วันเวลาปัจจุบัน 20 พ.ย. 2019, 02:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2019, 16:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1088


 ข้อมูลส่วนตัว


อาจาริยธัมโมทยาน

รูปภาพ

กลุ่มสวนปรัชญาและพุทธธรรม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


:b44: :b47: :b44:

อ่านหนังสือฉบับเต็มเล่ม ได้ที่นี่ค่ะ >>>
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=54239


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ต.ค. 2019, 16:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1088


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

สรณะอันประเสริฐ

พระอาจารย์มหาบุญมี สิริธโร
วัดป่าวังเลิง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
แสดงธรรมในวันมาฆบูชา ณ วัดป่าหนองเกาะ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์


พวกเจ้าทั้งหลาย วันนี้ให้ฮู้จัก (รู้จัก) ว่า เป็นวันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา
พบศาสนาสร้างบุญบารมีให้มีธรรมะธรรมโม ให้มีความคิดความนึกในทางพุทธศาสนา
เพื่อให้มันหนีจากความทุกข์จากภัย
วันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา เป็นการะลึกถึงคุณประเสริฐ
ระลึกในสิ่งประเสริฐ คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ
เป็นไตรสรณคมน์ของบุคคลที่อยู่ในพระพุทธศาสนา
พุทโธ ได้แก่ พระพุทธองค์ ธัมโม ได้แก่ ก้อนพระธรรม สังโฆ ได้แก่ พระสงฆ์

พระสงฆ์สมัยนี้บ่คือ (ไม่เหมือน) พระสงฆ์สมัยก่อน
ซูมื้อนี่ (ทุกวันนี้) เรียกว่าสมมติสงฆ์
พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกทั้งหลาย คุณของพระสงฆ์
คุณของพระพุทธเจ้ากะมี (ก็มี) คุณของพระธรรมกะมี คุณของพระสงฆ์กะมี
คุณของพระพุทธเจ้ามี ๙ ประการ
คุณของพระธรรมเจ้ามี ๖ ประการ
คุณของพระสงฆ์มี ๙ ประการ


ตนเกิดมาต้องมีหน้าที่ระลึกถึงสิ่งที่ตนปรารถนาว่าอยากได้ความสุขเพื่อพ้นทุกข์
สรณคมน์เป็นที่พึ่งที่อาศัย เป็นหลักชัยไม้เท้าของพวกเจ้า (พวกท่าน)
เป็นหลักความคึด (ความคิด) ความอ่าน ความปรารถนา
ถ้าหากบ่มีกะเซไปหาที่อื่นๆ เซไปหาผี เซไปหาต้นไม้ต้นไหร่ (ไร่) เป็นที่พึ่ง
เรียกว่าของพึ่งที่บ่ประเสริฐ เพิ่น (ท่าน) จึงเรียกว่า มาสูเว มรณัง อัญญัง
คนโดยมากถามหาแต่ที่พึ่ง บ่ว่าสิ่งที่บ่ประเสริฐ
คั่นแม่น (ถ้าใช่) ไม้กะแมน (ก็เป็น) ไม้ผุ
คั่นแมนสิ่งที่ประเสริฐนั้น คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เพื่อสิ (จะ) พ้นทุกข์พ้นภัย เป็นแนวทางของพระศาสนา
สิ่งอย่างอื่นนั้นบ่แน่นอน


ฉะนั้นมาวันนี้ มาระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
แต่ก่อนวันเช่นนี้เป็นวันเดือน ๓ เพ็ง (เพ็ญ)
เป็นวันที่ปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า

หมายความว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปปลงอายุสังขาร นั้นคือหมายความว่า
ตั้งแต่นี้เป็นไป มีกำหนดกฎเกณฑ์แต่นี้ไป ๓ เดือนสิ (จะ) ปรินิพพาน
และวันนี้เป็นวันที่พระอริยสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยบ่ได้นัดหมาย
มาประชุมกันจากทิศทั้งสี่ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงโอวาทพระปาฏิโมกข์
พระที่มารวมกันล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด
ที่พวกท่านทั้งหลายได้มาประชุมกัน
พวกเราทั้งหลายก็ขอให้เอาพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นที่พึ่ง
ให้มีความคิดความอ่านเป็นที่พึ่ง มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นไตรสรณคมน์ เป็นที่พึ่ง

ไตร แปลว่า สาม สรณะ แปลว่า เป็นที่พึ่ง
เพื่อให้ได้ความสุขสมความมุ่งมาดปรารถนา
ถ้าหากปรารถนาอยากจะพ้นทุกข์พ้นภัยกะ (ก็) อาศัยสามอย่างนี้
ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รักษาศีลบ้าง ทานบ้าง ภาวนาบ้าง
เกิดมากะมีที่พึ่งที่อาศัยอย่างหนึ่ง สมปรารถนาอยากพ้นทุกข์พ้นภัย ก็มีสามอย่างนี้เท่านั้น
ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพิ่นปฏิบัติมาบ่มีครูบ่มีอาจารย์
เพิ่นกะปฏิบัติมาด้วยอำนาจบารมีมาโดยลำดับ
บารมีเพิ่นสร้างไว้หนึ่งอสงไขยแสนกำไรมหากัปป์
เกิดมาภพสุดท้ายนี้พ่อเพิ่นเป็นกษัตริย์ พ่อชื่อสุทโธทนะ มีเมียชื่อนางพิมพา
ศาสนาเพิ่นวางไว้ห้าพันพระพรรษา
เฮากะ (เราก็) เป็นผู้มีบุญบารมีอยู่ ที่ได้เกิดมาในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า
ให้รู้จักเข้าวัดให้เข้าหาพระ ศึกษาเรื่องชีวิตชีวา
ต้องให้รู้เสียก่อน อ่านตัว “ก” แล้วตัว “ข” ตัว “ค” เกิดขึ้นเป็นคน
ตัว “บ” เป็นบาปกะได้ เป็นบุญกะได้
บ่ได้หมายถึง ก ไก่ ก กา หมายถึง กอ คน
คั่น (ถ้า) ให้อ่าน ก ไก่ ก กา แมนไผล่ะ (แล้วใครล่ะ) เป็นผู้อ่าน กะคนนั่นละ กะแมนคนเกิด
นี่มันเป็นธรรมะ ให้ศึกษาเข้ามาใส่ชีวิตเจ้าของ อ่านอักขระต้องอ่านมาใส่ชีวิตเจ้าของ
มันจั่ง (จึง) เป็นผลประโยชน์ ให้มันใกล้กับชีวิตชีวา

ธรรมะเพิ่นว่าย่อทางปลายให้กลับคืนทางกก (ต้นตอ)
ย่อความเป็นไปของชีวิต ให้ย่อความเกิด
นี่เพิ่นว่าทวนกระแส เฮียน (เรียน) มาเพื่อให้เห็นกกมัน (ต้นตอ)
เบื้องต้นมันเกิดมาเฮ็ดหยัง (เกิดมาทำไม) เกิดมาแล้วมันอยากได้หยัง (อะไร)
มันกะอยากได้ดี ดีหรือชั่วอยู่ที่การกระทำ
ทางศาสนาพุทธบอกว่าเนื่องจากการกระทำ เนื่องจากกรรมอันดี
ดีหรือชั่วเป็นตัวเจ้าของเอง เกิดมาหลายเทีย เกิดมานับพรรณนาบ่ได้
บ่รู้ว่าเกิดจักชาติจักภพ (กี่ชาติกี่ภพ) เพิ่นเว่าจั่งซั่น (อย่างนั้น) แล้ว
หมายความว่าพวกเฮาบ่ได้เกิดมาชาติเดียว แล้วกะตกทุกข์ได้ยากอยู่จั่งซี้ (อย่างนี้)
เพราะว่าบ่ได้สมควรปรารถนาของตน แม้แต่ปัจจุบันนี้กะคือกัน (ก็เหมือนกัน)
ฉะนั้นเป็นเรื่องของหยัง (อะไร) เป็นเรื่องของกรรม อาศัยกรรมของตน

เกิดมาโลกนี้มันบ่เที่ยง เกิดมามันกะตั้งอยู่ ตั้งอยู่แล้วมันกะแก่ไป
แมนไผสิปรารถนาจั๋งไต๋ (แม้ใครจะปรารถนาอย่างไร) กะอยู่บ่ได้
แมน (แม้) จะมีอะไหล่ซ่อม มันกะต้องเพ (พัง) ในบั้นสุดท้าย
สมัยนี้กะคือกัน (ก็เหมือนกัน) มีโรงพยาบาลหลาย (มาก)
ผลสุดท้ายกะตายคือเก่า (ก็ตายเหมือนเก่า) นั่นหละ
ฉันนั้นให้รู้ชีวิตของเจ้าของว่ามันไม่แน่นอน
ชีวิตะ ชีวิตัง ฑีฆะ ฑีฆัง ชีวิตของตน
อชฺเว กิจฺจมาตปิ โกชญฺญา มรณํ สูเว

จงทำเสียแต่วันนี้ วันหน้าเฮาบ่ฮู้ (เราไม่รู้) ว่าจะมีชีวิตอยู่
ชีวิตคือความคึด (คิด) ความอ่านในร่างกายของตน
ในชีวิตนี้กะจะได้รู้จักว่ามันบ่สมปรารถนา คึดอย่างหนึ่ง มันกะไปอย่างหนึ่ง
ฉะนั้นมันแปรรูป โกชญฺญา มรณํ สูเว บ่บอกให้รู้ว่าวันนี้หรือวันพรุ่งนี้เราจะต้องตาย
ฉะนั้นให้รักษาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

การทานก็ต้องมีการเสียสละ เช่น อย่างข้าวของเงินทอง เสียสละร่างกายของตนอย่างหนึ่ง
หมายความว่าความขึ้เกียจขึ้คร้าน (ขี้เกียจขี้คร้าน) ให้บำเพ็ญให้มันรู้เรื่องชีวิตเจ้าของ
สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุศลาสู ปสมฺปทา ละบาปบำเพ็ญบุญอันได้
คำบ่ดี (คำพูดไม่ดี) ความบ่ดี ความชั่ว เบียดเบียนผู้อื่นและทั้งตนเจ้าของด้วย
นี่ละ เพิ่นว่าละบาปบำเพ็ญบุญ ละบาปก็คือการรักษาศีล
บำเพ็ญบุญคือการกินการทาน (ให้ทาน)
การชำระของจิตตนบ่ให้มีความเศร้าหมอง ให้ผ่องแผ้ว


คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ใช้ชำระจิตของตนตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เกิดมาแล้วกะได้พบพุทธศาสนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบรรจุไว้ในตัวของเราแล้ว
เอาจากพระศาสดาเองมาเป็นศาสนา
เพิ่น (ท่าน) สิ้นแล้ว สิ้นกรรมทั้งหลายแล้ว จึงได้มาเป็นพระพุทธเจ้า
พวกเราทั้งหลายเกิดมาจึงได้มางมงายในโลกนี้
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นเพิ่นสอนคน คำสอนของเพิ่นจึงได้เรียกว่าพระธรรม
สนฺทิฏฐิโก มันกะอยู่ที่ตัวของตนทั้งหมด
โอปนยิโก น้อมลงเบิ่ง (มองดู) ให้มันเห็น
เบิ่งร่างกายตนเองแล้ว เบิ่งจิตใจของตนเองให้มันเห็น
ผู้อื่นบ่เห็นนำ เห็นแต่เฉพาะผู้น้อมเบิ่ง
พวกเราทั้งหลายต้องการมีสรณะมีที่พึ่งที่อาศัย
เพื่อให้จิตใจหรือว่าตัวเองเป็นไปตามสมความปรารถนาในเบื้องปลาย
กะคือ (ก็คือ) ความพ้นทุกข์
ไผ (ใคร) ทุกคนกะบ่อยากให้มันทุกข์ ทุกคนกะอยากได้แต่ความสุข
ความทุกข์นั้นอยู่หมดเทิ่งกายเทิ่งใจ (ทั้งกายทั้งใจ)
ตามธรรมดาจิตใจของพวกเราแล้วมันกะยังทุกข์อยู่ บ่มีกะทุกข์ (ไม่มีก็ทุกข์) มีกะทุกข์
คั่นมีหลายๆ (ครั้นมีมากๆ) กะคือสิบ่ทุกข์น้า (จะไม่ทุกข์นะ)
มันกะบ่แม่นซ่ะ (มันก็ไม่เป็นอย่างนั้น) มีหลายมันกะทุกข์หลายอยู่คือเก่า (เหมือนเก่า)
เหตุนั้นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านจึงให้ปฏิบัติ

ความอยากมันเป็นกิเลสเป็นความทุกข์
ถ้ามันทุกข์ให้เดินมาทางนี้ ให้มีศีลมีภาวนาชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว

ทุกข์นั้นมันกะอยู่กับความอยากนั่นหล่ะ
ถ้ามันอยากหลายกะให้เดินมาทางมรรคพี้ (นี้)
อริยมรรคคือหยัง (อะไร) คือหนทางดับทุกข์
รักษาศีลหนึ่งให้มีความดำริชอบ ดำริในการงานให้มันชอบในศีล ในความเพียร
ให้มันหนักแน่นในสมาธิ ให้มันแน่นอน ให้เชื่อในกรรมของตน
เฮ็ดหยัง (ทำอะไร) ก็ให้เชื่อกรรม เฮ็ดดีก็ได้ดี เฮ็ดชั่วก็ได้ชั่ว
เฮาเกิดมากรรมมันพาเป็น เพราะว่ามันบ่คือกัน (ไม่เท่ากัน)
เกิดมาท่อได้ (เท่าไหร่) กะบ่คือกัน เป็นการกระทำของกาย วาจา

:b47: :b50: :b47:

หนังสือ...“อาจาริยธัมโมทยาน”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=89&t=54301

รวมคำสอน “หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=58156


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร