั้น ว่าบรรลุธรรมอย่างไร ผมเก็บเป็น ข้อมูลสะสมไว้ เพราะ เอาไว้ใช้ สอนคนอื่นๆครับ .หรือ ถ้าจริตคล้ายๆกันก็จะแนนะนำให้รู้จักกัน ( แต่ไม่บอกนะว่า ใครบรรลุแล้ว) และ.เอาประสบการณ์ของท่านอริยะบุคคลเหล่านี้ มาเป็นกำลังใจให้คนที่ฝึกตามมา …บางท่าน ก็อธิบายไม่ค่อยคล่อง ผมก็ไม่เร่งรัดท่าน หรือ บังคับท่าน…

คนบรรลุธรรม ในบ้านนี้ เมืองนี้ มีเยอะครับ ..นึกไม่ถึงว่าจะใช่ก็มีครับ ..ที่นึกว่าจะใช่ กลับไม่ใช่ก็มี ..ต้องสนทนากันครับ…อ่านจากกระทู้ในลานธรรมนี้ เดายากครับ …

5) ผมว่า หลวงพ่อฤษีลิงดำ ท่านเมตตาสูงนะ ..ท่านเลือกธรรมได้ตรงกับภูมิธรรม ผู้ฟังจริงๆ..ผมอ่านหนังสือของท่าน.(ไม่ทันได้กราบองค์จริงของท่าน) .พบว่า.ท่านสอนให้ รู้จัก อารมณ์พระโสดาบัน เพื่อที่จะได้ รู้ว่า เป็นอย่างไร ผู้ฝึก จะได้รู้ ได้บุญ นับว่าหลวงพ่อฤษีลิงดำนั้น ท่านเข้าใจใช้ อุบายได้แยบคายดีมาก….

6) อยากรู้อะไร ลองเปิด ซีดี รอม พระไตรปิฎก ค้นคว้าดู …เชื่อคำสอนในพระไตรปิฎกดีที่สุด …ใช้กาลามสูตร อย่าเชื่อใครง่ายๆ อย่าเชื่อครู อย่าเชื่อผม….แต่ หลายๆท่านในกระดานฯนี้ เป็นสุดยอด นักค้นคว้า เก่งๆกันหลายท่าน …แต่ละท่านเป็นกัลยาณมิตรทั้งนั้น ..ถามท่านเหล่านี้ได้…แม้นว่า จะขัดๆกันบ้าง แต่ ก็ไม่ทำร้ายกัน (อุปมาเหมือนพี่น้องแย่ง ดูดนมแม่ ไม่มีอะไรกัน) ….บางทีพวกเขาก็ขอขมากัน…น่ารักจริงๆ

สำหรับผม การมาท่อง web นั้น อ่านอย่างเดียวไม่ได้…เริ่มต้นนะได้..เพื่อหากัลยาณมิตร ..สนทนาธรรม.แต่แล้วก็ต้อง หาครูอาจารย์ดีๆฝึกๆๆๆๆๆ…มิฉะนั้นจะกลายเป็น NATO คือ No Action Talk Only ครับ

7) ต้องฝึก ต้องขยันฝึกด้วย …จะรู้เอง ว่า ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ …ทำ Benchmarking คือ ทดสอบอารมณ์ ดูว่าการปฏิบัติก้าวหน้าไหม …มีครูอาจารย์ ที่จับจริตของเราได้…ฝึกมาตั้งนาน ถ้าฝึกเต็มที่แล้วยังไม่ได้เรื่องราวอะไร ก็ลองถามผู้สอนตรงๆ หรือ เปลี่ยนผู้สอนใหม่ก็ได้ ( ตั้งจิตภาวนา ทำบุญ กรวดน้ำ แล้ว อธิษฐาน ขอให้พบอาจารย์ ถูกจริต.)
ขออวยพรให้โชคดี …จัตตาโร ธัมวัฑฒันติ อายุวัณโณ สุขัง พะลัง
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 4 ส.ค. 2545 / 12:48:39 น.

ความคิดเห็นที่ 17 : (ช่างมอมมัน)

ขออนุญาต ขอโอกาส
1) เรียน คุณดบัสวนี ที่เคารพ
เกิดมาเป็น พุทธ ถึง 2 ขวบ (จำความไม่ได้) และมาเป็น คริสต์นิกายคาธอลิก(คริสตัง แก้บาป มีพระสงฆ์ และ เคารพแม่พระ) ตามพ่อแม่ที่เปลี่ยนศาสนาไป

อายุ 21 ปี ไปอยู่ USA ศึกษา คริสเตียน ( เน้นศึกษา bible ไม่เน้น พิธีกรรม ) … อายุ 30ปี กลับมาทำงานเมืองไทย..แต่งงานในโบสถ์คริสต์ กับภรรยาชาวพุทธ

อายุ 39 ปี เปลี่ยนเป็น พุทธศาสนา ครับ …3 เดือนต่อมา คุณพ่อเสียชีวิต จึงไม่ต้องแอบเป็นพุทธอีกต่อไป….เป็นงง ?? กันทั้ง บ้าน

2) การที่ผมบอกใคร ๆ ใน WEB นี้ ตรงๆ ว่า เป็น Once returner (สกทาคามีผล) แบบตรงๆ ผมมีเหตุผล คือ

(2.1) อย่ามาเชื่อผมง่ายๆ ใช้ กามลามสูตร เชื่อการปฏิบัติตามที่พระบรมศาสดา ทรงสอนไว้ก่อน (trial) ไปก่อน เห็นผลแล้วค่อยเชื่อ ท่าน

(2.2) ให้รู้ๆ ไปเลย จะได้ ไม่ขาดทุน ..ถึงไม่เชื่อผม อย่างน้อยก็จะได้ สุภาพ ต่อกัน และ เป็นตัวอย่างใน การสร้างปิยวาจาต่อกัน กับทุกคน ในลานธรรม…

(2.3) ไม่ได้ อวดอุตริ เพราะ ไม่ได้ โกหก .ไม่ใช่ภิกษุ (ผู้ขอ) ..ไม่ได้หวังว่าจะรับทรัพย์ เพราะ รวยอยู่แล้ว …การงาน ตำแหน่ง บริวาร คุณวุฒิ เคยเป็นกรรมาธิการร่างกฎหมาย เข้าใปประชุมในสภาฯ มาแล้ว ชื่อเสียง สมมติทางโลกพอแล้ว …

(2.4) ในสมัยพุทธกาล ท่านอนาถบิณฯ ท่านปู่หมอชีวกฯ ก็ล้วนเป็นอริยบุคคล..ที่รู้กันในสมัยนั้น ….ท่านทำงานในอาชีพของท่าน…ท่านอนาถบิณฯ ตอนเช้า ถวายภัตตาหาร ตอนสายๆ ดูแลกิจการเสร็จก็ออกไป โต้วาที ตอบธรรมะ กับ พวกศาสนาอื่นๆครับ (ลานธรรม) ไม่ต้องกลัวใครเพ่งโทษ ..อยู่กับสมมติ(ทางโลก) และ วิมุติ(ทางธรรม) เปรียบเสมือน หน้ามือ กับหลังมือข้างวเดียวกัน ย่อมพลิกไป พลิกมาได้ แต่ ก็อยู่บนมือ ข้างเดียวกัน …หรือ เป็น Symbiosis

(2.5) สมัยผม มาศึกษาศาสนาพุทธ ผมหาผู้มาสอนผม.. ที่ผมมั่นใจ จะถาม จะตอบยาก.บางที มีโยมบางคณะ กีดกันก็มี..บางทีท่านอยู่ไกลมากๆ ไปหาลำบาก…ถ้าแล้วโดนโยมที่อยู่ข้างๆแย่งตอบก็มี…ไม่บรรลุธรรมจริงแต่สอนก็มี..จนในที่สุด ผมมาพบ พ่อแม่ครูอาจารย์ต่างๆ ที่เมตตา ตอบผม จนสิ้นสงสัย …ดังนั้น พระเดชพระคุณ หลวงปู่และหลวงพ่อ ให้ผมเป็น ฆราวาส และ ให้ สอนธรรมะได้ เพราะ พร้อมทั้ง สมมติ และ วิมุติ ….ตอบทางโลกก็ได้ ..เรียนวิทยาศาสตร์มาสูงสุดแล้ว …ตอบชาวคริสต์ก็ได้….ตอบผู้บริหารก็ได้….สอนวิปัสสนาก็ได้ ….มีธุรกิจส่วนตัวด้วย ..เป็นศิษย์สายพระป่าพระธุดงค์ ทั้ง ธรรมยุติ ( พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่จันทา) และ มหานิกาย (หลวงพ่อกล้วย) …เป็นศิษย์พระบ้านด้วย …จึงไม่แบ่งแยกสงฆ์เด็ดขาด…

ถ้าผม ไปเป็นภิกษุเมื่อไร ก็คงไม่มาตอบเล่นๆ ใน Web นี้ …มองหน้าสีกาก็ไม่ได้ สอนธรรมะทางโทรศัพท์ ก็ไม่งาม …

ครูบาอาจารนย์แต่ละท่าน มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน…ผมขอเก็บ กวาด พวกนักวิทยาศาตร์.. พ่อค้า..(บริวาร ที่เคย ทำบุญ อุปถัมป์ กันมา) .สอนให้ หัด ว่าย ข้ามไปฝั่งพระนิพพาน …

3) .การบรรลุนั้น มีหลายแบบ เหมือนขึ้นภูเขามีหลายแนว ..ฝึกมาทางไหน จนบรรลุ จึงสอนแบบที่ได้มา….สอนแบบอื่น ไม่ได้ครับ เพราะ กลายเป็นมุสา..เมื่อพลาดท่า เข้าไปแก้ไข ต่อให้ไม่ได้ครับ…ทางใคร ทางมัน

4) มีอะไรก็ ถามผมได้ แต่ อย่าเชื่อ…ต้องเอาไป ทำ เอาไปย่อย …ผมไม่แม่น พระอภิธรรม กำลังศึกษาอยู่ จึงเข้ามาหา กัลยาณมิตรในนี้ ..ที่เก่งๆทั้งนั้นเลย…ถ้าถามยากมากๆ ส่งท่านไปหา พ่อแม่ครูอาจารย์ดีกว่า….ถ้าฟังท่านสอนไม่เข้าใจ…ผมอาจจะ ช่วยขยายความให้….หลวงพ่ออนุญาตแล้ว

5) หลายท่าน ใน กระดานธรรมนี้ ผมกำลังค่อยๆ สังเกตดู รายไหน ผมจับอารมณ์ได้ ก็จะพยายามแก้ให้ ( เสี่ยงโดนสวนกลับเหมือนกัน ต้องระวังคำเขียนมากๆ) …หลายท่าน ติด”สัญญา” เพราะ ฉลาดมาก ใช้สมองมาก …หลายท่านติดความเป็นครู…..หลายท่าน “ไม่ธรรมดา” ครับ เก่งครับ..บางท่านก็อ่านเฉยๆ ไม่เปิดตัว …….แต่ คนที่มาถึง ลานธรรมนี้ได้ บุญมาก ปัญญามากครับ …จิตใจงดงาม อยากจะสอน หวังดีต่อกัน ( อบอุ่นต่อกัน.มากมาย.จนร้อนก็มีครับ…Too warm) ..มีหลายแบบ…เป็นสีสันของลานธรรม ..เป็นธรรมชาติ

6) สมัยที่ ศึกษาศาสนาพุทธ ผมอยากเจอ พระโสดาบัน จะได้ ถามท่านว่า เป็นอย่างไร ทำอย่างไร..อยากสัมภาษณ์ท่านแบบ ITV หรือ แบบหนังสือสารคดี เพราะ ผมนักวิจัยครับ ( มีผลงานระดับโลกมาแล้วด้วย) …อยากได้ท่านที่ ตอบ แบบตรงๆ ไม่ต้องใช้ คำ บาลี…ไม่ต้องใช้คำ ธรรมะมากๆ…ง่ายๆ ไม่ต้องเกร็งเวลาเข้าไปถาม…**** นั่นแหละ ผมถึงว่า คนที่ทำ ลานธรรมนี้ ได้บุญมากๆๆๆ เพราะ การเจอกันใน จอคอมพิวเตอร์ ผมเห็นว่า ไม่เป็น อริยกรรมหรอก เพราะ ท่านถาม ด้วยใจ ที่อยากรู้ เป็นช่วงที่กำลังสนใจ เป็นช่วงกำลังค้นหา คำตอบ..จิตดีครับ..คนตอบก็ สมมติ…โถ ตอบ กัน บนจอ..ไม่ได้เจอหน้ากันนี่หนา…เม็ดจอ ซึ่งก็เป็น พลังงาน “เกิดดับเกิดดับ.on off หรือ 010101 “.สมมติทั้งนั้น..

7) ผมเคยได้รับเชิญ ไปสอน ธรรมะ ให้ รัฐวิสหกิจ ระดับใหญ่ของประเทศ หลายรุ่นแล้ว…และ มารู้ ทีหลัง ผู้เชิญ มีการ แอบไป Check ภูมิธรรมของผมด้วย …บอกว่า check แล้ว ..เอาชื่อผมเขียนใส่กระดาษ ให้ อาจารย์ผู้รู้ ท่านหนึ่งดู ท่านมองแล้วก็ตอบเลยว่า สกทาคามี.มาแนวปัญญา….ผมก็คิดว่า ” เออ แปลกนะ ท่านแม่นดีนะ …แค่เห็นชื่อเท่านั้นเอง ..”

8) มีอะไร มันๆ เล่าให้ฟังเยอะ…ถ้าเป็น อนาคาแล้ว อาจจะไม่ตอบก็ได้นะ เพราะ พระ once returner ยัง ตัด กาม ตัด โกธะ ตัดมานะ (เช่น ตอนนี้ กำลังหลงตนเองอยู่ เขียนใหญ่เลย) และ อื่นๆ ไม่สิ้น
8) จัตตาโร ธัมวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง

จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 8 ส.ค. 2545 / 00:59:28 น. ]

ความคิดเห็นที่ 27 : (ช่างมอมมัน)
ขออนุญาต ขอโอกาส
1) เรียน คุณกบิลพัสดิ์
ขออนุญาต ลัดคิวนะครับ…
เห็นความคิดขาจร เก่งขึ้นครับ ( ความคิดขาจร คือ ความคิด ที่แทรก เข้ามากับ ความคิดที่กำลังคิดอยู่ )
ก่อน จะได้ โสดาฯ จะเดิน จะนั่ง ยัง ต้อง คอยมีสติ รู้กาย ต้อง กำหนดทำ แบบ manual ช่วงตอนเป็น โสดาฯ กับ สกทาฯ สำหรับผมนั้น สติเกิดแบบ Auto เช่น ตอนเปลี่ยนอริยบท จากนั่ง เป็น ยืน ยืน เป็นเดิน สติ ตามได้ ตลอด อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…ก้าวแรกที่ได้โสดาบัน ก้าวต่อๆไป เป็น Auto ให้เลย เช่น ยกแขน ขึ้น ก็ยังรู้ ถึง ความรู้สึก ที่ วิ่งจากปลายนิ้ว ไหลลงมา ถึงปลายศอก เป็นต้น …จิตก็เช่นกัน ตอนโสดาบันนั้น จิตเกิด ตามดูไม่ทัน แต่ ตั้งอยู่จะรู้ …ช่วงโสดาบัน จะขี้โมโห ..คิดว่า เป็นเพราะ ได้แบบฝึกหัด ให้ ข้ามด่าน โมโห นั่นเอง…

ตอนนี้ ไม่นั่งสมาธิแล้ว …ไม่รู้จะนั่งไปทำไม เพราะ การรู้จิต รู้กายแบบนี้แหละ คือ สมาธิ ( สมาธิ ไม่ใช่ การดูลมหายใจเสมอไป สมาธิในการพิจารณาอาการของจิตก็ใช่สมาธิครับ)

พอได้สกทาแล้ว มาอ่านหนังสือ ที่ ท่านสันตินันท์ เขียน ( การฝึกจิต ตามที่หลวงปู่ดุลย์) สอนนั้น อ่านถึงตอนที่ ท่านบอกว่า จิบกาแฟ ก็รู้ ว่าสุข…ก็ยอมรับว่า ท่านสันตินันท์กล่าวได้ถูก เพราะ สุขเล็กๆน้อย ก็เห็นง่ายขึ้น …กินอร่อยกว่าเดิม ลิ้นแยกแยะได้กว่าเดิม ..ฟังเพลงได้ แยกแยะดีมากขึ้น .ตอนนี้ เล่น Guitar เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เลย พอจับจะดีด จิตมันรู้ มันคลายเอง แบบ Auto ครับ ..จะร้องเพลงก็สักแต่รู้ว่าเพราะ ( หูดีกว่าเดิม ) แต่ จิตไม่เกิด ร้องตอนนี้ คงเหมือนบทสวดมนต์…จึงเข้าใจว่า ถึงไม่มีบทวินัย ห้ามพระร้องเพลงก็ไม่ต้องห่วง ว่า พระสกาทาฯ จะร้องหรอกครับ จิตมันไม่เกิด ร้องไม่ได้ ตั้งแต่ต้น..คล้ายๆ กับมีคนเตือนเราว่า “จะบ้าหรือ ร้องไปทำซากอะไร” ..หลวงปู่บางองค์เรียกว่า ผู้รู้ แต่ ผมว่า เป็น อะไรที่ขึ้นพุด ขึ้นมาเร็วมาก แบบ Instant ค่า baud rate สูงมาก

2) เข้า นิโรธ ไม่เป็น แต่ รู้จักการเสวยวิมุติ ( ไม่รู้ ว่าคือ อะไร เรียกไปอย่างนั้นเอง) คือ สามารถให้ จิต แยก ออกจาก สมอง จนจิตโล่งๆ สบายๆ โปร่ง ( นึก ถึง ตอน เรียนจบ สอบเสร็จ ก่อนล่มตัวลงนอน ฉี่หยดแรกที่ออกไป ฯลฯ) .ถ้าในเมือง ในที่ทำงาน ต้องใช้เวลานิดหน่อยครับ..เหมือนหนังกำลังภายใน ที่ต้องค่อยทำจิตทำใจให้โล่งๆๆ ( คนโบราณ จึง เชียร์ด้วยคำว่า ใจเย็นๆ ) …ยิ่งไปในสถานที่ที่ สับปายะมากๆ เช่น อยู่ใกล้ พ่อแม่ครูอาจารย์ จะ รู้สึกถึง ความโล่งๆ ที่จิตแบบนี้ ( จึงพอ จะเดาออก ว่า องค์ใด ภูมิธรรม สูงกว่าผม) หรือ สถานที่ที่ สับปายะ เช่น บริเวณ ที่มี พระธาตุ ในป่าเขา ในป่าช้า ในบ้านร้าง ในทุ่งกว้าง เป็นต้น) …พระอริยะ เปรียบเสมือนแม่เหล็กถาวร ปถุชนไปฟังธรรม ของท่าน จะ สบายๆ ทำให้ ปถุชน ที่เป็นเหล็กเฉยๆ จัดขั้ว ( แยก จิต กับ สมองได้ ) ได้….แต่ พอกลับบ้านไป จิต กับ สมอง ก็ผสมกัน ไม่แยกขั้วอีก…

3) เรื่อง กาม นั้น ถ้าเป็น * จะ รู้ว่า นี่ กำลัง ทำหน้าที่ ..พอรู้จักว่า สุขที่แท้จริง ( ตังคนิพพาน) แล้ว เข้าใจว่า * เป็น ทุกข์น้อยๆๆๆ ( สุข แบบ ปถุชน) ..ก็ทำตามหน้าที่ ให้ก็เอา ไม่ให้ก็นอนก็ได้วะ…เห็น * เป้น หน้าที่ที่ สามี พึงกระทำ….แต่ แปลกครับ เก่งกว่าเดิม..เมียงง…เพราะ จิตที่สงบ ใจก็จะเข้มแข็ง..อะไรๆดีขึ้น…มี* ก็แยก จิต ออกจากกาย เดินจิตไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน….เข้าหรือยังว่า ทำไม ท่านวิสาขา ลูกจึงดก..เก่งขึ้นครับ…ทำดีกับเมียมากกว่าเดิม เพราะ ถ้าเขาทำไม่ดีกับเรา จะเป็น อริยกรรม ( ตอนนี้ ยังไม่ได้บอกเมีย ว่า บรรลุแล้ว ) .ด้วย พรหมวิหาร 4 จะไม่ทำให้ เมียจิตตกครับ…แต่ก่อนจะไปทำบุญ ถ้าเมียขวางผมจะโกรธ…แต่ตอนนี้ ตามใจเมียตลอด..จ๊ะ.อยู่เลี้ยงลูกให้ก็ได้จ๊ะ..มีโมโหบ้าง แต่ ดับทัน ( แกล้ง เสียงแข็งก็มี ถ้า รู้ว่า กำลังจะมี ภัย…บอกเมียและลูกว่า ถ้า พ่อ เสียงดุ แข็ง watch out เมื่อไร แสดงว่า เป็น เรื่อง อันตราย.. ) …จำนวนโมโห ของ สกทาฯ น้อยกว่า โสดาฯ มากๆๆ ( เป็นโสดา ฯ แค่ 4 เดือน อาจจะเก็บตัวอย่างมาเล่าได้น้อยไปหน่อย)

4) ตอนนี้ กำลัง จะเร่งเข้าอนาคามี ได้ รับคำสอน จาก พ่อแม่ครูอาจารย์ ให้ ” จิตไม่เกิดเสียตั้งแต่ต้น” และ ต้อง ผ่านด่านกาม …ตอนนี้ กำลังบ้ากามอยู่.ต้อง ชกกับมัน ตามที่ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาบัวและ หลวงปู่จันทา สอนว่า ” ชกมันกระเด็น”

5) ..ก่อนหน้านี้ ตอนที่เป็นปถุชน.. หลวงพ่อกล้วย ท่านให้ ฝึก ” ตามดูจิต ตามดูขันธ์ 5 สร้างสติ ทำจิตให้โล่งๆ” พอได้โสดาฯ ท่านก็ให้ อ่านพระไตรปิฎก อ่านพระอภิธรรม และ ดูอาการจิตไปด้วย อ่านไปด้วย รวมทั้งให้ ” หยุดคิด ก็จะรู้ … ไม่ต้องห่วงว่า จะไม่ได้คิด” จนได้ สกทา เพราะ การฝึก หยุดคิด นี่แหละครับ …ไปฝึกหยุดคิด อยู่กลางลำธาร แถวๆ ป่าดงหลวง มุกดาหาร …ฝึกไม่คิด.จนเครียด ..ลูกไม้ มีหนาม เข้ามาในผ้าขาวม้า โดนในร่มผ้า ยัง นิ่งเลยครับ….กลับมาที่วัด ..หยุดคิด จนคนข้างๆ นึกว่าบ้า…เครียดจน ป่วย ล้มลง ที่ครัวในวัด….ตอนลงนอน…ปิ้งเลยครับ..ไม่ใช่ หยุดคิดแบบนั้น..แต่หมายถึง เห็นอะไร ก็อย่าไปปรุงแต่ง ก็อย่าไปคิดต่อ รู้เฉยๆที่จิต..อย่าให้ความคิดจร ( ที่ไม่ตั้งใจ) แทรกเข้ามา…ร้อง ” ไม่น่าโง่เลย”..และ รู้แล้วว่า ได้ สกาทาฯ เพราะ อาการของจิต เป็น แบบสมัยได้ ญาน 16 ( เกิดซ้ำหนที่สอง) …..ฟ้าแลบในจิตหนที่สอง..

6) อย่าโกรธนะ …คนที่อยู่ใกล้ พระอริยบุคคล บางทีก็คุณอนันต์โทษ มหันต์เหมือนกัน…พ่อแม่ครูอาจารย์ จึง สอนว่า เวลา อยู่ใกล้หลวงปู่ อย่าสั่งท่าน แต่ ให้ ใช้ คำว่า ขอโอกาส ( ในลานธรรม มีบางท่าน ที่ ได้มรรคได้ผลแล้ว) ..ช่วยกรุณา….ดังนั้น คนโบราณ กำหนด คำเช่น ขอความกรุณา ขอเมตตา ขอโอกาส ขอประทานโทษ ( ท่านให้โทษ จริงๆ ขึ้นมาจะยุ่ง)…เข้าใจหรือยังครับว่า คนโบราณท่านฉลาด ทันกลัวเรื่องแบบนี้เหมือนกัน…ผมจึงเตือนเพื่อนๆ ในลานฯว่า ให้ สุภาพ ต่อกัน เพราะเราไม่รู้ ใครเป็นใคร…หรือ ขอขมากันบ่อยๆ…ขอขมาพระรัตนตรัยก็ได้…จริงๆ พระอริยะฯ ท่านก็ ไม่โกรธ ไม่อทฆาต ใครอยู่แล้ว

7) ตอนที่ ยังเป็น ปถุชน นั่งสมาธิมาก …เดินทางบ่อย จากภูเก็ต นั่งยาว ลืมตา อีกที อ้าว ถึง กรุงเทพแล้ว…นั่งรถ จาก หาดใหญ่ เข้า สมาธิ พุทโธ ลืมตาอีกที อ้าว ตรังแล้ว…นั่งสมาธิ ไม่นาน ก็ สว่าง เห็น เทวดา มาใส่ บาตร เต็มวัด..มูลนิธิหลวงปู่มั่น เพียบเลยครับ…ที่ศาลาลุงชิน บางที ผมก็เดิน จงกรม ทำ ปทักษิณา รอบ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่เหรียญ สามรอบ เป็น การเคารพ ขั้นสูงในสมัยพุทธกาล ( ปฏิบัติบูชา ดีที่สุด) ….สมัยก่อน นั่ง แล้ว แยกจิต กับกายได้ แต่ พอบรรลุแล้ว ไม่ค่อย ได้นั่งสมาธิ สวดมนต์น้อยลง ( พระรัตนตรัยอยู่ที่ใจแล้ว) แต่ สวดเพื่อให้ ลูก ลูกน้อง บริวาร เห็นเป็นตัวอย่าง รักษาพระศาสนาไว้ .. เฉยๆ กับ ถาวรวัตถุที่ใช้บูชา…( แต่ แสดงออก หรือ พูด ตรงๆ ไม่ได้ เพระ สิ่งเรานี้ เป็นบุญ ที่ทำให้ บรรลุ …แหม พอบรรลุ เข้าใจแล้ว จะ ไป ห้ามคนอื่น ไหว้ พระ สวดมนต์ ได้อย่างไร …พิธีกรรม ก็ต้อง มีไว้บ้าง สำหรับ บางคน ที่ชอบแบบนี้)

8) เห็น พระองค์ไหน ไม่ค่อยปฏิบัติ อย่าไปเพ่งโทษท่าน บางที ท่าน บรรลุธรรมแล้ว ให้ ดูว่า ท่านได้ปฏิบัติมาบ้าง พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อชา ถึงได้สอนว่า “อย่าเอาเยี่ยง แต่ไม่ให้ เอาอย่าง ” ท่านได้แล้ว ท่านสำเร็จแล้ว ท่านก็หยุดอยู่บนยอดเขาแล้ว ปถุชนที่ยัง ปีนเขาอยู่ ก็ปีนต่อไป อย่าหยุดตามท่าน ..ทำดี ขึ้นดี สร้างปัญญา สะสม สติ ต่อไป

9) ตอนได้ โสดาบัน ก้าวแรก ที่เดินเหยียบพื้น พุทโธ หายไปครับ ( ธรรมดา ผม จะกำหนด พุทโธ ตอนเหยียบเท้า ขวาพุธ ซ้ายโธ ทำตลอดครับ ทำทั้งวัน ขยันจน พ่อแม่ครูอาจารย์ ชมครับ ตื่นนอนมาก้าวแรก ที่เหยียบพื้น ก็กำหนด พุธ แล้วครับ…..ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว พุทโธ หายไปแล้ว) รู้เลยครับว่า ได้โสดาบัน …เดินรอบวัด แปปเดียว …วัดเล็กลงทันที..แปลกใจ ทำไม ตัวเบาแบบนี้…สติรู้ทั่ว…จิต สติ สมอง แยกกันชัดเจน ..ร้อง “อ๋อ เข้าใจแล้ว ”

จัตตาโร ธัมวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 9 ส.ค. 2545 / 23:29:34 น. ]

ความคิดเห็นที่ 28 : (ช่างมอมมัน)

ขออนุญาต ขอโอกาส
เรียนคุณเสริตา ( เข้าใจตั้งชื่อ … เท่ห์ดี..คิดนานไหมกว่าจะได้ชื่อนี้)

1) คนที่มาทำให้เรา โกรธ ต้อง ถือว่า คือ คนที่มาฝึกจิตเรา เป็นครูเรา..คนโมโหง่าย หมั่นไส้ ง่าย บรรลุธรรมเร็วครับ….

2) “ขันธ์ 5 คือ กรรมเก่า จิตเกิด คือ กรรมใหม่”….
ดังนั้น คนที่มา ให้ เราเห็น พูดให้เราได้ยิน ต่างๆ คือ กรรมเก่า เมื่อ ขันธ์ 5 เหล่านี้ มากระทบ เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ ดังนั้น ถ้า จิตเรานิ่ง จิตไม่ เกิด ก็ไม่ต้องมาเกิดอีก

3) กฎแห่งกรรม นี่น่ารักนะ เขาพยายาม หาเหตการณ์ซ้ำๆๆๆ มาให้กับเรา จนกว่าเราจะหายโง่ จิตไม่เกิดอีกนั่นแหละ ….ตัวอย่างใน พระไตรปิฎกมีมากมาย เช่น สามี ลูก เมีย ตายทุกชาติ ก็มาร้องไห้ทุกชาติ จนน้ำตาเท่ามหาสมุทร ทั้ง 7….จน ฟังคำขององค์พระศาสดา ปิ๊ง ๆ ขึ้น ก็ บรรลุธรรม

คุณเสริตา อย่าไปให้ จิตเกิดกับคู่กรรมแบบนี้ มันจะผูกไว้ ให้ เจออีกเรื่อยๆ ในชาติต่อๆไป..ใช้ คาถา ส่วนตัว ของผม ก็ได้นะ… คือ ช่างแม่งมัน ( ชื่อผมในลานฯ)

ขอให้ บุญที่ผมทำมาทุกชาติ จงทำให้ทุกท่าน ได้พบอาจารย์ที่ถูกจริต และขอให้บรรลุธรรมโดยเร็ว …. รออยู่ครับ
จัตตาโร ธัมวัฑฒันติ อายุวัณโณ สุขัง พลัง
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 9 ส.ค. 2545 / 23:47:08 น. ]

ความคิดเห็นที่ 34 : (ช่างมอมมัน)
ขออนุญาต ขอโอกาส
เรียนท่านกบิลพัสด์

1) พระอริยแต่ละท่าน คงไม่เหมือนกัน …สำหรับผม ผมจะรู้ กามได้เร็วมาก ( ลิ้น กาย .และ อาจจะนะ อาจจะเคยเป็น ราชา เป็นเจ้าชาย มาหลายชาติที่ล่าสุด …ยุ่งกับ นารีมามาก อาหารอร่อยๆมามาก ดังนั้น ต้องมีด่านกามพวกดังกล่าวนี้ มาให้ละ ให้สอบ ให้ผ่านมาก…..เท่าที่พบพระ โสดาบัน หลายๆ ท่าน ก็คนละสไตล์ครับ.) …..พระสกาทาฯ ท่านไม่หลง ไม่หลงในความคิด ( มิจฉาทิฎฐิ) เห็นรูปโป๊ ก็รู้ว่าโป๊ …รู้ตัวครับ และ ต้องฝึกครับ
ตอนได้มรรคผลนั้น …สติสัมปัชชัญยะ เต็มครับ..จนถึงตอนนี้ด้วย ( หลุดบ้าง ก็มี ..คือ ยังฝันอยู่…แต่ฝันดี มาตลอด…เข้านอนแล้ว ตื่นมา ทุกข์กระเด็นไมปหมด..ขนาด ทำ ธุรกิจ โดนโกง ไป เป็น แสนๆ ผมยังOK เลยครับ…หัวเราะด้วยซ้ำไป….ทรัพย์ในโลก แม้นทรัพย์พระจักรพรรดิ์ เอามาแลก อริยทรัพย์ ก็ไม่เท่าเทียมกันครับ…

หลวงพ่อบางท่าน นั่งตากแดด เพื่อ ดูเวทนา ( ตอนนั้น ท่านคงจะ สกทา เหมือนผม..กำลังจะฝึกตัด สังโยชน์ ที่เกี่ยวกับ กามครับ ..ไปนั่งใน อาบอบนวดก็ไป ดูรูปโป๊ก็ดูครับ…ชกกับกิเลสครับ ) . พอท่านฝึกได้แล้ว ท่านก็ไม่ฝึกอีกครับ ( ฝึกให้โง่ ตากแดดแบบนั้น ร้อนจะตาย)….พระอริยะ อร่อยก็รู้ว่า อร่อย แต่ ใครจะดับได้เร็วได้เก่งกว่ากันเท่านั้น ….พระโสดาฯ อาจจะดับ นานหน่อย แต่ก็ดับได้ในที่สุด…..จะพิสูจน์ “อริยบุคคล” ต้อง ตอนที่ท่านเจอกิเลสหนักๆ ครับ …

2) สมถะ กับ วิปัสสนา เหมือน ปลายทั้งสองปลายของท่อนไม้ ….เมื่อกดให้จมในน้ำลึกแล้วปล่อยให้ลอยขึ้นมา……สำนักที่ฝึก แบบ สมถะนำหน้า ก็ไม่อาจจะทิ้งวิปัสสนา เปรียบเสมือน ด้านที่เป็นสมถะ ลอยขึ้นมาก่อน แต่ วิปัสสนา ก็ลอยตามติดมาด้วย เพราะ เป็นท่อนเดียวกัน…..สำนัก ที่ฝึก วิปัสสนา ก็มีปัญญา นำหน้า แต่ ก็ต้องใช้ สมถะตาม ….แต่ แบบที่ฝึกด้วย “จิต ดู จิต” นั้น…ลอยขึ้นมาทั้งสองปลาย พร้อมๆกันครับ…สรุป มี สาม ทางให้เลือกครับ ตามแต่ท่านจะชอบ ครับ

3) สมาธิ (สมถะ) คือ ท่าเรือ ชานชลา ฝึกเก่งๆ จะได้ ฌาน 1 ไปถึง 4 ( ฌาน = ชาน)

วิปัสสนา (ปัญญา) คือ ยานพาหนะ ที่มาเทียบที่ท่า ( ญาน = ยาน 1 ถึง 16)

ฝึกแต่สมาธิ ก็มี แต่ ท่าเรือ ข้ามฝั่งพระนิพพานไม่ได้
ฝึดสมาธิ แค่ ฌาน 1 ก็พอที่ ลงเรือได้แล้ว …ลงเรือ ยาน 1 แยกรูป แยกนาม รู้ จิต สมอง แยกออกจากกันได้ด้วยสติ ….การฝึกแนว จิต ดู จิต ..เป็นแบบ Two in one… คือ ได้ สมาธิ (ชาน) จากการดูจิต…ได้ยาน จากการทำจิตให้สงบ ด้วย ปัญญา ….ฝึกไปเรื่อยๆ จนยาน 4 ให้ระวัง เข้าใจผิด คิดว่าตนเองได้ โสดาบัน เป็น วิปัสสนูกิเลส ครับ….ประมาน ยาน 8 ( จำ ลำดับยานไม่ได้ เพราะเกิดเร็วมาก ประดุจ ใบไม้ร่วง) ..จะขี้เกียจฝึก …ฝึกไปจนถึง ยาน 16 ได้ โสดาบัน
พอได้โสดาบันแล้ว ก็กลับมาฝั่ง เดิมใหม่…ฝึกจนได้ ยาน 16 อีกครั้ง จะได้ สกทาคามี….เริ่มฝึกใหม่ จนได้ ยาน 16 อีก จะได้ ..อนาคามี….เริ่มใหม่อีก จนได้ ยาน 16 ครั้งที่ 4 จะได้ อรหันต์ ครับ

สมาธิ ของแนวจิตดูจิต แบบที่ผมได้มานี้…เลิกนั่งปิดตา ขัดสมาธิแล้วครับ…เพราะดังที่กล่าวมาแล้ว….สมาธิในการฝึกแบบนี้ คือ ดูจิตครับ…ไม่มีฤทธิ์ครับ ไม่เห็นนิมิต และ ทำ ตลอดเวลา แม้นแต่ตอนนอนหลับ ในฝันก็ทำครับ …

4) ผมเป็นห่วงท่านที่เรียน มาทางปริยัติ มามากเกินไป ทำให้ มัวแต่คอยเก็บรายละเอียด ว่า ตอนนั้น จิต เป็นอย่างไร ตอนนั้น ยานไหน…ทำให้ บรรลุยาก เพราะ กังวลมากเกินไป วิชาการมากเกินไป…ผมโชคดี เป็นคริสต์มาก่อน..หลวงพ่อ ให้ โยนตำราธรรมะทิ้ง…พุทโธ อย่างเดียว จนได้ ชาน ดูจิต ทำจิตว่าง จนได้ ยานในที่สุด….การได้ ยานจนบรรลุนั้น เร็วมาก แม้น บรรลุครั้งที่สอง ก็ตามได้เป็นบางยาน เช่น สังขารุเปก นั้น พอจับได้บ้าง และ มาอีกที ก็ได้ มรรคผลแล้ว …นักปริยัติที่มากเกินก็ไม่ดี ไม่มีก็ไม่ได้…ผมใช้ ความศรัทธา ผมไม่ดื้อครับ….พ่อแม่ครูอาจารย์ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ และ ถามท่านบ่อยๆ ท่านก็ ทะยอยสอนให้เป็นระยะ ท่านไม่สอนทั้งหมดในคราวเดียวครับ..ท่านไม่สอนๆๆๆๆๆ ยัดๆๆๆๆ จนปริๆๆๆๆๆ แบบ อาจารย์ปถุชน ที่ยังไม่บรรลุธรรมครับ
คนที่ยังไม่บรรลุธรรม จะสอนอะไร ก็จะแฝงด้วยกิเลส ลองสังเกตดู ก็ได้ครับ …
ขออวยพร ให้ ทุกท่าน ได้ ลงเรือ ( เรือข้ามฝาก ไปนิพพาน สำเร็จ) โดยเร็วไว สาธุ
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 10 ส.ค. 2545 / 20:23:34 น. ]

ความคิดเห็นที่ 35 : (ช่างมอมมัน)
เรียนคุณมาธุสร

คนโมโหง่าย นั้น มีการบ้านให้ฝึกจิตบ่อยครับ
ในพระไตรปิฎกก็น่าจะมีการอธิบายไว้ ด้วย
คนโมโห(ยัวะ ง่ายๆ ขัดใจง่ายๆ หมั่นไส้) เก่ง เพราะ ท่านมีปัญญษมาก ท่านตั้งข้อแม้เก่ง สมอง มี ปัญญามาก จึงโกรธง่าย .โดนแซวนิดหน่อย..ในกระดานนี้ ..จิตเกิดเร็ว.. จะได้โสดาบันเร็ว และ เมื่อได้แล้ว จำนวนชาติก็ แค่ 1 เป็นเอกชีพโสดาบันครับ…เมื่อเป็นพระอรหันต์ อาจจะฤทธิ์น้อย เพราะ เป็นปัญญาวิมุติครับ

คนโลภ จะ ได้ ปานกลาง เพราะ ในการฝึกจิตนั้น ตัวโลภนั้น ดูยาก กว่าตัวโมโห เมื่อสำเร็จแล้ว ก็เข้านิพพานได้ ในอีก 2 ถึง 3 ชาติ เป็นโกลังโกละ

คนที่โมหะ (หลง) เช่น ชอบหลงไปในความคิด ดึงกลับมาเรื่องเดิมไม่ได้…ติดสุขในสมาธิ….ติดฤทธิ์ในฌาน…ติดอ่านหนังสือธรรมะมากไป แม้นแต่ตอนฝึก ก็มัวแต่จะ check ว่าเหมือนตำราไหม…ครูอาจารย์สอนอะไร..ก็มัวแต่จะ ทดสอบว่า จริงไหม จริงไหม…ช่างเก็บราลละเอียด…บรรลุช้าที่สุด แม้นบรรลุแล้ว ก็อาจจะต้องใช้ ถึง 7 ชาติ จึงเข้านิพพาน ( แต่ ตอนเป็นพระอรหันต์ จะเก่งมาก ฤทธิ์มาก แนวเจโตวิมุติ) .

พวกเราๆ ท่านๆ ในลานธรรมนี้ มีทั้ง สามแบบปนๆกัน
พระโสดาบันท่านหนึ่ง ( ในลานธรรมนี้ ขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับท่านหน่อยนะ ขอขมาด้วย ) …ท่านเป็นเซียนพระไตรปิฎก กว่า 30 ปี ท่านไปวัดที่ผมปฏิบัติอยู่ มาหลายบครั้งแล้ว.. หลวงพ่อบอกว่า ให้ท่านลางานมาอยู่ป่าช้านี้ ..” โยมนะ ฝึก 3 เดือน จะได้ผล” แล้วหลวงพ่อ ก็ชี้ไปที่ สีกา ท่านหนึ่ง ที่เพิ่งอกหักมา โยมนะ 3 วันก็ได้ผล….ท่านใบลานเปล่าของผมก็ยัวะ…คืนนั้น ดูจิต แล้ว มาบอกผมว่า เอ้อ ศึกษามาตั้ง 30 ปี ท่านบอก สามเดือน ผู้หญิงคนนั้น สวดมนต์ยังไม่เป็นเลย สามวัน…เลิกดีกว่า. นอนละหนา ..ว่าแล้ว ท่านก็ปล่อยวาง….จังหวะปล่อยวางตรงนี้แหละ ปล่อยวางจนได้เป็น พระโสดาบัน ในเช้านั้นเอง…ด้วยอะไรบางอย่างทำให้ผมก็รู้ว่าท่านได้ ท่านก็งง..ถามผมว่ารู้ได้ไง ว่าท่านได้ เพราะ ท่านไม่ได้บอกผม… ผมก็บอกว่า ก็เรา สูงกว่าท่าน ขั้นหนึ่ง ไง ..ท่านก็เลย หัวเราะ และ ท่านก็แนะนำ ผมมาที่ WEB นี้ อย่างไงละครับ…

ท่านบอกผมว่า ผมไม่รู้ปริยัติ ไม่รู้อภิธรรม แต่ โชคดี ตรงที่ “ไม่สงสัยในครูบาอาจารย์” คือ ผมหัวอ่อน สอนง่าย ทำตามไป หลวงพ่อท่านว่าอะไร ไม่คอยตรวจทานกับตำรา แต่ ท่านใบลานเปล่าของผม ท่าน ทดสอบบ่อย..ติดขั้นตอนมากไป…

ขอให้ คุณมธุสร มั่นดูอาการของจิตไว้ ทุกครั้งที่โดน ทดสอบอารมณ์ ดู การเกิด ตั้งอยู่ ดับไป ก็จิตนั่นแหละ …ขอบุญของผมทั้งหมด ทุกชาติ .. จงมีแด่ทุกท่าน

การทำจิตให้ปกติ นำมาซึ่ง มรรค ผล นิพพาน…สาธุ
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 10 ส.ค. 2545 / 20:56:30 น. ]

ความคิดเห็นที่ 41 : (ช่างมอมมัน)

ขออนุญาต ขอโอกาสกราบเท้าท่านศิษย์พระป่า
*** ถามไม่แรงครับ ธรรมดาท่านศิษย์พระป่า เป็นคนตรง จริงจัง จริงใจ ขยัน ฉลาด ต้องรู้ให้ชัดๆ .. จะหลอกท่านศิษย์พระป่านั้นยากมากๆท ตอนเปลี่ยนจาก ปถุชน เป็น พระโสดาฯ นั้น อาการจิต คือ โล่งโปร่งสบาย ร้อง เข้าใจ “อ๋อ เข้าใจแล้ว” คล้ายกับ ที่หลวงพ่อ พูดมาทั้งหมดเป็นจริง .พระพุทธองค์กล่าวไม่ผิด..มองสรรพสิ่ง แบบสำราญที่จิต จิตเบาๆ (เป็น นานไม่กี่ชั่วโมง ก็ดับไป มาเจอทุกข์อีก.)..ส่วนอาการทางกาย คือ ไม่ต้องเดินไปกำหนด ขวาพุท ซ้ายโธไปเหมือนเดิม …รู้กาย แขน ขา อยู่ไหน…..เข้าใจ แยก กาย จิต สติ สามอย่างนี้ ออกจากกันได้……แต่ก่อนที่หลวงพ่อสอนมา เข้าแค่ สมองครับ..( ที่พวกเรา เรียกว่า สัญญา) ..พอเดินแค่ ก้าวนั้น…เข้าที่ “ใจ”…..การไม่บรรลุธรรม ไม่ยากอย่างที่คิด…แค่ “คลิก” เดียว เท่านั้น …ประดุจ ดีดมือ …เข้าใจแล้ว ขันธ์ 5 คือ อะไร ดีดออก จาก จิตได้แล้ว

***…..ผมเองโชคดี ที่ไม่รู้ ปริยัติมาก…ไม่เคยเปิดพระไตรปิฎกด้วยซ้ำไป…ยังไม่รู้เลยว่า พระไตรปิฎกมี 3 ตำรา….แต่ รู้ว่านี่ คือ บรรลุโสดาบัน…..เดินรอบวัด รอบป่าช้า( ที่แต่ก่อนนั้น ทั้งกลัว ทั้งมืด ทั้งง่วง) แบบ ความกลัวหมดไป…….อุปมา เหมือน เดิน ผ่าน star gate….ก่อนและหลัง รู้ว่าเป็นคนละคน…..เหมือนเกิดใหม่ ….เหมือนงูลอกคราบ……เคยร้องไห้ไหม ร้องไห้หนักๆ…หลังร้องไห้….สายตาจะใส……นั่นแหละ ตาใสแบบผ่านการร้องไห้จนแห้ง……มองต้นไม้ ใบหญ้า สดใส เหมือน หลังฝนตกใหม่ ไม่มีฝุ่น …..แต่ อะไรก็ไม่สำคัญเท่า สติคืออะไร จิตเป็นอย่างไร เข้า “ใจ” ไม่เข้าสมอง นี่แหละ สำคัญ…ร้องอ๋อ เข้าใจแล้ว ….ทุกอย่าง ก็คือ ความว่าง…ไม่มีตัวตน มีแต่อะไรก็ไม่รู้ ที่สั่งกาย สั่งวาจา แม้แต่ สั่ง ความคิด…กาย คือ กาย จิต คือ จิต……อุปมาเหมือนตายแล้ว เกิดใหม่…..ตายที่จิต เกิดใหม่ที่จิต…..ตรงนี้แหละ ที่ทำให้เข้าใจว่า ตายจากปถุชน มาเป็น พระโสดาบัน…..ตั้งใจ ว่า ตอนเช้า ให้ หลวงพ่อ กลับมาจาก นอกวัด จะไปกราบขอบคุณท่าน…….เพราะ ตอนที่ได้โสดาฯ นั้น ตีสองกว่าๆ แล้ว

*** ก่อนเดินผ่าน ประตูสมมติ ( ประตูปถุชนเป็นอริยะนั้น ) ไม่เข้าใจ พระโสดาฯ ไม่รูว่าตัดสังโยชน์ คือ อะไร……มาศึกษาทีหลัง จึง ถึง บางอ้อ ว่า คือ [COLOR=”Red”]ละสักกาย คือ แยก กาย จิต สติ นั่นเอง [/COLOR] …กายคือ ก้อนอะไรสักก้อน ….เรายกมือ ด้วย จิตที่สั่งให้ยก…เราให้จิตเป็นเจ้านายมานานแล้ว…..ตอนนี้ เข้าใจแล้ว……ให้ จิตรับรู้เฉยๆ…..ใช้สติเป็นเจ้านายคนใหม่……..ก่อนบรรลุ หลังบรรลุ เพียง ก้าวเท้าขวา ก้าวเดียว……ความเข้าใจ คนละเรื่องเลยครับ…..นั่นนะซิ เป็นไปได้อย่างไร

*** ช่วงก่อนสว่าง ก็กลับห้องพัก นั่งสมาธิ จิตโล่ง โปร่งสบาย ….รู้กายเป็นกาย จิตเป็นจิต….เช้ามืด วันนั้น พอพบ ป้าที่วัด ป้าทำครัว คุยกันสักพัก…..อ้าว ป้าก็ อริยบุคคล นี่นา……ป้าบอกว่า ผมเป็นเร็วมาก ป้ามาฝึก ตั้ง สิบปี ป้าจบปอสี่……ต่อมาแม่ครัวที่วัด ก็มาร่วมวงด้วย….คุยกัน อ้าวนี่ ก็พระอริยะบุคคล ….คุยภาษาเดียวกันได้……

*** หลังเพล…….ล้มตัวลงนอน เพราะ กายหมดสภาพแล้ว แต่ สิ่งปรากฏขึ้น คือ จิตไม่หลับ…..กายหลับ…..รู้ ( รู้ คือ มีสติ สักแต่ว่ารู้ ขันธ์ห้า ไม่ทำให้ จิตกระเพื่อมได้เลย) ไปหมด ว่ามีอะไร

*** ตอนบ่าย เดินออกมาจากที่พัก ( ศาลากลางน้ำ) …..หลวงพ่อ อยู่ที่โรงครัว……ลงไปกราบท่าน ท่านก็บอกว่า “ โยม เป็นพระแล้วนะ” จากนั้น ท่านก็ ถามว่า “ เหมือนเกิดใหม่ไหม” ท่านบอกว่า ที่โยมได้ เพราะ ถ้าอาตมาอยู่วัด โยมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น อาตมา เมื่อคืนอาตมาไม่อยู่ โยมก็พึงตนเอง “

*** หลวงพ่อ ทดสอบ……..ท่านถามว่า “เห็นพระพุทธรูปแล้ว รู้สึกอย่างไร” ผมก็บอกว่า “ เฉยๆ เป็นแค่ หิน แค่ปูน ….พระพุทธอยู่ใน ใจ ครับ “ ท*** หลวงพ่อทดสอบ…..ท่านถามว่า “รู้สึกอย่างไรกับอาตมา อาตมาสูงกว่าไหม ยังยึดอาตมาอยู่ไหม” ผมก็บอก “ธรรมดา ไม่ยึด แต่ เห็นเป็นผู้มีพระคุณ” ( ฟังเหมือน เนรคุณ ตอนนั้น ยังไม่เคยอ่าน พระไตรปิฎกเลย ยังไม่ได้รับแจก ซีดีรอม ธรรมทาน จึงตอบไป ตามความเข้า “ใจ” ) หลวงพ่อบอกว่า “ ถูกต้อง เคารพกันตามสมมติก็พอ” ( หลังจากนั้น โดนสอบอารมณ์ บ่อยๆ ว่างๆจะเล่าให้ฟัง ขอมาก็ได้ครับ)

*** หลวงพ่อ ให้ หนังสือ เล่มหนึ่งมาอ่าน ท่านเปิดหน้า ญาณ 16 ( ตอนนั้น อะไรคือ ญาณ ผมยังไม่รู้จัก) ก็ถามว่า “ ให้มาทำไมครับ” ท่านก็บอกว่า “ ศึกษา และ อ่านพระไตรปิฎกด้วย แต่ ให้ดูจิตขณะที่อ่านด้วย”

*** ผมถามตรงๆ ว่าบอก “ใคร ได้ไหม ว่า บรรลุธรรมแล้ว ” ท่านก็บอกว่า “บอกไปเถอะ เพราะ โยม พร้อมทั้ง สมมติ ( ฐานะ การงาน ชื่อเสียง ความรู้ ) และ วิมุติ สามารถ ช่วยเหลือคนได้ บอกไป จะได้โดนทดสอบ ……หาอย่างโยมยาก ”

*** หลังจากนั้น ตอนเย็นๆ จิตที่โล่งๆ ว่างๆ ชัดๆ ก็หายไป …..ป้าๆ ทั้งสอง ก็บอกว่า “ เกิด ขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” …..ป้าทั้งสอง ผ่านตรงนี้ไปแล้ว *** พบหลวงปู่จันทา:……ท่านเห็นผม ท่านมองหน้าผม ….ผมก็กราบท่าน นึก ขอบคุณท่านอยู่ในใจ ที่ท่านไล่ผมไปพบ หลวงพ่อกล้วย …ท่านบอกว่า “ อาจารย์ ด็อกเตอร์ เอากระดาษ มาจด……”จัตตาโร……..พลัง”…ให้ใช้เวลาใครให้อะไรเจ้า ..” และท่านก็เมตตา….แนะนำว่า ถ้าใครมาให้ผมสอน ก็สอนไปตามระดับ ทานังเทติ ศีลังเทติ ภาวนังเทตัว “ ท่านก็บอกว่า “ หลวงพ่อกล้วย เก่ง องค์นี้ เก่ง” ( อาจารย์ทั้งสองของผม ไม่รู้จักกันครับ)

*** ได้จดหมายจาก พระธุดงค์รูปหนึ่ง : ธรรมดา ทุก เดือน หรือ สองเดือน จะมี พระธุดงค์ รูปหนึ่ง จดหมายมาหา มาสอนการปฏิบัติให้ …….ที่ผมทึ่งคือ ก่อนจะบรรลุธรรม ท่านเขียนบอกว่า ไม่นานโยมจะได้อริยบุคคลขั้นต้น ผมก็ให้บริวารดู แล้วงงกัน ล้อเล่นน่า…..” แต่ พอได้แล้ว ผมไปกราบท่าน ไปคนเดียว ท่านก็คุยทักทายกับผม….ท่านก็บอกว่า เฉยเลยว่า อืมได้แล้ว ด็อกเตอร์นี่ เก่งนะ …..แล้วท่านก็บอกว่า ฝึกต่อไปอีก อย่าหยุด

*** หลวงพ่อรูปหนึ่ง ที่เชียงใหม่: เมื่อไปเชียงใหม่ พบมักจะไปหาหลวงพ่อ รูปนี้ ท่านเคยทักผมมาก่อน ว่า “ มึงเอาแต่ดูนิมิต ไม่รู้จักปัญญา มึงดูแลแม่มึงไม่เต็ม มึงจะไปได้อะไร “ ผมก็เชื่อท่าน ดูแลแม่อย่างดี ( ก่อนหน้านี้ ดูแลน้อย เพราะให้พี่สาวดูแล คราวนี้ เอามาอยู่ด้วย ไม่ว่าแม่ให้กระเทือนใจอีกเลย ) ครั้นบรรลุธรรมแล้ว ก็ขึ้นไปกราบท่าน พอเจอหน้ากัน ท่านชี้หน้าผม บอกว่า “ โยม ด็อกเตอร์ อย่าปลีกวิเวกนะ อาตมาขอ” ท่าน หัวเราะลั่น ตอนที่กราบลาท่าน “ ปัญญาหนอ ปัญญา”

*** คัมภีร์เหว่ยหลาง และ ฮวงโป: อ่านแล้ว ปิ๊งครับ เมื่อก่อนแค่ อ่านก็งงแล้ว …พบกลับมาอ่าน อ่านจน คืนนั้น เห็นจิตชัดเจน กายหลับ จิตเด่นออกมาทั้งคืน จิตไม่นอน แต่กายนอน…… ตื่นเช้าก็สดชื่นครับ

***พบ ฆราวาส ระดับ อนาคา : ท่านก็น่ารักมาก ผมถามท่าน ท่านก็ตอบ พบระดับสกทาคามีอีก หลายท่าน ผมก็ถามท่านอีก ท่านก็แนะนำ …..ผมพิจารณาดูแล้ว ก็เหมือนการที่ปฏิบัติ จาก ปถุชน เป็นอริยะ นั่นแหละ ทำแบบเดิมๆ มีทางเดียวจริงๆ คือ ” เจริญสติ” หลวงพ่อกล้วยสอนว่า ไปสอนคนอื่นได้แล้ว ผมก็ถามว่า ผมจะเขียน หนังสือ ถามตอบปัญหาธรรมะ ได้ไหม ท่านก็บอกว่า “อย่าเพิ่ง รอบยังไม่จัดพอ(ยังไม่อรหันต์) และ โยม โดดข้ามขั้นมามาก คนอื่นๆเขารู้ละเอียดมาก เปรียบเหมือน กรุงเทพ เชียงใหม่ โยมข้ามมาถึงเชียงใหม่เลย คนอื่นหลายคนเขา ค่อยๆเก็บรายละเอียด แวะ โน่น แวะนี่ เมื่อบรรลุธรรม พวกเขาจะตอบได้ดีกว่า โยม “ ตอนนี้ ผมนึกถึง เพื่อนๆ ในลานฯ เพราะ เก็บรายละเอียดกันเก่ง แบกสัมภาระกันมาก เรือลำใหญ่ เรดาห์เพียบ กล้องจุลทรรศน์มากมาย แม้นจะบรรลุธรรมช้ากว่า แต่บรรลุเมื่อไร ก็ จะเก่งกว่าผมครับ เป็นเรือลำใหญ่ รถไฟหวานเย็น เก็บเรื่องราวมาสอนได้มากกว่า

*** ตอนนี้ ผมเข้าใจแล้ว พระโสดาบัน จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย พระโสดาบัน ไม่ได้ เก่งกาจ อะไรดังที่หลายๆท่านคิด ยังโลภ ( อยากสอนธรรมะ) ยังโกรธ (อ่านบางกระทู้แล้ว ยังโมโห) ยังอิจฉา (บางท่าน เห็นคนอื่น จะมาแย่งความเด่นของตน ในลานฯนี้ ) ยังหลง ( หลงไปตามความคิด ใจลอยไป กว่าจะรู้ตัวก็ คิดออกนอกเรื่อง ไปไกลแล้ว) พระโสดาฯ แค่ ตัดสังโยชน์ สามได้เท่านั้น

*** หลังจากบรรลุแล้ว หลับสบาย ดีดทุกข์ได้แล้ว

*** 4 เดือน ถัดมา ก็ได้ สกทาคามี แค่ ป่วยกระทันหัน ล้มทั้งยืน หลังแตะเสื่อ จิตแจ่มใส สติมั่นคง กายคือกาย จิตคือจิต เหตุการณ์คราวนี้ ซ้ำครับ จิตโล่งแบบเดิม ร้องในใจว่า “ โธ่ ไม่น่าโง่เลย เป็นเช่นนี้เอง “ …….พี่ๆ ที่เป็น สกทา อนาคามี เดินมาหา บอกว่า “ ด็อกเตอร์ นี่ ไวจริงๆ” ……แต่ที่ประหลาด คือ ผมกลับคิดว่า มันจะเป็น ขั้นไหนก็ช่าง “ช่างแม่งมัน” ..ไม่ตามความคิดไป ไม่โดนความคิดหลอกไป อีก …พระสกทาคามี มีเครื่องมือวัดกิเลสที่ละเอียดกว่า พระโสดาบัน…สุขน้อย ๆทุกข์น้อยๆ รับทราบได้เก่งกว่าครับ….

*** หลังจากนั้น ด้วยอาชีพผม ที่ไปสอนงานวิศวกรรม และ งานบริหาร ตามที่ต่างๆ หลังเลิกงาน ชอบแว่บไปวัด …พอจะรู้ แบบมั่วๆ ผิดบ้าง ถูกบ้าง ว่าคนนี้ นะ พระโสดาบัน นะ ( เคยผิดก็มี) …ต้องสนทนาครับ…….ท่านที่สูงกว่า ก็จะรู้ และ จะเมตตา แก้ให้ผม ท่านจะให้ผมเข้า อนาคาหรือ สูงกว่านั่นเอง………คุยกันใน NET เดายากมาก …(ท่านศิษย์พระป่าดูเหมือนจะอยู่ไกลมากๆๆ ดูจิตท่านยาก …โลภอยากจะดูนะเนี่ย )…..บางท่าน ที่ ยังไม่บรรลุ แต่ เก่งสอน ….ผมไม่มีโอกาสจะสอน พวกนี้ เพราะ เถียงไม่ทัน พอจะสอนท่าน ท่านก็พูดๆๆๆๆ น่าสงสารมาก………สอนครูยากมาก

***พระโสดาบัน ด้วยกัน พบกันยังเถียงกันเลยครับ แต่ ความเข้าใจ ยังเหมือนกัน…….ทดสอบผมเรื่องนี้ ดีแล้วครับ….พระโสดา สกทา อนาคาฯ เป็นเสขิยบุคคล คือ ยังต้องศึกษา อยู่ ยังฟังธรรมอยู่ครับ

*** จะทดสอบ แบบง่าย ๆ แต่อาจจะพลาดได้ เช่น ถามว่า ศีลพรตปรามาส คือ อะไร ท่านละอย่างไร จงอธิบาย ? ..(ท่านศิษย์พระป่า เก่งมากครับ ถามดี ถามตรง)…..ผมจะฟังคำตอบครับ ระหว่างที่ ท่านนั้นอธิบาย ถ้าอยู่ต่อหน้ากัน ผมจะ ดู สภาวะจิต ของผู้นั้น ด้วยจิตที่โล่งของผม พอจะเดาได้ ว่า ชัวร์ หรือ วิปัสสนูกิเลส ( ผม เริ่ม อ่านตำรา บ้างแล้วนะครับ) หรือ ว่าไปตามตำรา

*** คนที่น่ากลัว คือ คนที่ อธิบายธรรม โดยที่ตนเองยังไม่บรรลุธรรมจริง ….เพื่อความปลอดภัย ขอให้อ้าง อิง พระไตรปิฎก ( อรรถกถา ความน่าเชื่อถือ หย่อนกว่า พระไตรปิฎก อยู่บ้าง) หลวงพ่อ ก่อนบรรลุธรรม จึง ไม่ให้ผมสอนธรรมะ ( เพราะ ความโลภ โลภอยากจะสอน จึงหลงความคิด หลงไปในสัญญา ที่อ่านจากตำรา ….น่ากลัวนะ ความหลง หลงไปในความคิด )

*** พวกนายทหารอากาศบางท่าน ที่ผมรู้จัก เขาทดสอบ พุทธคุณ ด้วยการ ยื่นมือซ้าย แขนซ้ายออกไปตรงๆ แล้ว ใช้ ฝ่ามือขวา วัดคืบ ถ้า วัตถุมงคลใด ปลุกเสก จะพบว่า แขนซ้าย ยาวกว่าเดิม แล้วแต่ความแรงของพุทธคุณนั้นๆ……….ผมก็ลอง เอาปากกา ที่ผมใช้บ่อยๆ ให้พวกที่วัดพุทธคุณวัดดู ไม่น่าเชื่อว่ามีครับ ……..ผมลองเอา ก้อนดิน มาปั้นดู ก้อนหิน กระดาษทิชชู กำไว้เฉยๆ บ้าง สวดมนต์บ้าง ทำจิตนิ่งๆบ้าง ( ผมนักวิทยาศาสตร์ ปริญญาเอก USA ชอบทดลองครับ) ปรากฏว่า ก้อนดินก้อนหินก็มีพุทธคุณได้ (ตามที่พวกเขาว่ากัน)………. ตอนหลังนี้ ถ้าอยากรู้ พระองค์ไหน อริยะไหม ก็เอารูปถ่ายของท่าน มาวัดแบบนี้ ก็ได้ครับ ( ไม่รับรอง 100 %นะ)

***ญาณ 1 ถึง 16 เกิดเร็วมาก เจอสองครั้งแล้ว ยังจำไม่ได้ ( จำมาก ก็ทุกข์มากครับ)

*** ไม่ทราบตอบได้ดีแค่ไหน หรือไม่ อย่างไร กราบขออภัยท่านศิษย์พระป่าด้วย ถามอีก ขอตัวอย่างอีกก็ได้ ….

***เจตนาของ ผมที่ บอกตรงๆ ว่าเป็น สกทาฯ เพราะ ต้องการ ทำเรื่อง ศาสนาพุทธให้เห็นว่า ง่ายๆ ขนาดผม มาเป็นพุทธ สี่ปี เท่านั้น ยังบรรลุได้ .. มีผู้หญิง ฟิลิปปินส์ท่านหนึ่ง สามีเป็นไทยพุทธ ตนเองเป็นคริสต์ มาอยู่เมืองไทยเพราะตามสามีมา ท่านสอนอยู่โรงเรียนคาธอลิกชื่อดังแห่งหนึ่ง ท่านตามสามีมาฝึกในป่าช้า ที่เดียวกับผมนี่แหละ ท่านเดินพิจารณา ดูจิต ดูการปรุงแต่งของจิต ไม่ใช่การปรุงแต่งของสมองนะ ตามดูขันธ์ห้า 1 ชั่งโมงเท่านั้น (มาเดินครั้งแรกในชีวิต).. ร้องออกมา “ ฉัน เกิดใหม่แล้ว” …ไม่มีคริสต์ ไม่มีพุทธแล้ว ..ไปโบสถ์คริสต์ เพราะหน้าที่ แต่..ใจเป็นพุทธะ ( รู้ ตื่น เบิกบาน) ..

*** ถ้าสนใจ การสัมภาษณ์ พระโสดาบัน หลายๆ ท่าน ที่ ผมพบ ขอมา จะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่ ท่านขี้อาย ( คงไม่อยากเจอใคร วุ่นวาย บางท่านจน) ไม่เหมือนผมครับ

*** ขออนุญาตนะ ขอโอกาสท่านศิษย์ พระป่านะ ขอถามนะ(ไม่ต้องตอบในนี้ก้ได้ครับ ไม่ตอบเลยก็ได้ เพราะ อาจจะคนละแนวกัน … ตอบผมใน landham@hotmail.com ) ท่านเคย เดินในป่าช้ามาก่อน ผ่านเวทนามามาก …..ท่านดู ความคิดขาจร ถ้ากำลังคิดอยู่เรื่องหนึ่ง ( ความคิดที่หนึ่ง เป็น แม่น้ำหลัก เป็นรากแก้ว) ตามดูได้ทันไหม เคยหลงตามไปดู ความคิด ที่แยกออกไป เป็น แม่น้ำย่อย รากย่อย ไหม … รู้ตัวไหม ถอนกลับมาทันไหม ตามดูการปรุงแต่ง ของสัญญา( เช่น เอะ ในตำราว่าอย่างนี้ ว่าอย่างนั้น พลันหลงคิดไปตามตำราไหม ตามสัญญาไหม ฯลฯ) ตามดู เวทนา ส่งผลต่ออาการ จิต อย่างไร…ตามดูทันไหม……ตอนที่ทุกขเวทนาเกิดขึ้น เห็นสติไหม แยกกาย กับ จิต เอาสติ (รู้ตัว หรือ รู้เท่าทันไหม) ท ท่านศิษย์พระป่า ครับ ตอนที่อ่านกระทู้ต่างๆแล้ว ท่านเห็น สัญญา ขึ้นมาปรุงไหม เห็น เจ้า”ตัวอยาก”ไหม อยากจะสอน อยากจะแหย่ อยากจะลอง เห็นอาการของจิตไหม ( จิตไม่รู้อยู่ไหน สำหรับบางท่าน ดูที่ อาการของกาย ที่กลางอกกลางใจไปก่อน ดูที่ระหว่างคิ้วที่ขมวด ดูการเกร็งของกล้ามเนื้อน้อยใหญ่ ก็ได้ ฯลฯ) พอพิมพ์ดีดไป กระแทกเขา สอนเขา เห็นอาการเห็น สภาพจิตเปลี่ยนไปไหม และใน ช่วง สองสามวัน ที่รอ คำตอบผม เห็นอาการของจิต กังวลไหม สงสัยไหม ระหว่างอ่านอยู่นี้ อาการของจิตเป็นอย่างไร ….รู้สึกอย่างไร ….โดน จิตครอบงำ สมองไหม จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ตามทันไหม ปลดจิตออกมา ให้เป็น บอร์ดหรือ ผู้ถือหุ้น คือ ให้รับรู้เฉยๆ จ้าง คุณสติ มาเป็น managing director มาดูแล กายแทน…นี่แหละ การละ สักกาย (แยก จิต สติ ความคิด ออกจากกัน)……ทำยากที่สุด ส่วน วิจิกิฉา และ ศีลพรตปรามาส ละตามมาติดๆ ห่างกัน หนึ่งในล้านๆๆๆ มิลลิวินาทีท พระอริยะเจ้า ท่านไม่คลุกคลีกัน ท่านรู้จักสุขที่แท้แล้ว ต่างคนต่างอยู่ ถ้าคนละสำนัก ก็ไม่แย่งกันตอบพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านทราบว่า ผมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่จันทา ท่านก็ไม่ตอบผม ( ตอนผมยังไม่บรรลุ) ท่านไล่ให้ผมไปถามหลวงปู่จันทา โน่น …จนผมบรรลุแล้ว คนที่ไม่รู้ ก็สงสัยว่า ทำไม ผมนั่งอยู่ข้างๆ หลวงปู่ ไม่เห็น ถามธรรมะอะไรเลย ( ไม่รู้จะถามอะไร อยู่เฉยๆ นั่งดู ตามดู ความคิด ดูขันธ์ห้า ดูข้อธรรมที่ผุดขึ้นในตัวดีกว่า ฟังพ่อแม่ครูอาจารย์ ตอบคำถามญาติโยมดีกว่า )… ท มีคนถามว่า ทำไม่เดี๋ยวนี้ ไม่เห็นนั่งสมาธินานๆ เหมือนเมื่อก่อน ทำไมไม่เดินป่าช้า ทั้งคืนเหมือนก่อน ( ตอนนี้ หลวงพ่อให้ สอนคน ในป่าช้าแทนท่านแล้ว ร่างกายหลวงพ่อ ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ท่านบอกว่า ยกวัดให้โยมด็อกเตอร์ใช้สอนกรรมฐาน) ทำไมไม่ค่อยเห็น สวดมนต์ คาถาที่ชอบแจกก็ไม่แจก เหรียญหลวงปู่จันทาก็ไม่ทำอีก ผ้ายันต์ก็ไม่ทำแจกอีก เจดีย์ก็ไม่มาประชุมอีก ส่งมาแต่เงิน ไม่ขวนขวายหาพระธาตุอีก คนรอบตัวสงสัยว่า เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ( เมีย งงครับ ไม่เมาบุญ ไม่สะสมพระเครื่อง กินข้าว สามมื้อดังเดิม ไม่บังอาจดุเมียอีกเลย …..เปลี่ยนแปลง ยังกะเป็น สามีคนใหม่ )

***….พระอรหันต์ที่ท่านต้องไปห่มจีวร ด่วนเพราะ ท่านกลัวคนบาปเพ่งโทษท่าน ใช้งานท่าน ท่านเมตตาครับ ขืนอยู่ในสภาพฆราวาส สงสารคนรอบข้างครับ….ขนาดห่มจีวร ยังใช้งานท่าน เพ่งโทษท่านก็ แย่แล้วครับท การประกาศ คุณวิเศษ ห้ามภิกษุที่ไม่ได้จริง ( ปาราชิกครับ) ถ้าได้จริงแต่บอกไปแก่ผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุภิกษุณี ก็อาบัติ ปาจิตตีย์ ( ศีล 227 เป็นศีลสังคม ครับ).. ฆราวาส สกทาคามี.(ผม)เข้ามาลานฯตามกรรมที่ทำไว้ เข้ามาชดใช้กรรมครับ และ อย่าเชื่อผม ให้ถามพระอเสขิยะบุคคลเถิด ท่านจะรอบกว่าผม

*** กราบขอโทษด้วย ที่ทำให้หลายท่าน จิตตก จิตเกิด ต่อข้อความของผม….คิดซะว่าผมเป็นคนทดสอบจิตนะ…อย่ามาเชื่ออะไรผม

*** ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกคน ให้ได้เห็นศาสนาพุทธแบบง่ายๆ ไม่ยาก ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องวุ่นวายกับศีลพรต ก็บรรลุได้ … กลยุทธ์ของผมคือ เล่าๆๆๆให้รู้ จากนั้น จะเปลี่ยนชื่อแล้ว กลายเป็นชื่ออื่น ….ผมสอนวิชา Strategic Management อยู่แล้ว..ทุกอย่างเป็นไปตามแผนครับ…ช่างมอมมัน จะสลายตัวไป ตายไป….ขาประจำในลานจะรู้ เพื่อป้องกัน

*** จัตตาโร ธัมวัฑ ฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 11 ส.ค. 2545 / 21:47:46 น. ]

ความคิดเห็นที่ 47 : (ช่างมอมมัน)
ขออนุญาต ขอโอกาสครับ

กราบเรีน ท่านศิษย์พระป่าที่เคารพ
1) เรื่อง จะ เป็น Never returner หรือ Arahanta นั้น ตอนนี้ เฉยๆครับ ให้รู้เฉยๆ เพราะ ความอยากเป็นกิเลสครับ .หลวงพ่อกล้วยเตือนว่า อย่าติดขั้น …ยิ่งติดยิ่งช้า

2) กราบขอบพระคุณ ศิษย์พระป่ามากๆ ( กราบผู้เจริญในศีล ในธรรม ได้บุญนะครับ ..ดูบุญยกิริยา 10) ที่เมตตา ถามมา และ ดีใจ ที่ได้ กัลยาณมิตร อย่างท่าน…คนแบบท่าน ศิษย์พระป่านั้น เหมือนพวกฝรั่ง ที่ผมเคยทำงานด้วย..คือ…พูดออกมาจากใจตรง…บางทีคนไทยไม่คุ้นเคยครับ..

3) ขออนุญาต นะครับ ..เพิ่งได้ ความรู้มาใหม่ ( โดนพระอาจารย์ที่เพิ่งไปกราบครั้งแรกในชีวิต ท่านเมตตา สอน.จี้เข้าเรื่อง ที่ติดอยู่พอดี ) .ตอนที่พยายาม จะ บังคับจิตนั้น..จิตเคร่งเกิน จะเครียดครับ..ตามดู รู้มากไป.นี่แหละ กำลังฝึก ตัด”ผู้รู้” ออกไป …. รู้มากเครียดมาก จึงใช้คาถา คือ คำว่า “ช่างแม่งมัน”( ขออภัยที่ไม่สุภาพนะ ใช้กับตนเองหนะ)…อยากให้ ..อ่านคำสอน ของ ท่าน (หลวงพ่อปราโมทย์)สันตินันท์ หลวงปู่ชา หลวงปู่ดูลย์ หรือ จากหลวงพ่อกล้วยของผมเอง ก็แนว จิตดูจิต เช่นเดียวกัน…

จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 12 ส.ค. 2545 / 23:20:57 น. ]

ความคิดเห็นที่ 48 : (ช่างมอมมัน)
กราบขอบคุณ ลุงเชยครับ
นึกไม่ถึง ว่า ช่างมอมมัน จะใกล้เคียงกับ ช่างหัวมัน..ขอบคุณที่บอกมาครับ..เป็นคาถาประจำตัวผมเลยครับ..

กราบเท้า ท่านพระอาจารย์พุทธทาส ครับ
ขอให้ทุกท่าน ได้บุญกุศล ที่ผมทำไว้ทุกชาติ บันดาลให้ ได้มรรค ได้ผล โดยเร็วเถิด
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 12 ส.ค. 2545 / 23:25:06 น. ]

ความคิดเห็นที่ 49 : (ช่างมอมมัน)
กราบเรียนคุณ ดะบัดวะนี ที่เคารพครับ

ขออภัยที่ไม่ได้ ตอบทันที เพราะ ถามมาดีมาก
เนื่องจากไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่รู้จะตอบอย่างไรเหมือนกัน…ยอมแพ้ครับ
วาน คนเก่งในลานธรรม ตอบดีกว่า เช่น ท่านโชติกะ ( ท่านเป็นเลิศ ด้านการขยันค้นคว้าครับ) หรือ ท่านดังตฤณ ก็เก่งครับ

เท่าที่รู้นะ..(ผิดขออภัย) ตอบตามปริยิติ.. ที่ผมเคยบอกว่า คนขี้โมโห ขี้หมั่นไส้ บรรลุโสดาบันเร็ว และ เหลือ ชาติเดียว ท่านจะ ไม่มีฤทธิ์มากครับ ท่านมาแนวปัญญาครับ

ท่านที่ติดโลภ (เช่น สติขาด เพราะเจอของอร่อย ฯลฯ) ถ้าบรรลุโสดาบัน จะเหลือ สอง หรือ สามชาติ ( โกลังโกละ) ..ผมเดาเอานะ เพราะ มีทั้งฤทธิ์ และ ปัญญา

ท่านที่ชอบหลง ( หลงไปในความคิด ติดสุขในฌาน ไม่รู้จักถอนออกมาพิจารณาญาน ) ..พวกนี้แหละ บรรลุช้ากว่าคนอื่นเขาหน่อย เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว เหลืออีกไม่เกิน 7 ชาติ แต่ เป็นพระอรหันต์ ที่มีฤทธิ์มากครับ

…..อย่าเพิ่งเชื่อนะ…
ผมค้นคำว่า ปฏิสัมภิโต ในซีดี รอม ฉบับธรรมทาน ไม่เจอครับ
คุณดบัสวนี ทั้งเก่ง ทั้งอยากรู้โน่น นี่ ..บรรลุธรรมเมื่อไร จะสอนคนได้มากทีเดียว…สอนเก่งด้วยและ จะเจอคนแบบคุณนั่นแหละมาถามธรรม..
ขออวยพรให้ได้โดยเร็ววัน…สาธุ
จากคุณ : ช่างมอมมัน [ 12 ส.ค. 2545 / 23:44:45 น. ]

.....................................................
เมื่อเจ้าจักเห็น จงเห็นฉับพลัน พอตั้งต้นคิด หนทางปิดตัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร