วันเวลาปัจจุบัน 19 ต.ค. 2019, 08:59  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 31 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มิ.ย. 2009, 22:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อชายรักความเป็นชายของตนในตน
จึงสนใจในหญิง สนใจเสียงของหญิง
สนใจเสื้อผ้าของหญิง และไม่มีวันพ้นจากหญิง

เมื่อหญิงรักความเป็นหญิงของตนในตน
หญิงจึงสนใจชาย สนใจเสียงของชาย
สนใจเสื้อผ้าของชาย และไม่มีวันพ้นจากชาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายหญิงใดไม่รักความเป็นหญิงในตัว
ชายไม่รักความเห็นชายในตัว
เมื่อนั้นหญิงจะพ้นจากชาย ชายจะพ้นจากหญิง


ข้อนี้อาตมภาพจะชี้ให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า

วิมุตติภาพครั้งแรกสุด
จำเดิมแต่มนุษย์ยังไม่สร้างภาวะแห่งหญิง-ชาย หรือสถานภาพใด ๆขึ้น

ขอท่านทั้งหลายระลึกว่า คำว่าจำเดิม
ไม่ได้หมายถึงอดีตกาลครั้ง ปุริมกาล หรือ primitive
แต่หมายถึงเดี๋ยวนี้ ที่นี่ ก่อนหน้าที่จิตจะถูกสร้างอะไรขึ้นมา


ก่อนหน้าที่ concept ช่วง continuum จะเกิดขึ้น
เรียกว่าปุริมกาล หมายความว่า ก่อนหน้านั้นนั้นเอง

คือ สวนสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่
นั่นแหละคือภาวะแห่งความแยกแยะ การแผ่ขยายของอายตนะ

เพราะฉะนั้นทีแรกเดิมสุด
มนุษย์บรรลุถึงวิมุตติอยู่ในตัวของมันเองแล้ว
เราไม่อาจจัดเป็นการบรรลุ


เพราะฉะนั้น อาตมภาพจะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังว่า

การที่บรรลุธรรมไม่มี ที่เราเรียกว่า บรรลุ นั้น
เป็นเพียงแต่ภาษาสมมุติเท่านั้น


เพราะว่าพื้นฐานของทุกคนมีสภาวะเช่นนั้นอยู่แล้ว
แต่มนุษย์มาสร้าง concept ผิด ๆ ขึ้น
เมื่อเกิดทำลาย concept ผิด ๆ ลงได้
แล้วสภาวะเดิม คือจิตเดิมแท้ก็โผล่ออกมา
ไม่อาจเรียกว่าบรรลุหรืออะไรได้

นอกจากบรรลุถึงสภาวะเดิมเท่านั้น
และสิ่งนี้เป็นอิสรภาพครั้งแรกและครั้งสุดท้ายด้วย


เพราะฉะนั้นพระศาสดาผู้รู้แจ้งจึงตรัสตรงกันทุกพระองค์ว่า

ถ้าจะดูพระอรหันตขีณาสพแล้ว
ให้ดูฉายาของท่านที่เด็กทารก


วันหนึ่งที่เด็ก ๆ เข้ามารบกวนพระเมชู
และเซนต์บีเตอร์ขับไล่เด็กเหล่านั้นว่า

อย่ามารบกวนพระองค์

พระเยซูท่านอุ้มเด็กขึ้นนั่งบนตักแล้วบอกว่า

ผู้ใดยอมรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผู้นั้นก็รับรองเราไม่ได้
เพราะเด็กเหล่านี้เป็นสมาชิกของสวรรค์
สวรรค์ของคริสเตียนนั้นหมายถึงภาวะแห่งความหลุดรอด

ส่วนสวรรค์ของพุทธนั้นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นภาวะแห่งความสุข
ซึ่งไม่ใช่ความหลุดรอด
แต่เกี่ยวกับความหมายแล้ว
เราต้องไปหาคำนิยามให้ดีไม่ใช่ขัดกัน


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มิ.ย. 2009, 23:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ในสูตรสูตรหนึ่งว่า

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย กุมารที่เกิดขึ้นมานั้น
ถ้ากุมารนั้นไม่ยินดี
ไม่กำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
ไม่ติดใจในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดใจแล้ว
กุมารนั้นย่อมรู้ เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติตามที่เป็นจริง


ข้อนี้คำยืนยันของพระศาสดาว่า

บุคคลเมื่อไม่ยินดี ไม่ยินร้าย
ต่ออารมณ์ใหม่ ๆ ที่เข้ามาปะทะนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นสภาวะจิตเดิมจะเปล่งออก
และเปล่งอยู่นานแล้วด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้น เจโตวิมุตติ
ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดิมจะปรากฏออกมา
ก็เห็นจะเป็นคราวเคราะห์ร้ายหรืออย่างไร


ในฝ่ายเถรวาทโดยเฉพาะในประเทศไทยนี้
เกิดสอนกันคลาดเคลื่อนว่า

มนุษย์นี้มีกิเลสดองสันดานมาแสนกัปป์แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้นขอให้ขูดเถิด
แล้วอย่าขวนขวายที่บรรลุถึงนิพพาน หรือวิมุตติเลย
ให้ทำบุญเถิด นี่เป็นประโยชน์ของฝ่ายผู้สอน

เพราะว่าถ้าเผื่อการสอนที่แท้จริง
ให้การประพฤติเพื่อบรรลุถึงอิสรภาพที่แท้จริง
การทำบุญชนิดที่ผิดๆ จะน้อยลง
แต่การบุญที่แท้จริงจะเกิดขึ้น


บุญที่แท้จริงนั้น
เราจะต้องชี้แจงไปถึงบุญชนิดที่เป็นบุญแท้
บัญหาได้อยู่ที่ขึ้นสวรรค์ไม่
หาได้อยู่ที่การขึ้นสวรรค์บนฟ้าไม่
บาปหาได้อยู่ที่ตกลงนรกใต้ดินไม่

บุญก็คือภาวะที่ได้ทำลายความตระหนี่ออกไป
ความตระหนี่ทำจิตให้คับแคบไม่อิสระ
เมื่อได้ให้ทานออกไป จิตเริ่มเป็นอิสระจากวัตถุภายนอก
เช่นนั้นแหละคือ บุญ


บุญเป็นเพียงเครื่องประคับประคองหาใช่วิมุตติเด็ดขาดไม่
แม้บาปจะเป็นอุปสรรค
ทั้งบุญทั้งบาปนั้นเป็นเพียงวิกฤตการณ์


แต่วิกฤตการณ์ที่เรียกว่าบุญนั้น
เป็นวิกฤตการณ์ฝ่ายสวัสดิการ

ดูเหมือนอาตมภาพกำลังใช้คำพูดที่สับสน
แต่ขอให้เราตกลงกันในความหมายในที่นี้เท่านั้น
เพราะว่าในความหมายสูงสุดพระพุทธองค์ท่านตรัสว่า

บาปปุญฺญ ปหินสฺส นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต

เมื่อเพิกถอนทั้งบุญและบาปได้แล้วจักปรินิพพาน
คือจะถึงซึ่งวิมุตติ หรืออิสรภาพโดยสิ้นเชิง

ผู้ที่อยู่เหนือบุญ เหนือบาปแล้ว
ใช่ว่าท่านจะไม่ทำบุญ แล้วย้อนไปทำบาปเข้าอีก

แต่คำว่าอยู่เหนือ
หมายความว่าท่านรู้สมมติและบัญญัติ
เห็นเงื่อนไขอันเด็ดขาดของธรรมชาติ
และท่านยังทำเนินชีวิตในวิถีทางที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคม
ด้วยการทำบุญนั้นแหละ
แต่ท่านไม่ติดบุญ ไม่เมาบุญ
ท่านจึงไม่อาจตกเป็นทาสของบุญได้เลย


นี่คือคุณค่าของผู้ที่บรรลุถึงซึ่ง วิมุตติ

ซึ่งเรากำลังสงสัย
และเป็นข้อสงสัยที่ค่อนข้างจะเขลาสักหน่อยด้วย

เช่น มักจะสงสัยกันว่าขืนให้ทุกคนเป็นพระอรหันต์แล้ว
ใครจะมาขับแท็กซี่ ใครจะมาเป็นคนกวาดถนนเล่า

นี่เป็นคำพูดที่ผิด ๆ เพราะว่าเขาเข้าใจว่า

พระอรหันต์นั้นคือผู้ที่ไม่อาจจะอยู่ในสังคมได้

แต่โดยเนื้อหาแล้ว
ผู้ที่บรรลุถึงจักษุแห่งธรรมนั้นนั่นแหละ
คือหลักชัยที่พึ่งของสังคม


บรรพชิตโดยเนื้อแท้ก็คือผู้ตรึงสันติสุขในสังคม
ไม่ใช่ผู้ตรึงผลประโยชน์เพื่อตัวเอง
บรรพชิตเป็นผู้นำของสังคมมาแต่เดิม
ซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังเลอะเลือนเสียแล้ว กลายเป็นผู้ตามไป


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2009, 15:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


อาตมภาพจะให้ท่านทั้งหลายได้ฟังคำพูดที่ค่อนข้างตลกขบขัน
อาจจะต้องหัวเราะครืนขึ้นมาก็ได้ว่า

ถ้าท่านจะถามว่า เดี๋ยวนี้เราจะให้ใครนำสังคม
อาตมภาพจะบอกว่าให้ฤๅษีนำ
เพราะว่าฤๅษีนั้นแหละเป็นผู้รู้แจ้งมนต์

ฤๅษีคำพูดภาษาสันกฤต หรือ มนตราวิต หรือ มนตรา ทฺรษฏ
ผู้เห็นมนต์ ผู้รู้มนต์ มนต์คืออะไร มนต์ก็คือศีล

เรื่องราวของชีวิตที่ต้องเห็นมาจากข้างใน

ถ้าท่านทั้งหลายไม่รู้จักสถานภาพเดิม ไม่รู้จักสถานภาพใหม่
ซึ่งเป็นสถานภาพแห่งมายาสาไถยแล้ว
จะไปรู้จักพฤติกรรมของสังคมนั้น เป็นไปไม่ได้

เมื่อคนไม่รู้จักตัวเอง นำสังคมก็คือนำสังคมไปลงเหวเท่านั้นเอง
ในที่สุดสังคมฝ่ายซ้ายหรือขวาไม่อาจจะเป็นที่พึ่งของเราได้
ในเรื่องการเมืองมันพิสูจน์ว่าไม่ใช่เครื่องส่องวิถีของชีวิต


ระบบการเมืองที่จะมานำสังคมนั้น
ไม่ว่าระบบการเมืองเศรษฐกิจ ระบบการเมืองล้วน ๆ ของมันก็ตาม
เป็นเพียงระบบที่ปฏิเสธระบบเดิมเท่านั้นเอง
เป็นความหวาดระแวงต่อระบบเก่าที่ผิดพลาดเท่านั้นเอง
ไม่ได้ชี้ทิศไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของมนุษย์

เมื่อเป็นเช่นนั้น เป้าหมายของสังคมยังไม่มีจนปัจจุบันนี้
สังคมไม่มีดวงตา ไม่มีเป้าหมาย
มีแต่บทบาทที่กำลังรุนแรง และไม่รู้ไปสู่ที่ไหนแน่


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2009, 15:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ส่วนผู้ที่กำหนดรู้เป้าหมายของสังคมได้แล้ว
หรือพึงกำหนดขึ้นว่าสันติสุขอันถาวรคืออะไรแล้ว
ต่อจากนั้นบทบาทจะสอดคล้องไปสู่เป้าหมายนั้น


เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จำเป็นเหลือเกิน
ที่จะต้องนำวิถีของสังคมหรือเอกชนไป
ด้วยวิธีการที่จะให้เกิดคุณค่า หรือค่านิยมชนิดที่เรียกว่า
สำรวมอายตนะไม่ใช่แผ่ขยายอายตนะ

อาตมภาพได้ตั้งต้นว่า

การแผ่ขยายอายตนะนำไปสู่วิกฤตการณ์
ส่วนการสำรวจอายตนะลงจะนำไปสู่สวัสดิการที่แท้จริง
และจะเป็นพื้นฐาน รากฐาน ที่จะให้เอกชนดำเนินชีวิต
เพื่อบรรลุถึงคุณธรรมอันสูงสุด


สังคมฝ่ายซ้ายเราไม่อาจจะพึ่งได้ทั้งหมด
แม้ว่าเราจะรักฝ่ายซ้ายเหลือเกิน
เพราะช่วยขจัดความเหลื่อมล้ำออกไป
รวมทั้งอบายมุขทั้งหลายเพราะว่าสังคมฝ่ายซ้าย
จะกระทำให้มนุษย์เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้น

ถ้าหากเขาไม่คำนึงถึงอิสรภาพอันสิ้นเชิง
เขานึกเพียงแต่ว่าให้ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องหมดไปเท่านั้น

ส่วนสังคมฝ่ายขวาเราไม่อาจจะชื่นชมยินดีได้
เพราะว่าเขายั่วยุอายตนะ
ให้เกิดการที่เรียกว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา
ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่ร้ายกาจที่สุด

แต่แม้กระนั้นก็ดี ดูให้ดีเถิดว่า
ทั้งซ้ายทั้งขวาไม่อาจเป็นเครื่องส่องวิถีชีวิตของเอกชนได้
สังคมมีเพียงไว้เพื่อสังคมเท่านั้นถ้ารัฐเข้าไปจัดการสังคม
นับตั้งแต่การวางหลักสูตรให้การศึกษา
รัฐจะละเลยต่อเอกชนทันที


เพราะว่ารัฐวางหลักสูตรเพียงเพื่อให้เอกชนสนับสนุนเสถียรภาพของรัฐ
เมื่อเป็นเช่นนั้น หลักสูตรการเรียนทั่วทั้งโลก
จะเน้นไปที่ให้ทุกคนมีสมรรถนะในวิทยาการเพื่อรับใช้รัฐ โดยไม่ไยดีต่อเอกชน

ไม่ว่าเอกชนเหล่านั้นมีนิสัยเยี่ยงสัตว์ป่า
ก็อาจจะเป็นครูสอนหนังสือได้เช่นกัน
ไม่ว่าคนเหล่านี้จะเป็นอาชญากรที่อำมหิต
เขาอาจจะเป็นนายแพทย์ได้เหมือนกัน


นี่คือการศึกษามาจากรัฐ
ซึ่งจะเรียกว่า มองข้ามคุณค่าของเอกชน


สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะพึ่งได้
สิ่งเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นสรณะแก่เอกชน และรัฐ และสังคม
ก็คือศาสนาเท่านั้น ศาสนาไม่เคยละเลยเอกชน
ศาสนาพร้อมเสมอที่จะรับใช้เอกชน
และศาสนาเท่านั้นที่เป็นปัญญาที่แท้จริง
ที่รู้เงื่อนไขของชีวิต และสังคมศาสตร์


ที่เรียกว่า วิทยาการทั้งปวงนั้น
ไม่เคยพูดถึงเรื่องราวของชีวิต หรือเป้าหมายที่ชัดเจนได้


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกนักวิชาการที่เรียกว่า specialist ทั้งหลายนั้น
ดู ๆ จะมืดบอดต่อเรื่องราวของชีวิต
แต่จะสว่างไสวจนมืดมัวต่อวิชาการของตัว
คือรู้จนกระทั่งไม่รู้ จะรู้ไปเพื่ออะไร และนั้นคือความไม่รู้นั้นเอง

ส่วนความรู้ที่แท้จริงนั้น
จะต้องหมายถึงรู้แจ้งต่อเรื่องราวของอิสรภาพของตนและท่าน
นี่แหละเงื่อนไขของสังคม


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 มิ.ย. 2009, 15:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


อาตมภาพจะสรุปถึงตอนนี้ว่า

สังคมจะต้องเกิดค่านิยมชนิดที่สำรวมอายตนะ
ด้วยคำของบรรพชนของเราเอง
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องตามหลังฝรั่งไปเสียเลย

เพราะว่าฝรั่งนั้น ขออภัยเถิดไม่ได้หมายถึงฝรั่งทุกท่าน
เพราะฝรั่งบางท่านสำนึกขึ้นมาแล้ว
บรรพบุรุษของเราได้พูดด้วยคำอันยิ่งใหญ่
ที่เป็นเครื่องส่องวิถี หรือค่านิยมในสังคมชนิดนี้ว่า

"ฟ้าแจ้งเมื่อค่ำ"

ขอท่านทั้งหลายโปรดรำลึกให้ดี
นี้มีพร้อมบริบูรณ์ ในเพลงเสียวสวาสดิ์
วัฒนธรรมอันเลอเลิศของภาคอีสาน ซึ่งถูกละเลย

จะมีคำพูดว่า

"ฟ้าแจ้งเมื่อค่ำ"

หมายความว่า

ญาณทัสสนะจะเกิดขึ้น เมื่ออัสดงลงของอายตนะหรือกิเลส

หมายความว่า

เมื่อกิเลสร่อยหรอลง ญาณทัสสนะที่แท้จริงจึงเกิดขึ้น
ใครกิเลสไม่ร่อยหรอ ความรู้นั้นเป็นอวิชชาเท่าเดิม


แม้เขาจะรู้สารพัดทั้งหมดทั้งปวง
มนุษย์ไม่อาจที่จะแสวงหาความรู้อะไรมาได้ เพื่อที่จะให้เกิดสันติสุข
มนุษย์ยังไม่รู้อะไรเลยสักนิดเดียวต่อเรื่องราวของชีวิต
แม้นเขาจะรู้เรื่องราวของดวงจันทร์ของห้วงอวกาศก็ไม่อาจพิสูจน์
หรือยกย่องสรรเสริญได้ว่ามนุษย์บรรลุถึงซึ่งความรู้

ตราบใดที่เขาไม่รู้ว่าราคะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตราบใดที่เขาไม่รู้ว่า ราคะดับลงได้อย่างไร
ตราบใดที่เขายังไม่รู้ว่า เขาคือใคร
ตราบใดที่เขายังไม่รู้ว่าเป้าหมายของเขา

ที่เขาต้องบรรลุถึงให้ทันตามเงื่อนไขของชีวิตนั้นคืออะไรแล้ว

เขาไม่อาจจัดเป็นผู้รู้ได้
อย่างดีที่สุดเราก็อาจเรียกว่า
นักวิชาการหรือลูกจ้างของรัฐ
เท่านั้น


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 16:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขออาตมภาพเลื่อนมาถึง

สิ่งที่เรียกว่าสูตรสำเร็จของสังคม
ถ้าเราวางไว้ถูกต้องแล้ว
อนุชนของเราที่เหมือนกับเมล็ดพืช
อนุชนของเราเหมือนพืชอ่อน ๆ
จะงอกขึ้นมาอย่างถูกต้องภายใต้การแผ่คลุม
อนุรักษ์คุ้มครองของค่านิยมที่ถูกต้อง


เหมือนชาวปักษ์ใต้ ที่จะปลูกสวนยางทำสวนยาง

ก่อนปลูกยางอ่อนขึ้น เขาจะปลูกกล้วยไว้ก่อนฉันใด
อนุชนรุ่นก่อนจำเป็นต้องสร้างค่านิยมที่ดี เข้าสู่กระแสวัฒนธรรม
เพื่อจะปกปัก คุ้มครอง ให้เกิดค่านิยมนั้นหยั่งลงสู่กระแสความสืบต่อ
ไม่รู้จักหยุดแก่อนุชนรุ่นถัดไป

อย่างนี้แล้วเราจะเรียกว่าเป็น พันธสัญญา ระหว่างเอกชนถึงเอกชน
ไม่เช่นนั้นแล้ว เราไม่อาจจัดได้ว่าสังคมเป็นสังคม


ถ้าไม่มีสิ่งนี้ สังคมมนุษย์ไม่ห่างจากสังคมของสัตว์เดรัจฉานใด ๆ ทั้งสิ้น
เพราะมันถ่ายทอดกันได้แต่สัญชาตญาณอย่างสัตว์เท่านั้น


และอาตมาขอร้องให้ดูให้ดี

สัตว์เหล่านั้นยังจะซื่อกว่ามนุษย์อยู่หลายแง่หลายประการนัก
มันจะเข่นฆ่าต่อเมื่อแย่งชิงอาหาร
แต่ว่าเมื่อหมดเรื่องนั้นแล้ว สัตว์เหล่านี้จะไม่มีปัญหาอะไร

แต่มนุษย์ ขอให้ดูให้ดี
เงื่อนไขของกามารมณ์มนุษย์ไม่เลือกฤดูกาลใด ๆ ทั้งสิ้น
ธรรมชาติกำหนดให้เรื่องเพศเรื่องเซ็กส์ต่าง ๆ
ต้องทำกันถูกต้องตามฤดูกาล
เพื่อสืบต่อวงศ์วานของสัตว์นั้น ๆ


เรียกว่ารสอร่อยของกามารมณ์ก็ดี การสืบพันธุ์ก็ดี
เป็นค่าจ้างของธรรมชาติที่จะให้มนุษย์ หรือสัตว์สืบวงศ์วาน
เพื่อด้วยประสงค์ของธรรมชาติเอง

แต่มนุษย์ได้ทรยศหรือหักหลังต่อธรรมชาตินั้น
ก็คือว่าเขาปฏิเสธที่จะรับผิดชอบต่อลูกของเขาที่ออกมา
แต่เขายินดีที่จะเสวยรสอร่อยจากกามารมณ์
และสร้าง concept ทางกามยิ่ง ๆ ขึ้นในเวลาที่ไม่ต้องสร้าง


สัตว์ทั้งหลายนั้นเมื่อถึงฤดูกาล
จึงแสวงหากามารมณ์ตามสัญชาตญาณต้องการ

แต่มนุษย์ไม่มีกาลสมัย
หมายความว่าเขาเกิดอารมณ์เมื่อใด
และสังคมสร้าง concept เรื่องกามมากเท่าไร
มนุษย์จะสับสนเท่านั้น

เราจะพบความจริงว่าเหมือนที่นักวิทยาศาสตร์
ทดลองกับหนูตะเภา มาขังรวมไว้ในที่จำกัด ในช่วงเวลาหนึ่ง
หนูทุกตัวจะเริ่มเป็นบ้า
เรื่องกามารมณ์จะกลับหมดสิ้นฉันใด

สังคมเป็นฉันนั้น
เราพบคนพิกลพิการ วิกฤตการณ์ทางเพศมากขึ้นทุกที ๆ
และสิ่งนี้ที่จะต้องแก้ด้วยศาสนาเท่านั้น


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 16:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


หมายความว่า ศาสนาไม่ได้ห้ามไม่ให้ท่านแต่งงานทางโลก
แต่อาตมภาพจะบอกว่า ท่านต้องแต่งงานอีกหนหนึ่งในชีวิต
ชีวิตคนต้องแต่งงาน ๒ ครั้งหรืออย่างน้อยที่สุด ๑ ครั้ง


สำหรับคนคนที่ต้องการแต่งงานทางโลก
กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็จงแต่งเถิด
แต่จงแสวงหาความรู้เงื่อนไขของความรักให้ดี
เพื่อจะให้ความรักนั้นงอกงาม
ไปสู่เป้าหมายเหมือนที่ท่านผู้รู้พูดว่า


ความรักอาจบรรลุถึงซึ่งวิมุตติ
แต่ว่าผู้ที่รักชีวิตเดี่ยว
ก็จำเป็นต้องแต่งงานก็คือต้องแต่งงานกับพระธรรมเจ้า


มนุษย์ถ้าไม่แต่งงานจะว้าเหว่
ระหกระเหินจนกระทั่งไม่อาจจะเป็นมนุษย์ได้

ฉะนั้นท่านแต่งงาน ๒ ครั้ง ครั้งแรกกับคู่รักบนโลกนี้
ครั้งหลังกับคู่รักบนสวรรค์เหมือนที่ในรามายณะ หรือรามเกียรติ์แต่งไว้
พระรามกับสีดา แต่งงานครั้งหนึ่งบนพื้นโลก
ครั้งหลังไปแต่งงานต่อหน้าพระอิศวร

อาตมภาพขอเลื่อนมาถึง

สิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและสังคม
ก็คือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรากำลังประจันหน้าอยู่
และเรากำลังพบปัญหาที่สำคัญที่สุด

เพราะว่าสังคมไทยกำลังรอจุดเดือด
หรือจุดระเบิดเรากำลังสะสมแรงอัดแห่งความระแวงสงสัย


เราทั้งหลายกำลังอยู่ในท่ามกลางความมืดมัว
และความเคียดแค้น ระแวง ที่จะห้ำหั่น
ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวกรามเข้าหากัน
เราอาจจะต่อสู้กันด้านลัทธิ ด้านทฤษฎี

แต่ว่าถ้าสัญชาตญาณอย่างสัตว์ยังไม่ถูกเห็นและระงับลงแล้ว
เงื่อนไขที่จะต่อสู้กันด้านความคิด
หรือด้านปัญญานั้นเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น


มนุษย์อาจจะสู้กันด้านวาทะ ด้านความคิด
แต่เมื่อลงมือประหัตประหาร
มนุษย์ใช้สัญชาตญาณอย่างสัตว์เท่านั้น


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 16:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ถ้าจะถามท่านทั้งหลายว่า

ใครบ้างไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
ทุกคนจะต้องชอบ คนไหนไม่ชอบ
หรือไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง
คนนั้นไม่อาจอยู่รอดในชีวิตนี้ได้

เพราะกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง
เป็นกระแสของธรรมชาติเป็น อนิจจลักษณะ
ซึ่งเป็นกฎอันเฉียบขาด เป็นธรรมนิยาม
คือกฎเฉียบขาดของธรรมชาติ


สังคมต้องเปลี่ยนแปลง
แต่ว่าท่านรำลึกถึงฐานรองรับแห่งความเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง


การที่เราจะโค่นต้นไม้ใหญ่ลงมาต้นหนึ่งนั้น
สิ่งแรกที่จะต้องระลึก
คือ ทิศทางที่จะให้มันโค่นล้มลงมาต่างหาก

ถ้าท่านไม่คำนึงถึงฐานรองรับมันแล้ว
การโคนจะทำความล้มละลาย วอดวาย
ให้แก่บ้านเรือนน้อย ๆ ของเรานั้นเอง
จำเป็นต้องกำหนดทิศทางแห่งท่อนซุงหรือต้นไม้ใหญ่ ๆ
ที่จะถูกโค่น ให้ถูกทิศที่เราประสงค์

ถ้าลงมือโดยการประสงค์แต่ความเปลี่ยนแปลง
ต้องการจะตอบสนองแต่ความรุนแรงของตัว
ที่จะเห็นอะไรเปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยน

ถ้าเช่นนั้นตัวเราอาจจะวินาศลงเสียด้วย
และสถาบันที่ดีงามของเราก็ต้องล้มละลายลง

การเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
ดังที่ท่านทั้งหลายทราบนั้น
มีความหายนะเกิดขึ้นชนิดมองไม่เห็นตัว

เช่น หลักคารวตาได้สาบสูญ
หรือกำลังสาบสูญแล้วจากสังคมไทย

หลักคารวตา คือ หลักที่คารวะต่อกันและกัน
จริงอยู่เราอาจจะพูดได้ว่าหลักประชาธิปไตยนี้
เราต้องเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน


แต่ขอให้ท่านทั้งหลายฟังให้ดี
เมื่อถกเถียงกันด้วยทฤษฎีแล้ว คารวตามีไม่ได้
จริงอยู่อาจจะพูดว่า ฉันเคารพความคิดของท่านนะ
แต่ข้างในก็กัดกรามอยู่

เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเห็นด้วยกับความคิดของท่าน
แต่ถึงเวลาทำงานไม่ร่วมมือ


หลักคารวตานั้นต้องหมายถึงอาการที่นอบน้อม รับฟัง
และเมื่อเห็นดีด้วยแล้วยินดีอย่างยิ่งที่จะทำตาม


และความรักกำลังสาบสูญไปจากสังคมไทย
เรากำลังมีความเกลียดหยั่งลงสู่จิตใจ

ระหว่างศิษย์กับครู ครูกำลังเกลียดศิษย์
อาตมาใช้คำว่า ครูกำลังเกลียดศิษย์
ในฐานะที่ครูไปยอมรับสภาวะที่ครูจะต้องเข้าไปคลุกกับศิษย์
ที่จะทำอะไรตามศิษย์ได้
แต่การที่ครูแยกตัวจากศิษย์ในฐานะที่เหยียดถึงอย่างนี้
ไม่อาจจะเป็นความรักได้

ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่ลดตัวเข้าไปเสมอ
แต่ความรักที่แท้จริงนั้น
ต้องเกิดจากความเปี่ยมของใจที่กรุณา
ซึ่งเหนือกว่าคนที่บกพร่อง


ท่านทั้งหลายจะไปเสมอศิษย์ไม่ได้
และศิษย์ทั้งหลายไม่ควรให้อาจารย์ของท่านเสมอกับท่านเลย

จงกีดกันอาจารย์ของท่านที่ลดตัวลงมาเสมอศิษย์
อย่าให้ครูของท่านทำเช่นนั้นเป็นอันขาด
เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมไทยจะขาดคารวตา

และคุณธรรมที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เรียกว่า คารวะซึ่งกันและกันเช่นนี้
เป็นของที่สำคัญที่สุดในการที่จะกระทำงานใดงานหนึ่งให้ลุล่วงไปด้วยดี
การงานของมนุษย์จะลุล่วงไปได้


ขอให้สังเกตดูให้ดี หลักประชาธิปไตยนั้น
เหมือนที่เขาล้อเลียนว่า เหมือนเต่าหลายหัว
ไม่รู้จะคลานไปทางทิศไหน
หัวนี้จะไปทางทิศนี้ หัวโน้นจะไปทางทิศโน้น

หลักเกณฑ์ที่วางไว้ อุดมการณ์ของประชาธิปไตยจะดีเลิศ
แต่ว่าภาคปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้
คือมันเป็นนามธรรมเกินไป

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 16:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ส่วนสิ่งที่เรียกว่า การก้าวกระชับของรัฐ ของสังคม
หรือที่เรียกว่า capacity นั้น
จะเกิดขึ้นได้เพราะสิ่งเดียวเท่านั้น
คือความรัก ความเห็นใจร่วมมือ
แม้ผิดบ้างก็จงร่วมมือกันเถิด เราค่อย ๆ แก้กันไป


ประการที่สำคัญที่สุด

ความร่วมมือจะต้องเกิดจากการบันดาลใจเท่านั้น

ครูสอนศิษย์ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่ครูที่ทรงความรู้
แต่เป็นครูที่ให้ความบันดาลใจแก่ศิษย์อย่างลึกซึ้ง
แม้ความรู้จะน้อยกว่าศิษย์


สิ่งที่เรียกว่าความบันดาลใจนี้ไม่อาจเกิดจากความรู้ได้
ต้องเกิดจากความรักเท่านั้น
แม่ต้องให้ความบันดาลใจแก่บุตร แม้แม่จะรู้น้อยกว่าลูก
แต่จะปลุกเร้าสิ่งนี้เข้าไปให้ลูกแสวงหาคุณธรรม

เพราะฉะนั้นครูที่บริสุทธิ์ หรือหลวงตาแก่ ๆ บ้านนอกที่บริสุทธิ์
อย่าง พระครูบาศรีวิชัย ก็อาจจะเอาชนะรัฐบาลได้


ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม
รัฐบาลได้เคยใช้เวลาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ
ตั้งเวลาเท่าใดก็ไม่เคยสำเร็จ
งบประมาณไม่มี อะไรก็ไม่มี

พระครูบาศรีวิชัย ใช้เวลา ๘ เดือน
ด้วยอำนาจของความรัก ด้วยอำนาจของความบันดาลใจ
ที่คนชาวเหนือศรัทธาของชาวเหนือนั้น ได้ไปจองที่กัน
ไม่มีแม้แต่ตารางวาเดียวที่จะให้คนอื่นจอง
ทำเอง เขาห่อข้าวไปกินเอง

สังคมไทยในอดีต มีสิ่งนี้แหละ คือความบันดาลใจ
ที่ศิษย์รู้สึกว่าแม้ครูจะโง่กว่าเรา
แต่ก็คารวะ จนกระทั่งสิ้นชีวิตจากกันไป
ไม่เคยเอาความรู้มาข่มครู
แม้ตัวเองจะเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
หรืออะไรก็ตามพบครูเดิมของตัวก็กราบไหว้ คารวะ


สิ่งนี้เริ่มวอดวายแล้วจากสังคมไทย
และสิ่งนี้เป็นคุณค่าที่เกิดยาก
แต่ถ้าเกิดแล้วก็หายได้ยาก
แต่ถ้าหายแล้วก็เกิดยากอีกเช่นกัน


แต่ความเกลียดชังนั้นเกิดง่ายที่สุด แต่หายยากที่สุด

เราอาจจะใช้เวลา ๕ นาที
ปลุกเร้าระดมมวลชนให้เกลียดชังใครก็ได้

แต่เราอาจจะใช้เวลาเป็นปี
ที่จะปลุกสำนึกให้เขาเกิดรักเห็นใจเพื่อนมนุษย์
ซึ่งอหิงสาไม่เคยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
แต่ไม่ใช่อหิงสาไร้ค่า นักอหิงสาวอดวายลง
แต่ตัวอหิงสานั้นเป็นตัวคุณธรรมแท้

ในระหว่างมนุษย์เราไม่อาจที่จะดับประทีปดวงนี้ลงได้ แม้จะริบหรี่เท่าใด
เราต้องรอการจุดประทีปนี้ให้สว่างโชติช่วงขึ้นอีก


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 17:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ถ้าสมมุติว่าเราจะให้สังคมเปลี่ยนแปลงแล้ว
ถ้าไม่ปูพื้นฐานรองรับให้ดี คือ เห็นลู่ทาง
เห็นภัยแก่สถาบันที่จะพินาศลง
ถ้าไม่สร้างค่านิยมให้ดี เราอาจจะต้องรอ


แม้ฝ่ายหนึ่งต้องถูกสูบเลือด
ฝ่ายนายทุนจะดูดเลือดจากกรรมกรก็ตาม
เราก็พึงเข้าไปเยียวยาช่วยเหลือกัน
เรียกร้องให้เห็นใจซึ่งกันและกันแล้วรอระบบที่ดี

สันติภาพต้องเกิดจากสันติวิธีเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง ไม่อาจเกิดสันติภาพที่ถาวรได้
มันอาจจะหยั่งลงสู่กระแสวัฒนธรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จักหยุด


ถ้าว่าท่านทั้งหลายคิดว่า
เราจะเปลี่ยนอย่างรุนแรงที่สุด
เพื่อให้เกิดสันติสุขอย่างฉับพลันหรือเฉียบพลันขึ้นมาแล้ว

ถ้าว่าอนุชนรุ่นถัดไป
เขาเกิดไม่ชอบสังคมชนิดนั้น ก็เปลี่ยนอีก
เพื่อหวังให้อนุชนรุ่นถัดไปเขาเห็นดีด้วย
แล้วอนุชนรุ่นถัดไปไม่เห็นดีด้วยอีก เขาก็เปลี่ยนอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ สังคมนั้นก็คือวิกฤตการณ์อันถาวร
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วสังคมรับใช้ใคร
สังคมไม่เห็นสังคมแห่งความเสียดแทงเอกชน
สังคมนั้นไม่เป็นสังคมแห่งสังคมมาร
ไม่เป็นสังคมแห่งสังคมบาปละหรือ


เพราะฉะนั้นเอง สมมุติว่าเอกชนคือผึ้ง
ที่เราร่วมสร้างสมน้ำผึ้งกันขึ้นมา ผึ้งตัวไหนจะได้กินน้ำผึ้ง
สังคมจะต้องอยู่ในฐานะรวงผึ้งที่จะบีบน้ำหวานให้ผึ้งทุกตัว
ที่แสวงหามาสะสมไว้ได้ลิ้มรส เรื่อยไป เรื่อยไป
แล้วสิ่งนั้นจะร่ำรวยขึ้น และเข้าถึงคุณค่าของทุก ๆ สิ่งรอบด้าน


เมื่อเราไม่ได้คำนึงถึงฐานรองรับช่วงนานขึ้นมาแล้ว
เราต้องรอก่อนเสมอไป
แม้เราอาจจะต้องรอบุคคลที่เปลี่ยนได้
หรือรอจิตใจที่จะเข้าใจถึงสภาวะที่สูงสุดของมนุษย์
ก็คือว่า เราจำเป็นต้องรอให้ทุกคน
อย่างน้อยเข้าใจเงื่อนไขของชีวิต
หรืออย่างน้อยผู้ที่เข้ามากำหนดเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง
ซึ่งมีจำนวนน้อยนั้น จะต้องระลึกรู้ถึงเงื่อนไขของชีวิตการเปลี่ยนแปลง

สังคมที่ไหนก็ตามเงื่อนไขนั้นจะต้องถูกกำหนดจากบุคคลภายใน
ซึ่งเราทำได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน


หมายความว่าเซลล์ทุกเซลล์ของสังคม
เอกชนทุกเอกชนเริ่มไหวตัวในทางที่ต่อสู้
จากปากถึงปาก จากพี่ถึงน้อง จากป้าถึงอา จากลูกถึงแม่
ปลุกเร้าสำนึกที่จะให้รู้ว่า


การฆ่ากันไม่พึงปรารถนา

เราทั้งหลายอย่าฝากความเชื่อไว้กับนักวิชาการที่หัวรุนแรง
ที่หมิ่นคุณค่าของเอกชน
หมิ่นเอกสิทธิ์ของปัจเจกบุคคล
คนเหล่านี้ไม่รู้จักคุณค่าของมนุษย์
แต่ใช้ความรู้เหยียดคุณค่าของมนุษย์

เราไม่อาจที่จะฆ่านก ถ้าเราจะสร้างรังให้นกอยู่

เราคิดว่าเราจะฆ่าคนให้มาก
เพราะเราคิดจะเปลี่ยนแปลงสังคมเหมือนจะสร้างรังนกให้นกอยู่
แล้วทำไมเราจะต้องไปยิงนกให้ตาย

ถ้าเราจะสร้างบ้านให้ลูกหลานเราอยู่
ทำไมเราจะต้องตัดคอลูกเสียก่อน เพื่อจะสร้างบ้าน
เพราะคิดว่ามันจะรบกวนเราเล่า

นี่เป็นเพียงสำนึกเท่านั้น
ดังที่เรียกว่า ศาสนา จะปลุกเร้าสำนึก
ไม่ใช่ปลุกปัญญาเฉโก
ปัญญาเฉโกนั้นมันต้องเลี้ยวมาที่จะงับขาตัวเอง
และพาลไปงับขาเพื่อนมนุษย์และพาลไปให้สังคมมันล้มครืนลง
และค่านิยมที่ดี สถาบันที่ดีก็วอดวายลง


เมื่อเป็นเช่นนั้นแหละ วิกฤตการณ์ กลียุคจะเกิดขึ้น
แล้วอะไรจะเกิดขึ้น เด็กตาดำๆ หญิงชราที่ไม่รู้เรื่องด้วย
เด็กที่เกิดมาใหม่ ดอกตูมของดอกมะลิที่ควรจะบาน
กลับไม่ได้บาน ส่วนบานแล้ว ก็ถูกจับฉีกให้วอดวาย
ถูกบังคับให้เป็นอย่างนักวิชาการเหล่านั้นต้องการให้เป็น

เราจะต้องให้พระธรรมเท่านั้นนำทางของชีวิต
เราจะต้องให้เงื่อนไข
ที่รู้เห็นคุณค่าของชีวิตเท่านั้นนำทาง


และอาตมภาพจึงพูดให้ท่านทั้งหลายตลกขบขัน
ชนิดหัวเราะไม่ออกว่าต้องให้ฤๅษีเท่านั้นนำวิถีทางแห่งสังคม
และเราอาจจะต้องยอมให้การก้าวหน้าทางวิทยาการชะงักงันเป็นสิบศตวรรษ
เพื่อรอให้ระลึกถึงเงื่อนไขนี้ให้ดี

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 17:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


ศาสนาเป็นสิ่งที่เป็นสรณะที่แท้จริง
การเมืองเป็นของสับปลับ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
แล้วแต่นักวิชาการ
และเป็นระบบที่หวาดระแวงซึ่งกันและกันเรื่อยไป

แต่ศาสนาเท่านั้นจะอยู่ เพราะมันเป็นเรื่องราวของชีวิต
มันเป็นเรื่องราวที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้
กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ
เกิดขึ้นกับคนสมัยบรรพกาลอย่างไร
มันก็เกิดกับคนสมัยนี้อย่างนั้น
แม้ว่ามันรุนแรง หรือแรงหรือง่ายขึ้นก็ตามใจ


แต่ระบบของศาสนาเท่านั้น ที่จะเข้ามายกชีวิต
ยกจิตวิญญาณของปัจเจกชนขึ้นให้สูงขึ้น
เพื่อจะได้บรรลุถึงซึ่งวิมุตติภาพ
หรืออิสรภาพอย่างแท้จริง ขึ้นมาได้


ในที่สุดนี้อาตมภาพขอให้ท่านทั้งหลาย
รำลึกถึงเงื่อนไขสำคัญอีกครั้งหนึ่งของบรรพชนของเรา

ก็คือว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นเพื่อนทุกข์
เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อย่ามีเวรซึ่งกันและกันเลย
อย่ามีภัยซึ่งกันและกันเลย


แต่ใช่ว่าคำขวัญนี้จะให้หยุดชะงัก หรือวางอุเบกขา
แต่มันหมายถึงการต่อสู้ชนิดหนึ่งที่จะปลุกเร้าสำนึก
ให้ทุกคนรำลึกถึงเงื่อนไข

ส่วนการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องมาโดยแง่หนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงที่จะมีมานั้น
ถ้าเราได้ฝากสำนึกที่ถูกต้องให้แก่บุคคลกลุ่มน้อย
ที่จะกำหนดเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงแล้ว
การเปลี่ยนแปลงนั้นแหละคือการสร้างสรรค์ที่แท้จริง


ไม่เช่นนั้นแล้ว การเปลี่ยนแปลงชนิดนั้น
คือการทำลายมนุษย์อย่างย่อยยับ
เป็นการตั้งไข่ล้มต้มไข่ลุกแห่งอารยธรรมของมนุษย์
และเราไม่อาจจัดว่า เราเจริญกว่าสัตว์

เหมือนที่ได้ตั้งต้นพูดว่า

การที่มนุษย์แผ่ขยายอายตนะขึ้นนั้น
ดูแง่หนึ่งเกิดสวัสดิการขึ้น คล้าย ๆ มนุษย์เจริญ
แต่ว่าขอให้ดูให้ดี
ถ้าความเจริญอันนั้นย้อนมาทำลายมนุษย์
สังคมหรือเผ่าพันธุ์มนุษย์หาได้เจริญกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่าไหร่ไม่


ในที่สุดนี้ ถ้าสำนึกของเราต่อสังคมได้เกิดขึ้น
ที่สอดคล้องกับคุณค่าของเอกชนแล้ว
เมื่อนั้นแหละ อย่าได้ฝันถึงสวรรค์ที่บนฟ้าที่ไหนเลย
จงฝันถึงสวรรค์ในท้องถนน
ที่เดินไปทางไหน มีแต่บุคคลเห็นอกเห็นใจ
เข้าใจซึ่งกันและกัน เมตตา ปราณี กรุณา เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

เพราะทุกคนได้สำนึกถึงเงื่อนไขว่า

เราจะต้องตายอึก
ชีวิตเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วสมัย แล้วก็ล่วงลับไป


เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่เราจะฝากสำนึกไว้ให้อนุชน
ให้ถ่ายทอดกันไปก็คือพันธสัญญา
ถึงวิมุตติภาวะทั้งของฝ่ายสังคม และเอกชน


สิ่งซึ่งเรียกพันธสัญญานี้ท่านจะลืมไม่ได้
เพราะพันธสัญญานี้ ท่านจะต้องถ่ายให้ลูกของท่าน
ลูกของท่านต้องถ่ายให้หลานของท่าน


อย่าให้ถ่ายบาปแก่กันและกันเลย
จงถ่ายถึงความรู้ที่แท้จริง
เราควรจะเสียสละ
ที่ตัดขาดจากบาปกรรมที่มนุษย์ได้ถ่ายทอดกันมากันเสียที


ในที่สุดนี้ อาตมภาพขอน้อมอำนวยพร
ให้ท่านทั้งหลายจงประสบสันติสุขทุกทิพาราตรี
นับตั้งแต่บัดนี้จนตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
อันถาวรสิ้นเชิงเด็ดขาดในชีวิตที่ทันตาเห็นเถิด

ขอให้สวัสดี

หมายเหตุ : บทความเรื่องนี้ บันทึกไว้เมื่อครั้งที่ ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)
ยังครองเพศบรรพชิตเป็น “เขมานันทภิกขุ” อยู่ ณ อาศรม หาดทรายแก้ว เมืองสงขลา


:b8: :b8: :b8:

(ที่มา : เงื่อนไขของชีวิตและสังคม ธรรมบรรยายโดย เขมานันทภิกขุ;
แสดงแก่คณาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๑๘,
สำนักพิมพ์สุขภาพใจ และบริษัท ตถาตา พับสิชิ่ง จำกัด จัดพิมพ์)

http://www.dharma-gateway.com/ubasok/kh ... nta-14.htm

:b47: รวมคำสอน “ท่านเขมานันทะ (อาจารย์โกวิท เอนกชัย)”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44291


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 มิ.ย. 2009, 08:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: ขออโมทนาบุญกับคุณกุหลาบสีชาค่ะ ที่เอาบทความดีๆ มาให้พวกเราได้อ่านกันค่ะ
:b48: อ่านแล้วก็อดเป็นห่วงลูกหลานเราไม่ได้นคะ ว่าในอนาคตข้างหน้า
เค้าจะอยู่ในสังคมแบบนี้อย่างไร :b7:

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 มิ.ย. 2009, 12:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ม.ค. 2009, 02:20
โพสต์: 1387

ที่อยู่: สัพพะโลก

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นบทความธรรมะที่ดีมากๆบทความหนึ่ง
กำลังทะยอยอ่านเรื่อยๆ ครับ :b1: :b12: :b16:
ขอบพระคุณ คุณ กุหลาบสีชา ที่นำมา
โพสต์ครับ
อนุโมทนา สาธุ ด้วยครับ
:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ผู้มีจิตเมตตาจะไม่มีศัตรู ผู้มีสติปัญญาจะไม่เกิดทุกข์.
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ต.ค. 2016, 10:40 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 544

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2019, 19:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1056


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 31 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร