วันเวลาปัจจุบัน 10 ธ.ค. 2018, 16:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 712 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 48  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
จักมอบฝูงให้เจ้า วันนี้จะตั้งเจ้าเป็นหัวหน้า ที่ตรงโน้นมีสระอยู่
ในสระนั้น ดอกโกมุท ๒ ดอก อุบล ๓ ดอก ปทุม ๕ ดอก กำลัง
่บาน ไปเถิด ไปเอาดอกไม้มาจากสระนั้น. พระโพธิสัตว์ รับคำ
ว่า ดีละพ่อ ฉันจักไปนำมาแล้วก็ไป แต่ยังไม่ผลีผลามลงไป
ตรวจดูรอยรอบ ๆ สระ เห็นแต่รอยลงเท่านั้น ไม่เห็นรอยขึ้น

ก็รู้ว่า อันสระนี้ต้องมีรากษสยึดครองแน่นอน พ่อเราไม่อาจ
ฆ่าเราด้วยตน จักหวังให้รากษสเคี้ยวกินเราเสีย เราจักไม่ลง
สระนี้ และต้องเก็บดอกไม้ให้ได้ด้วย แล้วเดินไปหาที่ซึ่งไม่มี
น้ำ ไปได้ ๒ ดอก ทีเดียว โดดไปลงฝั่งโน้น โดดจากฝั่งโน้น
มาลงฝั่งนี้ ก็คว้าได้อีก ๒ ดอก ด้วยอุบายนั้นแหละ. ด้วยวิธีนี้

พระโพธิสัตว์เก็บดอกไม้ได้เป็นกองทั้งสองฝั่งสระ และไม่ต้อง
ลงสู่สถานอันอยู่ในอาญาของรากษส. ครั้นพระโพธิสัตว์เห็นว่า
ไม่สามารถจะเก็บได้มากกว่านี้ ก็รวบรวมดอกไม้กองไว้ที่เดียว.
ครั้งนั้นรากษสดำริว่า อัจฉริยบุรุษ มีปัญญาอย่างนี้ เราไม่เคย
เห็นเลยตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ดอกไม้ก็เก็บได้ตามปรารถนา

และไม่ต้องลงสู่สถานที่อันอยู่ในอาญาของเราอีกด้วย จึงระเบิด
น้ำโผล่ขึ้นจากน้ำเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า พานรินทร์
ในโลกนี้ผู้ใดมีธรรม ๓ ประการ ผู้นั้นย่อมครอบงำปัจจามิตร
ได้ ชะรอยภายในตัวของท่าน จักมีธรรมทั้งนั้นครบทุกประการ
เป็นแน่ เมื่อจะชื่นชมพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :-

"ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือทักขิยะ
สุริยะ ปัญญา มีแก่บุคคลใด เหมือนมีแก่ท่าน
บุคคลนั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้." ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขยํ ได้แก่ความเป็นผู้
มีความขยันขันแข็ง. บทนี้เป็นชื่อของความเพียรอย่างสูง ที่
ประกอบพร้อมมูลด้วยปัญญา อันรู้จักกำจัดภัยที่มาประจวบ
เข้า.

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
บทว่า สูรยํ ได้แก่ความเป็นผู้กล้าหาญ. บทนี้เป็นชื่อ
ของความเป็นผู้ไม่มีความพรั่นพรึง.
บทว่า ปญฺญา นี้ เป็นชื่อของความรู้อุบาย ซึ่งเป็นจุด
เริ่มต้นของความปรากฏผล.

รากษสนั้นชมเชยพระโพธิสัตว์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว
ก็ถามว่า ท่านเก็บดอกไม้เหล่านี้ไปทำไม ? พระโพธิสัตว์ตอบ
ว่า พ่อของเราปรารถนาจะตั้งเราเป็นผู้นำฝูง เราเก็บไปเพราะ
เหตุนั้น. รากษสพูดว่า อุดมบุรุษเช่นท่าน ไม่น่าจะนำดอกไม้ไป

เราจักนำไปให้ แล้วหอบดอกไม้เดินตามหลังพระโพธิสัตว์ไป.
ครั้งนั้นบิดาของพระโพธิสัตว์เห็นแต่ไกลแล้ว รำพึงว่า เราส่ง
มันไป หมายว่า จักให้เป็นเหยื่อของรากษส บัดนี้มันกลับใช้ให้
รากษสถือดอกไม้ตามมา คราวนี้เราฉิบหายแล้ว เลยหัวใจแตก
เจ็ดเสี่ยง สิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. ฝูงวานรที่เหลืออยู่ ประชุมกัน
ยกพระโพธิสัตว์ให้เป็นราชาผู้นำฝูง.

แม้พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า วานรนายฝูงในครั้งนั้น ได้เป็น
พระเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนบุตรของลิงผู้เป็นจ่าฝูง ได้มาเป็นเรา
ตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาตโยธรรมชาดกที่ ๘


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน-
มหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธเม ธเม ดังนี้.

ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือ
ภิกษุที่เขาว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลรับว่า ข้า-
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นความจริงพระเจ้าข้า ก็ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุ เธอเป็นผู้ว่ายากในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาล
ก่อน เธอก็เคยเป็นผู้ว่ายากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่อง
ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนตีกลอง อยู่ ณ บ้าน
ตำบลหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ ฟังข่าวว่าในกรุงพาราณสี มีงาน
เอิกเกริก ก็คิดว่า เราจักนำกลองไปตีใกล้บริเวณที่เขามีมหรสพ
หาทรัพย์ แล้วพาลูกชายไปในกรุงพาราณสีนั้น ตีกลองได้ทรัพย์

จำนวนมาก นำทรัพย์ไปบ้านของตน ผ่านดงโจร ก็ห้ามลูกชาย
ผู้ตีกลองไม่หยุดหย่อนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าตีกลองไม่หยุดระยะ
จงตีเป็นระยะ ๆ เหมือนเขาตีกลองเวลาคนใหญ่โตเดินทาง. ลูกชาย
แม้จะถูกบิดาห้ามปราม กลับพูดว่า ฉันจักไล่พวกโจรให้หนีไป
ด้วยเสียงกลองให้จงได้ แล้วก็ตีกระหน่ำไม่หยุดระยะเลย.

พวกโจรฟังเสียงกลองครั้งแรกทีเดียว คิดว่า จังหวะเหมือน
กลองคนใหญ่โต พากันหนีไป ครั้นฟังเสียงติด ๆ กันเกินไป
ก็พูดกันว่า ต้องไม่ใช่กลองคนใหญ่โต หวนกลับมาซุ่มดู เห็นคน
สองคนเท่านั้น ก็รุมทุบแย่งเอาทรัพย์ไป. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า
เจ้าตีกลองกระหน่ำเป็นเสียงเดียว เป็นเหตุทำให้ทรัพย์ที่เราหา
มาได้โดยเหนื่อยยาก สูญหายหมด แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า:-

เมื่อจะตีก็พึงตีเถิด แต่อย่าตีเกินประมาณ
เพราะการตีเกินประมาณ เป็นการชั่วช้าของเรา
ทรัพย์ที่ได้มาตั้งร้อยเพราะการตีกลอง ได้
ฉิบหายไป เพราะเจ้าตีกลองเกินประมาณ. ดังนี้

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธเม ธเม ความว่า กลองควรตี
ไม่ใช่ไม่ควรตี อธิบายว่า กลองน่ะ ตีได้ ไม่ใช่ไม่ให้ตี.
บทว่า นาติธเม ความว่า แต่ไม่ควรตีกระหน่ำไปจนไม่
หยุดหย่อน.
เพราะเหตุไร ?

เพราะว่า การตีเกินไป เป็นการชั่วช้าของเรา หมายความ
ว่า การตีกลองไม่หยุดหย่อน เป็นความชั่ว คือก่อให้เกิดสถานการณ์
เลวร้าย แก่เราทั้งสองในบัดนี้.

บทว่า ธมนฺเตน สตํ ลทธํ ความว่า เพราะการตีกลองใน
พระนคร ได้ทรัพย์มาร้อยกหาปณะ.
บทว่า อติธนฺเตน นาสิตํ ความว่า แต่บัดนี้เพราะลูกชาย
ของเรา ไม่ทำตามคำสั่ง ตีกลองกระหน่ำไปที่ดงโจรนี้ เพราะ
การตีกลองกระหน่ำไปนั้น ทรัพย์ทั้งหมดวอดไปแล้ว.

พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า ลูกชายในครั้งนั้น มาเป็นภิกษุ
ว่ายากในบัดนี้ ส่วนบิดา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเภริวาทชาดกที่ ๙


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน-
มหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากเหมือนกัน ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธเม ธเม ดังนี้.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคนเป่าสังข์. เมื่อมีงาน
ในกรุงพาราณสีอย่างเอิกเกริก ก็พาบิดาไปทำการเป่าสังข์
ได้ทรัพย์ ในเวลากลับก็กล่าวห้ามบิดาผู้ทำการเป่าสังข์อยู่ไม่
ขาดระยะ ใกล้ ๆ ดงโจร. บิดากลับพูดว่า จักไล่พวกโจรให้หนี
ไปด้วยเสียงสังข์ แล้วเป่าเรื่อยไปไม่ขาดระยะ. พวกโจรก็พา
กันมารุมแย่งทรัพย์ไปหมด ทำนองเดียวกับเรื่องก่อนนั่นแหละ
พระโพธิสัตว์กล่าวคาถา โดยนัยเดียวกับเรื่องก่อน ความว่า

"ท่านจะเป่าก็จงเป่าเถิด. แต่อย่าเป่าจน
เกินประมาณ เพราะการเป่าเกินประมาณ เป็น
การชั่วช้าของเรา โภคะที่เราได้มาเพราะการเป่า
สังข์ ได้ฉิบหายไปเพราะท่านเป่าสังข์เกิน
ประมาณ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ตาโต วิธมี ธมํ ความว่า
บิดาของเราเป่าสังข์บ่อย ๆ เลยเป่าเอาทรัพย์ที่ได้ไว้เพราะการ
เป่าสังข์ทั้งนั้น หมดไป พินาศไป.

พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว
ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุ
ผู้ว่ายากในบัดนี้ ส่วนบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสังขธมนชาดกที่ ๑๐

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
อรรถกถาอสาตมันตชาดก ที่ ๑

พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้.

เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งในอุมมาทยันตีชาดก.
(เรื่องย่อ ๆ มีว่า) ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ
ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง
เธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลว ๆ เช่นนี้ทำไม แล้วทรงนำ
เรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน
กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมือง
ตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพท
และศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. ครั้งนั้น ใน
กรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตร

เกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมาร
มีอายุได้ ๑๖ปี มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้
ในวันที่เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก
จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้
ถ้าประสงค์จะครองเรือน ก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียน

ศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด.
มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐาน
เท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกระษาปณ์ เป็น
ค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะ
แล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือน

ต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า. ลำดับนั้น มารดาปรารถนา
จะสำแดงโทษของสัตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่า
อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษ

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
แห่งสัตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียน
ศิลปะสำเร็จแล้วหรือ ? มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่. มารดา
จึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ ?. มาณพตอบว่า
ยังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่. มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้
เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่า เรียนศิลปะสำเร็จแล้ว

ไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา. มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไป
กรุงตักกสิลาอีก. แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น เป็น
หญิงชรา อายุ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของ
ตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดา
อยู่ มนุษย์เหล่าอื่น พากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น.

อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดา
ในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จัดการสร้างบรรณศาลา ในที่มี
น้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัด ตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของ
มีเนย และข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้น
ปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา.

ฝ่ายมาณพไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็
สอบถามว่า ท่านอาจารย์ไปไหน ? ครั้นฟังเรื่องราวนั้นแล้ว
ก็ไปในป่านั้น ไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่. ครั้งนั้นอาจารย์ถามเขา
ว่า พ่อมหาจำเริญเรื่องราวเป็นอย่างไร เจ้าจึงกลับมาเร็วนัก ?
มาณพตอบว่า ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ให้ผมเรียน อสาตมนต์เลย
มิใช่หรือขอรับ ?

อ. ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้ ?
มาณพ. มารดาของกระผมขอรับท่านอาจารย์.
พระโพธิสัตว์ดำริว่า มนต์อะไร ๆ ที่มีชื่อว่า อสาตมนต์
ไม่มีเลย แต่มารดาของมาณพนี้คงประสงค์ให้เขารู้โทษของ

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
สตรีเป็นแน่ จึงกล่าวว่า ดีละ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้า
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา ให้มารดาของเรา
อาบน้ำด้วยมือของตน ให้บริโภคให้ดื่ม ปรนนิบัติสม่ำเสมอ
อนึ่งเมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูด

ยกย่องมือเท้าเป็นต้น ในเวลาที่กำลังบีบนวดว่า คุณแม่ครับ ถึง
คุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวย
ในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญปาน
ไฉน ? ก็แลมารดาของเรากล่าวคำใดกะเจ้า เจ้าไม่ต้องอาย
ไม่ต้องอำพราง บอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได

อสาตมนต์ ไม่ทำก็ไม่ได้. มาณพรับคำว่า ดีแล้วครับท่านอาจารย์
เริ่มแต่วันนี้ ก็กระทำตามข้อที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง เมื่อมาณพ
รำพรรณบ่อย ๆ นางก็สำคัญว่า มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์
กับเราเป็นแม่นมั่น ทั้ง ๆ ที่แก่เฒ่า ตามืดมน กิเลสก็ยังเกิดขึ้น
ในสันดานได้. วันหนึ่ง นางจึงกล่าวกะมาณพผู้กำลังกล่าวสรร-

เสริญร่างกายของตนอยู่ว่า เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเรา
หรือ?
มาณพ. คุณแม่ครับ ผมปรารถนานักแล้ว แต่ (มาติดอยู่ตรง)
ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่ยำเกรงหนัก.

มารดา. ถ้าเธอปรารถนาฉันละก็ จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด.
มาณพ. ผมเล่าเรียนศิลปะถึงเพียงนี้ ในสำนักของท่าน-
อาจารย์ จะมาฆ่าอาจารย์ เพราะอาศัยเหตุเพียงกิเลส ก็ดู
ูกระไรอยู่

มารดา. ถ้าเช่นนั้น ถ้าเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละ
จะฆ่าเขาเสียเอง.

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
ขึ้นชื่อว่า หญิง ส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมใน
อย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูก
ผู้มีอุปการะเห็นปานนี้ เสียก็ได้.
มาณพบอกถ้อยคำทั้งหมดนั้น แก่พระโพธิสัตว์. พระ-
โพธิสัตว์กล่าวว่า ที่เธอบอกมาทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว.
เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา ก็รู้ว่า ต้องตายในวันนี้เป็นแน่
จึงกล่าวว่ามาเถิดมาณพ เราต้องทดลองดู จึงตัดไม้มะเดื่อเข้า
ต้นหนึ่ง ทำรูปหุ่นเท่าตน คลุมเสียทั่วร่าง วางนอนหงายไว

้เหนือที่นอนของตน ผูกราวเชือกไว้ แล้วกล่าวกะศิษย์ว่า พ่อคุณ
เธอจงถือขวานไปให้สัญญาแก่มารดาของเรา. มาณพก็ไป
บอกว่า คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนเหนือที่นอนของตน บน
บรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้เป็นสำคัญ คุณแม่ถือขวานเล่มนี้
ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย.

นางกล่าวว่า เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันแน่นะ !
มาณพ. เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ.
นางจึงจับขวาน งก ๆ เงิ่น ๆ เดินไปตามราวเชือก เอา
มือคลำดู สำคัญแน่ว่า นี่ลูกของเราแล้วเลิกผ้าห่มส่วนหน้าของ
รูปหุ่นออก เงื้อขวานด้วยคิดว่า จักฟันหนเดียวให้ตายคาที่ แล้ว
ฟันตรงคอทีเดียว เมื่อเกิดเสียงดังกระด้าง จึงได้ทราบว่า ที่ตน

ฟันนั้นเป็นไม้. ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า คุณแม่ทำอะไร ขอรับ
ก็ได้คิดว่า เราถูกลวงเสียแล้ว ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง. ได้ยินว่า
ถึงนางจะนอนตายอยู่ที่บรรณศาลาของตน ก็คงตายในขณะนั้น
แน่นอน. พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มารดาตายแล้ว ก็กระทำ
สรีรกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้ว ก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพ

มานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนเขาว่า พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่า
อสาตมนต์ ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่ง โดยเฉพาะไม่มีดอก ก็แต
่ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให
้เธอเรียนอสาตมนต์แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้ร
ู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดย

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
ประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ พึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก
ไม่รู้จักอิ่ม ลามก ดังนี้แล้วส่งตัวไป. เขากราบลาอาจารย์ไป
สำนักมารดาบิดา. ครั้งนั้นมารดาถามเขาว่า เจ้าเรียนอสาตมนต์
จบแล้วหรือ ? เขาตอบว่า ครับคุณแม่. มารดาถามว่า คราวนี
้จักทำอย่างไร จักบวชจักบำเรอไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน ?

มาณพกล่าวว่า คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมาก
โดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนละ ผมจักบวช. เมื่อ
จะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลก ส่วนมากไม่รู้จัก
ยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้
กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง. ข้าพเจ้า
จักหลีกละพวกนางไปบวช เพิ่มพูนวิเวก ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสา ความว่า ไม่รู้จักยับยั้ง
คือ มีความประพฤติเลวทราม.อีกอย่างหนึ่ง ความสุขท่านเรียก
ว่า สาตะ ความสุขนั้นไม่มีแก่หญิงเหล่านั้น ทั้งยังให้ความไม่
สุขใจ แก่คนที่มีจิตปฏิพัทธ์ในตน จึงชื่อว่าไม่รู้จักยับยั้ง อธิบายว่า
อยู่ไม่สุข คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. เพื่อจะแสดงความ
ข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรนี้มาสาธกดังนี้ :-

"หญิงเหล่านั้น ร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็น
บ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรคเป็นตัวอุบาทว์
หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชะนวน
แห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใดวางใจใน
นาง ชายนั้นจัดเป็นคนเลวในฝูงคน." ดังนี้.

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกิตฺถิโย แปลว่า หญิงในโลก.
บทว่า เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ความว่า คุณแม่ขอรับ หญิง
เหล่านั้น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เวลาคือความสำรวม เขตแดนที่
ชื่อว่า ประมาณไม่มีเลย เป็นหญิงกำหนัดหนัก คือ ติดใจใน
กามคุณ ทั้ง ๕ ทั้งเป็นผู้คะนองเพราะประกอบด้วยความคะนอง

๓ ประการ คือ คะนองกาย คะนองวาจา และคะนองใจ. เพราะ
ขึ้นชื่อว่า ความสำรวมที่มาประจวบอารมย์ มีกายทวารเป็นต้น
มิได้มีในภายในของหญิงเหล่านั้นเลยคือเป็นหญิงหลุกหลิก
เปรียบได้กับจำพวกกา พราหมณมาณพแสดงลักษณะหญิง
ดังพรรณนามานี้.

บทว่า สิขี สพฺพฆโส ยถา ความว่า ธรรมดาไฟที่ถึงการ
นับว่า สิขี เพราะมีเปลวเป็นแฉกได้เชื้อใด ๆ จะเป็นของไม
่สะอาด มีประเภทเป็นต้นว่า คูถก็ตาม จะเป็นของสะอาด มีประเภท
เป็นต้นว่า เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ก็ตาม น่าปรารถนาบ้าง ไม

น่าปรารถนาบ้าง ก็แลบเลียกินหมดทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงเรียกว่า กินทุกอย่างฉันใด. แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้น
นั่นแหละ จะเป็นคนมีกำเนิดทราม มีการงานทราม เช่นคน-
เลี้ยงช้าง เลี้ยงวัวเป็นต้น ก็ตามเถิด จะเป็นคนมีกำเนิดสูง
การงานสูง เช่นกษัตริย์เป็นต้น ก็ตามเถิด มิได้คิดถึงความ

เลวทรามและความอุกฤษฐ์เลยเมื่อความชื่นชมด้วยอำนาจ
กิเลสบังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในโลก ได้คนประเภท
ไหน ก็เสพได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนกับไฟที่ไหม
้ได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ไฟกินได้ทุกอย่างฉันใด หญิงเหล่านั้น
ก็พึงทราบว่า เป็นอย่างนั้นเหมือนกันแหละ.

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
บทว่า ตา หิตฺวา ปพฺนชิสฺสาติ ข้าพเจ้าขอหลีกเว้น หญิง
ลามก อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เข้าป่าบวชเป็นฤๅษี.

บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก
จิตตวิเวก อุปธิวิเวก ในเรื่องนี้ บรรดาวิเวกทั้ง ๓ นั้น
ควรเพิ่มพูน กายวิเวกด้วย จิตวิเวกด้วย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า
(พราหมณมาณพกล่าวว่า) คุณแม่ครับ ผมต้องบวช กระทำ
กสิณบริกรรม ให้สมาบัติทั้ง ๘ และอภิญญาทั้ง ๕ บังเกิด

แล้ว จักปลีกกายออกจากหมู่ และพรากจิตจากกิเลส เพิ่มพูน
วิเวกนี้ จักเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรื่องเหย้าเรือน
สำหรับผม เลิกกันที.

พราหมณมาณพ ติเตียนหญิงทั้งหลายอย่างนี้ กราบลา
มารดาบิดาบวชแล้ว เพิ่มพูลวิเวกมีประการดังกล่าวแล้ว ได้
เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

แม้พระบรมศาสดา ก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิง
ทั้งหลาย ไม่รู้จักจืดจาง ลามก มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกข
์อย่างนี้ ทรงแสดงโทษของหญิงทั้งหลาย ประกาศสัจธรรม.
ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. พระ-
ศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า มารดามาณพในครั้งนั้น

ได้มาเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานี ในบัดนี้ บิดาของมาณพ
ได้เป็นพระมหากัสสปะมาณพผู้เป็นศิษย์ ได้มาเป็นพระอานนท์
ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอสาตมันตชาดกที่ ๑


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน-
มหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันนั่นแหละ ตรัสพระธรรม-
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ ดังนี้.

ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือ
ภิกษุ ที่เขาว่า เธอกระสัน ครั้นภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระ-
เจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ใคร ๆ
ก็รักษาไม่ได้ในครั้งก่อนบัณฑิตทั้งหลาย ถึงจะรักษาหญิงไว้
ตั้งแต่ออกจากครรภ์ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วทรงนำเรื่องใน
อดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน กรุง-
พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในคัพโภทรแห่งพระอัครมเหสี
ของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครั้นทรงพระเจริญวัย ก็ประสพความ
สำเร็จการศึกษาในศิลปะทุกอย่าง พอพระราชบิดาสวรรคต

ก็ได้เสวยราชย์โดยธรรม. พระองค์ทรงพอพระทัยทรงสกา
กับท่านปุโรหิต ก็เมื่อจะทรงเล่น ทรงขับเพลงสำหรับการพนัน
บทนี้ว่า :-

"แม่น้ำทุกสายไหลคด ป่าทั้งหมดสำเร็จ
ด้วยไม้ หญิงทั้งหลายคงทำชั่ว เมื่อได้โอกาส
ที่ลับตา." ดังนี้
พลางก็ซัดลูกบาศก์ทอง เหนือแผ่นกระดานเงิน. เมื่อพระราชา
ทรงเล่นโดยวิธีนี้ ทรงชนะเป็นนิตย์. ส่วนปุโรหิตพ่ายแพ้. ท่าน
ปุโรหิตครั้นทรัพย์สมบัติในเรือนร่อยหลอไปโดยลำดับ ก็ได้

คิดว่าขืนเป็นเช่นนี้ ทรัพย์สินในเรือนทุกอย่างต้องหมดแน่
จำเราต้องเสาะแสวงหามาตุคามคนหนึ่งที่ไม่เคยสมสู่กับบุรุษ
อื่นเลย มาไว้ในเรือนให้ได้. ครั้นแล้ว ก็กลับเกิดปริวิตกว่า
เราไม่อาจจะรักษาหญิงที่เคยเห็นชายอื่นมาแล้วไว้ได้ จำเรา

จักต้องรักษาหญิงคนหนึ่ง แต่แรกคลอด ต่อเจริญวัยแล้วจึงให้อยู่
ในอำนาจ ทำให้เป็นหญิงมีชายเดียว จัดแจงการรักษาอย่าง

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
มั่นคง จึงจะนำทรัพย์มาจากราชสกุลได้ ก็แลปุโรหิตเป็นคนฉลาด
ในวิชาดูอวัยวะ ดังนั้น พอเห็นหญิงทุคคตะคนหนึ่งมีครรภ์ ก็
ทราบว่า นางจักคลอดลูกเป็นหญิง จึงเรียกนางมาหา ให้เสบียง
ให้อยู่แต่ภายในเรือนเท่านั้นพอคลอดแล้ว ก็ให้เงินส่งตัวไป
ไม่ให้เด็กหญิงนั้นเห็นชายอื่น ๆ เลย มอบให้ในมือของพวกหญิง

เท่านั้น เลี้ยงดูจนเจริญวัย จึงให้นางอยู่ในอำนาจของตน ระหว่าง
ที่กุมารีนั้นยังไม่เติบโตท่านปุโรหิตไม่ยอมเล่นสกาพนันกับ
พระราชา ครั้นให้กุมารีอยู่ในอำนาจแล้ว ก็กราบทูลพระราชา
ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เราเล่นพนันสกากันเถิด. พระราชาทรง

รับสั่งว่า ดีละ ทรงเล่นโดยทำนองเดิมนั่นแหละ ในเวลาที่พระ-
ราชาทรงขับเพลงทอดลูกบาศก์ ปุโรหิตก็กล่าวว่า "ยกเว้น
มาณวิกา".ตั้งแต่นั้นมา ปุโรหิตกลับชนะ พระราชาแพ้.

พระโพธิสัตว์ทรงคะเนว่า ในเรือนของปุโรหิตนี้ คงจะมี
หญิงคนหนึ่ง ที่มีชายแต่คนเดียวทรงให้อำมาตย์สืบดู ก็ทรง
ทราบว่า มีจริง ทรงพระดำริต่อไปว่า ต้องให้คนทำลายศีลของ
นางเสียรับสั่งให้นักเลงผู้หนึ่งมาเฝ้า มีพระดำรัสว่า เจ้าจัก

สามารถทำลายศีลแห่งหญิงของท่านปุโรหิตได้หรือไม่ ? นักเลง
ผู้นั้น รับสนองพระราชประสงค์ว่า ข้าพระองค์อาจอยู่พระเจ้าข้า.
ครั้งนั้นพระราชาทรงพระราชทานทรัยพ์แก่เขา มีพระดำรัสว่า
ถ้าเช่นนั้น จงทำให้สำเร็จโดยเร็วเถิด ทรงส่งเขาไป. เขารับ

พระราชทานทรัพย์แล้ว ก็จ่ายของมีเครื่องหอม ธูปกระแจะ
และการบูรเป็นต้นไปเปิดร้านขายเครื่องหอมทุก ๆ อย่าง ไม่
ไกลเรือนของท่านปุโรหิตนั้น. แม้เรือนของท่านปุโรหิต ก็เป็น
เรือน ๗ ชั้น มีซุ้มประตู ๗ แห่ง และที่ซุ้มประตูทุกแห่งมีหญิง
รักษาทั้งนั้น ชายอื่นเว้นแต่ท่านพราหมณ์ ไม่มีผู้ใดจะได้เข้าไป
สู่เรือนเลย แม้ตะกร้าทิ้งขยะ ก็ต้องเป็นหญิงเข้าไปชำระทั้งนั้น

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2018, 10:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 1278

แนวปฏิบัติ: ท่องพุทธคุณ ประจำเวลานั่งสมาธิ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: นครหลวงเวียงจัน (ประเทศลาว)

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
ปุโรหิตคนหนึ่ง หญิงผู้บำเรอของมาณวิกานั้นคนหนึ่ง เท่านั้น
ที่ได้เห็นมาณวิกานั้น ครั้งนั้นหญิงผู้บำเรอของมาณวิกา ถือเอา
ทรัพย์อันเป็นมูลค่าสำหรับซื้อเครื่องหอมและดอกไม้เดินไป
เวลาไปก็เดินผ่านไปใกล้ ๆ ร้านของนักเลงนั้น เขารู้เป็นอย่างดี
ว่า หญิงคนนี้ เป็นหญิงบำเรอของมาณวิกาวันหนึ่งพอเห็น

นางเดินมา ก็ลุกขึ้นจากร้าน ถลันไปฟุบที่ใกล้เท้านาง กอดเท้า
ทั้งคู่ไว้แน่น ด้วยแขนทั้งสองข้าง พลางร่ำไห้ปริเวทนาว่า แม่จ๋า
แม่ไปไหนเสียเล่า ตลอดเวลานานประมาณเท่านี้ ?พวกนักเลง
ที่ซ้อมกันไว้ แม้ที่เหลือยืนอยู่ข้างหนึ่ง ก็พากันพูดว่า แม่กับลูก
ดูละม้ายกันโดยสัณฐานของมือเท้าและใบหน้า และอากัปกิริยา

ดูเหมือนกับคน ๆ เดียวกัน. หญิงนั้น เมื่อคนพวกนั้นช่วยกันพูด
ก็เชื่อแน่แก่ตน เข้าใจว่า บุรุษนี้เป็นลูกของเราแน่นอน แม้ตนเอง
ก็พลอยร้องไห้ไปด้วย. คนแม้ทั้งสอง ต่างยืนกอดกันร้องไห้.

คราวนั้น นักเลงจึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน ? นาง
ตอบว่า พ่อคุณ แม่บำรุงหญิงสาวของท่านปุโรหิต ผู้มีลีลา
เยื้องกรายเสมอด้วยกินรี มีรูปงามเป็นเลิศอยู่จ๊ะ. เขาถามต่อไป
ว่า บัดนี้ แม่กำลังจะไปไหนต่อละจ๊ะ ? นางบอกว่า แม่กำลัง

จะไปหาซื้อของหอม และพวงมาลาให้นายสาว.เขากล่าวว่า
แม่จ๋า แม่จะต้องไปซื้อที่อื่นทำไม นับแต่นี้ไป โปรดรับเอาของ
ของฉันไปเถิด แล้วไม่รับเงินเป็นมูลค่า ให้สิ่งของมีหมากพลู
แลกระวานเป็นต้น กับดอกไม้ต่าง ๆ เป็นอันมากไป. มาณวิกา
เห็นเครื่องหอมและดอกไม้มากมาย ก็กล่าวว่า แม่คุณ วันนี้
ท่านพราหมณ์ของเราใจดี หรืออย่างไร ?

• อ่านกันวันละนิด พิชิตความเกียจคร้านอ่าน
• ความรู้ถ้วมตัว หากไม่เมามัวลงมือปฏิบัติบ้างก็คงจะดี
• ความขยั่น จะนำท่านสู่ความสำเร็จ ทุกความสำเร็จย่อมจะมีความขยั่นเป็นปัจจัย
• เพราะเห็นแก่กิน เลยต้องสิ้นลมหายใจ
• ความดีไม่มีขายไม่มีแจก ใครอยากได้ก็ควรทำเอาเอง
• ให้ของไม่ดี ถึงจะเป็นของฟรีก็มิควรรับ

:b8:

.....................................................
ปรับปรุงตัวเองแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า



แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 712 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 48  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร