วันเวลาปัจจุบัน 22 ม.ค. 2021, 20:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2010, 06:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


ส่วนหนึ่ง ของ โอวาทธรรม หลวงปู่ ดุลย์ อตุโล :b8: :b8: :b8:



ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้ง

ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ

ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว

อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต และ ให้จิตภาวนาเอาเอง



จาก http://board.palungj...ล-227306.html




ผมเสนอเพ่งพิจารณา ประเด็น ให้จิตภาวนาเอาเอง ตามที่ หลวงปู่ ท่านสอนไว้


คห.ส่วนตัว น่ะครับ


การที่ ให้จิตภาวนาเอาเอง แบบที่หลวงปู่สอนนี้

เป็นผลสืบเนื่อง มาจาก "การไม่ส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต"

และ ด้วย การสืบเนื่องมาจากลักษณะการปฏิบัติที่ "ทำให้จิตเกิดอารมณ์อันเดียว"


ไม่ใช่ว่า อยู่เฉยๆ จิตจะภาวนาเอง โดยปราศจากเหตุปัจจัยนำใดๆ(อเหตุอปัจจโย) เลย



ปล...

คำว่า "ให้จิตอยู่ในจิต" นี้...

จิต คำแรก ในประโยค"ให้จิตอยู่ในจิต" น่าจะสื่อถึง จิตในmodeวิญญาณ

จิต คำหลัง ในประโยค"ให้จิตอยู่ในจิต" น่าจะสื่อถึง จิตในmodeมโน หรือ จิตเดิม

ผมเห็นว่า ตรงกันกับ การให้จิตรวมตัวย้อนกลับไปสู่ใจ แบบที่ หลวงปู่ เทสก์ ท่านสอนเอาไว้....เช่นกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.พ. 2010, 21:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อยากทราบว่าท่านตรงมีประสบการณ์จิตภาวนาไปเองบ้างหรือไม่ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.พ. 2010, 22:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


อายะ เขียน:
อยากทราบว่าท่านตรงมีประสบการณ์จิตภาวนาไปเองบ้างหรือไม่ครับ


ผม ปฏิบัติได้น้อย ประสบการณ์ก็มีน้อย....

ศึกษาตามที่ หลวงปู่ท่านกล่าวเอาไว้ดีกว่าครับ :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.พ. 2010, 01:36 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12218


 ข้อมูลส่วนตัว


รู้..จำ..ให้หมดนี้ได้..เราก็ไม่ได้อะไรหรอก

นี้มันปัญญาท่าน..(ผู้สอน)..

ดีไม่ดี..จำมากกลายเป็นสัญญา..บดบัง..ปัญญา..ซะนี้

เร่งลงมือ..สร้างของจริงให้เกิดขึ้นที่ใจเราสด ๆ ดีไหม?..

ของสด..ๆ..วิตามินมันเยอะ

:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.พ. 2010, 01:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2010, 01:37
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley

.....................................................
- อยู่กัีบมิฉจาทิฏฐิ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง - [บันทึกนายโดม 9dome.net]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.พ. 2010, 07:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2006, 06:25
โพสต์: 2058


 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
รู้..จำ..ให้หมดนี้ได้..เราก็ไม่ได้อะไรหรอก

นี้มันปัญญาท่าน..(ผู้สอน)..

ดีไม่ดี..จำมากกลายเป็นสัญญา..บดบัง..ปัญญา..ซะนี้

เร่งลงมือ..สร้างของจริงให้เกิดขึ้นที่ใจเราสด ๆ ดีไหม?..

ของสด..ๆ..วิตามินมันเยอะ

:b12: :b12:



ขอบคุณครับ สำหรับคำเตือน :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.พ. 2010, 21:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับท่านตรง

อ้างคำพูด:
ผม ปฏิบัติได้น้อย ประสบการณ์ก็มีน้อย....
ศึกษา ตามที่ หลวงปู่ท่านกล่าวเอาไว้ดีกว่าครับ :b8:


พอดีสงสัยขึ้นมาว่าปฏิบัติอย่างไรหนอจึงจะมีสภาวะตามที่หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ คือ จิตไม่ส่งออกนอกแล้วก็จิตภาวนาไปเอง อันนี้ท่านตรงพอจะแนะนำบ้างได้ไหมคับ


เจริญธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.พ. 2010, 01:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12218


 ข้อมูลส่วนตัว


ตรงประเด็น เขียน:
คห.ส่วนตัว น่ะครับ

การที่ ให้จิตภาวนาเอาเอง แบบที่หลวงปู่สอนนี้

เป็นผลสืบเนื่อง มาจาก "การไม่ส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต"

และ ด้วย การสืบเนื่องมาจากลักษณะการปฏิบัติที่ "ทำให้จิตเกิดอารมณ์อันเดียว"


ไม่ใช่ว่า อยู่เฉยๆ จิตจะภาวนาเอง โดยปราศจากเหตุปัจจัยนำใดๆ(อเหตุอปัจจโย) เลย




การไม่ส่งจิตออกนอก..

ไม่เหมือนกันกับ

ส่งจิตออกนอก..ของหลวงปู่ฯนะครับ

และ..การที่ ให้จิตภาวนาเอาเอง ..แบบหลวงปู่..น่าจะตรงกันกับ..ปัญญาอัตโนมัตของหลวงตาบัว..นะครับ

การทำให้จิตสงบจนเกิดอารมณ์อันเดียว..เป็นสมาธิ..จะออกมาภาวนา..น่าจะเริ่มที่การพิจารณา..ก่อน..ไม่น่าจะเกิดการภาวนาขึ้นมาเอง

แรก ๆ ก็ต้อง..จงใจ..จะพิจารณาก่อนแหละครับ..เป็นการวางโปรแกรมให้จิตทำงาน

ทำซ้ำ ๆ ให้จนชิน..ชินมาก ๆ จนโปรแกรมพิจารณาทำงานทุกครั้งที่เกิดผัสสะ..ไม่หลุด..รวดเร็ว..เสมือนกับปฏิกิริยารีเฟล็กซ์..ของร่างกาย

ในส่วน..จิตภาวนาเอาเอง ..แบบหลวงปู่..กับ..ปัญญาอัตโนมัตของหลวงตาบัว..ไม่ขอจินตนาละกันครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.พ. 2010, 21:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
แรก ๆ ก็ต้อง..จงใจ..จะพิจารณาก่อนแหละครับ..เป็นการวางโปรแกรมให้จิตทำงาน

แม่นแล้วคับท่านกบ ก็เหมือนกับการขับรถนั่นแหละมั้งขับวันแรกเกร็งไปหมด อันไหนเกียร์ หนึ่ง สอง สาม หว่า ไม่ใช่เกร็งแบบจิตเคลิ้มอย่างที่ท่านชาติสยามอธิบายนะ :b12: แต่พอขับไปซักเดือนหนึงมันก็เข้าเกียร์ได้เอง แถมปาดชาวบ้านได้อีกตะหาก :b12: มันก็น่าจะประมาณนี้เนาะท่านกบ

อ้างคำพูด:
ทำซ้ำ ๆ ให้จนชิน..ชินมาก ๆ จนโปรแกรมพิจารณาทำงานทุกครั้งที่เกิดผัสสะ..ไม่หลุด..รวดเร็ว..เสมือนกับปฏิกิริยารีเฟล็กซ์..ของร่างกาย


ขอไปศึกษาเรื่องปฏิกริยารีเฟล็กซ์ ก่อนนะครับ ที่เขาใช้กันตอนถ่ายรูปรับปริญญาใช่อะเปล่า :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.พ. 2010, 23:09 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12218


 ข้อมูลส่วนตัว


แหม..คุณอายะ..เปรียบเทียบ..ได้ชัดดีนะครับ..เหมือนการขับรถ :b8: :b8:

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์..ไม่ต้องไปศึกษาที่ไหนหรอกครับ..ให้ใครก็ได้..เอาเข็มมาจิ้มมือคุณอายะดู..ปรากฎการณ์ที่คุณทำทันที่แบบ..ยังไม่ได้คิด..นั้นแหละเขาละ

กบฯนึกเล่น ๆ นะครับ..ว่า..เจ้าอวิชชามันทำงานแบบ..แป๊ป ๆ ..แล้วก็หลบไป..อย่างนี้หรือเปล่าหน้อ??

อย่างเช่น..

ตาเห็นรูป..หูได้ยินเสียง..(+*/+--++)

สัญญาเกิด..(หน้าตาอย่างนี้คือคนกำลังโมโห..เสียงอย่างนี้..คือคำด่า)
สังขาร..ทำงาน (..มันด่าเรา..)

อวิชชา..ทำงาน..(..ปกป้องตัวเราด่วน..ด่ามัน..)

สังขาร..ทำงานต่อ..(..ต้องด่ามันกลับ..เอ้ะ..จะด่ามันยังงัย??)
สัญญา..เกิด..(..ไอ้เห้..ไอ้สั..ว..ไอ้ชาติชั่...)

สังขาร..ทำงาน..(..ด่ามันไอ้เห้..ดีกว่า..)

ปากเปล่งเสียง..ไอ้เห้..

หลังจาก..หูได้ยินเสียง..จนถึง..ปากว่า..ไอ้เห้..

คนยังไม่ชำนาญ..(ผู้ดีมาก)..1 เดือนผ่านไป..ใจคิด..แต่..ไอ้เห้..ก็ไม่หลุดออกจากปาก
คนไม่ค่อยชำนาญ..(ผู้ดีหน่อย ๆ )..1 วันผ่านไป..ไอ้เห้..ค่อยหลุดออกมา
คนเริ่มจะชำนาญ.....................1 นาทีผ่านไป..ไอ้เห้..ก็หลุดออกมาแล้ว
คนชำนาญการ.......................1 วินาที..ไอ้เห้..ก็ออกมา
คนชำนาญการพิเศษ.................0.00001..วินาที..ไอ้เห้..ตัวแรกก็เดินเล่นเต็มตลาด

:b12: :b12: :b12:


แก้ไขล่าสุดโดย กบนอกกะลา เมื่อ 23 ก.พ. 2010, 23:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2010, 14:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
แหม..คุณอายะ..เปรียบเทียบ..ได้ชัดดีนะครับ..เหมือนการขับรถ :b8: :b8:

ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์..ไม่ต้องไปศึกษาที่ไหนหรอกครับ..ให้ใครก็ได้..เอาเข็มมาจิ้มมือคุณอายะดู..ปรากฎการณ์ที่คุณทำทันที่แบบ..ยังไม่ได้คิด..นั้นแหละเขาละ

กบฯนึกเล่น ๆ นะครับ..ว่า..เจ้าอวิชชามันทำงานแบบ..แป๊ป ๆ ..แล้วก็หลบไป..อย่างนี้หรือเปล่าหน้อ??

อย่างเช่น..

ตาเห็นรูป..หูได้ยินเสียง..(+*/+--++)

สัญญาเกิด..(หน้าตาอย่างนี้คือคนกำลังโมโห..เสียงอย่างนี้..คือคำด่า)
สังขาร..ทำงาน (..มันด่าเรา..)

อวิชชา..ทำงาน..(..ปกป้องตัวเราด่วน..ด่ามัน..)

สังขาร..ทำงานต่อ..(..ต้องด่ามันกลับ..เอ้ะ..จะด่ามันยังงัย??)
สัญญา..เกิด..(..ไอ้เห้..ไอ้สั..ว..ไอ้ชาติชั่...)

สังขาร..ทำงาน..(..ด่ามันไอ้เห้..ดีกว่า..)

ปากเปล่งเสียง..ไอ้เห้..

หลังจาก..หูได้ยินเสียง..จนถึง..ปากว่า..ไอ้เห้..

คนยังไม่ชำนาญ..(ผู้ดีมาก)..1 เดือนผ่านไป..ใจคิด..แต่..ไอ้เห้..ก็ไม่หลุดออกจากปาก
คนไม่ค่อยชำนาญ..(ผู้ดีหน่อย ๆ )..1 วันผ่านไป..ไอ้เห้..ค่อยหลุดออกมา
คนเริ่มจะชำนาญ.....................1 นาทีผ่านไป..ไอ้เห้..ก็หลุดออกมาแล้ว
คนชำนาญการ.......................1 วินาที..ไอ้เห้..ก็ออกมา
คนชำนาญการพิเศษ.................0.00001..วินาที..ไอ้เห้..ตัวแรกก็เดินเล่นเต็มตลาด

:b12: :b12: :b12:


เหอะๆ ท่านกบประมาณนั้นแล แต่ไอ้เห้ นี่มีวิธีกดนะท่าน คือไอ้เห้นี่มันแปรผกผัน(แถวบ้านนอกเขาเรียกว่า อินเวอร์ส พอพอสชั่น) กับสติอะนะ แล้วก็มีสมาธิประกอบอีกประการหนึ่ง ปกติ 2 ตัวนี้มันก็จะขึ้นๆ ลงๆ ตามกัน สติทำให้รู้ทันสิ่งที่มากระทบได้เร็วถ้าช่วงไหนดีมากก็เหมือนกำแพงเอาน้ำมาสาดก็กระเด็นออกหมด ส่วนสมาธินั้นเล่าก็บรรเทานิวรณ์ เหมือนฟองน้ำคือมันสามารถรองรับน้ำได้ปริมาณหนึ่ง คราวนี้ถ้ามีคนมาเลื่อนฐานะให้เราไปอยู่ชมรมสัตว์เลื้อยคลานแล้วไซร้ ถ้าหากเจ้าสองตัวนี้ดีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่หากมันหายไปละก็ตัวใครตัวมันครับ
อีกประการหนึ่งมันก็ขึ้นกับการฝึกฝน เช้า สาย บ่าย เย็น เห้ ทั้งวัน มันก็จะชำนาญมันไม่ยากที่จะเห้ได้ทุก ชม ในวันต่อไป แต่ถ้าจะเห้เมื่อไรก็อดกลั้น ไว้ (มันก็ต้องอาศัยสติอีกละ) ถ้าทำได้ซักเดือนหนึง คราวนี้อยากจะเห้มันก็เห้ไม่ค่อยออก เต็มที่อาจจะได้แค่ไอ้หมีแพนด้า ท่านว่าจิงไหมคับท่านกบ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2010, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้าวคุณอายะ ตาสว่างแล้วเหรอ

มีอีกอันนึงนะ ที่คุณยังไม่เห็น ดูให้เต็มตา แล้วไปสำนักผิดซะ
หนอยๆ

หลวงปู่ดูลย์ เขียน:

ข้อห้าม
ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร
ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป .....]


ไปอ่านเอาความโง่ของคุณอายะออกจากศรีษะแบบเต็มๆที่นี่
http://www.nkgen.com/Jalernjit.htm


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2010, 21:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


อายะ เขียน:
อ้างคำพูด:
แรก ๆ ก็ต้อง..จงใจ..จะพิจารณาก่อนแหละครับ..เป็นการวางโปรแกรมให้จิตทำงาน

แม่นแล้วคับท่านกบ ก็เหมือนกับการขับรถนั่นแหละมั้งขับวันแรกเกร็งไปหมด อันไหนเกียร์ หนึ่ง สอง สาม หว่า ไม่ใช่เกร็งแบบจิตเคลิ้มอย่างที่ท่านชาติสยามอธิบายนะ :b12: แต่พอขับไปซักเดือนหนึงมันก็เข้าเกียร์ได้เอง แถมปาดชาวบ้านได้อีกตะหาก :b12: มันก็น่าจะประมาณนี้เนาะท่านกบ

อ้างคำพูด:
ทำซ้ำ ๆ ให้จนชิน..ชินมาก ๆ จนโปรแกรมพิจารณาทำงานทุกครั้งที่เกิดผัสสะ..ไม่หลุด..รวดเร็ว..เสมือนกับปฏิกิริยารีเฟล็กซ์..ของร่างกาย


ขอไปศึกษาเรื่องปฏิกริยารีเฟล็กซ์ ก่อนนะครับ ที่เขาใช้กันตอนถ่ายรูปรับปริญญาใช่อะเปล่า :b12:


มิจฉาทิฐิทั้งคู่เลย

ศาสนาพุทธกลายเป้นศาสนาสะกดจิตหรืออย่างไร

ดูละครสัตว์สิ มันคงจะเจริญสติสินะ พวกสองขาถึงเดินสี่ขา
หลาโลมามันคงเจริญสติหรือยังไง ถึงยืนตบมือแปะๆได้
ความชั่วความขี้เกัียจที่ทำเป็นอาจิณคงเรียกว่าสติกระมัง

เหลวไหลกันใหญ่

สติเป็นภาวะแท้ๆของจิต เพียงแต่ถูกอำพรางอยู่
เมื่อใดตั้งมั่นเป็นกลาง จิตมันจะแสดงธรรมชาติแท้ๆ หน้าที่แบบเพียวๆของมันให้ดู

ใครพูดว่าการเจริญสติเป้นการโปรแกรมจิตนี่ มิจฉาทิฐิอย่างแรง ให้ระวังเอาไว้ ใกล้บ้าแล้ว
เคยได้ยินไหมว่า จิตบังคับบัญชาไม่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2010, 21:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12218


 ข้อมูลส่วนตัว


ชาติสยาม เขียน:
อายะ เขียน:

มิจฉาทิฐิทั้งคู่เลย

:b8:
จริงครับ..ยังมิฉา..อยู่


อ้างคำพูด:
ความชั่วความขี้เกัียจที่ทำเป็นอาจิณคงเรียกว่าสติกระมัง

ใครพูด..

อ้างคำพูด:
สติเป็นภาวะแท้ๆของจิต เพียงแต่ถูกอำพรางอยู่

อะไรไปปกปิดอำพรางสติ..หรือ??

แล้วคนป้ำ ๆ เป้อ ๆ มีสติ..หรือเปล่า??

อ้างคำพูด:
เมื่อใดตั้งมั่นเป็นกลาง จิตมันจะแสดงธรรมชาติแท้ๆ หน้าที่แบบเพียวๆของมันให้ดู

อุทกดาบส..อาฬารดาบส..ตั้งมั่นพอ..ที่จิตจะแสดงธรรมชาติแท้ ๆ ..แล้วหรือยัง???

อ้างคำพูด:
ใครพูดว่าการเจริญสติเป้นการโปรแกรมจิตนี่ มิจฉาทิฐิอย่างแรง ให้ระวังเอาไว้ ใกล้บ้าแล้ว
เคยได้ยินไหมว่า จิตบังคับบัญชาไม่ได้


ก็คงจะบ้า..เพราะเคยได้ยินแต่..ขันธ์ 5 บังคับบัญชาไม่ได้
:b11: :b11: :b11:


แก้ไขล่าสุดโดย กบนอกกะลา เมื่อ 24 ก.พ. 2010, 22:01, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2010, 23:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 22:00
โพสต์: 406

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้าวมาได้ไงเนี่ยท่านอาจารย์ชาติ ไอ้ที่อยากให้ตอบไม่ตอบแถมานี่ กลับไปตอบกระทู้ที่ผมถามไว้ดีกว่า

อ้างคำพูด:
ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อๆ ไป
อันนี้เขาว่าเป็นบัณทึกของหลวงปู่

โดยปกติการสอบอารมณ์เขาจะไม่ทำกันเป็นหมู่ขณะต่อหน้า ผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน หรือมหาชน อย่างที่ทำกันเพื่อโชว์เพาว์ เหมือนปัจจุบัน เพราะมันจะมีการจดจำสภาวะกันไปมั่วกันไปหมด ผมก็ไม่ทราบได้ว่าทำไมหลวงปู่กล่าวเช่นนี้ แล้วผมก็ไม่คิดว่าหลวงปู่ผิดด้วยถ้าหลวงปู่กล่าว ถ้าในกรณีที่ท่านอาจกล่าว อาจจะกล่าวกับพระรูปใดรูปหนึ่งเป็นเฉพาะ ไม่น่าจะเป็นกรณีทั่วๆ ไป แต่ก็อนิจจาใครจะรู้ว่าคำสอนของหลวงปู่นั้นโดดใส่ไข่แล้วเอามาหากินมากเท่าใด ถ้าเป็นไปได้มีไฟล์เสียงหลวงปู่อันนี้บ่ ช่วยไปหามาให้ทีซิ เทศน์ที่ไหน เมื่อไร เพราะธรรมมะนั้นตัดมาเป็นท่อนๆ อาจความหมายผิดเพี้ยนได้ ขนาดพระไตรปิฏกเขายังยกมาเป็นพระสูตรเลย
ถ้าเอามาเป็นท่อนเช่น ฆ่าสัตว์ก็ดี ลักทรัพย์ก็ดี ฯลฯ ก็จะเข้าใจผิดไปอีกแบบ ยังไงขอเวอร์ชั่นเสียงด้วยมีบ่



อ้างคำพูด:
[เพราะการปฏิบัติ ขณะจิตฟุ้งด้วยกำลังแรงกล้า ก็จะไม่บังเกิดผลเพราะใจที่ซัดส่ายและเพราะขาดความชำนาญ หรือขาดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในขั้นต้น ดังนั้นเมื่อไม่เห็นผลได้ด้วยตนเองก็ย่อมเกิดความท้อแท้ หรือวิจิกิจฉาว่าไม่ถูกต้อง อันย่อมบั่นทอนความเชื่อความเข้าใจไปโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่มีกำลังใจในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป]
อันนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน เหอะๆ ไม่ต้องไปสนใจ เพราะไม่ใช่หลวงปู่


ธรรรมะของพระอริยะเจ้านั้นไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน แต่ธรรมมะของผู้ที่อ้างหลวงปู่หลวงตา แล้วใส่ความเห็นตัวเองลงไปนี่ซิจะเชื่อได้ก่า พอใครจะถามก็บอกว่านี่ของหลวงปู่นะ หลวงปู่ก็ไม่อยู่แล้วซะด้วย ซะบายแฮละครับญาติโยม เดี๋ยวนี้หนังสือธรรมมะที่บอกว่า เป็นคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ บัณทึกหลวงปู่ นั้นผมไม่กล้าอ่านแล้วเพราะว่าโดนใส่ไข่ ตัดแปะ ใส่ความเห็น สารพัดจะทำ ไม่รู้อันไหนถูกผิด เวรกรรมแท้หนอ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร