วันเวลาปัจจุบัน 19 ต.ค. 2018, 02:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ต.ค. 2018, 22:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 20


 ข้อมูลส่วนตัว


สามเณรสุขะเป็นบุคคลในสมัยพุทธกาล เกิดในตระกูลคหบดี บิดาเป็นโยมอุปัฏฐากพระสารีบุตร เมื่อครั้งมารดาท่านตั้งครรภ์มีเรื่องเล่าว่านางมีอาการประหลาด อยากกินอาหารที่เหลือจากภิกษุ สามีจึงไปนิมนต์พระสารีบุตรพร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนหนึ่งให้มาฉันอาหารที่บ้าน แล้วจัดให้นางนั่งต่อจากพระรูปสุดท้าย คอยรับอาหารที่เหลือจากพระมารับประทาน

ตลอดเวลาที่นางตั้งครรภ์คนในตระกูลคหบดีรวมถึงบ่าวไพร่ไม่เคยมีความทุกข์ ทุกคนต่างอยู่กันอย่างมีความสุข จะทำการสิ่งใดไม่ว่าจักเป็นเรื่องน้อยเรื่องใหญ่ก็มีแต่ความสะดวกราบรื่น หาได้มีอุปสรรคขัดข้องใดๆแม้แต่น้อย ฉะนั้นพอบุตรในครรภ์คลอดมานางจึงตั้งชื่อว่า “ สุขะ ”

เด็กชายสุขะนั้นแตกต่างจากเด็กทั่วไป พออายุได้เจ็ดขวบเขาก็เกิดอยากจักบวชเป็นพระ เสียยั้งงั้น ดังนั้นบิดาจึงไปนิมนต์พระสารีบุตรให้มาเป็นอุปัชฌาย์ ทำการเฉลิมฉลองกันอย่างใหญ่โตถึง ๗ วัน ๗ คืน หลังพิธีฉลองสามเณรสุขะก็ได้ขอกัมมัฎฐานกับพระสารีบุตร ดังนั้นรุ่งขึ้นจึงตามพระสารีบุตรออกบิณฑบาตภิกขาจาร

เนื่องจากเกิดในตระกูลคหบดี ฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาสุขสามเณรจึงยังไม่เคยออกจากคฤหาสน์ของผู้ที่เป็นบิดาเลย ครั้งนี้จึงเป็นคราวแรกที่ท่านได้ออกมาเห็นสภาพชีวิตผู้คนที่ประกอบสัมมาอาชีพกันไปตามความถนัดของแต่ละคน อย่างเช่นชาวนากำลังทดน้ำเข้านา ช่างศรกำลังดัดแต่งลูกศร หรือช่างไม้กำลังไสถากไม้เพื่อทำล้อเกวียนเป็นต้น

สามเณรสุขะพอเห็นภาพเหล่านั้นท่านก็ผุดความคิดขึ้นว่า “ โอ้หนอ ขนาดสิ่งไม่มีชีวิตแท้ๆ ยังสามารถดัดแต่งได้ แล้วไฉนคนเราที่มีชีวิตจิตใจจึงจักฝึกไม่ได้เล่า? ” พอคิดอย่างนั้นท่าน ก็เกิดความพลุ่งพล่านขึ้นมาทันใด อยากจักนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมเสียเดี๋ยวนี้เลยถ้าเป็นไปได้ ดังนั้นจึงกล่าวกับพระสารีบุตรว่า “ ข้าแต่อาจารย์ ขอท่านจงถือเอาบาตรแลจีวรของท่าน เอาไว้กับตัวเถิด ”

พระสารีบุตรพอได้ฟังลูกศิษย์กล่าวดังนั้นก็ให้แปลกใจ จึงถามไปว่า “ อ้าว! ทำไมรึเณร? ” เณรน้อยเห็นอาจาย์สงสัยจึงตอบว่า “ คือกระผมอยากจักกลับไปปฏิบัติธรรมที่วัดในเพลานี้ขอรับ! ” ผู้เป็นอาจารย์พอฟังก็ให้แสนดีใจ รีบรับเอาบาตรจีวรของตนมาทันที พร้อมกับบอกสามเณรว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารนะ เดี๋ยวตนจะบิณฑบาตมาเผื่อให้ (จริงๆแล้วอาหารที่พระสารีบุตรบิณฑบาตได้วันนั้นทั้งหมดล้วนเกิดจากบุญเก่าของสามเณรเอง ดังนั้นแต่ละอย่างแต่ละชนิดจึงเป็นอาหารที่เลิศรส ยากจักหาลิ้มลองจากที่ไหนได้)

ด้านสามเณรพอกลับถึงวัดเณรน้อยก็ไม่รอช้า รีบเข้าห้องปิดประตูทรุดตัวลงนั่งกรรมฐานในทันใด

กล่าวถึงท้าวอมรินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือเทพองค์ใดบนตาวติงสาภูมิ(สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) วันนั้นมิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระองค์ที่มีความนุ่มประดุจหงอนของพญาราชหงส์ทอง อยู่ๆก็เกิดกระด้างขึ้นมาเสียยังงั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดจากที่ควรเป็น ดังนั้นพระองค์จึงทรงกำหนดจิตดู

ทันใดก็ทราบว่าบัดนี้สุขสามเณรผู้มากด้วยบารมีกำลังปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฎ์อยู่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ท่านต้องถูกรบกวนจากเสียงรอบข้าง จอมเทพผู้มเหสักข์จึงทรงมีพระบัญชาให้ท้าวมหาราชทั้งสี่พากันไปไล่ฝูงนกฝูงกาที่กำลังส่งเสียงเจี้ยวจ้าวอยู่รอบวิหารนั้น ให้พากันไปหากินยังที่อื่นก่อน และก็ทรงให้เขาทั้งสี่ทำหน้าที่อารักขาวิหารแต่ละด้านเอาไว้ ส่วนตัวพระองค์ทรงยืนเฝ้าอยู่ที่หน้ากุฏิ

เช้าวันนั้นระหว่างที่สมเด็จพระศาสดาทรงปฏิบัติพุทธกิจเหมือนเคย คือทรงเล็งพระญาณสอดส่องดูว่าจักมีสัตว์ตนใดบ้างเข้าข่ายบรรลุธรรม ทันใดก็ทรงเห็นภาพสามเณรสุขะกำลังนั่งภาวนาอยู่ พอทรงเห็นดังนั้นก็ทรงทราบว่า วันนี้หากพระองค์ไม่ทรงไปขัดขวางพระสารีบุตรแล้วไซร้ ปล่อยให้พระเถระนำอาหารไปให้เณรน้อย เห็นทีสุขสามเณรที่กำลังจักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ คงจักพลาดโอกาสอันวิเศษนี้ไปแน่ ดังนั้นจึงเสด็จออกจากคันธกุฎีมายืนรออัครสาวกอยู่ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระวิหาร

และแล้วสิ่งที่ทรงคาดไว้ก็ปรากฎ ขณะที่สามเณรสุขะกำลังเจริญสมาธิจวนเจียนจะบรรลุธรรม ทันใดนั้นก็เห็นพระสารีบุตรกลับจากบิณฑบาตพอดี กำลังมุ่งมายังทางเข้าพระวิหาร ในใจพระเถระกำลังคิดถึงเรื่องอาหารที่บิณฑบาตได้ในเช้านี้อยู่ ท่านยังแปลกใจไม่หายไฉนวันนี้ญาติโยมจึงนำอาหารล้วนแต่หน้าตาน่ากิน รสชาติน่าอร่อย มาใส่บาตรกันมากมายถึงปานนี้? หากเณรน้อยเห็นเข้าคงจักต้องถูกใจเป็นแน่!

ขณะกำลังคิดอะไรเพลินๆเพลานั้นท่านก็เห็นพระศาสดาทรงยืนรออยู่ที่หน้าซุ้มประตู ดังนั้นจึงรีบวางบาตรลงพื้นพร้อมกับก้มกราบแทบยังเบื้องบาทของจอมมุนี สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นพระสารีบุตรเงยหน้าขึ้นมาสบพระเนตร เพื่อต้องการจักถ่วงเวลาไว้ จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามปัญหาสี่ข้อกับพระเถระ รอจนกระทั่งสามเณรสุขะบรรลุอรหัตผลแล้ว พระองค์จึงตรัสให้พระสารีบุตรนำภัตตาหารไปให้ลูกศิษย์ได้

หลังจากสุขสามเณรฉันภัตตาหารเสร็จ ล้างบาตรเรียบร้อย ปรากฏเงาพระอาทิตย์ก็ได้เลื่อนไหลไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบ่ายคล้อยแล้ว! บรรดาพระภิกษุเมื่อเห็นดังนั้นต่างก็โจษจันกันให้เซ็งแซ่ว่าเมื่อครู่ยังสายอยู่แท้ๆ ไฉนพอสามเณรสุขะฉันเสร็จกลับกลายเป็นบ่ายไปเสียเล่า?
สมเด็จพระพุทธองค์เมื่อทรงเห็นเหล่าภิกษุสงสัยจึงทรงอธิบายว่า “ ดูก่อนภิกษุ ผู้สร้างกรรมดีไว้มาก เวลาที่บำเพ็ญธรรมมักจะเป็นเช่นนี้! ” แล้วจึงตรัสถึงบุพกรรมของสามเณรสุขะแก่เหล่าภิกษุว่า

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีตชาติ ครานั้นมีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งเขาได้รับมรดกจากบิดาเป็นทรัพย์จำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงใช้ทรัพย์ที่ได้ไปอย่างผู้มือเติบ

วันหนึ่งบุตรเศรษฐีได้สั่งบ่าวไพร่ให้ไปติดต่อพ่อครัวเอกของเมือง เตรียมทำอาหารที่มีหน้าตาสวยงาม รสชาติเป็นเลิศ และมีราคาแพงที่สุดกว่าที่เคยมี จากนั้นให้เขาไปจ้างช่างมาสร้างปะรำ ตกแต่งให้โอ่อ่า เพื่อจักใช้สำหรับบริโภคอาหารนี้แสดงให้กับประชาชนดู แล้วสั่งให้บ่าวทั้งหมดแยกย้ายกันประกาศให้คนทั่วเมืองรู้ว่า ตัวเขาจะนั่งบริโภคอาหารที่มีเลิศรส และมีราคาแพงนี้ในอีก ๗ วันข้างหน้า ใครอยากจักเห็นอาหารที่เศรษฐีบริโภคนั้นมีหน้าตาเยี่ยงไร? รสชาติอร่อยแค่ไหน? หรือราคาแพงสักปานใด? ให้มาดูได้ในวันนั้น

ครั้นถึงวันงานเหล่าประชาชนต่างพากันมามุงดู กันจนเนืองแน่นล้นหลาม แต่ละคนต่างก็ไม่เคยเห็นของกินจำนวนมากที่มีหน้าตาสวยงาม มีสีสันน่ากินอย่างนี้มาก่อน จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์
กันไปต่างๆนานา

วันนั้นบังเอิญมีหนุ่มชนบทผู้หนึ่งเขาได้นำฟืนที่ตัดแล้วมาขายที่ยังเมืองหลวง พอขายเสร็จก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมสหาย พอเจอหน้ากันสหายบอกว่าวันนี้จะมีการกินอาหารราคาแพงอวดให้ประชาชนดู เขาพอได้ฟังก็อยากจักเห็นขึ้นมาทันใด ดังนั้นจึงชวนสหายไปดู

พอไปถึงเห็นอาหารมากมายหลายชนิด หน้าตาล้วนน่ากิน วางเรียงอยู่ในถาดหน้าเศรษฐี ชายตัดฟืนก็ยากที่จักอดใจได้ อยากจักลองลิ้มชิมรสชาติอาหารเหล่านั้นขึ้นมาใจแทบขาด ดังนั้นจึงร้องบอกลูกเศรษฐีไปว่า “ ข้าแต่ท่านเศรษฐี ขอท่านโปรดแบ่งอาหารดีๆเหล่านี้แก่ข้าพเจ้าสักหน่อยจักได้ไหม? ตั้งแต่เกิดมาข้าพเจ้าไม่เคยเห็นอาหารใดจักมีหน้าตาน่ากินอย่างนี้มาก่อน ข้าพเจ้าอยากจักลิ้มลองสักครั้งในชีวิต ไม่ทราบท่านจักเมตตาให้ข้าพเจ้าสักนิดได้หรือไม่? ”

หนุ่มลูกเศรษฐีเมื่อเห็นท่าทีของชายบ้านนอกเขาก็รู้แล้วว่า บุรุษผู้นี้ปรารถนาจักกินอาหารเหล่านี้จริงๆ ดังนั้นจึงแกล้งตั้งเงื่อนไขว่า “ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม จักกินนั้นไม่ยากดอก เพียงแต่ท่านต้องมาเป็นข้ารับใช้ข้าพเจ้า ๓ ปีก่อน ข้าพเจ้าถึงจักยอมให้ท่านได้กินอาหารในถาดนี้ ไม่ทราบท่านพอจักทำได้ไหมเล่า? ” บุตรเศรษฐีกล่าวไปอย่างนั้นเอง ในใจเขาไม่เชื่อว่าชายเบื้องหน้าจักกล้าตกปากรับคำ

ที่ไหนได้ หนุ่มบ้านนอกกลับตอบออกมามาด้วยเสียงอันดังว่า “ สามปีจักเป็นไรเล่า ข้าพเจ้ายินดียอมเป็นข้ารับใช้ท่าน! ” บรรดาประชาชนที่อยู่รอบๆเมื่อเห็นเขากล้ายอมรับเงื่อนไขอันโหดร้ายของท่านเศรษฐี เพื่อให้ได้กินอาหารหนึ่งมื้อ ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันให้เซ็งแซ่ไปหมด พร้อมกันนั้นก็ได้ตั้งชื่อให้เขาว่า “ภัตตภติกะมานพ” ซึ่งแปลว่า “ชายรับจ้างทำงานเพื่ออาหาร”

หลังจากยอมรับเงื่อนไข ในวันนั้นเองภัตตภติกะหนุ่มก็เข้ามาเป็นข้ารับใช้ในบ้านของท่านเศรษฐี บรรดางานทั้งหลายไม่ว่าจักเป็นงานหนักงานเบา เมื่อท่านเศรษฐีเรียกใช้เขาจักกระวีกระกวาดรีบทำให้อย่างเต็มอกเต็มใจทุกครั้ง จนท่านเศรษฐีเกิดความนิยมรักใคร่ไว้เนื้อเชื่อใจ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปครบ ๓ ปี

เมื่อถึงกำหนดลูกเศรษฐีจึงจัดงานกินอวดให้กับเขาเหมือนดังที่ตนเคยทำ แต่ปรากฎว่างานครั้งนี้ประชาชนต่างให้ความสนใจล้นหลามมากกว่างานที่เขาเคยจัดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วเสียอีก

ค่าใช้จ่ายครั้งนี้ลูกชายเศรษฐีได้จ่ายทรัพย์ให้กับพ่อครัวเป็นจำนวนถึงสามพัน สองพันแรกสำหรับอาหารมื้อเช้าและเย็นของเขา ส่วนอีกหนึ่งพันสำหรับอาหารของภัตตภติกะมานพ นอกจากจักจัดงานให้อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ลูกชายเศรษฐียังให้นายภัตตภติกะอาบน้ำชำระร่างกายด้วยของหอมสำหรับตน นุ่งห่มผ้าสาฎกเนื้อดี นั่งบนบัลลังก์ที่เขาเคยนั่ง จัดบ่าวไพร่มาคอยปรนนิบัติรับใช้ ไม่พอเท่านั้นยังมอบทรัพย์ก้อนใหญ่ให้ไว้ติดตัวสำหรับเป็นทุนในอนาคตด้วยต่างหาก

ในเช้าวันเดียวกันนั้น ณ เทือกเขาคันธมาทน์ของหิมวันตประเทศ พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านเพิ่งจักออกจากนิโรธสมาบัติหลังจากพักจิตอยู่เป็นเวลาเจ็ดวันพอดี ท่านก็กำลังใคร่ครวญว่าอานิสงส์ครั้งใหญ่นี้ควรจักได้แก่ผู้ใดดี?

ทันใดนั้นภาพนิมิตของภัตตภติกะหนุ่มก็ได้ปรากฎขึ้นในมโนทวารของท่าน พอเห็นดังนั้นท่านจึงกำหนดจิตพิจารณาต่อว่าชายผู้นี้เป็นผู้ที่มีศรัทธาหรือไม่ และแล้วท่านก็ทราบว่าเขาเป็นผู้มีใจศรัทธา แลอานิสงส์จากทานที่เขาถวายท่านนั้นจักทำให้เขาได้มหาสมบัติครั้งใหญ่ ดังนั้นท่านจึงหยิบจีวรขึ้นมาห่มพร้อมกับคว้าบาตรมาถือไว้ จากนั้นก็เหาะขึ้นนภามุ่งหน้ามายังชมพูทวีปทันที

เมื่อมาถึงก็ได้ไปปรากฎกายอยู่ติดกับปะรำ ใกล้กับบัลลังก์ที่ภัตตภติกะกำลังนั่งรอเตรียมตัวจะบริโภคอาหารพอดี ชายหนุ่มครั้นเหลือบมาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าโดยบังเอิญ ในมือถือบาตรสายตามองมาที่ตน ก็คำนึงในใจว่า

“ การที่เรายอมเป็นข้ารับใช้ ๓ ปีเพื่อให้ได้กินอาหารถาดเดียว สาเหตุก็เพราะกาลก่อนเราไม่เคยให้ทานไว้, บัดนี้อาหารเบื้องหน้าหากเราบริโภคไป อย่างมากก็ทำให้เราอยู่ได้แค่เพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น, แต่ถ้าเราถวายอาหารถาดนี้แด่พระคุณเจ้ารูปนี้, อาหารเหล่านี้อาจจักรักษาเราไว้มิใช่เป็นพันโกฏิพันกัปดอกรึ? อย่ากระนั้นเลย จำเราจักยกอาหารทั้งหมดนี้ให้กับสมณเบื้องหน้าเสียเถิด จึงจักเป็นการดีที่สุด! ”

เมื่อคิดดังนั้นนายภัตตภติกะก็ยกเอาถาดอาหารของตน ถวายให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้าทันที พร้อมกันนั้นก็อธิษฐานอยู่ในใจว่า “ ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพชาติ ขอความสุขจงมีแก่ข้าพเจ้าในที่บังเกิดด้วยเถิด แลขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยเถิด! ”

ทานใดที่บุคคลถวายไม่เหลือไว้เพื่อตนแม้เพียงน้อยนิด ทานนั้นย่อมมีผลมากที่สุด!

หลังจากพระปัจเจกพุทธเจ้ารับอาหารของภัตตภติกะใส่บาตรแล้วท่านได้ให้พรกับเขาว่า“ สิ่งใดที่ท่านปรารถนาขอจงสำเร็จเหมือนแก้วสารพัดนึก ความสุขทุกอย่างที่มีบนโลก ขอจงบริบูรณ์แด่ท่านเหมือนดั่งพระจันทร์วันเพ็ญปานฉะนั้น! ”

พอให้พรเสร็จท่านก็อธิษฐานจิตให้มหาชนที่อยู่ ณ ที่นั้นจงเห็นภาพท่านเดินทางกลับเขาคันธมาทน์ด้วยตาทั้งสอง แหละพอกลับไปถึงท่านก็ได้นำเอาอาหารที่ภัตตภติกะถวายนั้นไปแบ่งให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปอื่นๆอีก ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง ๕๐๐ รูป บรรดาประชาชนเมื่อเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามีมากมายถึงปานนั้น ต่างก็พากันเปล่งเสียงสาธุการกันพร้อมพรั่ง จนกระหึ่มไปทั่วอาณาบริเวณแทบนั้น

ฝ่ายลูกเศรษฐีที่นั่งบริโภคอาหารอยู่ในคฤหาสน์อย่างมีความสุข พอได้ยินเสียงกัมปนาทกึกก้อง ก็ถึงกับสะดุ้งตกใจ คิดว่าบรรดาผู้คนต่างพากันหัวเราะเยาะภัตตภติกะหนุ่ม จึงสั่งให้บ่าวไพร่ไปสืบความ

ครั้นพอบ่าวรายงานให้ทราบถึงรายละเอียดเขาก็ถึงกับรำพึงรำพันขึ้นในใจว่า “ น่าอัศจรรย์นัก! นายภัตตภติกะผู้นี้สามารถทำสิ่งที่บุคคลทั่วไปยากจักกระทำได้ ตัวเราแม้มีสมบัติมากมายถึงปานนี้ แต่ก็ยังมิอาจทำได้เหมือนเขา! อย่ากระนั้นเลย เราจงขอเขาให้อนุญาตเราได้มีส่วนในบุญนี้ด้วย ท่าจักดี! ” พอคิดดังนั้นลูกเศรษฐีก็สั่งให้บ่าวไปตามตัวภัตตภติกะมาพบทันที

เมื่อภัตตภติกะมาถึงเขาจึงถามชายหนุ่มไปว่า “ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม ข้าพเจ้าทราบมาว่าท่านได้ถวายอาหารอันเลิศรสแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าจนหมดสิ้น เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่? ” ภัตตภติกะมานพพอได้ฟังจึงตอบลูกเศรษฐีไปว่า “ จริงขอรับ! ” เศรษฐีพอได้รับคำยืนยันดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบถามเขาว่า

“ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ หากข้าพเจ้าจักขอแบ่งบุญจากทานของพ่อครึ่งหนึ่ง พ่อจักยินดีหรือไม่?” ภัตตภติกะหนุ่มเมื่อฟังเศรษฐีถามดังนั้นจึงตอบไปว่าตนยินดี คำตอบของเขาทำให้ลูกเศรษฐีถึงกับปลาบปลื้มดีใจจนยากจักกล่าว ดังนั้นเพื่อทดแทนคุณ ลูกเศรษฐีจึงยกสมบัติของตนครึ่งหนึ่งให้กับภัตตภติกะมานพบ้างเป็นการตอบแทน

ต่อมาภายหลังเมื่อพระราชาได้ทรงทราบเรื่องการถวายทานของภัตตภติกะ และเรื่องการยกสมบัติครึ่งหนึ่งของลูกเศรษฐีให้เขา พระองค์จึงทรงพระราชทานทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่เขาเช่นกัน นอกจากนั้นยังทรงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้ โดยตั้งเป็น “ภัตตภติกเศรษฐี ”

ภัตตภติกเศรษฐีผู้นี้ได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกอย่างมีความสุขเรื่อยมาตราบจนหมดสิ้นอายุขัย แหละพอตายจากมนุษย์ด้วยอานิสงส์ที่เขาทำไว้ จึงนำให้เขาไปบังเกิดยังเทวโลก เสวยสุข จากสมบัติทิพย์บนเทวโลกต่ออีกถึง ๑ พุทธันดร จนพุทธุปบาทกาลนี้แล จึงมาปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากพระสารีบุตรนามว่า “ สุขะ ” ซึ่งก็คือสุขสามเณรนั่นเอง.

ที่มา : อรรถกถา ขุททกนิกาย

สืบ ธรรมไทย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร