วันเวลาปัจจุบัน 10 ธ.ค. 2018, 15:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ก.ค. 2013, 08:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 10:07
โพสต์: 376

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

:b42: ญาติโยม ถาม

ทำอย่างไรจึงจะหายกลัวผี ขนาดนั่งสวดมนต์ในห้องพระ ยังกลัวผีเลยครับ ขอบคุณครับ”


:b42: ท่านพระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม ตอบ

ครั้งหนึ่ง อาตมารับนิมนต์มาฉันที่กรุงเทพฯ มาที่บ้านโยม โยมเขาได้ชวนญาติโยมมาร่วมถวายอาหาร และได้ชวนหมอที่โรงพยาบาลศิริราชมาร่วมด้วย แต่คุณหมอคนหนึ่งมาไม่ทัน ถวายอาหารเสร็จพระก็ฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว คุณหมอคนนี้จึงเข้ามาและขอโทษ ขออภัยที่มาสาย

คุณหมอเล่าให้ฟังว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช คือ ตอนเย็นคืนก่อน เพื่อนของเขาเป็นหมอมาทำงานที่โรงพยาบาล เขาอยู่เวรที่ทำงานตอนกลางคืนประมาณตี ๒ เขาอยู่บนตึกชั้น ๔ ตึกไหนเราไม่ทราบ เขาจะลงไปชั้น ๑ เขาก็เข้าไปในลิฟท์ ลิฟท์ลงไปถึงชั้นที่ ๓ แล้วหยุด ประตูเปิด นางพยาบาลคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในลิฟท์ด้วย คุณหมอก็กดปุ่มปิดประตู แล้วลิฟท์ก็ลงมาถึงชั้นที่ ๒ พอประตูเปิด ก็มีคนไข้เป็นผู้หญิงยืนทำท่าจะเข้าไปในลิฟท์ พอคุณหมอเห็นคนไข้คนนั้น เขาก็รีบกดปุ่มปิดประตู ประตูก็ปิด คนไข้คนนั้นก็เข้ามาในลิฟท์ไม่ได้

นางพยาบาลก็ถามคุณหมอว่า อ้าว คุณหมอปิดประตูทำไม คนไข้อยากจะเข้ามาในลิฟท์ คุณหมอก็บอกว่าคนนั้นเป็นคนไข้ของเรา เขาเพิ่งตายเมื่อคืนนี้ คุณหมอพูดไปตัวก็สั่นไปด้วย นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอเข้าใจผิดกระมัง เห็นเขายืนที่นั่นก็ปกติธรรมดา คุณหมอบอกว่าผมยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนไข้ของผม เขาตายแล้ว ตอนเย็นเพิ่งส่งลงไปที่เก็บศพชั้นล่าง นางพยาบาลก็ค้านว่าไม่ใช่หรอก คุณหมอเลยถามว่า คุณไม่เห็นหรือว่าที่ข้อมือเขามีติด “แถบพลาสติกสีแดง” และมีชื่อของเขา ถ้าคนตายในโรงพยาบาลเขาจะติดสีแดงเอาไว้สำหรับเป็นศพแล้ว ตายแล้ว คุณเห็นไหม เขามีข้อมือเป็นแถบพลาสติกสีแดงติดข้อมือเขา

นางพยาบาลยืนนิ่งสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วก็ยกแขนขึ้นมา แล้วถามว่า อันนี้หมายความว่าเราตายแล้วเหมือนกันหรือ เธอก็มีข้อมือสีแดงเหมือนกัน หมอหันมาเห็นเลยสลบอยู่ในลิฟท์เลย หมอที่เล่าให้ฟัง เขาไปเจอเพื่อนสลบในลิฟท์ และพาไปห้องไอ ซี ยู พอเขาฟื้นขึ้นมา เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง


แต่ที่แปลกเหมือนกันว่าคุณหมอที่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง เขาไปสอบสวนว่าจริงหรือไม่ ปรากฏว่ามีคนไข้เป็นผู้หญิงตายวันนั้น และตายในช่วงเข้าเวรของเขา

เมื่อลงไปดูในที่เก็บศพก็มี ที่แปลกนะเขาลงไปที่เก็บศพ มีนางพยาบาลคนหนึ่งทำงานที่ศิริราช เขากำลังจะนั่งรถเครื่องมาทำงานตอนกลางคืน ถูกรถชนตาย และก็เอาศพไว้ที่เก็บศพข้างล่าง ศพของผู้หญิงและนางพยาบาลก็นอนคู่กันอยู่ที่เก็บศพข้างล่าง

ก็น่าคิดเหมือนกัน เวลาโยมจะกลับ จะเข้าไปในลิฟท์ให้เช็คข้อมือทุกคนด้วยนะ ! อาจไม่แน่ก็ได้ อาตมามีเรื่องผีเยอะอยู่ แต่ที่ว่าความกลัว มันก็มีทั้งความกลัวผีหรือกลัวสิ่งที่เราไม่รู้ อันนั้นก็เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทุกประเภท คือรักชีวิตของตนและกลัวอันตราย ความกลัวนั้นมีแต่พระอรหันต์ที่ไม่มีความกลัว ถ้าคนไหนบอกว่าไม่มีความกลัว ถือเป็นการประกาศว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว

ในพระสูตรสมัยก่อน ถ้าพระรูปใดบอกว่าพ้นจากความกลัวแล้วหมายถึงว่าท่านประกาศตัวเป็นพระอรหันต์แล้ว พระอนาคามีก็ยังมีอยู่อย่างละนิดอย่างละหน่อย เป็นพระอรหันต์นี่จะไม่มีความกลัว ทีนี้เมื่อเรารู้ว่าความกลัวนั้นมีอยู่ เราต้องพิจารณาความกลัว ความกลัวคืออะไร เป็นความกลัวในสิ่งเราไม่รู้

โยมบอกว่ากลัวผี เคยเห็นผีไหม ไม่เคยเห็นผี เคยได้ยินผีไหม บางคนบอกไม่เคยได้เห็นไม่เคยได้ยิน ไม่รู้มีจริงหรือไม่ แต่กลัว ความกลัวนี้ก็เลยเป็นความกลัวจากความไม่รู้ ว่าเราไม่รู้ว่ามีหรือไม่ ถ้าหากเราไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี ก็คิดไปเสียก่อนเนาะ ให้คิดว่าไม่มีมากกว่ามีดีกว่า เพราะถ้าคิดว่ามีก็ต้องเกิดกลัว ถ้าคิดว่าไม่มีก็จะเกิดประโยชน์ที่จะระงับความกลัว เหมือนกับที่อาตมาเปรียบการมองจากหน้าต่างเครื่องบิน เรามองได้สองแง่ใช่ไหม มองในแง่ดี หรือแง่ลบ

(ขอแทรกเรื่องนี้ที่ท่านพระอาจารย์ฟิลลิปเล่าไว้ “...อาตมานั่งบนเครื่องบินที่กำลังจะลงที่ดอนเมืองเห็นเขาติดไฟตามวัดก็ดูสวยงามมาก เมื่อเราเห็นภาพแบบนั้นเราก็ดีใจที่ได้กลับมาเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อาตมาถือว่าเรามีโอกาสของคนมีบุญ ได้พบครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เช่น หลวงพ่อชา พระโพธิญาณเถร และครูบาอาจารย์อีกหลายองค์ เราก็เกิดปีติสุข กำลังจะกลับดินแดนของพุทธ รู้สึกว่าสบาย เมื่อกำลังมองหน้าต่างด้วยความสบายใจ ก็ได้ยินเสียงของชาวต่างชาติอีก ๒ คน เขานั่งเก้าอี้ข้างหน้าเรา และเขากำลังมองหน้าต่างอันเดียวกัน เห็นภาพเมืองกรุงเทพฯ อันเดียวกัน และเขาก็พูดออกมาเสียงดังให้พระอาจารย์ได้ยินด้วย เขาคุยกัน ๒ คนบอกว่าถึงกรุงเทพฯ แล้ว ถึงเมืองบาปแล้ว sin city ! แล้วเขาพูดว่าจะเที่ยวพัฒน์พงศ์ให้สนุก อาตมาสะดุ้ง เราสะดุ้งที่เขามองคนละอย่าง ตรงกันข้ามกับเรา ทำให้เรามีความรู้สึกอยู่เหมือนกันว่าทั้ง ๒ คนนี้กำลังจะมองภาพอันเดียวกัน จากหน้าต่างอันเดียวกัน ประเทศเดียวกัน เมืองเดียวกัน แต่มองหาคนละจุด คนละมุมกับเรา เราไปที่ไหนในโลกนี้แล้วมองหาสิ่งดีก็ได้ หรือสิ่งไม่ดีก็ได้ แล้วแต่เราแสวงหาอะไรอยู่...”)

เราเข้าห้องพระเรามองในแง่ว่ามีผีหรือไม่มีผี ก็แล้วแต่เรามอง ถ้าในแง่ว่าอาจมีวิญญาณ อาจมีสิ่งที่เราไม่รู้ ก็จะทำให้เกิดความกลัว เกิดอกุศล เกิดความไม่สบายใจ แต่ถ้าหากเราเปลี่ยนความคิดให้มองว่าเรามองไม่เห็นไม่รู้ว่ามีก็ต้องว่าไม่มีไว้ก่อน แต่ในประการหนึ่งความกลัวจะระงับโดยเมตตา โดยการเจริญเมตตาธรรม

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าบอกว่ามีวิญญาณ ที่เรียกแบบภาษาชาวบ้าน วิญญาณหรือผีมีอยู่ มีอยู่แต่ก่อนอาตมาเองก็ไม่เชื่อ เราก็จบทางวิทยาศาสตร์ เราก็ต้องคิดว่าต้องเป็นสิ่งที่เราพิสูจน์ดูด้วยตาเนื้อได้ แต่เมื่อเราประพฤติปฏิบัติธรรม เดี๋ยวนี้เปลี่ยนความรู้สึก ยอมรับว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสในเรื่องนี้เป็นความจริง แต่เราก็มองว่าในแง่ว่าการเกิดในภพที่เป็นวิญญาณหรือเป็นผีนั้นเป็นภพภูมิต่ำกว่ามนุษย์ โดยมีมนุษย์ เปรต และผี และสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานยังต่ำกว่าพวกผี

บ้านเราเลี้ยงสุนัขไหม ทำไมไม่กลัวมัน มันต่ำกว่าผี จิตใจต่ำกว่า แต่เราไม่กลัวมัน เห็นมันน่ารัก น่าเอ็นดู น่าสงสาร เราเลี่ยงแมวก็มี เลี้ยงนกก็มี เราก็เลยมองว่าวิญญาณที่อาจมีในบริเวณนั้นเหมือนสัตว์ประเภทหนึ่งจากภพหนึ่ง ที่ต้องการความอบอุ่นและความเมตตาจากเรา ผู้ปฏิบัติธรรมมองเขาเหล่านั้นเหมือนสุนัขที่วิ่งเข้าในบ้านเรา เราก็สงสารมัน เราก็ไม่ต้องกลัวมัน ความกลัวมันหายไป เพราะเรามีจิตใจรู้ว่านี่เป็นประเภทสัตว์ที่ต้องการความอบอุ่น ต้องการเมตตา ต้องการความช่วยเหลือ ความกลัวมันก็หายไป

นี่แหละเป็นวิถีทางที่จะแก้ความกลัวสิ่งเหล่านี้ และอีกวิธีหนึ่งคืออุทิศบุญกุศล สมมุติว่าเราอยู่ในที่มืดก็ทำให้รู้สึกตกใจ ให้เราอุทิศบุญกุศลความดีทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำในอดีตก็ดีหรือในปัจจุบันชาติก็ดี ขอให้อุทิศบุญนี้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง สัตว์ที่เห็นอยู่ก็ดีและสัตว์ที่ไม่เห็นอยู่ก็ดี มนุษย์ทั้งหลายขอให้ได้รับส่วนบุญกุศลนี้ เป็นพลวปัจจัยให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง นี่ก็เป็นการสงเคราะห์เขา เป็นการช่วยเหลือเขา ถ้าเขารับทราบได้ และเขาจะดีใจได้รับส่วนบุญกุศล เขาจะไม่รบกวนเรา กลายเป็นเพื่อนของเขา...”



ถาม-ตอบปัญหาธรรมะจากหนังสือ “หมากเงาะก็ได้ เซาซะก็ดี”
บันทึกเทศนาธรรม ณ โรงเรียนทอสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘
โดย ท่านพระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม
วัดป่านานาชาติ ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่ารัตนวัน
บ้านคลองปลากั้ง ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


:b49: :b50: :b50: :b49:

:b44: รวมคำสอน “พระอาจารย์ฟิลลิป ญาณธมฺโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=45914


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ธ.ค. 2017, 14:18 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 552

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ส.ค. 2018, 06:42 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1494

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ย. 2018, 10:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1505


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
พระอาจารย์ท่านตอบคำถามได้ดีมากเลย กราบเจ้าค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ธ.ค. 2018, 20:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1732


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
Kiss


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร