ลานธรรมจักร
http://www.dhammajak.net/forums/

ปัฏฐานทีปนี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=66&t=57785
หน้า 2 จากทั้งหมด 2

เจ้าของ:  ปฤษฎี [ 14 ส.ค. 2019, 19:17 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ปัฏฐานทีปนี

แสดงการอำนาจ แห่งปกตูปนิสสยปัจจัยที่ช่วยอุปการะแก่อนาคตธรรม

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ศรีอริยะเมตไตร แม้ผู้จะมีในอนาคต, พระธรรมของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ศรีอริยเมตไตร นั้น และหมู่สงฆ์ของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าศรีอริยเมตไตรนั้น ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย เพื่อความเป็นไปแห่งบุญบารมี ของชนเป็นอันมากทั้งหลาย ในบัดนี้ และในภพปัจจุบันนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความเป็นใหญ่ในคณะรัฐบาล ทรัพย์ ข้าวเปลือก ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่ตนจักได้เฉพาะในเวลาภายหลัง ย่อมช่วยอุปการด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ต่างๆ ทั้งหลาย ของมหาชนทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่แล้วในกาลก่อน และ ภวสมบัติ โภคสมบัติ มรรคสมบัติ ผลสมบัติ นิพพานสมบัติ ที่จักได้ตามเสวยในอนาคตภาพ ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย เพื่อความเกิดขึ้นแห่งการทำบุญมีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ของมหาชนทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่แล้วในปัจจุบันภพ ในกาลนี้.

เหมือนอย่างว่าในทางโลก ชนทั้งหลายใส่ใจอยู่ว่า เราทั้งหลายจักได้ข้าวเปลือกและผลไม้ทั้งหลาย ในหน้าหนาว จึงเริ่มทำการงานคือการไถและการหว่านในหน้าฝน ชนทั้งหลายใส่ใจอยู่ว่า เมื่อการงานสำเร็จแล้ว เราทั้งหลายจักได้ซึ่งทรัพย์นั้นๆ จึงเริ่มทำ วิริยะกรรมนั้นๆ หรือ ปัญญากรรมนั้นๆ ในส่วนเบื้องต้น ในข้ออุปมานั้น การได้เฉพาะซึ่งข้าวเปลือกและผลไม้ และการได้เฉพาะซึ่งทรัพย์นั้นๆ ย่อมได้รับการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอนาคตปกตูปนิสสยปัจจัยแก่การริเริ่มทำการงานนั้นๆ และการริเริ่มทำการงานนั้นๆ และการได้เฉพาะซึ่งข้าวเปลือกและผลไม้ ย่อมได้รับการช่วยอุปการะมาด้วยอำนาจแห่งอดีตปกตูปนิสสยปัจจัย เพื่อการได้เฉพาะซึ่งทรัพย์นั้นๆ ฉันนั้นเหมือนกัน มหาชนทั้งหลาย เมื่อเห็นอยู่ เมื่อปรารถนาอยู่ ซึ่งผลแห่งกรรมต่างๆ ทั้งหลาย ในอนาคต อันจะมีในภายภาคหน้า จึงริเริ่มทำบุญต่างๆ ทั้งหลาย ในปัจจุบัน อันมีในภายภาคนี้ ในถ้อยคำนั้น ผลแห่งบุญทั้งหลายย่อมได้รับการช่วยอุปการะด้วยอำนาจอนาคตปกตูปนิสสยปัจจัยในการทำบุญทั้งหลาย, การทำบุญทั้งหลายย่อมจะช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอดีตปกตูปนิสสยปัจจัยแก่ผลบุญทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น แม้อนาคตปกตูปนิสสยปัจจัย ก็เป็นเหมือนอดีตปกตูปนิสสยปัจจัย ย่อมเป็นปัจจัยที่กว้างขวางมาก



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยโดยปัจจุบันธรรม

ปัจจัยธรรมทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น องค์ปัจจุบัน ชื่อว่า ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปัจจุบันปกตูปนิสสยปัจจัย แก่ มนุษย์ เทวดา และพรหมทั้งหลาย ในปัจจุบัน มารดาและบิดาทั้งหลายในปัจจุบัน ชื่อว่า ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปัจจุบันปกตูปนิสสยปัจจัยแก่ปิยชนทั้งหลายมีบุตร ธิดา เป็นต้น ในภพปัจจุบัน ปัจจุบันปกตูปนิสสยปัจจัยนี้ ปรากฏชัดเจดีแล้ว

เจ้าของ:  ปฤษฎี [ 17 ส.ค. 2019, 00:09 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ปัฏฐานทีปนี

แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย ด้วยอัชฌัตตะและพหิทธะ ธรรมทั้งหลาย

ธรรมดาว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยธรรมทั้งหลาย ที่เป็นภายใน ที่เกิดขึ้นแล้วในความสืบต่อของผู้มีชีวิต มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ย่อมเป็นปัจจัยธรรมทั้งหลาย ธรรมดาว่า ปกตูปนิสสยปัจจัยทั้งหลายที่เป็นภายนอก มีแผ่นดิน ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร เป็นต้น ที่เป็นที่ตั้งอาศัยแห่งสัตว์ทั้งหลายมีอุปการะมาก แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ ป่า ต้นไม้ในป่า หญ้า ปุพพัณณชาติและอปัณณชาติ เป็นต้น พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดาว และนักขัตฤกษ์ เป็นต้น ฝน น้ำ ไฟ ลม ความเย็น ความร้อน เป็นต้น เหล่านั้นแม้ทั้งปวง ย่อมเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยที่มีกำลัง เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม หรือเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรม ทั้งเพื่อความเกิดขึ้นแห่งความสุข ทั้งเพื่อความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสปัจจัยโดยนิพพานธรรม

ชนทั้งหลาย ผู้เพียรพยายามอยู่เพื่อประโยชน์ มรรค ผล นิพพาน เหล่านี้ ใส่ใจอยู่ว่า เราทั้งหลายจักเข้านิพพานในภพปัจจุบันนั่นเทียว ย่อมเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ชนทั้งหลาย ผู้เพียรพยายามอยู่เพื่อประโยชน์แก่ มรรค ผล นิพพาน เหล่านั้น ใส่ใจอยู่ว่า เราทั้งหลายจักนิพพาน ในกาลของพระพุทธเจ้าในอนาคต ย่อมบำเพ็ญบารมีธรรม ๓๐ ประการในถ้อยคำเหล่านั้น นิพพานธรรม ย่อมเป็นปกตูปนิสสยปัจจัยที่มีกำลัง แก่โพธิปักขิยธรรมและบารมีธรรมเหล่านั้น.



แสดงความไม่เป็นเหตุปัจจัย และเหตุปัจจยุบันแห่งนิพพานและบัญญัติธรรมทั้ง ๒

ในปกตูปนิสสยปัจจัย ข้าพเจ้าจะกล่าว ถ้อยคำบางอย่างที่ยังเหลือ จิต เจตสิก รูปธรรม ที่ชื่อว่าสังขตธรรม เพราะถูกปรุงแต่งโดย เหตุปัจจัยธรรมทั้งหลาย ครั้นเมื่อเหตุปัจจัยธรรมมีอยู่ ย่อมเกิดขึ้น, ครั้นเมื่อเหตุปัจจัยธรรมไม่มีอยู่ ย่อมไม่เกิดขึ้น, แม้เกิดขึ้นมาแล้ว ครั้นเมื่อเหตุปัจจัย เพื่อความตั้งอยู่ยังมีอยู่ ย่อมตั้งอยู่, ครั้นเมื่อเหตุปัจจัยเพื่อความตั้งอยู่ ไม่มีอยู่ ย่อมไม่ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า เหตุปัจจัยธรรม เพื่อความเกิดขึ้น หรือเพื่อความตั้งอยู่แห่งนิพพานและบัญญัติธรรมทั้งหลาย เหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมไม่มี ก็นิพพานและบัญญัติธรรม ย่อมเป็นอสังขตธรรม เป็นธรรมที่ไม่มีชาติ เป็นธรรมที่ไม่มีความเกิดขึ้น เป็นธรรมที่เที่ยง และเป็นธรรมที่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าเหตุปัจจัย เพื่อความเกิดขึ้น หรือเพื่อความตั้งอยู่แห่งนิพพาน บัญญัติธรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี

เจ้าของ:  ปฤษฎี [ 31 ส.ค. 2019, 02:45 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ปัฏฐานทีปนี

แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างกุศลกับกุศล
อกุศลกับอกุศล อัพยากตกับอัพยากตธรรม

กุศลธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยแก่กุศลธรรม
กุศลธรรมย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยแก่กุศลธรรม ปรากฏดีแล้วในบาลีปัฏฐาน ด้วยคำว่า เป็นต้นว่า บุคคลอาศัยแล้วซึ่งศรัทธา ย่อมถวายซึ่งทาน, ย่อมสมาทานซึ่งศีล เหมือนอย่างนั้น อกุศลธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลธรรม ปรากฏดีแล้วในพระบาลีปัฏฐาน ด้วยคำว่า เป็นต้นว่า บุคคลอาศัยแล้วซึ่งราคะ ย่อมฆ่าสัตว์, ย่อมลักขโมยของที่เจ้าของยังไม่ได้ให้และไม่อนุญาต อัพยากตธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยแก่อัพยากตธรรม ปรากฏดีแล้ว ในพระบาลีปัฏฐาน ด้วยคำว่า เป็นต้นว่า บุคคลอาศัยแล้วซึ่งฤดูอันเป็นสัปปายะ ซึ่งโภชนะอันเป็นสัปปายะย่อมได้รับความสุขทางกาย



แสดงการช่วยอุปการด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่ากุศลธรรมกับอกุศลธรรม

จะกล่าวอีกนัยหนึ่ง กุศลธรรมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแก่อกุศลธรรม บุคคลครั้นถวายแล้วซึ่งทาน เพราะทานนั้นเป็นเหตุย่อมยกตน ย่อมข่มผู้อื่น เหมือนอย่างนั้น บุคคลเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เพราะศีล สมาธิ และปัญญานั้นเป็นเหตุ ย่อมยกตน ย่อมข่มผู้อื่น



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างกุศลธรรมกับอัพยากตธรรม

กุศลธรรมย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแก่อัพยากตธรรม กุศลกรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ ทั้งหลาย ทั้งปวง หรือ กุศลทั้งหลายที่เป็นบริวารแห่งกรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแก่วิบากอัพยากตธรรมทั้งหลาย ในกาลอื่น ในกาลที่เพิ่มพูนบำเพ็ญทานบารมี ชนทั้งหลาย ย่อมเสวยทุกข์ทางกาย เป็นอันมาก, เหมือนอย่างนั้น ในการเพิ่มพูนบำเพ็ญ ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และ อุเบกขาบารมี บัณฑิตพึงทราบตามนัยนี้เหมือนกันแม้ในเวลาบำเพ็ญฌานและมรรคทั้งหลาย



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างอกุศลธรรมกับกุศลธรรม

อกุศลธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลัง แม้แก่กุศลธรรม, บุคคลบางคนในโลกนี้ ครั้นทำแล้วซึ่งบาป ย่อมเป็นผู้ตามเดือดร้อนในภายหลัง ย่อมบำเพ็ญซึ่งทานกุศล ศีลกุศล ฌานกุศล และมรรคกุศล เพื่ออันละซึ่งบาปนั้น, บาปที่ตนได้เคยทำไว้แล้วนั้น ย่อมช่วยอุปการด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแก่ทานกุศลเป็นต้นเหล่านั้น.



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างอกุศลธรรมกับอัพยากตธรรม

อกุศลธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยที่มีกำลัง แม้แก่อัพยากตธรรม ชนทั้งหลายเป็นอันมากในโลกนี้ ครั้นทำแล้วซึ่งทุจริตกรรมทั้งหลาย ตกไปแล้วในอบายภูมิทั้ง ๔ ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์ในอบาย บุคคลทั้งหลายบางพวก ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์เป็นอันมากเพราะเหตุคือ ทุจริตกรรมของตน หรือของคนอื่นในโลกนี้, บุคคลทั้งหลายบางพวกย่อมเสวยซึ่งความสุข เพราะการได้ซึ่งทรัพย์โดยทุจริตกรรม, ชนเป็นอันมากทั้งหลายย่อมเสวย ซึ่งความทุกข์เป็นอันมาก ซึ่งมีราคะเป็นเหตุ และนักศึกษาทั้งหลายพึงทราบโดยพิสดารว่า ย่อมเสวยซึ่งความทุกข์เป็นอันมาก ซึ่งมีโทสะเป็นเหตุ ซึ่งมีโมหะเป็นเหตุ ซึ่งมีความเห็นผิดเป็นเหตุ และซึ่งมีความถือตัวเป็นเหตุ เป็นต้น



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างอัพยากตธรรมกับกุศลธรรม

อัพยากตธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแม้แก่กุศลธรรม บุคคลบางคน ย่อมถวายซึ่งทาน เพราะความถึงพร้อมแห่งทรัพย์ ย่อมรักษาซึ่งศีล ย่อมเจริญซึ่งปัญญา ย่อมเจริญซึ่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้นๆ เพราะได้ซึ่งอาวาส ซึ่งที่หลีกเร้น ซึ่งถ้ำ ซึ่งต้นไม้ ซึ่งป่า ซึ่งภูเขา ซึ่งหมู่บ้านที่เที่ยวบิณฑบาต อันเป็นที่เหมาะแก่การเจริญภาวนา หรือซึ่งความเป็นสัปปายะแห่งอุตุ ความสัปปายะแห่งอาหาร



แสดงการช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยระหว่างอัพยากตธรรมกับอกุศลธรรม

อัพยากตธรรม ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยปัจจัยที่มีกำลังแม้แก่อกุศลธรรมในโลก เพราะอาศัยความสมบูรณ์แห่งตา อกุศลธรรมทั้งหลายมากมาย ซึ่งมีการดูเป็นเหตุย่อมเกิดขึ้น นักศึกษาพึงทราบ นัยตามที่กล่าวแสดงไว้แล้วในความสมบูรณ์แห่งตานี้ ทั้งในความสมบูรณ์แห่งหูเป็นต้น บัณฑิตพึงกล่าว ซึ่งอธิบายเป็นอันมากโดยพิสดาร โดยนัยเป็นต้นว่า เพราะอาศัยซึ่งความสมบูรณ์แห่งมือ ความสมบูรณ์แห่งเท้า ความสมบูรณ์แห่งศาสตรา ความสมบูรณ์แห่งอาวุธ โดยนัยเดียวกันนี้ อุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่างโดยนัยที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้

เจ้าของ:  ปฤษฎี [ 09 ก.ย. 2019, 19:44 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ปัฏฐานทีปนี

แสดงสุตตันตูปนิสสยปัจจัย

บัณฑิตพึงกล่าว สุตตันตอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งมาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า เพราะอาศัยซึ่งกัลยาณมิตร, เพราะอาศัยซึ่งบาปมิตร, เพราะอาศัยซึ่งหมู่บ้าน เพราะอาศัยซึ่งป่า ในที่ทั้งหลายเป็นอันมากไว้ในที่นี้ ก็อีกอย่างหนึ่ง นิยามธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นเหตุที่มีกำลัง เพื่อความเป็นไปอย่างไม่ขาดสายแห่งโลกทั้ง ๓ คือ สัตวโลก สังขารโลก และโอกาสโลก และการอธิบายเนื้อความนี้ ก็ได้แสดงไว้แล้วโดยพิสดาร ในนิยามปทีปนีนั่นเอง



แสดงไขเนื้อความแห่งอารัมมณูปนิสสยศัพท์

ถามว่า ที่ชื่อว่า อารัมมณูปนิสสยปัจจัย เพราะหมายความว่าอย่างไร

ตอบ อารมณ์นั่นเองที่เป็นอธิบดี ชื่อว่า อารัมมณูปนิสสยปัจจัย เพราะว่า เป็นที่อาศัยที่มีกำลัง แห่งอารัมมณิกธรรมทั้งหลาย(ธรรมที่รับอารมณ์ทั้งหลาย)



แสดงอุปมาเรื่องเนื้อความแห่งอนันตรูปนิสสยศัพท์

ถามว่า ชื่อว่า อนันตรูปนิสสยปัจจัย เพราะหมายความว่าอย่างไร?

ตอบว่า จิตที่ไม่มีจิตดวงอื่น ที่เกิดขึ้นก่อน มีชื่อว่า อนันตรูปนิสสย เพราะหมายถึงว่าเป็นที่อาศัย และเป็นที่อาศัยที่มีกำลังมาก เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจิตที่ไม่มีจิตดวงอื่นเกิดขึ้นมาคั่นในภายหลัง จิตที่เกิดก่อนพึงเห็นเหมือนมารดา จิตที่เกิดภายหลัง พึงเห็นเหมือนบุตร มารดาย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอุปนิสสยที่มีกำลัง เพื่อความเกิดขึ้นแห่งบุตรในลำดับแห่งตน ฉันใด จิตที่เกิดก่อนก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเป็นที่อาศัยที่มีกำลัง เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจิตดวงหลังๆ นั่นเอง



แสดงเนื้อความแห่งปกตูปนิสสยศัพท์

ถามว่า ชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ เพราะหมายความว่าอย่างๆร?

ตอบว่า ที่อาศัยที่ปรากฏชัดของบัณฑิตทั้งหลายในในโลก คือ สภาวะที่เป็นปกติ มีชื่อว่า ปกตูปนิสสยะ(ที่อาศัยที่ปรากฏชัดคือความเป็นปรกติ)



แสดงไขอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างอนันตรูปนิสสยะกับปกตูปนิสสยะ

ก็ในอุปนิสสยปัจจัยนี้ อำนาจแห่งอนันตรูปนิสสยปัจจัยย่อมแผ่ไปเฉพาะในจิตดวงอื่นที่เกิดติดต่อกันเท่านั้น ส่วนอำนาจแห่งปกตูปนิสสยปัจจัยย่อมแผ่ไป แม้ในที่ไกลได้แน่นอน จริงอย่างนั้น ในภพนี้ ในวันก่อนๆ ทั้งหลาย, หรือในปีก่อนๆ ทั้งหลาย อารมณ์ทั้งหลายที่เห็น, ที่ได้ยิน, ที่ได้กลิ่น, ที่ลิ้มรส ที่ถูกต้อง ที่รับทราบ เมื่อเหตุมีสภาวะเช่นนั้น ยังมีอยู่ ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารได้ แม้ในเวลานานตั้ง ๑๐๐ ปี สัตว์ทั้งหลายย่อมตามระลึกถึงได้ โดยนัยเป็นต้นว่า รูปารมณ์ สัททารมณ์ ชื่อนี้ ข้าพเจ้าเคยได้เห็นแล้ว เคยได้ฟังมาแล้วในกาลก่อน, ส่วนโอปปาติกปฏิสนธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมตามระลึกได้แม้ซึ่งภพที่เป็นอดีตที่เคยมีมาก่อน เหมือนอย่างนั้น แม้ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย คนทั้งหลายบางพวก ย่อมได้สัญญา คือการจำอดีตภพที่มีมาก่อนได้, เหมือนอย่างนั้น ความสืบต่อแห่งมโนวิญญาณแผ่ซ่านไปอยู่ ในอารมณ์ที่ตนเคยเห็น เคยได้ยิน เป็นต้น แม้มากในรูปารมณ์เป็นต้น ที่ตนเคยเห็นและเคยได้ยินเป็นต้น ตั้งหลายแสนชาติในกาลก่อน เมื่อมาเห็นหรือมาได้ยินอารมณ์อย่างอื่นในขณะหนึ่งในภายหลังนั่นเอง

จบการแสดงอุปนิสสยปัจจัย

เจ้าของ:  ปฤษฎี [ 19 ก.ย. 2019, 09:33 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ปัฏฐานทีปนี

๑๐. ปุเรชาตปัจจัย



แสดงการจำแนกปุเรชาตปัจจัย

ปุเรชาตปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ
๑. วัตถุปุเรชาตปัจจัย
๒. อารัมมณปุเรชาตปัจจัย
๓. วัตถารัมณปุเรชาตปัจจัย



แสดงความเหมือนกันระหว่าง วัตถุปุเรชาต วัตถารัมมณปุเรชาต และอารัมมณปุเรชาตปัจจัย

ในปุเรชาตปัจจัยทั้ง ๓ อย่าง เหล่านั้น วัตถุปุเรชาตปัจจัย และวัตถารัมณปุเรชาตปัจจัย ข้าพเจ้ากล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว ในนิสสยปัจจัยข้างต้นโดยมีชื่อว่า นิสสยปัจจัยนั่นเอง.



แสดงการช่วยอุปการะหลังจากที่ได้แสดงจำแนกปัจจัยกับปัจจยุบันธรรม พร้อมทั้งอุปมาในอารัมมณปุเรชาตปัจจัย

ชื่อว่า อารัมมณปุเรชาตปัจจยุบัน ก็มีเฉพาะในนิปผันรูป ๑๘ เท่านั้น แม้ใน นิปผันรูป ๑๘ เหล่านั้น ปัญจารมณ์ มีรูปารมณ์ และสัททารมณ์ เป็นต้น ที่เป็นปัจจยุบัน ย่อมช่วยทำอุปการะด้วยอำนาจอารัมณปุเรชาตปัจจัย แก่ปัญจวิญญาณจิต ๕ อย่าง โดยแน่นอน, เหมือนอย่างว่า ธรรมดาว่า เสียงพิณทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น เพราะไม้สีพิณกระทบที่สายพิณทั้งหลายเท่านั้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น เสียงพิณทั้งหลายเหล่านั้น เว้นจากสายพิณ และไม้สีพิณทั้งหลายที่เกิดขึ้นก่อรน ย่อมไม่อาจเพื่อความเกิดขึ้นได้ฉันใด, ฉันนั้น เหมือนกัน แม้ปัญจวิญญาณวิถีจิตทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นได้เพราะเหตุคือการมาสู่คลองแห่งอารมณ์ทั้ง ๕ อย่าง ในวัตถุและทวารทั้ง ๕ เท่านั้น และการมาสู่คลองย่อมมีเฉพาะในเวลาที่ถึงฐิติขณะเท่านั้น สำหรับวัตถุและทวารทั้ง ๒ อย่างเหล่านั้น และในเวลาที่มาสู่คลองนั้น อารมณ์ ๕ อย่างเหล่านั้น ย่อมไม่มาสู่คลองในวัตถุทั้ง ๕ อย่าง เหล่านั้น อย่างเดียวเท่านั้น, โดยที่แท้ ย่อมมาสู่คลองแม้ในมโนทวารที่เรียกว่า ภวังค์ แน่นอน เพราะมาสู่คลองในมโนทวารเท่านั้น แม้ภวังคจิตนั้น ย่อมเกิดไหว ๒ ครั้ง แล้วขาดลง, เมื่อกระแสภวังคจิตขาดลองแล้วเท่านั้น ปัญจทวารวิถีจิตเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้น และเมื่อมีความเป็นเช่นนั้น ปัญจทวารวิถีจิตเหล่านั้นย่อมไม่สามารถเพื่ออันเกิดขึ้นเว้นจาก วัตถุ ทวาร และอารมณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาก่อน

นิปผันรูป ๑๘ ประการเหล่านั้น แม้ทั้งปวง แม้ที่เป็นอดีตก็ดับไปเรียบร้อยแล้ว แม้ที่เป็นอนาคตก็ยังไม่เกิดขึ้นเลย แม้ที่เป็นปัจจุบันก็กำลังเกิดขึ้น นิปผันรูปที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบันเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ย่อมเป็นอารมณ์ของมโนวิญญาณวิถีจิตทั้งหลาย บรรดานิปผันรูปที่เป็นไปในกาลทั้ง ๓ เหล่านั้น เฉพาะที่เป็นปัจจุบันนิปผันรูปเท่านั้น ย่อมช่วยอุปการะด้วยอำนาจแห่งอารัมมณปุเรชาตปัจจัยแก่ปัญจวิญญาณวิถีจิต เหล่านั้น ในกาลใด ย่อมทำวัตถุและอารมณ์นั้นๆ ที่ดำรงอยู่แล้วในที่ไกล, หรือในที่ปกปิด ให้เป็นอารมณ์ด้วยใจเท่านั้น ในกาลนั้น ถ้าอารมณ์และวัตถุที่ดำรงอยู่ในที่ไกล เป็นต้นเท่านั้น ย่อมปรากฏในที่นั้นๆ อารมณ์และวัตถุนั้นๆ ชื่อว่า ปัจจุบันอารมณ์



จบการแสดงปุเรชาตปัจจัย

หน้า 2 จากทั้งหมด 2 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/