วันเวลาปัจจุบัน 19 ต.ค. 2019, 19:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 26 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 14:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: :b42: ปฏิปทา(การกระทำของเรา)เป็นสิ่งสำคัญ :b42: :b42:
.....การปฏิบัติที่สำคัญที่สุดคือปฏิปทา ปฏิปทาคืออะไร คือการกระทำของตัวเรานั่นแหละ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ทุกประการ ปฏิปทาทางกาย ปฏิปทาทางจิตของเรานั่นนะ วันนี้มันมีจิตใจเศร้าหมองในการทำงานกี่ครั้งไหม มีใจสบายไหม มีอะไรเป็นอะไรไหม อันนี้เราต้องรู้มัน รู้จักตัวเองอย่างนี้ รู้แล้วมันวางได้ไหม อันที่มันยังวางไม่ได้ก็พยายามปฏิบัติมัน เมื่อมันรู้ว่าวางไม่ได้ก็ถือไว้ เพื่อเอาไปพิจารณาด้วยปัญญาเราอีก ให้มีเหตุผล ค่อยๆทำไปอย่างนี้ เรียกว่าการปฏิบัติ อย่างเช่นวันนี้มันขยันก็ทำ ขี้เกียจก็พยายามทำ ไม่ได้ทำมากก็ให้ได้สักครึ่งหนึ่งก็เอา อย่าไปปล่อยวันนี้ขี้เกียจไม่ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก เสียหายเลย ไม่ใช่นักปฏิบัติแล้ว
...ทีนี้ผมเคยได้ยิน..
"แหม ปีนี้ผมแย่เหลือเกิน"....."ทำไม",...
"ผมป่วยทั้งปี ไม่ได้ปฏิบัติเลย" โอ้โฮ มันจวนจะตายแล้วก็ยังไม่ได้ปฏิบัติอีก จะไปปฏิบัติเมื่อไหร่ล่ะ ถ้าหากว่ามันสุขจะปฏิบัติไหม มันสุขก็ไม่ปฏิบัติอีก มันติดสุขเท่านั้นแหละ แต่ทุกข์มันไม่ปฏิบัติก็ติดทุกข์อยู่นั่นแหละ ไม่รู้จะไปปฏิบัติกันเมื่อไหร่ ได้แต่รู้ว่ามันป่วย มันเจ็บ มันไข้จวนจะตายนั่นแหละ ให้มันหนักๆเถอะที่เราจะต้องปฏิบัติ เอา เมื่อเราสบายเกิดขึ้นมามันก็ต้องชูใจของเรา ยกหูชูหางขึ้นไปสูงๆอีก มันก็ต้องมาปฏิบัติมันอีก สองอย่างนี้หมายความว่า จะเป็นสุขก็ต้องปฏิบัติ จะเป็นทุกข์ก็ต้องปฏิบัติ จะอยู่สบายๆอย่างนี้ก็ต้องปฏิบัติ จะเป็นไข้อยู่ก็ต้องปฏิบัติ มันถึงจะถูกแบบ ถ้าเราคิดอย่างนี้..."ปีนี้ผมไม่ปฏิบัติ" "ทำไมไม่ปฏิบัติ"...."ผมเป็นไข้ไม่สบายครับ"
....เออ...เมื่อมันสบายมันก็ร้องเพลงไปเท่านั้นแหละ อย่างนี้มันเป็นความคิดผิดนะ ไม่ใช่ว่ามันไม่ผิด ดังนั้น พระโยคาวจรเจ้าท่านจึงมีปฏิปทาสม่ำเสมอในเรื่องจิต เป็นก็ให้เป็นแต่เรื่องกาย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 15:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: ประสบการณ์ของหลวงพ่อในการปฏิบัติ :b43:
....มีระยะหนึ่งที่อาตมาพยายามในการปฏิบัติ ตอนนั้นปฏิบัติได้ประมาณห้าพรรษาแล้ว ก็อยู่กับเพื่อนมากๆ แหม มันรำคาญเพื่อน คนนี้ก็พูดอย่างนั้น คนนั้นก็พูดอย่างนี้ เรานั่งอยู่กุฏิจะปฏิบัติกรรมฐานก็มีเพื่อนขึ้นไปคุยด้วย วุ่นวาย หนี หนีไปคนเดียว ว่าเพื่อนกวนเรา ไม่ได้ปฏิบัติ เบื่อ...ไปอยู่ในป่ารกวัดป่าเล็กๆร้างๆไปแล้วละ มีหมู่บ้านน้อยๆ ไปนั่งคนเดียวไม่ได้พูด เพราะอยู่คนเดียวนี่ อยู่ได้สักประมาณ ๑๕ วัน ก็เกิดความคิดมาอีกแล้ว"แหม อยากได้เณรเล็กๆสักรูปหนึ่งก็ดีนะ อยากได้ปะขาวมาสักคนก็ดีนะ เพื่อจะได้มาใช้อะไรเล็กๆ น้อยๆ" นี่เราก็รู้อยู่ว่ามันจะออกมาท่าไหน ออกมาทั้งนั้นล่ะ "เอ..แกนี่ตัวสำคัญนะ เบื่อเพื่อน เบื่อภิกษุสามเณรมาแล้ว ยังอยากเอาเพื่อนมาอีกทำไมเล่า" "เปล่า" มันว่า"เอาเพื่อนที่ดี"...แน่ะ.."คนดีมีที่ไหนล่ะ" เห็นไหม หาคนดีเห็นไหม คนทั้งวัดมีแต่คนไม่ดีทั้งนั้นแหละ ดีเราคนเดียวละมั้ง เราจึงหนีเขามานี่ ต้องตามมันอย่างนี้ สะกดรอยมันไป มันรู้สึกขึ้นมา เออ อันนี้มันก็สำคัญเหมือนกันนะ แล้วคนดีอยู่ที่ไหนล่ะ ไม่มีคนดีทั้งนั้นแหละ คนดีอยู่ที่ตัวเรา ทุกวันนี้อาตมาก็ยังมาสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า คนดีไม่มีที่อื่น อยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราดีเราไปไหนมันก็ดี เขาจะนินทา เขาจะสรรเสริญ เราก็ยังดีอยู่ เขาจะว่าอะไรทำอะไร เราก็ยังดีอยู่ ถ้าเรายังไม่ดี เขานินทาเรา เราก็จะโกรธ ถ้าเขาสรรเสริญเรา เราก็จะชอบอย่างเก่านั้นแหละ
....วันนั้นอาตมาภาวนาได้อย่างนั้น มีความรู้สึกอย่างนั้น ก็รู้สึกตั้งแต่วันนั้นมา รู้ได้ตามเป็นจริง มีความจริงอยู่เท่าทุกวันนี้ อันความดีมันอยู่กับตัวเอง พอได้เห็นปุ๊บความรู้สึกมันลดลง มันจำตั้งแต่วันนั้นเลย ต่อมามีขึ้นมามันก็ปล่อยไป มีขึ้นมามันก็รู้ มีขึ้นมามันก็รู้เรื่อยไป อันนี้เป็นรากฐาน เราจะไปอยู่ที่ไหน คนเขาจะรังเกียจ หรือคนเขาจะว่าอะไร ก็ถือว่าไม่ใช่เขาดีหรือเขาชั่ว ถ้ามันดีมันชัวคือตัวเรานี้ คนอื่นมันเรื่องของคนอื่นเขา มันเป็นอยู่อย่างนั้น อย่าไปเข้าใจว่าแหม วันนี้มนร้อน วันนี้มันเย็น วันนี้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ วันมันจะเป็นอย่างไรมันก็เป็นชองมันอยู่อย่างนั้น ความจริงตัวเรามันเสือกไสไปให้โทษเขาเท่านั้น ท่านว่าเห็นธรรมะเกิดกับตัวเองนี่แหละมันแน่นอน และได้ความสงบระงับด้วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 15:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: :b48: ขอให้พึงตามดูจิตอย่างสม่ำเสมอ :b48: :b48:
...ฉะนั้นพวกเราท่านทั้งหลายที่ได้มาอบรมในวันนี้ แม้ไม่กี่วันอาตมานึกว่าคงจะมีอะไรขึ้นมาหลายอย่าง มีขึ้นมาก็ยังไม่รู้ มันมีเยอะแยะนะ ไม่ใช่ว่าเรารู้มันนะ ที่ไม่รู้มันก็เยอะแยะ คิดถูกก็มีคิดผิดก็มีอะไรหลายไอย่างที่มันเป็นมา ฉะนั้นการปฏิบัติจึงว่ามันยาก ถึงแม้พวกท่านทั้งหลายจะนั้งมันสงบไปบ้างก็อย่าคิดสรรเสริญมัน มันจะมีความวุ่นวายไปบ้างก็อย่าไปให้โทษมัน ถ้ามันดีก็อย่าพึงไปชอบมัน ถ้ามันไม่ไดก็อย่าพึงไปรังเกียจมัน พากันไปดูเถอะ ให้ท่านดูของท่านไปดูไป อย่าพึงไปว่ามัน ถ้ามันดีก็อย่าไปพึงจับมัน ชั่วก็อย่าพึงไปจับมัน เดี๋ยวมันจะกัดนะ ดีมีนก็กัด ชั่วมันก็กัด อย่าพึงไปจับมัน ฉะนั้นการปฏิบัติจึงว่านั่ง นั่นแหละปฏิบัตินั่ง ดูไปมันมีอารมณ์ดีอารมณ์ชั่วสลับซับซ้อนกันไปเป็นธรรมดาของมัน อย่าไปสรรเสริญจิตของเราอย่างเดียว ให้รู้จักกาลรู้จักเวลามัน เมื่อถึงคราวสรรเสริญก็สรรเสริญมันหน่อย วรรเวริญให้พอดีอย่าให้หลง เหมือนกับสอนเด็กนั่นแหละ บางทีมันก็เฆี่ยน เอาไม้เรียวเล็ก ๆ เฆี่ยนมัน ไม่เฆี่ยนไม่ได้ วันนี้บางทีก็ให้โทษมันบ้าง อย่าให้โทษมันเรื่อยไป ให้โทษมันเรื่อนไป มันก็จะออกจากทางเก่านั่นแหละ ถ้าให้สุขมันให้คุณมันเรื่อยๆ มันไปไม่ได้ การประพฤติปฏิบัติไม่ใช่อย่างนั้น เราปฏิบัติไปตามสายกลาง สายกลางคืออะไร สายกลางนี้มันยาก จะเอาจิตของเราเป็นประมาณ จะเอาตัณหาของเราเป็นประมาณไม่ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 15:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.พ. 2009, 22:21
โพสต์: 1973


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
หรือถ้ามี เวลา โอกาสสิ่งอำนวยพร้อม ปัจจัยพร้อม ก็ลองไปสถาน..สำนัก ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน
ปฏิบัติต่อเนื่อง ๓ วัน หรือ ๗ วัน อันนี้ยิ่งมีอานิสงส์แรงครับ
ขอเจริญในธรรม :b8:


ขอถาม คุณศรีสมบัติหน่อยน่ะค่ะ
เท่าที่เราอ่านๆดู เห็นมีหลายท่านน่ะค่ะ
บอกว่าให้ไป สำนัก ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน3-7วัน จะดีกว่าที่นั่งบ้าน
ทำไม?
คุณศรีสมบัติ ช่วยอธิบายในวงกว้างๆให้เราได้รู้หน่อยสิค่ะ

อ้างคำพูด:
ท่านหลวงพ่อ ท่านสอนแบบคำเรียบง่าย ชาวบ้านๆ เน้นตัวปัญญา

ใช่ค่ะ เวลาอ่าน ก็รู้สึกขำไปด้วยน่ะค่ะ
วัดของท่าน ชื่อวัดอะไรเหรอค่ะ
ขอเจริญในธรรม :b8: เช่นกันค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 มิ.ย. 2010, 19:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


bbby เขียน:
ขอถาม คุณศรีสมบัติหน่อยน่ะค่ะ
เท่าที่เราอ่านๆดู เห็นมีหลายท่านน่ะค่ะ
บอกว่าให้ไป สำนัก ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน3-7วัน จะดีกว่าที่นั่งบ้าน
ทำไม?
คุณศรีสมบัติ ช่วยอธิบายในวงกว้างๆให้เราได้รู้หน่อยสิค่ะ

....ด้วยความเคารพ อันนี้กระผมก็ยังไม่เคยไปปฏิบัตินอกบ้านสักที..แต่การไปปฏิบัติที่สำนักหรือเป็นวัดป่า..ที่ๆสงบ..หรือกระทั่งป่าช้าเก่าๆ...นั้น..คิดดู..ว่าจะได้ความสงบสงัด แค่ไหน :b5: :b14: :b32:
...อันนี้เราสาธุชนคนธรรมดา..คงไม่มีอินทรีย์แก่กล้าเพียงนั้น..ที่จะกล้าเข้าไปปฏิบัติในสถานที่ป่าแบบนั้น...จิตคงไม่เป็นสมาธิแน่ๆ คงจะมีแต่ความกลัว..(ผี) :b32:
...เพราะการปฏิบัติที่สำนัก..ได้ใกล้กับพระอาจารย์...เวลาจิตตกหรือมีปัญหาใดๆ ก็จะสอบถามได้ทันท่วงที...และอย่างน้อยก็ยังมีชาวกัลยาณมิตรเพื่อนๆ สัมมาปฏิบัติ ที่จะคอยแนะนำ เป็นเพื่อนอย่างใกล้ชิดกันด้วย..และทางสำนักเขาก็จะเน้นความต่อเนื่องในการปฏิบัติ...คืออย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๗ วัน
....ส่วนที่บ้าน..ไหนจะลูก..จะญาติพี่น้อง..เสียงอึกทึก..เสียงรถ..เสียงต่างๆๆฯลฯ ถ้าเราสมาธิแข็งแรงดีมันก็ไม่มีปัญหา...และถ้าเราบ้านหลังใหญ่หน่อย..มีห้องพระ..ก็จะนั่งปฏิบัติได้..หรือมีสวนหย่อมเล็กๆก็สามารถเดินจงกลมได้..แต่อย่างน้อยสิ่งแวดล้อมต้องได้สงัดจริงๆ ครับ มันถึงจะเกิดสมาธิ ในการปฏิบัติ
.....สรุปแล้วถ้าที่บ้าน ...มีสิ่งแวดล้อมความสงบสงัด..ผมว่าไม่แตกต่างกันกับไปที่สถานปฏิบัตินอกบ้าน..ดีซะอีกที่ไม่คนมากมาย..วุ่นวายเปล่าๆ..คนเดียวที่บ้านนั้นได้อานิสงส์พอๆกัน มันขึ้นอยู่ที่จิตเรานี่แหละ..ถ้ามีศรัทธาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง(ทุกวัน..ดังที่หลวงพ่อท่านสอน)สุข..ก็ทำ..ทุกข์ก็ทำ..เป็นกลางๆ ก็ทำ..นั่นล่ะครับความเพียร..รับรองคุณจะถึงความสงบสงัดในจิต..เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
ส่วนตัวกระผมนั้น..ปฏิบัติที่บ้านครับ..และขอให้มีเวลาสักวันละครึ่ง ชม. ทั้งสวดมนต์และนั่งสงบหน่อยๆนั่นก็เพียงพอแล้วครับ เพราะภาระการงานเราเยอะครับ...

ท่านหลวงพ่อ ชา สุภัทโท อยู่วัดหนองป่าพง ครับ ส่วนจังหวัดไหน ..จำไม่ได้ครับ ลองเข้าหาในเว็บดูครับ...
ขอเจริญในธรรม :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2010, 13:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: :b48: ขอให้เห็นว่าทุกอิริยาบถเป็นการปฏิบัติ :b48: :b48:
....ฉะนั้นการปฏิบัติของท่านทั้งหลาย อย่าพึงถือว่าการนั่งหลับตาอย่างเดียวเป็นการปฏิบัติ เมื่อออกจากนั่งแล้วก็ออกจากการปฏิบัติอย่าเข้าใจอย่างนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็รีบกลับมันเสีย ที่เรียกว่าการปฏิบัติสม่ำเสมอคือเราจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ให้มีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น เมื่อเราจะออกจากสมาธิก็อย่าเข้าใจว่าออกจากสมาธิเพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถเท่านั้น ถ้าท่านทั้งหลายคิดอย่างนี้ก็สุขใจ เมื่อไปทำงานอยู่ที่ไหน ไปทำอะไรอยู่ก็ดี ท่านจะมีการภาวะอยู่เสมอ มี้รื่งติดใจ มีความรู้สึกอยู่เสมอ ถ้าหากท่านองค์ใดตอนเย็นๆก็มานั่ง เมื่อออกจากสมาธิแล้วก็เรียกว่าได้ออกแล้วไม่มีเยื่อใย ออกไปเลยส่งอารมณ์ไปเลย ตลอดทั้งวันก็ปล่อยอารมณ์ ตามอารมณ์ไปไม่มีสติ เย็นต่อไปนึกอยากจะนั่ง พอไปนั่งปุ๊บก็มีแต่เรื่องใหม่ทั้งนั้นเข้ามาสุมมัน ปัจจัยเรื่องเก่าที่มันสงบก็ไม่มี เพราะทิ้งมันไว้ตั้งแต่เช้า มันก็เย็นนะซิ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ มันก็ยิ่งห่างไปทุกปีๆ
.....อาตมาเห็นลูกศิษย์บางองค์ ก็ถามว่า"เป็นยังไงภาวนา" เขาตอบ"เดี๋ยวนี้หมดแล้วครับ" นี่ เอาสักเดือนสองเดือนยังอยู่พอสักปีสองปีมันหมดแล้ว ทำไมมันหมด ก็มันไปยึดหลักอันนี้ไว้ เมื่อนั่งแล้วก็ออกจากสมาธิ ทำไปๆนั่งน้อยไปทุกทีๆ นั่งเดี๋ยวเดียวก็อยากออก นั่งประเดี๋ยวก็อยากออก นานๆเข้าก็ไม่อยากจะนั่งเลยเหมือนกับการกราบพระ เมื่อเวลาจะนอนก็อุตส่าห์กราบ กราบไปเรื่อยๆ บ่อยๆ นานๆใจมันห่างแล้ว ต่อไปไม่ต้องกราบ ดูเอาก็ได้ นานๆก็เลยไม่กราบ ดูเอาเท่านั้นแหละ มันจะส่งเราออกนอกคอกไม่รู้เรื่องอะไรนี่ ให้เราทั้งหลายรู้ว่ามีสติ มีไว้ทำไม ให้เป็นผู้ศึกษาสม่ำเสมออย่างนั้น
....การปฏิบัตินี้จึงเป็นการปฏิบัติสม่ำเสมอ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนมันเป็นของมันเสียจริงๆ คือการทำเพียร การภาวนา มันเป็นที่จิตไม่ใช่เป็นที่กายของเรา จิตของเรามันเลื่อมใสอยู่ จิตของเรามันตรงอยู่ มันมีกำลังอยู่ มันรู้อยู่ที่จิตนั้น จิตนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญมาก การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อิริยาบถทั้งหลายนั้นมารวมที่จิต จิตเป็นตัวรับภาระทำการงานมากเหลือเกิน เกือบทุกสิ่งทุกส่วน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2010, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: :b42: เมื่อมีสติ จิตใจจักสงบได้ง่าย :b42: :b42:
...ฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจถูกมันก็ทำถูก เมื่อทำถูกแล้วมันก็ไม่ผิด ถึงทำแต่น้อยมันถูกน้อย เช่นว่าเมื่อเราออกจากสมาธิแล้วก็รู้สึกว่าวันนี้เรายังไม่ออก เราเปลี่ยนอิริยาบถมันตั้งอยู่อย่างเก่านั้นแหละ จะยืน จะเดิน จะเหินไปมามันก็มีสติอยู่สม่ำเสมอ ถ้าเรามีความรู้อย่างนั้น กิจธุระภายในใจของเราก็ยังมีอยู่ ถ้าเรานั่งตอนเย็นวันใหม่มา นั่งลงไป มันก็เชื่อมกันได้ ติดต่อกันได้ มันก็มีกำลังมิได้ขาด มันเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องสงบ ติดต่อกันอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่าปฏิปทาสม่ำเสมอ ในจิตนั้น ถ้าจิตใจของเรามีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอแล้ว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นไปเอง มันค่อยๆเป็นไปเอง จิตใจมันจะสงบก็เพราะจิตใจมันรู้จักผิดถูก มันรู้จักเหตุการณ์ของมัน มันถึงจะสงบได้
...เช่นว่าศีลก็ดี สมาธิก็ดี จะดำเนินอยู่ได้มันก็ต้องมีปัญญา บางคนเข้าใจว่าปีนี้ผมจะตั้งใจรักษาศีล ปีหน้าจะทำสมาธิ ปีต่อไปจะทำปัญญาให้เกิด อย่างนี้เป็นต้น เพราะเข้าใจว่ามันคนละอย่างกัน ปีนี้จะทำศีล ใจไม่มั่นจะทำได้อย่างไร ปัญญาไม่เกิดจะทำได้อย่างไร มันก็เหลวทั้งนั้นแหละ ความเป็นจริงนั้นมันก็อยู่ในจิตเดียวกัน ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เมื่อเรามีศีลขึ้นมา สมาธิก็เกิดขึ้นเท่านั้น สมาธิเราเกิดขึ้นมา ปัญญามันก็เกิดเท่านั้น มันเป็นวงกลมครอบกันอยู่อย่างนี้ มันเป็นอันเดียวกัน เหมือนมะม่วงใบเดียวกัน เมื่อมันเล็กมันก็เป็นมะม่วงใบนั้น เมื่อมันโตมามันก็เป็นมะม่วงใบนั้น เมื่อมันสุกมามันก็เป็นมะม่วงใบนั้น ถ้าเราคิดกันง่ายๆอย่างนี้ มันก็เป็นธรรมะทีเราต้องปฏิบัติ ไม่ต้องเรียนอะไรมากมาย ให้เรารู้มันเถิด รู้ตัวจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ รู้ข้อปฏิบัติของตนเอง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2010, 13:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: การทำสมาธิ จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเรา :b43:
....ฉะนั้นการทำสมาธินี้ บางคนไม่ได้ตามปรารถนาแล้วก็เลิก ก็หยุ หาว่าตนไม่มีบุญวาสนา แต่ว่าไปทำชั่วได้ บารมีชั่วทำได้ บารมีดีๆ ทำไม่ค่อยได้ เลิกเลย ปัจจัยมันน้อย มันเป็นกันเสียอย่างนั้นแหละ พวกเราไปเข้าข้างแต่อย่างนั้นแหละ ดังนั้นเมื่อท่านมีโอกาสมาประพฤติปฏิบัติแล้ว ถึงแม้ว่าสมาธิมันทำยาก หรือมันทำง่าย หรือมันไม่ค่อยเป็นสมาธิ มันก็เป็นเพราะเรา ไม่ใช่เป็นเพราะสมาธิ มันเป็นเพราะเราทำไม่ถูกมัน ฉะนั้นการทำเพียรนี้ท่านจึงได้ว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้มันเสียก่อนว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เมื่อความเห็นชอบอะไรมันก็ชอบไปหมด สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโป สัมมาทุกอย่าง ทั้ง ๘ ประการนั้น มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นอันเดียวเท่านั้น มันก็เชื่อมกันไปเลย สม่ำเสมอกันไปเรื่อยๆ มันเป็นอย่างนั้น
:b39: อ่านใจตนเองสำคัญกว่าอ่านหนังสือ :b39:
...อย่างไรก็ตามเถอะ อย่าไปไล่มันออกไปข้างนอกเลย ให้มันดูข้างในอย่างนี้ดีกว่า มันเห็นชัด อย่าพึ่งไปอ่านข้างนอก ทางที่ดีที่สุดนั้นตามความเข้าใจผมนะ ไม่อยากจะให้อ่านหนังสือเลย เอาหนังสือใส่หีบปิดให้มันดีเสีย อ่านใจตนเท่านั้น ที่เราดูหนังสือมานี้ก็ตั้งแต่วันขึ้นโรงเรียน มาเรียนกันทั้งนั้น ดูแต่หนังสือกันจะเป็นจะตาย ผมว่ามันมีโอกาส มีเวลามากเหลือเกิน เวลาเช่นนี้เอาหนังสือใส่หีบปิดให้มันดีเสียเลย อ่านใจเท่านั้นแหละ เมื่อมันเกิดอะไรขึ้นมาในใจของเรานี่ มันเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมา ที่เราชอบใจไม่ชอบใจก็ตาม เราเห็นว่ามันผิดมันถูกก็ตามเถอะ ให้เราตัดมันไปเลยว่าอันนี้มันไม่แน่ จะเกิดอะไรขึ้นมาก็ช่างมันเถอะ สับมันลงไป ไม่แน่ๆอย่างเดียว ขวานเล่มเดียวสับมันลงไป "ไม่แน่" ทั้งนั้นแหละ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2010, 14:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b40: :b43: มองให้เห็นว่า"มันเป็นอย่างนั้นเอง" :b40: :b43:
....ตลอดในเดือนหนึ่งที่มาพักอยู่ในวัดป่านี้ อาตมาว่ามันมีกำไรมากเหลือเกิน จะได้เห็นของจริง ตัวไม่แน่คือตัวสำคัญนะ ตัวให้เกิดปัญหานะ ยิ่งตามมันไม่แน่ ตัวไม่แน่ที่สับมันไป มันจะเวียนไปเวียนไปแล้วมาพบอีก เออ ไม่แน่จริงๆ มันโผล่มาเมื่อไหร่เอาป้ายปิดหน้ามันไว้ว่า มันไม่แน่ ติดป้ายมันไว้ปุ๊บ มันไม่แน่ ดูไปๆ เดี๋ยวมันก็เวียนมาอีก เวียนมาครบรอบ เออ...อันนี้ไม่แน่ ขุดเอาตรงนั้นมันก็ไม่แน่ เห็นคนๆเดียวกันที่มาหลอกเราอยู่กระทั่งเดือน กระทั่งปี กระทั่งเกิด กระทั่งตาย คนๆเดียวมาหลอกเราอยู่นั่น เราจะเห็นชัดอย่างนี้ มันจะเห็นว่า อ้อ มันเป็นอย่างนั้นเอง
:b48: :b48: เมื่อเราไม่หลงอารมณ์ เราก็ไม่หลงโลก :b48: :b48:
...ทีนี้เมื่อมันเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้งหลาย เพราะว่ามันไม่แน่ เคยเห็นไหมดูซิ นาฬิกาเรือนนี้ แหมสวยเหลือเกิน ซื้อมาเถอะ ไม่กี่วันก็เบื่อมันแล้ว ไม่กี่เดือนก็เบื่อมันแล้ว เสื้อตัวนี้ซื้อมา ชอบมันเหลือเกิน ก็เอามาใส่ไม่กี่วัน ทิ้งมันเสียแล้ว มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันแน่ที่ตรงไหนล่ะ นี่ถ้าเห็นมันไม่แน่ทุกสิ่งทุกอย่างราคามันก็น้อยลง อารมณ์ทั้งหลายมนั้นเป็นอารมณ์ที่ไม่มีราคาแล้ว ของที่ไม่มีราคาแล้วเราจะเอาไปทำไม เก็บมันไว้ก็เหมือนผ้าเราขาดก็เอามาเช็ดหม้อข้าว เอามาเช็อเท้าเท่านั้น เห็นอารมณ์ทั้งหลายมันก็สม่ำเสมอกันอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นสามัญลักษณะ มีอะไรก็เสมอกันอย่างนั้น เมื่อเราเห็นอารมณ์ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น เราก็เห็นโลก โลกนั้นคืออารมณ์ อารมณ์นั้นก็คือโลก เราไม่หลงอารมณ์ก็ไม่หลงโลก ไม่หลงโลกเราก็ไม่หลงอารมณ์ เมื่อจิตเป็นเช่นนี้ จิตก็มีที่อาศัย จิตก็มีรากฐาน จิตก็มีปัญญาหนาแน่น จิตอันนี้จะมีปัญหาน้อย แก้ปัญหาได้ทุกประการ เมื่อปัญหามันหมดไปความสงสัยมันก็หมดไป อย่างนี้ความสงบมันก็ขึ้นมาแทน อันนี้เรียกว่าการปฏิบัติ
ถ้าปฏิบัติกันจริงๆก็ต้องเป็นอย่างนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2010, 14:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: :b48: กรรมของเรา :b48: :b48:
........ทรัพย์สินชัด จัดให้ อภัยโทษ
........ไม่ผูกโกรธ พยาบาท มุ่งมาดหมาย
........บุคคลใด ใครกระทำ เจ็บช้ำกาย
........หรืออับอาย ขายหน้า อุตส่าห์ทน
เอาขันติ อดกลั้น กั้นโทสะ
โสรัจจะ ระงับ โกรธสับสน
กิริยา พาที ไม่วิกล
แสดงตน แช่มชื่น ระรื่นใจ
.....................นึกว่ากรรม ก่อนเก่า ที่เราสร้าง
.....................มาแต่ปาง บรรพประ- สบสมัย
.....................มันสนิท จองเวร จึงเป็นภัย
.....................มิโทษใคร ไตร่ตรอง กรรมของเรา

ที่มา...
(ธรรมะจากต้นไม้ จากหนังสือธรรมะจากวัดหนองป่าพง..)
...ธรรมสภา..จัดพิมพ์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.พ. 2011, 10:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: กราบอนุโมทนาค่ะท่านศรีสมบัติที่ยกธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่ชา สุภทฺโท บทนี้มาเพื่อเป็นธรรมทาน

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 26 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร