วันเวลาปัจจุบัน 20 มิ.ย. 2019, 20:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2011, 18:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

“...โลภ โกรธ หลง อะไรต่าง ๆ เป็นกิเลสที่เราฝึกฝนอบรมมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ฝึกและรับเอาเข้ามา
จนมันมาเป็นเจ้าเรือนแล้ว เราจะขับไล่ไสส่งมันออกไปง่าย ๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น ต้องตั้งใจปฏิบัติโดยมอบกายถวายชีวิตบูชาต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ต่อคุณงามความดี เพราะว่าอุบายวิธีอันนี้เป็นวิธีการดับไฟนรก เมื่อเรามาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีศีลบริสุทธิ์
มีจิตบริสุทธิ์ มีปัญญาอันบริสุทธิ์ มันก็เป็น อุบายดับไฟนรกทันที”

ขอให้ทุกท่านเตรียมนั่งสมาธิ การนั่งสมาธิ นั่งให้สบาย จะนั่งลง เอาขาขวาทับขาซ้าย
เอามือขวาวางทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง หรือจะนั่งพับเพียบหรือท่าใดก็ได้ ที่ตนสบาย
เมื่อนั่งแล้วให้ตรวจดู ให้หายใจยาว ๆ ดูว่าเรานั่งสบายแล้วหรือยัง เทื่อเรานั่งสบายแล้ว
ก็กำหนดจิต กำหนดสติ ให้รู้ด้วยจิตของตัวเอง และพยายามนึกว่าขณะนี้เราตัวคนเดียวในโลก
หนึ่งไม่มีสอง ให้กำหนดรวมที่จิตของตนเองเท่านั้น

เมื่อมีความตั้งใจ กำหนดจิตของเราเอง อาการกำหนดรู้ รู้ตัวนั้นเป็นพุทธะ ซึ่งออกมาจากคำว่า พุทโธ ที่เราท่องบริกรรมภาวนาอยู่ เมื่อการกำหนดรู้จิตเฉย ๆ ยังชัดเจน ก็ให้นึกพุทโธ ๆ ไว้ในจิต
นึกว่าขณะนี้ มีแต่จิตของเรากับพุทโธ สองอย่างเท่านั้นอยู่ด้วยกัน แล้วก็ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า
เราจะลงนรก ก็ขอไปกับพุทโธ ขึ้นสวรรค์ขอไปกับพุทโธ จะถึงนิพพานก็ขอไปกับพุทโธ

ตั้งใจบริกรรมภาวนาพุทโธ ๆ ๆ อยู่อย่างนั้น เพียงแต่นึกพุทโธด้วยกิริยาเบา ๆ อย่าไปข่ม
อย่าไปบังคับจิต แต่ประคองจิตให้นึกพุทโธ ๆ เพียงอย่างเดียว

แล้วก็ให้สังเกตดู ขณะที่เราจึงพุทโธอยู่นั้น ถ้ารู้สึกว่ากายของเราเบา จิตของเราเบา
หายใจโล่งอกโล่งใจ สบาย

นั่นแสดงว่าสมาธิของเรากำลังจะเกิดแล้ว ตั้งใจบริกรรมภาวนาเรื่อยไป บางทีขณะที่บริกรรมภาวนาอยู่
กายเบา จิตเบา แล้วก็เกิดความสงบกาย กายสบาย หายเมื่อย หายมึนหายชา เป็นสุขสบายทุกอย่าง
เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็สงบ จดจ่ออยู่กับบริกรรมภาวนาตลอดไป แล้วก็มีอาการอิ่ม ๆ
กระหยิ่มอยู่ในจิต จิตเริ่มมีความแจ่มใสเบิกบานแล้ว ก็ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบทีละน้อย ๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2011, 18:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อจิตสัมผัสกับปีติ ซึ่งเป็นอาการที่จิตดื่มรสพระสัทธรรม บางทีอาจทำให้จิตของเรา
มีความลิงโลดเบิกบาน แจ่มใส ทำกายให้สั่น ขนหัวลุกขนหัวพอง บางท่านรู้สึกว่ากายโยกโคลง
บางทีตัวสั่น มีความรู้สึกเหมือนลอยอยู่บนอากาศ จิตเริ่มมีความสว่าง
ความสว่างค่อยแผ่ซ่านไปทั่วกาย หรือครอบคลุมกายอยู่ นั่นแสดงว่าการภาวนาของเรา
กำลังจะได้ผล จิตของเราจะยังบริกรรมภาวนา แล้วเกิดปีติดังที่กล่าวแล้ว

เมื่อจิตมีปีติ ความสุขอันเป็นผลพลอยได้ ย่อมบังเกิดขึ้นในอันดับต่อมา แล้วจิตจดจ้องอยู่กับบริกรรมภาวนา ในที่สุดบริกรรมภาวนาจะค่อยจางหายไป ๆ ลมหายใจปรากฏขึ้นมา

จึงยึดเอาลมหายใจเป็นอารมณ์ เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นสิ่งระลึกของสติ แม้บริกรรมภาวนาคือพุทโธ
หายไป ก็ไม่ต้องไปนึกพุทโธอีก ให้กำหนดรู้ลมหายใจบางครั้ง ลมหายใจอาจแสดงอาการหายใจแรง
มีอาการคล้าย กับหอบ ก็ให้กำหนดรู้เฉยอยู่

บางครั้งลมหายใจที่วิ่งออกวิ่งเข้า เป็นลำยาว ก็ให้กำหนดรู้อยู่เฉย ๆ มองเห็นความสว่างแห่งลมหายใจ
ที่วิ่งออกวิ่งเข้าเป็นลำยาว ก็ให้กำหนดรู้เฉย ๆ อย่าไปเอะใจ อย่าไปตื่นตกใจ
อะไรมันจะเกิดขึ้นก็ให้ดูอยู่เฉย ๆ

ช่วงที่สำคัญที่สุดก็คือ ลมหายใจแผ่ว เพราะเป็นอาการของจิตที่สงบละเอียดลงไปเรื่อย กายก็ละเอียด
ลมหายใจก็ละเอียด จนกระทั่งลมหายใจหายวับไป กายก็หายไปด้วยจิตไปนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน

พุทธะ ผู้รู้ พุทธะ ผู้ตื่น พุทธะ ผู้เบิกบาน บังเกิดขึ้นในจิตของผู้ภาวนา อันนี้เป็นจุดเริ่มของสมาธิในขั้นต้นเรียกว่า ปฐมสมาธิ ถ้าว่าโดยจิตก็เป็นปฐมจิต ว่าโดยวิญญาณเป็นปฐมวิญญาณเพราะรู้อยู่เฉย ๆ
ถ้าว่าโดย ฌานเป็นอัปปนาฌาน ว่าด้วยจิตเป็นอัปปนาจิต นี่คือจิตแท้จริงดั่งเดิมของเรา

การที่โบราณาจารย์ สอนให้เราภาวนาให้จิตสงบลงเป็นสมาธิ เป็นหนึ่ง หรือเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิ
อัปปนาฌาน เพื่อให้ผู้ภาวนาทั้งหลาย ได้รู้ว่าจิตแท้จิตดั้งเดิมของเราเป็นอย่างไร
นี่เป็นจุดมุ่งหมายของการฝึกสมาธิในเบื้องต้น
ทุกคนจะทำได้เช่นนั้นเชียวหรือ?
ทำได้ทุกคน ถ้าทำจริง!

วิธีทำจริงก็คือ ให้ตั้งใจแน่วแน่ต่อบริกรรมภาวนา ที่เรายึดเป็นอารมณ์จิต อย่าไปทำความลังเลสงสัยใด ๆ
ทั้งสิ้น และอย่ากลัวว่าจิตจะไปติดสมถะ ติดความสงบไม่ต้องกลัว
เวลานี้ เรามาหัดภาวนาเพื่อให้จิต มีสิ่งที่ติดให้เหนียวแน่น เมื่อจิตของเราไปติดสมถะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2011, 18:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


ติดความสงบไม่ต้องกลัว เวลานี้เรามาหัดภาวนา เพื่อให้จิตมีสิ่งที่ติดให้เหนียวแน่น แน่วแน่
เราก็ไม่ไปกังวลกับสิ่งอื่น ไม่ไปยึดในสิ่งอื่น มายึดอยู่ในสิ่ง ๆ เดียวคือ ยึดอยู่ที่ตัวผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ยึดรู้อยู่ที่ตนของตนเอง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานก็คือจิตของเรา

จิตของเราเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเรามีตนเป็นเกาะ คือเป็นที่พักพิง จิตของเรามีตน
เป็นตัวของตนเอง ไม่เกาะเกี่ยวยึดกับสิ่งใด ๆ ให้จิตสงบแน่วแน่อย่างนี้บ่อย ๆ ฝึกจนคล่องตัว
จนชำนิ ชำนาญ ฝึกให้มาก อบรมให้มาก

ถ้ายิ่งเราชำนาญในการเข้าสมาธิ การออกสมาธิ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าชำนาญในการเข้าฌาน
ชำนาญในการออกจากฌาน การปฏิบัติในการเข้าฌาน ชำนาญในการออกจากฌาน
การปฏิบัติอันใดซึ่งเป็นไปคล่องตัวชำนิชำนาญ ท่านเรียกว่า วสี

ชำนาญในการกำหนดรู้อารมณ์จิต ชำนาญในการตามรู้ อารมณ์จิตชำนาญในการเข้าสมาธิ
ชำนาญในการออกสมาธิ ชำนาญในการยับยั้งสมาธิให้อยู่ในขั้นนั้น ๆ ตามที่ต้องการ
อันนี้เรียกว่าความชำนาญหรือความคล่องตัว ได้

ก็เพราะเราหมั่น เราขยัน ภาวิตา อบรมให้มาก พหุลีกตา กระทำให้คล่องแคล่ว ให้ชำนาญ
ก็พอทำได้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ยังไม่คล่อง ยังไม่ชำนิชำนาญ ก็พอไปละ เราเอาแค่นี้พอแล้ว อะไรทำนองนี้

ทีนี้ข้อสังเกตในการนั่งสมาธิ ในการภาวนานี่ ในบางครั้งระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จิตจะเข้าสู่สมาธิ ทุกขเวทนาต่าง ๆ บังเกิดขึ้น มันปวดแข้งปวดขา มันปวดหลัง ปวดเอว ศีรษะมึนงง ต้นคอหนักหน่วง
นั่น ขันธมาร มันกำลังบังเกิดขึ้น เมื่อ ขันธมารบังเกิดขึ้น กิเลสมาร ก็บังเกิด

กิเลสมารตัวนี้ก็คือ ตัว นิวรณ์ กามฉันทะจิตใฝ่ในความสบาย ในเมื่อเกิดกามฉันทะขึ้นมา จิตคิดจะล้มเลิกในการภาวนาก็เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ความลังเลสงสัยก็บังเกิดขึ้นมาอีก

ความง่วงเหงาหาวนอนบังเกิดขึ้นมาอีก ทีนี้ความสงสัยมันมีความรุนแรงขึ้น จิตมันก็เถียงกัน จะภาวนาต่อไปหรือจะหยุดเพียงแค่นี้ จะเอาแค่นี้หรือจะเอาต่อไป เถียงกันไปเถียงกันมา ถ้ามันสู้กิเลสไม่ได้
สู้นิวรณ์ไม่ได้ จิตมันก็ตัดสินใจว่า เอาละ แค่นี้ แล้วก็หยุด เลิกภาวนา

พยาปาทะ คือความตัดรอนคุณงามความดี ก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ เราก็เป็นผู้แพ้
ถ้าเราแพ้บ่อย ๆ ก็เคย มันก็กดขี่ข่มเหงเรื่อยไป

ดังนั้น เราต้องพยายามต่อสู้ และปราบปรามมันด้วยขันติ ความอดทน ทนมันไปจนกว่ามันจะทนไม่ไหว
เมื่อทนในท่านี้ไม่ได้ก็เปลี่ยนท่าใหม่ ไปกำหนดภาวนาในท่าใหม่ นอนก็ได้ ยืนก็ได้ เ ดินก็ได้
เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้มีการเปลี่ยนอิริยาบถ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2011, 18:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


คือให้เปลี่ยน ในขณะที่เราสู้ขันธมารและกิเลสมารไม่ได้
ทีแรกเรานั่งสู่มัน นั่งสู้มันไม่ไหว แพ้ก็ช่างมัน แต่เราพยายามที่จะต่อสู้มันเรื่อยไป

เรื่องกิเลส เรื่องของโลก เราได้ฝึกฝนอบรมมาจนคล่องตัวเหมือนกัน สมาธิภาวนาเรามาเริ่มใหม่
เรามาฝึกฝนอบรมใหม่ ๆ ทีนี้อำนาจฝ่ายต่ำ ที่เราปล่อยจิตปล่อยใจ ให้เป็นไปตามอำนาจของมันมานานแล้วจนมันคล่องตัว โลภ โกรธ หลงอะไรต่าง ๆ เป็นกิเลสที่เราฝึกฝนอบรมมา โดยไม่ได้ตั้งใจ
ฝึกและรับเอาเข้ามา จนมันมาเป็นเจ้าเรือนแล้ว เราจะขับไล่ไสส่งมันออกไปง่าย ๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น ต้องตั้งใจปฏิบัติโดยมอบกายถวายชีวิต บูชาต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อคุณงามความดี เพราะว่าอุบายวิธีอันนี้ เป็นวิธีการดับไฟนรก เมื่อเรามาปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีศีลบริสุทธิ์
มีจิตบริสุทธิ์ มีปัญญาอันบริสุทธิ์ มันก็เป็นอุบายดับไฟนรกทันที

ดังนั้นขอให้ทุกท่านจงตั้งใจจริง ปฏิบัติกันจริง ๆ อย่าทำเหลาะแหละ ไม่ต้องไปไขว่คว้ากันที่ไหน
ตั้งใจหาความดีในจิตในใจของเรานั้นแหละ

ก่อนอื่น ขอให้พยายามให้ได้สมาธิในขั้นต้น คืออุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิเมื่อเราทำได้แล้ว
ภูมิจิตภูมิใจของเรา จะขยายวงกว้างออกไปเอง เรามีศีลบริสุทธิ์สะอาดเป็นเครื่องอบรมสมาธิ
เรามีสมาธิแล้วจะไม่เกิดความรู้ ไม่เกิดปัญญา ขอให้ทำให้ได้ ถ้าเราทำจริงก็ได้จริง
อย่าทำแต่เวลามาเข้าปฏิบัติในศูนย์ หรือเฉพาะเวลานั่งสมาธิท่าเดียว

ถ้าใครจะภาวนาพุทโธ ก็ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ภาวนาพุทโธได้ตลอดกาล
ผู้ที่มีสติคล่องแคล่วว่องไวดีแล้ว ไม่ต้องภาวนาพุทโธ ให้กำหนดลมตามรู้การยืนเดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ทุกขณะจิตทุกลมหายใจ แล้วสมาธิจะบังเกิดขึ้นมาเองไม่ต้องสงสัย

ปัญหาที่ว่า ทำอย่างไรจิตจะได้สมาธิเร็ว คำตอบก็คือว่าทำให้มันมาก ๆ ไม่มีที่ไหน
ที่เขาจะสอนให้ได้สมาธิอย่างเร็ว ๆ ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ และไม่เคยท้าทายกับบุคคลผู้ใด
ใครผู้หนึ่ง อุปนิสัยบุญบารมีของคนมันต่าง ๆ กัน ไม่เหมือนกัน
บางท่านปฏิบัติยาก แต่บรรลุง่าย นี่คือการแบ่งขั้นแห่งภูมิบารมีของแต่ละบุคคล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 เม.ย. 2011, 18:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะฉะนั้นอย่าไปรีบเร่ง ปฏิบัติอย่างใจเย็น ๆ นึกพุทโธ ๆ ๆ ๆ อยู่ในจิต ของมีช่องว่าง
มันก็ไม่มีโอกาส จะไปคิดสร้างบาปอกุศลที่ไหน เพราะมันอยู่กับพุทโธ วิ่งเข้าไปอยู่ในจิต
จิตกลายเป็นพุทโธ เป็นพุทธะ ผู้รู้ พุทธะ ผู้ตื่น พุทธะ ผู้เบิกบาน ดังที่กล่าวแล้ว

การฟังธรรมะ การเรียนธรรมะ มีความรู้จากการฟัง มีความรู้จากการเรียน มีความรู้จากการอ่านหนังสือ
มีความรู้จากประสบการณ์ เรามีภูมิความรู้ ที่จะพูดจะคุยอวดกันได้ทั้งนั้น

แต่ว่าการปฏิบัติของเรา ยังไม่ถึงขั้น เพราะฉะนั้นจึงควรจะขยันขันแข็ง เอาชีวิตเข้าแลก
เงินทองมองเห็นอยู่ เราก็ยังเอายากเหลือทน คุณธรรมซึ่งเกิดขึ้นในจิตในใจ มองไม่เห็นด้วยตา
เพียงแต่รู้ด้วยจิตเท่านั้น มันก็ยิ่งจะเอายาก

เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ใด อยากได้คุณธรรม ก็ต้องทำให้แน่วแน่ วิธีทำให้แน่วแน่คือทำอย่างไร ?
จะภาวนาพุทโธ ๆ ยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหัง ฟัดมันตลอด ๒๔ ชั่วโมงนั่นแหละ
มันเป็นได้อย่างไร ภาวนาตลอด ๒๔ ชั่วโมงนี่เป็นไปได้อย่างไร ?

มันเป็นไปได้จริง ๆ เมื่อเราภาวนาด้วยความตั้งใจพุทโธ ๆ ๆ เมื่อจิตเป็นสมาธิดีแล้วนี่
เวลาเรานอนลงไปแต่เมื่อไหร่ หลับไปแล้วจิตยังภาวนาพุทโธ ๆ อยู่ตลอดคืนย่ำรุ่ง ทำให้ผู้ภาวนารู้สึกว่าตัวเองนอนไม่หลับทั้งคืน

แต่แท้ที่จริงกายมันหลับได้เป็นอย่างดี แต่จิตมันไม่หลับ เมื่อก่อนธรรมดาเรานอนหลับลงไปแล้ว
กายมันหลับแต่จิตมันตื่น ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน นั่นเป็นธรรมชาติแห่งคุณธรรม

คือพุทธะเกิดขึ้นในจิตของผู้ภาวนาจะเป็นอย่างนั้น ดังนั้นจึงได้กล้าใช้คำว่า ภาวนาพุทโธอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพราะมันได้เป็นไปแล้ว

ถ้าท่านผู้ใดจะพิจารณาอะไร เช่น พิจารณากายคตาสติ ก็ตั้งใจพิจารณา เอวะมะยัง เมกาโย กายของเรานี้แล อุทธัง ปาทตลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา ออโธ เกสมัตถกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป ตจปริยันโต มีหนังห่อหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ปูโรนานัปปการัสสะ อสุจิโน เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 11:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


เกสา คือผม ได้แก่สิ่งที่เป็นเส้น ๆ เกิดอยู่บนศีรษะเมื่อน้อยก็มีสีดำ เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีขาว
เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เพราะเกิดอยู่ในที่สกปรกโสโครก ชุ่มแช่ไปด้วยปุพโพ (น้ำเหลือง)
โลหิต ผู้ที่เป็นเจ้าของต้องบริการรักษา ต้องตัดต้องดัดต้องแต่ง ต้องขัดต้องล้างฟอกด้วยสบู่
ประดับด้วยของหอม ที่ทำเช่นนั้นเพราะผมเป็นสิ่งปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก

โลมา ขน เกิดอยู่ที่ร่างกายเว้น ฝ่ามือและฝ่าเท้ามีอยู่ทั่วไปในร่างกาย เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกเพราะเกิดอยู่ในที่สกปรก ชุมแช่ไปด้วยปุพโพโลหิต เราจะต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ

นะขา เล็บ เกิดอยู่บนปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ทั้ง ๒๐ นิ้วเราใช้หยิบจับสิ่งต่างๆ ทำให้ถูกต้องกับของสกปรก ต้องแกะต้องแคะมูลเล็บ ทำความสะอาดล้างด้วยสบู่ ถ้าปล่อยเอาไว้ก็ดำ
เหม็นสาบเหม็นสาง เป็นสิ่งที่ปฏิกูลน่าเกลียดยิ่งนัก

ทันตา ฟัน เกิดอยู่ในเหงือกข้างบนและข้างล่าง เราใช้สำหรับเคี้ยวบดอาหาร เป็นของสกปรก
ชุมแช่ไปด้วยปุพโพโลหิต น้ำลายและเสลดอะไรต่าง ๆ เราต้องคอยทำความสะอาด คอยแกะ
คอยแคะคอยแปรงฟัน ถ้าปล่อยไว้ก็เกิดกลิ่นเหม็นเป็นสิ่งที่น่าเกลียดยิ่งนัก

ตะโจ หนัง เป็นสิ่งที่ห่อหุ้มอยู่ทั่วร่างกาย เมือเวลาเหงื่อไคลไหลออกมาในกาย ก็ทำให้ผิวหนังสกปรกเป็นขี้ไคล เราจะต้องอาบน้ำฟอกสบู่ ประดับตกแต่ง ที่ไหนดำ ๆ ด่างๆ ก็เอาแป้งมาพอกเข้า
ให้มองเป็นผิวเสมอกัน ที่เราทำเช่นนั้น เพราะมันเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก
ถ้าปล่อยไว้ก็เหม็นสาบเหม็นสาง น่าเกลียดยิ่งนัก

เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ เป็นกรรมฐานเบื้องต้น ที่นักบวชนักปฏิบัติทั้งหลาย
ต้องรีบเร่งพิจารณา ให้เห็นเป็นไปตามความเป็นจริง คือเป็นของปฏิกูล เพราะสิ่งทั้งห้านี้
เป็นเครื่องหมายแห่งความสวยความงาม คนเรามาติดกันอยู่ที่สิ่งทั้งห้านี่แหละ

คนที่มีผมงาม เขาก็เรียกคนงาม มีขนงามเขาเรียกว่าคนงาม มีเล็บงามเขาก็เรียกว่า คนงาม
มีฟันงามเขาก็เรียกว่าคนงาม มีหนังงามเกลี้ยงเกลาสะอาดดี เขาก็เรียกว่าคนงาม
ในเมื่อเราไป มีความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นของงาม ของสวย เราก็เกิดความใคร่ยินดี ไปหลงรักหลงชอบ

เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นอุบายขจัดราคะ ความกำหนัดยินดี พระพุทธเจ้า ท่านจึงสอนให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้รู้ให้เห็นตามความเป็นจริง อย่างน้อยให้เกิดศรัทธาวิโมกข์คือการน้อมใจเชื่อ
เพียงน้อมใจเชื่อเท่านั้น ก็ทำให้กิเลสเบาบางไปแล้ว

ถ้าใครพิจารณาอย่างนี้ ก็พิจารณาซ้ำ ๆ ซาก ๆ ถอยไปถอยกลับ พิจารณาตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาจากหนัง มาฟัน มาเล็บ มาขน มาผม ย้อมกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น ให้จิตน้อมนึกว่า
เป็นสิ่งปฏิกูลไม่สวยไม่งาม เป็นสิ่งที่น่าเกลียด สกปรกโสโครก

เมื่อพิจารณาไปพอสมควรแล้ว บางครั้งจิตอาจจะสงบลง ในท่ามกลางแห่งภาวนา แล้วก็หยุดพิจารณา เมื่อมันหยุดพิจารณา ไปนิ่ง รู้เฉยอยู่ ให้กำหนดตัวผู้รู้ ในขณะกำหนดตัวผู้รู้ จิตจะหยุด นิ่งอยู่
ก็กำหนดรู้อยู่อย่างนั้นแหละ อย่าไปรบกวน น้ำใจกำลังจะนิ่ง ในเมื่อน้ำใจนิ่ง
ไม่มีคลื่นไม่มีฟอง ไม่มีอารมณ์มารบกวน เราก็จะสามารถเห็นจิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 11:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นใจของเรา ได้ทะลุปรุโปร่ง เหมือน ๆ กับน้ำทะเลที่มันนิ่ง เราสามารถมองเห็นเต่าปลากรวดทรายสาหร่ายอยู่ใต้น้ำได้ถนัด ฉันใด ในเมื่อจิตของเรานิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน เราก็สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ
ในจิตของเราได้อย่างชัดเจน อะไรผุดขึ้นมา จิตจะกำหนดรู้เองโดยอัตโนมัติ

ธรรมชาติของจิต จะไปหยุดนิ่งอยู่นาน ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวมันก็คิด ในช่วงนั้นถ้าเกิดความคิดขึ้นมา
ปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติตามรู้ สิ่งที่มันคิดนั้น จะเป็นอะไรก็ได้เรื่องครอบครัว เรื่องการเรื่องงาน เรื่องผู้เรื่องคน จิปาถะสารพัดที่จะคิดขึ้นมา

เมื่อมันคิดขึ้นมาอย่างนั้น ปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติกำหนดตามรู้ รู้ รู้ เป็นการส่งเสริมให้จิตของเรา
มีพลังเข้มแข้ง เพราะความคิดเป็นอาหารของจิต ความคิดเป็นการบริหารจิต ให้เกิดสติปัญญา
จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นได้จากความคิด เมื่อจิตมีความคิด สติสัมปชัญญะรู้
พร้อมอยู่ทุกขณะจิต ความคิดสะเปะสะปะเหลวไหลนั่นแหละ จะกลายเป็นปัญญาในสมาธิ

เพราะจิตของเราคิดแล้ว จะรู้สึกแต่เพียงสักแต่ว่าคิด คิดแล้วก็ปล่อยวางไป ๆ เมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้นกลายเป็นปัญญา เมื่อมีปัญญาก็สามารถกำหนดหมายรู้ความคิดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา แล้วก็รู้พระไตรลักษณ์ขึ้นมา ก็กลายเป็นปัญญาในขั้นวิปัสสนาเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น จะไปข้องใจสงสัยอยู่ทำไมหนอ รีบเร่งบำเพ็ญภาวนาให้มากๆ ให้ได้สมาธิเป็นเบื้องต้น

ทีนี้ถ้าหากว่าท่านผู้ใดขี้เกียจ หรือไม่มีอะไรจะคิด ก็ให้กำหนดจิตรู้ที่จิตเฉยๆ ถ้าจิตว่างรู้ที่ความว่าง
ถ้าจิตคิดรู้ที่ความคิด ว่ารู้ที่ความว่าง คิดรู้ที่ความคิด ไล่ตามกันไปอย่างนี้ เมื่อเราฝึกหัดจนคล่องตัว จนชำนิชำนาญ ทีหลังเราอาจจะไม่ได้ตั้งใจกำหนดรู้ อารมณ์จิตหรือความคิด
สติก็ทำหน้าที่ตามรู้คอยควบคุม เมื่อมีสติสัมปชัญญะ จิตของเราก็รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก มันจะรู้ของมันขึ้นมาเอง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


โดยธรรมชาติของจิตคนเรานี่ มีแต่เพียงความรู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว
ที่เรารู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก เพราะอาศัยการฝึกฝนอบรม

เริ่มต้นตั้งแต่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่เลี้ยงนางนม ได้ฝึกฝนอบรมมาจนกระทั้งใหญ่โต เป็นตัวของตัวเองได้ ในเมื่อตัวเป็นของตัวเองได้ เราไปเรียนหนังสือบ้าง ทำงานบ้าง สติปัญญาก็เกิดขึ้น
โดยประสบการณ์

ยิ่งมีสังคมมีการงานกว้างขวางเท่าไร ก็ยิ่งเก่งยิ่งฉลาด นั่นคือปัญญาที่เกิดขึ้น จากการฝึกฝนอบรม
ทีนี้ถ้าเรามาตั้งใจ ทำสมาธิกันอย่างแท้จริง เมื่อสติสัมปชัญญะแก่กล้ามีจิตใจมั่นคง
มันก็จะยิ่งวิเศษ เสียยิ่งกว่าเรา ที่เราฝึกสมาธิโดยไม่ได้ตั้งใจ และผู้สอนก็ไม่ได้ตั้งใจจะสอนสมาธิเรา

ทีนี้เราภาวนาทำสมาธิแล้ว จิตไม่สงบ ไม่รู้ธรรม เห็นธรรม เราได้อะไร เราย้อนมองไปดู
ศีลของเราอีกทีหนึ่ง ถ้าเราเคร่งในศีล ปฏิบัติศีล ละโทษตามศีลข้อนั้นได้โดยเด็ดขาด
โดยไม่ต้องอดไม่ต้องทน ไม่ต้องฝืนใจความคิดที่จะฆ่า ความคิดที่จะลัก ความคิดที่จะประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจาร ความคิดที่จะทำชั่ว โดยประการทั้งปวงได้หายไปหมดแล้ว
มันมีแนวโน้ม ที่จะสร้างความดีในถ่ายเดียว นี่คือผลที่เราจะพึงได้

เกี่ยวกับการปฏิบัติ ถ้าเราเกิดความหมั่นความขยันวันหนึ่ง ๆ ไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้นั่งสมาธิ
แล้วนอนไม่หลับ นั่นแสดงว่าเราได้ศรัทธา ได้วิริยะ ได้สติ ได้สมาธิได้ปัญญา
เป็นคุณธรรมเกิดความวิริยะอุตสาหะ เป็นผู้กล้าตาย เรากลายเป็นทหารผู้กล้าตาย
เข้าสู่สนามรบ กิเลสก็ไม่สะทกสะท้าน มีแต่ความแกล้วกล้าอาจหาญ

ตั้งใจแน่วแน่ที่จะปฏิบัติละชั่วประพฤติดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาด แล้วเราก็จะกลายเป็น สุปฏิปันโน
ผู้ปฏิบัติดี อุชุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติตรง ญายะปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริง
สามีจิปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง ยทิทํ นี่คือใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เอสะภะคะวะโต
นี่คือสาวกของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 11:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


ผมหรือดิฉันไม่ได้บวช จะเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้อย่างไร
ได้ซิ! ในเมื่อเราเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดำเนินตามแนวของพระองค์
พระองค์สอนอย่างไร เราปฏิบัติได้อย่างนั้น เราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

พระกับโยมนั่นแหละ ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นสุปฏิปันโน โยมปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ก็เป็นสุปฏิปันโน พระโสดาซึ่งเป็นคฤหัสถ์ก็มีถมเถไป

ทีนี้พระเจ้าพระสงฆ์ไปตกนรกก็มีถมเถไป ในนรกใหญ่นั่น พระมาลัยสูตร ท่านกล่าวไว้ว่า
เหล็กท่อนเท่าต้นตาล มีเสาค้ำรองรับหัวท้าย เหล็กใหญ่เท่าต้นตาลนี่ มันจะแข็งสักเพียงใด
ผ้าจีวรผ้าสบงของพระ ที่ทำบาปทำกรรมไปลงนรกแล้ว เอาไปพาดไว้ตรงนั้น
ท่อนเหล็กใหญ่อ่อนลงมาจนจรดพื้นดิน ดูซิ! พระเจ้าพระสงฆ์ยังตกนรกเป็น โยมตกนรกได้พระก็ตกนรกได้เหมือนกัน ถ้าปฏิบัติไม่ดีไม่ถูกต้องทำบาปทำกรรม

ทีนี้ญาติโยมปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็เป็นสุปฏิปันโนได้ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นสุปฏิปันโนได้
เพราะฉะนั้น ญาติโยมอย่าน้อยอกน้อยใจ บางคนอยากบวชเป็นพระ ไปขอร้องให้มหาเถรสมาคม
รับรองว่า ตัวเป็นนางภิกษุณีก็มี ไม่รู้จะดิ้นรนไปทำไม

บวชใจกันนั่นแหละให้มันดี ๆ ศีล ๕ ข้อนั่นแหละเป็นมูลฐาน ให้เกิดคุณงามความดี รักษาให้บริสุทธิ์สะอาด ทำใจให้มั่นคงต่อการที่จะละชั่วประพฤติดี

อย่าไปมองหาโทษคนอื่น ให้มองดูตรวจดูตัวเรา ศีลที่ได้สมาทานไปแล้ว
“ ปะริสุทโธ อะหัง ภันเต, ปะริสุทโธติ มัง ธาเรถะ”
ท่านทั้งหลายพอจะจำได้ไหม ว่าเราเป็นผู้มีศีลที่บริสุทธิ์
ผู้มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมมีความแกล้วกล้าอาจหาญ เปิดเผยไม่มีที่ลับ ไม่มีที่แจ้ง ตรงไปตรงมา
ความลับในวงการของนักปฏิบัติไม่มี มีแต่เปิดเผย

ทีนี้ถ้าใครปกปิดความลับของตนเอง ไม่เปิดเผยให้หมู่ให้คณะรู้ หมู่คณะจะช่วยเหลือได้อย่างไร
มันก็เหมือนกันกับคน ที่เป็นมะเร็งอยู่ต้นขาใต้ร่มผ้า เดินกะเผลกๆไปหาหมอ

คุณเป็นอะไรขาคุณเป็นแผลหรือเป็นอะไร ไม่เป็นอะไรหรอกคะ ฉันเดินอย่างนี้ ไม่ยอมเปิดเผยความจริง หมอก็ไม่สามารถที่จะรักษาได้ เพราะฉะนั้น จิตใจและความประพฤติของตนเอง
ที่ทำความชั่ว มันเป็นมะเร็ง เป็นโรคที่ยืดเยื้อ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่เปิดเผย ไม่ให้หมู่ช่วยแก้ไขหรือไม่แก้ไขตัวเอง
มันก็เป็นแผลเรื้อรังอยู่นั่นแหละ ตราบเท่าสิ้นชีวิต. :b8: :b8: :b8:


.. :b50: :b49: :b50: ..

= รวมคำสอน “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=40915

= ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=50583


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 16:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 08:25
โพสต์: 326


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: คุณ bbby เป็นข้อความที่ดีมาก ๆ เลย ค่ะ อ่านแล้วนึกเห็นภาพเลยค่ะ ชอบคุณนะคะ tongue

.....................................................
สุดปลายฟ้า... เชื่อมั่นและสัทธาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ผู้รู้แจ้ง เห็นจริง ยึดถือพระองค์เป็นสรณะ อย่างไม่มีสิ่งใดเหนือกว่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 เม.ย. 2011, 18:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ม.ค. 2011, 16:58
โพสต์: 144

งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: มุก
อายุ: 29
ที่อยู่: จ.ระยอง

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นบทความที่อ่านแล้วคิดตามได้ดีมากค่ะ สาธุ :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 11 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร