ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

เรื่องจริงของการโกหก!!!
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=27759
หน้า 3 จากทั้งหมด 4

เจ้าของ:  TAKSA [ 13 ม.ค. 2010, 18:58 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

naysakol เขียน:
:b1: :b1:ข้อธรรมะจริงๆ ขออนุโมทนาด้วยครับ แต่ที่ แสดงความคิดของผมและความคิดของดิฉันโดยใส่
อารมณ์เสียๆเข้าไปนั้น ไม่ได้ทำให้ธรรมะเจริญในใจใครเลยนะครับ :b1: :b1:

.......อารมณ์เสียๆที่คุณว่ามา มันเป็นอย่างไรหรือครับ คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ
อาจเป็นเพราะพึ่งเข้ามาอ่าน ข้อความที่ว่ามันเป็นสำนวนการเขียนหรือพิมพ์
ของแต่ละคนนะครับซึ่งสมาชิกในนี้เขารู้และเข้าใจดีว่า แต่ละคนสำนวนการเขียนเป็นอย่างไร
เขาไม่ถือสาหาความกันหรอกครับ

.......ผมว่าถ้ายังไม่แน่ใจ ก็อย่ามาว่ากล่าวสมาชิกเลยครับ มันทำให้ผมอดคิดไปได้ว่าคุณไม่
ปัญญาให้ธรรมะแก่คนอื่น เลยหาช่องทางเพื่อทำให้ตนเองดูดี เป็นพระเอกนักบุญ
......วิธีการแบบนี้เข้าเลิกใช้นานแล้วครับ ประเภทเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น
ผมว่าเลิกทำเถอะครับคุณอยากสนทนาทางธรรมเชิญเลยครับ
คำบางคำถึงจะดูรุนแรง แต่ไม่หยาบคายไม่ผิดกฎกติกา เขารับได้ทั้งนั้นแหล่ะครับ

.......อนึ่งคุณต้องเข้าใจด้วยนะว่าห้องนี้เป็นห้องสนทนาเรื่องธรรม ไม่ใช่ห้องที่จะมาสรรเสริญเยินยอ
ใคร หรือจะเอาธรรมที่เจริญใจ ถ้าอยากได้แบบนั้นผมว่าคุณไปหาเพลงเพาะๆซึ่งๆฟังดีกว่าครับ
แต่ถ้าจะเอาธรรมไปปฏิบัติมันต้องแบบนี้ครับ ธรรมก็คือความจริงแท้ ไม่ใช่เหตุที่เราจะต้องมาเสแสร้ง
ทำพูดจาไพเราะหยอดคำหวานใส่กัน ถ้าทำแบบนี้แล้วจะเรียกว่าธรรมะไปได้อย่างไร วันหลังจะโพสท์อะไรกรุณา
ไตร่ตรองและพิจารณาให้ถ้วนทั่วก่อนนะครับ ไม่งั้นเขาจะว่าเอาได้ว่ามือถือสากปากถือศีล

เจ้าของ:  แก่นกลาง [ 21 ม.ค. 2010, 01:13 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

tongue ขอบคณกระทู้นี้ค่ะ หมวยยังเด็กน้อย ต้องศึกษาอีกเยอะเลย ยังไงก็คงทำได้แค่ขอบคุณค่ะ tongue

เจ้าของ:  อยากเป็นมนุษย์ [ 08 เม.ย. 2010, 18:19 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

อนุโมทนาครับ

เจ้าของ:  enlighted [ 30 เม.ย. 2010, 08:40 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

อนุโมทนาสาธุคร๊าบบ

เจ้าของ:  Apiing [ 04 พ.ค. 2010, 14:58 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

อนุโมทนา ด้วยคนค่ะ
ศีลข้อนี่รักษายากจริงๆ :b23:

เจ้าของ:  onejaiD [ 24 พ.ค. 2010, 19:59 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

รู้ว่าเป็นบาป แต่บางทีก็ต้องโกหก

เจ้าของ:  happy day [ 26 ก.ค. 2010, 14:43 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

ขอบคุณครับ

เจ้าของ:  sindyann [ 26 ก.ค. 2010, 17:10 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

ศิรัสพล เขียน:
ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเสริมเจ้ากระทู้ครับ :b8:

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังเหมือนกัน คือ การเผลอไปตำหนิทางวาจา หรือทางใจ กับบุคคลที่เขาไม่ได้โกหกจริงๆ แต่เราไปว่าเขาโกหก ซึ่งจะทำให้เป็นกรรมไม่ดีอย่างหนึ่งได้เหมือนกันครับ เช่น เผลอไปตำหนิคนที่เขาพูดเรื่องปัจจุบัน หรือเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วว่าโกหก ขี้โม้อะไรทำนองนี้ เป็นต้น เพราะจริงๆ บางทีเราไม่รู้เลยว่าเขาพูดจริงหรือไม่ ดังนั้นต้องระวังครับ

เพราะว่าหากเขาไม่ได้โกหกขึ้นมาจริงๆ จะกลายเป็นการโจทย์ผู้อื่นแบบไม่มีมูล หรือกล่าวตู่ได้ ยิ่งถ้าหากบุคคลนั้น เกิดท่านสำเร็จธรรมชั้นสูง หรือเป็นอริยบุคคลนี่จะเรียกว่า "กล่าวตู่พระอริยะ" ได้ครับ มีกรรมหนักถึงปิดบังมรรคผลได้เลย

แสดงความคิดเห็นเสริมแค่นี้ครับ คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของกระทู้นี้บ้างครับ :b8:



เป็นข้อความที่มีประโยชน์มากค่ะ จะจำเอาไว้ปฏิบัตินะจ๊ะ

:b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b47: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48: :b48:

เจ้าของ:  เอี้ยง [ 26 ก.ค. 2010, 20:50 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

การโกหกมันไม่ดีจริง ๆ แหละ :b34: :b48:

เจ้าของ:  joon2212 [ 03 ส.ค. 2010, 23:10 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาสาธุ คร๊าบบ :b8: :b8: :b8:




................................................................
ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี

เจ้าของ:  Neranam [ 09 ส.ค. 2010, 21:50 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

กระผมอยากจะสอบถามท่านทั้งหลายว่าในบางครั้งกระผมก็พูดผิดเพราะว่าข้อมูลที่จะพูดนั้นไม่แน่นพอและกระผมมิได้เจตนากระผมควรทำอย่างไรดีครับ

เจ้าของ:  ฟ้าใสใส [ 05 ต.ค. 2010, 11:58 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

เบญจศีล สิกขาบทที่ ๔

มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ

ศีลข้อนี้บัญญัติขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการทำลายประโยชน์ของกันและกัน ด้วยการพูด คือ ตัดประโยชน์ทางวาจา และรักษาวาจาของตนให้เป็นที่เชื่อถือของคนอื่น เมื่อเพ่งความเจริญเป็นใหญ่ พึงทราบในสิกขาบทนี้ ท่านห้ามเป็นข้อใหญ่ ๓ ประการ คือ

๑. มุสาวาท ๒. อนุโลมุสา ๓. ปฏิสสวะ

การกระทำตามข้อ ๑ ศีลขาด กระทำตามข้อ ๒ และ ๓ ศีลด่างพร้อย

มุสาวาท

การพูดเท็จ คือ การโกหก หมายถึง การแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริง ให้คนหลงเชื่อแสดงออกได้ ๒ ทาง คือ

๑. ทางวาจา ได้แก่ พูดโกหกชัด ๆ
๒. ทางกาย ทำเท็จทางกาย เช่น เขียนจดหมาย โกหก ทำรายงานเท็จ ทำหลักฐานปลอม หรือ มีใครถามข้อความที่ควรรับ ก็สั่งศีรษะแสดงปฏิเสธ

เพื่อความสะดวกในการเรียน และการปฏิบัติ ท่านจำแนกกิริยาที่เป็นมุสาวาทไว้ ๗ อย่าง คือ

๑. ปด
๒. ทดสาบาน
๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์
๔. มารยา
๕. ทำเลศ
๖. เสริมความ
๗. อำความ

๑. ปด ได้แก่ พูดมุสาชัดๆ ไม่อาศัย ไม่อาศัยมูลเหตุเลย เช่น เห็นว่าไม่เห็น รู้ว่าไม่รู้ โดยโวหารต่างกัน ตามความมุ่งหมายของผู้พูด ท่านแสดงไว้เป็นตัวอย่าง ๔ ข้อ คือ

ก. พูดเพื่อจะให้เขาแตกกัน เรียกว่า ส่อเสียด
ข. พูดเพื่อจะโกงท่าน เรียกว่า หลอก
ค. พูดเพื่อจะยกย่อง ท่านเรียกว่า ยก
ง. พูดไว้แล้วไม่รับ เรียกว่า กลับคำ

๒. ทนสาบาน ได้แก่ กิริยาที่เลี่ยงสัตย์ว่า จะพูดตามจริง แต่ใจไม่ตั้งจริงตามนั้น มีพูดปดเป็นลำดับ บริวาร เช่น เป็น
พยานทนสาบานไว้ แล้วเบิกความเท็จ เป็นต้น

๓. ทำเล่ห์กระเท่ห์ ได้แก่ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์อันไม่มีจริง เช่น อวดรู้วิชาคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก เป็นต้น ซึ่งเป็นอุบายหาลาภ

๔. มารยา ได้แก่ กิริยาที่แสดงให้เขาเห็นผิดจากที่เป็นจริง หรือลวงให้เข้าใจผิด เช่น เป็นคนทุศีล ก็ทำท่าทางให้เขาเห็นว่ามีศีล เจ็บน้อก็ครวญครางมาก

๕. ทำเลศ ได้แก่ พูดมุสาเล่นสำนวน เช่น เห็นคนวิ่งหนีเขามา เมื่อผู้ไล่มาถาม ไม่อยากจะให้เขาจับคนนั้นได้ แต่ไม่ต้องการให้ใครตราหน้าว่าเป็นคนพูดมุสา จึงย้ายไปยืนที่อื่น แล้วพูดว่าตั้งแต่มายืนที่นี่ ยังไม่เคยเห็นใครวิ่งมาเลย

๖. เสริมความ ได้แก่ พูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่ตัดความที่ไม่ประสงค์จะให้รู้ออกเสีย เรื่องมากพูดให้เหลือน้อย ปิดความบกพร่องของตน

โทษของมุสาวาท

บุคคลพูดมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกปรับโทษทางกฎหมายที่หักประโยชน์ของผู้อื่น ทางธรรมปรับโทษอย่างหนักถึงปาราชิก อย่างเบาปรับเสมอปาจิตตีย์ กล่าวโดยความเป็นกรรมมีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดย วัตถุ เจตนา ประโยค

ก. โดยวัตถุ ถ้าข้อความนั้นเป็นเรื่องหักล้างประโยชน์ เช่น ทนสาบาน เบิกพยานเท็จ กล่าวใส่ความท่าน หลอกลวงเอาทรัพย์ท่าน มีโทษหนัก หรือกล่าวมุสาแก่ผู้มีคุณ เช่น พ่อ แม่ ครู อาจารย์ เจ้านาย และท่านผู้มีศีลธรรม มีโทษหนัก

ข. โดยเจตนา ถ้าผู้พูดคิดให้ร้ายท่าน เช่น กล่าวใส่ความท่าน มีโทษหนัก

ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำให้เขาเชื่อสำเร็จ มีโทษหนัก

อนุโลมมุสา

อนุโลมมุสา คือ เรื่องที่พูดนั้นไม่จริง แต่ผู้พูดมิได้มุ่งจะให้ผู้ฟังหลงเชื่อ แยกประเภท ๒ อย่าง คือ

๑. เสียดแทง กิริยาที่ว่าให้ผู้อื่นให้เจ็บใจ อ้างวัตถุไม่เป็นจริง กล่าวยกให้สูงกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ประชด กล่าวทำให้คนเป็นคนเลวกว่าพื้นเพเดิมของเขา เรียกว่า ด่า

๒. สับปลับ ได้แก่ พูดปดด้วยคะนองวาจา

โทษของอนุโลมมุสา

อนุโลมมุสา มีโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกจัดว่าเป็นกิริยาที่หยาบช้าเลวทราม ไม่สมควรประพฤติ ทางธรรม จัดว่าเป็นบาป เมื่อกล่าวโดยความเป็นกรรม ก็มีโทษหนักเป็นชั้นกัน โดยวัตถุ เจตนา ประโยค

ก. โดยวัตถุ ถ้าเป็นข้อความเป็นเรื่องประทุษร้ายท่าน เช่น พูดเสียดแทง มีโทษหนัก และกว่าแก่ผู้มีคุณ ก็มีโทษหนัก

ข. โดยเจตนา ถ้าพูดใส่ร้ายผู้อื่น เช่น หวังจะให้ท่านเจ็บใจ และกล่าวเสียดแทง มีโทษหนัก

ค. โดยประโยค ถ้าผู้พูดพยายามทำความเสียหายแก่ท่านสำเร็จ เช่น ยุให้ท่านแตกกัน และเขาก็แตกกัน มีโทษหนัก

ปฏิสสวะ

ปฏิสสวะ ได้แก่ เดิมรับคำของคนอื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับใจ ไม่ทำตามที่รับนั้น แม้ไม่เป็นการพูดเท็จโดยตรง แต่ก็เป็นการทำลายประโยชน์ของคนอื่นได้ มีประเภทเป็น ๓ อย่าง คือ

๑. ผิดสัญญา ได้แก่ สองฝ่ายทำสัญญากันว่าจะทำอย่างนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำอย่างนั้น เช่น ทำสัญญาจ้าง เป็นต้น

๒. เสียสัตย์ ได้แก่ ให้สัตย์แก่ท่านฝ่ายเดียวว่าตนจะทำ หรือไม่ทำเช่นนั้นๆ แต่ภายหลังไม่ทำตามนั้น เช่น ข้าราชการ ผู้ถวายสัตย์สาบานแล้ว ไม่ทำตามนั้น

๓. คืนคำ ได้แก่ รับว่าจะทำสิ่งนั้นๆ แล้วภายหลังไม่ทำ เช่น รับว่าให้สิ่งนั้นๆ แล้วไม่ให้

โทษของปฏิสสวะ คือ ทำให้เสียชื่อเสียง ตามฐานที่ไม่ตั้งอยู่ในสัตย์

ถ้อยคำที่ไม่เป็นมุสา

มีคำพูดอีกประเภทหนึ่ง ที่ผู้พูดๆ ไม่จริง แต่ก็ไม่ประสงค์ให้ผู้ฟังเชื่อ เรียกว่า ยถาสัญญา คือ พูดตามความสำคัญ ผู้พูดไม่ผิดศีล แยกประเภทเป็น ๔ อย่าง คือ

๑. โวหาร
๒. นิยาย
๓. สำคัญผิด
๔. พลั้ง

๑. โวหาร ได้แก่ ถ้อยคำที่ใช้เป็นธรรมเนียม เพื่อความไพเราะทางภาษา เช่น เราเขียนจดหมายลงท้ายด้วยความนับถืออย่างสูง ทั้งที่เราไม่ได้นับถือเขาเลย

๒. นิยาย ได้แก่ เรื่องเปรียบเทียบ เพื่อได้ใจความเป็นสุภาษิต เช่น ผูกนิยายขึ้น เช่น ลิเก ละคร

๓. สำคัญผิด ได้แก่ ผู้พูดเข้าใจผิด พูดไปตามความเข้าใจของตนเอง เช่น จำวันผิด ใครถามก็ตอบตามนั้น

๔. พลั้ง ได้แก่ ผู้พูดตั้งใจว่าจะพูดอย่างหนึ่ง แต่ปากไพล่ไปพูดอย่างหนึ่ง

หลักวินิจฉัยมุสาวาท

มุสาวาทมีองค์ ๔

๑. อภูตวัตถุ เรื่องที่พูดเป็นเรื่องไม่จริง
๒. วิวาทนจิตตัง จงใจจะพูดให้ผิด
๓. ตัชโช วายาโม พยายามพูดคำนั้นออกไป
๔. ปะรัสสะ ตะทัตถวิชานะนัง คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น

ที่มา :: คัดจาก ลานธรรมเสวนา
ที่มา :: BlogGangดอทคอม :: กิ่งไม้ไผ่ White lie ผิดศีลข้อ 4 หรือไม่

กราบอนุโมทนาบุญกับผู้เจริญในธรรมและกัลยาณมิตรทุกท่านอย่างสูงค่ะ tongue tongue tongue

ไฟล์แนป:
Lotus159.jpg
Lotus159.jpg [ 2.06 KiB | เปิดดู 4854 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ศิษย์โง่งม [ 05 ต.ค. 2010, 22:00 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

อย่างไรก็ตาม หมออาจบอกความจริงให้ญาติของคนไข้ได้ทราบแทนก็ได้
เพื่อประโยชน์ของคนไข้เอง


เช่น ญาติจะได้แนะนำให้คนไข้ทำพินัยกรรมแบ่งสมบัติให้แก่ทายาท
หรือถ้าหากคนยังรับราชการอยู่
ญาติอาจแนะนำให้คนไข้ทำเรื่องขอลาออกจากราชการ
และขอรับบำเหน็จเป็นเงินก้อนใหญ่
ดีกว่าจะรอรับบำนาญ
ซึ่งไม่แน่ว่าจะมีอายุจนถึงอายุเกษียณราชการหรือไม่

:b43: :b43: :b43:

เอวังด้วยประการฉะนี้....ค่ะ
และขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความเห็นมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ
:b8:[/quote]



เรียนถามอย่างกรณีของผมเมื่อตอนไปรับราชการที่ติมอร์กับทหารของUN รถฮัมวี่เราโดนกลับ

ระเบิดC4 รถเสียหายไปต่อไม่ได้ทหาร6คนบาดเจ็บเล็กน้อยถึงสาหัส ในรถมีทหารไทย2คนคือผมและ

เพื่อนที่เหลือเป็นทหารฟิลลิปินส์ โดนกลุ่มกบฏที่สุ่มข้างทางออกมาจับลากไปมัดไว้กับต้นไม้ข้างทาง

สอบสวนว่าเรามาจากประเทศอะไร มาทำภาระกิจอะไร ศาสนาอะไร ดีว่าก่อนมาทำภาระกิจ ผบ.พันได้

ให้มีการอบรม ปจว.มาดีจึงตอบไปว่า เราทั้ง2เป็นมุสลิม(โกหกเพราะเราทั้งสองเป็นพุทธ)

มันก็ให้กล่าวคำกาลีมะ(คำปฏิญาณของมุสลิมทุกคน ว่าจะศัทธาต่อพระเจ้าของศาสนาอิสลาม กล่าว

ว่า มิสามีนลา....ฯ)ดีว่าทหารไทยทุกคนก่อนมาได้อบรมมาพร้อมรับสถานะการ จึงรอดมาได้ส่วนทหาร

ฟิลลิปินส์ทั้งสี่ก็บอกเป็นมุสลิมแต่ดันกล่าวกาลีมะไม่ได้ กลุ่มกฏบมันเลยเอามีดตัดหูให้บอกความจริงมัน

สัญญาว่ามันจะปล่อย สุดท้ายก็สารภาพเป็นคริตสคาทอลิก เลยถูกเชือดคอแล้วตัดคอขาดเอาหัวใส่ถุง

ปุ๋ยแบกกลับไป จับเราทั้งสอง มัดไว้กับศพที่เหลือแต่คอกับหลอดลม เนื้อตัวศพที่ยังกระตุกเป็นระยะ

เลือดก็ซึมออกมาจนหลังเราแฉะเหนียวไปหมดทั้งเหนื่อยทั้งเหม็นคาวแทบจะขาดใจ ตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า

เกือบ10ชั่วโมงมันเป็นความทรงจำที่สุดเลวร้าย รุ่งเช้าหน่วยลาดตะเวณUNที่12จึงเข้าเคลียพื้นที่นำเรา

และศพหัวขาดกลับฐาน เห็นกระทู้เลยนึกขี้นได้ ขอถามว่าโกหกอย่างนี้บาปไหมครับ..

เจ้าของ:  poorboy [ 06 ต.ค. 2010, 18:15 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

อะจะกึ๋ย!!กรณีอย่างนี้คงต้องรอท่านผู้สันทัดมาตอบ อันนี้เป็นปัญหาด้านโลกุตระแล้ว

แต่ถ้าเป็นโลกีย์ ต้องนึกถึงสุภาษิตโบราณ รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี

น้องชายรับภาระกิจ ปจว.กองทัพภาค4 ส่งภาพทหารไทยโดนตัดคอทิ้งข้างลำธาร

เห็นแล้วสุดสงสาร พี่น้องทหารไทยที่ไปปกป้องพระสงฆ์และแผ่นดินไทยใน3จังหวัดชายแดน

ขอบารมีพระธรรมแห่งพุทธองค์คุ้มครองครับ

เจ้าของ:  ศิษย์โง่งม [ 07 ต.ค. 2010, 16:11 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: เรื่องจริงของการโกหก!!!

ใยเงียบกันหมด ท่านชาติสยาม ท่านอมิตพุทธ ท่านอมิตธรรม ท่านกุหลายสีชา
ฝากถามต่อครับ ตอนเด็กๆสมัยนั้นพ่อผม รับราชการอยู่ราบ11พัน1รอ.
พ่อรับภาระกิจปราบปรามคอมมูนิสต์ประจำฐานภูผาทีประเทศลาว ตัดหัวพวกคอมมาแลกขึ้นเงิน
ได้หัวละ100เหรียญ กลับมาแต่ละครั้งจะมีแบงค์100เขียวๆหลายสิบใบ บอกแม่ว่าเงินค่าทำคะแนน
ตอนหลังเมียเพื่อนพ่อเอาความลับไปเปิดเผย แม่รู้โกรธมาก ด่าพ่อได้ยินไปสามบ้านทะเลาะห์กันใหญ่
พ่อจึงบอกกับแม่ว่า พระคุณเจ้าท่านหนึ่งมาอบรมที่ค่ายบอกว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป เท่านั้น เรื่องจบ
กลับมาถามพ่อว่า แล้วรอบนี้รับมาเท่าไรละจ๊ะพ่อมึง....
หรือเมื่อสามปีที่แล้ว เพื่อนๆมาชวนรับจ๊อบเก็บคะแนนพวกค้ายา ค่าหัวราคาเร้าใจ
เอาไปปรึกษาแม่ โดนแม่ด่าไปสามวันไม่ซ้ำคำ ส่วนพ่อนั่งขัดปืนหัวเราะ หุหุ..
มันมีสองคำถาม พระคุณเจ้า(ผู้อำนวยการสำนักสงฆ์แถวชลบุรี) ท่านดำริจริงหรือไม่.
ฆ่าคอมมูนนิสต์ ฆ่าพวกค้ายาเสพติด พวกนี้เหมือนมดปลวก บาปหรือไม่.
ใครตอบได้ให้1คะแนน (1อนุโมทนา)....


ปล.โทรถามพ่อตะกี้ว่า พระคุณเจ้าองค์นั้นชื่ออะไร
ท่านบอกคือพระคุณเจ้า กิตติวุฑโฒ อยู่แถวเมืองชลใครๆก็รู้จัก.

หน้า 3 จากทั้งหมด 4 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/