วันเวลาปัจจุบัน 22 พ.ค. 2019, 22:09  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มิ.ย. 2017, 08:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4838

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย



พึงพากันตั้งใจ ชีวิตของคนเรานี่เป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง พระพุทธเจ้าสอนให้คนเรานึกถึงชีวิตอยู่เสมอเสมอ ไม่ให้นิ่งนอนใจ เพราะอะไร? เพราะถ้าบุคคลได้ไปนิ่งนอนใจไม่นึกถึงชีวิตแล้วมันประมาท มันสำคัญว่าตนน่ะจะอยู่ในโลกนี้ไปได้นาน จะไม่ตายง่ายแล้วก็เพลิดเพลิน นั่นแหละ ปล่อยให้ตัณหามันครอบงำจิตใจ สร้างวิมานบนอากาศ ปรุงแต่งคิดจะไปหาเงินหาทอง จะหาลาภหายศให้ได้อย่างโน้นอย่างนี้ นี่มันสร้างวิมานบนอากาศ ความคิดนั่นมันคิดได้แต่ว่าทำไม่ได้ ทำให้คนเราเป็นโรคประสาทเยอะแยะผู้ที่สร้างวิมานบนอากาศ ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เนื่องมาแต่ความเป็นผู้ไม่รู้จักเหตุปัจจัยแห่งชีวิตของตัวเองและตนเองมีบุญน้อย ทำบุญกุศลมาน้อย และบาดนี้เห็นเขาร่ำรวยมั่งมีมากมายอย่างนี้ ตนก็อยากรวยอยากมั่งมีกะเขา ก็ดิ้นแสวงหาคิดอ่านวางโครงการเอาจนไม่ได้หลับได้นอน คิดยังไงมันก็ไม่สมหวังเพราะว่าบุญของตนน้อยก็เลยกลายเป็นคนเสียจริตไปมีอยู่เยอะแยะ ถ้าบุคคลใดมานึกถึงชีวิตนี่มันมีน้อยนิดเดียวหนึ่งแล้ว อันความตายนั้นหลีกไม่พ้นสักคนเลยอย่างนี้ ถ้าหมั่นนึกถึงบ่อยๆเข้า ตัณหาความทะเยอทะยานอยากมันก็ต้องเบาลง ความอยากมันก็เบาลง ไม่ทราบว่าจะอยากไปอะไรนักหนามันตาย

ตายแล้วมันต้องทอดทิ้งอะไรต่ออะไรไว้ในโลกนี้ทุกอย่าง ไม่มีใครเอาอะไรติดตัวไปเลย และโลกนี้ตนก็ไม่ได้อยู่อาศัยอะไรพอได้นมนานอะไร สักหน่อยก็จากไป แล้วทำไมยังชอบมาเกิดในโลกนี้ยิ่งนัก ก็ต้องตั้งปัญหาถามตัวเองดู แล้วเกิดมาแล้วได้อะไรกับโลกอันนี้ อย่างนี้ล่ะควรคิดดูให้ละเอียดถี่ถ้วน จริงอยู่ถ้าผู้เกิดมาดี เกิดมาแล้วเป็นผู้ได้ศึกษา เป็นผู้มีวิชาความรู้มีปัญญาก็สามารถที่จะทำคุณงามความดีให้เจริญขึ้นในตนได้ สามารถที่จะละความชั่วได้ เกิดขึ้นมาในโลกนี้ถ้าหากว่าไม่เพียรละความชั่วทำความดีแล้วชีวิตนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะว่ากรรมดีกรรมชั่วนี้น่ะมันเป็นศัตรูต่อกันและกัน ชีวิตของคนเรานี้อยู่ตรงกลาง ดีกับชั่วขนาบสองข้างอยู่ ถ้าหากว่าดีมีกำลังมาก ความชั่วก็ถอยไป ถ้าความชั่วมีกำลังมากกว่า ความดีก็ถอยไป ชีวิตของคนผู้ที่วนเวียนเกิดตายอยู่ในโลกนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ ดังนั้นมันจึงไม่มีอย่างอื่นใด พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงสั่งสอนให้คนเรานั้นกระทำคุณงามความดี เกิดมาแต่ละชาตินี่ต้องบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

การบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นนั้นแหละได้ชื่อว่าเป็นการสั่งสมบุญ สั่งสมกุศลให้เจริญงอกงามขึ้นในตน เมื่อทำความดีไปจนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้วนั้นถึงจะได้ยุติจากการเกิดแก่เจ็บตายอันนี้ต่อไปอีก นี่ต้องให้ระลึกไว้ ต้องให้เข้าใจไว้ จุดหมายปลายทางของชีวิตน่ะ อันบุคคลผู้มัวเมาประมาทแล้วก็ย่อมทนทุกข์ทรมานอยู่ในวัฏสงสารนี้นาน ต้องไปตกนรกหมกไหม้ ต้องไปเป็นเปรตเป็นอสุรกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน ผู้ประมาทนี้หมายถึงคนทำความชั่วใส่ตัวเอง เมื่อทำความชั่วใส่ตัวเองแล้วถึงไม่ปรารถนาความทุกข์มันก็ต้องได้แน่นอน เป็นอย่างนั้น พูดง่ายๆว่าความชั่วนี่แหละ ทำให้คนเราวนเวียนเกิดตายไม่รู้จักจบ จบลงไม่ได้ ถ้าหากว่าบุคคลใดมารู้ตัวอย่างนี้แล้ว คิดละความชั่วออกจากกายวาจาใจให้มันหมดไปซะ แล้วตั้งหน้าทำแต่ความดีเรื่อยไปอย่างนี้นะ การที่จะมาวกเวียนเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในโลกอันนี้ไปนมนานนั้นเป็นไปไม่ได้ บุญกุศลความดีเนี่ยจะส่งชีวิตจิตใจของคนเรานี้ให้สูงขึ้นไปโดยลำดับ มันเป็นอย่างนั้น บางคนเกิดมาเนี่ยไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลยก็มี หากว่ามีน้อยเต็มที นั่นแหละ ไม่เคยทำความชั่วห้าอย่างนั้นก็มี ผู้ที่เป็นเช่นนั้นน่ะ แสดงว่าผู้นั้นน่ะแต่ชาติก่อนก็เคยตั้งเจตนางดเว้นมาแล้วจากกรรมชั่วเหล่านั้น อบรมจิตใจจนติดนิสัย จนแป็นผู้มีเมตตากรุณามากอยู่ในจิตใจเลยเป็นอุปนิสัยปัจจัยติดตามมาจนถึงชาติปัจจุบัน ก็เลยทำแต่ความดีเรื่อยๆไปคนเช่นนั้นแล้วก็ไปเกิดที่ดีๆด้วย บุญกุศลหากมันส่งผลให้ ไปเกิดในที่ตระกูลมีศีลมีธรรม ตนน่ะก็พลอยได้บำเพ็ญบุญกุศลไปเต็มความปรารถนา มันหากพร้อมทุกอย่างถ้าบุญตกแต่งให้แล้วนะ

ถ้ามีทั้งบุญทั้งบาปติดตามขนานกันมาแล้วนั่นแหละมันลำบาก ในระยะใดที่บาปมันให้ผลก็ขัดข้องแหละชีวิต เดือดร้อนกัน ถึงความวิบัติต่างๆนานา คราวใดบุญให้ผลค่อยยังชั่วหน่อยชีวิตก็ค่อยเจริญงอกงามไป แต่มันไม่สม่ำเสมอดังกล่าวมานั้นแหละ อันนี้แหละมูลเหตุที่จะให้คนเราท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในโลกอันนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้นลงได้ แต่คนผู้ที่มีกิเลสหนามันไม่กลัว ไม่กลัวความตาย มันไม่กลัวต่อความแก่ความเจ็บป่วยไข้ เพราะอะไร? เพราะกิเลสตัณหานั่นแหละมันฉาบทาจิตใจให้หนา ไม่ให้สะดุ้งหวาดกลัว อย่างนั้นแหละ ไม่กลัวก็ไม่กลัว แต่เมื่อบาปกรรมมันนำไปสู่นรกอบายภูมิแล้ว เมื่อได้ตกนรกหมกไหม้อยู่ไปนั่นแหละมันถึงรู้ตัวได้บาดนิ จะกลัวยังไงมันก็หลีกไม่พ้นแล้ว บาปมันอำนวยผลให้แล้ว ควรพากันนึกคิดให้ดี

ชีวิตของคนเรานี้มันอยู่ในระหว่างบาปกับบุญดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เพราะว่าใจของปุถุชนคนเรานี่มันหากมีอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งชีวิตขึ้นมานู่นแหละ คิดดีบ้าง คิดชั่วบ้าง คิดไม่ดีไม่ชั่วบ้าง ถ้ามันคิดดีนะ ถ้ามันคิดมากๆเข้าไปในอภิธรรมท่านกล่าวไว้ว่า ถึงเจ็ดขณะจิตแล้วก็เป็นอันว่าทำดีได้เลย เช่นอย่างว่าคิดจะให้ทานอย่างนี้นะ ถ้าความคิดมันเกิดขึ้นติดๆกันถึงเจ็ดครั้งแล้วก็ให้ทานได้เลย ทำบาปก็เหมือนกันนะ ถ้าจิตคิดจะทำบาปอย่างนี้ ถ้ามันคิดขึ้นถึงเจ็ดขณะจิตแล้วก็ตัดสินใจทำบาปได้เลย เป็นอย่างนี้ อันนี้ล่ะจิตใจของปุถุชนคนเรานะให้รู้ตัวกัน บัดนี้เราได้มาพบพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธศาสนาสอนให้คนเราฉลาด ให้รู้จักปรับปรุงจิตใจตัวเองนี่ให้มันตั้งอยู่ในกุศลธรรมอย่างเดียว อย่าให้มันเอนไปทางอกุศลธรรม เราเพียรพยายามอบรมจิตนี่ให้สละทิ้งซึ่งบาปกรรมต่างๆนะ ไม่ยึดไม่ถือเอามันไว้ ก็มูลเหตุของบาปกรรมต่างๆก็เคยพูดมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงไว้แล้วแต่คนเราหากไม่ค่อยสนใจกัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีมูลเหตุมาทั้งนั้นเลย ดีก็ดี ชั่วก็ดี อันซึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะไม่มีเหตุนี้ไม่มีซักอย่างในโลกสันนิวาสอันนี้ มันมีเหตุมาก่อนแล้วมันจึงเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆขึ้นมา เป็นอย่างนี้แหละ


ความโลภมันก็เป็นมูลเหตุอันหนึ่งให้คนเราทำบาป ความโกรธมันก็เป็นมูลเหตุอันหนึ่ง ความหลงก็เป็นมูลเหตุอันหนึ่งให้คนเราทำกรรมชั่วใส่ตัวเอง มันไม่นอกเหนือไปจากมูลเหตุสามประการนี้หรอก ความจริงน่ะ เรามาศึกษามูลเหตุสามประการนี้ให้มันแจ่มแจ้งในใจ อย่าเพียงแต่ว่าจำได้แต่ตัวหนังสือเท่านั้นมันไม่สำเร็จประโยชน์ ไอ้มูลเหตุทั้งสามประการนี้มันเกิดขึ้นที่ดวงจิตนี้ไม่ได้เกิดที่อื่น ดังนั้นบุคคลผู้ภาวนาน่ะเมื่อเพ่งจิตเข้าไปสงบแล้วย่อมมองเห็นได้เลย ความโลภนี่ถ้าจะพรรณนามันก็มีมากมายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันแหละ

เช่นอย่างว่า รับประทานอาหารมากเกินควรนี่ก็เป็นความโลภอันหนึ่งเรียกว่า โลภในอาหาร ถ้ารับประทานมากเกินควรนี่ไฟธาตุมันย่อยไม่ไหวมันก็ทำลายกระเพาะลำไส้เกิดท้องอืดท้องเฟ้อท้องร่วงเข้าไป ได้รับทุกขเวทนานั่นแหละ เอ้า นอนมากเกินไปอย่างนี้ก็เป็นความโลภในการนอน นอนมากเกินประมาณก็ทำให้กลายเป็นคนโง่ ไม่มีหัวคิดปัญญาอะไร ทำมาหากินก็ไม่ทันเพื่อน ธรรมดาคนขี้เซาหาวนอน ง่วงเหงาหาวนอนนี่เป็นคนสิ้นคิด ไม่มีความคิด อย่างนี้แหละ มันก็ทำให้บุคคลผู้นั้นมีชีวิตตกต่ำลงไป เรียกว่า โลภในการนอน ตกต่ำทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า ปัจจุบันก็ไม่สามารถที่จะเจริญด้วยโภคทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆมัวแต่เกียจคร้านง่วงเหงาหาวนอนอ่อนแออยู่อย่างนั้น ทำการงานอะไรก็ไม่เข้มแข็ง ทำงานไปหน่อยหนึ่งแล้วพักนอนเสีย ตื่นขึ้นมาแล้วจึงค่อยไปทำงาน แล้วอย่างนี้มันจะได้การได้งานอะไรหั่นนิ มันเป็นอย่างนั้น นั่นคนโลภในการนอนนะก็มีแต่ทางเสื่อม เมื่อมันเสื่อมจากโภคสมบัติ ในปัจจุบันนี้แล้วมันก็เสื่อมจากกุศลสมบัติในโลกหน้าต่อไป เพราะคนไม่มีสมบัติ ไม่มีหลักฐานอะไรอย่างนี้จะเอาอะไรมาทำบุญกุศลน่ะ จะมาเข้าวัดเข้าวาฟังเทศน์ฟังธรรมอบรมจิตใจอะไรกับเพื่อนฝูงได้ล่ะไม่มี ก็อ้างแต่ตนเป็นคนทุกข์ตนเป็นคนจนอยู่อย่างนั้นแล้ว นี่แหละคนโลภในการนอนนะ


แล้วโลภในที่อยู่ที่อาศัยอย่างนี้ก็ดี ก็เมื่อตนนั้นน่ะมีบุญน้อยวาสนาน้อยมีเงินน้อย เอ้า ไปกะสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ เอาที่ดินไปจำนองเอาเงินธนาคารมาสร้างบ้านใหญ่โตมโหฬาร ผลสุดท้ายไม่มีเงินจะใช้ดอกเขา ดอกก็ท่วมขึ้นท่วมขึ้นไป เอาล่ะตนเองก็เดือดร้อนเลยเป็นอย่างนี้ ถ้าเหลือบ่ากว่าแรงจริงเขาก็ยึดทรัพย์สมบัติอันนั้นขายทอดตลาดเอาเลยก็กลายเป็นคนจนคนอนาถาไป มีอยู่ถมไปคนโลภที่อยู่อาศัยเป็นอย่างนั้น

คนโลภในหยูกยาแก้โรคภัยไข้เจ็บ ไม่รู้จักประมาณในการกินยา หมอเขาบอกว่าให้กินครั้งละเม็ดก็ไปใส่ซะสองเม็ดสามเม็ดเข้าไปอย่างนี้นะ อยากให้มันหายเร็วๆน่ะเป็นอย่างนี้ บาดนิกำลังธาตุของตัวเองมันสู้อำนาจยาไม่ไหว ยามันออกฤทธิ์ก็เอา ทำให้ร่างกายวิบัติแปรปรวนไปโรคภัยยิ่งกำเริบใหญ่ซ้ำ แก้ไม่ได้ก็ตายมีถมไปน่ะ

คนขยันมากเกินประมาณ อยากทำการงานไม่หยุดไม่หย่อน อยากแข็งแรง ไม่อยากให้เจ็บปวดเส้นปวดเอ็น เอ้าไปซื้อตราไก่ซื้อยาทัมใจมาใส่กระเป๋าเสื้อไว้ ทำงานไปพอมันเหนื่อยแล้วก็เอาแล้วฉีกเข้าใส่ปากเข้าไป กินเข้าไป ยาออกฤทธิ์หายเหนื่อย ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ทีนี้นะเมื่อยามันรวมกำลังกันมากๆเข้าไปแล้วมันให้ผลภายหลังเกิดหัวใจวายตายเลย มีอยู่มากมาย อย่างนี้โลภในการกินหยูกกินยาไม่รู้จักประมาณ หมอเขาแนะนำให้กินเพียงห่อเดียวแล้วก็วันหนึ่งสามเวลาสามห่ออย่างนี้ ซัดเอาหกห่อไปนู่น ไอ้อย่างนี้เขาเรียกโลภในการกินหยูกกินยา มันก็เป็นอันตรายต่อชีวิต นี่แหละพูดถึงความโลภอันไม่รู้จักประมาณ เช่นมีเงินมีทองมามากแล้ว ได้เงินมามากเท่าไร ความอยากได้สิ่งของต่างๆนั้นก็ยิ่งประดังประเดเข้ามา เอ้า นาฬิกาเรือนละแสนก็ซื้อมาผูกข้อเข้าไป อย่างนี้แหละ ผ้านุ่งผ้าห่มที่เขาลือกันว่าประณีตบรรจง สวยงามมากราคาเป็นหมื่นๆก็ซื้อมาใส่เข้าไป ไอหมู่นี้เขาเรียกว่า โลภในเครื่องนุ่งเครื่องห่มเครื่องประดับตกแต่ง ผลสุดท้ายก็ทำให้ทรัพย์สมบัติที่มีมากมายเหล่านั้นฉิบหายลง ไม่มีเหลือ นี่คนไม่รู้จักประมาณในการใช้การจ่ายทรัพย์สมบัติเหล่านี้ก็เพราะความโลภความอยากได้ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอนี่เองเป็นมูลเหตุ คนเราเมื่อเสียเงินเสียทองไปมากๆแล้วจิตก็เป็นอกุศลขึ้นมาแล้ว เป็นเหตุให้ไปโลภไปเพ่งเล็งฉ้อโกงหลอกลวงจี้ปล้นเอาทรัพย์สมบัติผู้อื่นมาเป็นของตนเข้าไป เมื่อมันจนมุมเข้ามาแล้วจิตมันเป็นอกุศลไปอย่างนั้น

นั่นบาดนิความโลภมันลามออกไปข้างนอกแล้วบาดนิ มันไปเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเข้าไป ไปเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเข้าไป เอ้า บุคคลโลภในการพูดการจาอย่างนี้ เมื่อเข้าสังคมเข้าไปแล้วอย่างนั้น นึกในใจว่าบุคคลอื่นจะพูดก่อนเรา เราจะต้องเอาก่อน ผู้นั้นจะต้องแต่งคำพูด พูดไม่หยุดไม่ยั้ง ไม่ให้โอกาสแก่คนอื่นพูดเลย ว่าแต่ตนได้พูดมากเท่าไรยิ่งดีใจ ไม่เปิดช่องให้คนอื่นบ้าง คนอื่นเขาก็รังเกียจเอาสิเนี่ย นั่นล่ะเขาก็หาทางขัดขวางเข้าไป ตนก็ได้รับความเดือดร้อน นี่เรียกว่า โลภในคำพูด คนพูดมากก็โกหกมากอย่างนี้แหละ ก็ทำความชั่วใส่ตัวเอง ธรรมดาคนผู้ที่ฉลาดมันก็รู้จักระยะเวลาที่ควรพูดไม่ควรพูด เวลาเข้าสังคม ตนพูดบ้าง แบ่งให้คนอื่นพูดบ้าง อย่างนี้แหละพูดพอสมมาสมควร การค้านอะไรกันอย่างนี้ก็ไม่ควรที่จะไปค้านเอาจนหน้าดำหน้าแดง เรื่องต่างๆหมู่นี้นะมันก็ขึ้นอยู่กับความพอดี สมเหตุสมผลกัน ถ้าหากว่าเรื่องใดมันยุ่งยากจริงๆมันแก้ไม่ตกก็ยกไว้ก่อน ไม่ต้องไปเถียงกันให้หน้าดำคร่ำเครียดจนเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นอย่างนี้ไม่ถูกต้องเลย ไม่เป็นธรรม นี่ในทางธรรมนะท่านพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ต้องให้รู้จักประมาณในการพูดการจา ไม่โลภในการพูดการจา นี่ล่ะถ้าพรรณนาเรื่องความโลภแล้วน่ะ แต่สรุปใจความแล้วก็เรียกว่า ความไม่รู้จักความพอเหมาะพอดีในการทำการพูดในการคิด มันเลยขอบเขตไปนั่นแหละท่านเรียกว่า เป็นความโลภ พึงพากันเข้าใจ



(มีต่อค่ะ)


:b44: :b44:


ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"ความโลภ"



◇◆ ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” ◆◇
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689


:b44: ชวนอ่านพระธรรมเทศนาเต็มกัณฑ์เทศน์ของ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" :b44:
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=75&t=53080

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร