วันเวลาปัจจุบัน 23 ส.ค. 2014, 14:28  




เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2011, 13:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7008

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่แผ้ว ปวโร


วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน)
ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม



“หลวงปู่แผ้ว ปวโร” พระเถราจารย์ชื่อดังแห่งวัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) ต.รางพิกุล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ได้รับการขนานนามว่า เทพเจ้าแห่งเมืองกำแพงแสน องค์หลวงปู่เป็นพระเถระผู้ถือครองเพศบรรพชิตแบบเรียบง่าย สมถะ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่านไม่มีตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์ ด้วยท่านไม่มีความปรารถนาในลาภยศตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น

ด้านวัตถุมงคลของท่านก็เป็นที่กล่าวขานร่ำลือกันว่า มีพุทธคุณเข้มขลังที่สุด มีประสบการณ์แก่ผู้ที่บูชามากมาย ถึงขนาดมีคำกล่าวกันว่า “วัตถุมงคลรุ่นใดหรือวัดใด หากไม่นิมนต์หลวงปู่แผ้วไปนั่งปรก จะได้รับความนิยมน้อยกว่ารุ่นที่หลวงปู่แผ้วไปนั่งปรก”

ล่าสุด วัตถุมงคลของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่ปรารถนาในหมู่ลูกศิษย์ลูกหาและนักสะสมวัตถุมงคล คือ เหรียญพิทักษ์แดนใต้, เหรียญระฆังที่ระลึกอายุ ๘๗ ปีหลวงปู่แผ้ว เป็นต้น

ปัจจุบัน หลวงปู่แผ้ว สิริอายุได้ ๘๗ พรรษา ๖๗ (เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓) ตลอดระยะเวลากว่าชั่วชีวิตในการครองเพศบรรพชิต นอกจากปฏิบัติในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ท่านยังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า แผ้ว บุญวัฒน์ ชื่อเล่น แกละ เกิดเมื่อวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีกุน ตรงกับวันพุธที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ หมู่บ้านหลักเมตร ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายพาน และนางจุ้ย บุญวัฒน์ ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก ฐานะพอเลี้ยงตัวได้สบายโดยไม่เดือดร้อน

เมื่ออายุได้ ๒ ขวบ ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จากนั้นท่านจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๓ จากโรงเรียนวัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ อ.บางแพ จ.ราชบุรี

ในช่วงวัยเยาว์ ท่านเป็นเด็กค่อนข้างเงียบขรึม ใจเย็น ไม่เที่ยวเตร่ เกเร ชีวิตส่วนใหญ่จะผูกพันอยู่กับวัด ด้วยโยมพ่อโยมแม่เป็นคนใจบุญสุนทาน ทุกวันพระจะพาลูกไปทำบุญที่วัด สมาทานศีลฟังเทศน์ฟังธรรมและสนทนาธรรมมิได้ขาด

เมื่อมีอายุประมาณ ๘ ขวบ โยมพ่อได้พาบุตรชายไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อหงส์ วัดหนองม่วง ต.เตาอิฐ อ.บางแพ จ.ราชบุรี เพื่อเรียนหนังสือ และศึกษาพระธรรมวินัย

ครั้นอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เกิดความศรัทธาประสงค์จะบวชเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา เพื่อแทนคุณของโยมบิดา-มารดา ท่านจึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองปลาไหล ต.ทุ่งกระพังโหม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยมี พระครูสุกิจธรรมสร (หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร) วัดกำแพงแสน เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อปาน อารักโข วัดหนองปลาไหล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์สนั่น วัดหนองปลาไหล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ปวโร”

หลังครองเพศบรรพชิต ท่านตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง หมั่นพิจารณาคำสอนของครูบาอาจารย์อย่างถ่องแท้ ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอุทิศกายถวายชีวิตอยู่ในบวรพระพุทธศาสนาตลอดไป

ช่วงแรกบวช ท่านอยู่จำพรรษาที่วัดหนองปลาไหล เป็นเวลา ๑ เดือน จากนั้นได้จาริกไปจำพรรษาที่วัดหนองม่วง ๘ พรรษา ท่านมีหน้าที่สอนนักธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์สามเณรภายในวัด

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านได้ย้ายมาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม จำพรรษาอยู่ที่วัดปลักลายไม้ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่ได้ย้ายไปสอนพระปริยัติธรรม และจำพรรษาที่วัดสว่างชาติประชาบำรุง ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองวัดเมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง พระภิกษุสามเณรและชาวบ้านต่างต้องการให้หลวงปู่ดำรงตำแหน่งแทน แต่ท่านไม่ประสงค์ที่จะรับตำแหน่งทางปกครองคณะสงฆ์แต่อย่างใด

พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงปู่เริ่มสนใจที่จะศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างจริงจัง ท่านจึงย้ายไปอยู่จำพรรษาที่วัดกำแพงแสน ต.ห้วยหมอนทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิทยาคมกับ หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร อย่างมุ่งมั่นจริงจังจนแตกฉาน

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ พระกัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ได้เดินทางมาพักอยู่จำพรรษา ณ วัดกำแพงแสน ทำให้หลวงปู่แผ้ว ได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงปู่ดุลย์ และได้รับความเมตตาถ่ายทอดแนวทางการปฏิบัติกัมมัฏฐานให้ด้วย

ตลอดเวลา หลวงปู่แผ้ว ได้สร้างคุณูปการสืบสานจรรโลงพระพุทธศาสนาอย่างรอบด้าน อาทิ ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ ทั้งในเขตอำเภอกำแพงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง ท่านจะอุดหนุนด้วยการสร้างวัตถุมงคลที่ระลึก เพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้สมทบทุนปัจจัยนำไปใช้เพื่อการสาธารณ ประโยชน์

แม้วัยที่ล่วงเลยกว่า ๘๗ ปี แต่หลวงปู่แผ้ว ยังคงรับกิจนิมนต์นั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลอยู่เป็นประจำ

หลวงปู่แผ้ว เคยกล่าวปรารภไว้ว่า “ญาติโยมที่เขานิมนต์ให้เราไปร่วมพิธีนั่งปรก ก็เพราะเขาเชื่อว่าเราไปนั่งปรกแล้ววัตถุมงคลจะเข้มขลัง เราจะปฏิเสธไม่ได้”

ส่วนวิทยาคมอันเข้มขลังที่หลวงปู่แผ้วใช้นั่งบริกรรมระหว่างนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล ล้วนแต่เป็นวิทยาคมของ หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจาก หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกอีกทอดหนึ่ง ในช่วงที่ หลวงพ่อหว่าง ธัมมสโร ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกำแพงแสน ท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องยาสมุนไพรและแพทย์แผนโบราณ วัตถุมงคลของท่านก็เข้มขลังเป็นที่นิยม ทั้งนี้ หลวงปู่แผ้วได้ศึกษาอยู่กับหลวงพ่อหว่างจนกระทั่งท่านได้มรณภาพ เมื่อได้รับกิจนิมนต์นั่งปรก จึงนำวิชาของหลวงพ่อหว่างใช้รวมกับวิชาวิปัสสนากรรมฐานที่ได้เรียนมาที่วัดมหาธาตุฯ สนามหลวง มาใช้บริกรรมคาถา เพื่อให้เกิดความเข้มขลัง

สำหรับคาถาเสกวัตถุมงคลเข้มขลัง หลวงปู่แผ้ว บอกว่า มีบทเดียว แต่สร้อยของคาถามีหลายแบบ เช่น อาจจะบริกรรมว่า “พุทธังหลีก ธัมมังหลีก สังฆังหลีก” บ้างก็บริกรรมว่า “พุทธังแหวก ธัมมังแหวก สังฆังแหวก” หรืออาจจะบริกรรมว่า “พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด”

ท่านกล่าวแนะนำว่า “ตำราคาถาของวัดและสำนักต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นของเดิมที่สืบทอดจากครูบาอาจารย์ในอดีต หลายคนท่องคาถาถูกต้องตามอักขระชัดเจน แต่เหนือสิ่งอื่นใดจิตต้องนิ่งเป็นสมาธิ คาถาจึงมีความเข้มขลัง ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาส ถ้าจิตนิ่งเป็นสมาธิ บริกรรมคาถาบทใดก็เข้มขลัง ที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องตั้งอยู่ในศีลมั่นอยู่ในธรรม”

เมื่อช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ หลวงปู่แผ้ว ได้ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดประชาราษฎร์บำรุง (วัดรางหมัน) จ.นครปฐม วัตรปฏิบัติยังคงดำเนินชีวิตดุจเดิมด้วยความมักน้อยสันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในลาภสักการะทั้งหลายทั้งปวง เคร่งครัดในศีลาจารวัตร ทำให้ท่านเป็นที่เคารพนับถือของศิษยานุศิษย์ตลอดทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป

รูปภาพ



.............................................................

♥ คัดลอกเนื้อหามาจาก ::
นสพ.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ มงคลข่าวสด หน้า ๑
วันที่ ๐๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ปีที่ ๑๙ ฉบับที่ ๗๐๓๘
♥ ขอกราบขอบพระคุณที่มาของรูปภาพทุกแหล่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2011, 13:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7008

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ขาดศีลก็ยังดีกว่าไม่มีศีลจะให้ขาด
โดย
หลวงปู่แผ้ว ปวโร


ด้วยความเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา สุขุมตามวิถีของท่านไปเป็นแบบสมถะเรียบง่าย ไม่สะสมเงินทอง ไม่ยึดติดกับวัตถุหรือลาภยศใดๆ แม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดก็ได้ให้ลูกศิษย์ เป็นผู้รับตำแหน่งแทน เป็นการละในเรื่องของความอยากออกไป ทำให้ หลวงปู่แผ้ว ปวโร วัดกำแพงแสน ต.ห้วยหมอนทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เป็นพระผู้ใหญ่ ที่มีลูกศิษย์ให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก

หลวงปู่แผ้ว อาจไม่ได้เป็นพระนักเทศน์ ไม่ใช่พระธรรมกถึก ที่เรืองนาม แต่คำพูดตรงๆ ง่ายๆ ของท่าน ก็ได้แทรกหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเสมอ เป็นการเตือนสติในการประพฤติปฏิบัติ เพื่อพัฒนาจิตใจของพุทธศาสนิกชนให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ขณะเดียวกัน ท่านก็เป็นพระนักปฏิบัติ คำสอนหลักธรรมที่ให้กับศิษย์ทั้งหลาย จึงมักจะเป็นข้อคิดหรือคติสอนใจ ธรรมะที่สอนอยู่ในรูปของบทความ บทกลอน หรือสักวาต่างๆ ตามแต่ละสถานการณ์ในขณะนั้น หรือตามภาวะของความทุกข์ของศิษย์แต่ละคน ที่พออ่านก็เกิดปัญญา สามารถที่จะนำมาวิเคราะห์พิจารณาในการปฏิบัติ

หลวงปู่แผ้วได้อนุญาตให้สัมภาษณ์แบบ “คม ชัด ลึก” ดังนี้

• ศีลมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างไรครับ ?

ศีล ๕ ข้อ ห้ามฆ่าสัตว์ ลักสมบัติ ผิดลูกเมียคนอื่น ลวงโลก ดื่มสุราเมรัย ใครทำได้ชีวิตก็จะเจริญรุ่งเรือง อาตมาเคยอ่านประวัติของหลวงปู่ฤาษีลิงดำ ท่านว่าให้ถือศีลเป็นชั่วโมงก็ได้ หรือเอาข้อหนึ่งข้อใดก็ได้ โบราณท่านว่าขาดศีลก็ยังดีกว่าไม่มีศีลจะขาด คือไม่ถืออะไรสักอย่างเลย

นักวิชาการท่านว่าในศีล ๕ ข้อนั้น มีความเป็นมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าศีลขาด ๑ ข้อ ความเป็นมนุษย์ก็ขาดไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าขาด ๒ ข้อก็หมดความเป็นมนุษย์ไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังนับว่าดีอยู่มาก ถ้าขาด ๓ ข้อก็หมดความเป็นมนุษย์ไป ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังใช้ได้

ขาด ๔ ข้อก็หมดความเป็นมนุษย์ไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ใกล้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าขาดทั้ง ๕ ข้อ ก็หมดความเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เดรัจฉานเต็มตัว เพราะฉะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์จึงสมควรที่จะรักษาศีล ๕ ให้บริบูรณ์ ถึงแม้จะรักษาไม่ครบทั้ง ๕ ข้อ รักษาได้สัก ๒-๓ ข้อก็ยังดี


• วิชากรรมฐานหลวงปู่เรียนมาจากใครครับ ?

วิชาวิปัสนากรรมฐาน อาตมาไม่ได้ไปเรียนมาจากที่ไหนหรอก เนื่องจากอาตมามีความสนใจในพระกรรมฐานของวัดมหาธาตุ แต่มาเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังที่วัดกำแพงแสน เพราะได้ศึกษาอยู่กับหลวงพ่อหว่างท่านนี้นั่นแหละ อาตมาเรียนอยู่กับท่านจนกระทั่งท่านมรณภาพ


• การฝึกกรรมฐานจะดีต่อคนเราอย่างไรครับ ?

เพื่อความเข้าใจของการนั่งสมาธิ นอกจากจะให้ผลเป็นฌานสมาบัติแล้ว ยังให้ผลในความมั่นคงสมบูรณ์ได้อีกด้วย เป็นผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้า คือชาตินี้เป็นคนรวย ชาติหน้าก็เป็นปัจจัยใกล้มรรคผล คือให้ผลในสุคติ มีสวรรค์และพรหมโลกเป็นที่ไป หากคนใดสนใจเอาสมาบัติที่ได้ไป เป็นกำลังของการวิปัสสนาญาณด้วยแล้ว ก็จะได้รับผลสูงอย่างคาดไม่ถึง ขณะเดียวกันอาจผดุงผลทางลาภให้เกิดกลายเป็นคนร่ำรวย สมาธิยังให้ผล ในทิพยจักขุญาณ เป็นการช่วยส่งเสริมศรัทธา ในการสร้างความดีให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป

สมาธิเป็นสิ่งที่ทำให้มีจิตอิ่มเอิบเบิกบาน หน้าตาชุ่มชื่นตลอดวัน อาตมาคิดว่า ใครได้ฝึกก็จะได้ในเรื่องของความสงบทางจิตใจ ไม่เครียดกับสิ่งแวดล้อม มีความอดทนต่ออารมณ์ที่เข้ามาย้ำเย้าได้ดีมาก มีเมตตาปรานีเกิดขึ้นแก่ใจ อย่างคาดไม่ถึงด้วย ไม่หลงใหลในภาพที่เห็น ยิ่งวันนี้เราจะเห็นกันว่า โลกทุกวันนี้ มีแต่ความวุ่นวายไม่สงบ ทำอะไรก็ต้องอยู่กับการแข่งขัน เพื่อความอยู่รอดกันทั้งนั้น ใครก็ตามที่เริ่มฝึกวิปัสสนากรรมฐาน จะเป็นการเพิ่มพูนบารมีให้กับตัวเอง เพื่อจะได้ไปสู่ในภพหน้า หรือไปสวรรค์นั่นเอง


• ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ?

เมื่อปัจจุบันบ้านเมืองเรามีคนจำนวนมากขึ้น ความเห็นแก่ตัวก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย ความโลภ ความโกรธ ก็มีมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนเหล่านี้ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจในการประมาณตนเอง และถ้าคนเราคิดว่าสุขมันก็ไปสวรรค์ หากทุกข์ก็เหมือนนรกนั่นเอง


• เห็นลูกศิษย์พูดกันว่าหลวงปู่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้จริงไหมครับ ?

โอ๊ย ! อาตมาหยั่งรู้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) เพราะอาตมายังไม่สามารถนั่งสมาธิถึงฌานระดับนั้นได้ มันเป็นเรื่องยากเหมือนกัน แต่ที่บางคนบอกว่าอาตมารู้ใจใครได้นั้น ก็เป็นการถ่ายแบบรู้ตื่นๆ โยมบางคนมาหาที่วัด อาตมาก็เห็นผอมโซแสดงว่าเขาหิวข้าว (หัวเราะ)


• แล้วหากพูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรม มีอิทธิพลต่อมนุษย์เราอย่างไร ?

อาตมาอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านี้ใครไม่เชื่อก็ต้องพิจารณากันให้ดี แล้วจะรู้ว่ามันมีจริงไหม กรรมก็เป็นกรรมบันดาลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีที่ได้ทำไว้นั่นเอง บางคนคิดฆ่าพ่อฆ่าแม่ นี่ก็เป็นวิบากของกรรม อย่างพระสารีบุตร ท่านไปพบมารดาท่านในสมัยที่ร้อยชาติผ่านมาแล้ว เป็นเปรตผอมโซ ซี่โครงขึ้น

เมื่อท่านเดินผ่านไป เปรตผู้หญิงก็มองหน้า ถามว่าท่านจำฉันได้ไหม พระสารีบุตร ถามว่าท่านเป็นใคร เปรตตนนั้นบอกว่าสมัยหลังจากนี้ไปร้อยชาติ ฉันเคยเป็นมารดาของท่าน แต่อาศัยที่ไม่ทำความดี จึงมาเกิดเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นาน พระสารีบุตร ก็ถามว่า โยมต้องการอะไร จะทำให้ เปรตตนนั้นก็บอกว่าจะขอให้ถวายสังฆทาน แล้วก็มีผ้าสักผืนหนึ่งเล็กๆ กว้างคืบยาวคืบก็ได้ ถวายสังฆทานคืออาหารแล้วขอน้ำสักหน่อย เมื่อพระสารีบุตรกลับมาจากบิณฑบาตแล้วก็เอาใบไม้มา สมัยนั้นมันหาข้าวยาก เอาใบไม้มา เอาข้าวใส่ไปสักหน่อยหนึ่ง แล้วเอาใบไม้มาอีกใบ ใส่กับข้าวไปหน่อยหนึ่ง แล้วเอาน้ำใส่บาตร มีผ้ากว้างคืบ ยาวคืบ ผ้าเช็ดหน้าผ้าเช็ดมือเรานี่นะ ถวายเข้าไปในหมู่สงฆ์ลูกศิษย์ของท่านเป็นสังฆทาน อานิสงส์เพียงเท่านี้ เมื่อท่านอุทิศส่วนกุศลให้ ปรากฏว่ามารดาของท่านไปเกิดเป็นนางฟ้า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก มีวิมานสวยงาม มีสระโบกขรณี


• บางคนบอกว่าทำชั่วแล้วยังได้ดี ตรงนี้เกิดจากอะไรครับ ?

มันก็มีความเป็นไปได้ (หัวเราะ) บุญเก่าของเขาอาจมีมากอยู่ ผลกรรมชั่วก็เลยยังมาไม่ถึง บาปที่เป็นกรรมไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับมีเจตนาทำแล้วแบบไหน หากทำไปแบบอาตมา สมัยเป็นเด็กก็ฆ่าสัตว์มาเยอะเหมือนกัน นั่นก็เป็นบาปที่ไม่ทัน แต่ก็เป็นบาปเป็นกรรมที่จะต้องชดใช้เหมือนกัน


• หลวงปู่ได้เริ่มสร้างวัตถุมงคลออกมาเมื่อไรครับ ?

เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๘ จริงๆ อาตมาก็ไม่ได้สร้างวัตถุมงคลเองหรอก มีลูกศิษย์นั่นแหละสร้างมาถวาย อาตมาจะทำพิธีปลุกเสกด้วยตัวเอง ปลุกเสกไปตามตำราที่หลวงพ่อหว่างเขาว่าเอาไว้นั่นแหละ ไม่มีคาถาอะไรที่มากไปกว่านี้


• บางคนบอกว่าเอาพระของหลวงปู่ไปใช้แล้ว รอดตายจริงไหมครับ ?

เฮ้ย ! ไม่ใช่ (หัวเราะ) สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากอะไรอาตมาก็ไม่รู้ แต่การรอดตายนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับคนที่เอาไปใช้ด้วยว่า เป็นคนดีแค่ไหน พวกนี้ก็มีส่วนทำให้คนเรารอดตายได้ แต่จะให้อาตมาบอกว่ารอดตายจากพระเครื่อง มันบอกไม่ได้


• อ้าว ! แล้วบางคนบอกว่ามีพระของหลวงปู่แล้วใครก็ยิงไม่เข้า ?

อาตมาว่ายิงไม่ออกหรือยิงไม่เข้า กระสุนมันอาจไม่ดีก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่ที่ยิงไม่ออก ยิงเข้าบ้างไม่เข้าบ้างก็เพราะมันยิงไม่ถูกก็ได้ (หัวเราะ)


• จริงๆ วัตถุมงคลมีความจำเป็นต่อคนเรามากน้อยแค่ไหนครับ ?

จะว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็นมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า เพราะวัตถุมงคลเหล่านี้มันก็เป็นการบำรุงจิตใจ กระตุ้นจิตใจให้กับคนเราได้ยึดมั่นในคุณงามความดี หรือบางครั้งบ้านเมืองเราอยู่ในยามคับขัน ขับรถกลัวเกิดอุบัติเหตุ พระเครื่องก็เป็นสิ่งย้ำเตือนไม่ให้คนเราประมาท ทำอะไรก็ต้องมีสติตลอดเวลา เมื่อจิตใจเราดี มันก็ทำให้คนเราฝ่าฟันอุปสรรคไปได้


• มีญาติโยมมาขอหวยบ้างไหมครับ ?

ก็มีเยอะเหมือนกัน แต่อาตมาไม่รู้ พอมาแล้วเขาไปซื้อกันไม่ถูกเลยหลายงวด คนพวกนี้ก็จะเลิกขอไปเอง ถ้าอาตมารู้ก็แสดงว่าเทวดาบอกซิ (หัวเราะ) ถ้าเขาไม่บอกอาตมาก็ไม่รู้


• บางคนมาถ่ายภาพหลวงปู่แล้ว ปรากฏว่าภาพไม่ติดนั้น เกิดจากอะไร ?

กล้องมันเสียหรือเปล่า ต้องไปถามคนถ่ายว่าถ่ายอย่างไร อาตมาไม่รู้เพราะไม่ใช่คนถ่าย


• แล้วหลวงปู่ไม่ได้เป่ามนต์คาถาห้ามถ่ายไม่ติดหรือครับ ?

อาตมาไม่ได้สั่ง เพราะจริงๆ อาตมาตั้งใจให้มันติด แต่ทำไมคนถ่ายออกไปแล้วภาพที่ถ่ายกลับไม่ติด ก็ไม่รู้เหมือนกัน


• หลวงปู่มีโรคประจำตัวไหมครับ ?

สุขภาพอาตมาก็เรื่อยๆ แข็งแรงบ้างไม่แข็งแรงบ้าง มีโรคประจำตัวอยู่เหมือนกัน อาตมาเป็นโรคหัวใจ เมื่อไม่สบายก็ต้องรักษากันไป พออาตมาหยุดหายใจมันก็ตายอยู่แล้ว (หัวเราะ)


• มีอะไรที่หลวงปู่ยังไม่ได้ทำบ้างครับ ?

อาตมาคงไม่คิดทำอะไรแล้ว อายุก็มากแล้ว อยากทำอยู่อย่างเดียว คือการมรรคผลนิพพาน เท่านี้อาตมาก็พอใจแล้ว ถ้าได้ก็ดี แต่มันคงลำบากและยากอยู่เหมือนกัน จะตายเสียก่อนล่ะมั้ง (หัวเราะ) คิดว่าอยู่อีกสองปีครบ ๗ รอบ อายุก็ ๘๔ ปีพอดี ชีวิตนี้เอาแค่นี้ก็พอ เกิดก็เกิดมานานแล้ว และที่สำคัญความเป็นพระสงฆ์จึงไม่ควรอยู่ในที่โอ่โถง


• หลวงปู่มีธรรมะข้อไหนที่จะฝากให้กับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” ครับ ?

เมื่อถึงวัยทำงานแล้ว ปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ยอมทำงานให้เป็นมรรคผล ปล่อยใจให้เป็นไปตามอารมณ์ก็ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ชีวิตก็จะรวนเรไม่เป็นแก่นสาร เมื่อถึงคราวชรามีมาถึงก็ไม่มีทรัพย์สมบัติมาเลี้ยงตัวก็จะอดอยาก จะพึ่งลูกหลานก็ไม่ให้พึ่ง ตัวเองก็จะถึงความเสื่อมทั้งกายและทรัพย์สิน คล้ายเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งไม่ได้ ฉะนั้น ก่อนจะถึงวัยชราควรขยันทำมาหากิน หาสมบัติเป็นหลักฐานเอาไว้สำหรับเลี้ยงตัวและลูกหลาน ความทุกข์จะได้ไม่เบียดเบียนด้วยยามชรา

เมื่อวัยชรามีมาถึงเริ่มทำบาปไม่ไหวแล้ว หมั่นอยู่ในศีลธรรมภาวนาไม่เป็นคนเจ้าสำราญดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่เอาใจใส่ต่อบุญทานการกุศล แม้แต่จะหยุดใจเพื่อเจริญกรรมฐาน พุทโธ ธัมโม สังโฆ สัมมาอะระหัง ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ นะมะพะทะ จิตก็จะไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว มันก็จะไกลจากบุญกุศลจะพาตนให้เดือดร้อน มีทุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า คราวใกล้ตายจิตก็จะเศร้าหมองไม่ผ่องใส จิตไปสู่ทุคติ มีนรก อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะไม่สมกับที่เกิดมาพบเจอพระพุทธศาสนาและเป็นชาวพุทธ อาตมาอยากจะบอกว่า เกิดมาเป็นมนุษย์จงทำความดีให้ถึงที่สุด ทำความดีให้สุดกำลังนั่นเอง


ที่มา...หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
คอลัมน์ พระเครื่อง คม ชัด ลึก
ฉบับวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2011, 06:23 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 565


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:

ทาน ศีล ภาวนา ภาวนา ภาวนา
กรรมอย่างเดียวเป็นที่มาและที่ไป
มาคนเดียว ไปคนเดียว เอกะจะรังจิตตัง
:b41: :b41: :b41: :b41:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ backlink