วันเวลาปัจจุบัน 27 พ.ค. 2019, 08:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2014, 14:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


- ธรรมวิจารณ์ –
- ส่วนปรมัตถปฏิปทา –
๑. นิพพิทา ความหน่าย
อุทเทส
๑. เอถ ปสฺสถิมํ
โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา
วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค
วิชานตํ
สูทั้งหลาย
จงมาดูโลกนี้อันตระการดุจราชรถ
ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวก
ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่
โลกวัคค ธัมมบท
๒. เย จิตฺตํ
สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ
มารพนฺธนา
ผู้ใดจักระวังจิต ผู้
นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร
จิตตวัคค ธัมมบท
โลกมี ๒ อย่าง คือ
๑. โดยตรง ได้แก่ แผ่นดิน
เป็นที่อาศัย
๒. โดยอ้อม ได้แก่ สัตว์
ผู้อาศัย
ในโลกทั้ง ๒ นี้มีสิ่งต่าง
ๆ อยู่ ๓ อย่าง คือ
๑.) สิ่งอันให้โทษโดย
ส่วนเดียว เปรียบด้วยยาพิษ
๒.) สิ่งอันให้โทษ
ในเมื่อเกินพอดี เปรียบ
ด้วยของมึนเมา
๓.) สิ่งอันเป็นอุปการะ
เปรียบด้วยอาหาร และเภสัช แต่
ใช้ในทางผิดอาจให้โทษก็ได้
ผู้หมกอยู่ในโลก คือ คน
ผู้ไร้พิจารณ์ ไม่หยั่งเห็นโลก
โดยถ่องแท้
อาการที่หมกอยู่ในโลก
๓ อย่าง คือ
๑. เพลิดเพลินในสิ่งอัน
ให้โทษ
๒. ระเริงจนเกินพอดี
ในสิ่งอันอาจให้โทษ
๓. ติดในสิ่งเป็นอุปการะ
โทษของการหมกอยู่ในโลก
ผู้หมกอยู่ในโลกย่อม
ได้เสวยทุกข์บ้าง สุขบ้าง อันสิ่งนั้น
ๆ พึงอำนวย แม้สุขก็เป็นเพียงสามิส
คือ มีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจ
เป็นเหตุแห่งความติด ดุจเหยื่อ คือ
มังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้ เป็นผู้อัน
จะพึงจูงไปได้ตามปรารถนา
ผู้ไม่ข้องอยู่ในโลก คือ
บัณฑิตผู้พิจารณาเห็นความ
เป็นจริงแห่งสิ่งนั้น ๆ ว่าฉันไร
แล้ว ไม่ข้อง ไม่พัวพัน
ในสิ่งอันล่อใจ ใคร ๆ ไม่อาจยั่ว
ให้ติดด้วยประการ
ใดประการหนึ่งย่อม
เป็นอิสระแก่ตน
สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสชวนพุทธบริษัท
ให้มาดูโลก มิใช่เพื่อให้หลงชม
ดุจดูละคร เห็นแก่สนุก แต่เพื่อ
ให้หยั่งเห็นซึ้งลงไปถึงคุณ
และโทษแห่งสิ่งนั้น ๆ จะได้
ไม่ตื่นเต้นไม่ติดในสิ่งนั้น ๆ
ผู้พ้นจากบ่วงแห่งมาร คือ
ผู้สำรวมจิตไว้อยู่ ไม่ปล่อย
ให้เพลิดเพลิน ระเริงพัวพัน
ในสิ่งอันล่อใจ
อาการสำรวจจิต มี ๓
ประการ
๑. สำรวมอินทรีย์ มิให้
ความยินดีครอบงำในเมื่อเห็นรูป
ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูก
ต้องโผฎฐัพพะอันน่าปรารถนา (
อินทรียสังวรศีล)
๒. มนสิการกัมมัฎฐาน อัน
เป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ อสุภะ
และกายคตาสติ หรือ (
กัมมัฏฐาน) อันยังจิตให้สลด คือ
มรณสติ (สมถกัมมัฏฐาน)
๓. เจริญวิปัสสนา คือ
พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์
สันนิษฐานเห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (
วิปัสสนากัมมัฏฐาน)
มารและบ่วงแห่งมาร
มาร คือ
โทษที่ล้างผลาญคุณความดี
และทำให้เสียคน ได้แก่
กิเลสกาม คือเจตสิก (สิ่งที่เกิดภาย
ในใจ) อันเศร้าหมอง ชักให้ใคร่
ให้รัก ให้อยากได้ กล่าวคือ
ตัณหา ความทะยานอยาก ราคะ
ความกำหนัด อรติ ความขึ้งเคียด
เป็นอาทิ
บ่วงแห่งมาร คือ
อารมณ์เครื่องผูกจิต
ให้ติดแห่งมาร
เหมือนมังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้
เป็นเหตุให้ปลามากิน
แล้วถูกเบ็ดเกี่ยวให้ติดอยู่ ได้แก่
วัตถุกาม คือ รูป เสียง กลิ่น
รส โผฎฐัพพะ อัน
เป็นของน่าชอบใจ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2014, 14:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ปฏิปทาแห่งนิพพิทา
อุทเทส
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ
ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข
เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง
เป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่าย
ในทุกข์ นั่นทางแห่งวิสุทธิ
มัคควัคค ธัมมบท
สังขาร ในพระพุทธพจน์นี้
ได้แก่ ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา
สัญญา สังขาร วิญญาณ (มี
ความหมายว่า ถูกปัจจัย คือ
กรรม จิต อุตุ อาหาร
ปรุงแต่ง)
สังขารในเบญจขันธ์
ได้แก่ อารมณ์อันเกิดกับจิต เช่น
รัก ชัง วิตก วิจาร เป็นต้น (มี
ความหมายว่า เครื่องปรุงจิต)
สังขารมีลักษณะเสมอกัน
เป็น ๓ คือ
๑. อนิจจตา ความไม่เที่ยง
๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์
๓. อนัตตตา ความ
เป็นอนัตตา
อนิจจตา ความไม่เที่ยง กำหนดรู้
ได้ ๓ ทาง
๑. ความเกิดขึ้นในเบื้องต้น
และความสิ้นไปในเบื้องปลาย ได้
ในบาลีว่า
อนิจฺจา วต
สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา
นิรุชฺฌนฺติ
สังขารทั้งหลาย
ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและ
ความสิ้นไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้น
แล้วย่อมดับไป
๒. ความแปรในระหว่างเกิด
และดับ ได้ในบาลีว่า
อจฺเจนฺติ กาลา
ตรยนฺติ รตฺติโย
วโยคุณา
อนุปุพฺพํ ชหนฺติ.
กาลย่อมล่วงไป
ราตรีย่อมผ่านไป
ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป
ระยะเวลาในระหว่างเกิด
และดับ เรียกว่า วัย แบ่งออก
เป็น ๓ คือ
๑. ปฐมวัย
ระยะเวลาไม่เกิน ๒๕ ปี
๒. มัชฌิมวัย
ระยะเวลาอยู่ใน ๕๐ ปี
๓. ปัจฉิมวัย
ระยะเวลาพ้น ๕๐ ปี
ออกไปจนตลอดอายุ
ความแปรแห่งสังขารผ่านวัยทั้ง ๓
นั้นเปรียบด้วยเดินข้ามสะพานสูงขึ้น
(ปฐมวัย) แล้วราบ (มัชฌิมวัย)
แล้วต่ำลง ๆ (ปัจฉิมวัย)
๓. ความแปรแห่งสังขาร
ในชั่วขณะหนึ่ง ๆ คือ ไม่คงที่
อยู่นาน เพียง
ในระยะกาลนิดเดียวก็แปรแล้ว
ได้ในคาถามาในวิสุทธิมรรค ว่า
ชีวิตํ อตฺตภาโว
จ สุขทุกฺขา จ เกวลา
เอกจิตฺตสมา
ยุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ
ชีวิต อัตตภาพ และสุขทุกข์
ทั้งมวลประกอบกัน
เป็นธรรมเสมอด้วยจิตดวงเดียว
ขณะย่อมเป็นไปพลัน
ความแปรเร็วอย่างนี้
ย่อมกำหนดเห็นชัดในนามกาย (
จิตใจ) เช่น
บางขณะนึกอารมณ์อย่างนั้น
บางขณะนึกอารมณ์อย่างนี้
บางขณะสุข บางขณะทุกข์ เป็นต้น
สรุปอนิจจลักษณะแห่งสังขาร
ความเกิดแล้วดับ และ
ความแปร
ในระหว่างแห่งสังขารดังกล่าวมา
สรุปเข้าในบาลีว่า
อุปฺปชฺชติ เจว
เวติ จ อญฺญถา จ ภวติ
ย่อมเกิดขึ้นด้วยเทียว
ย่อมเสื่อมสิ้นด้วย ย่อมเป็นอย่างอื่น
ด้วย นี้เป็น อนิจจลักษณะ
คือ เครื่องกำหนดว่า
ไม่เที่ยงแห่งสังขาร
อนิจจลักษณะได้ในสังขาร ๒
อนิจจลักษณะนี้ย่อมได้ทั้ง
ในอุปาทินนกะ คือ
สังขารมีใจครอง ทั้ง
ในอนุปาทินนกะ คือ สังขาร
ไม่มีใจครอง
ทุกฺขตา ความ
เป็นทุกข์แห่งสังขาร
ย่อมกำหนดเห็นด้วยทุกข์อย่างนี้
๑. สภาวทุกข์
ทุกข์ประจำสังขาร คือ ชาติ
ชรา มรณะ
๒. ปกิณณกทุกข์ ทุกข์จร
คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
อุปายาส
๓. นิพัทธทุกข์
ทุกข์เนืองนิตย์ หรือทุกข์
เป็นเจ้าเรือน ได้แก่ หนาว
ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระ
ปวดปัสสาวะ
๔. พยาธิทุกข์
หรือทุกขเวทนา มีประเภทต่าง ๆ
ตามสมุฏฐาน คือ อวัยวะอัน
เป็นเจ้าการ ไม่ทำหน้าที่โดยปกติ
๕. สันตาปทุกข์ ทุกข์คือ
ความร้อนรุ่ม ได้แก่
ความกระวนกระวายเพราะถูกไฟ
คือ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ
เผา
๖. วิปากทุกข์
หรือผลกรรม ได้แก่
วิปฏิสาร คือ ความร้อน
การเสวยกรรมกรณ์ คือ
การถูกลงอาชญา ความฉิบหาย
ความตกยาก และความตกอบาย
๗. สหคตทุกข์ ทุกข์ไปด้วย
กัน หรือ ทุกข์กำกับกัน ได้แก่
ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ความวิตกกังวลกับลาภเป็นต้นนั้น
๘. อาหารปริเยฎฐิทุกข์
คือ ทุกข์ในการหากิน ได้แก่
อาชีวทุกข์ ทุกข์เนื่อง
ด้วยการเลี้ยงชีวิต
๙. วิวาทมูลกทุกข์ คือ
ทุกข์มีวิวาทเป็นมูล ได้แก่ ความ
ไม่โปร่ง ความกลัวแพ้
ความหวั่นหวาด มีเนื่องมา
จากทะเลาะกันก็ดี สู้คดีกันก็ดี รบ
กันก็ดี
๑๐. ทุกขขันธ์
หรือทุกข์รวบยอด
หมายเอาสังขาร คือ ประชุม
เป็นปัญจขันธ์นั่นเอง
การพิจารณาเห็นสังขารว่า
เป็นทุกข์เต็มที่ อันจะนำไปสู่นิพพิทา
ความหน่ายในสังขาร คือ
การเห็นทุกขขันธ์นี้ ส่วนทุกข์หมวด
อื่นพอ
เป็นเครื่องกำหนดเห็นสังขารว่า
เป็นทุกข์เท่านั้น
การรู้จัก
ใช้ญาณกำหนดเห็นทุกข์อย่างละเอียด
(แม้) ที่โลกเห็นว่าเป็นสุข
มีสหคตทุกข์เป็นนิทัศนะ ได้
ในบาลีว่า
ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ
ทุกฺขํ ติฏฐติ เวติ จ
นาญฺญตฺร ทุกฺขา
สมฺโภติ นาญฺญตฺร ทุกฺขา
นิรุชฺฌติ
ก็ทุกข์นั่นแลย่อมเกิดขึ้น
ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ ย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วย
จากทุกข์หาอะไรเกิดมิได้ นอก
จากทุกข์หาอะไรดับมิได้
บาลีนี้ เพ่งทุกข์หมวด ๑๐
นี้ ท่านจัดความเป็นสภาพถูก
ความเกิด และความสิ้นบีบคั้น
เป็นทุกขลักษณะ
เครื่องกำหนดว่า
เป็นทุกข์แห่งสังขาร
เมื่อเพ่งถึงสภาพที่ถูก
ความเกิด และความสิ้นบีบคั้น
เป็นทุกขลักษณะ ดังนั้น
ทุกขลักษณะจึงได้ในสังขารทั้ง ๒
คือ อุปาทินนกสังขาร
และอนุปาทินนกสังขาร
อนตฺตตา ความ
เป็นอนัตตาแห่งสังขาร
พึงกำหนดรู้ด้วยอาการ ๕
เหล่านี้ คือ
๑. ด้วยไม่อยู่ในอำนาจ
หรือ ฝืนความปรารถนา ชีวิตไม่
ได้อย่างใจหวังเสมอไป
๒. ด้วยแย้งต่ออัตตา
เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อัตตาที่ลัทธิ
อื่นบัญญัตินั้นไม่มี
๓. ด้วยความ
เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
ไม่มีใครมีสิทธิในอะไรที่แท้จริง
๔. ด้วยความเป็นสภาพสูญ
เป็นภาพลวงตา เหมือนพยับแดด
หรือ รถ เรือน เป็นต้น
๕. ด้วยความ
เป็นสภาวธรรม
เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีผู้สร้าง
หรืออำนาจดลบันดาลใด ๆ
ทั้งสิ้น
อนัตตลักษณะ
เครื่องหมายของความ
เป็นอนัตตาแห่งสังขาร
มติค้านอัตตาของลัทธิอื่นที่เชื่อ
ความเวียนเกิดว่า
ในรูปกายนี้มีอัตตาสิงอยู่ เป็นผู้คิด
เป็นผู้เสวยเวทนา
และสำเร็จอาการอย่างอื่นอีก
มติฝ่ายพระพุทธศาสนาแย้งว่า
ไม่มีอัตตาอย่างนั้น
เป็นแต่สภาวธรรมเกิดขึ้น
เพราะเหตุ สิ้นเพราะสิ้นเหตุ
ดังแสดงในบาลีว่า
เย ธมฺมา
เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ
ตถาคโต
เตสญจ โย
นิโรโธ จ เอวํวาที
มหาสมโณ
ธรรมเหล่าใด มีเหตุ
เป็นแดนเกิด
พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรม
และตรัส
ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น
พระมหาสมณะตรัสอย่างนี้
และมติฝ่ายพระพุทธศาสนา แสดง
ความเกิดแห่งธรรมเนื่องกัน
เป็นสายดังแสดง
ความเกิดแห่งวิถีจิตว่า
อาศัยอายตนะภาย
ใน มีจักษุ เป็นต้น
อาศัยอายตนะภายนอก มีรูป
เป็นต้น
ทั้งสองฝ่ายประจวบกันเข้า
เกิดวิญญาณ (เห็นรูป) แต่
นั้นเกิดสัมผัส เวทนา สัญญา
สัญเจตนา ตัณหา วิตก วิจาร
โดยลำดับ ดังแสดงเป็นบาลีว่า
ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ
นิโรธธมฺมํ สิ่งใดมีความเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นล้วนมี
ความดับเป็นธรรมดา
ความคิดอ่าน ความเสวยเวทนา
และอาการอย่างอื่น เป็นกิจ (
หน้าที่) แห่งจิต และเจตสิก มิ
ใช่แห่งอัตตา
พระพุทธศาสนารับว่ามีจุติจิต
จิตที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้าย ด้วยคำว่า
จิตฺเต สงฺกิสิฏเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมอง จำหวังทุคติ
จิตฺเต อสงกิลิฏเฐ สุคติ
ปาฏิกงขา เมื่อจิต
ไม่เศร้าหมองสุคติย่อมหวังได้
และรับรองปฏิสนธิจิต
(จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อ) ด้วยคำว่า
วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ
นามรูป ย่อมเกิดมีเพราะวิญญาณ
เป็นปัจจัย
โดยนัยนี้ บทว่า อนัตตา มี
ความตามพยัญชนะว่า มิใช่ตัว มิ
ใช่ตน แย้งตรงต่ออุปาทาน (
ความถือผิดว่ามีผู้สร้าง
หรืออำนาจดลบันดาล)
อธิบายคำว่า ธรรมทั้งปวง
เป็นอนัตตา
บาลีแสดงอนัตตลักขณะว่า
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
ไม่ว่าสังขารเหมือนใน ๒
คาถาข้างต้น เพราะอนิจจลักษณะ
และทุกขลักษณะ ย่อมได้เฉพาะ
ในสังขาร (สิ่งที่ถูกปัจจัย คือ
กรรม จิต อุตุ อาหาร
ปรุงแต่ง) ส่วนอนัตตลักขณะ
ย่อมได้ทั้งในสังขาร
และวิสังขาร (สิ่งที่
ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง คือ นิพพาน)
ดังนั้น จึงต้องใช้คำว่า ธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
อนัตตาไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ
ความเห็นอนัตตาพึงปรารถนาโยนิโสมนสิการกำ
กับ จะได้กำหนดรู้สัจจะทั้ง ๒ คือ
๑. สมมติสัจจะ จริง
โดยสมมติ เช่น บิดา มารดา
มีจริง เป็นต้น
๒. ปรมัตถสัจจะ จริง
โดยปรมัตถะ คือ อรรถอันลึก
เช่น รูป เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ เป็นต้น
อนึ่ง ความเห็นอนัตตา จะ
ได้ละทิฏฐิมานะ คือ ความถือผิด
และความถือตัว
และกิเลสอย่างอื่น อันเนื่องมา
จากการถือเรา ถือเขา ถือก๊ก
ถือพวก
ความหน่ายที่เรียกว่านิพพิทา
ผู้พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา ด้วยอาการดังกล่าว
แล้ว ย่อมหน่ายในทุกขขันธ์
ไม่เพลิดเพลิน หมกมุ่น
ในสังขารอันยั่วยวนเสน่หา
ความหน่ายนั้นเรียกว่านิพพิทา
นิพพิทาที่เกิดด้วยปัญญา จัด
เป็นนิพพิทาญาณ ย่อมเป็นปฏิปทา
คือ ทางแห่งวิสุทธิ ความหมดจด
ความผ่องแผ้วแห่งจิต
๒. วิราคะ ความสิ้นกำหนัด
อุทเทส
๑. นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ
เมื่อหน่าย
ย่อมสิ้นกำหนัด
อนัตตลักขณสูตร
๒. วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ
วิราคะ เป็นประเสริฐ
แห่งธรรมทั้งหลาย
มัคควัคค ธัมมบท
๓. สุขา วิราคตา โลเก
กามานํ สมติกฺกโม
วิราคะ คือ
ความก้าวล่วงเสียด้วยดี ซึ่งกาม
ทั้งหลายเป็นสุขในโลก
พุทธอุทาน มหาวัคค วินัย
วิราคะ
เป็นยอดแห่งธรรมทั้งปวง ทั้งที่
เป็นสังขตะ คือ อันธรรมดาแต่ง
ทั้งที่เป็นอสังขตะ คือ
อันธรรมดามิได้แต่ง
ไวพจน์ คือ
คำสำหรับเรียกแทนกัน
แห่งวิราคะ ๘ อย่าง
๑. มทนิมฺมทโน
ธรรมยังความเมาให้สร่าง
๒. ปิปาสวินโย
ความนำเสียซึ่งความระหาย
๓. อาลยสมุคฺฆาโต
ความถอนขึ้นด้วยดีซึ่งอาลัย
๔. วฏฺฏูปจฺเฉโท
ความเข้าไปตัดเสียซึ่งวัฏฏะ
๕. ตณหกฺขโย
ความสิ้นแห่งตัณหา
๖. วิราโค
ความสิ้นกำหนัด
๗. นิโรโธ
ความดับ
๘. นิพฺพานํ
ธรรมชาติหาเครื่องเสียบแทงมิได้
ความเมาในอารมณ์ยั่วยวน
ให้เกิดความเมาทุกประการ เช่น
สมบัติแห่งชาติ สกุล อิสริยะ
บริวาร ก็ดี ลาภ ยศ
สรรเสริญ สุข ก็ดี
ความเยาว์วัย ความหาโรคมิได้
และชีวิตก็ดี ชื่อว่าความเมา
ความกระวนกระวาย
เพราะเหตุแห่งความอยากเปรียบ
ด้วยอาการระหายน้ำ ชื่อว่า
ความระหาย
ความติดพัน ความห่วงใย
ในปิยารมณ์ ชื่อว่า อาลัย
ความเวียนเกิดด้วยอำนาจ
กิเลส กรรม และวิบาก ชื่อว่า
วัฏฏะ
ความอยาก ชื่อว่า ตัณหา
ความสิ้นกำหนัด ปราศ
จากเสน่หา ฟอกจิตจากน้ำย้อม คือ
กิเลสกาม ชื่อว่า วิราคะ
ความดับทุกข์เนื่องมา
จากดับตัณหา ชื่อว่า นิโรธ
แต่นิโรธศัพท์ใช้ใน
ความหมายธรรมดาก็มี เช่น
คำว่า เตสญจ โย นิโรโธ จ
พระตถาคตตรัส
ความดับแห่งธรรมเหล่านั้นด้วย
ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ
นิโรธธมฺมํ สิ่งใดมีความเกิดขึ้น
เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมี
ความดับเป็นธรรมดา เป็นต้น
หมายเอาความดับคือ
ระงับจิต เจตสิก (สัญญา เวทนา)
ในลำดับแห่งสมาบัติที่ ๘
เรียกว่า นิโรธสมาบัติ ก็มี (
เป็นชื่อสมาบัติอย่างหนึ่ง)
วิราคะ อันกล่าวถึง
ในลำดับแห่งนิพพิทา ได้แก่
อริยมรรค
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงประทานข้อสังเกตว่า
ปรมัตถปฏิปทา แสดงเฉพาะ
ในทางละกิเลสกาม ไม่กล่าว
ถึงกิเลสส่วนปฏิฆะเลย
ชะรอยท่านจะเห็นว่ากิเลสกาม
เป็นมูลแห่งกิเลสส่วนปฏิฆะ
มีนิทัศนะ ตัวอย่าง เช่น อาฆาต
จะเกิดขึ้น ก็เพราะพบ
ความติดขัดแห่งความปรารถนา
เนื่องด้วยปิยารมณ์
๓. วิมุตติ ความหลุดพ้น
อุทเทส
๑. วิราคา วิมุจฺจติ
เพราะสิ้นกำหนัด
ย่อมหลุดพ้น
อนัตตลักขณสูตร
๒. กามาสวาปิ จิตฺตํ
วิมุจฺจิตฺถ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจิตฺถ
อวิชชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจิตฺถ
จิตพ้นแล้ว จากอาสวะเนื่อง
ด้วยกาม จากอาสวะเนื่องด้วยภพ
และจากอาสวะเนื่องด้วยอวิชชา
มหาวิภังค์ วินัย
๓. วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ
ญาณํ โหติ
เมื่อหลุดพ้นแล้ว
ญาณว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมมี
อนัตตลักขณสูตร
วิมุตติ แปลว่า
ความหลุดพ้นจากกิเลส เป็นได้
ทั้งโลกิยะ และโลกุตตระ ที่
เป็นโลกุตตระ ก็เป็นได้
ทั้งอริยมรรค และอริยผล
วิมุตติ มา
ในลำดับแห่งวิราคะ ดั่ง
ในบาลีกระทู้ที่ ๑ ได้แก่
อริยผล (เพราะวิราคะ
เป็นอริยมรรค) เป็นโลกุตตระ
วิมุตติในบาลีกระทู้ที่ ๒
ท่านแสดง
ในลำดับการรู้แจ้งอริยสัจ ๔
เป็นอริยมรรค (
เพราะเพิ่งหลุดพ้นจากกิเลส)
เป็นโลกุตตระ
วิมุตติในบาลีกระทู้ที่ ๓
เป็นปัจจเวกขณญาณ เรียกว่า
วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นโลกิยะ
เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ละกิเลส
เพียงแต่ตรวจดูกิเลสที่ละได้
และยังละไม่ได้
อาสวะเป็นไวพจน์แห่งกิเลส
อาสวะนั้น
เป็นชื่อแห่งเมรัยก็มี เช่น
ผลาสโว น้ำดองผลไม้
เป็นชื่อแห่งกิเลสก็มี เช่น
กามาสโว กิเลสเป็นเหตุใคร่
คำว่า อาสวะ ในที่นี้ได้แก่
กิเลสานุสัย คือ
กิเลสอันนอนตาม คือ ดองอยู่หมัก
อยู่ในจิตตสันดาน ได้แก่ กิเลสอัน
เป็นเจ้าเรือน ดังนั้น อาสวะ
กับกิเลสจึงเป็นคำไวพจน์แห่งกัน
และกัน ในบาลีเรียกอาสวะ
ในอรรถกถาเรียกกิเลสเป็นพื้น
วิมุตติ ๕
๑. ตทังควิมุตติ
ความหลุดพ้นด้วยองค์นั้น ๆ ได้แก่
การระงับอกุศลเจตสิกได้
เป็นคราว ๆ
๒. วิกขัมภนวิมุตติ
ความหลุดพ้นด้วยข่มไว้ ได้แก่
การระงับกิเลส
และอกุศลธรรม
ด้วยกำลังฌาน
วิมุตติทั้ง ๒ นี้ เป็นโลกิยวิมุตติ
๓. สมุจเฉทวิมุตติ
ความหลุดพ้นด้วยตัดขาด ได้แก่
ระงับกิเลสด้วยอริยมรรค
๔. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ
ความหลุดพ้นด้วย
ความสงบราบคาบ ได้แก่
อริยผล
๕. นิสสรณวิมุตติ
ความหลุดพ้นด้วยออกไปเสีย
ได้แก่ นิพพาน
วิมุตติทั้ง ๓ ข้อนี้
เป็นโลกุตตรวิมุตติ
วิมุตติ เป็นได้ทั้งโลกิยะ
โลกุตตระ อริยมรรค
และอริยผล ดังนี้แล
๔. วิสุทธิ ความหมดจด
อุทเทส
๑. ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ
ย่อมหมดจดด้วยปัญญา
ยักฺขสังยุตฺต สคาถวัคฺด
๒. เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
นั่น ( นิพพิทา )
เป็นทางแห่งวิสุทธิ
มคฺควคฺค ธมฺมบท
บริสุทธิ์ด้วยปัญญา
บางลัทธิเชื่อว่า บาปที่ทำ
แล้วอาจลอยเสีย
ด้วยทำพิธีเมื่ออาบน้ำ
บางลัทธิถือว่า
อ้อนวอนพระเจ้าเพื่อโปรดยกประทาน
ได้อยู่
ฝ่ายพระพุทธศาสนาถือว่า
ทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
ไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
ความหมดจดและความเศร้าหมอง
เป็นของเฉพาะตัว คนอื่นยังคนอื่น
ให้หมดจดหาได้ไม่ โดยนัยนี้ถือว่า
ความบริสุทธิ์ภายในย่อมมีได้
ด้วยปัญญาอันเกิดจากวิปัสสนาญาณ
วิปัสสนาญาณ ๙
ความบริสุทธิ์ภายในย่อมดี
ด้วยปัญญา อันเกิด
จากวิปัสสนาญาณ
ผู้พิจารณามาเห็น
ด้วยปัญญาว่า สังขารไม่เที่ยง
เพราะเพ่งความเกิดและ
ความดับ นี้เป็นอุทยัพพยญาณ
คือ เห็นเกิดดับ
เพราะเพ่งความแปร
ในชั่วขณะ จัดเป็นภังคญาณ คือ
เห็นย่อยยับ
เพราะเห็นสังขารย่อยยับ
จึงเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว จัด
เป็นภยตูปัฏฐานญาณ
เล็งเห็นสังขารว่าเป็นทุกข์
นี้จัดเป็นอาทีนวญาณ คือ เห็นโทษ
ความหน่ายในลำดับ (
การเห็นโทษ) เป็นนิพพิทาญาณ
นิพพิทานั้นย่อม
เป็นปฏิปทาเครื่องสาวไปถึงความ
เป็นผู้ใคร่จะปลดอุปาทานเสีย
อันจัดเป็นมุญจิตุกัมยตาญาณ
ความพิจารณาหาอุบาย จัด
เป็นปฏิสังขาญาณ
ความวางเฉยในสังขาร จัด
เป็นสังขารุเปกขาญาณ โดยลำดับ
กัน
แต่นั้น จัด
เป็นสัจจานุโลมิกญาณ คือ
เห็นอนุโลมอริยสัจ (
เลื่อนไหลไปฝั่งโลกุตตระ)
เป็นวิปัสสนาญาณคำรบ ๙ อยู่
ในหัวต่อแห่งภาวะเป็นปุถุชน
และภาวะเป็นอริยะ
โคตรภูญาณก็เรียก หมาย
ความว่า ญาณครอบโคตร คือ
ล่วงภาวะเดิม (แต่ก็ยังไม่
ได้บรรลุมรรค)
ต่อแต่นี้เป็นวาระแห่งอริยมรรค
และอริยผล โดยลำดับกัน
นิพพิทา ชื่อว่า
เป็นทางแห่งวิสุทธิด้วยประการฉะนี้
อีกบรรยายหนึ่ง
อุทเทส
๓. มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ
เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ
ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา
ทางมีองค์ ๘
เป็นทางประเสริฐสุดแห่งทาง
ทั้งหลาย ทางนั้นแล ไม่มีทาง
อื่นเพื่อหมดจดแห่งทัสสนะ
มัคควัคค ธัมมบท
ทางมีองค์ ๘ นั้น คือ
สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปปะ
ความดำริชอบ
สัมมาวาจา
เจรจาชอบ
สัมมากัมมันตะ
การงานชอบ
สัมมาอาชีวะ
เลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายามะ
พยายามชอบ
สัมมาสติ
ระลึกชอบ
สัมมาสมาธิ
ตั้งใจชอบ
เป็นทางประเสริฐที่สุด
และเป็นทางยอดแห่งสังขตธรรม
ทางมีองค์ ๘ นี้จัด
เป็นสังขตธรรม เพราะ
เป็นเจตสิก ยังมีเกิดมีดับอยู่
มรรค ๘ เทียบกับวิสุทธิ ๗
มรรค ๘ นำไปถึง
ความหมดจดแห่งทัสสนะอย่างไร
พึงรู้ด้วยเทียบกับวิสุทธิ ๗ อย่างนี้
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สงเคราะห์เข้า
เป็นสีลวิสุทธิที่ ๑
สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ สงเคราะห์เข้า
เป็นจิตตวิสุทธิที่ ๒ อันได้แก่
สมาบัติ
สัมมาทิฏฐิ
และสัมมาสังกัปปะ ได้ในวิสุทธิ ๕
ในลำดับ
สัมมาสังกัปปะ
ทำกิจพิจารณา สัมมาทิฏฐิ
ทำกิจสันนิษฐานเป็นชั้น ๆ อย่างนี้
พิจารณาเห็นสังขาร
โดยไตรลักษณ์ จัด
เป็นทิฏฐิวิสุทธิ หมดจดแห่งความเห็น
นับเป็นที่ ๓
พิจารณาเห็นสังขารเป็นไป
เนื่องด้วยเหตุดังแสดงในบาลีว่า
เหมือนอย่างว่า พืชชนิด
ใดชนิดหนึ่งอันหว่านไว้แล้ว
อาศัยรสแห่งแผ่นดิน และยาง
ในพืชรวมกันเข้าทั้ง ๒ อย่าง
ย่อมงอกขึ้นในนาฉันใด ขันธ์ ธาตุ
อายตนะ ๖ เหล่านี้
อาศัยเหตุเกิดขึ้น ฉันนั้น ย่อมดับ
เพราะสลายแห่งเหตุนี้ จัด
เป็นกังขาวิตรณวิสุทธิ
หมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้าม
ความสงสัย นับเป็นที่ ๔ ได้
ในพระพุทธพจน์ว่า
ในกาลนั้น ความสงสัย
ทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป
เพราะมารู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ
และเพราะมารู้ความสิ้นแห่งปัจจัย
ทั้งหลาย
พิจารณาเห็นสังขาร
ด้วยอาการอย่างนั้น ด้วย
ใช้โยนิโสมนสิการกำกับ
รู้จักว่าน้อมอย่างไรถูกทางทาง
อย่างไรผิดทาง จัด
เป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
หมดจดแห่งญาณทัสสนะ ว่าทาง
หรือมิใช่ทาง นับเป็นที่ ๕
ความรู้และความเห็น
ในทางปฏิบัติถูก จัด
เป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ
ตัววิปัสสนาญาณ ๙
พิจารณาเห็นสำเร็จ
เป็นอริยมรรค จัด
เป็นญาณทัสสนวิสุทธิ
หมดจดแห่งญาณทัสสนะ นับ
เป็นที่ครบ ๗ ที่หมายกล่าว
ในบาลีว่า
เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส
วิสุทฺธิยา
ทางนี้แล ไม่มีทางอื่น
เพื่อหมดจดแห่งทัสสนะ
ในรถวินีตสูตร
แสดงวิสุทธิ ๗ ว่า ส่งต่อกัน
โดยลำดับจน
ถึงอนุปาทาปรินิพพาน
เหมือนการเดินทางกว่าจะถึงที่สุด
ด้วยรถ ๗ ผลัด
วิสุทธิ เป็นไวพจน์แห่งวิมุตติ
คือ ใช้เรียกแทนกัน
ความหมายเหมือนกัน คือ
ไม่มีกิเลส
วิสุทธิ ๖ ข้างต้นเป็นโลกิยะ
วิสุทธิที่ ๗ เป็นโลกุตตระ
สมเด็จ ฯ ทรงเรียงวิสุทธิต่อ
จากวิมุตติ ทรงอธิบายว่า จิตพ้น
จากอาสวะแล้วย่อมผ่องแผ้ว (
บริสุทธิ์) เหมือนผ้าฟอก
แล้วย่อมหมดมลทิน ย่อมขาวผ่อง
๕. สันติ ความสงบ
อุทเทส
๑. สนฺติมคฺคเมว พฺรูหย
สูจงพูนทางแห่งความสงบ
นั้นแล
มัคควัคค ธัมมบท
๒. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ
สุขอื่นจากความสงบ ย่อม
ไม่มี
สุขวัคค ธัมมบท
๓. โลกามิสํ ปชเห
สนฺติเปกฺโข
ผู้เพ่งความสงบ
พึงละอามิสในโลกเสีย
สคาถวัคค สํยุตฺต
สันติ ย่อมเป็นไป
ในไตรทวาร ได้ในบาลีว่า
ใจของผู้นั้นสงบแล้ว กาย
และวาจา ก็ย่อมเป็นอันสงบ
การทำที่เว้น
จากการเบียดเบียนกัน
การพูดที่เว้นจากวิวาท
และผรุสวาท ใจนึกในทางเมตตา
กรุณา นี้คือ กาย วาจา ใจ
ที่สงบ ความสุขอื่นยิ่งไปกว่า
ความสงบนี้ ย่อมไม่มี
โลกามิส คือ รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เพราะ
เป็นเครื่องล่อใจให้ติดในโลก
ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวอยู่ การทำใจมิ
ให้ติดในสิ่งเหล่านั้น (ชื่อว่า ละ)
ย่อมเป็นปฏิปทาของท่านผู้รู้
ผู้สงบดีแล้ว ดังแสดง
ในชราสูตร ว่า
หยดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัวฉัน
ใด วารีย่อมไม่กำซาบในดอกปทุม
ฉันใด มุนีย่อมไม่เข้าไปติด
ในอารมณ์ อันเห็นแล้วก็ดี อันฟัง
แล้วก็ดี อันทราบแล้วก็ดี ฉันนั้น
สันติเป็นได้ทั้งโลกิยะ
และโลกุตร ดุจเดียวกับวิสุทธิ (
สันติ) ที่เป็นโลกิยะได้ในคำว่า
บุคคลย่อมถึง
ความสงบแห่งจิต ด้วยร้องไห้
ด้วยเศร้าโศก ก็หาไม่
ที่เป็นโลกุตรได้ในคำว่า
ผู้เพ่งสันติ พึงละโลกามิสเสีย
สมเด็จ ฯ ทรงเรียงสันติต่อ
จากวิสุทธิ ทรงอธิบายว่า จิตวิสุทธิ์
แล้วย่อมสงบ ดุจผ้าฟอกขาวผ่อง
แล้วย่อมมีนวล
๖. นิพพาน
อุทเทส
๑. นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ
พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมกล่าวนิพพานว่ายวดยิ่ง
พุทฺธวัคค ธัมมบท
๒. นิพฺพานคมนํ มคฺคํ
ขิปฺปเมว วิโสธเย
พึงรีบชำระทางไปนิพพาน
มัคควัคค ธัมมบท
๓. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ
นิพพาน
เป็นสุขอย่างยวดยิ่ง
สุขวัคค ธัมมบท
นิพพานศัพท์ แปลได้ ๒ นัย
๑. แปลว่า ดับ
๒. แปลว่า
หาของเสียบแทงมิได้
นิพพานมีชื่อเรียก
ในลัทธิภายนอก พึงเห็น
ในคำแห่งโธตกมาณพ
ทูลพระบรมศาสดาว่า
ข้าแต่พระภควา
ข้าพเจ้าขอทูลถามพระองค์
ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงคุณใหญ่
ขอพระองค์ตรัสข้อนั้นแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าฟังพระดำรัส
แล้วพึงศึกษานิพพานของตน
นิพพานตามมติพระพุทธศาสนา
มติข้างพระพุทธศาสนา
แยกเหตุอันแต่งสังขาร (อวิชชา)
เป็นต้นสาย นิพพานเป็นปลายสาย
ปฏิเสธอัตตา แต่ยอมรับความเชื่อม
ถึงกันแห่งจุติจิตในภพหลัง
และปฏิสนธิจิตในภพหน้า
โดยอาการอย่างสืบสันตติ
ในชีวิตเดียวกัน
กล่าวความบริสุทธิ์
ด้วยประการทั้งปวงแห่งจิต
อันท่องเที่ยวในสังสารวัฏ
ที่การบรรลุพระอรหัต
อันสำเร็จด้วยวิริยะกับปัญญา ซึ่ง
ต้องบำเพ็ญบารมีเป็นเวลาช้านาน
กล่าว
ถึงการดับแห่งจิตอันบริสุทธิ์ (
จิตของพระอรหันต์) นั้น
ในปัจฉิมชาติ แล้วไม่เกิดอีก เป็น
ถึงที่สุดเพียงนี้ ว่าคือ นิพพาน
นิพพานเป็นอสังขตะ
โดยนัยนี้ นิพพานอัน
เป็นปลายสายย่อมจัดเป็นวิสังขาร
มิใช่สังขาร และเป็น อสังขตะ
อันปัจจัยมิได้แต่ง เพราะพ้นจาก
ความเป็นสังขาร และอันปัจจัยมิ
ได้แต่งให้เกิดอีก
นิพพานมี ๒ อย่าง
ในทุกนิบาต อิติวุตตกะ
ทรงแจกนิพพานไว้ ๒ อย่าง คือ
๑. สอุปาทิเสสนิพพาน
ดับกิเลสมีอุปาทิเหลืออยู่
๒. อนุปาทิเสสนิพพาน
ดับกิเลสไม่มีอุปาทิเหลือ
อุปาทิ แปลว่า สิ่งที่กรรม
และกิเลสเข้ายึดโดยความ
เป็นผล ได้แก่ ขันธ์ ๕ อัน
เป็นผลแห่งกรรมและกิเลส
ในที่นี้หมายถึง ขันธ์ ๕
ของพระอรหันต์
สมเด็จ ฯ
ทรงแสดงพระมติว่า อุปาทิ
แปลว่า ผู้ครอง อัน
เป็นปัจจัยแห่งการคิด การพูด
การทำ ได้แก่ สิ่งที่เรียก
โดยอภิธรรมนัยว่า จิต จิตนี้ เป็น
ผู้คิด เป็นปัจจัยแห่งกายวิญญัติ คือ
การไหวกาย และวจีวิญญัติ
คือการไหววาจา หรือเปล่งเสียง
ทรงสรุปนิพพาน
ในสูตรนี้ว่า
ความสิ้นอาสวะแต่จริมกจิต
( จิตสุดท้าย ) ยังทรงอยู่
กล่าวคือ สำเร็จพระอรหัต
เป็นสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ครั้นจริมกจิตดับแล้ว
เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
นิพพานศัพท์ ๒ ความหมาย
ทรงแสดงพระมติว่า
นิพพานศัพท์หมายเอาสอุปาทิเสส
ควรแปลว่า หาของเสียบแทงมิได้
หมายเอาอนุปาทิเสส ควรแปลว่า
ดับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2014, 15:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธพจน์แสดงปฏิปทา (
ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน)
(
คำแปล)
๑. ภิกษุยินดีในความ
ไม่ประมาทแล้วหรือเห็นภัยใน
ความประมาทโดยปกติ ย่อม
ไม่พอเพื่อเสื่อมรอบ ย่อมปฏิบัติ
ใกล้นิพพานเทียว
อัปปมาทวัคค ธัมมบท
๒. ภิกษุมีความเคารพ
ในพระศาสดา พระธรรม
พระสงฆ์ สิกขา ๓ ความ
ไม่ประมาท และ ปฏิสันถาร
ย่อมเป็นผู้ไม่พอเพื่อเสื่อมรอบ
ย่อมปฏิบัติใกล้นิพพานเทียว
คารวสูตร สัตตกังคุตตร
๓. ฌานและปัญญามีในผู้ใด
ผู้นั้นปฏิบัติใกล้นิพพาน
ภิกขุวัคค ธัมมบท
๔. ธีระชนเหล่านั้น
เข้าฌาน มีความเพียร ติดต่อ มี
ความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ย่อมถูก
ต้องนิพพานอันเกษมจากโยคะ
หาธรรมอื่นยิ่งกว่าไม่มี
อัปปมาทวัคค ธัมมบท
๕. ภิกษุ เธอจงวิดเรือนี้
คืออัตตภาพนี้ เรืออันเธอวิดแล้ว
จักพลันถึง เธอตัดราคะ
และโทสะแล้ว แต่นั้นจัก
ถึงนิพพาน
ภิกขุวัคค ธัมมบท
๖. ภิกษุผู้
เข้าไปตั้งกายคตาสติแล้ว สังวร
ในบ่อเกิดแห่งผัสสะ ๖
มีจิตตั้งมั่นติดต่อ
พึงรู้นิพพานแห่งตน
นันทวัคค อุทาน
สรุปธรรมที่
เป็นปฏิปทาแห่งนิพพาน
จากพระพุทธพจน์ทั้ง ๖ ข้อ
ที่ทรงยกมา ได้ธรรมที่
เป็นปฏิปทาแห่งนิพพาน ดังนี้
๑. ความไม่ประมาท
๒. ความเคารพ
๓. สมาธิและปัญญา
๔. ความเพียร
๕. หมั่นบรรเทากิเลส
และบาปธรรม (วิดเรือ)
๖. เจริญกายคตาสติ
และสำรวมอินทรีย์
บาลีแสดงสอุปาทิเสสนิพพาน
(เฉพาะคำแปล)
เพราะละตัณหาเสีย
ท่านกล่าว่า นิพพาน
อุทายมาณวกปัญหา
ความดับด้วยสำรอกโดย
ไม่เหลือ เพราะสิ้นตัณหา
ทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง
เป็นนิพพาน
นันทวัคค อุทาน
ธาตุอันหนึ่งแล เป็นไป
ในธรรมอันแลเห็นแล้ว
ในโลกนี้ เป็นนิพพานธาตุมีอุปาทิ
ยังเหลือ เพราะสิ้นธรรมชาติ
ผู้นำไปสู่ภพ (ตัณหา)
ทุกนิบาต อิติวุตตก
ไวพจน์แห่งวิราคะมี
มทนิมฺมทโน เป็นต้น ดังกล่าวมา
ในเรื่องวิราคะ ก็หมายเอา
สอุปาทิเสสนิพพาน เช่นกัน
พระพุทธพจน์แสดงอนุปาทิเสสนิพพาน
(เฉพาะคำแปล)
เรากล่าวทวีปนั่นมิใช่อื่น
หาห่วงมิได้ หาเครื่องยึดมิได้
เป็นที่สิ้นรอบแห่งชรา
และมัจจุว่านิพพาน
กัปปมาณวปัญหา
ส่วนธาตุเป็นไป
ในธรรมอันจะพึงถึงข้างหน้า
ที่ภพทั้งปวงดับด้วยประการ
ทั้งปวง
เป็นนิพพานธาตุหาอุปาทิเหลือมิได้
ทุกนิบาต อิติวุตฺตก
ความ
เข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้น
ย่อมเป็นความสุข
นิทานวัคค สังยุตตุ
ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมี
อยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีเลย
อากาสานัญจายตนะ
วิญญาณัญจายตนะ
อากิญจัญญายตนะ
เนวสัญญนาสัญญายตนะ ก็มิใช่
โลกนี้ก็มิใช่ โลกอื่นก็มิใช่
ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ ก็มิใช่
อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เรา
ไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่า
เป็นการมา เป็นการไป
เป็นการยืน เป็นการจุติ
เป็นการเกิด อายตนะ
นั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป
หาอารมณ์มิได้
นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์
ปาฏลิคามิวัคค อุทาน
ในสูตรนี้ เรียกนิพพานว่า
อายตนะ เพราะนิพพาน
เป็นธัมมายตนะ (
เป็นอารมณ์ของมนายตนะ)
กล่าวว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม
ไม่มีในนิพพานนั้น ส่องความว่า
นิพพานมิใช่รูปขันธ์
กล่าวว่า นิพพานไม่
ใช่อากาสานัญจายตนะ เป็นต้น ส่อง
ความว่า นิพพานมิใช่นามขันธ์
กล่าวว่า นิพพานมิใช่โลกนี้
มิใช่โลกอื่น มิใช่ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ ส่องความว่านิพพาน ไม่
ใช่โลกอย่างใดอย่างหนึ่ง (
จักรวาล)
กล่าวปฏิเสธการไปมา
การดำรงอยู่ การจุติ การเกิด
ส่องความว่า นิพพานไม่มีสัมพันธ์
ด้วยโลกอื่นด้วยการไปมาถึง
กันธรรมดา และ
ด้วยการเวียนเกิด
กล่าวว่า นิพพาน
ไม่มีที่ตั้งอาศัย มิได้เป็นไป
หาอารมณ์มิได้ ส่องความว่า
นิพพานมิใช่โลก และมิ
ใช่สัตว์โลก
รวมความแล้วนิพพานไม่
ใช่อะไรสักอย่าง ถามว่า
แล้วนิพพานคืออะไร คำตอบคือ
อนฺโต ทุกฺขสฺส นิพพาน
เป็นที่สุดสิ้นแห่งทุกข์
เป็นปลายสายแห่งทุกขขันธ์
ทุกขขันธ์สุดลงเพียงนี้
พระพุทธพจน์แสดงนิพพาน ๒
บรรยาย
(เฉพาะคำแปล)
ธรรมชาตินั่นสงบแล้ว
ธรรมชาตินั่นประณีตแล้ว
ธรรมชาติไรเล่า
เป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง
เป็นที่สิ้นแห่งตัณหา
เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับ คือ
นิพพาน
นวกาทิกงฺคุตตร
อุปธิ ในคำว่า
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง หมายถึง
กิเลส ก็ได้ หมายถึง เบญจขันธ์ก็
ได้ แต่ในที่นี้หมายถึงเบญจขันธ์
เป็นไวพจน์ของสังขารในบทต้น (
คือมีความหมายเดียวกับสังขาร
)
บทว่า เป็นที่สงบแห่งสังขาร
ทั้งปวง และบทว่า
เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง
หมายเอาอนุปาทิเสสนิพพาน ส่วน ๓
บทต่อมา คือ เป็นที่สิ้นแห่งตัณหา
เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับ
หมายเอาสอุปาทิเสสนิพพาน
ปลูกฉันทะในนิพพาน
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ทรงประทานข้อคิดไว้ว่า
วิสัยนักปราชญ์ มีปกติ
ใช้สติปัญญาสอดส่องอรรถอันสุขุม
หรือทั้งเคยได้ประสบ สามิสสุขมา
ด้วยตนเอง เห็นลงว่า สามิสสุข
เป็นเครื่องเกี่ยวไว้ดุจเบ็ด
เป็นเครื่องร้อยไว้ดุจสนตะพาย
หรือบังเหียน ผู้ข้องในสามิสสุขนั้น
เป็นผู้อันจะพึงจูงไป
ได้ตามปรารถนา ไม่
เป็นโสดแก่ตน ทั้งเป็นสุขไม่รู้จักอิ่ม
ได้แล้วยังไม่พอ
ในที่สุดย่อมแปรปรวนไป ท่าน
จึงทำความพอใจในสุขอันสุขุมกว่านั้น
เช่นสุขเกิดแต่การรู้สึกว่า
ได้ทำกิจอันควรทำ
พระศาสดาทรงหมายเอาการรู้สึกอย่างนี้
จึงได้เปล่งพระสุรสิงหนาทว่า
กิจอย่างใดอันพระศาสดาผู้เอ็นดู
แสวงหาประโยชน์เพื่อสาวก
ทั้งหลายจะพึงทำ กิจอย่าง
นั้นอันเราได้ทำ
แล้วแก่พวกเธอทุกอย่าง
หรือว่า ตนอยู่ด้วยความ
ไม่มีภัย ไม่มีเวร กับผู้อื่น
ดังแสดงว่า ภิกษุมีใจประกอบ
ด้วยเมตตา กรุณา เป็นจิตวิบูล
ถึงความเป็นใหญ่หาจำกัดมิได้
หาเวรมิได้ หาความเบียดเบียนมิได้
แผ่ไปอยู่
หรือว่า ไม่เป็นอยู่เปล่า ได้
ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่เขา
ทั้งหลาย ดังแสดงว่า
สัตบุรุษย่อมเกิดมาเพื่อประโยชน์
เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่มหาชน
หรือเกิดแต่การนึกอารมณ์อย่าง
อื่นอีก อันละม้ายกัน หรือเกิดแต่
ความเลื่อมใสในธรรมดังแสดงว่า
ผู้มีใจผ่องใส
ได้ปีติอาศัยธรรมย่อมอยู่เป็นสุข
หรือเกิดแต่การพิจารณาธรรมดังแสดงว่า
ในกาลใด ๆ ย่อมพิจารณา
ความเกิด ความดับ แห่งขันธ์
ทั้งหลาย ในกาลนั้น ๆ ย่อม
ได้ปีติปราโมทย์ นั้นเป็นน้ำอมฤตของ
ผู้รู้ทั้งหลาย
การ
ใช้สติปัญญาสอดส่องอรรถอันสุขุมดังกล่าวมา
ย่อมยังฉันทะให้เกิด
ในนิรามิสสุขละเอียดเป็นชั้น ๆ
ปลูกความนิยมในธรรมอันซึ้งตาม
กัน ตลอดถึงนิพพานเป็นที่สุด เหตุ
นั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
จึงกล่าวยกย่องนิพพานว่า
เป็นธรรมยวดยิ่ง
สรุปวิธีปลูกฉันทะในนิพพาน
ใช้สติปัญญาสอดส่อง
ให้เห็นโทษของสามิสสุข แล้วทำ
ความพอใจในสุขอันละเอียดกว่านั้น
ด้วยการปฏิบัติ ดังนี้
๑. ทำกิจที่ควรทำ
๒. อยู่ด้วยความไม่มีภัย
ไม่มีเวรกับผู้อื่น
๓. ไม่เป็นผู้อยู่เปล่า
ทำประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวม
๔. ทำใจให้เลื่อมใส
ในธรรม
๕. พิจารณาให้เห็น
ความจริงของชีวิต
หัวใจสมถกัมมัฏฐาน
กายคตาสติ
ศัพท์นี้ แปลว่า สติไป
ในกาย กัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่กามฉันท์
กามฉันท์มีปกติให้รักสวยรักงาม
กัมมัฏฐานนี้มีปกติ
ให้เห็นน่าเกลียดเห็นโสโครก
กุลบุตรผู้มาบรรพชา
ย่อมได้รับสอนกัมมัฏฐานนี้ไว้ก่อน
จากพระอุปัชฌาย์ เหมือนดัง
ได้รับมอบศัสตราวุธ
ไว้สำหรับต่อสู้กับข้าศึก
คือกามฉันท์ อันจะทำ
อันตรายแก่พรหมจรรย์
พวกภิกษุ
จึงเรียกกัมมัฏฐานนี้ว่ามูลกัมมัฏฐาน
แปลว่า กัมมัฏฐานเดิม
ในที่นี้จักแสดงโดยสังเขป
สาธุชนผู้
จะเจริญกัมมัฏฐานนี้
พึงกำหนดตจปัญจกะ คือ
หมวดแห่งอาการ ๕ อย่าง มีหนัง
เป็นที่สุด ให้จำได้ก่อน ทั้ง
โดยอนุโลมคือตามลำดับ ทั้ง
โดยปฏิโลม คือ ย้อนลำดับ
อาการ ๕ อย่างนั้น คือ เกสา
โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้
เป็นอนุโลม ตโจ ทนฺตา นขา
โลมา เกสา นี้เป็นปฏิโลม
ท่านสอนให้จำโดยอนุโลม
และปฏิโลมดังนี้ เพื่อจะให้แม่นยำ
และพึงรู้จักอาการทั้ง ๕ นั้นด้วย
๑. เกสา นั้น คือสิ่งที่เป็นเส้น
ๆ งอกอยู่บนศีรษะ
เบื้องหน้าเพียงหน้าผาก
เบื้องท้ายเพียงปลายคอต่อ
เบื้องขวาเพียงหมวกหูทั้ง ๒ ข้าง
๒. โลมา คือ สิ่งที่เป็นเส้น
ๆ เหมือนกันอีกส่วนหนึ่ง อันมิ
ใช่เกสา เส้นหยาบบ้างละเอียดบ้าง
งอกอยู่ตามตัวทุกแห่ง
เว้นผ่ามือฝ่าเท้า
๓. นขา คือ สิ่งที่เป็นเกล็ด
งอก
อยู่ตามปลายนิ้วมือปลายนิ้วเท้าทุก
ๆ แห่ง
๔. ทนฺตา สิ่งที่เป็นซี่ ๆ งอก
อยู่ในเหงือกเบื้องล่างเบื้องบน
สำหรับบดเคี้ยวอาหาร
๕. ตโจ ได้แก่ สิ่งที่หุ้ม
อยู่ทั่วสรรพางค์กาย
พึงกำหนดรู้ง่าย ๆ ดังนี้ ผม
ขน เล็บ ฟัน หนัง
ครั้นรู้จักสิ่งทั้ง ๕ อย่างนี้
แล้ว พึงพิจารณาน้อมใจให้เห็น
เป็นของน่าเกลียดโสโครก
โดยปกติของมันทั้งในกายตนและ
ในกายผู้อื่น ถ้ายังไม่เห็นโดยทันที
พึงพิจารณาขยายออกไปโดยสี
โดยสัณฐาน คือรูปร่าง
โดยกลิ่น โดยที่เกิด โดยที่อยู่
อันผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้น
มีสีก็ไม่งาม มีสัณฐานก็ไม่น่ารัก
มีกลิ่นก็เหม็น มีที่เกิดที่อยู่ล้วนแต่
เป็นที่โสโครก เพราะ
เป็นของปฏิกูล เขาจึง
ต้องตกแต่งทำนุบำรุง ไม่เช่นนั้น ก็
จะปรากฏเป็นของปฏิกูลยิ่งนัก
เป็นของน่าสะอิดสะเอียน
ความเห็นน่าเกลียดนั้น มิใช่
ไม่ปรากฏแก่สามัญชนเมื่อไร
เป็นแต่เมื่อปรากฏแล้ว
เขาน้อมใจนึกไปเสียโดยทาง
อื่นปรารภแต่ของที่เขาตกแต่งไว้
แล้ว นึกเห็นเป็นงาม
ความนึกเห็นเช่นนั้น
เป็นเหตุชักนำกามฉันท์ที่ยังไม่เกิด
ให้เกิดขึ้น ยั่วยวนกามฉันท์ที่เกิดขึ้น
แล้วให้แก่กล้า ไม่
ใช่อารมณ์ของกัมมัฏฐานนี้
ความน้อมใจแส่เห็นเป็นข้างไม่งาม
เป็นของสกปรก สุดแต่จะปรากฏ
ได้อย่างไร นี้
เป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐานนี้
ผู้เจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงนึก
ถึงอาการอันหนึ่งขึ้นก่อน
โดยปกติของมัน หรือ
โดยสีสัณฐาน กลิ่น ที่เกิด ที่อยู่
และโดยอย่างอื่น น้อมใจ
ให้เห็นว่าน่าเกลียดแล้วเลื่อนนึก
ถึงอาการอื่น ๆ ต่อไป เมื่อ
ความชำนาญมีขึ้น
นึกเพียงชื่อไปตามลำดับ
และย้อนลำดับ
ความเห็นปฏิกูลย่อมจะปรากฏ
คุมจิตได้ง่ายเข้า ในขณะใด
ความปฏิกูลปรากฏ ในขณะนั้น
จัดว่า
ได้ผลที่มุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
เพราะเหตุนั้น พึงรักษาอารมณ์นี้
ไว้อย่าให้จืดจาง จะได้
เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ แต่สมาธิ
ในกัมมัฏฐานนี้เป็นแต่เพียงอุปจาร
เพราะเหตุให้จิตท่องเที่ยวอยู่
ไม่แน่แน่วลงแท้
กัมมัฏฐานนี้
เป็นประโยชน์แก่คนมีกามฉันท์
หรือเรียกราคจริต
เป็นเจ้าเรือน มีอานิสงส์ไม่ให้ข้อง
อยู่ในกายตนและกายผู้อื่น
เมตตา
ศัพท์นี้ แปลว่า คุณสมบัติ
เป็นเหตุสนิทสนม กัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่พยาบาท
พยาบาทมีปกติให้คิดล้างผลาญ
กัมมัฏฐานนี้มีปกติให้ชอบพอ สาธุชน
ผู้เจริญกัมมัฏฐานนี้ พึงนึกถึงคน
อื่นเทียบกับตนว่า
เรารักสุขเกลียดทุกข์ ฉันใด คน
อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น
สิ่งที่ชอบใจของเรา ย่อม
เป็นของที่ชอบใจของคนอื่น สิ่งไม่
เป็นที่ชอบใจของเรา ย่อมไม่
เป็นที่ชอบใจของคนอื่นด้วยเหมือน
กัน เราจะหาผลที่ชอบใจ
ในทางเสียผลเช่นนั้นของผู้อื่น ย่อม
ไม่เป็นธรรม. แต่
นั้นพึงปรารถนาความอยู่ด้วย
ไม่มีภัยไม่มีเวรกับผู้อื่น ถ้าคนที่ตน
ไม่ชอบมีอยู่ก็พึงนึกน้อมใจเพื่อ
ให้หายเกลียดชัง
โดยโยนิโสมนสิการ คือ ความทำ
ในใจถูกทาง พึงเลือกความดีอย่าง
ใดอย่างหนึ่งของเขาขึ้นนึก สุดแต่
จะเลือกได้ เป็น
ความประพฤติทางกายก็ตาม ทางวา
จาก็ตาม ทางใจก็ตาม
เช่นคนมักพูดบาดหูคนอื่น แต่ไม่
ใช่คนดุร้ายถึงลงมือด้วยกายก็มี
คนมักโกรธแต่ไม่ทำจริงก็มี
คนดุร้าย
แต่อีกฝ่ายหนึ่งมีน้ำใจเผื่อแผ่
อนุเคราะห์แก่ผู้อื่นก็มี เช่นนี้
เป็นตัวอย่าง พึงนึกถึงความดีที่มีอยู่
ในเขา บางทีจะระงับ
ความเกลียดชังให้เบาลงหรือ
ให้หายได้ ถ้าไม่มีความดีอย่าง
ใดอย่างหนึ่งของเขา ที่
จะพึงเอาขึ้นนึก ก็พึง
ยังกรุณาคือสงสารให้เกิด
คนยากจนทรัพย์ ขาดกำลัง
เป็นเครื่องทำนุบำรุงชีวิต
และร่างกายให้เป็นสุข และไม่
ได้ช่องที่จะอนุเคราะห์คนอื่น
ด้วยกำลังทรัพย์ ควร
ได้รับกรุณาของคนมีทรัพย์ฉัน
ใด คนไร้คุณสมบัติขาดกำลัง
เป็นเครื่องบำรุงใจให้เป็นสุข ไม่
ได้ช่องที่จะชักจูงคนอื่นในความดี
ซ้ำกลับเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ให้
ได้รับทุกข์ภัยต่าง ๆ ควร
ได้รับความกรุณาของ
ผู้ประพฤติธรรมมีสติสัมปชัญญะฉัน
นั้น อันจะเกลียดชังคนเช่นนั้น เท่า
กับคนดีทะเลาะกับคนเมา
เมื่อนึกอย่างนี้บางทีก็จะยังกรุณา
ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าน้อมใจไม่ลง
ก็พึงนึกถึงความที่สัตว์มีกรรม
เป็นของ ๆ ตน ผู้ใดทำดีหรือชั่ว ผู้
นั้นจงปรากฏ
ด้วยกรรมของตนเอง
พึงวางจิตลงเป็นอุเบกขา แม้อย่าง
นั้นก็ไม่สำเร็จ อย่านึกปรารภถึง
ผู้นั้นเสียเลย ถ้า
เขาเกลียดชังตนต่างหาก
ก็พึงหาช่องแสดงกายวาจาใจ
หรืออนุเคราะห์เพื่อผูกไมตรี เมื่อ
เป็นเช่นนี้ ก็จะได้อยู่โดยไม่มีภัย
ไม่มีเวรกับผู้อื่น แต่นั้น พึงน้อมจิต
ให้คิดชอบกับคนซึ่งเฉยอยู่แต่เดิม
ด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัยทำสาราณียธรรมแก่
กัน พึงทำคนผู้ชอบกันห่าง ๆ
ให้สนิทสนม พึงทำคนผู้ชอบ
กันสนิทสนมแล้วให้มั่นเข้า
ความปรารถนาแห่งจิต
เพื่อชอบพอสนิทสนมกับคนอื่นดังนี้
ชื่อว่าเมตตา โดย
ความก็คือปรารถนาสุขแก่เขา
ความนึกแผ่เมตตานี้ จัดว่า
เป็นกัมมัฏฐานอันหนึ่ง
สาธุชนผู้เจริญเมตตา พึงแผ่
โดยเจาะจงก่อนตั้งต้นแต่คนที่รักใคร่สนิท
เช่นมารดา บิดา สามี ภรรยา
บุตร บุตรี และท่าน
ผู้มีอุปการะ อุปัชฌายะ อาจารย์
เจ้านายเป็นต้นไป ตลอด
ถึงญาติมิตร คนรู้จักคุ้นเคย
และคนอื่น ๆ ที่ควรจะได้รับ
ความปรารถนาอันดีต่อ เมื่อทำใจ
ให้ชำนาญในการแผ่โดยเจาะจงนั้น
แล้ว พึงแผ่โดยไม่เจาะจง เช่น
ไม่นิยมเฉพาะบุคคลชื่อนั้น ชื่อนี้
ที่ตนรู้จัก พึงปลูกความรักใคร่
ในคนร่วมบ้านร่วมวัดร่วมเมืองร่วมประเทศร่วมชาติ
เป็นลำดับไป ตลอดถึงเพื่อนมนุษย์
ทั่วไป ลงมาจนถึงสัตว์ดิรัจฉาน
เป็นที่สุด ตามแต่จะทำได้เพียงไร
แผ่เมตตาโดยเจาะจงเป็นไป
โดยแรงกล้า เป็นเหตุให้
ช่วยเหลือกันแข็งแรง แต่เป็นไป
ในทางที่แคบ ทั้งเขตแห่งความ
ไม่มีภัยไม่มีเวร ทั้งเขตแห่ง
ความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้อื่น
แผ่เมตตาโดยไม่เจาะจง เป็นไป
โดยเพลาแต่เป็นไปในทางที่กว้าง
เช่นคนร่วมบ้านร่วมวัดตลอด
ถึงร่วมชาติ รักใคร่ปรองดอง
ช่วยเหลือกัน แม้
ไม่แข็งแรงเหมือนทำ
ให้แก่ครอบครัวย่อมมีผลกว้างกว่า
พาคนหมู่นั้นให้ได้สุขทั่วถึงกัน เหตุ
นั้น ในพระพุทธศาสนา
จึงนิยมแผ่เมตตา โดยไม่เจาะจงว่า
เป็นเมตตาอย่างสูงอย่างกว้าง
ในการเจริญกัมมัฏฐาน ท่านผูกบท
ไว้ให้นึกว่าดังนี้ “สพฺเพ สตฺตา
อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี
อตฺตานํ ปริหรนฺตุ” แปลว่า
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเป็นผู้
ไม่มีเวร ไม่มีความลำบาก
ไม่มีทุกข์ มีสุขรักษาตนเถิด
ในชั้นต้น น้อมใจให้ปรารถนา
ความสุขแก่ผู้อื่นมาได้แล้ว นึก
ถึงบทสำหรับบริกรรมนี้
จะคุมจิตให้มีเมตตาขึ้นได้ในขณะนึก
ในขณะใด เมตตาเป็นไปอยู่
ในขณะนั้น จัดว่า
ได้ผลที่มุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
จิตสัมปยุต
ด้วยเมตตาตั้งมั่นแน่วแน่ลงไป จัด
เป็นอุปจารสมาธิ สามารถทำ
ให้เกิดอัปปนาสมาธิได้
กัมมัฏฐานนี้
เป็นประโยชน์แก่คนมีพยาบาท
เป็นเจ้าเรือน
หรือเรียกว่าโทสจริตตลอดคนเหล่า
อื่นทั่วไป มีอานิสงส์ให้อยู่ด้วยความ
ไม่มีภัยไม่มีเวร
รักใคร่ปรองดองช่วยเหลือกัน
. เหตุนั้น
จึงควรเจริญตามกาล
ถึงคราวควรแผ่เมตตาโดยเจาะจง
ก็พึงเจริญโดยเจาะจง ถึงคราวแผ่
โดยไม่เจาะจง ก็พึงเจริญโดย
ไม่เจาะจง
พุทธานุสสติ
ศัพท์นี้ แปลว่า ระลึก
ถึงพระพุทธเจ้า อธิบายว่า ระลึก
ถึงปรารภความดีของพระองค์
ไม่ได้ระลึกถึงโดยอาการยกโทษ
หรือข้อนขอด กัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่ถีนมิทธนิวรณ์
ถีนมิทธะมีปกติให้ท้อแท้และง่วงงุน
กัมมัฏฐานนี้ มีปกติ
ให้อุตสาหะปรารภพระคุณของพระพุทธเจ้า
และให้จิตนึกแล่นอยู่ สาธุชนผู้
จะเจริญกัมมัฏฐานนี้
ควรอ่านหนังสือแสดงพระพุทธจรรยา
เป็นต้นว่า เรื่อง ปฐมสมโพธิ
และใคร่ครวญ
ถึงพระพุทธจรรยา
ซึ่งทรงบำเพ็ญเป็นอย่าง ๆ ไป
อันส่อพระคุณสมบัติในพระองค์
และทรงพระมหากรุณาอุปการะแก่ประชาชน
ก็จะหยั่งเห็นพระคุณทั้ง ๒ ส่วนนี้
โดยวิสัย ในที่นี้
จะแสดงเฉพาะพระคุณบทที่ท่านผูก
ไว้สำหรับนึกสำหรับสาธยายเรียกว่า
อนุสสรณนัย คือ "อิติปิ โส ภควา
อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต
โลกวิทู อนุตฺตโร
ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา
เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ”
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ทรงรู้แจ้งโลก คือ ปฐพี พร้อม
ด้วยสัตว์ผู้อาศัย
และสังขารอันปรุงแต่งแผ่นดิน
และสัตว์เหล่านั้น ว่ามี
ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
จึงเจริญในกาลบางครั้ง เสื่อม
ในกาลบางคราว สุดแต่เหตุปัจจัย
อนึ่ง ในโลกนี้ ย่อมมีสิ่งต่าง ๆ อัน
จะล่อจิตให้รักให้ชังให้หลง
ให้กลัว คนไม่รู้เท่า ย่อม
จะวุ่นไปตามด้วย
ความทะเยอทะยานบ้าง ด้วย
ความตกใจกลัวบ้าง แล้ว
และเฉไปประพฤติ
จากทางอันชอบอันถูก นี้เป็นเหตุแห่ง
ความเสื่อมของโลกได้อย่างหนึ่ง
ความมีกำลัง
สามารถต้านทานแต่มาร ๒
ประเภทนั้น เป็นปัจจัยแห่ง
ความเจริญของโลกได้อย่างหนึ่ง
พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกโดยนัยนี้
เป็นอาทิ บัณฑิตจึง
ได้ถวายพระนามตามพระคุณว่า
“โลกวิทู” แปลว่าท่าน
ผู้รู้แจ้งโลก
เมื่อพระองค์ทรงรู้แจ้งโลกอย่าง
นั้นแล้ว จึงไม่รักไม่หลงไม่มัวเมา
ในอารมณ์อันยวนจิต
ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น
เพราะอารมณ์อันคุกคาม
ให้ตกใจกลัว ทรงมั่นอยู่
ในปฏิปทาอันชอบ ยังความ
เป็นไปของพระองค์ให้ลุล่วงมา
โดยสวัสดี
ตลอดพระชนมายุกาล บัณฑิต
จึงได้ขนานพระนามถวายว่า
“สุคโต” แปลว่าท่านผู้ไปดีแล้ว
หรือท่านผู้ดำเนินดีแล้ว.
ปฏิปทาของท่านผู้ดำเนินดี
แล้ว เรียกว่า จรณะ เพราะ
เป็นเครื่องก้าวไปหาวิชชา คือ
ความรู้พิเศษ พระองค์ทรงมั่น
ในปฏิปทานั้นอยู่ จึง
ได้บรรลุวิชชาความรู้อย่างสูง
อันทำจิตให้พ้นจากหมู่มาร คือ
กิเลสอันคอยนำสัตว์โลกลง
ในที่ต่ำ จึงได้พระนาม
โดยพระคุณธรรมว่า
“วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน”
แปลว่าท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาคือ
ความรู้ และจรณะคือปฏิปทา
วิชชานั้นเป็นความรู้อันชอบ
เป็นประโยชน์แก่พระองค์แก่ผู้อื่น
ทั้ง ๒ ฝ่าย พระองค์เสาะหาได้เอง
ไม่ได้มาแต่สำนักผู้อื่น
พระปัญญาอย่างสูงนี้ยังพระองค์ให้
ได้รับพระนามว่า
“สมฺมาสมฺพุทฺโธ” แปลว่าท่าน
ผู้รู้ชอบเอง พระปัญญานั้นย่อม
ยังผลอย่างสูงสุด
ให้สำเร็จแก่พระองค์ คือ
ทรงบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวง
ควรแก่
ความนับถือของประชาชนทุกหมู่เหล่า
บัณฑิตจึงถือเอาพระคุณนี้
เป็นที่ตั้งถวายพระนามว่า “อรหํ”
แปลว่าท่านผู้ไกลกิเลสบ้าง ท่าน
ผู้ควรได้รับความนับถือบ้าง
คุณบทว่า “อรหํ” นี้
เป็นนามเรียกได้ทั้งพระศาสดา
ทั้งพระสาวก แต่มีบทอื่นต่อท้าย
ให้แปลกกัน
พระนามพระศาสดาว่า “อรหํ
สมฺมาสมฺพุทฺโธ” แปลไว้
แล้วข้างต้น นามสาวกว่า “อรหํ
ขีณาสโว” แปลว่า
พระอรหันต์สิ้นอาสวะ
พระคุณเหล่านี้จัดเป็นอัตตสมบัติ
คือ ความดีส่วนพระองค์
พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระคุณที่
เป็นอัตตสมบัติเช่นนั้นแล้ว
จัดว่ามีภัคยะ คือ สมบัติอันชักจูงคน
อื่นเข้ามาคบหา ผู้ใด
เข้ามาคบพระองค์ย่อมทรงสั่งสอน
ผู้นั้น แจกอรรถแจกธรรมให้
เข้าใจชัด
บัณฑิตหมายเอาพระคุณสมบัตินี้
ขนานพระนามไว้ว่า “ภควา”
แปลว่า ท่านผู้มีภัคยะหรือว่าท่าน
ผู้มีภาค
พระองค์ทรงแจกธรรมสั่งสอนประชาชน
ให้ได้บรรลุผลอันดีงามทั้ง
ส่วนโลกิยะทั้งส่วนโลกุตร ยังคน
ผู้ไม่เคยเข้าใจให้เข้าใจ ยังคนผู้เคย
เข้าใจมาบ้างแล้ว ให้
เข้าใจกว้างขวาง นำความหลงอัน
เป็นเหตุตื่นเต้นและหวาดหวั่นเสีย
จึงได้พระนามว่า “พุทฺโธ”
แปลว่า ท่านผู้ปลุกให้ตื่น
หรือว่าท่านผู้ปลุกใจ
พระองค์ทรงสั่งสอนอย่างนี้
แก่พุทธเวไนยทุกชั้น
ตามสมควรแก่ภูมิของเขา ยกขึ้น
ในปฏิปทาที่สูงกว่าโดยลำดับ จึง
ได้รับพระนามว่า “สตฺถา
เทวมนุสฺสานํ” แปลว่า ท่านผู้
เป็นครูสอนของเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย คือ ของคนทั้งเจ้า
ทั้งสามัญ พระองค์ทรงสั่งสอนคน
เป็นอันมากเช่นนั้น
ย่อมทรงรู้จักฉันทอัธยาศัย
เข้าพระหฤทัยในอุบาย ชักจูงน้อมตัด
เข้าหาทางดีทางงาม ไม่ต้อง
ใช้บังคับขู่เข็ญ เป็นแต่เพียง
ใช้พระวาจาก็สำเร็จ ถ้าจะเทียบ
ด้วยนายสารถีผู้ฝึกม้า ก็จัดว่า
เป็นเอกอุไม่มีคนสู้ บัณฑิตจึง
ได้ถวายพระนามว่า “อนุตฺตโร
ปุริสทมฺมสารถิ” แปลว่า ท่านผู้
เป็นสารถีฝึกบุรุษควรทรมานได้
ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า พระคุณนี้จัด
เป็นปรหิตปฏิบัติคือ
ประพฤติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
พระคุณทั้งสองส่วนนี้ มีในพระ
ผู้มีพระภาคเจ้า
ให้สำเร็จพระนาม ๙ ประการ
เรียกว่า นวรหคุณ แปลว่า
คุณของพระอรหันต์ ๙
ประการ แต่เรียกกลับกันมา
เป็นนวหรคุณ บัณฑิตผูกเป็นบทตั้ง
ไว้สำหรับระลึกตาม
ในเวลาเจริญพุทธานุสสติ
ท่านเรียงบทที่เป็นผลไว้ข้างหน้า
เรียงบทที่เป็นเหตุไว้ข้างหลัง เพื่อ
จะให้เข้าใจง่าย ในที่นี้ จึงได้อธิบาย
ความแห่งบทอันเป็นเหตุถอยหลัง
เข้ามา
สาธุชนผู้เจริญพุทธานุสสติ
ได้อ่านหนังสือแสดงพระพุทธจรรยามามาก
แล้ว พบแต่บทแสดงความไว้สั้น ๆ
ก็จะพึงเข้าใจได้โดยกว้างขวาง
ฝ่ายชนผู้ไม่ได้อ่านหนังสือเช่น
นั้นมาก คงจะเห็น
ความแต่เฉพาะบทเช่นเดียวกับได้เห็น
ด้วยตาเอง หรือเห็นแต่รูปถ่าย
ความกว้างแคบย่อมผิดกัน เมื่อ
จะเจริญพึงยังศรัทธาเลื่อมใส
และเคารพให้เกิดในพระพุทธเจ้า
แล้ว
พึงบริกรรมนึกบทพระคุณนามเหล่านี้แต่เพียงลำพัง
หรือพร้อมทั้งอธิบาย เลื่อนไป
โดยลำดับ หรือเลื่อมใสมาก
ในพระคุณบทใด
จะจับเฉพาะพระคุณบทนั้นขึ้นนึกก็
ได้ เช่น เคยบริกรรมกันมาว่า
“อรหํ ๆ” หรือ “พุทฺโธ ๆ” ดังนี้
แต่พึงรู้จักว่ากัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่มิทธะ คือ
ความง่วงงุน ต้องการนึกยาว ๆ
ในสมัยใดมิทธะครองงำ
ควรนึกไปโดยลำดับแม้พร้อม
ด้วยอธิบาย ในสมัย
ใดจิตปลอดโปร่ง
จะนึกแต่บทที่ขึ้นใจก็ได้ หรือ
ในเวลาไข้หนัก ความนึกสั้น จำ
ต้องนึกเฉพาะบทแท้ ในสมัยใด
พระคุณของพระพุทธเจ้าปรากฏแก่จิต
เกิดอุตสาหะจะประพฤติตาม
และห้ามมิทธะเสียได้ ในสมัยนั้น
เป็นอันสำเร็จผลมุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
เพราะต้องใช้ความนึกเป็นเบื้องหน้า
กัมมัฏฐานนี้เจริญได้ดี ก็
เป็นเพียงอุปจารสมาธิ
กัมมัฏฐานนี้
เป็นสบายแก่ชนมีถีนมิทธะ
เป็นเจ้าเรือน และแก่คน
เป็นสัทธาจริต มีอานิสงส์ให้ตั้งใจ
ไม่ย่อท้อต่อเหตุขัดข้อง เพื่อประพฤติ
ความดีความงาม
กสิณ
ศัพท์นี้ แปลว่า
วัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูก
อยู่ เป็นชื่อของกัมมัฏฐาน
แปลว่ามีวัตถุที่ชื่อว่ากสิณ
เป็นอารมณ์ กัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์
อุทธัจจะมีปกติให้คิดพล่าน กุกกุจ
จะมีปกติให้จับจด ส่วนกัมมัฏฐานนี้
มีปกติคุมใจให้มั่น วัตถุที่เป็นกสิณ
นั้น ต้องเป็นของไม่บาดตา
เป็นของทำให้ใจของผู้แลแช่มชื่น
ท่านจัดไว้ ๑๐ ประการ คือ ดิน
น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นอยู่โดยปกติ
หรือบางอย่างจัดขึ้นไว้สำหรับ
เรียกว่าภูตกสิณ นับเป็น ๔,
สีขาว เหลือง แดง ขาบ ที่จัดขึ้น
ไว้สำหรับเรียก วรรณกสิณ
นับเป็น ๔, แสงอากาศ แสงไฟที่
เข้าตามช่อง เรียก อากาสกสิณ
และอาโลกกสิณ โดยลำดับ
ในที่นี้ จะแสดงโอทาตกสิณ
คือสีขาวพอเป็นตัวอย่าง
สาธุชนผู้เจริญกสิณชนิดนี้
พึงขดไม้ให้เป็นวงกลม กว้าง
โดยศูนย์กลางสัก ๑๖ นิ้ว
หรือราวนั้น พอตาจับได้ถนัด อย่า
ให้เล็กเกินไปจนนัยน์ตาจับเอาอื่น
ด้วย หรือใหญ่เกินไปจนนัยน์ตาจับ
ไม่ทั่ววง เอาผ้าขาวอันบริสุทธิ์หุ้ม
หรือเอาดอกไม้ขาวจัด
ในภาชนะอันกว้างโดยศูนย์กลาง
ได้ราวเท่านั้นก็ได้ แล้วเอาวางห่าง
จากที่นั่งสัก ๒ ศอกคืบ หรือราว
นั้น พอเพ่งดูถนัด อย่าให้ชิดเกินไป
หรือห่างเกินไป จนนัยน์ตาจับ
ไม่ถนัด แล้วพึงนั่งเพ่งดู
โดยอาการตามถนัด
ตากำหนดจำกสิณนั้น ใจนึกถึงสีว่า
“โอทาตํ ๆ” แปลว่า “ขาว ๆ”
คุมนัยน์ตาอันแลเห็น กับใจอันนึกให้
อยู่ที่กสิณพร้อมกัน
กิริยาที่ทำเรียกว่า บริกรรม
ดวงกสิณเรียกว่าบริกรรมนิมิต
กิริยาที่นึกว่า “โอทาตํ ๆ”
เรียกว่า บริกรรมภาวนา
บริกรรมนี้เป็นชั้นที่ ๑ ครั้นทำ
ในชั้นนี้ชำนาญแล้ว
พึงตั้งใจจำกสิณนั้นให้ติดตา
ลองหลับตาดูในระหว่าง ๆ ถ้ายัง
ไม่ติดตาต้องลืมดูใหม่ ในสมัยใดจำ
ได้ติดตา หลับตาลง
ดวงกสิณปรากฏในใจ
เหมือนแลเห็น ในสมัยนั้น
นิมิตที่ปรากฏในใจนั้น เรียก
อุคคหนิมิต แปลว่านิมิตที่จิตจำได้
หรือเรียกว่า นิมิตติดตา
กิริยาที่นึกนั้นเรียก
บริกรรมสมาธิ แปลว่าสมาธิ
ในบริกรรม นิมิตอันติดตา
ที่กล่าวว่าปรากฏในใจนั้น เช่น
กับคนขลาดได้พบสิ่งที่น่ากลัวอัน
ให้ตกใจ หรือคนที่ผูกพันอยู่
ในสิ่งหนึ่งหลับตาลง ย่อมแล
เห็นสิ่งนั้นติดตา แต่ท่าน
ไม่จัดว่าเป็นอารมณ์ของกัมมัฏฐาน
เพราะเป็นเหตุตกใจหรือ
เป็นเหตุติดข้อง บริกรรมสมาธินี้
เป็นชั้นที่ ๒ ครั้นทำในชั้นนี้ช่ำชอง
แล้ว พึงลองหลับตานึกถึงนิมิต
นั้นขยายให้ใหญ่บ้างเล็กน้อย
แต่อย่าให้เสียส่วนตามสัณฐาน
ตัวอย่างเช่น รูปถ่ายมีขนาดต่างกัน
แต่ส่วนแห่งอวัยวะนั้น ๆ ของรูป
ทั้งปวงทุกชนิดคงสมกันกับกาย
เหมือนคนผู้เป็นเจ้าของรูปนั้น
ในสมัยใด จิตจำนิมิตนั้น
ได้จนขยายออกหรือย่นเข้าได้
ในสมัยนั้น นิมิตนั้นเรียกว่า
ปฏิภาคนิมิต
แปลว่านิมิตเทียบเคียง ภาวนา
นั้นเรียกว่า อุปจารภาวนา
แปลว่าภาวนาใกล้อัปปนาสมาธิ
อุปจารสมาธินี้เป็นชั้นที่ ๓ ผู้ทำ
ได้แม่นยำจนถึงชั้นนี้แล้ว
บำเพ็ญภาวนาต่อไปจน
เข้าองค์กำหนดชั้นต้น จัด
ได้ว่าบรรลุปฐมฌาน
เป็นสมาธิชั้นสูง เรียกอัปปนาสมาธิ
แปลว่าสมาธิแน่นแฟ้น
อัปปนาสมาธินี้ เป็นชั้นที่ ๔
นี้อธิบายตามมติของพระคันถรจนาจารย์
ฝ่ายข้าพเจ้าเองปรารถนาจะ
เข้าใจว่าชั้นที่ ๒ เป็นอุปจารภาวนา
หรืออุปจารสมาธิ ชั้นที่ ๓
เป็นอัปปนาภาวนา หรือ
เป็นอัปปนาสมาธิ
เพราะละนีวรณ์ ๕ ได้ในชั้นที่
๓ แล้วก็เป็นอัปปนาอยู่เอง เพราะ
ในปฐมฌาน ก็ยังมีวิตกวิจาร
อยู่เหมือนกัน
กัมมัฏฐานนี้ท่านพรรณนา
ว่า บรรลุได้ถึงชั้นอัปปนา
เพราะคุมจิตให้แน่วแน่อยู่ที่เดียว
ผู้ศึกษาในกัมมัฏฐาน
ไม่ควรมุ่งเฉพาะคุณที่สูงอย่างเดียว
ควรมุ่งเฉพาะคุณที่
เป็นวิสัยของตน
พึงเจริญกัมมัฏฐานอัน
เป็นสบายแก่ตน
เช่นคนสามัญปรารถนาฐานันดร
เป็นมหาอำมาตย์จะได้สมหวังทั้ง
นั้นเทียวหรือ ถ้าไม่ได้ พยายาม
นั้นก็ไม่มีผล ควรพยายามในทาง
อื่นยังจะดีกว่า เพราะเหตุนั้น
คนมุ่งจะเป็นมหาอำมาตย์
ต้องรู้จักกำลังของตน
ทั้งแลเห็นช่องทางก่อน อุปมานี้ฉัน
ใด
ผู้เจริญกัมมัฏฐานก็พึงประพฤติฉัน
นั้น ไม่ควรจะเลยคุณเบื้องต่ำ
ซึ่งตนควรจะถือเอาได้ก่อน
แม้แต่เพียงในชั้นบริกรรม
ในสมัยใด คุมจิตไว้ที่กสิณแห่งเดียว
ได้ ไม่คิดพล่านในทางอื่น ได้ให้
ความแช่มชื่นไม่อึดอัดเบื่อหน่าย
ในสมัยนั้น จัดว่า
เป็นอันสำเร็จผลมุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
กัมมัฏฐานนี้
เป็นที่สบายแก่คนมีอุทธัจจกุกกุจจะ
หรือเป็นวิตกจริตเป็นเจ้าเรือน
มีอานิสงส์ให้พินิจอดทน
ในการงานที่ปรารภ
จตุธาตุววัตถานะ
ศัพท์นี้ แปลว่า กำหนดธาตุ
๔ กัมมัฏฐานนี้
เป็นคู่ปรับแก่วิจิกิจฉา
วิจิกิจฉามีปกติให้ลังเลไม่แน่ใจลง
ได้ ส่วนกัมมัฏฐานนี้มีปกติ
ให้กำหนดรู้โดยสภาวะ คนผู้
ไม่กำหนดรู้โดยสภาวะ ไม่รู้จักสิ่ง
นั้น ๆ โดยความเป็นจริงอย่างไร
จึงมีสงสัย เมื่อเข้าใจตามจริงแล้ว
ก็สิ้นสงสัยไปได้อย่างหนึ่ง ๆ
พระอาจารย์เจ้าแสดงกัมมัฏฐานนี้
ไว้ ก็เพื่อจะให้เข้าใจความ
เป็นจริงของร่างกาย
เป็นอุบายกำหนดรู้สภาวธรรมอย่างหนึ่ง
เป็นเหตุออกไปกำหนดสภาวธรรมอย่าง
อื่นได้อีก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2014, 15:23 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุชนผู้
จะเจริญกัมมัฏฐานนี้
พึงกำหนดรู้จักธาตุ
และสังขารก่อน สภาวะที่มีอยู่
โดยธรรมดาอันจะแยกออกไปอีก
ไม่ได้ เรียกว่าธาตุ ธาตุเหล่านั้น
คุมกันเข้าเองโดยธรรมดา
หรือมนุษย์ปรุงขึ้นเรียกว่าสังขาร
แสดงอุทาหรณ์พอเป็นตัวอย่าง
เช่นกระดูก เนื้อ เลือด ความอุ่น
และลมอากาศ ถ้าไม่ประสงค์
จะกล่าวให้ละเอียดต่อไป
เป็นธาตุละอย่าง ๆ
ร่างกายคือประชุมธาตุเหล่านี้
เป็นสังขาร ฝ้ายและสี
เป็นสัมภาระอันหนึ่ง ๆ ดุจเดียว
กับธาตุ ผ้าที่คนเอาฝ้ายมาปั่นให้
เป็นด้ายย้อมด้วยสีแล้วทอขึ้นนั้น
เป็นสังขาร ธาตุ
หรือสัมภาระที่แสดงมา
เป็นอุทาหรณ์นั้น
ยังเรี่ยราดกระจัดกระจายกำหนดรู้ยาก
นักปราชญ์จึงได้ย่นให้สั้นเข้า
เพื่อกำหนดรู้ง่าย
ครั้งโบราณท่านจัดธาตุที่เป็น
ส่วนรูป ๔ กระดูกก็ดี เนื้อก็ดี
ฝ้ายก็ดี สีก็ดี ดังกล่าวไว้
ในอุทาหรณ์ข้างต้นนั้น
ท่านรวมเรียก
เป็นธาตุอันเดียวว่าปฐวีหรือดิน
ด้วยเหตุว่าธาตุเหล่านั้น แม้
จะปรากฏว่าต่างกันโดยชนิด ก็
ยังจัดว่าเป็นอันเดียวกันเข้าได้
โดยลักษณะ คือ ความ
เป็นของแข็ง ส่วนเลือด เหงื่อ มัน
ท่านจัดเป็นธาตุอันเดียวกันกับน้ำ
เรียกอาโป เพราะ
เป็นของเหลวเหมือนกัน
ไออุ่นแห่งร่างกาย
ความร้อนที่เกิดแต่ของเสียดสีกัน
เกิดแต่ไฟฟ้า
เกิดแต่แสงแดดแห่งดวงอาทิตย์
ท่านจัดเป็นธาตุอันเดียวกันกับไฟ
เรียกว่าเตโช เพราะมีความร้อน
เป็นลักษณะเหมือนกัน
ลมอันพัดมาแต่ทิศนั้น ๆ ตามฤดู
พายุใหญ่อันตั้งขึ้นเป็นครั้ง
เป็นคราว และลมอันเดินอยู่
ในร่างกายของสัตว์ ท่านจัดรวม
เข้าเป็นธาตุอันเดียวกัน
เรียกว่าวาโย เพราะมีความพัด
เป็นลักษณะเหมือนกัน
ครั้งโบราณนักปราชญ์จัดธาตุอัน
เป็นส่วนรูปเป็น ๔ อย่างนี้ ดังมา
ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
หมวดธาตุในมหาสติปัฏฐานสูตร ต่อ
นั้นมา รู้จักธาตุขึ้นอีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่าอากาศ ธาตุนี้กำหนดรู้
ได้ยาก เพราะเป็นของสุขุม ไม่เห็น
ได้ด้วยจักษุ อาจจะรู้ได้
ด้วยสัมผัส แต่ก็ยังรู้ได้ยากเหมือน
กัน ในที่ว่างเป็นช่อง ไม่ว่าเล็กไม่ว่า
ใหญ่ อากาศย่อมเดินเข้าขังอยู่เต็ม
ทั้งนั้น แต่เพราะเป็นธาตุเบา
และขยายตัว คนเดินไม่รู้สึกปะทะ
ซ้ำเป็นอุปการะแก่ชีวิตของสัตว์ด้วย
ทั้งมนุษย์
ทั้งสัตว์ดิรัจฉานหายใจสูดอากาศ
เข้าไปปรุงโลหิตสำเร็จเป็นไออุ่น
ถ้าใครจะรู้จักธาตุนี้
พึงเอากระบอกกรองน้ำ
ลองกรองน้ำดูในห้อง
ไว้น้ำที่สงัดลม
ในคราวแรกเอานิ้วมืออุดท่อข้างบนกระบอกเสีย
จุ่มปากกระบอกลงไปในน้ำ คง
จะรู้สึกว่าน้ำเข้าไปหน่อยหนึ่ง
แล้วมีอะไรปะทะอยู่ นั่นคือ
อากาศนี้เองอันเข้าขังอยู่
ในกระบอก น้ำเข้าไปได้หน่อยหนึ่ง
นั้นเพราะอากาศต้องปะทะน้ำ
อัดตัวเข้า น้ำเข้าไปอีกไม่ได้นั้น
เพราะอากาศอัดตัวเต็มที่แล้วปะทะ
อยู่ คราวนี้เปิดนิ้วมือ
จากท่อข้างบนแต่วางไว้ตรงปากท่อ
จุ่มกระบอกลงไปอีก
คงรู้สึกว่าน้ำเข้าไปได้อีก
ในขณะเดียวกันนิ้วมือ
ได้รับสัมผัสเย็นฉิว ๆ ขึ้นมาจากท่อ
ธาตุที่ขึ้นมาถูกนิ้วมือนี้คืออากาศ
อีกอย่างหนึ่ง ขณะที่ไป
ในยานที่แล่นโดยเร็วได้สัมผัสลม
เป็นอันมาก แต่ข้างทาง ต้นไม้นิ่งอยู่
ไม่ไหว ลมที่กระทบวู่ ๆ นั้น
อากาศนี้เอง ยานเดินโดย
เร็วปะทะอากาศ
โดยแรงจนรู้สึกสัมผัส หากจะเดิน
ด้วยเท้าก็ไม่รู้สึก
ท่านพบอากาศธาตุเข้าแล้วจึง
ได้เติมขึ้นอีกอย่างเป็นธาตุ ๕
ดังแสดงไว้
ในจุลลราหุโลวาทสูตร
แต่นักปราชญ์ในชั้นหลังกล่าวว่า
วาโยกับอากาศเป็นธาตุเดียวกัน
วาโยก็คืออากาศที่เดินกำลังแรง
นั้นเอง ข้อนี้เป็น
ความจริงอุดหนุนการจัดธาตุ ๔
ของเดิม ให้มั่นเข้า ในที่นี้จักกล่าว
เป็นธาตุ ๔
พอสมแก่ชื่อของกัมมัฏฐานบทนี้
ธาตุ ๔ คือ ปฐวี อาโป
เตโช วาโย นี้ มีทั้งภายนอกภายใน
ธาตุภายนอก เช่น ภูเขา แม่น้ำ
กองไฟ ลมพัด โดยลำดับกัน
ธาตุเป็นภายในนั้น คือ ที่คุมเข้า
เป็นร่างกายของสัตว์
ส่วนที่แข้นที่แข็งมี ผม ขน เล็บ
ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
เป็นต้น เป็นปฐวีธาตุ ส่วนที่เหลว
ไม่แข้นเหมือนปฐวี เอิบอาบอยู่
ในปฐวี รักษาปฐวีให้สดอยู่ เช่น
โลหิต มันข้น มันเปลว
และเหงื่อเป็นต้น เป็นอาโปธาตุ
ส่วนที่ร้อนอบอุ่นรักษาปฐวีไม่
ให้เน่า
คือไออุ่นเกิดแต่หายใจสูดอากาศ
เข้าไปปรุงโลหิตที่เป็นไปโดยปกติ
หรือที่แรงจัดขึ้นในเวลาเป็นไข้
ความร้อนที่เกิดขึ้น
เพราะร่างกายบดฝน และแรง
ในอาโปธาตุสำหรับละลายอาหาร
เป็นเตโชธาตุ ส่วนที่พัดไปมา
เป็นเครื่องค้ำจุนปฐวี
มีลมพัดขึ้นพัดลง
และอากาศอันขังอยู่
ในช่องว่างแห่งร่างกายแรงขับโลหิต
ให้เดินและแรงสูบอากาศเข้าไป
และขับออก (คือหายใจ)
เป็นวาโยธาตุ ธาตุทั้ง ๔ นี้คุมกัน
เป็นร่างกายฉันใด ในส่วนอันหนึ่ง ๆ
แห่งร่างกายก็มีธาตุเหล่านี้เจือกัน
อยู่ฉันนั้น เช่น น้ำย่อมมีอยู่ในเนื้อ
น้ำมันมีอยู่ในกระดูก แต่เพราะ
เป็นของมีอยู่น้อยไม่ถึงซึ่งอันนับ
จึงเรียกแต่ธาตุที่มีมาก
มีคำถามสอดเข้ามาว่า
อย่างไรร่างกายนี้จึงเดินได้พูดได้
ทำอะไรได้ต่าง ๆ แปลก
จากรูปตุ๊กตาที่เขาปั้นไว้ มีคำแก้ว่า
จะอธิบายละเอียดก็จะยืดยาว
ขอกล่าวแต่เพียงว่า เกิดเพราะ
ความพร้อมมูลปรองดองกัน
ตุ๊กตากลยังรู้จักเดินได้ หีบเสียง
ยังรู้จักพูดได้ เครื่องจักร
ยังเลื่อยไม้หรือสีข้าวได้
เป็นอะไรสังขารมีวิญญาณครอง
จะทำไม่ได้
ความพร้อมมูลปรองดองแห่งธาตุ
ทั้ง ๔ นั้น เกิดกำลัง
หรืออำนาจอันสำคัญขึ้นอย่างหนึ่ง
ซึ่งเรียกว่า มโน และแปลว่าใจ
มโนนี้มีสายอยู่ ๕ สาย เรียกว่าวิถี
ที่ปาก
หรือที่ปลายแห่งสายเหล่านี้เรียกว่าทวาร
คือ นัยน์ตาเรียกว่าจักขุ ๑ หู
เรียกว่าโสตะ ๑ จมูก
เรียกว่าฆานะ ๑ ลิ้นเรียกชิวหา
๑ กาย ๑ จักษุเห็นรูป
โสตะฟังเสียง ฆานะสูบกลิ่น
ชิวหาลิ้มรส กายถูก
ต้องโผฏฐัพพะแล้ว มโนได้รับ
ความรู้สึกทางวิถีทั้ง ๕ นี้ รูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อัน
เป็นเหมือนเงาฉายมาปรากฏแก่มโนเรียกธรรม
หรือ ธรรมารมณ์
แล้วมโนสั่งไปตามวิถีแห่งกาย
หรือตามวิถีอื่นในอวัยวะทำกิจนั้น
ๆ เพ่งความรู้ที่มโน
ได้รับทางทวาร ๕ ท่าน
เรียกจักขุวิญญาณบ้าง
โสตวิญญาณบ้าง ฆานวิญญาณบ้าง
ชิวหาวิญญาณบ้าง กายวิญญาณบ้าง
เพ่งความรู้ของมโนเอง
เรียกมโนวิญญาณ.
เหล่านี้เรียกธาตุละอย่าง ๆ ที่
เป็นทวาร ๖ ที่เป็นอารมณ์ ๖ ที่
เป็นวิญญาณ ๖ รวมเป็น ๑๘
ท่านย่นให้สั้นเข้าอีกเป็น ๑
เรียกวิญญาณธาตุ เติมเข้ากับธาตุ
๕ ซึ่งเป็นรูป รวมเรียกว่า
ธาตุ ๖ ดังแสดงไว้
ในธาตุวิภังคสูตร ธาตุ ๖ นี้
สงเคราะห์เข้าทั้งรูปธรรม
ทั้งนามธรรม
การแจกธาตุเป็นต่าง ๆ นั้น
เป็นไปตามความ
เข้าใจของนักปราชญ์ในยุคหนึ่ง
ๆ จะเอาเป็นยืนที่ไม่ได้
แต่ผลของการแจกธาตุ
ให้กำหนดรู้นั้น คือ นำให้เข้าใจว่า
สภาวะที่เป็นรูปธรรมน้อย ๆ
รวมกันเข้าเป็นรูปใหญ่ขึ้น
โดยลำดับ สภาวะที่
เป็นนามธรรม เกิดเพราะ
ความพร้อมมูลปรองดองแห่งรูปธรรม
นี้ควรจับเป็นหลักในกัมมัฏฐานนี้
สาธุชนผู้เจริญกัมมัฏฐานนี้
เข้าใจธาตุและสังขาร
โดยลักษณะและประเภทอย่างนี้
แล้ว พึงนึกถึงกายนี้อันธาตุทั้ง ๔
คุมกันเข้า โดยบทบาลีว่า “ อตฺถิ
อิมสฺมึ กาเย ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ
เตโชธาตุ วาโยธาตุ ” แปลว่า มีอยู่
ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ
ธาตุลม ในชั้นแรกนึกถึงธาตุ
ใด ควรกำหนดลักษณะ
หรือแม้ประเภทด้วย ครั้นชำนาญ
แล้ว นึกเพียงแต่ชื่อธาตุ ลักษณะ
และประเภทก็จะปรากฏเอง
ในสมัยใด ปลงใจเห็นลง
เป็นธาตุคุมกัน ในสมัยนั้นเป็นอัน
ได้ผลที่มุ่งหมายแห่งกัมมัฏฐานนี้
กัมมัฏฐานนี้
เป็นที่สบายแก่ชนมีวิจิกิจฉา
เป็นเจ้าเรือน มีอานิสงส์
ให้หายหลงในสภาวธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ค. 2014, 15:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


วิปัสสนากัมมัฏฐาน
ปัญญาที่เห็นแจ้งชัด
ในอารมณ์ ชื่อว่า วิปัสสนา
เจตนาที่ทำให้ปัญญา
นั้นเกิดมีขึ้นในจิต ชื่อว่า
วิปัสสนาภาวนา
สาธุชนผู้
จะเจริญวิปัสสนาภาวนา
พึงรู้จักธรรม ๓ อย่าง คือ
๑. ธรรมที่เป็นภูมิ
เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
๒. ธรรมที่
เป็นรากเหง้าเป็นเหตุเกิดขึ้นตั้ง
อยู่ของวิปัสนา
๓ ตัววิปัสสนา
สังขารทั้งที่เป็นอุปาทินนกะ
และอนุปาทินนกะ จำแนกออก
โดยประการต่าง ๆ มีขันธ์ ๕
อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ เป็นต้น
เป็นภูมิ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น
สีลวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของศีล จิตตวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของจิตคืออุปจารสมาธิ
และอัปปนาสมาธิ เป็นรากเหง้า
เป็นเหตุเกิดขึ้นตั้งอยู่ของวิปัสสนานั้น
วิสุทธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของความเห็น
กังขาวิตรณวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่เห็นชัดข้ามล่วงกังขาเสีย
ได้ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของ
ความรู้จริงเห็นจริงว่า นี้เป็นทาง
และมิ
ใช่ทางปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ความบริสุทธิ์ของความรู้
ความเห็นเป็นข้อปฏิบัติจะ
ให้อริยมรรคเกิดขึ้น
ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่ง
ความรู้ความเห็นซึ่ง
เป็นโลกุตตระ คือรู้เห็น
ในมรรคทั้ง ๔
รวมวิสุทธิมรรคทั้ง ๕ นี้
เป็นตัววิปัสสนา
อนึ่ง ปัญญาที่รู้จริง
เห็นจริงในสภาวะอัน
เป็นเองของสังขาร คือไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จน
ถึงนิพพิทา เบื่อหน่าย วิราคะ
ไม่กำหนัดยินดี วิมุตติ หลุดพ้น
จากอาสวกิเลส หลุดพ้น
จากอาสวกิเลส นี่
เป็นตัววิปัสสนาเหมือนกัน
ลักษณะ กิจ ผล
และเหตุของวิปัสสนา
ความรู้ความเห็นว่า สังขาร
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตาแจ้งชัด เป็นลักษณะ
คือ เครื่องหมายของวิปัสสนา
ความกำจัดมืด คือ โมหะ
อันปิดบังปัญญาให้เห็น
ความจริงของสังขารว่า ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานั้นเสีย เป็นกิจ
คือเป็นคุณของวิปัสสนา
ความเห็นจริง ส่องสว่าง
ในความที่สังขารเป็นของไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
เป็นผลของวิปัสสนา
จิตที่ตั้งมั่นด้วยสมาธิอัน
ใดอันหนึ่ง (ขณิกสมาธิ
อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ)
เป็นเหตุเกิดขึ้นตั้งอยู่ของวิปัสสนา
วิภาค คือ
ความจำแนกของวิปัสสนา ๖
อย่าง
อนึ่ง ผู้ที่
จะเจริญวิปัสสนาพึงทราบ วิภาค
คือความจำแนกของวิปัสสนา ๖
อย่างคือ
๑. อนิจฺจ
ไม่เที่ยง
๒. อนิจฺจลกฺขณ
เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่า
เป็นของไม่เที่ยง
๓. ทุกฺข
ของที่สัตว์ทนได้ยาก
๔. ทุกฺขลกฺขณ
เครื่องหมายที่จะให้กำหนดรู้ว่า
เป็นทุกข์
๕.
อนตฺตา ภาวะมิ
ใช่ตัวมิใช่ตน
๖. อนตฺตลกฺขณํ
เครื่องหมายที่จะ
ให้กำหนดรู้ว่ามิใช่ตัวตน
สังขาร
ทั้งหลายอันจำแนกออก
เป็นขันธ์อายตนะ และธาตุ เป็นต้น
เป็นตัว อนิจจํ เพราะเกิดขึ้น
แล้วดับไป ในที่สุด
ความเกิดขึ้นแล้วดับไป
และผันแปรเป็นอย่างอื่น
เป็นอนิจจลักษณะ
สังขาร
ทั้งหลายดังกล่าวมา หรือ
จะย่นกล่าวอีกอย่าง หนึ่งว่า
นามรูปนั่นแล เป็นตัวทุกข์
เพราะถูกบีบคั้นด้วยความเกิด
ความดับ และความผันแปร
เป็นต้น
การที่ต้องเกิด ดับ
และผันแปรเป็นอย่างอื่นไป
เพราะ ชรา พยาธิ มรณะ
เบียดเบียนเผาผลาญอยู่เป็นนิตย์
เป็นตัวทุกขลักษณะ
ธรรมทั้งหลาย (สังขาร
) เป็นตัวอนัตตา เพราะว่างเปล่า
จากตัวตน จากสัตว์ จากบุคคล
ความเป็นของว่างเปล่า
จากตัวตน จากสัตว์ จากบุคคล
เป็นแต่เพียงสภาวธรรมอย่างหนึ่ง
ๆ เป็นตัวอนัตตลักษณะ
วิธีเจริญวิปัสสนาตามนัยพระบาลี
สาธุชน เมื่อ
จะเจริญวิปัสสนาที่มีสังขาร
และธรรมเป็นอารมณ์นั้น
พึงเจริญตามนัยที่มา
ในพระบาลีว่า สพฺเพ สงฺขารา
อนิจฺจา สังขารทั้งหลายทั้งปวง
ไม่เที่ยง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา
สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรม
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ก็
ได้
หรือจะพิจารณาแยกกันว่า
รูปํ อนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง เวทนา
อนิจฺจํ เวทนาไม่เที่ยง สญฺญา
อนิจฺจา สัญญาไม่เที่ยง สงฺขารา
อนิจฺจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
วิญฺญาณํ อนิจฺจํ
วิญญาณไม่เที่ยง รูปํ อนตฺตา รูป
เป็นอนัตตา เวทนา อนตฺตา เวทนา
เป็นอนัตตา สญฺญา อนตฺตา
สัญญาเป็นอนัตตา สงฺขารา
อนตฺตา สังขารทั้งหลาย
เป็นอนัตตา วิญฺญาณํ อนตฺตา
วิญญาณเป็นอนัตตา
ส่วนที่ว่า ไม่เที่ยง
เป็นอนัตตานั้นมีความหมายอย่างไร
ให้ดูความหมายที่ได้แสดงมาแล้ว
ในการพิจารณาโดยแยกกันนี้
ไม่มีพระบาลีกล่าวถึงทุกข์
ท่านอธิบายว่า
เพราะทุกขลักษณะรวมอยู่
กับอนิจจาลักษณะ
แล้วตามพระบาลีว่า ยทนิจฺจํ ตํ
ทุกฺขํ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา สิ่งใดเป็นทุกข์
สิ่งนี้เป็นอนัตตา
วิธีเจริญวิปัสสนาตามนัยอรรถกถา
ในอรรถกถาท่านแบ่งบุคคล
ผู้เจริญวิปัสสนาเป็น ๒ ประเภท
คือ
๑. สมถยานิก
ผู้เจริญวิปัสสนาที่ได้ฌานมาแล้ว
๒. วิปัสสนายานิก
ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน ๆ ไม่
ได้ฌานมาก่อน
สมถยานิก ใช้ฌานเป็นบาท
ในการเจริญวิปัสสนา คือ
เข้าฌานออกฌาน
แล้วพิจารณาองค์ฌานทั้ง ๕ คือ
วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาว่า
เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
ส่วนวิปัสสนายานิกบุคคล
ต้องเจริญวิปัสสนาตามหลักวิสุทธิ
๗ คือ
เริ่มแรกชำระศีลตามสมควรแก่ภาวะของตน
ให้บริสุทธิ์ ทำใจให้เป็นสมาธิ
ด้วยขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ
แล้วเจริญ ทิฏฐิวิสุทธิ ทำ
ความเห็นให้บริสุทธิ์ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ กล่าว
โดยย่อก็มีแต่รูปกับนามเท่านั้น
ละสัตตูปลัทธิความถือผิดว่า
เป็นสัตว์ สัตตสัญญา
ความสำคัญผิดว่าเป็นสัตว์เสียให้ได้
ต่อจากนั้น
เจริญกังขาวิตรณวิสุทธิ ทำลาย
ความสงสัยเกี่ยวกับตนเองในกาล
ทั้ง ๓ โดยกำหนดรู้เหตุ
และปัจจัยของนามรูปให้แจ้งชัดว่า
อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม อาหาร เป็นเหตุ
เป็นปัจจัยของรูปธรรม
อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม ผัสสะ เป็นเหตุ
เป็นปัจจัยของนามธรรม คือ
เวทนา สัญญา สังขาร
วิชชา ตัณหา อุปาทาน
กรรม นามและรูป เป็นเหตุ
เป็นปัจจัยของนามธรรม คือ
วิญญาณ (วิญญาณ ๖)
เมื่อเข้าใจได้แน่ชัดเช่นนี้
ย่อมสาวไปถึงอดีตและอนาคตว่า
นามรูปในอดีตที่ผ่านมาก็ดี ที่
จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ดี
ก็ล้วนแต่เกิดเพราะเหตุ
และปัจจัยเหมือนกับนามรูป
ในปัจจุบันนี่เอง
ต่อจาก
นั้นพึงเจริญมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
โดยกำหนดรู้ว่าความหลงปลื้มใจ
อยู่กับความรู้ ความสุข
ความสงบที่เกิดใหม่เป็นต้น ไม่
ใช่ทางแห่งมรรคผล แล้ว
ไม่หลงปลื้มอยู่กับสิ่งเหล่า
นั้นมากำหนดรู้นามรูปโดยความ
เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา
ต่อจาก
นั้นพึงเจริญปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาญาณทั้ง ๙ มี
อุทยัพพยญาณ เป็นต้น
มีสัจจานุโลมิกญาณเป็นที่สุด
เมื่อวิปัสสนาจิตดำเนินไป
ถึงสัจจานุโลมิกญาณ
ญาณที่รู้เห็นตามวิปัสสนาญาณ
๘ (อุทยัพพยญาณ จน
ถึงสังขารุเปกขาญาณ)
แล้วโคตรภูญาณอัน
เป็นญาณสุดท้ายของความ
เป็นปุถุชนก็เกิดขึ้น แต่ไม่
ได้ทำหน้าที่กำหนดรู้รูปนามตามวิปัสสนาญาณ
ทั้ง ๘ จึงไม่นับ
เป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ และ
ไม่นับเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะ
ไม่ได้ทำหน้าที่ละกิเลสให้
เป็นสมุจเฉทปหาน แต่ถึงการนับว่า
วิปัสสนาเพราะตกอยู่
ในกระแสของวิปัสสนา ก็เกิดขึ้น
ต่อจากนั้น ญาณทัสสนวิสุทธิ
คือมรรคจิต อันทำกิจในอริยสัจ
๔ คือ กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย
ทำนิโรธ (นิพพาน) ให้แจ้ง
ทำมรรคให้เจริญก็เกิดขึ้น
ละกิเลสตามสมควรแก่มรรค
นั้น ๆ ได้เด็จขาดเป็นสมุจเฉทปหาน
ต่อจากนั้นผลจิตเกิดขึ้น ๒ ครั้ง
หรือ ๓ ครั้ง ต่อจากนั้น
ปัจจเวกขณญาณ
ญาณพิจารณา (๑) (๒) ผล
(๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔)
กิเลสที่เหลืออยู่ (๕) นิพพาน
นี้สำหรับพระโสดาบัน
พระสกทาคามี พระอนาคามี
ส่วนพระอรหันต์
มีปัจจเวกขณญาณ ๔ คือ (๑)
พิจารณามรรค (๒)
พิจารณาผล (๓)
พิจารณากิเลสที่ละแล้ว (๔)
พิจารณานิพพาน
การเจริญวิปัสสนาของ
ผู้เป็นวิปัสสนายานิก
มีวิธีปฏิบัติตามลำดับ
โดยย่อดังกล่าวมานี้ ส่วน
ผู้ปรารถนาที่จะศึกษา
ความพิสดาร พึงศึกษา
จากหนังสือธรรมสมบัติ หมวดที่
๑๐


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร