วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2018, 08:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 51 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 00:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ"คามินธรรม"ครับ



1. ถ้าผมเป็นเว็บมาสเตอร์
ผมไม่แค่ลบกระทู้นะครับ ผมจะลบสมาชิกภาพเลย
และประกาศปักหมุดให้ระวังคุณอีกด้วย

คุณไม่ใช่น้ำพร่องแก้ว ที่พยามจะเติมเต็มตัวเอง
หรือน้ำขุ่นๆ ที่พยามจะเติมน้ำดีเพื่อให้ตัวเองใสขึ้น
พวกเขาพร้อมที่จะปรับทัสนคติเมื่อพบความรู้ที่ดีกว่าเดิม

แต่คุณเป็นประเภทน้ำแข้งล้นแก้ว ที่ไม่มีทีท่าว่าจะละลายได้
ซ้ำยังดูท่าว่าจะกลายเป้นหินจนแก้วที่ใส่อยู่นี้มันร้าวและกำลังจะแตก

เว็บอื่นๆเขาก็ไล่ผมออก ผมไม่ถือสาอะไรหรอกครับ ตามสบาย มิจฉาทิฏฐิมันครองโลกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ผมเพียงจะบอกคุณว่า แต่ก่อนคนคิดว่าโลกแบน คนที่บอกว่าโลกกลมถูกฆ่าตายเป็นเบือ สุดท้ายมนุษย์จึงรู้ว่า
โลกกลม


2. สำคัญที่สุดคือคุณพยามเสนอสิ่งที่ค้านกับหลักการทางพระพุทธศาสนาในนิกายเถรวาท
เช่นเรื่องนิพพาน ที่คุณสามารถเข้าไปพบพระพุทธเจ้าได้
เรื่องนิพพานในแบบที่ เดี๋ยวเข้านิพพานได้ เดี๋ยวออกมาจากนิพพานได้ เพื่อมาเกิด[

พูดยังกับคุณเข้าใจพระพุทธศาสนาเถรวาทดีเหลือเกิน มิจฉาทิฏฐิเต็มอยู่ในหัวใจคุณ ผมยกพุทธพจน์
มาเป็นร้อยแล้วนะครับ คุณเคยนำเอาพุทธพจน์มาโต้กับผมหรือไม่ ไม่เคยเลยใช่ไหมครับ
หลวงพ่อที่พูดแบบผม เช่น หลวงพ่อฤาษีลิงดำ "นิพพานคือกลับบ้านเก่า" ท่านไม่ได้บอกไปบ้านใหม่เลย
พลวงพ่อสด "ข้าเร็วพวกเราก็ต้องกลับเข้านิพพานหมด"



3.(ถ้านิพพานแล้วมาเกิดได้อีก แล้วจะทำนิพพานไปทำไมให้มันเหนื่อย พระพุทธเจ้าจะกลับมาเกิดได้อีกหรือ)

ผมอธิบายไปหลายรอบแล้ว นิพพานเริ่มแรก ยังไม่มีการเปรียบเทียบกับภพภูมิอื่น ยังไม่มีการใช้ขันธ์ 5
และสังขาร ดังนั้นพวกเราจึงลงมารับสุขทุกข์ใน 3 ภพ เทียบกับนิพพานเดิมของเรา นี่เป็นเหตุที่
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ บอกว่า "นิพพานคือกลับบ้านเก่า" และหลวงพ่อสดบอกว่า "ข้าเร็วพวกเราก็ต้องกลับ
เข้านิพพานหมด"


4.เรื่องนิพพานคือพระเจ้า พรมมัน พระพุทธเจ้า ที่คุณว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
หลายต่อหลายครั้งที่คุณเอาพระไตรปิฏกมาตัดต่อ เติมคำ แก้คำ แล้วผสมความเชื่อของคุณลงไป

ลองอ่านข้อเขียนของท่านพุทธทาสเรื่องไกรวัลธรรมดู แล้วคุณจะรู้ความจริงมากขึ้น

ประเด็นอื่นผมไม่ต้องการจะโต้ ไม่มีประโยชน์ คนแต่ละคนมีมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิแตกต่างกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 11:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ"walaiporn"ครับ

1.ความจริงแล้ว การที่โพสอะไรก็แล้วแต่ อาจจะโดนลบหรือโดนแบนไป เราควรจะพิจรณาตัวเองมากกว่าที่จะไปติติงผู้อื่น แล้วมันก็ไม่ใช่แค่เว็บนี้เว็บเดียว เว็บอื่นๆ โดนหนักยิ่งกว่านี้ ควรจะพิจารณาตัวเองมากกว่าที่จะกล่าวโทษผู้อื่น

เท่าที่ได้เห็นในเว็บอื่นๆ มา เว็บนี้เป็นเว็บที่เปิดกว้างให้โอกาสแสดงความคิดเห็นมากกว่าเว็บอื่นๆ จะพูดจาบ้าบอคอแตก แหกโค้งแหกศอก นอกลู่นอกรอยยังไงก็ยังอนุโลมให้โพสได้ คนบางคนเลยเที่ยวมาแจกแจงมาเที่ยวกล่าวหาผู้อื่นแต่ไม่ยอมดูตัวเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ดิฉันคงจะออกความคิดเห็นว่า คนประเภทนี้ไม่ควรจะเอาไว้ แบนไปเลย ลบสมาชิกภาพออกไปเลย ถึงจะมีส่วนดีอยู่บ้าง แต่ส่วนไม่ดีมีมากกว่า เป็นโทษต่อศาสนามากกว่าจะเป็นคุณ เที่ยวกล่าวหาว่าผู้อื่นเป็นมาร ตัวเองนั่นแหละเป็นยิ่งกว่ามารจนไม่มีคำเปรียบเทียบ

.....ผมไม่เคยพูดเรื่องบ้าบอคอแตก สิ่งที่ผมเขียนล้วนมีหลักฐานอ้างอิงจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่มีพุทธะก็ต้องมีมาร มารจะไม่โต้เถียงในเรื่องธรรมะ จะเห็น
ได้ว่าคนที่โต้เถียงกับผม มารสิงใจเขา เข้าจะเน้นไปที่การด่าต่อว่าตำหนิติเตียน ใส่ร้าย
ป้ายสีสารพัด

อีกอย่างผมไม่พูดแหกโค้งใดๆทั้งสิ้น ผมพูดตรงไปตรงมาที่สุด แต่คนที่เข้าไม่ถึงธรรมจริงๆ
ย่อมถูกมารสิงใจได้ และกล่าวหาผมต่างๆนาๆ แทนที่จะเอาข้อธรรมมาตอบโต้หรือถามผม
ก็ไม่เอา คุณว่าจริงไหม

ผมให้อภัยคุณ ดีใจที่คุณกล่าวหาว่าผมเป็นมาร และดีใจที่ผมไม่มีความโกรธอะไรเลย ผม
อโหสิกรรมให้คุณครับ


2. แต่นี่คือดิฉันในปัจจุบัน ปฏิบัติมาจนค่อนข้างเข้าใจพอสมควร ทุกสรรพสิ่ง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมันมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นไปเช่นนั้น ทุกคนล้วนมีวิบากกรรมต่อกัน ใครเชื่อใคร เขาย่อมมีวิบากกรรมต่อกัน ถึงจะพากันเข้ารกเข้าพง พากันสุดโต่ง อันนั้นมันก็เขาเป็นผู้รับผลกันเอง ไม่ใช่เรา ไม่งั้นป่านนี้คนที่บรรลุธรรมคงมีเกลื่อน ยุคนี้ พวกที่ติดอยู่ในอุปกิเลส มีเยอะ คนเหล่านี้ดูง่าย ชอบยกตนข่มท่าน ชอบละเมิดสมณสงฆ์ ชอบละเมิดครูบาอาจารย์ ชอบอวดอ้างในสิ่งผิดๆ เช่น แนะนำให้คนหลงในนิมิต ทั้งๆที่มันเป็นแค่นิมิตก็นำมาพูดเป็นตุเป็นตะให้คนเชื่อถือ มีสัญญาวิปปลาส บางอย่างเป็นเพียงสัญญาเก่าที่ติดตัวมา เห็นภูติผีปีศาจ เห็นนางไม้ เห็นเทวดา พอได้มาปฏิบัติ ย่อมเหมือนคนที่สะกิดง่ายเพราะมีของเก่ามาอยู่แล้ว คนเหล่านี้แรกๆก็จะหลง สุดแต่ว่าใครจะมีสติ สัมปชัญญะมากกว่ากัน แต่เมื่อสติ สัมปชัญญะยังไม่มากพอ จึงชอบอวดอ้างว่าธรรมะตัวเองสูงกว่าผู้อื่น ชอบอวดอ้างว่าตัวเองเป็น " อริยะ " ทั้งๆที่เที่ยวเป็น " อริแยะ " เที่ยวระรานเขาไปทั่ว แม้แต่เว็บมาสเตอร์ยังไม่คิดจะยอมละเว้น เอาอะไรมาวัดว่าใครรู้มากกว่าใคร เอาอะไรมาวัดว่าตัวเองเป็นอริยะ มีแต่ความคิดเข้าข้างตัวเองทั้งนั้นเลย แทนที่จะเจริญสติให้มากๆ จะได้รู้จักหยุดพิจรณา เปล่าเลย กลับไหลไปตามกิเลสไหลไปตามความอยากที่อยากจะเป็นอริยะ อยากจะเป็นอาจารย์ อยากจะสอนแต่คนอื่น ตัวเองยังสอนไม่ได้ ตัวเองยังทำไม่ได้ ยังปล่อยวางไม่เป็น นับประสาอะไรที่จะเที่ยวไปสอนคนอื่นๆ คนที่มีปัญญาเขาย่อมรู้จักมอง รู้จักพิจรณา ส่วนคนที่เชื่อพวกที่ติดอยู่ในอุปกิเลสนี้ก็เนื่องจากวิบากกรรมที่เขาเคยได้สร้างร่วมกันมา แต่สักวันหนึ่ง เมื่อกุศลมากพอ คนเหล่านี้ย่อมหลุดจากวงจรนี้ได้ สุดท้ายทุกคนย่อมถึงจุดหมายปลายทางเหมือนๆกัน
ที่พูดมาทั้งหมดเพียงจะบอกว่า แล้วแต่เว็บมาสเตอร์จะจัดการ
อ้อ ... ใครที่ยังชอบว่าเว็บมาสเตอร์รวมทั้งทีมงาน ควรจะพิจรณาตัวเองมากกว่านะว่าเว็บมาสเตอร์เขาน่ะมีเมตตามากๆที่ยังให้อยู่ในเว็บนี้ เขาเมตตาขนาดนี้แทนที่จะขอบคุณเขา กลับไม่สำนึก มีการมาต่อว่าเขาอีก

.....คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ย่อมคิดว่าตนเองคิดถูก และเป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าคนอื่นคิดไม่เหมือนตัวเอง
ก็ไปคิดว่าเขามีมิจฉาทิฏฐิ ผมเลิกยกตนข่มท่านนานแล้ว และผมก็ไม่ชอบละเมิดสมณสงฆ์
และไม่ชอบละเมิดครูบาอาจารย์ ถ้าคนๆนั้นเป็นสงฆ์จริงๆนะครับ ความเป็นสงฆ์และเป็นครู
บาอาจารย์ไม่ได้อยูที่ผู้เหลือง แต่อยูที่จิตของเขา ผมโดนคนอื่นด่าว่าในเว็บธรรมะต่างๆ
ร่วมแสนครั้งแล้ว แต่แทนที่ผมจะโกรธ ผมกลับรักและให้อภัยเขา ผมอาจจะไม่ได้เป็นพระ
ไม่ได้เป็นครูอาจารย์ เนื่องจากผมไม่ได้ใส่ผ้าเหลืองเท่านั้น แต่จิตผมเป็นพระนานแล้ว
ผมจะบอกความจริงให้คุณรู้ไว้ ผมสอนได้ทั้ง 3 ภพ

ผมพูดความจริง แต่ถ้าคุณใช่อคติตีความผม คุณก็จะคิดว่า ผมอวดเก่ง อวดอ้างอะไรทำนองนั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 11:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


การเผยแพร่ธรรมนั้น มีทั้งคุณและโทษ
หากถูกต้องเป็นจริง คุณก็อนันต์
หากผิดไปจากความเป็นจริง โทษก็มหันต์

ไหนคือธรรมแท้ ธรรมจริง
ไหนคือธรรมเทียม ธรรมปลอม

ธรรมใดที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับแห่งกาม ความสงบสุขของใจ เรียก ธรรมแท้ ธรรมจริง
ธรรมใดที่เป็นไปด้วยความเดือดร้อน วุ่นวายใจ เรียกว่า ธรรมปลอม ธรรมเทียม

ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าสั่งสอนธรรม ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ พระองค์ก็สงบเย็น ไม่มีบริภาษ ผู้อื่น คนอื่น เหตุเพราะไม่เชื่อพระองค์ ดำรงค์พระองค์ไว้ที่อุเบกขาธรรมเสมอ

ความเชื่อ ความศรัทธานั้นบังคับกันไม่ได้
ปัญญาของใครก็ของใคร

ศรัทธา ความเชื่อ แบ่งเป็น ๒ คือ

ศรัทธาวิปปยุต = ความเชื่อปราศจากปัญญา งมงาย ขาดเหตุผล เชื่อตามตำรา ตามคำภีร์ เชื่อเพราะท่านเป็นอาจารย์ของเรา ฯลฯ
ศรัทธาญาณสัมปยุต = ความเชื่อประกอบด้วยปัญญา มีเหตุผล ใคร่ครวญพิจารณาก่อนจึงเชื่อ

บัณฑิตนั้น พูดเป็นธรรม เป็นสุภาษิต พูดแต่ความจริง ที่เป็นประโยชน์
มุ่งดี ปราถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ

การยกตนเอง กดคนอื่นให้ต่ำลง อวดอ้างการบรรลุธรรม ยกตนเปรียบพระศาสดา วาจาทุจริต ไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบัณฑิต หากแต่คือ ผู้มีอัตตาสูง มานะทิฎฐิล้นฟ้า ไม่ใช่ผู้ที่ผ่านการปฎิบัติธรรม หรือ บรรลุธรรมแต่อย่างใดเลย

เจริญธรรมนะจ้ะ

:b8: :b11:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 16:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ต.ค. 2008, 14:05
โพสต์: 54


 ข้อมูลส่วนตัว


ทำแบบเว็บ watpa.com ก็ดีนะครับ หลังจากตั้งกระทู้จะมีการตรวจสอบโดยทีมงานเว็บมาสเตอร์ก่อน แล้วค่อยแสดงกระทู้ให้ในภายหลัง หากล่อแหลมหรือหมิ่นเหม่หรือจาบจ้วงใดๆก็ตาม ก็ไม่ต้องแสดงให้ เท่ากับตัดไฟเสียแต่ต้นลม หรือแก้ที่เหตุ แล้วผลก็คือไม่ต้องมานั่งด่าหรือเถียงกันให้เสียเวลา จะได้เอาเวลาไปอ่านกระทู้ที่มีประโยชน์และได้สาระจริงๆ เพราะถ้าทำแบบที่เว็บมาสเตอร์ทำปัจจุบันคือปล่อยให้กระทู้ออกมา อ่านกันชุ่มปอดแล้ว แล้วจึงมาลบหรือชี้แจงทีหลัง มันเหมือนกับฟรีทีวีปล่อยภาพโป๊ให้หลุดออกหน้าจอ คนเห็นกันทั้งประเทศแล้วมานั่งชี้แจงทีหลัง มันดูพิลึก อย่าลืมนะครับว่าคนที่เข้ามาหาความรู้โดยที่ตัวเองยังไม่ประสีประสาเกี่ยวกับธรรมะมีเยอะกว่าคนที่เป็นปราชญ์ทางธรรม แม้แต่ตัวผมเองก็ยังจัดอยูในคนประเภทแรกเหมือนกัน แต่โชคยังดีที่ได้อ่านได้ฟังคำสอนที่เป็นสัทธรรมแท้ๆของครูบาอาจารย์มาพอสมควร จึงพอมองออกว่าอันไหนเป็นสัทธรรมแท้ๆ อันไหนสัทธรรมปฏิรูป แบนก่อนแสดงให้เห็นดีกว่าเห็นแล้วแบนทีหลังนะครับ ถึงใครจะว่าเผด็จการก็ไม่เป็นไร เพราะคนสมัยนี้ชอบเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกันจัง แต่ไม่เคยรู้จักหน้าที่ที่ตัวเองควรกระทำ ไม่เคยเป็นพลเมืองที่ดีแต่กลับเพรียกหาการปกครองแบบธรรมาภิบาล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 22:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ"มิตรตัวน้อย"ครับ


1. การเผยแพร่ธรรมนั้น มีทั้งคุณและโทษ
หากถูกต้องเป็นจริง คุณก็อนันต์
หากผิดไปจากความเป็นจริง โทษก็มหันต์

..... ผมเป็นผู้รับผิดชอบครับ ไม่ใช่คุณ บอกตรงๆเลยธรรมะที่สมมุติสงฆ์ตีความนั้น ในเรื่องลึกๆส่วนมากตีความผิด แต่ใช้อำนาจและพวกมากลากกันไป

2. ไหนคือธรรมแท้ ธรรมจริง
ไหนคือธรรมเทียม ธรรมปลอม

..... ของปลอมทั้งสิ้น พระอาจารย์มั่นเทศน์ว่า

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า
ธรรมของพระตถาคตเมื่อเข้าไปประดิษฐานในสันดานของ
ปุถุชนแล้ว ย่อมกลายเป็นของปลอม (สัทธรรมปฏิรูป)
แต่ถ้าเข้าไปประดิษฐานในจิตสันดานของพระอริย
เจ้าแล้วไซร้ ย่อมเป็นของบริสุทธิ์แท้จริง และเป็นของไม่ลบเลือนด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อยังเพียรแต่เรียน
พระปริยัติถ่ายเดียว จึงยังใช้การไม่ได้ดี ต่อเมื่อมาฝึกหัดปฏิบัติจิตใจกำจัดเหล่ากะปอมก่า คือ อุปกิเลส
แล้วนั่นแหละ จึงจะยังประโยชน์ให้สำเร็จเต็มที่ และทำให้พระสัทธรรมบริสุทธิ์ ไม่วิปลาสคลาดเคลื่อน
จากหลักเดิมด้วย


3. ธรรมใดที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับแห่งกาม ความสงบสุขของใจ เรียก ธรรมแท้ ธรรมจริง
ธรรมใดที่เป็นไปด้วยความเดือดร้อน วุ่นวายใจ เรียกว่า ธรรมปลอม ธรรมเทียม

..... ในครั้งพุทธกาล ผู้คนยังแตกแยกเป็น 2 หมู่ใหญ่ๆคือ เถรวาท พวกที่ไม่ต้องการไร้เรื่องอะไรมาก
มายต้องการหาทางพ้นทุกข์เท่านั้น ข้อความของคุณจึงถูกต้อง แต่ในยุคสมัยนี้ ผู้คนอยากรู้อยากเห็น
มากขึ้น คำกล่าวของคุณจึงยังไม่ถูกต้อง ถ้าเราตอบคำถามที่ค้างคาใจเขาไม่ได้ เช่น เรื่องพระเจ้า
และพระเยซูคริสต์ ใครจะมาหาทางดับทุกข์กับเถรวาท


เริ่มต้นเขาก็ไม่เอาแล้ว ยิ่งไปบอกเขาว่า นิพพานเป็นอนัตตา แสดงว่ายังมีทุกข์และไม่เที่ยง เขาก็
บ๊ายบายเลย นิพพานเป็นอนัตตา เชิญเข้าไปในแดนทุกข์ไปคนเดียวเถอะ



4. การยกตนเอง กดคนอื่นให้ต่ำลง อวดอ้างการบรรลุธรรม ยกตนเปรียบพระศาสดา วาจาทุจริต ไม่ใช่วิสัยของผู้เป็นบัณฑิต หากแต่คือ ผู้มีอัตตาสูง มานะทิฎฐิล้นฟ้า ไม่ใช่ผู้ที่ผ่านการปฎิบัติธรรม หรือ บรรลุธรรมแต่อย่างใดเลย

..... กรุณาอย่าเอาความคิดในใจที่มีกิเลสอวิชชามาตีความผมเลยครับ การยกยอตนเอง กดให้
คนอื่นต่ำลง ไม่มีในใจผมเลย ผมเพียงแต่พูดความจริงเท่านั้น แต่ใจคนอื่นจะไปตีความว่ายังไง
มันเป็นเรื่องของเขา

ทำไมคุณไม่มองตนเองว่า ตนเองกำลังกดตนเองให้ต่ำลง และยกคนอื่นให้สูงขึ้น เพื่อจะได้
หาเรื่องกลั่นแกล้งเขาเล่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 23:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


เสฏฐวุฒิ เขียน:
หากล่อแหลมหรือหมิ่นเหม่หรือจาบจ้วงใดๆ ก็ตาม ก็ไม่ต้องแสดงให้ เท่ากับตัดไฟเสียแต่ต้นลม หรือแก้ที่เหตุ


ผมไม่เคยตั้งกระทู้หมิ่นเหม่หรือจาบจ้วงแม้แต่ครั้งเดียว ผมพูดและแสดงแต่พระธรรมที่ลึกซึ้ง
มีหลักฐานจากพุทธพจน์ในมหายาน และเถรวาท รวมทั้งในคัมภีร์ฮินดู และคริสต์ ส่วนคนที่ลบ
กระทู้ผม เขาโดนมารสิ่งใจให้ทำ ในเว็บอื่นเขาจะแจ้งเหตุผลให้ทราบว่า ลบเพราะอะไร แต่ที่นี่
อยากจะลบ ก็ลบเลย แม้เป็นพุทธพจน์ในเถรวาทและมหายาน ก็ยังลบทิ้ง มันใช้ไม่ได้ครับ
เป็นการปิดทางแห่งปัญญาและความรู้จริง รวมทั้งเป็นเผด็จการทางความคิด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ย. 2008, 23:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


เสฏฐวุฒิ เขียน:
แต่โชคยังดีที่ได้อ่านได้ฟังคำสอนที่เป็นสัทธรรมแท้ๆของครูบาอาจารย์มาพอสมควร จึงพอมองออกว่าอันไหนเป็นสัทธรรมแท้ๆ อันไหนสัทธรรมปฏิรูป แบนก่อนแสดงให้เห็นดีกว่าเห็นแล้วแบนทีหลังนะครับ ถึงใครจะว่าเผด็จการก็ไม่เป็นไร เพราะคนสมัยนี้ชอบเรียกร้องสิทธิเสรีภาพกันจัง แต่ไม่เคยรู้จักหน้าที่ที่ตัวเองควรกระทำ ไม่เคยเป็นพลเมืองที่ดีแต่กลับเพรียกหาการปกครองแบบธรรมาภิบาล


1. ครูบาอาจารย์ของคุณเป็นใคร เป็นหนอนหนังสือ หรือนักปฏิบัติ สมมุติสงฆ์ล้วนเป็นสัทธรรม
ปฏิรูป ของปลอมทั้งสิ้น ศึกษาข้าไปเถอะ ยิ่งเรียน ยิ่งไม่ได้ปัญญา

2. อย่าไปพูดถึงธรรมาภิบาลเลย เมื่อเผด็จการซะแล้ว พุทธพจน์ทั้งนั้นที่พวกสัทธรรมปฏิรูปตีความ
ไม่ออก ผมนำมาลง ทีมงานลบเฉยเลย เหมือนกับว่าไม่ต้องการให้คนในเว็บรู้เห็นพระสัทธรรม
ของพระพุทธเจ้า ต้องการให้รู้เฉพาะของปลอมที่ระบาด แล้วสอนมั่วๆตามกันมา เช่น กระทู้เรื่อง
พระโพธิสัตว์เถรวาทแตกต่างจากพระโพธิสัตว์มหายาน ลบทิ้งไปได้ยังไง ต้องการให้คนไทยจนปลัก
อยู่ในความโง่และไม่รู้จริงหรือ

.............................................................................................................


“ พระโพธิสัตว์” แปลว่า ผู้ข้องอยู่ในโพธิ์ (ความรู้ของผู้จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้า) ซึ่งคำ
ว่า“ พระโพธิสัตว์” ของเถรวาทมีเพียงประเภทเดียวคือพระมานุษิโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์
ที่อยู่ในสภาพมนุษย์ทั่วไป ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน
ส่วน โพธิสัตว์มหายานแบ่งโพธิสัตว์ออกเป็น ๒ ประเภทคือ

๑. พระฌานิโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่กำหนดไม่ได้ว่าเกิดเมื่อใด แต่เกิดก่อน
พระศากยมุนีพุทธเจ้า พระฌานิโพธิสัตว์เป็นผู้บรรลุพุทธภูมิแล้ว ( พุทธภูมิ
หมายถึงสภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ซึ่งหมายถึงนิพานนั่นเอง) แต่พระฌานิโพธิสัตว์ ไม่ยอมเข้า
นิพพานไป ด้วยเหตุที่ พระฌานิโพธิสัตว์ ท่านมีจิตแน่วแน่ มุ่งจะช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ เมื่อสรรพสัตว์ยังไม่
พ้นทุกข์ ท่านจึงไม่ยอมเสด็จเข้านิพพาน พระฌานิโพธิสัตว์ที่สำคัญที่ควรทราบคือ

๑.๑ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ คุณธรรมพิเศษคือ มหากรุณา

๑.๒ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ มีความสามารถพิเศษในการเทศนาให้คนเกิดปัญญา

๑.๓ พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์ สามารถรู้ถึงความต้องการทางสติปัญญาของสรรพสัตว์ ทรงมีปัญญา
เยี่ยม ใช้ปัญญาทำลายอวิชชา

๑.๔ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความกรุณาหน้าที่สำคัญคือ การรื้อขนสัตว์ออกจากนรก

๑.๕ พระวัชรปาณีโพธิสัตว์ มีสัญลักษณ์เด่นคือ ทรงสายฟ้าในพระหัตถ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งการฟาดฟัน
กิเลส ตัณหาทั้งปวง

๒. พระมานุษิโพธิสัตว์ อันนี้ตรงกับพระโพธิสัตว์ของเถรวาท คือ เป็นพระโพธิสัตว์ที่
อยู่ในสภาพมนุษย์ทั่วไป ยังต้องฝึกอบรมตนเอง และทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุที่ พุทธศาสนานิกายเถรวาทมีแต่พระมานุษิโพธิสัตว์ ซึ่งยังไม่ได้บรรลุพุทธภูมิ คือยังไม่ได้
เป็นพระพุทธเจ้า ไม่มีพระโพธิสัตว์ประเภท ๑.คือ พระฌานิโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นผู้ที่บรรลุพุทธภูมิ เป็นพระ
พุทธเจ้าแล้ว แต่พระองค์ท่านไม่ยอมเข้านิพพาน ย้อนกลับมาช่วยสรรพสัตว์อีก ทำให้เราชาวพุทธ
เถรวาทเข้าใจความหมายของพระโพธิสัตว์ผิดไป และแตกต่างจากชาวพุทธมหายานอย่างสิ้นเชิง


ที่สำคัญที่สุด พวกเราชาวพุทรเถรวาทยังไปตีความผิดๆว่า พระอวโลกิเตศวรยังห่างชั้นจากพระพุทธเจ้า
มาก ทั้งๆที่พระองค์ท่านเคยเป็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว แต่ออกจากพุทธภูมิมาเพื่อช่วยนำพาสรรพสัตว์
เข้าสู่นิพาน
โดยนำความเมตตากรุณาเข้ามาในใจอีก ส่วนพระองค์ค่อยเข้านิพพานทีหลังโดยนำ
ความเมตตากรุณาออกจากใจไปเท่านั้น

พระพุทธเจ้าของเรา(โคตมพุทธเจ้า)ยกย่องพระอวโลกิเตศวรไว้ในพระสูตรต่างๆมากมาย เช่น
สัทธรรมปุณทริกสูตรบทที่ 25 (สมันตมุขสูตร) ที่แสดงว่า พระอวโลกิเตศวร(กวนอิม)จะคอย
สอดส่องดูแล เข้าช่วยเหลือมนุษย์ ผู้ใดนึกถึงเมตตาและคุณความดีของพระองค์ พระองค์ก็จะ
เสด็จไปช่วยเหลือคนผู้นั้นลดวิบากกรรมที่หนักของเขาให้เบาบางลง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 06:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5790

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ เขียน:
คุณ"walaiporn"ครับ

.....ผมไม่เคยพูดเรื่องบ้าบอคอแตก สิ่งที่ผมเขียนล้วนมีหลักฐานอ้างอิงจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่มีพุทธะก็ต้องมีมาร มารจะไม่โต้เถียงในเรื่องธรรมะ จะเห็น
ได้ว่าคนที่โต้เถียงกับผม มารสิงใจเขา เข้าจะเน้นไปที่การด่าต่อว่าตำหนิติเตียน ใส่ร้าย
ป้ายสีสารพัด

อีกอย่างผมไม่พูดแหกโค้งใดๆทั้งสิ้น ผมพูดตรงไปตรงมาที่สุด แต่คนที่เข้าไม่ถึงธรรมจริงๆ
ย่อมถูกมารสิงใจได้ และกล่าวหาผมต่างๆนาๆ แทนที่จะเอาข้อธรรมมาตอบโต้หรือถามผม
ก็ไม่เอา คุณว่าจริงไหม

ผมให้อภัยคุณ ดีใจที่คุณกล่าวหาว่าผมเป็นมาร และดีใจที่ผมไม่มีความโกรธอะไรเลย ผม
อโหสิกรรมให้คุณครับ


.....คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ ย่อมคิดว่าตนเองคิดถูก และเป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าคนอื่นคิดไม่เหมือนตัวเอง
ก็ไปคิดว่าเขามีมิจฉาทิฏฐิ ผมเลิกยกตนข่มท่านนานแล้ว และผมก็ไม่ชอบละเมิดสมณสงฆ์
และไม่ชอบละเมิดครูบาอาจารย์ ถ้าคนๆนั้นเป็นสงฆ์จริงๆนะครับ ความเป็นสงฆ์และเป็นครู
บาอาจารย์ไม่ได้อยูที่ผู้เหลือง แต่อยูที่จิตของเขา ผมโดนคนอื่นด่าว่าในเว็บธรรมะต่างๆ
ร่วมแสนครั้งแล้ว แต่แทนที่ผมจะโกรธ ผมกลับรักและให้อภัยเขา ผมอาจจะไม่ได้เป็นพระ
ไม่ได้เป็นครูอาจารย์ เนื่องจากผมไม่ได้ใส่ผ้าเหลืองเท่านั้น แต่จิตผมเป็นพระนานแล้ว
ผมจะบอกความจริงให้คุณรู้ไว้ ผมสอนได้ทั้ง 3 ภพ

ผมพูดความจริง แต่ถ้าคุณใช่อคติตีความผม คุณก็จะคิดว่า ผมอวดเก่ง อวดอ้างอะไรทำนองนั้น


ที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความคิดของคุณฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง ใครทำอะไรย่อมเป็นผู้รับผลเอง ดิฉันเองก็อโหสิกรรมให้กับคุณ :b8:

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 13:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:
ที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความคิดของคุณฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง ใครทำอะไรย่อมเป็นผู้รับผลเอง ดิฉันเองก็อโหสิกรรมให้กับคุณ :b8:


....งง ในเว็บนี้ผมเป็นผู้ถูกกระทำ คนที่มีมิจฉาทิฏฐิล้วนกล่าวหาผมต่างๆ นาๆ คุณจะอโหสิกรรมผมด้วยเรื่องอันใด ยกข้อความที่ผมเคยกระทำคุณมาได้เลยครับ หรือว่าไม่มี ไปคิดปรุงแต่งในหัวเอาเองว่าผมกระทำ

ผมมาเปิดปัญญาคนในเว็บธรรมะ แต่เขาไม่รับสัทธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ไปรับของลวงที่สมมุติสงฆ์ผู้หลงกลมาร ทำสัทธรรมปฏิรูปเมื่อ 500 ปีหลังพุทธกาล อันนี้ผมก็คงช่วยไม่ได้ ผมพยายามดึงคนในเว็บให้พ้นลัทธิมารที่ทำสัทธรรมปฏิรูป แต่เขาไม่ต้องการหลุดจากลัทธิมาร ก็พ้นวิสัยผมที่จะช่วย


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 14:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ค. 2008, 08:42
โพสต์: 67

ที่อยู่: สังขตธาตุ

 ข้อมูลส่วนตัว


ใจเย็นเย๊น....ใจเย็นเย็น

grin

.....................................................
เราคือใจที่บริสุทธิ์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 15:48 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 17:29
โพสต์: 191

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตามที่อ่านเวลาทุกคนตอบกระทู้ต่างคนต่างก็มีความคิดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตัวผู้นั้นศึกษาธรรมมาในรูปแบบไหน เข้าใจธรรมะในความคิดของเขาอย่างไร และเขาผู้นั้นจะยอมรับความคิดเห็นผู้อื่นหรือไม่ แต่การที่เราใช่คำพูดไม่สุภาพหรือใช่คำที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกที่ไม่ดีก็จะทำให้เกิดการขัดแย้งขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้อ่านที่เขาสนใจธรรมะจริงๆ เมื่อเข้ามาอ่านก็เกิดความรู้สึกเบื่อและทำให้เวปนี้เสื่อมไปด้วย ทั้งๆ ที่เวปเป็นเวปที่ดีแต่เพียงคนไม่กี่คนที่เข้ามาทำให้เกิดความเสื่อม จึงอยากให้ทางเวปตั้งกฎที่สามารถควบคุมเรื่องการใช้คำพูดในการตอบคำถาม และถ้าเห็นว่าไม่สมควรที่จะนำคำเหล่านั้นมาเผยแพร่ก็ให้ลบออกไปเลยเพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อทุกคนและเหมาะสมกับเวปธรรมะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 18:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2008, 23:37
โพสต์: 449

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณพลศักดิ์ทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้มีแต่คนรุมต่อต้าน เรื่องที่คุณพลศักดิ์เขียนต่างๆ ผมคิดว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่สิ่งที่คนไม่ชอบคือคุณพลศักดิ์โพสต์ข้อความบางอย่าง ที่ไม่ได้แสดงถึงความเจริญทางจิตใจ ตรงนี้ที่เขารับไม่ได้ เช่น เรื่องสมมติสงฆ์ เรื่องเป็นพระอรหันต์รู้ดีกว่าใคร เรื่องพระไตรปิฏกที่เป็นสัทธรรมปฏิรูป ขอถามว่า ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีพระอริยะหรือไม่ ถ้ามีพระอริยะเหล่านั้นศึกษาหลักปฏิบัติมาอย่างไร ถ้าไม่ใช่พระไตรปิฎกปัจจุบัน แสดงว่าพระไตรปิฏกฉบับปัจจุบันมีความถูกต้องตามหลักสัจธรรม มิเช่นนั้นคงจะไม่มีผู้ใดได้เป็นอริยะบุคคลอย่างแน่นอน มีคำกล่าวว่า ถ้ามีใครว่าเราในเรื่องเดียวกันเกินสามคน ให้พิจารณาว่า เราอาจจะเป็นอย่างที่เขาพูดก็ได้

.....................................................
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 19:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2008, 23:37
โพสต์: 449

ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมกลับมาอ่านคำตอบของคุณพลศักดิ์ในกระทู้นี้อีกครั้ง ยอมรับว่า พูดมีเหตุผลหมด ผมเชื่อที่คุณพูดทุกเรื่อง แต่อยากทราบว่า คำพูดที่แสดงออกมาในเน็ตนั้น เป็นแค่ข้อความหนึ่ง แต่ไม่ได้มีอยู่ในจิตใจของคุณ เหมือนเป็นวาสนารึเปล่า ตัวอย่างเช่น มีพระอรหันต์พูดคำว่า มานีซิคนถ่อย แต่ใจนั้นไม่ได้คิดเช่นนั้นเป็นเพียงนิสัยที่ติดตัวมา เคยอ่านหนังสือของท่านภิกขุโย ท่านถามว่า คำถามที่ดาษดื่นในเว็บบอร์ดนั้น เช่น ทำบุญสร้างโบสถ์ได้บุญมากกว่าถวายพระไตรปิฏกหรือไม่ การทำบุญสะเดาะเคราะห์นี่ทำยังไง ผมได้ญาณ 9 ได้แล้วใช่มั้ย เป็นต้น เมือไปนั่งต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าในยุคพุทธกาล ท่านจะตอบอย่างไร คำถามทั้งหมดจะถูกกรอง ให้เหลือแค่ความทุกข์ และการดับทุกข์เท่านั้น ใช่หรือไม่

.....................................................
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 20:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2008, 22:48
โพสต์: 1173


 ข้อมูลส่วนตัว


kokorado เขียน:
ผมกลับมาอ่านคำตอบของคุณพลศักดิ์ในกระทู้นี้อีกครั้ง ยอมรับว่า พูดมีเหตุผลหมด ผมเชื่อที่คุณพูดทุกเรื่อง แต่อยากทราบว่า คำพูดที่แสดงออกมาในเน็ตนั้น เป็นแค่ข้อความหนึ่ง แต่ไม่ได้มีอยู่ในจิตใจของคุณ เหมือนเป็นวาสนารึเปล่า ตัวอย่างเช่น มีพระอรหันต์พูดคำว่า มานีซิคนถ่อย แต่ใจนั้นไม่ได้คิดเช่นนั้นเป็นเพียงนิสัยที่ติดตัวมา เคยอ่านหนังสือของท่านภิกขุโย ท่านถามว่า คำถามที่ดาษดื่นในเว็บบอร์ดนั้น เช่น ทำบุญสร้างโบสถ์ได้บุญมากกว่าถวายพระไตรปิฏกหรือไม่ การทำบุญสะเดาะเคราะห์นี่ทำยังไง ผมได้ญาณ 9 ได้แล้วใช่มั้ย เป็นต้น เมือไปนั่งต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าในยุคพุทธกาล ท่านจะตอบอย่างไร คำถามทั้งหมดจะถูกกรอง ให้เหลือแค่ความทุกข์ และการดับทุกข์เท่านั้น ใช่หรือไม่



สิ่งที่ผมเขียน เป็นความลับของฟ้าทั้งสิ้น มารเขาจึงพยายามสกัดทุกวิถีทาง ถ้าคนจิตใจไม่
บริสุทธิ์และเปิดกว้าง จะมองไปในทางลบทั้งหมด แต่คนที่จิตใจบริสุทธิ์และเปิดกว้าง เขาจะ
มองเห็นความจริง

นิสัยสันดานของผมคือ นักเลง และคนถ่อย ไม่กริ่งเกรง และไม่เกรงใจผู้ใด ลุยลูกเดียว ผมโดนไล่
ออกจากเว็บทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 14 ครั้ง แต่มารเขาหยุดไม่ให้ผมเผยแพร่ความลับของฟ้าไม่ได้เด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม ผมคงทำให้ทุกรู้ธรรมเหมือนผมไม่ได้ ใครมีบุญวาสนา เขาก็จะได้ประโยชน์จากข้อ
เขียนของผม

ถ้าใจผมยังไม่บริสุทธิ์ จะเห็นพระธรรมไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ ไม่เปิดเผยแก่คนที่ยังหลงกิเลส และ
อวิชชา

ความทุกข์แทบไม่เหลืออยู่ในใจผมแล้วล่ะครับ จิตเราไม่ปรุงแต่งข้อความของเขาเป็นคำพูดดูหมิ่น
ด่าว่า ติเตียน ใดๆ แล้วทุกข์มันจะมาได้อย่างไร ใคอยากใส่ร้ายเรา ก็แล้วแต่เขา ขอเพียงเราไม่
ใส่ร้ายตัวเอง มันก็ไม่มีทุกข์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 23:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5790

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


พลศักดิ์ วังวิวัฒน์ เขียน:
walaiporn เขียน:
ที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความคิดของคุณฝ่ายเดียวเท่านั้นเอง ใครทำอะไรย่อมเป็นผู้รับผลเอง ดิฉันเองก็อโหสิกรรมให้กับคุณ :b8:


....งง ในเว็บนี้ผมเป็นผู้ถูกกระทำ คนที่มีมิจฉาทิฏฐิล้วนกล่าวหาผมต่างๆ นาๆ คุณจะอโหสิกรรมผมด้วยเรื่องอันใด ยกข้อความที่ผมเคยกระทำคุณมาได้เลยครับ หรือว่าไม่มี ไปคิดปรุงแต่งในหัวเอาเองว่าผมกระทำ

ผมมาเปิดปัญญาคนในเว็บธรรมะ แต่เขาไม่รับสัทธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ไปรับของลวงที่สมมุติสงฆ์ผู้หลงกลมาร ทำสัทธรรมปฏิรูปเมื่อ 500 ปีหลังพุทธกาล อันนี้ผมก็คงช่วยไม่ได้ ผมพยายามดึงคนในเว็บให้พ้นลัทธิมารที่ทำสัทธรรมปฏิรูป แต่เขาไม่ต้องการหลุดจากลัทธิมาร ก็พ้นวิสัยผมที่จะช่วย



คุณพลศักดิ์
เวลาอ่านข้อความ กรุณาช่วยอ่านให้ละเอียด อย่าอ่านแบบผ่านๆ การที่ดิฉันกล่าวว่า ที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็นเพียงความคิดของคุณฝ่ายเดียว แล้วดิฉันพูดผิดตรงไหน หรือคุณไปนำความคิดของใครมาพูด แล้วส่วนที่ดิฉันกล่าวว่า ใครทำอะไรย่อมเป็นผู้รับผลเอง มันเป็นความจริงใช่หรือไม่

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 51 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร