วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2019, 17:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2234


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่
ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่


:: บันทึกโดย ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท ::
:b50: :b49: :b50:

พรรษาปี ๒๕๕๑ ตนเอง (ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท)
ไปอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่าน “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร” ๑๐ วัน
แต่ละวันก็จะคุยกันกับองค์ท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสาพ่อลูกทางธรรม
มีเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านบอก
“กรรมใหญ่ในธาตุขันธ์ของหลวงพ่อกำลังจะมาถึง”
องค์ท่านพูดให้ฟังเพื่อบอกให้รู้ถึงกรรมขององค์กำลังจะมาถึง


ท่านบอก กรรมใหญ่ของหลวงพ่อมันมาถึงแล้ว
กรรมหมู่ใหญ่ครั้งนี้มันระดมต่อแถวพากันมาทวงคืนกับเราทั้งหมด
ชาติสุดท้ายแล้วอะไรๆ มันก็พากันมาทวงคืนเอาทั้งหมด..


เรียนถามองค์ท่าน กรรมอะไรของพ่อแม่ครูจารย์
มันถึงได้พาเหรดเข้ามาพร้อมกันมากปานนี้


ท่านบอก มันเป็นกรรมในอดีตชาติของเราทั้งหมด
กรรมที่เราเคยเบียดเบียนมนุษย์ กรรมที่เราเคยเบียดเบียนสัตว์
กรรมที่เราเคยเบียดเบียนทุบตีวัวนี้มันจะเข้ามาสนองก่อนเพื่อน
กรรมนี้จะเป็นตัวเปิดประตูให้กรรมอื่นๆ ในอดีตตามมา..

ในระหว่างพรรษาปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเริ่มมีอาการเส้นตึงไปทั่วตัว
โดยเฉพาะที่แขนทั้งสองข้างของท่านมีอาการตึง
และมีอาการออกร้อนเหมือนมีไฟรุมภายในแขน
เวทนานี้องค์ท่านจะมีอยู่ตลอดเวลา
ยกเว้นเวลาอยู่ในสมาธิจิตแยกออกจากขันธ์ห้า..


ลูกศิษย์พระเณรพากันนวดถวายให้องค์ท่าน แต่อาการขององค์ท่านก็ไม่ดีขึ้น
มีลูกศิษย์จ้างหมอนวดมานวดถวายให้องค์ท่าน
พอนวดแล้วปรากฏแขนขวาของท่านเส้นยิ่งตึงหนักขึ้นกว่าเดิมอีก
เป็นกรรมที่ซ้ำเติมเวทนาให้กับองค์ท่าน องค์ท่านจึงบอกให้หมอนวดคนนี้ยุติการนวด
เพราะตอนนวดจิตของเขามัวหมอง
มากระทบกับธรรมภายในของพ่อแม่ครูจารย์ องค์ท่านจึงบอกให้เขายุติ

ท่านบอก หลังจากคนนี้นวดให้แล้วแขนข้างขวาของเราก็อ่อนแรง
ยกแขนขึ้นไม่สุดแขน ตนเองเลยให้หลวงพ่อท่านลองยกแขนขวา
แขนซ้าย ขึ้นให้ดู แขนซ้ายของท่านยกเหยียดสุดแขนได้
แต่แขนข้างขวาของท่านยกพ้นเหนือหัวขององค์ท่านได้ประมาณคืบมือเรา
ท่านบอกเวลาบิณฑบาต ตอนเปิดฝาบาตรมือขวามันอ่อนแรงมาก
ต้องจับฝาบาตรไว้ให้แน่นๆ กลัวฝาบาตรจะหลุดมือ..


:b39:

ตอนปลายพรรษามีผู้ชายคนหนึ่ง
เกิดปี พ.ศ. ๒๕๑๔
(ถามอายุเขาภายหลัง)
ผู้ชายคนนี้รูปร่างผอมสูง ผิวดำแดง เป็นคนจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ชายคนนี้ได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อประสิทธิ์ป่วยมีอาการเส้นตึงชาตามแขน
ผู้ชายคนนี้เขามาขอนวดถวายให้หลวงพ่อ
ขณะนั้นหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านกำลังจะออกไปบิณฑบาต
ท่านบอกไม่ต้องนวดหรอก เรากำลังจะไปบิณฑบาตโยมเขารออยู่
ผู้ชายคนนี้เขาขอเวลาหลวงพ่อประสิทธิ์แค่สามนาทีในการนวดแขนขวาให้องค์ท่าน
หลวงพ่อท่านจึงหยุดยืนให้ผู้ชายคนนี้เขานวดแขนขวาให้ท่าน..

ผู้ชายคนนี้เขาเอามือซ้ายของเขาจับที่ข้อศอกขวาของหลวงพ่อประสิทธิ์ไว้
มือขวาของเขาจับและกดเข้าไปที่ใต้รักแร้ขวาของหลวงพ่อประสิทธิ์
ขณะที่ผู้ชายคนนี้กดแขนให้หลวงพ่อประสิทธิ์เขาจะยืนหลับตาอยู่ตลอดเวลา
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านก็ยืนหลับตาเข้าสมาธิรับกันภายใน..


ใช้เวลาประมาณสามนาทีผู้ชายคนนี้ก็ลืมตาขึ้น
สักพักหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านก็ลืมตาขึ้นตาม
พ่อประสิทธิ์ท่านยกแขนขวาของท่านชี้ขึ้นบนฟ้า
ปรากฏว่าแขนขวาของท่านที่เคยเส้นยึดตึงจนไม่สามารถยกมือขึ้นสุดแขนได้
กลับสามารถยกมือขวาขึ้นได้อย่างสุดแขน
อาการเส้นตึงปวดแขนขององค์ท่านก็หายไปทันทีเหมือนปลิดทิ้ง
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านกล่าวขอบใจ และยิ้มให้ผู้ชายคนนี้
องค์ท่านเรียกผู้ชายคนนี้ว่า หมอเทวดาสามนาที..


หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเล่าให้ฟังภายหลังที่ห้องพักว่า
หมอสามนาทีเขาเพ่งจิตใส่ตรงจุดที่ท่านเจ็บแขน
จนท่านเกิดอาการเจ็บร่างกายภายในขึ้นมาอย่างหนัก
องค์ท่านจึงเข้าสมาธิตั้งรับภายใน..

ท่านบอก เราดำรงจิตของเราให้ว่างเป็นอากาศธาตุ
ขณะที่หมอสามนาทีกำลังรักษาธาตุขันธ์ของเรา พอหมอสามนาทีวางมือ
เราก็ถอยจิตออกมาพิจารณาในธาตุขันธ์ของตนเอง

ปรากฏเป็นลำแสงคล้ายไฟพุ่งออกจากทางหัวของเราขึ้นไปบนอากาศ
เรากำหนดจิตไล่ตามดูจนแสงลำไฟนี้สลายหายลับไปในอากาศ..


ตนเองนั่งฟังพ่อแม่ครูจารย์ท่านเล่าก็พลอยตื่นเต้นตาม
เพียงแค่ชั่วระยะเวลามวยชกกันยกเดียว
พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านทำธุระภายในจิตของท่านตั้งหลายอย่าง
ไม่แปลกใจหรอกที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บอกไว้

“ท่านสิทธิ์จิตเป็นวสี มีความชำนาญในการเข้าออกสมาธิ
จิตท่านสิทธิ์เร็วกว่าฟ้าแลบ..”


ท่านบอก พอเราถอนจิตออกมาอยู่กับธาตุขันธ์
ปรากฏแขนขวาที่เราเคยปวดล้าอ่อนแรงก็หายไปทันที


ระหว่างเราเดินออกจากกุฏิจะไปบิณฑบาตที่หน้าศาลา
เราพิจารณาถึงบุพกรรมของตนเองในเรื่องนี้
กรรมที่ทำให้เราปวดแขนจนแขนอ่อนล้าอ่อนแรงนี้
เกิดจากกรรมในอดีตของเราชาติหนึ่ง
ชาตินั้นเราเอาไม้แหลมแทงขาหน้าวัวตัวหนึ่งจนมันได้รับบาดเจ็บ
กรรมนี้จึงจองเวรเรามาทันกันปัจจุบัน..


ท่านบอก นี่เป็นแค่กรรมที่เราทำกับวัวเพียงตัวเดียวนะ
ยังมีกรรมที่เราเคยทำกับวัวอีกหลายตัวที่มันจะพากันมารุมชนเราให้ล้ม


รูปภาพ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม - วัดป่าสัมมานุสรณ์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2234


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
พระอาจารย์นาที ภูริปัญโญ - วัดป่าหมู่ใหม่


พอช่วงค่อนปลายพรรษาปี ๒๕๕๑
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านมีอาการปวดตามตัว
และมีอาการเส้นตึงไปทั่วตัวขององค์ท่าน
ท่านบอก เวลามันกำเริบขึ้นมาหนักๆ ขยับตัวก็ลำบาก
เวลาเดินก้าวขาแทบจะไม่ออก
แข้งขามันหนักหน่วงเหมือนกับเอาท่อนไม้ก้อนหินมามัดติดขา
เวลาเดินเวทนาปวดตามตัวนี้มันแรงกล้ามาก
พอกระดิกตัวนิดเดียวมันจะเจ็บปวดร้อนไปทั่วทุกอณูขุมขน
ท่านบอกเวลาเรากำหนดจิตดูเวทนาเวลามันขึ้น
มันจะเป็นไฟพุ่งออกตามอณูรูขุมขนทั่วร่างกาย

เราพิจารณาหาเหตุเวทนากรรม เราก็รู้ก็เห็นในที่มากรรมของตน
กรรมอดีตที่ตนเองเคยทุบตีทำร้ายวัว
เคยทรมานวัวให้เขาได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสบร้อน
กรรมนี้มันจึงมาแสดงผลให้เราแสบร้อนในปัจจุบัน..


แต่พอเราพิจารณาในพยาธิธาตุขันธ์ เรากับมองไม่เห็นโรคที่ตนเองเป็น
มันจะมืดมิดไปหมดเหมือนเราหลับตาแล้วเอาผ้าดำมาปิดตาทับอีกที
พญากรรมใหญ่มันปิดบังความรู้ของเราเอาไว้ทั้งหมด กรรมเป็นของที่ยิ่งใหญ่มาก
ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่ากรรม ไม่ใครสามารถหนีพ้นกรรมไปได้
พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมศาสดาพระองค์ก็ยังหนีกรรมของตนเองไปไม่พ้น
ประสาอะไรกับเราผู้เป็นสาวก กรรมเวลามันแสดงผลไม่มีใครสะเดาะให้ได้
ผู้อ้างว่าสะเดาะเคราะห์กรรมได้ก็มีแต่พวกลวงโลก
เพราะความจริงกรรมเป็นธรรมที่สุด
ไม่มีใครจะสามารถสะเดาะผ่านไปได้ ต้องชดใช้ถ่ายเดียวเท่านั้น


:b39:

เราฝืนเวทนาของเรามาโดยตลอด
ท่านนา (พระอาจารย์นาที ภูริปัญโญ) มานิมนต์เราไปหาหมอ
เราก็บอก หึย..ให้กรรมมันรักษากรรมของมันเอง เราก็เข้าใจท่านนาว่ารักเรา
แต่เราอยากใช้กรรมของตนเองให้สาสมในชาติสุดท้าย
“เจ็บปานใด๋ ปวดปานใด๋ หลวงพ่อก็บ่เคยออกปากให้ผู้ใด๋ได้ยิน
อักทุกข์ อักยาก อักเจ็บ อักปวด
อักทรมานธาตุขันธ์ของตนเองไว้แต่ผู้เดียว”

(อัก ภาษาอีสานแปลว่า เก็บ)

ฟังพ่อแม่ครูจารย์ท่านบอกแล้ว
ใจตนเองก็คิดวิตกทุกข์ไปกับธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยยื้อธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
ไว้ให้ลูกศิษย์ทั้งหลายได้อาศัยองค์ท่านเป็น “นาบุญ”

พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านบอก เวลาเราปวดตามเส้น
พระเณรพากันมานวดให้ก็พอบรรเทาอาการลงได้บ้าง
แต่เวลาเวทนาอณูไฟของเราส่วนมากมันจะเกิดในเวลากลางคืนตอนดึกๆ
ตอนเวทนาเราเกิดหนักๆ แค่มีคนมาเอามือมาลูบจับต้องเนื้อตัวของเรา
เราจะปวดแสบปวดร้อนไปทั่วตัว แต่หลวงพ่อไม่บอกเขา
เราเจ็บเราก็ทนเอา เราเมตตาพระเณรเขา
เขาอยากได้บุญกับเราจึงมาอุปัฏฐากธาตุขันธ์ของเรา
หลวงพ่อเมตตาแผ่บุญให้เขา เจ็บแค่ไหนเราก็ไม่พูด
ไม่ร้องออกมาให้ลูกศิษย์ได้ยิน กลัวเขาจะใจเสีย..


ใจเขาไม่เหมือนใจเรา
ใจเขาเห็นเวทนาผู้อื่นยังมาถือเป็นเวทนาใจของตนเอง
ใจเรารู้เวทนา แต่ไม่ยึดในเวทนาเหมือนกับเขา


ท่านมาวิน เวลาหลวงพ่อเป็นอะไร
ท่านมาวินใจจะขาดก่อนเรา ใจท่านมาวินอ่อนแอมาก
แค่เห็นเลือดเราไหลตอนหลวงพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ
ท่านมาวินแค่ได้ยินข่าวก็เป็นลมแล้ว เรานั้นเฉยๆ มองเป็นเรื่องของกรรม
แต่ท่านมาวินเป็นลมแทนเรา ใจคนทำไมอ่อนแอนัก
ในบรรดาลูกศิษย์เราก็เป็นห่วงท่านมาวินในเรื่องใจ
ใจไม่ก้าวข้ามอุปาทานผูกพันจะยกจิตขึ้นในการภาวนาลำบาก

พอเข้าหน้าหนาวปลายปี ๒๕๕๑
อาการอาพาธของพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น องค์ท่านฉันข้าวไม่ค่อยได้
จนร่างกายขององค์ท่านซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
จากที่พ่อแม่ครูจารย์ท่านเป็นคนร่างกายบึกบึนแข็งแรง
กลายเป็นคนที่มีรูปร่างซูบผอม
เส้นยึดตึงไปทั่วตัว บางครั้งท่านไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง


ตอนอาพาธหนักๆ หลวงพ่อท่านจะนอนอยู่แต่ภายในห้องพัก
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเป็นผู้สุขุม มีจิตใจกล้าหาญอดทนหนักแน่น
ท่านเกรงใจไม่อยากให้ใครมาเสียเวลาในการปฏิบัติธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
เวลาที่อยู่องค์เดียว พ่อแม่ครูจารย์ท่านจะเอาผ้าอาบน้ำ
มามัดไว้ที่ปลายเตียงนอนขององค์ท่าน เพื่อใช้ดึงพยุงตนเองในเวลาลุกขึ้นมานั่ง


พระอาจารย์เดช เตชะวัณโณ วัดป่าบ้านผาเด็ง เชียงใหม่
มากราบเยี่ยมพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
พอองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์เห็นพระอาจารย์เดชเข้ามาที่ในห้องพัก
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเอื้อมมือดึงผ้าอาบน้ำ
เพื่อประคองยันกายของตนเองขึ้นมาต้อนรับพระอาจารย์เดช

พระอาจารย์เดชท่านเห็นอย่างนั้นจึงรีบเข้าไปรับประคอง
องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ให้ลุกขึ้นนั่ง
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านว่าไม่ต้องมาประคองเรา เราจะลุกขึ้นมาเอง
แต่อาจารย์เดชท่านไม่ฟัง
อาจารย์เดชท่านรวบแขนประคององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
ให้ลุกขึ้นนั่งด้วยใจอาจาริยะอุปัฏฐากของท่าน
ดั่งที่ท่านเคยปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบมาเมื่อในอดีต

ท่านพระอาจารย์เดชบอก เราเห็นพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
ท่านเป็นแบบนี้เราถึงกับน้ำตาตกใน
เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลวงพ่อท่านจะอาพาธหนักขนาดนี้
พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านอดทนในเวทนาของตนเองมาก
ท่านดูแลตัวท่านมาอย่างไร ท่านก็ดูแลตัวท่านอย่างนั้น
ท่านไม่ยอมให้ใครมาลำบากในธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
เห็นท่านแล้วเรานึกถึงพ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่ชอบ
หลวงปู่ชอบท่านลำบากในธาตุขันธ์แค่ไหน
ท่านก็ไม่เคยเอ่ยปากให้ลูกศิษย์ได้ยิน
นอกจากพวกเราจะสังเกตดูกิริยาอาการ
ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเอง


:b39:

ท่านพระอาจารย์จื่อ พันธมุตโต วัดเขาตาเงาะอุดมพร
ต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ
ท่านทราบข่าวหลวงพ่อประสิทธิ์อาพาธมีอาการปวดเส้นตึงไปทั่วตัว
ท่านพระอาจารย์จื่อสัตตาหะลากิจในพรรษา พา “หมอแหลม” ชัยภูมิ
ซึ่งถือว่าเป็นหมอนวดเส้นมือหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ
มานวดถวายองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
หมอแหลมได้ทำการนวดหลวงพ่อประสิทธิ์อยู่หนึ่งวัน
จนหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านหายจากอาการเส้นตึงไปชั่วขณะ
ระหว่างหมอแหลมกำลังนวดองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์นั้น
ท่านเข้าสมาธิกำหนดพิจารณาในกรรมของตนเองไปด้วย
ท่านแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของท่านที่เป็นวัว
ที่ท่านเคยเบียดเบียดเขามาทุกทั่วตัวตน
เจ้านายจองเวรวัวที่ท่านเบียดเบียนมา
ได้พากัน “อโหสิกรรม” ให้กับองค์ท่านทั้งหมด


ปรากฏรูปในนิมิตจิตขององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
เมื่อนายเวรจองกรรมวัวที่องค์ท่านเคยเบียดเบียน
ทำร้ายเขามาเมื่อในอดีต พากัน “อภัยโทษ” ให้องค์ท่าน
ปรากฏเป็นแสงลำไฟพุ่งออกจากทางด้านบ่าไหล่ซ้าย
ขณะที่องค์ท่านนอนคว่ำหน้า แสงลำไฟที่พุงออกจากบ่าไหล่ซ้ายนี้
องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ตามจิตไล่กำหนดดู
แสงลำไฟ “กรรม” ของท่านได้พุ่งเข้าไปชน
ต้นขาซ้ายและต้นขาขวาของหมอแหลม
จนหมอแหลมเกิดอาการสะดุ้งร้อนวูบขึ้นมา
ที่ต้นขาทั้งสองข้างของตนเอง มีอาการแสบร้อนขึ้นมาทั้งตัว
จนเหงื่อกาฬหมอแหลมไหลออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็น


(ภายหลังหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านบอก
หมอแหลมเคยมีกรรมร่วมกับท่านมาในเรื่องนี้
จึงต้องมารับกรรมร่วมกัน)


ภายหลังนวดถวายองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์เสร็จแล้ว
หมอแหลมได้พูดให้องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ฟังว่า
ตนเองเห็นเปลวไฟพุ่งออกจากตัวของหลวงพ่อประสิทธิ์
ผ่านต้นขาของเขาไปในขณะที่เขากำลังนวดถวายองค์ท่าน
หมอแหลมได้ถอดกางเกงให้องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ดู
ที่ต้นขาทั้งสองข้างของหมอแหลมนั้น
ปรากฏมีรอยไหม้เกรียมดำเกิดขึ้นทั้งสองข้าง
เหมือนกับถูกไฟไหม้ไฟรนที่ต้นขา
เรื่องนี้เป็นกรรมที่อัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
ท่านพระอาจารย์จื่อเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์
ท่านบอกตั้งแต่เกิดมาเราก็พึ่งเคยเห็น
ปรากฏการณ์อัศจรรย์ของกรรมแบบนี้


ทางฝ่ายขององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านบอก

“พอสมมุติกรรมแสดงตนออกมาแบบนี้ มันพุ่งออกจากบ่าซ้ายของเราเข้าชนหมอแหลม
เรากำหนดจิตไล่ตามดูมันไปตลอดทาง ลำแสงไฟนี้พุ่งออกไปจนข้ามสุดแดนดิน
ข้ามสุดมหาสมุทรฟากฟ้า ลำแสงไฟกรรมนี้พุ่งออกไปนอกอวกาศ
แล้วสลายตัวเป็น “อนัตตา” ท่ามกลางอวกาศ ความรู้แจ้งขึ้นมาในใจของเรา


กรรมเรากับวัวทั้งหลายในอดีตนั้นสิ้นสุดกันแล้วในชาตินี้
อาจารย์จื่อท่านมาช่วยดึงชีวิตธาตุขันธ์ของเราเอาไว้
ชาติสุดท้ายของเรามีเพียงสี่คนเท่านั้นที่จะมายื้อชีวิตเราไว้ได้
ท่านจื่อเป็นหนึ่งในสี่ผู้มายื้อชีวิตในชาติสุดท้ายของเรา”


รูปภาพ
พระอาจารย์จื่อ พันธมุตโต - วัดเขาตาเงาะอุดมพร


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2019, 20:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2234


 ข้อมูลส่วนตัว


พอท่านพระอาจารย์จื่อ วัดเขาตาเงาะอุดมพร กับหมอแหลม
กลับจังหวัดชัยภูมิได้ไม่กี่วัน หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านก็อาพาธอีก
ทางลูกศิษย์อุปัฏฐากได้กราบนิมนต์องค์ท่าน
ไปโรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่
เพื่อให้หมอทำการตรวจหาสมุฏฐานของโรคที่ทำให้องค์ท่านอาพาธ
เบื้องต้นทางคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชตรวจพบว่า
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านมีแนวโน้ม
ที่จะเป็นโรคภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง
หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่าโรคพุ่มพวง


ตอนนั้นหลวงพ่อท่านอยากจะรักษาโรคของท่าน
ด้วยการ “ใช้กรรม” ของตนเอง

อาการอาพาธขององค์ท่านตอนนั้นจะสามวันดีสี่วันไข้
จนร่างกายของท่านซูบผอมดำลงไปอย่างเห็นได้ชัด
บางครั้งพระอุปัฏฐากต้องป้อนข้าวป้อนน้ำให้องค์ท่าน
เนื่องจากแขนขาของหลวงพ่อท่านอ่อนแรง
ตอนนี้อาการขององค์ท่านดูน่าวิตกมาก
บางครั้งหน้าหนาวหลวงพ่อท่านจะเกิดอาการหนาวสั่นจากภายใน
ห่มผ้าผิงไฟก็เอาไม่อยู่ จนผู้อุปัฏฐากต้องกอดองค์ท่านเอาไว้
เพื่อใช้ธาตุไฟไออุ่นของคนหนุ่มช่วยบรรเทา

องค์ท่านเริ่มเปรยให้ผู้ใกล้ชิดได้ทราบถึง
การเริ่มที่จะ “วางธาตุขันธ์” ของตนเอง องค์ท่านบอก
“ชีวิตเราไม่เหลือแล้ว มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพื่อลูกศิษย์เท่านั้น
เราพิจารณาแล้ว ชีวิตเราหมดแล้ว”


หมู่คณะพอได้ฟังแบบนี้แล้วก็พากันวิตกกังวล
ผู้ใกล้ชิดพากันเกิดความหว้าเหว่ขึ้นมาในใจ
หมู่คณะโทรมาบอกให้ขึ้นมาวัดป่าหมู่ใหม่ด่วนที่สุด
หลวงพ่อท่านมีอะไรอยากจะคุยด้วย


ตนเอง (ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท)
นำเรื่องนี้ไปแจ้งให้ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน วัดถ้ำสหายฯ ให้ทราบ
เพื่อขอคำปรึกษากับองค์ท่าน ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนบอก

กล้วยมึงฟ้าวไปเดี๋ยวนี้ (กล้วยมึงรีบไปเดี๋ยวนี้)
ผลประการใดให้มึงกลับมาแจ้งให้เฮาทราบทุกขั้นตอน
ให้เป็นตัวแทนเฮาไปนิมนต์อาจารย์ประสิทธิ์ลงมาจำพรรษาอยู่ถ้ำสหาย
เฮาจะเป็นผู้รักษาอุปัฏฐากอาจารย์ประสิทธิ์เอง
ถ้าปีนี้อาจารย์สิทธิ์บ่ลงมาจำพรรษาอยู่อีสาน
เบิ่ดแท้ๆ (หมดแท้ๆ) เอาคืนบ่ได้

ให้มึงเฮ็ดจั่งใด๋กะได้เอาอาจารย์ประสิทธิ์ลงมารักษาตัวอยู่อีสานให้ได้


ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนพูดถึงเรื่องกรรม
ของหลวงพ่อประสิทธิ์ ท่านบอก
“อาจารย์ประสิทธิ์ตอนนี้ท่านพิจารณาธาตุขันธ์ตนเองแล้ว
มึงอย่าช้า ให้ฟ้าวไปเอาเพิ่นลงมาอีสาน
ก่อนเพิ่นจะวางทุกอย่างทั้งหมด”


พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านพูดทิ้งท้าย
“อาจารย์สิทธิ์ไปตอนนี้บ่ได้
ต้องอยู่รักษาพระศาสนาร่วมกันกับเฮาเสียก่อน”

พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านพูดให้ฟังอีกหลายอย่าง
ที่ท่านผูกพันกับหลวงพ่อประสิทธิ์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ตนเองกับอุ้มและยายแป๋วพากันขึ้นไปหาหลวงพ่อประสิทธิ์
ตามคำสั่งของท่านพระอาจารย์จันทร์เรียน
เห็นหลวงพ่อท่านซูบผอมลงไปมาก
เวลาท่านพูดเสียงจะแหบแห้งแผ่วเบา
ตาขององค์ท่านจะแห้งมีอาการระคายเคืองนัยตา
มีอาการมือสั่นเล็กน้อยให้เห็นในเวลาหยิบจับสิ่งของ


กราบเรียนองค์ท่านว่า พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านให้กระผม
มานิมนต์หลวงพ่อลงไปจำพรรษาที่วัดถ้ำสหายฯ
หรือจำพรรษาที่หนองบัวบานก็ได้
หรือไม่ก็ไปจำพรรษาที่วัดไหนก็ได้ในเขตภาคอีสาน
ตามความเหมาะสมของครูบาอาจารย์จะพิจารณา
พระอาจารย์จันทร์เรียนท่านขอรักษาพ่อแม่ครูจารย์
เป็นคนสุดท้าย ครั้งสุดท้าย


ทีแรกหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านปฏิเสธในเรื่องการเข้ารักษาตัว
ที่โรงพยาบาล และท่านไม่ยอมลงมาจำพรรษาที่อีสาน
เนื่องจากองค์ท่านเป็นห่วงลูกศิษย์ภายในวัดป่าหมู่ใหม่
ทั้งพระเณรและฆราวาสกลัวลูกศิษย์จะขาดกำลังใจ
ตนเองก็บอก ท่านอาจารย์จันทร์เรียนบอก
ถ้าปีนี้หลวงพ่อยังจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าหมู่ใหม่
ธาตุสี่ขันธ์ห้าของหลวงพ่อจะแตกเลยนะ
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนขอนิมนต์หลวงพ่อให้อยู่
เป็นประทีปดวงใจลูกศิษย์ลูกหานานๆ
ท่านอาจารย์จันทร์เรียนขอนิมนต์ให้หลวงพ่ออยู่ช่วยรักษา
พระศาสนาร่วมกันกับท่านก่อน อย่าพึ่งไปในตอนนี้ องค์ท่านก็นิ่งรับฟัง


องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์บอก “อาจารย์จันทร์เรียนท่านรักเรามาก
เรากับท่านผูกพันกันมาทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ถ้าหลวงพ่อเป็นอะไรอาจารย์จันทร์เรียนท่านจะออกหน้าแทนเสมอ”


จากนั้นองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์เผยความในใจออกมาให้ฟัง

“หลวงพ่อบอกให้ยุตขับรถพาหลวงพ่อไปพักที่โป่งเดือด
ก่อนขึ้นรถหลวงพ่อมองไปรอบๆ วัดป่าหมู่ใหม่
มองหน้ามองตาพระเณรญาติโยมที่เดินผ่าน
หลวงพ่อ “วางอาลัย” ให้กับสถานที่ผู้คน
พอรถวิ่งออกจากวัดป่าหมู่ใหม่ตอนค่ำ
หลวงพ่อพิจารณาในอายุขัยของตนเอง ทางข้างหน้านั้นมืดมน
อายุขัยของตนเองนั้นสิ้นสุดแล้ว มันหมดแล้ว
พิจารณาในวาสนาที่ตนเองยังคาความผูกพันอยู่กับใคร
เป็นแสงระยับเหมือนแสงดาวพอวับแวมอยู่ไม่กี่แสง
พิจารณาเข้าไปในแสงวับแวมนั้น
เป็นคนที่เรายังมีวาสนาผูกคาสงเคราะห์กันอยู่
มี อาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร อาจารย์จื่อ พันธมุตโต
อาจารย์บุญช่วย ปุญญวันโต (วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จ.ปทุมธานี)
ท่านนัย และต้นไม้หลวงปู่ชอบเพาะไว้ท่านฝากให้เราเอาลงดิน
ถ้าไม่มีวาสนาคากันกับบุคคลเหล่านี้
หลวงพ่อเตรียมจะ “วางสังขาร” ตนเองที่โป่งเดือด”
ฟังพ่อแม่ครูจารย์ท่านพูดแล้วมันจุกในใจขึ้นมา


หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านรับปากจะลงไปอีสาน
ให้ท่านพระอาจารย์จันทร์เรียนเห็นหน้าอีกซักครั้ง
แต่จะลงไปเพื่อรักษาตัวอยู่ที่อีสานนั้นท่านขอพิจารณาดูก่อน

ท่านบอกหลังวันวิสาขบูชาขอดูกำลังของตนเอง
ก่อนว่าจะเดินทางไปได้ในช่วงไหน
หลังคุยกับหลวงพ่อแล้วตนเองก็เอาเรื่องที่คุยกับองค์ท่าน
มาปรึกษากับหมู่คณะครูบาอาจารย์ภายในวัด
ทุกท่านมีความเห็นร่วมกันว่าให้ “นิมนต์ธาตุขันธ์” ขององค์ท่านไว้ก่อน
โดยมอบหมายให้ตนเองเป็นตัวแทนลูกศิษย์ฆราวาส
ผู้นำในการขอนิมนต์ธาตุขันขององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์


ครูบาอาจารย์ท่านมอบหมายให้เขียนคำขอขมา
และคำกล่าวนิมนต์ธาตุขันธ์ของพ่อแม่ครูจารย์
ลูกศิษย์ทุกท่านตอนนั้นใจจดใจจ่อกันมากในเรื่องนี้
เพราะไม่มีครั้งไหนในความรู้สึกที่ลูกศิษย์ทั้งหลาย
ของพ่อแม่ครูจารย์หลวงพ่อประสิทธิ์
จะยิ่งใหญ่เท่าครั้งที่นิมนต์องค์ท่าน
ตอนที่องค์ท่านกำลังคาบเกี่ยวในการ “วางสังขาร”


รูปภาพ
พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร - วัดถ้ำสหายจันทร์นิมิต

รูปภาพ
พระอาจารย์บุญช่วย ปุญญวันโต - วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม

:b50: :b49: :b50:

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=50287

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21027


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ค. 2019, 20:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2234


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: มีต่อค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2019, 19:06 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1622


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2019, 09:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1110


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ย. 2019, 12:43 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1945

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร