วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ค. 2019, 13:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2012, 14:57 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 21


 ข้อมูลส่วนตัว


ย้อนไปเมื่อครั้งก่อนที่ศาสนาพระสมณโคดมจะปรากฏ ณ ชนบทของแคว้นมคธมีบุรุษผู้หนึ่งชื่อ มฆ เขาเป็นคนที่มีจิตใจดีงาม มีความยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน วันหนึ่งเนื่องจากไม่มีกิจใดเขาจึงเดินออกจากบ้านไป ขณะนั้นเป็นยามเที่ยงวันพอดี

ระหว่างที่เดินอย่างไร้จุดหมายสายตาก็เหลือบไปเห็นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืนต้นอยู่ข้างทาง มีกิ่งก้านแผ่สยายออกไปเป็นร่มเงาครึ้ม เหมาะจักใช้เป็นที่หลบแดดคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพียงแต่โคนต้นของมันมีวัชพืชขึ้นอยู่หนาแน่น ทำให้ผู้คนไม่อาจเข้าไปนั่งเล่นนอนเล่นได้ พอเห็นดังนั้นเขาจึงกลับบ้านไปแบกเอาจอบเอาพร้ามา คิดจักถากถางทำความสะอาด

หลังจากเก็บกวาดจนโล่งเตียนขณะจะเข้าไปนั่งพักเหนื่อยปรากฏมีบุรุษผู้หนึ่งผ่านมาพอดี บุรุษผู้นี้พอเห็นโคนไม้ที่มฆมานพทำความสะอาดแล้วน่านั่งน่านอนเสียนี่กระไร เขาจึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบพุ่งเข้าไปทันใด จักได้สนใจว่าการที่ตนพรวดพราดเข้าไปจะชนถูกใครหกล้มบาดเจ็บหรือไม่ก็เปล่า

ฝ่ายมฆมานพซึ่งกำลังหย่อนก้นยังไม่ทันจะถึงพื้นดี จู่ๆถูกชายแปลกหน้าเบียดเข้ามาก็ถึงกับเสียหลักล้มขมำ พอลุกขึ้นได้จักเข้าไปนั่งสักหน่อยก็เห็นเขานอนไข้วขาสบายใจอยู่ที่โคนต้นแล้ว ดังนั้นจึงเดินจากไปพร้อมกับคิดในใจ “ บุรุษผู้นี้ถึงจักถือวิสาสะแย่งเอาร่มไม้ที่เราทำความสะอาดแล้วไปครองก็ตาม แต่เราก็หาได้โกรธเขาไม่! ซ้ำยังรู้สึกเป็นสุขต่างหากที่เห็นเขานอนอย่างสบายบนลานดินที่เราทำดีแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราควรจักหาร่มไม้ใหม่มาทำเป็นที่นั่งเล่นนอนเล่นเพิ่มขึ้นอีก ท่าจักดีไม่น้อย! ”

เมื่อคิดดังนี้รุ่งขึ้นเขาจึงตื่นนอนแต่เช้า ออกเสาะหาต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายกับต้นที่ผ่านมา พอเจอต้นไหน ที่เหมาะก็ลงมือเก็บกวาดถากถางทันที เขาเฝ้ากระทำอย่างนี้จนพื้นที่ละแวกใกล้เคียงมีที่ร่มรื่นเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ทำให้ผู้ที่สัญจรได้มีที่หลบแดดคลายร้อนกันเป็นที่สบายใจ

นอกจากทำการเก็บกวาดถากถางยังไม่พอ โคนไม้ทุกแห่งที่เขาทำความสะอาดยังมีโอ่งน้ำดินเผาตั้งไว้อีก ใบหนึ่ง หากใครผ่านมาเกิดกระหายก็เข้าไปตักดื่มได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวเดินหาให้มันยากลำบาก ยิ่งกว่านั้นครั้นถึงฤดูหนาวเขาก็ยังยอมฝ่าความหนาวลุกขึ้นมาก่อกองไฟให้กับผู้ค้างแรมอยู่ที่โคนไม้ของเขาอีก โดยเขาเชื่อว่า ขึ้นชื่อว่ารมณียสถานแล้ว ย่อมเป็นที่รักที่ชอบของชนทั้งปวง ชนใดไม่ชอบไม่มี!

หลังจากเปลี่ยนที่รกชัฏให้กลายเป็นที่ร่มรื่นจนมีจำนวนมากพอ วันหนึ่งเขาก็เกิดความคิดว่า “ อันถนนหนทางปัจจุบัน แต่ละเส้นละสายล้วนมีสภาพที่เก่าทรุดโทรม ไม่สะดวกต่อการสัญจร บางช่วงก็เป็นหลุมเป็นบ่อ บางช่วงก็มีกิ่งไม้ยื่นออกมาเกะกะขวางทาง สมควรจักต้องปรับปรุงกันแบบขนานใหญ่เสียที! ”

ถัดจากนั้นไม่กี่วันชาวบ้านก็เห็นเขาใช้เวลาเกือบทั้งวันง่วนอยู่กับการบุกเบิกถนน ตรงไหนที่มีกิ่งไม้ยื่นออกมากีดขวางเขาก็ตัดก็รานเสียจนโล่งเตียน ตรงไหนเป็นหลุมเป็นบ่อผู้คนวัวควายเดินทางไม่สะดวก เขาก็เกลี่ยก็กลบเสียจนเรียบรื่น นอกจากนั้นยังขยายเส้นที่แคบให้กว้างออกไปและต่อเส้นที่สั้นให้ยาวเพิ่มขึ้นไปอีก จนเส้นทางที่แต่ก่อนไม่มีผู้อยากใช้ บัดนี้ได้กลายเป็นหนทางหลักที่ผู้คนใช้ในการสัญจร!

เขากระเฝ้าทำอย่างนี้จนกระทั่งเพื่อนบ้านคนหนึ่งอดใจไม่ไหว จึงเดินเข้าไปถาม “ นี่สหาย! ตั้งแต่เช้าจรดค่ำข้าพเจ้าเห็นท่านเอาแต่หักร้างถางพงอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ท่านทำอย่างนี้ไปเพื่ออันใดรึ? ” มฆมานพพอฟังจึงตอบว่า “ สหายเอ๋ย ข้าพเจ้าก็กำลังทำทางไปสู่สวรรค์นะซิ! ” ชายเพื่อนบ้านพอได้ยินก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ จึงถามกลับไปอีก “ เออแน่ะเพื่อนผู้เปี่ยมด้วยความขยัน! ที่ท่านบอกกำลังทำทางไปสู่สวรรค์นั้นข้าพเจ้ายังมิเข้าใจ ขอวานจงช่วยอธิบายหน่อยเถิด ”

มฆหนุ่มเมื่อเห็นเขาทำหน้างงจึงยิ้มให้ จากนั้นก็อธิบายว่า “ ดูก่อนเพื่อน การที่ข้าพเจ้าออกจากบ้านมากถางเส้นทางที่รกชัฎเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็เพื่อต้องการทำให้มันราบเรียบ ปราศจากสิ่งอันเป็นอุปสรรคต่อการสัญจร ส่วนการที่ข้าพเจ้าขยายถนนให้กว้าง ก็เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้คน เวลาสวนกันจะได้ไม่ต้องระวัง ดังนั้นทุกครั้งที่มีผู้ใช้เส้นทางที่ข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว เขาเหล่านั้นย่อมจักสำนึกบุญคุณของข้าพเจ้าที่ได้สร้างได้ทำถนนหนทางนี้ ทำให้เขาไม่ต้องลำบากในการเดินทาง ไม่ต้องเสียแรงงานไปกับการหักร้างถางพง

เมื่อเขารู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของข้าพเจ้า เขาก็จักอำนวยอวยพรให้กับข้าพเจ้า แลพรใดที่เขาเอ่ยเขากล่าว พรนั้นย่อมจักเกิดเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นกับข้าพเจ้าทุกครั้งไปด้วยเช่นกัน ตราบใดที่ถนนยังอยู่คู่ผืนแผ่นดิน ตราบนั้นข้าพเจ้าก็จักไม่มีวันสูญสิ้นไปจากบุญได้! ”

ชายเพื่อนบ้านพอฟังคำอธิบาย ก็เกิดความปรารถนาในบุญขึ้นมาอย่างแรงกล้า จึงถามมฆมานพว่า “ ดูก่อนสหาย! หากข้าพเจ้าจักขอมีส่วนในบุญโดยร่วมกับท่านช่วยกันบุกเบิกถนน ท่านจักว่าประการใด? ” มฆมานพพอได้ยินก็ให้แสนดีใจ รีบตอบไปว่า “ จะเป็นไรไปเล่าเพื่อนเอ๋ย! อันว่าบุญนั้นยิ่งแบ่งเท่าไหร่มันก็มีแต่จักยิ่งเพิ่มขึ้นไปเท่านั้น หาได้ลดน้อยถอยลงไปไม่ มาเถิด เราจงมาร่วมกันสร้างหนทางไปสู่สวรรค์ด้วยกันเถิด ”

ชายเพื่อนบ้านพอได้ยินก็ไม่รอช้า รีบกลับไปหยิบเอาจอบเอาพร้ามาทันใด จากนั้นก็ร่วมแรงร่วมใจกันบุกเบิกถนนกันเป็นที่สนุกสนาน จนต่อมาไม่นานได้มีเส้นทางใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น และจากคนเพียงสองคนพอถนนยาวขึ้น ก็มีผู้มาขออาสาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ปัจจุบันกลุ่มของมฆมานพมีสมาชิกรวมกันเป็นจำนวนถึง ๓๓ คนทีเดียว!

เป็นธรรมดาของโลก เมื่อมีสรรเสริญ ก็ต้องมีนินทา เมื่อมีคนทำดี ก็ต้องมีคนอิจฉา มฆมานพแลสหาย หารู้ไม่ว่าการกระทำพวกเขาได้ถูกจับตาจากนายบ้านมาตลอดโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่นายบ้านเห็นพวกเขาอุทิศตนเพื่อส่วนรวมตะแกก็มักหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งนี้ก็ไม่เพราะอะไร ก็เพราะตัวเขานั้นมีนิสัยเป็นพาล ทนเห็นใครทำความดีเกินหน้าไม่ได้นั่นเอง!

จนวันหนึ่งขณะที่พวกมฆมานพกำลังบุกเบิกถนนอยู่ตามปกติ นายบ้านผู้ซึ่งเฝ้าดูมานานก็ถึงกาลสุดที่จักทนได้ต่อไปได้อีก จึงเดินเข้าไปถาม“ นี่แนะ! เจ้าพวกผู้เยาว์ ทำไมพวกเจ้าจึงไม่เอาเวลาเหล่านี้เข้าป่าไปล่าสัตว์ หาเนื้อหาปลามาปิ้งย่างกินกัน มันจักไม่ดีกว่าหรือ? ไฉนจึงมาทำในเรื่องที่ไร้สาระเช่นนี้? ”

มฆหนุ่มพอฟังจึงตอบว่า “ ข้าแต่นายบ้าน พวกข้าพเจ้าหาได้กระทำเรื่องไร้สาระไม่! หากแต่กำลังทำทางไปสู่สวรรค์ต่างหาก การที่ท่านจักให้ข้าพเจ้าแลสหายเข้าป่าไปล่าสัตว์นั้น พวกข้าพเจ้าหาได้ปรารถนาเยี่ยงนั้น เพราะนั่นคือหนทางไปสู่อบาย ธรรมดาบัณฑิตย่อมแสวงหาทางอันเป็นสุคติสำหรับสัมปรายภพ หาใช่ทุคติ! ”

นายบ้านพอได้ยินก็เกิดโมโหทันใด จึงโต้กลับไป “ ชะ! เจ้าพวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม สะพานที่ข้าเดินข้ามหากเอาระยะทางมารวมกัน ยังจักยาวเสียกว่าหนทางที่พวกเจ้าเดินกันมาทั้งชีวิตเสียอีก หนอยกล้ามาสอนข้าได้ ดีละ! เมื่อพูดดีๆไม่ฟังก็ตามใจ แล้วเราจักได้เห็นกัน! ” ว่าแล้วเขาก็สะบัดหน้าจากไปพร้อมกับคิดในใจ “ เราจะต้องทำให้เจ้าพวกนี้ถึงกาลฉิบหายให้ได้ คอยดูเถอะ! ”

พอลับตาพวกมฆมานพเขาก็รีบตรงดิ่งกลับบ้าน คว้าเสื้อคว้าผ้าได้ก็มัดใส่ห่อขึ้นสะพายบ่า จากนั้นก็ลงจากเรือนมุ่งหน้าขึ้นสู่เมืองหลวงทันใด พอถึงเมืองหลวงก็รีบเข้าทูลพระราชาว่าพวกของมฆมานพเป็นโจร ชอบรวมกันเป็นกลุ่มออกปล้นสะดมชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อน ขอทางการเร่งส่งกำลังไปจับกุมเป็นการด่วน พระราชาพอทรงสดับก็มิได้ทรงนิ่งเฉย ทรงบัญชาให้ทหารนำกำลังไปจับโจรก๊กนี้ทันทีเช่นกัน

จากนั้นไม่กี่วันบุคคลทั้ง ๓๓ ก็ถูกนำตัวเข้าเฝ้ายังเบื้องพระพักตร์ องค์ราชาเมื่อทรงเห็นทหารจับโจรมาได้รวดเร็วก็หาได้ทรงเฉลียวพระทัย กลับตรัสให้เพชฌฆาตนำโจรเหล่านี้ไปให้ช้างเหยียบทันที ทั้งๆที่ยังมิได้ทรงไต่สวน! ด้านนายเพชฌฆาตพอรับพระบัญชาก็รีบนำตัวพวกมฆมานพไปยังแดนประหาร พอถึงก็สั่งให้นอนคว่ำ จากนั้นก็สั่งควาญช้างให้ไสช้างเข้าไปเหยียบ

ขณะนั้นมฆมานพเห็นพวกพ้องต่างตกใจหน้าซีดตัวสั่นกันไปตามๆกัน เขามิทราบจะทำเยี่ยงไร จึงตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังว่า “ สหายเอ๋ย! เว้นจากเมตตาแล้ว ที่พึ่งอย่างอื่นพวกเราไม่มี ขอพวกท่านจงทำความไม่โกรธให้มีในใจเถิด แหละขอจงแผ่เมตตาไปให้กับพระราชา นายบ้าน แลช้างตัวนี้ด้วยเถิด ! ” บรรดาสหายพอได้ยินทุกคนต่างก็หลับตาลง กำหนดจิตสำรวมใจ แผ่เมตตาไปให้กับพระราชา นายบ้าน แหละช้างที่กำลังจะเข้ามาเหยียบตนตามที่มฆมานพบอกทันที

บัดนั้นเองด้วยอำนาจแห่งเมตตา ช้างที่ว่าดุร้ายเห็นนักโทษนอนอยู่บนพื้นไม่ได้ จักต้องวิ่งเข้าไปเหยียบย่ำ วันนี้มิทราบเกิดอะไร จู่ๆมันก็แสดงอาการยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ไปเสียยังงั้น มิว่านายควาญจักจิกจักสับอย่างไรมันก็หาก้าวเท้าออกไปแม้แต่เพียงก้าวเดียว! จนผู้เป็นควาญก็หมดปัญญาที่จักบังคับ นายเพชฌฆาตซึ่งเฝ้าดูอยู่พอเห็นก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจเช่นกัน จึงรีบนำความเข้ากราบทูล

จอมราชาเมื่อทรงสดับก็ทรงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงตรัส “ ช้างมันเห็นคนมากก็คงนึกกลัวน่ะซิ! ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อันใดดอก เอาอย่างนี้ท่านนายเพชฌฆาต เดี๋ยวเราจักให้ทหารนำเสื่อไปคลุมร่างเจ้าพวกนี้ จากนั้นท่านค่อยให้ควาญช้างไสช้างเข้าไปเหยียบ ดูซิ! คราวนี้พวกมันยังจักรอดอีกมั้ย? ” นายเพชฌฆาตพอรับพระบัญชาจึงกลับมาดำเนินการตามรับสั่ง

แต่ถึงจักเอาเสื่อคลุมแล้วก็ตาม ทว่าเจ้าช้างเพชฌฆาตมันก็ยังไม่ยอมก้าวเท้าออกไปเหมือนเดิม ไม่ว่าบังคับอย่างไรมันก็ไม่ทำตาม! นายเพชฌฆาตเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเหมือนครั้งแรก จำต้องกลับเข้าไปถวายรายงานอีกครั้งเป็นหนที่สอง ครั้งนี้จอมราชาเมื่อทรงสดับก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัยขึ้นบ้าง “ หรือเรื่องนี้จักมีสาเหตุความนัย? อย่ากระนั้นเลย เราควรเรียกนักโทษเหล่านี้เข้ามาสอบถามดูก่อนท่าจักดี! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงมีพระบัญชาให้เบิกตัวนักโทษ

พอทหารนำตัวบุรุษทั้ง ๓๓ มาถึงพระองค์จึงตรัสถามพวกเขาว่า “ ดูก่อนโจรร้าย ข้าปกครองบ้านเมืองไม่ดีหรือไร ไฉนพวกเจ้าจึงเที่ยวปล้นชาวบ้านให้ได้รับความเดือดร้อน? ” มฆมานพพอฟังก็ให้ประหลาดใจ จึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทแลพวกหาได้ปล้นชาวบ้านเหมือนดังรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า! ”

จอมกษัตริย์ครั้นทรงสดับก็ทรงรู้สึกสงสัย จึงตรัสถามเขา “ นี่! เจ้าหนุ่มหัวหน้า เจ้าบอกพวกเจ้าไม่ได้เป็นโจรแล้วไฉนนายบ้านบอกข้าว่าพวกเจ้าชอบรวมตัวกันออกปล้นชาวบ้านอยู่เป็นประจำด้วยเล่า?” มฆมานพพอฟังจึงชี้แจงว่า “ ขอเดชะพระผู้ทรงความยุติธรรม! การที่ข้าพระบาทแลพวกมารวมกันก็เพื่อบุกเบิกถนนที่เดิมรกชัฏ เป็นหลุมเป็นบ่อ ทำให้มันราบเรียบแลโล่งเตียนขึ้นมาพระพุทธเจ้าข้า เพื่อผู้คนจักได้สัญจรกันอย่างสะดวก ไม่ต้องบุกป่าฝ่าดงเหมือนดังแต่ก่อน แลผลจากการนี้ก็คืออานิสงส์ที่พวกข้าพระบาทจักได้ไว้เป็นเสบียงสำหรับสัมปรายภพ หาได้ปล้นชาวบ้านเหมือนดั่งคำกล่าวนายบ้านไม่!

ส่วนการที่นายบ้านกล่าวหาข้าพระบาทแลพวกเป็นโจรนั้น คงเป็นเพราะวันหนึ่งเขามาบอกให้พวกข้าพระบาทเข้าป่าไปล่าสัตว์ หาเนื้อหาปลามาปิ้งย่างกินกัน ยังจักดีเสียกว่ามามัวเสียเวลาหักร้างถางพง ซึ่งมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด พอพวกข้าพระบาทได้ฟังก็หาได้มีผู้ใดทำตามคำกล่าวเขาแม้แต่เพียงรายเดียว เนื่องจากสิ่งที่เขาพูดมันคือหน ทางไปสู่อบาย ทุคติ แลวินิบาต นายบ้านเมื่อเห็นคำแนะนำไม่เป็นผลก็คงจักผูกใจเจ็บเสียเป็นแน่ ด้วยตนนั้นมีนิสัยเป็นพาล ดังนั้นจึงนำความเท็จมาทูลพระองค์ให้ทรงเข้าใจผิดว่าพวกข้าพระบาทเป็นโจร เรื่องราวทั้งมวลก็เป็นดั่งที่ทูลมาพระพุทธเจ้าข้า! ”

องค์ราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับทรงมีพระพิโรธโกรธกริ้วขึ้นมาทันใด ทรงลุกขึ้นตวาดนายบ้านไปด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า “ เหม่! เจ้าพาลต่ำช้ายิ่งกว่าเดรัจฉาน อันที่จริงข้าควรจักสั่งประหารเจ้าเสียบัดนี้ ฐานที่นำความเท็จมาทูลข้า แต่หากทำเยี่ยงนั้นเห็นทีข้าก็คงไม่แคล้วต้องลงอบายตามเจ้าไปด้วย อย่ากระนั้นเลย! ข้าขอปลดเจ้าออกจากตำแหน่งนายบ้าน ณ บัดนี้ แหละขอตั้งเจ้าหนุ่มหัวหน้าผู้นี้ขึ้นแทน!

ทรัพย์สมบัติของเจ้าทั้งหลายไม่ว่าจักเป็น ที่ดิน บ้านช่อง ข้าทาสบริวาร ช้างม้าวัวควาย ตลอดจนบุตรภรรยา ก็ขอให้ตกเป็นของเขาเช่นกัน! ส่วนเจ้าช้างเพชฌฆาตเมื่อมันไม่กล้าเหยียบพวกเจ้า ก็ถือว่าพวกเจ้าแลมันมีวาสนาร่วมกัน ฉะนั้นข้าขอยกมันให้เป็นสมบัติของพวกเจ้าทั้ง ๓๓ ก็แล้วกัน! คำตัดสินของข้ามีดังนี้ พวกเจ้าทั้งหลายเห็นเป็นประการใด? ”

มฆมานพแลพวกพอฟังก็ถึงกับลิงโลดจนเก็บอาการไม่อยู่ รีบละล่ำละลักตอบไปแทบจะพร้อมกันว่า “ ทรงเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือพระ พุทธเจ้าข้า! ” จากนั้นพวกเขาก็ขอพระราชอนุญาตลากลับยังเคหสถานบ้านเรือนตน

ระหว่างทางทุกคนต่างก็พูดถึงความอัศจรรย์แห่งอานิสงส์ผลบุญกันแทบไม่หยุดปาก ไม่มีใครคาดคิดว่าบุญนั้นจักย้อนกลับมาให้ผลได้อย่างรวดเร็วถึงปานฉะนี้ มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ! นี่แหละที่เขากล่าว ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม มันช่างจริงแท้แน่นอนเสียนี่กระไร หลังจากปรารภเรื่องบุญกันอย่างไม่รู้จักเบื่อจักหน่าย พวกเขาต่างก็แย่งกันขี่ช้างพระราชทานกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางกลับนั่นเอง!

นับจากผ่านเหตุการณ์วิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด พวกของมฆมานพทั้ง ๓๓ ก็ไม่มีใครยอมปล่อยให้วันเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ละวันพวกเขาต้องกระทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลกันอย่างน้อยวันละครั้ง จนวันหนึ่งมฆมานพได้นัดสหายมาพบกันหลังไม่ได้เจอหน้าคร่าตากันมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเป็นที่คลายความคิดถึงเขาก็พูดขึ้นว่า

“ เออแน่ะสหาย! ตั้งแต่เราสร้างถนนให้ผู้คนใช้สัญจรกันเป็นที่สะดวกสบายแล้ว ที่ผ่านมาพวกเรายังมิได้ประกอบกองการกุศลอันใดที่จักก่อให้เกิดเป็นบุญใหญ่ๆขึ้นเลย ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจักสร้างอะไรสักอย่างที่เป็นมหาบุญมหากุศลกัน ทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร? ” บรรดาสหายพอฟัง ทุกคนต่างก็เห็นด้วย แต่มีคำถาม แล้วจะสร้างอะไร? ต่างคนต่างก็เสนอความคิดกันไปต่างๆนานา

สุดท้ายมาลงว่าควรสร้างศาลาหลังใหญ่สักหลัง ตั้งอยู่บนทางสี่แพร่ง ต้องเป็นศาลาที่ทั้งใหญ่แลแข็งแรงกว่าศาลาใดๆที่เคยมีมา เมื่อทุกคนเห็นพ้องเพื่อไม่ให้เสียเวลา พวกเขาจึงพากันไปยังบ้านนายช่างเพื่อเจรจาว่าจ้างทันที แต่มีข้อแม้ ศาลาหลังนี้จักต้องไม่มีผู้หญิงเข้ามามีส่วนในบุญด้วยเด็ดขาด เนื่องจากสตรีนั้นมีนิสัยจู้จี้จุกจิ๊ก ขืนให้ร่วมบุญด้วยดีไม่ดีโครงการพวกเขายังมิทันจักเริ่ม ก็อาจจักต้องพังทลายลงไปเสียก่อนก็เป็นได้ ดังนั้นอย่าให้พวกนางรู้ได้ จึงจักเป็นการดีที่สุด!

หลังจากตกลงราคาถัดจากนั้นไม่กี่วันบุรุษทั้ง ๓๓ พร้อมนายช่างก็มารวมกันที่บ้านมฆมานพเพื่อพูดคุยในรายละเอียดของการก่อสร้าง ระหว่างประชุมนาง สุธรรมา หนึ่งในสี่ภรรยาของมฆหนุ่ม (สุธรรมา สุนันทา สุจิตรา แล สุชาดา) ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของสามีแลเพื่อนๆ จึงเฝ้าจับตาอยู่ห่างๆ พอพวกเขาเลิกประชุมต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน นางเลยแอบตามนายช่างไป รอจนเห็นปลอดคนจึงเรียกให้เขาหยุด จากนั้นก็เข้าไปพูดจาเลียบๆเคียงๆถามถึงสาเหตุที่ประชุมกัน ว่ามีด้วยเรื่องใด

ช่างใหญ่ทีแรกก็บ่ายเบี่ยง ด้วยมฆมานพและพวกย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามมิให้ผู้หญิงรู้ แต่พอนางหยอดคำหวานเข้าหน่อย ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ ต้องหลุดปากบอกความจริงให้นางทราบ นางสุธรรมาครั้นรู้สามีแลพวกคิดจักสร้างกองการมหากุศลแต่ไม่ยอมบอกตน เพราะกลัวจะขอมีส่วนในบุญ ก็เกิดโมโหขึ้นมาทันใด คิดอยู่ในใจ “ ดีล่ะ! อย่างนี้ต้องแก้ลำให้เข็ด! ” ดังนั้นจึงพูดหว่านล้อมนายช่างหวังให้เข้าเป็นพวกว่า

“ พี่ช่างจ๊ะ! อันบุญนั้นใช่ว่าจักจำกัดด้วยเพศก็หาไม่ หรือจำกัดด้วยวัยก็หาไม่ มิว่าจักเป็นบุรุษฤาสตรี หรือจักมีวัยชราฤาทารก ทุกคนต่างก็มีสิทธิ์ที่จักประกอบกองการกุศลได้เท่าเทียมกันพี่ช่างว่าจริงมั้ยจ๊ะ? ขอพี่ช่างจงให้ฉันได้มีส่วนในบุญครั้งนี้ด้วยคนเถิดนะพี่นะ! ” ไม่เพียงวิงวอนแค่คำพูด ว่าแล้วนางก็ควักห่อผ้าขึ้นมาคลี่ เผยให้เห็นถึงสิ่งของข้างใน ซึ่งล้วนแต่เป็นทองคำก้อนขนาดหัวแม่มือ เหลืองอร่ามสะดุดตาสะดุดใจเสียยิ่งนัก!

นายช่างเพียงเห็นรัศมีของมันก็ถึงกับตาลายจนพูดอะไรไม่ออก คำปฏิเสธที่คิดจะกล่าวก็มีอันต้องมาหยุดอยู่แค่ริมฝีปาก ตรงข้ามเขากลับรีบรับปากว่าจักให้นางได้มีส่วนในบุญครั้งนี้ด้วยแน่นอน นางสุธรรมาครั้นเห็นตนกำลังเป็นต่อจึงไม่รอช้า รีบสำทับไปอีก “ พี่ช่างจ๊ะ ศาลาหลังนี้ขอฉันเป็นใหญ่เหนือใครทั้งหมดเลยนะจ๊ะ! ”

ช่างใหญ่ผู้หลงใหลในสีเหลืองอร่าม ขณะกำลังมัดปากถุงเจ้าก้อนล้ำค่าอย่างหนาแน่นเพื่อป้องกันมิให้สูญหายพอฟังนางขอมาก็มิได้คิดหน้าคิดหลังอันใด รีบตกปากรับคำไปทันที“ จะเป็นไรไปเล่า แม่หญิงสุธรรมา ประเดี๋ยวข้าพเจ้าจักไปตัดเอาไม้สำหรับทำช่อฟ้ามาตากรอท่าไว้เลย พอแห้งเมื่อไหร่ก็จักสลักชื่อแม่ลงไป จากนั้นก็จักนำไปซ่อนไว้ที่เรือนแม่ รอจนศาลาสร้างเสร็จแหละจักทำพิธีเปิด ข้าพเจ้าก็จักแกล้งบอกว่าลืมทำช่อฟ้าเตรียมไว้

พอพวกเขาหาไม้มาทำช่อฟ้าไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องบากหน้ามาขอเอากับแม่เอง ทีนี้แหละแม่หญิงเอ๊ย....แม่จักเรียกร้องอย่างไรมีหรือพวกเขาจักกล้าปฏิเสธ! แหละพอพวกเขาเอาช่อฟ้าของแม่ไปติดที่ศาลา พอมีแขกไปใครมาทุกคนต่างก็จักเห็นว่าศาลาหลังนี้ชื่อ ศาลาสุธรรมา รับรองแต่นี้ต่อไปชื่อเสียงของแม่จักต้องขจรขจาย จนเป็นที่รู้จักของชนทั่วไปเป็นแน่! ”

นางสุธรรมาพอฟังช่างหัวใสกล่าวเช่นนั้นก็ให้รู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทันที เกิดความสุขจนยากจักบรรยาย รีบกำชับเขาว่าอย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้แก่กันและกันเป็นอันขาด จากนั้นจึงกลับบ้านไปด้วยใจเป็นสุข!

จำเนียรกาลผ่านไป ศาลาหลังใหญ่หลังจากที่ใช้เวลาก่อสร้างเป็นแรมปี ในที่สุดก็สำเร็จลุล่วงลงได้ด้วยดี ทันทีที่เสร็จมฆมานพและพวกต่างก็อดใจเอาไว้แทบไม่ไหว พวกเขาอยากจักเปิดให้คนเข้าพักเสียเลยวันนี้ถ้าเป็นไปได้! ขณะกำลังสนทนาอย่างมีความสุข จู่ๆช่างใหญ่ก็อุทานขึ้น “ ตายจริงนายท่าน! ข้าพเจ้าลืมสนิทว่ายังมิได้ทำช่อฟ้าเตรียมไว้ นายท่านทั้งหลายก็อยากจักเปิดศาลาให้ได้โดยไวเสียด้วยซิ แล้วอย่างนี้จักทำเยี่ยงไรดีขอรับ? ”

มฆมานพแลพวกพอฟัง ความสุขที่มีเมื่อครู่บัดนั้นก็ถึงกาลมอดมลาย เหือดหายลงไปจนสิ้น รีบสั่งเขาให้ไปจัดทำเป็นการด่วน เพราะหากช้าไปหนึ่งวันบุญพวกเขาก็ลดลงไปหนึ่งวันเช่นกัน ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น! ช่างเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นบรรดานายๆต่างร้อนใจ จึงแกล้งอิดออด“ เรียนนายท่าน ไม้ใช้ทำช่อฟ้าเราไม่อาจใช้ไม้ที่ตัดออกมาใหม่ๆสดๆได้นะขอรับ! ต้องเป็นไม้ที่ตากจนแห้งสนิทไม่ยืดหรือหดตัวอีกอย่างน้อยต้องทิ้งเป็นปีหรือครึ่งปีถึงจักใช้ได้ขอรับ! ”

บุรุษทั้ง ๓๓ พอฟังก็ถึงกับอุทานออกไปแทบจะพร้อมกัน “ อะไร! เป็นปีเชียวรึ? ” ทุกคนต่างหันมามองหน้ากันเหมือนจักถามว่า ทีนี้จักทำอย่างไรดี? ช่างหัวใสเมื่อเห็นอาการพวกเขาก็รู้แล้วว่าเข้าทางตนแล้ว จึงแกล้งทำนิ่งอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็ทำตาวาวกล่าวว่า “ ใจเย็นๆนายท่าน หากจำไม่ผิดข้าพเจ้าเหมือนว่าจักเคยเห็นไม้ที่ว่าวางทิ้งอยู่บนเรือนแม่หญิงสุธรรมาแผ่นหนึ่ง พวกเราน่าจักไปขอซื้อจากนางได้นะขอรับ!” พอฟังดังนั้นก็ไม่มีใครรอช้า ต่างคนต่างลุกรีบลงจากเรือน ตรงดิ่งไปยังบ้านของนางสุธรรมาทันที!

กล่าวถึงนางสุธรรมาพอได้ข่าวศาลาสร้างเสร็จก็นึกกระหยิ่มในใจ“ครานี้แหละถึงทีตนบ้าง จะขอแก้ลำสามีแลเพื่อนๆให้หัวหมุนทีเดียว คอยดูเถอะ! ” พอเห็นมฆมานพแลพวกยกโขยงมายังเรือนตนจึงรีบกุลีกุจอออกไปต้อนรับทันที หลังจากทักทายพอเป็นพิธีนางก็วกเข้าเรื่องถามถึงสาเหตุที่มาว่ามีด้วยเรื่องใด? หรือต้องการจักให้นางรับใช้สิ่งใดก็บอกได้เลย ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนางก็พร้อมที่จักช่วยเหลือ

มฆมานพพอฟังคำพูดภรรยาเหมือนจักเป็นการเปิดทางให้กลายๆ จึงหันไปสบตาพวกพ้อง จากนั้นจึงค่อยๆตะล่อมถามถึงแผ่นไม้จากนาง “ น้องหญิงจ๊ะ! พี่ได้ยินว่าเรือนเจ้านั้นมีแผ่นไม้ที่เก่าคร่ำคร่าอยู่แผ่นหนึ่ง วางทิ้งอยู่เฉยๆ มิได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อันใด รังแต่เป็นที่เกะกะรกลูกนัยน์ตา แถมยังพาให้บ้านช่องต้องหมดสง่าราศี ดีไม่ดียังจักกลายเป็นอาหารของพวกปลวกมอดอีกก็เป็นได้

พี่ฟังนายช่างบอกแล้วไม่สบายใจเลย เกรงว่าเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จักพานลุกลามเป็นเรื่องใหญ่โต ถึงขั้นทำให้บ้านช่องต้องพินาศ มันช่างไม่สมควรจริงๆเลยใช่มั้ยจ๊ะ? บังเอิญแท้เพลานี้พวกพี่กำลังต้องการใช้ไม้ดังว่าพอดี ฉะนั้นจึงถือเป็นโชคของน้อง จักได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองจ้างคนแบกไปทิ้ง ประเดี๋ยวพวกพี่จักจัดการเอง ไม่ทราบน้องหญิงเห็นเป็นประการใด? ”

มฆมานพระหว่างที่พูดสายตาก็มักชำเรืองไปทางหมู่เพื่อนอยู่บ่อยครั้ง เหมือนจะเป็นการถามกันกลายๆว่า เป็นงัย? ตัวเขาแน่มั๊ย? บรรดาสหายเมื่อเห็นลีลาการตะล่อมภรรยาของเพื่อนผู้นำ ทุกคนต่างก็ยินยอมศิโรราบจนหมดหัวใจ ทุกครั้งที่มฆมานพพูดจบประโยคพวกเขาต่างก็พยักหน้ากันให้ปลกๆ ทุกครั้งไปด้วยเช่นกัน ทำให้นางสุธรรมาที่แอบเห็นแทบจะกลั้นหัวร่อไม่อยู่ นางรู้สึกการได้ฟังสามีพูดคำหวานโดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาเพื่อจักขอเอาแผ่นไม้ไป มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนุกเสียนี่กระไร อย่างไรก็ตามพอเขาพูดจบนางได้ตอบว่า

“ โอ๊ะโอ๋!ทูนหัวของน้อง น้องรู้สึกซาบซึ้งในความปรารถนาดีของพ่อเสียเหลือเกิน แต่ไม้แผ่นนี้มันมิได้ถูกทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ดอก น้องตั้งใจจักเก็บไว้ทำช่อฟ้าศาลาที่น้องคิดจักสร้างในวันข้างหน้า เพราะไม้ที่จักทำช่อฟ้าได้ ต้องเป็นไม้ที่ตากจนแห้งสนิทไม่ยืดหรือหดอีก อย่างน้อยต้องทิ้งไว้เป็นปีหรือครึ่งปีถึงจักใช้ได้ แลไม้แผ่นนี้มันก็ตากจนแห้งอยู่ตัวแล้ว เหมาะจักใช้ทำเป็นช่อฟ้าที่สุด! ฉะนั้นน้องคงให้ไม่ได้ดอก ส่วนเรื่องปลวกมอดขอพ่ออย่าเป็นกังวลเลย น้องคอยหมั่นดูแลในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว นอกจากเรื่องไม้แล้วไม่ทราบพวกพ่อยังมีธุระอันใดอีกหรือไม่? เห็นยกโขยงกันมาเสียตั้งมากตั้งมาย! ”

บรรดาชายฉกรรจ์พอฟังนางตอบเป็นที่ผิดคาด แถมยังพูดเป็นทำนองเหมือนจักระแคะระคายถึงแผนพวกตนอีก ต่างก็อ้ำๆอึ้งๆ ไม่มีใครกล้าสบตานาง มฆมานพเห็นสถานการณ์ไม่เป็นดังคาด เพื่อต้องการลดความกระดากพวกพ้องจึงเสพูดขึ้นว่า “โถ..น้องหญิงของพี่! เจ้าช่างเป็นสตรีที่มีจิตใจดีงามเสียนี่กระไร พี่แลเพื่อนๆเมื่อรู้เจตนาแล้วก็ขออนุโมทนาด้วย แต่ศาลาที่ว่ามันยังไม่ได้สร้างมิใช่รึ? แลจักสร้างเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉะนั้นหากพี่จักขอซื้อไม้แผ่นนี้ไป แม่จักว่าอย่างไร? ”

นางสุธรรมาพอฟังคำพูดสามีก็รู้แล้วว่าตนเป็นต่อ จึงแกล้งตอบว่า“ โถ! คนดีของน้อง ไยพ่อจึงกล่าวเยี่ยงนั้น เราสองเป็นสามีภรรยากันมาก็นานโข ไฉนกับไม้แผ่นเดียวก็ถึงขั้นต้องซื้อต้องขายเชียวรึ ไม่ทราบพ่อพอจักบอกได้มั้ยพ่อจักเอามันไปทำอะไร? ” บรุษทั้ง ๓๓ พอฟังนางถามเข้าเป้าทุกคนต่างก็หันหน้าหนีกันหมด ไม่มีผู้ใดกล้าสบตานาง

มฆมานพคิดอยู่ในใจ “ การนี้หากแม้นไม่พูดความจริง เห็นทีคงยากจักได้แผ่นไม้ไปจากนางแน่! ” ดังนั้นจึงตัดสินใจหันหน้ามาตอบนางแทนสหาย “ น้องหญิงจ๊ะ! ในเมื่อน้องถามอย่างนี้ก็ดีแล้ว ไหนๆน้องก็ต้องทราบความจริงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ฉะนั้นพี่ขอบอกเสียเลยในเพลานี้ก็แล้วกัน ที่ผ่านมาพี่แลสหายได้ร่วมกันสร้างศาลาขึ้นมา หลังหนึ่ง แหละมันได้สำเร็จลุล่วงแล้วในวันนี้

พี่แลเพื่อนๆตั้งใจจักทำพิธีเปิดกันในวันพรุ่งนี้ แต่บังเอิญนายช่างลืมทำช่อฟ้าเตรียมไว้ มารู้อีกทีก็ไม่ทันการณ์แล้วไม่รู้จักไปหาไม้จากไหน โชคดีนายช่างบอกเห็นมีอยู่ที่เรือนเจ้าแผ่นหนึ่ง ดังนั้นพี่แลพวกๆจึงพากันมาหาเจ้าก็ด้วยสาเหตุนี้แล ” นางสุธรรมาพอฟังคำสารภาพของสามีทั้งๆที่ตนก็ทราบอยู่แล้ว จึงแกล้งเยินยอพวกเขาว่า

“ พ่อคุณเอ๋ย! พวกพ่อนี่ช่างน้ำใจงามเสียนี่กระไร พ่อยอมลำบากลำบน ยอมทนเหน็ดทนเหนื่อย ยอมสละกำลังกายกำลังทรัพย์ ยอมเสียสละเวลา แทนที่จักไปกินเหล้าเมายา เกี้ยวพานารี เยี่ยงดังบุรุษมากมีเขาทำกัน แต่พ่อกลับพากันมาสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ มันช่างเป็นโชคของผู้คนจริงๆ จักได้มีที่พักพิงหลับนอน ระหว่างที่แรมรอนไกลบ้าน ไม่ต้องไปทนค้างอยู่กลางป่า ให้มันเสี่ยงต่อภัยนานาสารพัด อานิสงส์แห่งการนี้ คงมากมีเสียยิ่งนัก หากพวกพี่ไม่ติดขัด น้องขอแบ่งรับด้วยเป็นไร สำหรับเรื่องช่อฟ้า น้องขอโมทนาพร้อมยกให้ ผองพี่ยาเห็นเป็นประการใด โปรดตัดสินใจบอกมา ”

มฆมานพและสหายพอฟังถ้อยคำอันไพเราะเสนาะโสตของนางกล่าวชมเชยพวกตนต่อหน้า ต่างก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันไปตามๆกัน แต่ว่าพอนางเอ่ยปากขอแบ่งบุญด้วยเท่านั้น ยิ้มที่บานจนเห็นฟันเกือบจักทั้งปาก บัดนั้นก็หุบลงจนมองแทบไม่ทัน ไม่มีผู้ใดกล้าตอบคำถามนาง

ช่างเจ้าเล่ห์ที่ตั้งแต่มาถึงก็เอาแต่นิ่งอยู่ตลอดเวลา บัดนี้หากเขายังขืนนิ่งอีก เห็นทีสัญญาที่ตกลงไว้กับนางสุธรรมาอาจต้องกลายเป็นโมฆะก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นนางก็คงต้องเรียกเอาของสมนาคุณกลับคืนเป็นแน่! คนอย่างเขามีหรือจักยอมให้อ้อยที่เข้าปากช้างแล้วถูกดึงกลับไปได้ ไม่มีวันเสียล่ะ! พอคิดดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบลุกขึ้นกล่าว

“ นายท่านทั้งหลายนี่ก็กระไร! เว้นจากพรหมโลกแล้วมีที่ไหนบ้างเล่าที่ไม่มีสตรี? ข้าพเจ้าเห็นว่าความคิดจักมิให้มาตุคามเข้ามามีส่วนในบุญนั้นควรตัดไปก่อน สิ่งสำคัญตอนนี้จักทำอย่างไรถึงจักเปิดศาลาให้คนเข้าพักได้ต่างหาก? หากให้แม่หญิงสุธรรมาร่วมบุญด้วยพรุ่งนี้เราก็ฉลองกันเลย จักเอาให้อึกทึกครึกโครมแค่ไหนก็มิเห็นเป็นไร? นายท่านทั้งหลายเห็นเป็นประการใด? ” บุรุษทั้ง ๓๓ พอฟังช่างหัวใสผู้มีศิลปในการเจรจาชี้แจง ในที่สุดพวกเขาก็ยอมให้นางสุธรรมาได้เข้ามามีส่วนในบุญ ดังนั้นศาลาหลังนี้จึงชื่อ ศาลาสุธรรมา ตั้งแต่นั้นมา

ลักษณะศาลา เป็นศาลาชั้นเดียวยกสูงเหนือดิน พื้นปูด้วยกระดานเนื้อแข็งจำนวน ๓๓ แผ่น กระดานเหล่านี้มฆมานพและสหายต่างก็ไปเลือกเฟ้นกันมาคนละแผ่น พื้นที่ใช้สอยแยกเป็นสามส่วน ส่วนแรกเป็นที่พักของคนเข็ญใจ ส่วนที่สองเป็นที่อาศัยของคนเจ็บไข้อนาถา และส่วนที่สามเป็นที่พักผ่อนของผู้ผ่านทาง

สำหรับส่วนที่สามหากแขกผู้มาพักต้องการค้างแรม ถ้าเขานั่งหรือนอนบนกระดานของใครเจ้าของกระดานจักต้องเชิญแขกผู้นั้นขี่ช้างพระราชทาน พาไปค้างคืนที่ยังบ้านตน พร้อมทั้งปรนนิบัติรับใช้อย่างชนิดไม่ให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง เช่นจัดเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้ ตักหาน้ำท่ามารอไว้ นำหมอนผ้าห่มมาให้ใช้หนุนนอนหรือห่มกันหนาวเป็นต้น หากแขกผู้มาพักเจ็บไข้ไม่สบายก็ต้องรักษาจนกว่าจะหายเป็นปกติ จากที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้มาพักอย่างดีเลิศนี้เอง ในเวลามิช้ามินานศาลาหลังนี้ก็กลายเป็นที่เลื่องลือ จนชนทั้งหลายต่างรู้จักและพากันกล่าวขวัญถึง!

ย้อนมาด้านภรรยาอีกสองนางของมฆมานพนั่นคือ นางสุนันทา และ นางสุจิตรา นางทั้งสองพอทราบนางสุธรรมาได้มีส่วนในบุญไปกับสามีแต่พวกนางกลับไม่รู้เรื่อง ก็รู้สึกว่าตนนั้นช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร ปล่อยให้นางสุธรรมาได้บุญไปแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงปรึกษากันว่าจักทำอย่างไรพวกตนจึงจักเข้าไปมีส่วนในบุญได้บ้าง?

นางสุนันทานั้นมีสติปัญญาเหนือกว่า จึงคิดว่านางควรจ้างคนมาขุดสระขึ้นมาสักสระ เผื่อยามอากาศร้อนแขกผู้มาพักอยากจักอาบน้ำจักได้ลงสระสรงในสระของนาง ไม่ต้องทนนั่งอมเหงื่ออมไคลให้มันเป็นที่เหนอะหนะไม่สบายตัว ส่วนนางสุจิตราพอเห็นเพื่อนคิดวิธีได้ก็รู้สึกว่าตนจักมัวชักช้าไม่ได้แล้ว จำต้องรีบหาทางโดยไว แต่จะทำอะไรดี?

คิดไปคิดมานางก็นึกได้เมื่อแขกผู้มาพักอาบน้ำชำระร่างกายแล้ว พวกเขาก็ควรประดับด้วยดอกไม้ของหอมถึงจักเป็นที่สบายอุราอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไปจ้างคนมาปลูกสวนดอกไม้ไว้รอบๆศาลา แลพันธุ์ไม้ที่นางนำมาปลูกแต่ละพันธุ์ก็ล้วนแต่มีสีสันของดอกสวยงาม มีกลิ่นหอมสดชื่น ทุกๆยามสายหากใครได้มีโอกาสเฉียดกรายไปใกล้ศาลาหลังนี้ เขาจักได้ถึงกลิ่นอันจรุงหอมฟุ้งของมวลดอกไม้นานาชนิด หอมตลบอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณแทบนั้น เหมือนกับว่ากำลังเพลิดเพลินเดินอยู่บนเมืองแมนแดนสวรรค์ก็มิปาน!

ฝ่ายมฆมานพเมื่อเห็นนางสุจิตราปลูกดอกไม้เขาก็เกิดความคิดว่าศาลาหลังนี้ควรจักมีไม้ใหญ่ขึ้นไว้สักต้น สำหรับเป็นร่มเงา ดังนั้นจึงไปล้อมเอาต้นทองหลางมาปลูกไว้ไม่ไกลจากศาลามากนัก เท่านั้นไม่พอ ยังไปขุดเอาแผ่นหินขนาดใหญ่พอที่ผู้คนจักนั่งหรือนอนได้อย่างสบายนำไปตั้งไว้ที่โคนต้นทองหลางอีกแผ่นหนึ่ง

วันดีคืนดีก็ตัวเขานั่นแหละที่แอบมานั่ง เฝ้าชื่นชมในบุญในกุศลที่ตนแลสหายได้ทำลงไป (อานิสงส์การปลูกต้นทองหลางและนำแผ่น หินมาตั้งนี้ เมื่อมฆมานพตายไปสิ่งทั้งสองก็ได้ตามเขาไปอุบัติที่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วย โดยต้นทองหลางไปเกิดเป็นต้นปาริชาต ส่วนแผ่นหินไปอุบัติเป็นแท่นบันฑุกัมพลศิลาอาสน์)

คงมีแต่นางสุชาดาภรรยาคนเล็กเท่านั้นที่มิได้ให้ความสำคัญกับกองการกุศลครั้งนี้เลย เนื่องจากคิดว่าตนนั้นเป็นถึงภรรยาสุดที่รัก แถมยังเป็นลูกของลุง ดังนั้นสิ่งที่สามีทำก็เหมือนกับสิ่งที่ตนทำ จักต้องไปคิดให้มันยุ่งยากทำไม? สู้เอาเวลามาเขียนคิ้วทาตาไว้รอท่าสามีไม่ดีกว่ารึ? ฉะนั้นบุญอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้จึงมีแต่นางเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ทำการใด อันจักก่อให้เกิดเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นกับตัวนางเอง!


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 28 ธ.ค. 2018, 12:21, แก้ไขแล้ว 31 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2012, 15:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 21


 ข้อมูลส่วนตัว


กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จักหาสิ่งใดจีรังยั่งยืนไม่มี หลังจากมฆมานพแลสหายตายจากมนุษย์ตัวเขาได้ไปอุบัติเป็นเทพราชันย์ผู้มีชื่อเสียงเกริกไกลไปทั่วเทวภูมิ พระนามว่า ท้าวสักกเทวราช หรือ พระอินทร์ ครอบครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ร่วมกับเทพพระสหายอีก ๓๒ พระองค์ ส่วนนางสุธรรมา สุนันทา และสุจิตรา ก็ตามมาเกิดเป็นเทพมเหสีด้วยเช่นกัน

และไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ช้างพระราชทานก็ยังตามมาเกิดเป็นเทพบุตรอีก ชื่อว่า เอราวัณเทพบุตร คราใดที่องค์อมรินทร์จักเสด็จไปงานพิธีสำคัญๆ เทพบุตรเอราวัณก็จักเนรมิตกายเป็นช้าง ๓๓ เศียรเตรียมรอให้องค์จอมเทพและเทพพระสหายขึ้นประทับเสด็จยังงานพิธีนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงพระบุญญานุภาพแลพระเดชานุภาพแห่งพระองค์ คงมีแต่นางสุชาดาภรรยาน้องนุชสุดที่รักเท่านั้นที่ไม่ได้ตามมาเกิดด้วย เนื่องจากพอสิ้นอายุขัยมนุษย์นางก็ไปเกิดเป็นนกยาง อาศัยอยู่ข้างสระน้ำ ข้างซอกเขาแห่งหนึ่ง!

มฆมานพพออุบัติเป็นท้าวสักกะ ด้วยเทพวิสัยพระองค์จึงทรงกำหนดจิตดูว่าภรรยาทั้งสี่หลังจากตายจากมนุษย์ พวกนางได้ไปเกิดยังภพภูมิใดบ้าง? ทันใดก็ทรงทราบนางสุธรรมานางสุนันทา แลนางสุจิตราได้ตามพระองค์มาเกิดเป็นเทพนารีอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ด้วย คงมีแต่นางสุชาดาคนเดียวที่ไปเกิดเป็นนกยางอยู่ในภูมิเดรัจฉาน

ด้วยความที่ทรงรักใคร่ภรรยาผู้นี้อย่างสุดซึ้ง พอทรงเห็นนางต้องไปตกระกำลำบาก เลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาต จอมเทพผู้มากบารมีก็ทรงรู้สึกอดสงสารนางไม่ได้ อยากจักให้นางพ้นจากสภาพอันทุกข์ทรมานนี้ จึงทรงดำริว่า “ เราน่าจักให้นางได้มาเห็นความเป็น อยู่ของชาวฟ้าชาวสวรรค์กัน เผื่อนางจักเกิดแรงมุมานะ ยกตนให้พ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานได้! ”

เมื่อทรงคิดดังนี้จึงไม่รอช้า จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงเสด็จลงจากเทวโลกมาปรากฏกายที่ข้างสระน้ำ ใกล้กับซอกเขาที่หากิน! ฝ่ายนกยางสุชาดาขณะกำลังเที่ยวจิกกินปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆเห็นใครไม่รู้มายืนข้างๆก็ให้ตกใจเป็นกำลัง จึงร้องถามไป

“ ท่านผู้นี้เป็นใครหรือ? ไฉนจึงต่างจากสัตว์ที่ข้าพเจ้าเคยเห็น? ”
“ ดูก่อนนางนกยาง! เรานี้มีนามว่าท้าวสักกเทวราช จอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ชาติที่แล้วเรา
เป็นสามีเจ้า ”
“ ท่านน่ะหรือคือจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แลเป็นสามีของข้าพเจ้าเมื่อชาติที่แล้ว? ”
“ ถูกต้อง! เจ้าอยากรู้หรือไม่เพื่อนเจ้าอีกสามนางซึ่งก็เป็นภรรยาของเราเหมือนกัน ขณะนี้พวกนาง
มีความเป็นอยู่อย่างไร? ”
“ อยากทราบเจ้าค่ะ! ”
“ งั้นดีแล้ว เดี๋ยวข้าจักพาเจ้าไปเห็นด้วยตาตนเอง! ”

ว่าแล้วท้าวโกสีย์ก็ทรงรวบเอานางนกยางเหาะขึ้นฟ้า มุ่งหน้าสู่ยังเมืองแมนแดนสวรรค์ทันที พอถึงก็ทรงไปปล่อยนางไว้ที่นันทาโบกขรณี จากนั้นก็เสด็จกลับไพชยนต์ปราสาทเพื่อทรงแจ้งข่าวให้พระชายาทั้งสามได้ทราบ

สามเทพนารีพอรู้พระสวามีทรงพานางสุชาดากลับมายังดาวดึงส์เทวโลกด้วยก็อยากจักเห็นหน้านางขึ้นมาทันใด ด้วยสมัยเป็นมนุษย์นางถือได้ว่าเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงาม ยากจักหาผู้ใดเสมอเหมือน แม้แต่พวกนางซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันก็ยังรู้สึกอดริษยาลึกๆไม่ได้ ครั้งนี้เมื่อทราบนางมาเยือนถึงดินแดนตาวติงสาภูมิจึงอดที่จักอยากเห็นหน้าไม่ได้ พอทราบนางพักอยู่ที่นันทาโบกขรณีเทพนารีทั้งสามจึงไม่รอช้า รีบพากันไปยังสถานที่นั้นทันใด

เมื่อไปถึงกลับรู้สึกผิดคาด เนื่องจากนางมิได้เป็นเทพเหมือนตน หากแต่เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นจึงอดหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังพากันพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีกว่า

“ โอ๊ะโอ๋! นี่หรือแม่หญิงสุชาดายอดกัลยาณี ผู้มีกายโสภีเหนือหญิงใด ดูผิวแม่ซิ! ช่างขาวผุดผาดเสียยิ่งนัก ไม่ว่าจักเป็นลำคอแข้งขา ตลอดทั้งองคาพยพ ล้วนหมดจดงดงาม เกินจักหาเทพนารีไหนสะคราญเทียมได้ นับเป็นบุญตาของเรานะที่ได้มาเห็นนางผู้เลอโฉมเช่นนี้! ” หลังจากสนุกกับการเสียดสีจนเป็นที่พอใจ
นางเทพอัปสรทั้งสามก็ชวนกันกลับไพชยนต์ปราสาท โดยที่มิได้สนใจสภาพของผู้รับฟังเลยว่า เขาจักคิดหรือรู้สึกอย่างไร!

ฝ่ายนกยางผู้อาภัพ ครั้นถูกเพื่อนร่วมสามีด้วยกันเยาะเย้ยถากถางเอา ก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในชาติวาสนาของตนนัก พอท้าวสหัสนัยน์ทรงกลับมาเยี่ยมนางจึงขอให้พระองค์ทรงพานางกลับยังที่อยู่เดิม เพื่อจักได้ไม่ต้องถูกใครมาดูถูกเหยียดหยามอีก

องค์เทพราชาทรงทราบถึงความรู้สึกนาง จึงไม่ทรงทัดทานแต่อย่างใด ทรงนำนางมาปล่อยไว้ยังสระน้ำเหมือนเดิม แต่ก่อนจะกลับดาวดึงส์เทวโลกพระองค์ได้ตรัสถึงวิธีจักทำให้นางพ้นไปจากอัตภาพของเดรัจฉานว่า “ ดูก่อนนางนกยาง! หากเจ้าปรารถนาจักพ้นไปจากสภาพของเดรัจฉานแล้ว ก็ขอให้จงรักษาศีลห้าเอาไว้ให้มั่น จงอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเป็นอันขาด แม้จักแลกด้วยชีวิตเจ้าก็ต้องยอม! ”

นกยางสุชาดาพอฟังพระดำรัสของท้าวสักกะนางก็ยึดถือปฏิบัติเรื่อยมา อาหารจากเคยอุดมสมบูรณ์ด้วยสระนี้ล้วนมีปลาเล็กปลาน้อยอยู่อย่างชุกชุม บัดนี้ก็กลายเป็นอัตคัดขัดสน ด้วยตนไม่อาจจับปลาเป็นๆมากินได้ ร่างกายจากเคยอวบอิ่มมีน้ำมีนวล เรี่ยวแรงแข็งขัน ตอนนี้แม้จักให้เดินไปจิกปลาตายกินนางก็ยังไม่มีแรงพอ!

ห้าวันมาแล้วที่นางได้แต่ฟุบอยู่ข้างสระน้ำโดยไม่มีอะไรตกถึงท้อง สังขารหากไร้ซึ่งอาหารมาหล่อเลี้ยง มันจักตั้งอยู่ได้อย่างไร นกยางสุชาดาหลังจากไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ในที่สุดนางก็สิ้นใจลงในเย็นวันหนึ่ง แต่เนื่องจากก่อนตายนางรักษาศีลห้าไว้อย่างเหนียวแน่น ยอมสละได้แม้แต่ชีวิตตนเอง พอตายจากเดรัจฉานอานิสงส์ของการรักษาศีลจึงนำให้นางไปเกิดเป็นบุตรสาวตระกูลช่างปั้นหม้อ อาศัยอยู่ในกรุงพาราณสี

บุตรีช่างปั้นหม้อนางนี้ตั้งแต่จำความได้นางก็รักษาศีลห้ามาโดยตลอด ทั้งที่ไม่เคยมีใครบอกว่าการรักษาศีลนั้นต้องทำอย่างไร? มันเหมือนกับว่าเป็นวาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนยังไงยังงั้น! นางรักษาศีลมาจนกระทั่งอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี

วันหนึ่งท้าวสักกะได้ทรงคำนึงถึงนางสุชาดาขึ้นมา จึงทรงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทรงทราบว่านางได้ตายจากนกยางแล้วไปเกิดเป็นบุตรสาวช่างปั้นหม้ออยู่ในภูมิมนุษย์ ดังนั้นจึงทรงดำริขึ้น “ ถึงเวลาแล้วที่เราจักต้องลงไปสงเคราะห์นางอีกครั้ง เพื่อนางจักได้รักษาศีลอย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรค! ”

เมื่อทรงดำริดังนี้ท้าวโกสีย์จึงเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมายังโลกมนุษย์ทันใด จากนั้นก็ทรงแปลงพระวรกายเป็นพ่อค้าชราขับเกวียนบรรทุกพืชผลอันได้แก่ฟักแฟงแตงน้ำเต้ามาจนเต็ม เพื่อจักไปค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับผู้คนในตลาด

แต่ว่าวิธีขายของพ่อค้ารายนี้หาได้เหมือนกับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปไม่ ตะแกเที่ยวตะโกนว่าผู้ใดรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลเหล่านี้ไปได้เลย ไม่ต้องควักเงินควักทองออกมาซื้อหาแต่อย่างใด บรรดาผู้คนพอได้ยินก็ให้สงสัยกันไปตามๆกัน ต่างซักถามกันให้วุ่นว่าศีลห้ามันคืออะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรรึ? แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้มีผู้ใดรู้จัก

จอมเทพในร่างพ่อค้าเฒ่าเขาขับเกวียนผ่านไปตั้งแต่หัวตลาดจนเกือบจักถึงท้ายตลาด แต่ก็หามีใครเข้ามาขอเอาพืชผลเหล่านี้ไปแม้ แต่เพียงลูกเดียว! จนเกวียนเคลื่อนมาถึงหน้าบ้านช่างปั้นหม้อเสียงที่ตะโกนได้ดังไปถึงหลังบ้าน บุตรสาวนายช่างซึ่งกำลังช่วยงานบิดาพอได้ยินว่าใครรักษาศีลห้ามาดีให้มารับพืชผลเหล่านี้ไปโดยไม่ต้องนำสิ่งใดมาแลก นางจึงวางมือจากงาน รีบออกไปดูที่ยังหน้าบ้านทันที

ขณะนั้นเกวียนสินค้าได้ผ่านบ้านนางไป ดังนั้นนางจึงเรียกให้เขาหยุด จากนั้นก็เดินเข้าไปบอกว่านางนี่แหละที่เป็นผู้รักษาศีลห้ามาดี ขอให้เขาจงมอบพืชผลเหล่านี้แก่นางเถิด พ่อค้าชราพอฟังจึงขับเกวียนกลับมาหยุดที่หน้าบ้านนาง จากนั้นก็ขนเอาพืชผลทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ยังหลังบ้าน พอขนเสร็จก็แปลงร่างกลับเป็นจอมเทพเหมือนเดิม แล้วจึงมีเทวดำรัสตรัสกับนางว่า

“ ดูก่อนนางผู้เป็นบุตรแห่งคนปั้นหม้อ ฟักแฟงที่เจ้าเห็นนี้แท้จริงมันหาได้เป็นพืชผลทั่วไปเหมือนดั่งที่เจ้าคิดไม่! หากแต่เป็นทองคำที่เรานำมาให้กับเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยเจ้านั้นเป็นผู้ที่รักษาศีลห้ามาดี แลศีลห้าที่เจ้ารักษานี้ เมื่อถึงกาลแตกดับมันจักนำเจ้าให้เข้าสู่ดินแดนแห่งเทวภูมิได้ เพียงแต่เจ้าต้องรักษามันไว้ให้มั่น แล้วไม่ช้าเราคงพบกัน! ” ทันทีที่ตรัสจบจอมเทพผู้เกรียงไกรก็หายวับไปต่อหน้าต่อตานาง

หลังจากได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกะบุตรสาวช่างปั้นหม้อก็ใช้เวลาเกือบจักทั้งหมดไปกับการรักษาศีล จวบจน กระทั่งหมดสิ้นอายุขัย แลด้วยการที่นางรักษาศีลอย่างสม่ำเสมอนี้เอง พอตายไปอานิสงส์ของการการรักษาศีลจึงนำให้นางไปอุบัติเป็นเทพนารี พระธิดาของ ท้าวสัมพรอสูร (ท้าวเวปจิตติ) ผู้ครองอสูรพิภพ

พระธิดาอสูรนางนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพนารีที่มีมีศิริโฉมงดงามจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเทวภูมิ เนื่องจากนางรักษาศีลห้าติดต่อกันมาถึงสองชาติสองภพ ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของเหล่าอสูรทั้งหลาย
พอถึงคราวที่นางจักต้องมีคู่ ท้าวสัมพรอสูรจึงบัญชาให้อสูรทุกตนมารวมกันที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังเพื่อให้นางทำการคัดเลือก

เพลานั้นท้าวสักกะด้วยเทพฤทธิ์พระองค์ก็ทรงทราบว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จักต้องไปรับเอานางสุชาดากลับมาเป็นพระชายาเสียที ดังนั้นจึงมีเทวบัญชาให้มาตลีเทพบุตรนำรถม้าเทียมม้าสินธพจำนวนหนึ่งพันตัว ไปจอดรอไว้ ณ กึ่ง กลางเส้นทางระหว่างอสูรพิภพกับเทพนครไตรตรึงษ์ ส่วนตัวพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายเป็นอสูรแก่ตนหนึ่ง จากนั้นก็ทรงลอบเข้าไปในดินแดนอสูร เพื่อทรงเข้าร่วมพิธีเลือกคู่ครั้งนี้!

ขณะที่นางอสุรกัญญากำลังเดินดูบรรดาอสูรที่พระบิดาเกณฑ์ให้มายืนอวดโฉมรอนางเลือก ปรากฏที่ผ่านมาหามีอสูรตนใดถูกตาต้องใจนางแม้แต่เพียงตนเดียว จนกระทั่งมาถึงอสูรตนสุดท้ายซึ่งเป็นอสูรที่แก่หง่อมเสียจนหนังเหี่ยว ผมเผ้าขาวโพลนไปทั้งศรีษะ ไม่ว่าจักมองมุมไหนก็หาความหล่อไม่เจอ แต่พอนางสบตากับเขาก็รู้ทันทีว่าอสูรตนนี้แลที่นางเฝ้าหามาช้านาน หากแม้นชาตินี้ไม่ได้เขามาเป็นคู่ นางขอยอมตายเสียดีกว่าที่จักอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้จึงไม่รอช้า ยกพวงมาลัยได้ก็คล้องลงบนคออสูรเฒ่าเบื้องหน้าทันที บรรดาอสูรเมื่อเห็นพระธิดาตนเลือกเอาอสูรแก่ใกล้ตายมาเป็นคู่ครอง แทนที่จักเป็นพวกตนตนใดตนหนึ่ง ต่างก็รู้สึกผิดหวังกันไปตามๆกัน บ้างก็ให้เสียดายรูปโฉมของพระนางเสียเหลือเกิน ซึ่งมิได้คู่ควรกับเจ้าอสูรเฒ่าเลย มันเหมือนเอาดอกไม้สวยงามไปปักอยู่บนมูลโคแท้ๆ บ้างก็ให้โมโหโกรธา ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้มันเหมือนเป็นการหยามเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของตนที่เป็นอสูรหนุ่ม ดังนั้น ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังเวลานั้นจึงมีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าอสูรกันให้อื้ออึงไปหมด

ท้าวสักกะเมื่อทรงเห็นความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหมู่อสูรก็ทรงรู้สึกสบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปจนดังลั่น จากนั้นก็ทรงเนรมิตพระวรกายกลับคืนรูปร่างเดิม พร้อมกันนั้นก็ทรงรวบเอานางอสูรเบื้องพระพักตร์เข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระทันที แล้วก็ไม่ทรงพูดพล่ามทำเพลง ทรงอุ้มนางอสุรกัญญาได้ก็ทรงทะยานขึ้นท้องฟ้าเหาะหนีไปจากสถานที่นั้นต่อหน้าต่อตาท้าวสัมพรอสูร ที่ได้แต่ทรงตะลึงจังงังทำอะไรไม่ถูก

ฝ่ายบรรดาอสูรพอรู้อสูรเฒ่าแท้จริงก็คือจอมเทพแห่งตาวติงสาผู้เป็นศัตรูเก่าปลอมตัวมา ก็ให้โมโหโกรธาเป็นอย่างยิ่ง พากันตะโกนด่าทอเสียจนดังลั่น บัดนั้นก็ไม่มีใครรอช้า รีบทะยานตัวขึ้นท้องฟ้าเหาะตามท้าวโกสีย์ไปติดๆ!

ย้อนมาด้านมาตลีเทพสารถี หลังจากได้รับพระบัญชาจากองค์อมรินทร์เขาก็นำรถม้าไปจอดรอไว้ตามรับสั่ง พอได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นฟ้ามาแต่ไกล ก็ทราบแล้วว่าผู้เป็นนายกำลังเหาะหนีศัตรูมา ดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบไสรถม้าออกไปรับหน้าทันที จอมสวรรค์หลังจากทรงเหาะมาได้สักพักก็ทรงรู้สึกพละกำลังของตนนั้นเริ่มถดถอย เนื่องจากต้องทรงแบกเอาน้ำหนักของพระธิดาอสูเอาไว้ด้วย พอทรงเห็นเทพคู่พระทัยพุ่งรถมารับ ฉับพลันก็ทรงกลับมามีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ทรงทะยานไปยังราชรถด้วยความรวดเร็ว พอถึงก็ทรงวางนางอสูรลงยังที่ประทับ จากนั้นก็ตรัสให้มาตลีเทพบุตรออกราชรถทันที

ฝ่ายพลพรรคอสูรที่เหาะตามมาได้สักพัก พอเห็นระยะห่างเริ่มหดสั้นเข้าก็ทราบว่าท้าวสักกะคงจักหมดแรงแล้ว ดังนั้นจึงนึกกระหยิ่มในใจ “ ครานี้แหละเจ้าเทพหัวขโมย เห็นทีคงไม่รอดไปจากเงื้อมมือพวกตนแน่!” แต่พอจู่ๆระยะที่สั้นกลับยืดออกไปอีกพวกเขาจึงให้รู้สึกประหลาดใจเป็นล้นพ้น พอเพ่งตาไปเบื้องหน้าเห็นมีรถม้าพุ่งมารับท้าวสักกะจึงรู้ที่แท้จอมเทพเจ้าเล่ห์ได้นัดลูกสมุนเอาไว้ก่อนนี่เอง อย่างนี้นี่เล่าถึงมีแรงเพิ่ม เมื่อเห็นดังนั้นแต่ละตนจึงไม่รอช้า รีบเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก หวังจักกวดให้ทันจอมเทพเจ้ากลให้ได้

แต่ไม่ว่าพวกเขาจักออกแรงเพียงใดก็หาได้ทำให้ระยะที่ห่างหดสั้นเข้าไปแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกลับยืดออกไปอีก ด้านท้าวสหัสนัยน์หลังจากได้ทรงพักครู่หนึ่งพระองค์ก็ทรงรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นจึงทรงกลับมามีพระอารมณ์เบิกบานแจ่มใสเหมือนเดิม

ขณะนั้นรถม้าได้แล่นเข้าเขตของป่า สัมพลิวัน (ป่าไม้งิ้ว) อันเป็นที่อยู่ของพญาครุฑพอดี ขณะที่องค์อมรินทร์แลนางอสูรเทวีกำลังทรงเพลินอยู่กับทัศนียภาพรอบข้าง จู่ๆก็เกิดเสียงร้องประหลาดดังขึ้น ทำให้พระธิดาอสูรที่กำลังทรงดื่มด่ำกับธรรมชาติถึงกับทรงสะดุ้งตกพระทัย องค์เทพราชันย์เมื่อทรงเห็นโฉมงามอันเป็นสุดที่รักหวาดวิตก จึงตรัสถามเทพคู่พระทัยว่า “ ท่านมาตาลี นั่นเสียงอะไรรึ? ไฉนจึงฟังประหลาดอย่างนั้น?”

เทพสารถีพอฟังจึงกราบทูลว่า “ ขอเดชะ! เสียงลูกพญาครุฑพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระบาทคิดว่ากระแสลมแห่งราชรถคงไปสะเทือนต้นไม้ที่มันทำรังอยู่ ดังนั้นลูกน้อยของมันด้วยความตกใจจึงร้องขึ้นมา ขออย่าได้ทรงระแวงพระทัยไปเลยพระพุทธเจ้าข้า! ”

จอมสวรรค์ครั้นได้ทรงฟังจึงทรงคำนึงขึ้น “ แค่เพียงกระแสลมรถม้าเรายังมีอานุภาพถึงปานฉะนี้ อย่ากระนั้นเลย เราจงอย่าให้เหล่าสัตว์ต้องมาพลอยฉิบหายเพราะความเห็นแก่ตัวของเราเลย! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงตรัสกับเทพสารถี “ ท่านมาตาลี พวกเราจงอย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับเหล่าสัตว์เลย ขอท่านจงหันหัวรถกลับเถิด เราจักขอสู้ตายกับเจ้าอสูรร้ายพวกนี้เอง! ”

เทพเลขาพอฟังจึงสั่งรถม้าให้ชะลอลง จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ม้าสินธพทั้งหนึ่งพันตัวดึงหัวรถกลับ บรรดาอสูรที่ตามมาลิบๆเมื่อเห็นท้าวโกสีย์ซึ่งกำลังได้เปรียบจู่ๆก็หยุดรถหันมาเผชิญหน้า ต่างก็ประหลาดใจไปตามๆกัน โดยเฉพาะอสูรผู้เป็นหัวหน้าเขารู้สึกเรื่องนี้มันมีเลศนัยชอบกล “ ชะรอยหรือเจ้าเทพมากเล่ห์แอบซ่องสุมกำลังเอาไว้แถวนี้ มิฉะนั้นไฉนจึงกล้าหยุดรถ เห็นทีเราจักประมาทไม่ได้เสียแล้ว หึ..หึ..หึ..อสูรอย่างเขามีหรือจักตกหลุมพรางเจ้าเทพหัวอุบายได้ ไม่มีวันเสียหรอก! ” เมื่อคิดดังนั้นจึงตะโกนสั่งให้พลพรรคหยุดการติดตามก่อน ขืนตามต่อไปอาจเสียทีให้กับศัตรูก็เป็นได้

ฝ่ายบรรดาลูกสมุนพอได้ฟังคำสั่งก็เหมือนหนึ่งว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากแต่ละตนต่างก็อ่อนล้าจนแทบไม่มีแรงหลงเหลือกันแล้ว ขืนให้ตามต่อเห็นทีพวกเขาคงต้องขาดใจตายเสียก่อนเป็นแน่!

ด้านท้าวสักกะเมื่อทรงตัดสินพระทัยจักขอสู้ตาย เพราะไม่ทรงปรารถนาจักทรงสร้างกรรมกับเหล่าสัตว์ พอทรงเห็นอสูรที่ตามมาอย่างกระหายเลือดจู่ๆก็หยุดการติดตามเช่นกัน ก็ทรงรู้สึกแปลกพระทัยไม่แพ้กัน ต่างฝ่ายต่างจดต่างจ้อง ไม่มีใครกล้าบุกเข้าไป

จนผ่านไปพักใหญ่ทรงเห็นพวกอสูรพากันหันหลังกลับ เคลื่อนพลบ่ายหน้าสู่อสูรพิภพ พระองค์จึงทรงรู้ว่าการศึกครั้งนี้เห็นทีคงจักยุติแต่เพียงเท่านี้ ดังนั้นจึงมีรับสั่งให้เทพมาตาลีหันหัวรถกลับเทพนครไตรตรึงษ์ แต่ครั้งนี้ทรงให้อ้อมป่าสัมพลิวันไป เพื่อป้องกันมิให้กระแสลมราชรถไปรบกวนสัตว์ที่อยู่ในป่าอีก นับแต่นั้นจอมสวรรค์แห่งตาวติงสาแลนางอสูรสุชาดา ก็ทรงครองคู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมา ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ .

หมายเหตุ : ข้อปฏิบัติที่ทำให้มฆมานพได้เป็นพระอินทร์ ( วัตตบท ๗ ประการ ) คือ :
๑.เลี้ยงดูบิดามารดาโดยชอบ
๒.ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
๓.ไม่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ
๔.กล่าววาจาไพเราะอ่อนหวาน
๕.ไม่พูดส่อเสียด
๖.ไม่เป็นคนตระหนี่
๗.ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 01 ม.ค. 2019, 09:20, แก้ไขแล้ว 18 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2012, 12:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 12:26
โพสต์: 53

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
สิ่งที่ชื่นชอบ: ทางแห่งความดี อ.วศิน อินทสระ
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
ขออนุโมทนาด้วยครับ
อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจในการทำความดี
อ่านแล้วมีศรัทธาเชื่อกฎแห่งกรรม
ประวัติอดีตชาติของท้าวสักกเทวราชแม้จะอ่านกี่ครั้งกี่หลก็ไม่เบื่อ
อ่านทีไรปลื้มปีติใจทุกครั้ง
ขอบคุณมากครับสำหรับเรื่องราวดีๆ
tongue tongue tongue






..................................
เกิดเป็นคน อย่าจนความดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2015, 03:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 622


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร