วันเวลาปัจจุบัน 12 พ.ย. 2019, 07:36  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานสร้างพระ

ในเมื่อหลวงพ่อปานเรียนตำราแล้ว ต่อมาก็เริ่มทำพระ การทำพระของหลวงพ่อปานบรรดาพุทธบริษัท บรรดาลูกหลานทั้งหลายควรจะทราบว่า แบบพระของท่านไม่ค่อยจะเหมือนกันนัก เพราะคนแกะพิมพ์พระน่ะหลายคนด้วยกัน เวลาบรรจุผงก็เหมือนกัน หลวงพ่อ ปานทำผงไว้มาก ทำพระไว้ถึง 885 ปีบ ท่านนำมาแจกแก่บรรดาสาธุชน 440 ปีบ แล้วก็บรรจุไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่ท่านสร้างไว้ 440 ปีบ

นี่ทราบกันไว้ด้วยนะ พระนี่มีอานุภาพแปลก คือว่าพระของท่านหรือของต่างๆ ที่ท่านเอาออกแจกก็ตาม ท่านไม่เคยบอกว่าของๆ ท่านเป็นของคงกระพันชาตรี อันนี้ต้องจำกันไว้ด้วย ใครที่จะรับของๆ หลวงพ่อปานแล้วจงทราบว่าหลวงพ่อปานไม่เคยรับรองเรื่องคงกระพันชาตรี เพราะเรื่องนี้ถ้าใครรับรองคนนั้นก็โง่ มันเป็นกฎแห่งกรรม คนที่เหนียวๆ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า แต่ก็ทะลุทุกราย ถ้ากรรมชั่วมันเข้ามาถึงแล้วกรรมที่เป็นบาปมันก็เปิดโอกาสให้ คนหนังเหนียวนี่ตายเพราะอาวุธนับไม่ถ้วน

ทีนี้พระของหลวงพ่อปานก็มีอยู่ว่าเป็นพระหมอ ท่านเขียนไว้อย่างนั้นนะ แก้โรคทุกอย่างใครจะเป็นโรคอะไรก็ตาม เอาพระใส่ลงไปในขันนี้ แล้วอาราธนาเอาทำน้ำมนต์ วิธีอาราธนาก็ไม่ยากบอกว่าขอบารมีพระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะ ถ้าพระองค์นั้นเป็นหนุมาน หรือว่าพระเม่น พระไก่ พระนกกระจาบ พระปลา พระครุฑ ก็ตามก็ออกชื่ออย่างนั้น ขอจงทำน้ำมนต์นี้รักษาโรคนั้นให้หายโดยฉับพลัน ว่ายังงี้ 3 จบ แล้วก็ใช้น้ำมนต์รดชาวบ้านได้ นี่เป็นวิธีใช้พระของท่าน ถ้าหากว่าถูกงูกัด ตะขาบ แมงป่องกัด หรือสัตว์ที่มีพิษกัด ให้เอาพระจุ่มน้ำแล้วอาราธนาบารมี พระพุทธเจ้าและสัตว์พาหนะให้ดูดพิษนั้นออกให้หมด แล้วเอาหลังพระแปะลงไป เอาศีรษะท่านขึ้นมาทางหัวเรา จะถูกกัดที่ข้อเท้าอะไรก็แปะได้ แต่ครั้นแปะลงไปแล้วพระจะเริ่ม ดูดพิษ ขณะที่พิษยังไม่หมดพระจะติดแน่นอยู่ จะเดินไปก็ไม่หลุด แต่ก็ต้องระวังๆ เพราะไปถูกกัดในป่าที่สัตหีบ เอาพระของหลวงพ่อปานไปด้วย ฉันเคยแจกให้ไป แกก็ไปปิดเข้า ปรากฏว่างูตัวนั้นมันเป็นงูเห่า เพราะลงไปในหนองน้ำเล็กๆ จึงถูกงูกัด คนถูกงูกัดเป็นนายทหาร บรรดาทหารก็พากัรวิดน้ำปรากฏว่ามีงูเห่าอยู่ตัวเดียวเลยทุบตาย พิษที่มันแสดงออกเป็นอาการของพิษงูเห่า แต่ว่าในที่สุดเมื่อเอาพระแปะเข้าพระก็ติดแน่นสนิท พอพิษหมดพระก็หล่น

ทีนี้พอถึงเวลาทอดกฐินเดือน 12 ปี นั้นฉันอยู่วัดบางนมโค คณะทหารเรือแกแห่กันมารับพระประมาณ 4-5 ร้อยคน ถามว่ามาทำไป บอกว่ามาขอรับพระแก้งูกัด แกรู้อยู่คนเดียว เป็นอันว่าพระ ของหลวงพ่อปานใช้ในทางค้าขายก็ได้ ทางทำนา ทางเมตตามหานิยมก็ได้ กันผีกันสางก็ได้หมดแต่ว่าเรื่องคงกระพันชาตรีท่านไม่รับรอง จำกันไว้ให้ดีนะ

ตอนนี้มาว่ากันถึงวิธีสร้างพระ วิธีสร้างไม่ยาก แต่ว่าวิธีทำผงพระซียากมาก การทำผงพระประเภทนี้ต้องมีสมาบัติ 8 แล้ว ก็จำได้หรือยังว่าพระสัตว์มี 6 ชนิด คือ รูปหนุมาน รูปไก่ รูปครุฑ รูปปลา รูปเม่น แล้วรูปนกกระจาบ ถ้าหากว่าจะทำพระนกกระจาบ ก็ต้อง เอาผ้าขาวมาเสกให้เป็นนกกระจาบๆ ก็จะกางปีกขึ้นจะมีคาถาอยู่ในปีก แล้วก็ลอกคาถาในปีกก มาทำเป็นผง จะทำพระหนุมานก็ต้องเสกผ้าขาวให้เป็นหนุมาน เป็นพระไก่ พระครุฑ พระอะไรก็เหมือนกัน แล้วสัตว์ต่างๆ ก็จะแสดงอาการนั้นๆ ให้คาถาปรากฏที่ตัวของตัวเอง แล้ว ก็นำคาถานั่นแหละมาทำผง เวลาทำผงต้องนั่งปลุกเสกอยู่ในโบสถ์ ต้องอดข้าว 7 วัน แล้วก็ 7 วัน 7 คืน ออกจากที่ไม่ได้ ต้องเข้าสมาบัติกันเต็มที่

วิธีนี้หลวงพ่อปานเคยให้ฉันเรียนเหมือนกัน ฉันเรียนได้แต่ทำไม่ได้ หลวงพ่อปานท่านแพ้ฉันอยู่อย่าง แพ้ตรงที่ท่านหยังผ้าขาวมาเสกให้เป็นหนุมาน เป็นไก่ เป็นครุฑ มันไม่เป็น มันเป็นผ้าขาว แสดงว่าการเสกของฉันมันเป็นนัจจังจริงๆ ไม่มี การเปลี่ยนแปลง นี่เป็นการวัดความสามารถระหว่างพระอภิญญากับพระเนื่องในวิชชา 3 สำหรับฉันน่ะจะเรียกว่าพระวิชชา 3 ตรงๆ ยังไม่ได้ ต้องเรียกว่าพระเนื่องในวิชชา 3 เพราะในขณะนั้นยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ยังเป็นส่วนโลกียวิสัย จึงยังเรียกว่าพระวิชชา 3 ไม่ได้

พระวิชชา 3 กับพระอภิญญา 6 มีความสามารถต่างกันมากในด้านฤทธิ์นะ ในด้านความสามารถต่างๆ ข้อปลีกย่อย นี่เล่ากันให้ฟังว่าวิธีทำพระของหลวงพ่อปานน่ะทำยาก การแจกพระสมัยนั้นหลวงพ่อปานท่านแจกน่ะแจกจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่แจกเฉยๆ เวลาแจกหุงข้าว เลี้ยงคนมารับพระเสียอีกด้วย คนมากันมืดฟ้ามัวดิน แจกกันขนาดหนัก แจกกันคนละองค์ แต่คนรับก็แสนฉลาด มารับหัวแถวแล้วก็เดินไปยืนท้ายแถวว่ากันอย่างนั้น วันแรกเสียท่าวันต่อมาหลวงพ่อไม่เอาอย่างนั้น แล้ว เอาใหม่ เริ่มฉลาด พอแจกแล้วเอาปูนแดงที่เขากินกับหมากนี่ป้ายที่เสื้อ คนรับเขาก็ฉลาดอีก มันออกไปข้างนอก กลับเสื้อข้างนอกเข้าข้างในเสีย กลับมารับใหม่ นี่ไอ้เรื่องจะหนีคนโกงน่ะมันหนียาก หนียากจริงๆ

การแจกพระของท่านแจกกันอยู่ถึง 1 เดือน คนมารับเต็มไปหมด แล้วท่านก็หุงข้าวเลี้ยง ทำกับข้าวเลี้ยง เรื่องสตางค์นี่ใครเขาจะให้หรือไม่ให้ท่านไม่รู้ ตอนนี้ฉันสู้ท่านไม่ได้แน่ ฉันไม่กล้าไปวัดบารมีของท่าน ฉันทำอะไรเวลานี้ฉันแจกฟรีเหมือนกัน ใครมาขอฉัน ฉันก็แจกฟรี ใครจะให้สตางค์ฉันก็เอา ถ้าไม่ให้ฉันก็ไม่ทวงเขา แล้วก็ไม่ว่าไม่ตำหนิติเตียน ไม่คิดนึกด่าในใจด้วย เต็มใจให้ แต่ว่าอีตอนหุงข้าวเลี้ยงนี่ทำไม่ได้แน่ เพราะฉันหากินเองไม่ไหวแล้วนี่ หากินเองไม่ได้ ต้องพี่งลูกหลานกิน ถ้าไปหุงข้าวเลี้ยงคนพวกนั้นเข้าอีกลูกหลานก็จะเบื่อ เออ มันแย่นะ สู้กันไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่อยากสู้ท่านมันเทียบกันไม่ติด เอาละ เมื่อว่ากันถึงวิธีแจกพระ เสร็จไปนะ นี่เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด การทำพระอย่าลืมนะว่าหลวงพ่อปานต้องใช้สมาบัติ 8 ต้องอาศัยรูปฌาน พระของท่านจึงมีความหมายมาก

เวลานี้พระหลวงพ่อปานมีมากกว่าสมัยทีท่านอยู่ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเวลาท่านตายแล้วนี่ชื่อเสียงท่านโด่งดังมาก ก็มีคนช่วยทำมาก เวลานี้คนช่วยทำเยอะ รูปพระของหลวงพ่อปานนั้นทำไม่ยาก แล้วคนก็ทำได้ง่ายๆ เขาก็ช่วยกันทำ ช่วยกันแจก เป็นการประกาศบารมีของพระพุทธเจ้า และประกาศความดีเด่นของหลวงพ่อปาน หรือว่าเขาจะหวังเป็นอาชีพ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้ขอผ่านไปนะ

ตานี้ก็มาว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร ประเดี๋ยวจะลืมเสียแล้วซี สำหรับยันต์เกราะเพชร คือเป็นคาถา อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ เรียกกันว่า ห้องพระพุทธคุณ แต่เขียน ลงมาอย่างลงอย่างหนังสือเจ๊ก เขียนลง ไม่เขียนตามบรรทัด เขียนลงมา 7 คำแล้วก็ไปขึ้นต้นใหม่เรียงกันไป ก็ว่า อิระชาคตรสา ติหังจโตโรถินัง นี่เรียกว่า อิติโส 8 ทิศ อย่างนี้แหละ แล้วก็ชักเป็นยันต์ เรียกสูตรตามเส้นที่เขาชักไป สำหรับยันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อปานปลุกได้ดีมากเพราะว่าเวลาท่านจะเป่าให้ใครนั้น ท่านเขียนยันต์ใส่กระดานดำไว้ แล้วท่านก็ยืนอยู่ข้างหลังให้ทุกคนจุดธูปเทียนแล้วภาวนาว่า พุทโธ ถ้าคนไหนมีครรภ์ ผู้หญิงมีครรภ์ก็ให้จุดธูป 1 ดอกแทนลูกในครรภ์ แล้วท่านก็เป่า เวลาเป่ายันต์เข้าตัวจะมีความรู้สึกหนักที่ศีรษะ หรือว่าคันที่หน้า ยังงี้เรียกว่ายันต์เข้าจับตัวแล้ว ถ้ายันต์เข้าจับตัวทุกคนก็เป็นอันว่าเลิกกัน ท่านเป่าเฉพาะวันเสาร์ห้า คือว่าเป็นเดือนอะไรก็ตามเป็นขึ้น 5 ค่ำ วันเสาร์ หรือวันเสาร์ตรงกัน 5 ค่ำ อันนี้ใช้ได้ เรียกว่าท่านเป็นปกติ

แล้วก็วันเสาร์ 5 นี่แหละ เป็นวันยกครูของท่าน ท่านจะยกครูหมอ ครูอะไรก็ตาม ก็ทำกันวันเสาร์ห้า คนเยอะยิ่งกว่ามีงานวัดอีก ศาลาของท่านใหญ่จุคนเป็นพัน แต่เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรจริงๆ ต้องผลัดกัน 4-5 รุ่น เรียกว่านั่งเต็มศาลาเป่า 1 คราว ใครเป่าแล้วก็ลงมา คนที่ยังก็ขึ้นไป ยังงี้เปลี่ยนกันถึง 4-5 รุ่น คุณสมบัติของยันต์เกราะเพชรก็เป็นการกันการกระทำ การกลั่นแกล้งจากคนอื่นด้วย วิชาการนี่ดีมาก หากว่าใครขืนทำเข้าคนนั้นก็เคราะห์ร้าย เคราะห์ร้ายเพราะอะไร ของเหล่านั้นันจะกลับสะท้อนย้อนเข้าไปหาตัว

คราวหนึ่งพระผลบวชพรรษาเดียวกับฉัน แกอยู่ อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี แกไปรับยันต์เกราะเพชร พอรับแล้วแกก็ออกไปหลังวัด ปรากฏว่าถูกงูเห่ากัดเห็นตัวชัดเพราะเป็นกลางคืนเดือนหงาย เห็นว่าเป็นงูเห่าแน่ เอาไฟส่องดูก็แผ่แม่เบี้ยหราเป็นงูเห่าแกก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่าแกรับยันต์เกราะเพชรหรือเปล่า พระผลก็บอกว่ารับขอรับ ท่านบอกว่าถ้ารับไม่รักษา ฉันอยากจะดูคนมันตายเพราะอำนาจงูกัด ที่ได้รับยันต์เกราะเพชรไปแล้วสักคน ถ้าหากว่าแกตายฉันจะดีใจมาก ท่านผลหน้าซีด ปรากฏว่าในขณะที่ท่านพูดพิษมันวิ่งขึ้นมาถึงเข่าแล้วก็ถอยไปปวดอยู่ปากแผล เดี๋ยวมันก็ปวดขึ้นมาถึงเข่าแล้วก็ปวดที่ปากแผล 3 ครั้ง

พอวาระที่สามปรากฏว่าอาการปวดหายไปหมดเลย พิษหมดเลยพระผลดีใจมาก บอกว่าหายปวดแล้วครับ หลวงพ่อปานก็บอกว่านั่นนะซิ ฉันแน่ใจว่ายันต์เกราะเพชรของฉันดี แต่ถ้าแกรับแล้วแกตายเพราะงูกัด ฉันก็จะเห็นว่าแกเป็นคนเลวมาก ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่ฉันอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าคุ้มครองนะไม่ใช่อื่น ถ้าแกตายแล้วก็เป็นพระด้วย แกรับยันต์เพราะเพชรไปแล้วด้วย ถ้าถูกงูกัดแล้วตายเพราะงูพิษก็น่าจะตายหรอก เพราะว่าคนที่บวชแล้วไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเป็นคนเลวก็ควรจะตาย แต่ว่าแกไม่ตาย นี่ก็แสดงว่าแกเป็นคนดีแล้ว ความมั่นคงในพระพุทธเจ้าใช้ได้ นี่ว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร

ต่อไปตอนนี้ก็ว่ากันถึงเรื่องเบ็ดเตล็ดนะ อีกเรื่องหนึ่งว่าถึงเรื่องการเสียสละ คือว่าปฏิปทาในการปกครองพระของหลวงพ่อปานท่านทำอย่างนี้นะ ฉันว่าฉันเห็นพระมาเยอะแล้ว ไม่ค่อยจะเหมือนท่าน บรรดาลูกหลานทั้งหลายถ้าเวลาฟังแล้วก็พิจารณาดูพระผู้ใหญ่ที่ทำเหมือนท่านหรือดีกว่าท่านอาจจะมีมาก แต่ฉันน่ะเป็นคนสังคมแคบ อาจจะรู้จักพระไม่มากปฏิปทาของท่านอย่างนี้ คือ

1. เวลาตอนเช้า ก่อนจะกินข้าว เวลาเขาตีระฆังแป๊งลงไป ภายใน 5 นาที พระเจ้าต้องนั่งรวมพร้อมกันที่วงข้าว ฉันวงเดียวกัน แล้วหลวงพ่อปานจะมาทีหลัง เรียกว่าพอ 5 นาทีนี่ตีระฆัง 5 นาที ท่านลุกจากกุฏิทันที มาถึงก็เดินดูรอบๆ วงกับข้าว รอบวงพระ ถ้าเห็นว่ากับข้าววงไหนพร่องไป ท่านก็นั่งลงในที่ของท่านจัดแจงแบ่งกันข้าวให้สม่ำเสมอกัน แม้เด็กวัดก็เหมือนกัน เวลาจะกินข้าวท่านต้องคอยตรวจดู ต้องให้กันข้าวสม่ำเสมอกัน กินกันด้วยความยุติธรรม ขนมถ้ามีน้อยท่านตักแบ่งให้เองเท่าๆ กัน เป็นชิ้นเป็นอันเท่าๆ กัน นี่ว่ากันถึงเรื่องกินข้าวนะ แล้วเวลากินข้าวนี่พระของท่านไม่มีคุยกัน อยู่ในอาการสำรวมทั้งหมด นี่เรื่องการกิน ทีนี้มาถึงเรื่องการแจกภัตร

คำว่าแจกภัตรในที่นี้หมายถึง ลาภจะพึงเกิดแก่พระ มีการสวดผีสวดสางก็ตาม จะไปสวดมนต์เย็นตามบ้านตามช่องก็ตามที่เขานิมนต์ อันนี้ท่านแจกภัตรพระสม่ำเสมอกัน ให้เรียงลำดับกัน ถ้ารายแรกมานิมนต์ 5 องค์ ให้พระจัดไป 5 องค์ ถ้ารายที่สองมาท่านให้จัดต่อไปอีก รายที่ 3 มาให้จัดต่อไปอีก ใครจะมาเลือกพระองค์นั้นองค์นี้ไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องได้เสมอกัน ท่านไม่กีดไม่กันว่าหนึ่งต้องฉัน แบบต้องฉัน หนึ่งต้องหัวหน้านี่ เจอะเสียเยอะ แบบนี้มันแย่เหมือนกัน หัวหน้ามั่งคั่ง หลังกินเกลือ อย่างนี้ไม่ไหว นี่ของท่านจัดเป็นระเบียบจริงๆ ต้องไล่ 1-2-3-4 ไปถึงสุดท้าย แล้วกลับวนมาถึงต้นใหม่ นี่พูดกันถึงกิจนิมนต์นะ ลูกหลานฟังแล้วคิดดูซิว่าตามวัดไหนใครเขาทำแล้วบ้าง ประการต่อไปว่าถึงการเสียสละ

หลวงพ่อปานมีการเสียสละดีมาก สมกับที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ แต่ว่าเวลาถึง วันเดือน 8 แรม 14 ค่ำ แหมนี่มันตรงกับวันตายของท่านพอดีน่ะ เดือน 8 แรม 14 ค่ำทุกปี หลวงพ่อปานมีทรัพย์สินอยู่เท่าไร ของที่เขาถวายมาเท่าไรในปีนั้นยังเหลืออยู่ ไม่ใช่สตางค์นะของใช้เป็นจีวร สบง เก้าอี้ มุ้ง เตียง อะไรก็ตาม ของใช้มากๆ นี่แหละ ของใช้เป็นอดิเรกนี้แหละพระมีกี่องค์ก็ตาม ท่านก็มาจัดไว้เป็นกองๆ เท่าจำนวนกับพระที่มีอยู่ในวัด แล้วท่านก็ให้พระจับสลากใครได้หมายเลข 1-2-3-4-5 ตามลำดับ เมื่อใครได้หมายเลขแล้ว กองที่กองไว้ท่านไม่ได้เขียนว่าเลข 1-2-3 ของที่กองน่ะไม่เขียนเลข ใครได้หมายเลข 1 ไปเลือกเอาตามชอบใจใครอยากไดอะไรเอาอย่างนั้น แล้วหมายเลข 2 หมายเลข 3 ก็ไปเลือกกันตามลำดับ ยังงี้ท่านเสียสละทุกปี เรียกว่าทุกปีของท่านทำอย่างนี้ ของท่านไม่ค้างปี นี่เป็นการเสียสละจริงๆ บางทีของดีๆ มีราคามากๆ ฉันเห็นว่าของอย่างนี้หลวงพ่อควรจะกันไว้ใช้เอง แต่ถึงเวลาวันแจกพระคืนวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ท่านกลับสั่งให้ขนมากองๆ กันให้หมด ขนกองเข้าไว้ แล้วท่านก็จัดเป็นลำดับเข้าไว้ นี่ก็แจกแก่พระ เรื่องนี้ก็น่าคิดเหมือนกันนะ น่าคิดเหมือนกันลูกหลานที่รักลูกหลานเคยเห็นพระทำอย่างนี้บ้างไหม มีไหมที่เคยเห็นมาน่ะ ฉันน่ะไม่เห็นหรอกนะ แต่พระที่ทำอย่างนี้หรือว่าทำดีกว่านี้อาจจะมีในเมื่อท่านมีปฏิปทา หรือคล้ายคลึงกันสม่ำเสมอกันท่านอาจจะทำแต่ฉันไม่เคยเห็น นี่เป็นปฏิปทาที่คิดกันว่าท่านควรจะเป็นพระพุทธภูมิ คือ ท่านปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า มีการเสียสละ

นี่ว่ากันถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด มันมีอีกเรื่องหนึ่ง นี่เขาเล่าลือกันมาก ฉันก็มาเล่าให้ฟัง เขาพูดกันมาก เขาว่าหลวงพ่อปานน่ะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์มาก เวลาทำงานทำการคนมาก เมื่อคนมากแล้วก็เป็นยังไง การทำครัวเลี้ยงของท่านๆ ทำตลอดงาน ในเมื่อท่านเลี้ยงมากก็ปรากฏว่าถ้วยชามควรจะล้างมันก็ล้างไม่ทัน สมัยนั้นฉันยังจำได้ แต่ว่าท่านทำมากี่ปีแล้วก็ไม่ทราบ ชื่อตาเผือดๆ เป็นคนล้างชาม วิ่งไปบอกหลวงพ่อปานบอกขอให้ช่วยเกณฑ์คนมาช่วยล้างชามด้วยเถิด คนกินมาก แต่คนล้างน้อย ล้างไม่ทัน หลวงพ่อปานบอกว่าจะไปเกณฑ์ใคร ต่างคนต่างก็มีงาน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาชามไปใส่ตะกร้าเข้าเขย่าๆ มันจะได้เร็วเข้า จะไปล้างกันทีละซอง 2 ซอง หมายความว่าทีละจาน 2 จานนี้มันจะทันอย่างไร ตาเผือดแกได้ฟังอย่างนั้นแกก็เอาจานกระเบี้องใส่ตะกร้าเขย่าน้ำเอาเสียจริงๆ เป็นอันว่าทำได้ผล คนทุกคนเห็นเป็นอัศจรรย์ แต่ก็คนบ้านนั้นเองเห็นเป็นของไม่อัศจรรย์ เห็นเป็นของธรรมดา เพราะน้ำมันช่วยไม่ให้ชามแตก ก็เกิดวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้น เมื่อเกิดวิพากษ์วิจารณ์กันฉันก็เป็นนักพิสูจน์ ก็เอาจานใส่ตะกร้าเข้าบ้าง ให้คนพวกนั้นไปเขย่า ก็ปรากฏว่ากลับมาฉันจำได้ว่าฉันเอาจานกระเบื้องใส่ไป 20 ลูก เวลาเขาเขย่าเสร็จพอกลับมาส่งให้ฉัน จานกระเบื้องนั้นมันเกือบจะถึง 100 ลูก แต่ว่ามันไม่เต็มลูก มันแตก เขย่าอย่างตาเผือดนั่นใครๆ เข้าก็รู้แก่เขย่าโครมๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์น่าคิดเหมือนกัน เอาละเรื่องเบ็ดเตล็ดขอผ่านไปนะ

ต่อไปว่ากันถึงการศึกษา หลวงพ่อปานนิยมพระกรรมฐาน

หมายความว่าสิ่งที่ท่านต้องการที่สุดและปรารถนาที่สุดคือพระกรรมฐาน เรื่องพระกรรมฐานนี้เป็นชีวิตจิตใจของ หลวงพ่อปานจริงๆ ท่านเทิดทูนพระกรรมฐานมาก ทั้งๆ ที่ทรงสมาบัติอยู่แล้ว ความอิ่ม ความเบื่อ ความพอใจในพระกรรมฐานของท่านก็ไม่มี ท่านก็มีการทุรนทุราย ปรารถนาจะเรียนพระกรรมฐานให้มันดีกว่านั้น สมัยนั้นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นพิเศษในสมัยนั้นนะสายอื่นฉันไม่ทราบ ก็มีหลวงพ่อเนียมวัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี สมัยนั้น เรือยนต์มันก็ไม่มี ถ้าจะไปก็ต้องไปเรือแจวถ้าไปเรือ แต่ว่าทางเดินสะดวกกว่า เดินลัดทุ่ง ลัดนา ลัดป่าไป ป่าก็เป็นป่าพงส่วนใหญ่

ท่านก็ใช้วิธีธุดงค์ สมัยนั้นใช้วิธีธุดงค์เป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เรียกว่าใกล้ค่ำที่ไหนปักกลดที่นั่น ชาวบ้านเขาก็เลี้ยงตอนเช้า ฉันอิ่มแล้วก็ไปกัน พระธุดงค์ฉันเวลาเดียว ท่านบอกว่าเวลาที่ถึงวัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี เขาร่ำลือกันว่าหลวงพ่อเนียมนี่เก่งมาก ท่านก็เข้าไปหาหลวงพ่อเนียม เข้าไปหานะ ไม่รู้จักหลวงพ่อเนียมหรอกนะ ความจริงท่านก็คิดว่าหลวงพ่อเนียมท่านจะเป็นเหมือนหลวงพ่อองค์อื่นๆ ที่ท่านมีชื่อเสียงมากนุ่งสบงจีวรเป็นปริมณฑล แล้วก็มักจะนั่งเฉยๆ ดีไม่ดีหลับตาปี๋ ไม่หลับตาปี๋ก็หลับขยิบๆ เรียกว่าหลับไม่สนิมละ ไม่รู้จะพูดยังไงให้มันถูก คือแกล้งหลับตาทำเคร่ง ไอ้แบบนี้นะพระพุทธเข้าตำหนินัก พระนั่งหลับตาให้ชาวบ้านดู ทำทีว่าเป็นคนเคร่งครัด พระพุทธเจ้าตำหนิว่าคบอุปกิเลสเข้าไว้ ทรงห้ามทีเดียว ท่านว่า พระก็ดี คนก็ดี ทำอย่างนี้ยังไม่เข้า สะเก็ดความดีของพระพุทธศาสนา จำให้ดีนะ

พระที่ออกรับแขกน่ะทำนั่งหลับตาปี๋ ทำท่านเป็นเคร่งครัดมัธยัสถ์ แล้วก็ทำท่าจะเข้าฌานอยู่ตลอดเวลา อย่างนี้พระพุทธเจ้าทรงตำหนิไว้ในอุทุมพริกสูตร ว่ายังเข้าไม่ถึงสะเก็ดความดีของพระพุทธศาสนา สะเก็ดแล้วก็เปลือก แล้วก็กระพี้ และก็แก่น เลยแก่นเข้าไปก็คือวิปัสสนาญาณ นี่แค่สะเก็ดก็ยังไม่ถึงเลยนะเจ้าพวกหลับตาปี๋ เวลารับแจกชอบหลับตา จำไว้ด้วยนะท่านกล่าวว่ามันเป็นมายาของคน เป็นการล่อลวงชาวบ้าน พระอรหันต์ทุกองค์เป็นพระเปิดหมดนะไม่ใช่พระปิด มีลูกตาก็ลูกตาเปิด มีปากก็ปากเปิด มีใจก็ใจเปิด มีกายก็กายเปิด แต่ว่าเวลานุ่งผ้าไม่ได้เปิดผ้านุ่งนะ ถ้าไปเปิดผ้านุ่งเข้าชักไม่เป็นเรื่อง อย่าเข้าใจย่าเปิดทั้งหมด

ไอ้ที่ปิดของท่านมี นี่ว่าให้ฟังนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าเปิดหมด จะกลายเป็นว่าเป็นพระอรหันต์แล้วแก้ผ้าเป็นพวกอเจลกศาสนาเชนไป ไม่ใช่อย่างนั้นท่านมีอัธยาศัยเปิดก็ไม่มีพิธีรีตอง นี่เรื่องของพระอรหันต์นะ ไม่มีพิธีรีตองมาก คนที่มีพิธีมากนั่นไม่ใช่พระอรหันต์ เรียกว่ายังมีมายามาก ยังมีมานะอุปกิเลสติดใจอยู่มาก ยังมีอุปาทานมากรวมความว่ากิเลสยังเลยหัวก็แล้วกัน พวกนี้กิเลสยังเลยหัว พระอรหันต์เป็นพระปล่อย ไม่เกาะกิเลส การที่จะทำอะไรให้ช่วยบ้านชมน่ะไม่ใช่ภาวะของพระอรหันต์นะ พระอรหันต์นี่ไม่ปรารมภ์คำชมของชาวบ้าน ต้องการคำชมของบุคคลเดียวคือพระพุทธเจ้า นี่เป็นจิตใจของพระอรหันต์ทุกๆ องค์


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อเนียม

ทีนี้เวลาหลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียมก็ไปโดนดีเข้า เข้าไปแล้วเจอะหลวงพ่อเนียมที่ไหน ความจริงหลวงพ่อเนียมก็เดินคว้างๆ อยู่กลางวัดนั่นแหละ มีผ้าอาบ 1 ผืนที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าผ้าขาวม้า แต่ว่าพระนั่นเขาเรียกผ้าอาบน้ำฝนสีเหลือง แต่ว่าผ้าที่ท่านนุ่งมันไม่เหลือง มันตุ่นๆ เข้าไปแล้ว มันจะดำ เหลืองหมดไป ขาวก็ไม่ขาว กลายเป็นผ้าดำๆ นุ่งแบบชนิดไม่รัดประคดคาดลอยชาย ผ้าอีกอผืนหนึ่งแบบเดียวกัน คล้องคอเดินไปรอบวัด มีหมาวิ่งตามเป็นฝูง ยี่ห้อนี้คล้ายๆ ฉันนะ นี่อย่าเอาบารมีฉันไปเปรียบกับหลวงพ่อเนียมนะ ที่ว่าคล้ายนี่คล้ายตอนที่หมาวิ่งตามนี่แหละ

ฉันก็เหมือนกัน เวลาฉันไปไหนหมามันชอบวิ่งตาม ฉันก็ชอบคุยกับหมา เดินไปเดินมาคุยกับหมาๆ มันไม่ขัดคอฉัน เวลามันพูดว่าอย่างไรฉันไม่รู้เรื่อง ฉันพูดไปมันรู้หรือไม่รู้ก็ไม่รู้ แล้วก็เลยพูดสบาย หลวงพ่อปานก็บอกว่าเมื่อท่านเห็นน่ะ ก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเนียม เห็นพระแก่ๆ ผอมๆ นุ่งผ้าลอยชายผืนหนึ่ง เอาผ้ามาคล้องคออีกผืนหนึ่ง เอาผ้ามาคล้องคออีกผืนหนึ่ง เดินมีหมาฝูงหนึ่งวิ่งตามไป ท่านก็คุยกับหมาตัวโน้นบ้างตัวนี้บ้าง เดี๋ยวก็ยิ้มกับหมาตัวโน้นลูบหัวหมาตัวนี้ ท่านก็นั่งดู เอ ว่าพระองค์นี้น่าจะเป็นหลวงพ่อเนียม ท่านไม่รู้จักนี่ ทำไมหลวงพ่อปานจึงคิดอย่างนั้น ก็เพราะว่าหลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่นๆ นี่เป็นพระชั้นอ๋องแล้วนะ เป็นพระลืมเกิดแล้ว ท่านสอนหลวงพ่อปานได้ดีทุกอย่าง รู้จนกระทั่งหลวงพ่อปานเคยปรารถนาพุทธภูมินา นี่พระขนาดนี้ก็อ๋องแล้ว แต่ว่าเวลาที่หลวงพ่อปานไปหาหลวงพ่อเนียมน่ะหลวงพ่อสุ่นตายแล้ว เมื่อหลวงพ่อสุ่นตาย หลวงพ่อป่านท่านก็บอกว่าท่านก็ต้องหาที่เกาะต่อไป เพราะหลวงพ่อสุ่นบอกไว้ว่าหลวงพ่อเนียมท่านเก่ง ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็เลยเดาๆ เอาว่า พระองค์นี้ต้องเป็นหลวงพ่อเนียม ก็วางกลด วางย่าม ถอดรองเท้าจำไว้ด้วยนะพระผู้น้อยที่จะเข้าหาพระผู้ใหญ่น่ะเขาต้องวางอะไรต่ออะไรทั้งหมด รองเท้าก็ต้องถอด พระสมัยนี้เขาถอดกันหรือไม่ถอดก็ไม่ทราบ เขาทันสมัย

เข้าไปถึงก็กราบ หลวงพ่อปานบอกว่าแทนที่ท่านจะยกมือรับไหว้ กลับจ้องหน้าเป๋ง วาจาที่กล่าวมาเป็นวาจาแรกก็คือ มึงมาจากไหนวะ มึงมากราบกูทำไม เอาเข้านั่น หลวงพ่อปานบอกว่า เกล้ากระผมมาจากเมืองกรุงเก่าขอรับ กระผมจะมานมัสการหลวงพ่อขอเรียนพระกรรมฐาน วาจาอีกคำที่ตอบมาก็คือ กรรมฐานโคตรพ่อโคตรแม่มึงมีที่ไหน กูไม่มีกรรมฐาน คนบ้านนี้เขาหาว่ากูบ้า กูเป็นบ้านกูพูดกับหมู กูพูดกับหมา กูกินข้าวกับหมูกับหมาได้ มึงจะมาเรียนกรรมฐานกับกูยังไง กูไม่รู้กรรมฐานมันเป็นยังไง ว่าแล้วก็ขับไล่ไสส่งให้กลับวัด หลวงพ่อปานก็นั่งทนฟังอยู่ ในที่สุดเห็นท่าจะไม่ได้เรื่องก็เลี้ยวไปหาพระในวัดไปขออาศัยนอน แล้วก็ถามพระในวัดว่าพระองค์นั่นน่ะชื่ออะไร พระท่านก็บอกว่าองค์นั้นแหละชื่อหลวงพ่อเนียมละ

หลวงพ่อปานก็สมใจคิดว่า ดีละ ในเมื่อพบหลวงพ่อเนียมก็จะต้องเรียนให้ได้ เอาซิมาพบคนดีตามคำสั่งของหลวงพ่อสุ่นเข้าแล้ว ในเมื่อพบเข้าแล้วเช่นนี้จะถอนได้อย่างไร ไอ้เรื่องจะถอนไม่มีวันละ ไม่มีวันถอน วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่านอีก ตอนนี้เข้าไปตอนเช้าเวลาที่พระฉันข้าว คือว่าพระที่ท่านพักอยู่ด้วยก็ดีเหมือนกัน ในตอนเข้าต้มข้าวต้มให้ท่านฉันแล้วก็บอกว่า ถ้าหาหลวงพ่อเนียมต้องหาตอนเช้าจะค่อยยังชั่วสักหน่วย ถ้าหาตอนเย็นไม่ได้ แดดแข็งแดดจัดๆ ดีไม่ดีท่านก็ตวาดเอาง่ายๆ เวลาที่หลวงพ่อเนียมฉันข้าวก็ปรากฏว่าท่านนั่งบนโต๊ะ 2 ชั้น ข้างล่างเป็นโต๊ะตัวโต ข้างบนตัวย่อมหน่วย มีกับข้าวเต็ม ท่านฉันองค์เดียว พระองค์อื่นๆ ตั้งวงฉันไม่ไกลกันนัก บนโต๊ะของท่านพื้นโต๊ะชั้นที่ 1 มีหมดเต็มหมด ท่านกินข้าวคำ ท่านก็ป้อนตัวโน้นคำป้อนตัวนี้คำ แล้วก็ท่านฉันคำ ป้อนหมาบ้างกินเองบ้าง ป้อนแมวบ้าง คุยกะหมาคุยกะแมวไปตามชอบใจ เมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปกราบๆ ท่านก็ด่านเอาอีก ท่านด่าเอา ท่านไม่ยอมสอน ท่านบอกว่าท่านไม่รู้กรรมฐาน ตอนนี้ล่อโคตรพ่อโคตรแม่เข้าเลย เอากันอย่างหนักในเมื่อหลวงพ่อปานเห็นท่าไม่ได้การ มองดูพระพี่เลี้ยงที่ไปอาศัยกุฏิอยู่ ท่านก็พยักหน้าให้เข้าไปหา ท่านก็เลยเข้าไปหา พระองค์นั้นท่านก็บอกว่าคอยก่อน พรุ่งนี้เข้าไปหาใหม่

พอวันรุ่งขึ้นก็เข้าไปหาในเวลานั้นอีก ก็ถูกด่าพ่อล่อแม่อีก เอาขนาดหนัก ท่านยืนยันแบบนี้ชักนิ่งเอา ตอนนี้หลวงพ่อเนียมนิ่ง นั่งมองหน้าเป๋งสักครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่น้อยนะ ไม่พูดละมองเป๋งตาไม่กระพริบ หลวงพ่อปานก็หมอบอยู่ข้างเท้าของท่าน หมามันก็เลียหัวเลียหูเลียหลังบ้าง ท่านก็ปล่อยมัน บอกว่าช่างมัน ไอ้หัวเรากับลิ้นหมามันก็คล้ายคลิงกัน ไอ้ลิ้นหมามันก็อยู่ส่วนหัว ไอ้หัวเราก็อยู่ส่วนหัว มันปะทะกัน ไม่เป็นไรหัวต่อหัว ท่านบอกว่าดีน่ะนา มันยังไม่เอาหัวแม่เท้าของมันมาพาดหัวเราๆ ก็ยังไม่ว่ามัน เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็ยังเป็นหมาของหลวงพ่อเนียมๆ จ้องเป๋งสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็พูดมาคำ บอกว่า ไอ้….กะแม่ ไอ้พวกเมืองกรุงเก่านี่น่ะดื้อด้านเหลือทน โคตรแม่มันดื้อด้านมาก ด่าเท่าไหร่ก็ไม่เจ็ด ด่าเท่าไหร่ก็ไม่ช้ำ เอา มันอยากจะเรียนก็เรียนซีวะ ในเมื่อชาวบ้านเขาหาว่ากูบ้าแล้วมึงเรียนกับกู มึงก็เป็นคนบ้า ต่อไปมึงจะต้องบ้าอย่างกูนะถ้ามึงเรียนกับกู

หลวงพ่อปานก็เลยบอกว่า บ้าก็บ้าครับ ผมยอมบ้าถ้าผมไม่อยากบ้าผมก็ไม่มาหาหลวงพ่อ นี่ผมได้ยินข่าวหลวงพ่อแล้วผมอยากบ้าอย่างหลวงพ่อขอรับ ตอนนี้ท่านบอกว่าเพิ่งจะได้ยินเสียหัวเราะลั่นๆ เลย หัวเราะเสียดังบอกว่า เออ กูหาคนอยากจะบ้ามานานแล้ว หาไม่ได้ นี่กูบ้าคนเดียวมานาน ต่อไปนี้กูจะมีเพื่อบ้าละโว้ยเอาเข้านั่น หลวงพ่อปานชอบใจ

หลวงพ่อปานบอกว่าหลังจากนั้นท่านก็เลยสั่งว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ ตอนนี้พูดดี กลางคืนเวลาประมาณสัก 2 ทุ่มนะ เอ็งนุ่งสบงทรงจีวรคาดสังฆาฏิให้ดีเข้าไปหาข้าในกุฎิ เวลากลางวันนี้มันจะเรียนกันยังไงวะกรรมฐาน เขาเรียนกันกลางคืน มันเงียบสงัดตอนนี้ชักดี หลวงพ่อปานก็บอกว่าใจชื้น พอตอนกลางคือนหลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ปรากฏว่ารูปร่างท่านผิดไปมาก ผิวดำผอมเกร็งแบบนั้นไม่มี ท่านนุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิเหลืองอร่าม ผิวการสมบูรณ์ ร่างกายสมบูรณ์ หน้าตาอิ่มเอิบ รัศมีกายผ่องใส สวยบอกไม่ถูก หลวงพ่อปานกราบ 3 ครั้งแล้วก็นั่งมอง ท่านก็นั่งมองยิ้มๆ แล้วท่านก็ถามว่า แปลกใจรึคุณ ตอนนี้พูดดีถามว่าแปลกใจรึคุณ หลวงพ่อปานก็ยกมือนมัสการ บอกว่าแปลกใจขอรับ ว่าหลวงพ่อรูปร่างไม่เหมือนตอนกลางวัน ท่านก็บอกว่ารูปร่างนะคุณมันเป็นอนัตตานี่ คือว่าเป็นอนิจจัง มันหาความเที่ยงไม่ได้ มันจะดำเราก็ห้ามมันไม่ให้ดำไม่ได้ มันจะขาวเราก็ห้ามไม่ให้มันขาวไม่ได้มันจะผอมเราก็ห้ามไม่ได้ มันจะอ้วนเราก็ห้ามไม่ได้ มันไม่มีอะไรจะห้ามได้เลยนี่คุณ พระพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมันเป็นอนิจจัง เห็นไหม ไปเจอเอาตัวอนิจจังเข้าแล้วซิ หลวงพ่อปานบอกว่าตอนนี้จะเริ่มสอนกรรมฐาน อธิบายไพเราะจับใจ ฟังง่ายจริงๆ

พูดได้ซึ้งใจทุกอย่าง เวลาท่านพูดคล้ายๆ ว่าจะบรรลุอรหันตผลไปพร้อมๆ ท่าน ท่านสอนได้ดีมาก พอสอนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็บอกให้ไปพักทีกุฏิอีกหลงหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับกุฏิของท่านแล้วเลาทำกรรมฐานกลางคือนหลวงพ่อปานวางอารมณืผิด ท่านจะร้องบอกไปทันที บอกคุณปานเอ๊ยคุณปาน นั่นคุณวางอารมณ์ผิดแล้วนี่หว่า ตั้งอารมณ์เสียใหม่มันถึงจะใช้ได้ นี่หลวงพ่อปานบอกว่าท่านมีเจโตปริยญาณแจ่มใสมาก ท่านเรียนพระกรรมฐานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนแล้วจึงกลับ ก่อนหลวงพ่อปานจะกลับ หลวงพ่อเนียมก็บอกว่า ถ้าข้าตายนะ หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันเขาแทนข้าได้ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ไปถามหลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันนะ

ความจริงหลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดันหรือวัดอัมพวันสมัยนี้ ก็อายุไล่เรี่ยกับหลวงพ่อปาน รุ่นราวคราวเดียวกัน หลวงพ่อปานท่านบอกเกร็ดระหว่างที่ท่านได้อยู่กับหลวงพ่อเนียม หลวงพ่อเนียมเล่าให้ฟังว่า มีวันหนึ่งหลวงพ่อเนียมท่านนั่งฉันข้าว ท่านก็หัวเราะกั้กๆ ขึ้นมาแมวของท่านตายไปตัวชื่ออีไฝ เพราะว่ามีไฝที่ปาก ท่านเรียกว่าอีไฝ ท่านหัวเราะแล้วท่านก็พูดคนเดียวบอกว่า เอ๊ย อีไฝของข้ามันดีเว้ย มันไปเกิดเป็นคนที่ตลาดโควัง บ้านอยู่หัวตลาดโควังพ่อมันชื่อนั่น แม่มันชื่อนั่น พระที่กำลังฉันข้าวอยู่สงสัยก็จำไว้ พอครบเวลา 1 ปีผ่านไป พระที่สงสัยมีจำนวน 2 องค์ก็พากันไปดู ไปถามว่าคนชื่อนี้มีไหม เขาก็บอกว่ามี บอกว่าเขามีลูกผู้หญิงอายุสักไม่กี่เดือนนี่มีหรือเปล่า บอกว่ามี มีไฝที่ปากหรือเปล่า ท่านบอกด้วยนะว่าอีไฝของท่านไปเกิดมันก็มีไฝที่ปากอีก เขาก็บอกว่ามี ก็ถามหาบ้าน เมื่อถามหาบ้านแล้วก็ปรากฏว่าเขาพาไป เมื่อเขาพาไปพบ เจ้าของบ้านเขาก็ถามว่ามาทำไม พระพวกนั้นก็เริ่มโกหกบอกว่าหลวงพ่อเนียมท่านใช้มาบอกว่าแมวของท่านตายมาเกิดเป็นลูกบ้านนี้ มีไฝที่ปากเป็นผู้หญิงแล้วบอกชื่อพ่อชื่อแม่ ท่านพ่อท่านแม่ของเด็กดีใจมากว่าได้ลูกที่เป็นแมวของหลวงพ่อเนียมแล้วก็สั่งพระว่าบอกหลวงพ่อด้วยนะ ถ้าเด็กคนนี้อายุครบ 3 เดือนเมื่อไรละก็ จะพาเด็กไปถวายหลวงพ่อ จะพาไปนมัสการ ไปไหว้ พระพวกนั้นก็กลับ พอครบ 3 เดือน เขาพาไปถึงก็ไปประเคนเด็กลงที่เท้าของท่าน

หลวงพ่อเนียมตกใจ ทำท่าตกใจไปยังงั้นเอง ถามว่าเอ๊ะมันยังไงกันหว่า มาถึงก็มายกเด็กมาวางที่ขาข้า เขาก็บอกว่าก็ลูกของหลวงพ่อไงล่ะ แมวชื่อไฝของหลวงพ่อไปเกิดเป็นลูกฉัน ท่านก็ถามว่า เอ๊ะเอ็งรู้ได้ยังไงวะ เขาก็เลยบอกว่าพระไปเยี่ยม พระบอกว่าหลวงพ่อบอกว่าแมวของหลวงพ่อไปเกิดเป็นลูกสาวฉัน มีไฝที่ปาก ถามชื่อเสียงเสร็จถูกต้อง พูดอะไรถูกต้องหมด ท่านถามว่าพระองค์ไหนจำได้ไหม เขาบอกว่าถ้าเห็นหน้าจำได้ก็เรียกพระมาทั้งหมด ปรากฏว่าพระ 2 องค์นั้นไม่มา พระ 2 องค์ที่ไปสืบน่ะหนีไปหลังวัดท่านถามว่า พระทั้งหมดนี่น่ะใช่ไหม พระที่ไปที่บ้านเอ็งมีไหม เขาบอกว่าไม่มี พระ 2 องค์นั้นไม่มี ก็เลยใช้พระองค์หนึ่งไปตามบอกว่า โน่น มันหนีไปหลังวัดโน่น ไปตามมันมา พระองค์ที่ไปตามไปพบกันเข้ากับพระ 2 องค์นั้นก็บอก นี่คุณกลับไปเถอะ ไปบอกหลวงพ่อ บอกว่าตามไม่พบนะ เดี๋ยวผมจะไปนอนค้างที่วัดลานคา ๆ กับวัดน้อยไม่ไกลกันนัก พระองค์นั้นก็กลับมาบอกว่าไม่พบขอรับ

ท่านก็บอกว่ามันจะพบยังไงหว่า ก็มันสั่งมึงมานี่ให้บอกกูว่าไม่พบพระองค์นั้นจนด้วยเกล้าต้องยอมรับ จึงกล่าวได้ว่าหลวงพ่อเนียมมีเจโตปริยญาณ มีทิพยจักษุญาณดีมาก เรียกว่าสำหรับจุตูปปาตญาณก็แจ่มใสมาก ความจริงก็ไม่ต้องพูดอะไรนะ ถ้ามีทิพยจักษุญาณแจ่มใสเสียอย่างเดียว อย่างอื่นมันก็แจ่มใสหมด แต่ว่าทิพยจักษุญาณจะแจ่มใสได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับวิปัสสนาญาณ คือ 1 มี ญาณดี 2 มีวิปัสสนาญาณแจ่มใส ถ้า 2 ประการนี้มีกำลังพอกันเพียงใด เรื่องทิพยจักษุญาณก็ไม่ต้องสงสัย แต่ว่าเรื่องของสาวกน่ะอย่าไปเทียบกับพระพุทธเจ้านะ เรื่องที่ไม่เผลอ ไม่ลืมไม่มี ที่ไม่เผลอไม่ลืมก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว นี่ว่ากันถึงเรื่องตอนนี้นะ

เรื่องรวมของหลวงพ่อเนียมน่ะยังไม่หมด มีอีกตอนหนึ่งที่หลวงพ่อปานเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่า ความจริงก็น่าจะมีสัก 2 ตอนนะ ตอนหนึ่งที่หลวงพ่อปานเล่าให้ฟังก็คือว่า ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเคยเทศน์ เทศน์กับอาจารย์แสงวัดพะเนียงแตก อาจารย์แสงนี่คราวที่ไปกรุงเทพฯ วันที่ 1 มกราคม ท่านพลอากาศตรี ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศ พูดให้ฟังว่า ใครเขาเอาพระของอาจารย์แสงมาให้ก็ไม่ทราบ ความจริงอาจารย์แสงองค์นี้สมัยนั้นมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพระเนียงแตกนี่น่ะมีชื่อเสียงมากจริงๆ เวลาใครเขาจะไปสึกเขาไปสึกที่วัดพระเนียงแตก แล้วท่านจะถามว่าเวลาสึกนี่น่ะ ต้องการรวย หรือว่าต้องการเจ้าชู้หรือว่าต้องการเป็นนักเลง หรือต้องการเมตตาปรานี ถ้าใครต้องการรวยท่านก็รดน้ำมนต์ให้สึกไปแล้วรวยมีโชคดี ถ้าคนไหนบอกว่าอยากมีเมียมากๆ เป็นเจ้าชู้รดน้ำมนต์แล้วไม่เกิน 2 วันได้เมียเลย แล้วก็ได้เรื่อยไป ไม่มีจังหวะ ก็เลยตั้งตัวไม่ติด ถ้าต้องการนักเลง รดน้ำมนต์ให้แล้วส่งเชือกให้ แล้วบอกว่าไปลักควายเขา อาจารย์องค์นั้นจะเป็นอาจารย์แสงหรืออะไรไม่ทราบแต่วัดพะเนียงแตกมีชื่อมานาน

แต่สมัยหลวงพ่อเนียมนั้นน่ะ สำหรับวัดพะเนียงแตกนี่ก็มีอาจารย์แสงเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อเนียมเคยเล่าให้หลวงพ่อปานฟังว่า ไอ้ท่านแสงน่ะข้าเทศน์กับมันทุกคราว เรียกว่าข้าเทศน์กับมันเรื่อย มันไล่ข้าเสียเกือบตายทุกที เหนื่อย ข้ามันแก่แล้วนี่มันหนุ่มกว่าข้า มันไล่ข้า ข้าก็ไม่จน ข้าก็ตอบมันได้เรื่อย แต่ทว่ามาอีวันหนึ่งข้าไปเทศน์กับมันที่วัดลาดหอย คำว่าลาดหอยนี่ก็อยู่ใกล้ๆ กับประตูน้ำบางยี่หน วันหนึ่งอาจารย์แสงไปถึงก่อนชาวบ้านเขาก็เอาหมาก เอาพลู เอาบุหรี่ เอาชา เอาน้ำร้อนน้ำเย็นมาถวายกัน เขาก็หัวเราะกันครืนๆ ท้ายอาสนสงฆ์ ข้าไป ข้าก็ไปนอนอยู่หัวอาสนสงฆ์ ชาวบ้านไม่มีใครเขาสนใจกะข้าหรอก เขาไปคุยกับท่านแสง มันมีลีลาดี มันโกหกชาวบ้านเก่ง มันก็คุยกัน ฮาๆๆ คุยไปคุยมาเดี๋ยวมันร้องตะโกนมาบอกว่า หลวงพ่อเนียมวัดน้อยน่ะ คุยว่ารู้ใจคนอย่างนี้น่ะเป็นการอวดอุตริมนุสธรรม ขาดจากความเป็นพระแล้ว ไม่ใช่พระ ถ้าหลวงพ่อเนียมเก่งจริงก็ลองบอกซิว่าเวลานี้น่ะผมมีความในใจเป็นยังไง

หลวงพ่อเนียมบอกว่าพอฟังมันพูดเท่านั้นแหละ ก็นึกในใจว่าถ้าจะนิ่งไม่ได้เสียแล้วไอ้ท่านแสงนี่อวดดีมาก เก่งบนธรรมาสน์ไม่พอ มาท้าตีกันใต้ธรรมาสน์อีก ไม่ได้จะต้องเอากะมัน ท่านก็เลยลุกจากที่นอนกวักมือเรียกท่านแสง แกอยากจะรู้ว่าข้ารู้จริงหรือไม่จริงเชิญเข้ามาหาข้านี่ อาจารย์แสงเขาก็มา ชาวบ้านเขาก็เข้ามากัน ถามว่าแกอยากจะให้ข้ารู้อะไร อาจารย์แสงก็เลยบอกว่าถ้ารู้จริงก็บอก เวลานี้ผมมีความสุขหรือความทุกข์

หลวงพ่อเนียมก็เลยบอกว่าไอ้คนอย่างแกมันจะหาความสุขที่ไหนวะ ก็เวลานี้แกสร้างโบสถ์ แกขอยืมเรือมาด 4 แจวของชาวบ้านเขามา เขาซื้อมาราคา 400 บาท ยังเป็นเรือใหม่ แล้วไอ้เรือลำนั้นขโมยมันลักไปเวลานี้แกยังเทศน์รวบรวมเงินใช้หนี้เขาไม่หมด ก็เทศน์สมัยนั้นนี่นะลูกหลานนะ ถ้าใครไปเทศน์ได้ถึง 20 บาทละก็เฮงเต็มทีแล้ว อย่างดีก็ 5 บาท 6 บาท เท่านี้ก็เรียกว่ารวยแล้ว ไม่ใช่ราคาร้อยราคาชั่งอย่างเวลานี้ ตามปกติเทศน์กันก็ได้ห้าสลึงบ้าง สองบาทบ้าง ดีไม่ดีก็ไม่ค่อยจะถึงบาท สมัยนั้นถ้าใครได้มา 20 บาท ก็จัดว่าเป็นนักเทศน์อย่างดี

ในเมื่อหลวงพ่อเนียมบอกอย่างนั้นนะ ว่าแกมันยังหาเงินใช้หนี้เขาไม่หมด เป็นความจริงไหม ตอบตรงๆ หลวงพ่อแสงก็บอกว่าจริง หลวงพ่อแสงก็ถามว่าทำยังไงล่ะผมถึงจะใช้หนี้เขาหมด ท่านก็เลยบอกว่าไอ้แกมันโง่นี่ แกกลับไปซี เวลาวันพระไปบอกกับชาวบ้านเขา บอกว่าเวลานี้เรือมาด 4 แจวขอยืมเขามาขนทรายขนอิฐ ขนดินทำอิฐจะสร้างโบสถ์ ขโมยมันลักไป ไอ้แกตั้งใจจะใช้หนี้เขาแต่ก็ยังไม่มีเงิน ไปเทศน์รวบรวมเงินมาแล้วมันยังไม่พอ เวลานี้แกมีเงินอยู่ 80 บาทเศษๆ ใช่ไหมล่ะ ท่านถาม อาจารย์แสงตอบว่าใช่ อาจารย์แสงยกมือพนมแต้ อีตานี้ไม่เบ่งละพนมแต้เชียว ตอบใช่ ก็บอกว่านี่แกประกาศกับเขาซีว่าแกเทศน์มาได้ 80 บาทเศษๆ ก็ตั้งใจจะใช้เป็นค่าเรือ มันยังไม่พอ ถ้าบรรดาญาติโยมทั้งหลายจะช่วยละก็จะช่วยกันคนละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธาก็เป็นการดี แกบอกเท่านี้ละนะ แกจะได้กำไรอีก 400 บาท หมายความว่าไอ้ที่จะใช้เขา 400 บาท มันยังจะเหลืออีก 400 บาท ได้ 800 บาทนั่นเอง

หวงพ่อแสงก็ถึงกับกราบ วันนั้นท่านบอกกับหลวงพ่อปานว่า ไอ้ท่านแสงมันไม่ไล่ข้าเลยว่ะ เทศน์กันแบบสบาย พอมันกลับไปวัดมัน ถึงวันพระมันประกาศตามกันว่า มันได้ 800 บาท จริงๆ ไอ้ท่านแสงตามมาไหว้ข้าถึงวัดแน่ะ แล้วต่อจากนั้นจะเทศน์จะธรรมมันไม่ไล่ข้าอีกหรอกก เทศน์กันสบายเชียวนี่เป็นเรื่องของความรู้ของท่านนะ หลวงพ่อปานพูดในตอนนี้บอกว่าหลวงพ่อเนียมน่ะมีญาณคล้ายๆ กับพระอรหันต์ ท่านว่ายังงั้นนา ท่านว่ามีคุณสมบัติคล้ายพระอรหันต์ ท่านไม่บอกว่าพระอรหันต์นะ ท่านบอกว่าคล้าย ใครจะไปว่าท่านล่ะ จะเหมือนหรือจะคล้ายก็ช่าง

วิชาเกร็ดก็มีอีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อเนียมบอกกับหลวงพ่อปานว่า เมื่อก่อนหน้าแกมานะแหมข้าเกือบน่ะว่ะ หลวงพ่อปานถามว่าเป็นยังไงครับ หลวงพ่อเนียมบอกว่าที่ไหนได้ ข้าถูกงูกัด ข้าเดินไปกลางลานวัด ข้าถูกงูกัดๆ แล้วก็เห็นมันเป็นงูเห่า ข้าก็เลยมากุฏิ นั่งเป่าๆๆ พักเดียวมันก็หาย หลวงพ่อปานก็เลยอยากได้คาถาแก้งูเห่าบ้าง ถามว่า หลวงพ่อครับหลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าพิษงูเห่าหาย ท่านก็บอกว่าไอ้คาถาที่เข้าเป่านี่น่ะมันมีเยอะว่ะ ในเจ็ดตำนานทั้งหัวมันใช้ได้ทั้งนั้นแหละ แกเอาตรงไหนก็ได้ หลวงพ่อปานบอกว่าหมดท่าเลย พ่อเล่นบอกว่าเจ็ดตำนานทั้งเล่มเอาตรงไหนก็ได้ นี่แสดงว่าจิตเข้าถึงแท้นะ มีพลังจิตสูง แล้วอีกตอนหนึ่งท่านบอกว่า ไอ้พวกผีนี่น่ะมันจะเอาคนแถวนี้ ข้าไม่ยอมให้มัน มันบอกมันจะเอาคนตั้ง 200 คน มันขอข้า ข้าไม่ให้มันๆ เอาไปตั้ง 200 คน ข้าก็ตายน่ะซี พระก็ตายไม่มีใครเลี้ยง คนน่ะมากกว่าแต่คนตายตั้ง 200 คน บ้านมันก็หนาวหมด เขาก็ยกบ้านหนี้หมด ข้าไม่ยอมให้มัน มันโกรธข้าแฮะ ข้าจะไปไหนก็ตาม มันถึงไม้แหลมอันหนึ่งเดินตามไป

ไม่ว่ากลางวันกลางคืน ข้าก็ไม่ยอดเผลอให้มันแต่วันหนึ่งข้าไปส้วมว่ะ ข้าเผลอไป แหมพอไปส้วม เผลอไป มันย่องเข้าไปข้างหลังเอาไม่พุ่งปั๋งเข้าที่ท้อง ข้าขี้แตกพรวดเลย โอ้โฮมันขี้เสียหมดท้อง ชักไม่มีแรง เวลาออกมาจากส้วมต้องใช้ไม่เท้ายันมากุฏิ ข้าก็นอนแผ่ นึกเป่าตัวเองครึ่งวัน สักครั้งวันมีกำลังปกติ หลวงพ่อปานก็ถามว่าหลวงพ่อใช้คาถาอะไรเป่าขอรับ ท่านบอกว่าข้าเอาตามเจ็ดตำนานที่ไหนก็ได้ บทไหนก็ได้ ชอบบทไหนแกก็เอาบทนั้นเป่าส่งไปเถอะหายเองแหละ คนถ้ายังไม่ถึงเวลาจะตายน่ะหายเอง หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนก็ลากลับ ก่อนจะกลับหลวงพ่อเนียมก็ลูบศรีษะแล้วว่า ปานเอ๊ย เอ็งมันปรารถนาพุทธภูมินะ จะหวังอรหันต์ในชาตินี้น่ะไได้ แต่ทำไปเถอะ เพื่อบารมีของเอ็งจะได้เต็ม เวลาข้าตายแล้วถ้าเอ็งสงสัยอะไรก็ถามท่านโหน่งเขานะท่านโหน่งน่ะเขาพอจะแทนข้าได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มิ.ย. 2011, 17:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่ง

ในการต่อมา เมื่อหลวงพ่อเนียมมรณภาพแล้ว หลวงพ่อปานก็มีความสงสัยในหลวงพ่อโหน่ง คำว่าสงสัยน่ะ ไม่ใช่สงสัยอะไรหรอก หมายความว่าอยากจะพบ อยากจะรู้ถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อโหน่ง อยากจะเรียนต่อกันนั่นเอง พระสมัยนั้นน่ะท่านไม่ใช่แข่งดีกันนะ ท่านพยายามขอดีกัน หมายความว่าถ้ารู้ว่าใครเขามีดีแล้วก็ไปขอดีจากเขา ไม่ใช่เอาดีไปแข่งหรือเอาดีไปอวด หลวงพ่อปานก็ธุดงค์ไปเพื่อจะไปหาหลวงพ่อโหน่ง ตอนไปก่อนจะถึงท่านบอกว่าแดดมันร้อนจัด ท่านก็พักอยู่โคนต้นพุทรา อยู่ไม่ไกลจากกุฏิของหลวงพ่อโหน่งนัก ท่านก็เปิดหน้าต่างออกมาร้องว่า แหม พ่อคุณ มาแล้วยังดันมาสั่งเสียอีกนะ ไอ้เราน่ะคอยมาตั้งแต่เช้า คิดว่าจะมาถึงแต่เช้า มาโอ้เอ้ๆ อยู่ได้ เขามาให้ถึงนี่ซี มาพักผ่อนที่นี่ มานั่งคุยกัน เราคอยมาตั้งนานแล้ว ผลที่สุดหลวงพ่อปานก็เข้าไปหาท่าน แล้วคุยกันถึงเรื่องพระกรรมฐาน สอบกันไปสอบกันมา สอบกันมาสอบกันไป เอาใครดีกว่าใครไม่ได้ เรียกว่าไม่มีใครกล้าดีกว่ากัน จนแต้มด้วยกัน ท่านบอกว่าไล่ไปตามลำดับ เมื่อถึงที่สุดหลวงพ่อโหน่งก็บอกว่าผมก็หมดแค่นี้แหละไปไม่รอดอีก ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อปานกับหลวงพ่อโหน่งเวลานั้นยันกัน เรียกว่ายันกันได้

ตอนนี้ก็อยากจะเล่าประวัติของหลวงพ่อโหน่งสักนิดหนึ่ง ประวัติของหลวงพ่อโหน่งเป็นอย่างนี้ ที่ท่านเป็นพระแท้ ๆ นะ พระอย่างนี้ลูกหลานหายาก คือว่าหลวงพ่อโหน่งน่ะเป็นคนใกล้ๆ วัดคลองมะดันนั่นเอง ไม่ใช่ลูกเศรษฐีคหบดีที่ไหน เวลาครบบวชท่านบวชอยู่ที่วัดคลองมะดัน 1 พรรษา พอพรรษาที่ 2 ก็อยากจะเรียนปริยัติธรรม ท่านมีน้าชายอยู่ที่วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพน ท่านเตียน เป็นเจ้าคุณ แล้วเจ้าคุณองค์นี้ได้เปรียญ 9 ประโยค ท่านก็ไปหาน้าชายบอกว่าอยากจะขออยู่ด้วย อยากจะเรียนบาลี น้าชายก็ดีใจ เห็นหลานชายมีความสนใจในพระปริยัติธรรม ขออยู่ด้วย อยากจะเรียนบาลี น้าชายก็ดีใจ เห็นหลายชายมีความสนใจในพระปริยัติธรรมก็บอกว่าอยู่กับน้ำเถอะ เรื่องอาหารการบริโภคไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวอด น้ำจะเลี้ยงเอง มีอะไรเท่าไรจะสอนให้หมด ไม่เก็บละ ดีใจว่าหลานสนใจในการศึกษา เมื่อคุยกันไปคุยกันมา

หลวงพ่อโหน่งก็ถามว่า คุณน้าขอรับ คุณโหน่งเป็นเปรียญ 9 ประโยคแล้วก็เป็นเจ้าคุณด้วย คุณน้าละกิเลสได้หมดรียัง และน้ำชายก็แสนจะดีไม่ตอบตรงๆ หอก ท่านบอกว่าโหน่ง คุณเข้าไปดูในกุฏิฉันซิว่าฉันมีอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งก็เดินเข้าไปดูในห้องท่าน มีโต๊ะหมู่มุกบ้าง โต๊ะหมู่ทองบ้างงาช้างอย่างดีบ้าง ของมีค่าเยอะแยะอยู่ในกุฏิภายในห้องนับราคาไม่ไหว ของมีค่าสูงๆ มาก พอดูทั่วแล้วท่านก็ออกมา หลวงน้ำก็ถามว่าโหน่งคุณเห็นอะไรบ้าง หลวงพ่อโหน่งท่านก็จาระไนหมดทุกอย่างเท่าที่เห็น ท่านก็เลยบอกหลวงพ่อโหน่งว่า คุณโหน่งนี่ถ้าฉันละกิเลสได้น่ะ ของทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มีหรอก ถ้ามันจะมีมันเป็นของสงฆ์ แต่นี่ฉันมีไว้แล้วก็เป็นของส่วนตัวก็แสดงว่าฉันนี่ละกิเลสไม่ได้เลย ฉันบวชเป็นเปรียญ 9 ประโยค และพระราชาทรงแต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ เรียกกันว่าเจ้าคุณ แต่ฉันก็ละกิเลสไม่ได้สักตัว ราคะ โทสะ โมหะ นี่ฉันละไม่ได้สักตัว หลวงพ่อโหน่งได้ยินอย่างนั้นก็สลดใจเลยบอกว่า

ถ้าอย่างนั้นละก็กระผมไม่เรียนแล้วละครับหลวงน้า ถึงจะเรียนกันถึง 9 ประโยคแล้วละกิเลสไม่ได้ เป็นเจ้าคุณแล้วยังละกิเลสไม่ได้ ในเมื่อเรียนแล้วละกิเลสไม่ได้ไม่เรียนให้เหนื่อยหรอกขอรับ ขอลากลับไปวัดคลองมะดัน หลวงน้าก็ไม่ว่าอะไร บอกว่าตามใจๆ คุณ ในเมื่อคุณไม่สมัครใจฉันก็ไม่ว่า แต่ว่าถ้าต้องการเรียนเมื่อไรมาอยู่กับหลวงน้านะ หลวงน้าพร้อมที่จะอุปการะ ความจริงท่านก็ดีมาก แต่ตอนกลับมาอยู่วัดคลองมะดัน ตอนเรียนพระกรรมฐานนี่น่ากลัวจะไปเรียนกับหลวงพ่อเนียม ตอนนี้หลวงพ่อป่านไม่ได้บอก ท่านบอกว่าท่านไปนั่งกรรมฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง คือว่าตรงนั้นมันใกล้ป่าช้าพอมีที่เตียนอยู่นิดหนึ่ง จะแล้วขนาดไหนก็ตามตอนนั้นมีแผ่นดินชุ่มอยู่เสมอ ผืนแผ่นดินที่ชุ่มมีบริเวณประมาณสัก 4 ตารางวา ไม่กว้างนัก

ท่านบอก ท่านไปนั่งกรรมฐานอยู่ตรงนั้น ตอนดึกวันหนึ่งปรากฏว่ามีพระสงฆ์องค์หนึ่งรูปร่างเรียกว่าสวยมาก มีลักษณะดี บอกว่าลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้า มายืนอยู่ข้างหน้าบอกว่า โหน่ง ที่ตรงนั้นมีพระบรมสารีริกธาตุ ใต้ที่เธอนั่งลงไปน่ะมีขันทองคำขนาดใหญ่มีน้ำเต็ม และในขันทองคำนั้นมีเรือสำเภาทองคำ แล้วก็มีมณฑปทองคำ มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในนั้น เธอควรจะสร้างวิหารทับตรงนี้เข้าไว้ ชาวบ้านเขาจะได้ไม่เดินผ่าน คือ ไม่เดินเหยียบเดินย่ำไปบนพระบรมสารีริกธาตุ

หลวงพ่อโหน่งท่านก็บอกกับพระองค์นั้นว่าท่านเพิ่งบวชได้ 2 พรรษา ยังไม่มีปัญญาจะสร้าง ไม่ทราบว่าใครเขาจะเชื่อถ้าบอกบุญเขา ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกโหน่ง ตอนเช้าวันพระนะ วันนั้น เป็นวันโกนตอนเช้าเธอลงศาลาแล้วบอกกับญาติโยมเขา บอกว่าเธออยากจะสร้างวิหาร เท่านี้ละจะมีคนช่วยสร้างจนเสร็จ หลวงพ่อโหน่งท่านรับฟัง แล้วก็ถอนจากกรรมฐาน ตอนเช้าเป็นวันพระ เวลาฉันข้าวท่านก็พูดกับทายกว่า อยากจะสร้างวิหารตรงนั้นตรงที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน ชาวบ้านพอเขารู้เข้าก็พร้อมใจกันช่วยกันสร้างวิหาร ภายในระยะ 1 ปี วิหารหลังนั้นก็โตนะ เดี๋ยวนี้วิหารหลังนั้นก็ยังอยู่ วิหารหลังนั้นไม่เล็ก ภายใน 1 ปีก็สร้างเสร็จ

เมื่อสร้างเสร็จแล้วท่านก็นั่งกรรมฐานในพระวิวหารนั้น พระองค์นั้นก็บอกว่าให้สร้างพระประธาน คือว่าสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไว้ในวิหารสักองค์ หลวงพ่อโหน่งก็บอกไม่ทราบจะไปเอาช่างที่ไหน องค์นั้นกับก็บอกว่าตอนเช้าให้ออกธุดงค์ๆ ไปที่เมืองกรุงเก่า ไปถึงหลังวัดประดู่ทรงธรรมละก็ให้ไปปักกลดตรงนั้น แล้วตอนเช้าจะมีคนมาใส่บาตร คนที่มาก่อนเพื่อน นุ่งชาวห่มขาวผมก็ขาวมีขันข้าวมาลูกเดียวไม่มีกับข้าว ถ้าคนนั้นมาละก็ให้พูดกับคนนั้นเขา เขาเป็นช่างเขาจะมาช่วยปั้นพระ หลวงพ่อโหน่งก็เชื่อ

พอตอนเข้าท่านก็ออกธุดงค์ไป จ.พระนครศรีอยุธยา สมัยนั้นเขาเรียกกันว่าเมืองกรุงเก่า เพราะว่าเป็นเมืองหลวงเก่า ไปถึงหลังวัดประดู่ทรงธรรม พอถึงตอนเช้าก็เป็นไปตามนั้น คนที่มาก่อนเพื่อเป็นคนที่นุ่งขาวห่มขาวผมขาวมีขันข้าวขันเดียวและไม่มีกับมาถึงก็มานั่งใกล้ท่าน คนอื่นมาทีหลัง หลวงพ่อโหน่งก็ปรารภเรื่องปั้นพระประธาน ตาคนนั้นก็บอกว่าแกเป็นช่างแกรับรองจะปั้นให้ ตกลงกันว่าแกจะไปปั้นให้ แต่ว่าหบวงพ่อโหน่งลืมบอกวัดลืมบอกว่าท่านอยู่วัดไหนนี่ท่านไม่ได้บอก เมื่อฉันข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วแกก็บอกว่าแกจะตามไป ให้หลบวงพ่อโหน่งไปก่อน หลวงพ่อโหน่งก็ถอนกลดเดินกลับวัด

แต่พอมาถึงวัดแล้วก็มา นึกขั้นได้ว่า อ้าวตาย เราไม่ได้บอกกับนายช่างเขานี่ว่าเราอยู่วัดไหน แล้วก็นายช่างเขาจะมาถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้ แต่ว่าวันนั้นมันก็บายเสียแล้ว ก็คิดว่าถ้านายช่างไม่มาภายใน 3 วัน หลวงพ่อโหน่งก็จะต้องกลับไปอยุธยาใหม่ ไปปักกลดตรงนั้นอีกแหละ ไปบอกเขาว่าอยู่วัดไหน ในเมื่อพอวันรุ่งขึ้นก็ปรากฏว่านายช่างมาถึง ไม่ได้บอกวัดก็มาถูกเหมือนกัน มาถึงก็ลงมือปั้นพระ พระองค์นั้นรู้สึกว่าปั้นได้สวยมาก มองดูลักษณะน่าดู เมื่อปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ปรากฏว่าช่างหายไป หลวงพ่อโหน่งก็ตกใจว่า เอ๊ะ นี่เรามาใช้ให้เขาปั้นพระนี่ควรให้ค่าจ้างเขา นี่ค่าจ้างก็ยังไม่ทันให้ แล้วช่างก็มาหายไปเฉยๆ มาหนีไปเสีย ไม่ได้รับค่าจ้าง มันก็จะเป็นการใช้กันฟรีเกินไป

ท่านจะหาที่ไหนก็ไม่พบ ในที่สุดก็ไปใหม่ ออกธุดงค์ไปอีก ไปปักลดที่หลังวัดประดู่ทรงธรรม ทีนี้พวกชาวบ้านเขาก็มาใส่บาตรกัน แต่ปรากฏว่านายช่างไม่มา ก็ถามชาวบ้านว่ารู้จักตมช่างคนนั้นไหม ชาวบ้านเขาก็บอกว่าไม่รู้จัก เมื่อปีที่แล้วนี้ที่ฉันมาปักกลด มีคนนุ่งขาวห่มขาวมีผมยาวๆ ถือขันข้าวขันเดียวไม่มีกับ แล้วฉันให้เขาไปปั้นพระ เขาไปปั้นแล้วยังไม่ทันให้ค่าจ้างก็ปรากฏว่าเขาหายมา เข้าใจว่าเขามาบ้าน คนแถวนั้นก็เลยพากันบอกว่า คนนั้นไม่ใช่คนที่นี่ เป็นคนที่อื่น เขาเองเขาก็ไม่รู้จักเหมือนกัน ไม่ทราบว่าเป็นคนที่ไหนมา ก็เห็นเขาวันนั้นวันเดียว วันอื่นก็ไม่เคยเห็น เป็นอันว่าหลวงพ่อโหน่งไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ช่างคนนั้นเป็นใคร ตอนนี้ก็เห็นจะไม่พยากรณ์นะ แต่ว่าหลวงพ่อปานท่านบอกว่า ช่างคนนั้นไม่ใช่คน แล้วจะเป็นใครก็ตามใจซิ เขาไม่บอกวันก็ไปถูก ปั้นแล้วก็ไม่เอาสตางค์ หนีเจ้าของงานเปิดฉับ ไม่เหมือนช่างสมัยนี้นี่รับเงินไปมากกว่างาน หนีเจ้าของงาน ตาช่างคนนั้นไม่ได้รับเงินแต่ว่าหนีเจ้าของงานแปลกกันนะ แปลกกันหน่วย แปลกกันตรงนี้

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. เท่าไร ฉันก็จำไม่ได้ แต่ฉันบวชแล้ว ปรากฏว่าหลวงพ่อโหน่งตายพระที่วัดหลวงพ่อโหน่งก็มาบอกหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานติดธุระไปไม่ได้ วันที่จะเผาหลวงพ่อโหน่ง ท่านติดกำหนดยกช่อฟ้าวัดช่องลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะท่านไปสร้างศาลาไว้ที่นั่น ท่านสั่งพระไปบอกว่า ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งไม่เน่าละก็อย่างเพิ่งเผานะให้รอท่านก่อน ถ้าหากว่าศพหลวงพ่อโหน่งแห้งหรือว่าน่าก็จงเผาเถิด เพระเก็บศพไว้ 13 เดือนแล้ว ปรากฏว่าเวลาเขานำศพออกมามีสภาพเหมือนคนนอนหลับ เวลาท่านจะตายท่านนอนตะแคงขวา พนมมือเหมือนกันคนนอนหลับ สภาพการเน่าเหม็นอะไรก็ไม่มี สมัยนั้นไม่มีการฉีดยา แต่ทว่ากรรมการวัดส่วนใหญ่เขาพากันเผาเสีย ต่อมาหลวงพ่อปานรู้เข้าไปที่วัดนั้นฉันก็ไปด้วย ท่านเรียกกรรมการวัดบ้างพระบ้างมาเทศน์เสียเยอะ เรียกว่าเทศน์ให้ฟัง เพราะไม่รู้ค่าของความดีว่าหลวงพ่อโหน่งนี่เป็นพระอรหันต์ พวกแกนี่อยู่กับพระอรหันต์นะ ไม่รู้ค่าของความดีของพระอรหันต์ นี่ท่านอธิษฐานตัวทิ้งเข้าไว้นะ วันนั้นฉันมาไม่ได้ฉันก็สั่งแล้วว่าถ้าศพไม่เน่าไม่ควรจะเผา เขาก็ไม่เถียง ท่านพูดแล้วเขาไม่เถียง ท่านก็แพ้เขาน่ะซิ ทีนี้คุณสมบัติหลวงพ่อโหน่งมีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง หลวงพ่อปานบอกว่า เวลาใครเขานิมนต์ท่านละก็ ท่านต้องถามพระเสียก่อน เพราะว่าท่านไม่เคยเรียนนี่ เวลานิมนต์ไปเทศน์

ท่านบอกว่าต้องถามพระก่อนแล้วท่านก็จุดธูปถามพระขอท่าน ถ้าพระบอกว่าไม่ควรไป ท่านไม่ไปใครจะนิมนต์ก็ตามท่านไม่ไป แล้วปฏิปทาพิเศษของท่านมีอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านเอาแม่ของท่านไปเลี้ยงไว้ โยมผู้หญิงนะ เรียกภาษาธรรมดาว่าแม่ มันชัดดีไม่แปลกไม่เปลิกหรอก เรียกแม่ก็ได้เวลาท่านบิณฑบาตมาแล้วท่านก็เอาข้าวไปให้แม่ของท่านกิน แล้วท่านก็ฉัน แบบนี้ไม่ผิดนะเคยฟังมาแล้ว เมื่อเวลาแม่กินเข้าวแล้วท่านก็เทศน์ให้แม่ของท่านฟังกันฑ์หนึ่งทุกวัน ท่านทำอย่างนี้เป็นปกติจนกระทั่งแม่ของท่านตาย เอาละ บรรดาลูหลานทั้งหลาย เป็นอันว่าวันนี้ก็ขอยุติกันเพียงเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกหลานที่น่ารักทุกคน สวัสดี

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2515 เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงหลวงพ่อปานที่ไปอยู่กับหลวงพ่อเนียม มันป้ำเป๋อไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ขอให้ทราบในตอนนี้นะว่าหลวงพ่อปานท่านอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือน ถ้าบังเอิญไปพูดว่า 1 เดือนละก็ผิดนักเวลาเลิกแล้วไปนอน ไปนึกขึ้นมาได้ว่า ฉันพูดว่าอยู่กี่เดือนก็ไม่ทราบ เอาเป็นรู้กันว่าหลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อเนียม 3 เดือนก็แล้วกัน

การบวงสรวงก็เหมือนกัน เป็นการเชิญเทวดาทั้งหมด อาราธนาพระ แม้แต่บารมีของพระพุทธเจ้าลงมาทั้งหมด และพรหมทั้งหมด ในการบวงสรวงแบบนี้ ถ้าลูกหลานยังไม่สามารถจะเห็นบุคคลผู้มาได้ ฉะนั้น ก่อนที่จะฟังเสียงของฉัน จุดธูปจุดเทียนแล้วก็เปิดเครื่อง ได้ยินเสียงบวงสรวงหรือชุมชุมเทวดาแล้ว ก็จงคิดว่าพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ทั้งหมดที่ฉันเชิญมาเวลาบันทึกเสียงนี้ มีกี่องค์ก็ตาม พวกเธอทั้งหลายแสดงความนอบน้อมว่า ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพในทุกท่าน แล้วก็ขอทุกท่านจงสงเคราะห์ให้จิตใจของพวกเราทั้งหมดตกอยู่ในสัมมาทิฐิโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี มีธรรมใดที่ท่านเห็นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าเห็นธรรมนั้นด้วยเถิด แล้วขอให้คุ้มครองอะไรบ้างก็ว่ากันไปตามใจนึก แต่ว่าอย่าไปเกณฑ์ให้ท่านเล่นหวย เล่นการพนัน หรือไปลักไปปล้นกัน ท่านไม่เอาด้วย เท่านี้ก็เกิดความสุข ท่านจะช่วยได้ตามความสามารถ หรือที่เรียกว่าไม่เกินอำนาจของกรรม นี้ว่ากันถึงเรื่องบวงสรวงนะ ว่ามันดียังไง

นี่ฉันว่าจะพูดเรื่องอะไร ขึ้นต้นนี่ฉันก็ลืมเสียแล้ว เอายังงี้ก็แล้วกันนะ มาพูดกันถึงว่าหลวงพ่อปานนี่น่ะเป็นหมอ เป็นหมอสาธารณประโยชน์ แล้วก็อาศัยกำลังจิตเป็นสำคัญ ตอนนี้มาฟังกันเป็นเรื่องเกร็ดๆ นะ เป็นเรื่องเกร็ดความรู้ ก็อยากจะให้จบเร็วที่สุด เพราะว่าเรื่องของท่านถ้าจะเล่าให้จบจริงๆ นะ มันจบไม่ได้หรอก ฉันพูดไปก็มีเรื่องมาบอกกันทุกจังหวะแล้วเรื่องธัมมะธัมโม กฎข้อวัตรปฏิบัติก็เหมือนกัน สมเด็จท่านเตือนมาให้ตอนต้นๆ ก็สมควรแล้วนะ เห็นจะไม่ต้องเตือนกันบ่อยๆ จะได้เล่าเรื่องของหลวงพ่อปานให้มากเข้า

ตอนนี้มาว่ากันถึงหลวงพ่อปานถูกเขาทำบ้าง หมายความว่าหลวงพ่อปานนี่เป็นคนรักษาโรค 2 อย่าง โรคที่เกิดจากทางการโดยตรงอย่างหนึ่ง แล้วเกิดจากวิชาอีกอย่างหนึ่งนี่มาย้อนรอยถอยหลังสมัยที่ฉันเป็นนาคอยู่ที่วัด ตอนนี้ฉันเป็นนาคบ้างนา ตอนก่อนเล่าเรื่องหลวงพ่อปานเป็นนาค คำว่า “นาคะ” นี่ เขาแปลว่าผู้ประเสริฐ ประเสริฐตรงไหน ประเสริฐตรงที่ละกามคุณเข้าวัด เอาจิตตั้งไว้ในด้านเนกขัมมบารมี อันนี้นาคแท้นะ แต่เข้านาคจอมปลอมน่ะไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เวลาไปเป็นนาค คือไปอยู่วัดเตรียมการจะบวช ยังมีอารมณ์ไปติดพันผู้หญิงนี่ใช้ไม่ได้นะ ใช้ไม่ได้ เขาต้องหัดกันตั้งแร่ยังเป็นนาคคืออยู่วัด เอาละ ตอนนี้ทิ้งไว้ ถ้าขืนพูดละมันจบยาก

ตอนนั้นฉันกำลังอยู่วัด ใกล้จะบวช ก็มีเด็กสาวๆ คนหนึ่งอยู่บ้านสามกอบ้านสามกอนี่เป็นตำบลบ้านแพน ใกล้ๆ กับอำเภอเสนาคือชิดกับอำเภอ เด็กสาวคนนี้อายุราว 15-16 รูปร่างรู้สึกจะไปวัดไปวากับเขาได้ดี รูปร่างอวบๆ ขาว เนื้อเต็ม ส่วนสัดต่างๆ ก็เกือบจะประกวดได้เลย ถ้าบังเอิญนะ บังเอิญเขาประกวดนางงามกันขึ้น เด็กคนนี้ก็อาจจะประกวดได้ หรือว่ามีสิทธิ์เข้าประกวด แต่ว่าจะได้เป็นนางงามหรือไม่ได้เป็นก็เป็นเรื่องของกรรมการ ในสายตาของฉันถือว่าเป็นเด็กสวยคนหนึ่ง เป็นสายรุ่นๆ แต่ทว่าตอนบ่ายที่เขานำมาหาหลวงพ่อปาน ต้องหามขึ้นมา เดินไม่ได้ เป็นไข้ขนาดหนัก พอหามขึ้นมาวาง หลวงพ่อปานก็บอกว่าไม่ต้องลอง ไม่ต้องใช้หมากลอง นี่ถูกเขาทำมาแล้วนี่ เออ

อีหนูนี่หน้าตามันไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลยนะ ท่านว่ายังงั้น มันเป็นคนสวยก็มีคนรักมาก แล้วคนรักก็รักแบบดีก็มี รักแบบทุจริตก็มีนี่คนรักเขาอยากได้มัน แต่มันก็ไม่ตามใจเขา เขาก็เลยแกล้ง กระทำเอ็ง จะทำให้ตาย เพราะปรากฏว่าเจ้าเด็กคนนี้มันไปรักเด็กชายคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่คนนั้น ในเมื่องเขาไม่มีความหวัง เขาก็เลยคิดว่าในเมื่อเขาไม่ได้ คนอื่นก็จงอย่าได้ ให้มันตายไปเสีย จะได้ไม่มีใครได้ไว้เป็นสมบัติ เขาไปจ้างลาวทำ หลวงพ่อปานท่านบอกเสร็จว่าคนทำนี่นะเป็นลาว เขาจ้าง 200 บาท นี่ท่านรู้เอาตามชอบใจ พอเขาเอาคนไข้มาวางท่านก็พูดเลย ไม่เห็นท่านตั้งท่าหลับตาอะไรนี่ หลับตาปี๋นี่ชาวบ้านติดกันนัก เวลาไปถามพระถามเจ้าที่ท่านพอจะรู้ มีสมาธิพอสมควร พอจะรู้อะไร ได้บ้าง พอท่านบอกไปเฉยๆ โดยไม่หลับตา ก็บอกว่าไม่เห็นหลับตาเลย อีกอักอะไรก็พูดส่ง ไม่เห็นหลับตาสักนิดหนึ่ง

นี่ชาวบ้านน่ะเป็นคนติดการหลับตาแบบนี้ไปโดนหลอกเข้า พระประเภทชอบหลับตาโกหก พ่อก็เลยบอกเอา ทีนี้เห็นเขานั่งหลับตาปี๋ ทำตายิบๆๆๆ ก็รู้สึกว่าพระองค์นี้เคร่งครัดมัธยัสถ์ อย่างน้อยที่สุดก็อาจจะเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ นี่ควรเข้าใจเป็นอย่างนั้นนา แต่ความจริงน่ะเละ ประเภทหลับตาอวดชาวบ้านนี่น่ะเละ ไม่ได้ความ เพราะแม้แต่สะเก็ดแห่งความดีของพระศาสนาก็ยังเข้าไไม่ถึง จะไปเอาอะไรท่าน พระโสดา สกิทาคา อนาคา หรือพระอรหันต์ ไม่ได้เรื่องหรอก ไปดูคำสั่งของพระพุทธเจ้าให้ดี ในอุทุมพริกสูตร พระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ ถ้าฉันจำไม่ผิดก็ว่าอยู่เล่ม 12 หากว่าฉันจำผิดก็แล้วไปนะ ไอ้เล่มๆ นี่ฉันก็ไม่ค่อยได้จำเหมือนกัน จะเป็นเล่มที่ 11 หรือเล่มที่ 12 ก็ไม่แน่นัก ฉันดูมันผ่านมา 30 กว่าปีแล้วนี่ ฉันไม่ได้ดูอีก เล่าเรื่องนี้ต่อไป

ในเมื่อเขาเอาคนไข้มาวาง ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ประเดี๋ยวก็หาย ท่านพูดเฉยๆ แล้วก็หัวเราะกั๊กๆๆๆ บอกว่า เอ้อ ไม่เป็นไรหรอกลูกเอ๊ย ท่านบอกกะพ่อแม่ของเด็ก ถ้ามันเป็นใหม่ๆ ยังงี้มาหาพ่อละก็ไม่เกิน 20 นาทีหรอก หายแน่ หมอขั้นสำคัญ ประเดี๋ยวก็มีพระบัญชาแล้ว เจ้าลิงดำเอ๊ย เสียก้องขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ไม่ไกลท่านนักหรอก นั่งอยู่ไกลประมาณสัก 6-7 วา ลิงดำเอ๊ย เอ็งไปรดน้ำมนต์ให้ข้าที อ้าว! นี่ฉันไม่ได้เป็นหมอกับเขาสักนิดหนึ่งเรียนอะไรก็ไม่ได้เรียนตามนั้น ท่านก็บอกให้โปรดน้ำมนต์ ก็เลยเข้าไปกราบๆ ท่าน ถามว่ารดแล้วว่าอะไรบ้างขอรับ ท่านก็บอกว่าแกมีหน้าที่รดอย่างเดียว ไม่ต้องว่าอะไรหมด น้ำในตุ่มน่ะรดลงไปขนกว่าฉันจะบอกเลิก เอาละซิ นี่มันก็ดีเหมือนกัน หมอรดนี่ ไม่ใช่หมอว่า ไม่ใช่หมอเป่า

เขาก็เอาเด็กคนนั้นไปนั่งพื้นข้างล่างต่ำลงไป ฉันยืนรดอยู่ข้างบน รดน้ำหมดไปประมาณ 2 ปีบ พอถูกน้ำรดทีแรกรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดิ้นบอกไม่ถูก โอ๊ย แกดิ้นใหญ่ ดิ้นไปดิ้นมา ดิ้นมาดิ้นไป น้ำหมดไปประมาณ 2 ปีบนี่แหละ แกฉีกเสื้อของแกออกหมด เหลือแต่ตัวล่อนจ้อน แต่ว่าเดชะบุญนะ ถ้าแกดันฉีกผ้านุ่งแกออกหมดอีก บางทีน่ะหมอขันหล่นมือไม่รู้ตัวเชียวนะ นี่ดีว่าแกฉีกแต่เสื้อ แต่ถึงกระนั้นก็ดี หมอก็ใจเต้นตึ้กๆๆๆ ตอนนั้น หมอก็ยังเป็นกระทิงเปลี่ยวอยู่นาแล้วคิดว่าถ้าไม่ได้เป็นนาคอยู่วัด เจอะแบบนี้เข้าก็น่ากลับจะรบกัน น่ากลัวจะต้องประกาศสงครามกันแน่

เวลานั้นจิตใจไม่เป็นอะไรหรอก เห็นว่าแกเป็นคนไข้ เห็นว่าแกมีทุกข์ ในจิตใจก็คิดอย่างเดียว อาราธนาในจิต ถึงบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงพระพุทธเจ้าหรือพระองค์ยิ้มของฉัน เวลาฉันไปหยิบขันฉันก็นึกถึงท่าน ท่านก็มายืนอยู่ข้างๆ ท่านก็ยิ้มแล้วสั่งว่า รดลงไปเถอะลูก ประเดี๋ยวจะปรากฏเหตุอัศจรรย์ ท่านปานน่ะเป็นคนดี เป็นพระดีนะ ท่านปานนี่น่ะเป็นพระเต็มตัว คุณรับฟังคำสั่งของท่านแล้วปฏิบัติเถอะ ไม่ผิด ท่านปานนี่มีที่ปรึกษาใหญ่ เวลาท่านปานสงสัยอะไรก็ปรึกษาพระ ปรึกษาพรหม ปรึกษาเทวดาเสมอนี่

ตอนที่รดน้ำมนต์ฉันก็นึกถึงหลวงพ่อองค์ยิ้มของฉัน เห็นท่านบอกว่ายังงั้น ฉันก็ดีใจ ฉันก็รดไปเด็กก็ดิ้นไปใหญ่ ผลที่สุดเสื้อเธอก็ขาดหมด เสื้อขาดหมดนี่ คนมันสวยอยู่แล้วนา มันก็ชักจะยังไงๆ อยู่นา แล้วเจ้าคนรดนี่ก็เป็นคนหนุ่มอยู่เสียด้วย แต่เปล่า อย่าเข้าใจผิด ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร สงสารอย่างเดียว ตั้งใจสงเคราะห์อย่างเดียว คนยืนดูกันหมายสิบคน เรียกว่าคนทั้งหมดพระทั้งหมด เห็นแกดิ้นบอกไม่ถูกแบบนั้นก็มายืนดูกัน เมื่อเสื้อแกขาดแล้วก็ฟุบลงไป ตอนเสื้อขาดนี่แกนอนดิ้น แกฉีกเสื้อขาดหมด เห็นแล้วว่ามีแต่เนื้อ เนื้อกะหนัง อย่างอื่นเขาเรียกอะไรกันบ้างฉันไม่รู้หรอก มันก็ไอ้แค่เนื้อแค่หนังนั่นแหละ จะสมมติปุ่มโน้นเป็นยังงั้น ตรงนี้เป็นยังงั้น มันก็แค่เนื้อแค่หนัง มันไม่มีความสำคัญอะไร มันผุมันพังหมด พอเห็นแกไม่มีเสื้อแล้ว แกก็พลิกคว่ำ ที่นั่นมันไม่มีอะไร

หลวงพ่อปานก็สั่งให้รดใหญ่ ไอ้ลิงดำเอ๊ย รดหนักเข้า รดหนักเข้า ท่านก็นั่งคุยอยู่ ไม่เห็นท่านว่าอะไร ไม่เห็นไปว่าคาถาหมุบหมิบๆ อะไร คุยไอ้อยู่ข้างหลังนั่นแหละ คุยกะแขก เห็นฉันรดท่านก็สั่งเอ้ารดหนักเข้าลูก รดหนักเข้า เราเป็นต่อแล้ว แล้วก็หัวไปคุยกับแขก ไม่เห็นว่าคาถาสักนิด แปลก ดูแล้วก็แปลก ฉันรดไปประมาณดูน้ำหมดอีก 1 ปีบ เด็กคนนั้นก็หยุดดิ้น พอหยุดดิ้นเธอก็ลุกขึ้นเรียกโงหัวขึ้นมา ปรากฏว่ามีมีดโต้เล่มหนึ่งมีดโต้ขนาดใหญ่ ผูกสายตราสัง 3 เปลาะอย่างกับผูกผี หล่นเป๊งลงมาจากหน้าอกของเธอ นี่เป็นเรื่องแปลกมาก ก็เวลาที่เธอดิ้นน่ะ เธอฉีกเสื้อออกหมดแล้วนี่ ก็เห็นหนังเท่านั้นแหละไม่มีอะไรเนื้อนี่ก็มองไม่เห็น ทุกคนเห็นเหมือนกันหมด บอกว่าอัศจรรย์ แล้วเขาก็หยิบมีดมาให้หลวงพ่อปานตอนนี้เธอก็หมดทุกขเวทนา รู้สึกว่าอายจัด รีบคว้าผ้าขาวม้าพ่อมาปิดอก แน่ะแปลก ตอนนี้อายแฮะ เอามาปิดเนื้อที่อก เอ้อ ไอ้เนื้อที่อื่นไม่อาย ไปอายเนื่องที่อก แปลกจริงๆ คน ไม่น่าเลยแปลก

ฉันรู้สึกว่าแปลก ไปอายเอาเนื้อที่เขาต้องการ เนื้อนั่นน่าจะโชว์กันนะ แต่โชว์นานๆ ก็ไม่มีราคาเหมือนกัน เพราะตาคนเรามีสภาพเหมือนงู ถ้าของอะไรที่เขาปกปิดอยู่มันก็อยากดูเขาเปิดแล้ว เปล๊า ไม่อยากดูหรอก เดินหลีกไป นี่เป็นยังงั้น นี่ฉันก็ว่าเรื่องไป ไอ้ฉันน่ะไม่ได้เรื่องแล้ว ไม่ได้ความแล้ว ถูกตอนเสียตั้งแต่บวชพรรษาแรก หมดเรื่องกันไป สบายเรื่องนี้สบายไม่ยุ่ง พอเขาเอามีดไปให้หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็บอกว่านี่เขาทำมา เขาเสกมีดเข้าอกแล้วท่านก็เสกมงคลให้ แล้วก็เอาผ้ายันต์ทอ เสกยันต์ทอผูกในมงคลแล้วก็คล้องคอให้อีหนูคนนั้นบอกว่า

อีหนูเอ็งกลับไปบ้านละก็เอ็งอย่าถอดมงคลนะลูกนะ เขายังจะเล่นงานเอ็งต่อไป คำว่าเล่นงานนี้ แหมฟังแล้วจะตีความหมายกันมาก ฟังกันเพียงเหมาะๆ นะ ตีความหมายในคำพูดกันเพียงเหมาะๆ นี่ฉันพูดอย่างพระ อย่าตีความหมายอย่างชาวบ้าน มักจะลึกซึ้งเกินไป แล้วหลวงพ่อปานท่านก็สั่งให้กลับ ความจริงรักษากันเดี๋ยวเดียวจริงๆ นี่คนขนาดหามมานา พอเขาไปแล้วหลวงพ่อปานก็บอกว่า ลิงดำเอ๊ย เอ็งเข้าใจไหมลูก มีเล่มนี้เอาทำยังไง ตอบว่ากระผมไม่เข้าใจขอรับหลวงพ่อ ก็มีดนี่มันเป็นเหล็ก มันเอาเข้ามาในอกคนได้ยังไง

ท่านก็เลยบอกว่าประเดี๋ยวพ่อจะทำให้ดู คนเยอะ คนที่มีดูน่ะยังไม่ไป คนไข้ที่ว่าจะไปก็ไปไม่หมด หมายความว่าเด็กคนนั้นน่ะลงเรือไปแล้ว แต่ญาติของเด็กมาด้วยกันหลายลำนี่ มาเรือ ยังไปไม่หมดท่านบอกว่าพ่อจะทำให้ดู วิธีที่เขาจะเอาข้าคนเขาทำอย่างนี้ ท่านก็เอามีดวางข้างหน้า หมอบางคนเขาเอาใบตอบรอง แต่นี่ไม่เห็นท่านรองท่านเริงอะไร ท่านเอามีดวางข้างหน้า ท่านก็บอกว่าลิงดำเอ็งไปหาไม้ลำที่มีปล้องตันๆ มาให้พ่อลำหนึ่ง ไม่ต้องยาวหรอก เขาเรียกว่าขังข้อคือข้อหัวข้อท้ายมันไม่เปิด มันก็หาไม่ยาก ใกล้ๆ ที่ท่านนั่งมันมีอยู่ฉันก็ไปหยิบมา แล้วท่าน ก็ให้ไปวางไว้ พอวางไว้แล้วท่านก็บอกว่าคอยดูนะ พ่อจะเอามีดนี่นะเข้าไปใกล้ลำไม้ เราก็ดูแล้วไม่เห็นมันเป็นรูที่ไหน มันจะเข้ายังไง ไม้ลำนั้นก็รู้สึกว่ามีความกว้างของลำไม้ไม่เท่ากับมีดโต้ แต่ท่านก็ทำให้ดู

ทุกคนตั้งใจดู ท่านบอก ทุกคนตั้งใจดูนะ แล้วก็เอานิ้วจี้ลงไปข้างมีดไม่เห็นว่าไง ปากก็ไม่หมุบหมิบ สักไม่ถึง 3 นาทีเป็นอย่างช้า นี่ฉันนึกไม่ออกนะว่าเป็นกี่นาทีนะตอนนี้ถ้าเสียงหมามันเข้ามาละก็ทราบด้วยนะว่าวัดฉันน่ะหมาเยอะ ฉันนี่น่ะเผ่าเดียวกับหลวงพ่อเนียมนะ เลี้ยงหมาเยอะ แล้วก็หมาที่เลี้ยงนี่ก็ให้อาหารมันกินเอง ซื้ออาหารให้มา 2-3 ปี

ต่อมานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา นนทา อนันตวงษ์ อุทัยธานี เขารับภาระซื้อข้าวสาร ซื้อกับซื้อขนมให้หมากินแทน ตอนนี้เบาใจไป การเลี้ยงหมานี่ป้องกันนรกได้ดีเหมือนกัน เพราะเป็นเมตตาบารมี เราเลี้ยง เราก็เลี้ยงเพื่อไม่หวังผลตอบแทน ไม่เคยจะใช้มันตักน้ำ ถูบ้าน ใช้อะไรไม่เคย อย่างนี้ชื่อว่าเลี้ยงโดยการสงเคราะห์ อย่างนี้เป็นการป้องกันนรกได้ดี นี่คนเลี้ยงหมาแบบนี้ละก็ จำไว้นะ คนเลี้ยงหมาแบบปล่อยแบบนี้ได้บุญขนาดไหนลุงพุณิ แน่ะลงแกมานั่งนานแล้ว พูดตอนนี้ก็ยิ้ม เลยลืมถามแก ลุง ถามจริงๆ นะ คนเลี้ยงหมานี่น่ะ อ๋อ แกรีบบอกมาเลยบอกว่าล้างบาปไม่ได้

จำไว้นะ ฉันพูดมันก็ป้ำๆ เอ๋อๆ เหมือนกัน บอกว่ากันนรกได้จะกลายเป็นล้างบาป แกบอกว่าเรื่องบาปเรื่องความชขั่วนี่ล้างไม่ได้นะ แต่ว่าอานิสงส์ของหมาด้วยการเลี้ยงปล่อย หมายความว่าเลี้ยงไม่หวังผลตอบแทน ลุงไปทางไหน แกบอกว่ามันหลายทาง ความจริงนี่มันจะไม่เหมือนกับที่ฉันเทศน์เสียแล้วละ ฉันเคยเทศน์ว่าเลี้ยงหมานี่ได้ผลขั้นกามาวจรสวรรค์สามารถจะไปเกิดเป็นเทวดาได้ ลุงพุฒิแกตอบไม่เหมือนกันเสียแล้ว ลุงว่ามาซิ อ๋อ ยังงั้นหรือบอกว่าถ้าเลี้ยงหมาด้วยการสงเคราะห์ใช่ไหมล่ะ สงเคราะห์ให้หมามีความสุข อย่างนี้เป็นผลแห่งกามาวจรสวรรค์ งั้นนะลุงนะ ดาวดึงส์เลยหรือ บอกว่าถึงดาวดึงส์เลย นี่ฟังแกพูดนา แล้วฉันเทศน์น่ะมันเห็นจะผิด ผิดไหมลุง บอกว่าไม่ผิด แต่อธิบายไม่ครบ อ้อ แหมดีจริงๆ อย่างนี้ดีจริง

แล้วขั้นที่สองเล่าลุง การเลี้ยงหมาถ้าใจจดจ่ออยู่กับการให้ทานหมา หมายความว่าการให้ทานนี่น่ะมีจิตห่วงใยมากยังงั้นรึ ใช่ อ๋อ แกบอกว่าใช่ ไปไหนก็ห่วงกลัวจะอด นอนก็คิดว่าพรุ่งนี้หมาจะกินอะไร จะมีกับข้าวอะไรให้หมากิน พยายามหามาให้สิ่งที่มันต้องการที่เรียกว่าพอจะกินได้ หรือว่าขนมพวกนี้หมาจะมีกินไหม ตั้งใจอยู่อย่างนี้เป็นปกติก่อนหลับหรือว่าปกติก็คิดเป็นห่วงอยู่ แกบอกว่าเป็นทานานุสสติกรรมฐาน คือ เป็นทานานุสสติกรรมฐานยังงั้นใช่ไหมลุง แกบอกว่าใช่ อันนี้ฉันไม่ได้เคยคิดเลยนะลูกหลาน ตอนนี้ฉันไม่เคยคิด หรือไม่เคยเทศน์มาเลยนะ แกยิ้ม แกบอกจะเทศน์ยังไงล่ะ ก็คนมันโง่บัดซบ นี่แกว่ายังงั้น แกบอกว่าโง่บัดซบแล้วจะเทศน์ยังไง ก็เทศน์ไปเพียงแค่กามาวจรสวรรค์ อ่านหนังสือมายังงั้น แกบอกว่าจิตถ้าจับอยู่อย่างนี้เป็นอารมณ์เขาเรียกว่าอารมณ์ฌาน แล้วก็อารมณ์ฌานนี่น่ะเวลาใกล้จะตายถ้าจิตห่วงใยอยู่กับแมวหมาที่เราเลี้ยงไว้ คิดหวังจะให้ทันอยู่เป็นฌานตายไปเป็นพรหม ถ้าเวลาตายไม่คิด เวลาตายไปแล้วก็ไปเกิดบนกามาวจรสวรรค์ แล้วบุญอันนั้นบันดาลให้เกิดเป็นพรหมได้ เมื่อหมดอายุในสวรค์แล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม

จำไว้ให้ดีนะลูกหลานนะ ฉันไม่เคยเทศน์แบบนี้เลยนะ ฉันไม่เคยเทศน์ ลุงแกยิ้มใหญ่แล้วแกบอกต่อไปว่าคนเลี้ยงหมานี้น่ะไปนิพพานได้ เพราะว่าเอาหมาเป็นวิปัสสาญาณ เอาอาหารเป็นวิปัสสนาญาณ ถาม ทำไงล่ะลุง วันนี้มีประโยชน์มากจำให้ดีนะ นี่คนรู้เข้าจริงๆ อย่างลุงพุฒินี่แกเป็นพรหม ลุงพุฒิเป็นพรหมแล้วเป็นอนาคามีพรหมด้วย จะบอกไว้ให้เสียก็ได้ แล้วลุงพุฒิน่ะไม่มีโอกาสจะมาเกิดเป็นมนุษย์ จะนิพพานต่อไป นี่แกใกล้นิพพานเต็มทีแล้วใช่ไหมลุง แกบอกว่ใช่ พอสิ้นศาสนานี้แล้วประมาณ 50 ปี 50 ปีนรกหรือว่า 50 ปีมนุษย์ ลุง 50 ปีมนุษย์หรือไปนิพพาน เวลานี้อยู่โต๋งเต๋งเล่นโก้ๆ ยังงั้นนะ เอาละ จำไว้นะว่าลุงพุฒิแกจะไปนิพพาน

เอ้าลุงว่าต่อไปซิ วิธีที่เอาขนมเป็นวิปัสสนาญาณทำยังไง คืออาหารหรือขนมที่ให้สัตว์ แกว่ายังงั้น เป็นวิปัสสนาญาณ เราซื้อมามันก็กินหมดไปน่ะซิ กินหมดไปนี่มันเป็นอนัตตานี่ ซื้อมามากมันค่อยๆ ยุบไปทีละน้อยๆ มันเป็นอนิจจัง กินหมดไปเป็นอนัตตา นี่อีกอย่างหนึ่งนะ แล้วก็หมาที่มันกินของๆเรานี่น่ะ มันก็มีชีวิตอยู่ไม่ตลอด ในที่สุดมันก็ตาย นี่แสดงว่าถึงแม้เราจะเลี้ยงมันยังไงก็ตามสภาพความเที่ยงมันไม่มี แล้วเวลาที่มันอยู่มันหิวมันกระหายมันร้อนมันเย็นมันหนาวมันก็มีความทุกข์ก็เป็นทุกขัง แล้วเวลามันตายก็เป็นอนัตตา เราไม่อยากให้มันตายมันก็ตาย ท่านเคยเอายารักษาหมาใช่ไหม บอกว่าใช่ แล้วเวลามันจะตายรักษารอดไหม พุทโธ่ ลุง ก็ฉันจะตายเองฉันยังรักษาไม่รอด หมาฉันจะตายฉันจะรักษารอดยังไง แกก็เลยบอกว่านั่นแหละมันเป็นอนัตตา

คำว่าอนัตตาหรือกฎธรรมดานี่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 3 ประการนี่ ไม่มีใครบังคับได้ มันเป็นกฎตายตัวนี่ ถ้าอารมณ์จิตคิดอย่างนี้ว่าหมาเราเลี้ยงแล้วมันก็ตาย เราจะต้องตายอย่างนี้ เวลาหมามีชีวิตอยู่ มันก็จะต้องมีความทุกข์ ต้องการอาหาร ต้องการความสบาย เราได้เกิดอีกเราก็มีทุกข์อย่างนี้ ในที่สุดก็ต้องตายอย่างนี้ เราก็เบื่อความตายมันเสียเบื่อความเกิดมันเสีย เราไม่ต้องการมัน ขึ้นชื่อว่าความเกิด ไม่ว่ามันจะเป็นคนก็ตามสัตว์ก็ตามเราไม่ต้องการ เราไม่เอาทั้งหมด คิดแค่นี้เราก็ไปนิพพาน เท่านี้น่ะหรือลุง แกบอกว่าเท่านี้แหละไม่ต้องมาก ถ้ายังงั้นก็ต้องตั้งสรณะใหม่กระมังลุง เราว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ขอให้ถึงซึ่งพระธรรมเป็นที่พึ่ง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ทีนี้ก็ต้องมาตั้งกันใหม่ว่า ติรฉานัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงหมาเป็นที่พึ่ง เป็นยังไง แกก็หัวเราะ แกบอกว่าไม่ถูก อย่งนี้มันเป็นธัมมัง สรณัง คัจฉามิ เออ นี่นักเทศน์ฟังไว้นะ ที่ฟังนี่คุณสุรินทร์ เจ้าอาวาสวัดสุขุมาราม มีส่วนจะได้ฟังอยู่ด้วย ยังหนุ่มอยู่นะ ถ้าใครเขามาถามละก็จำไว้ให้ดี นี่เป็นปัญญาของลุงพุฒิ บอกว่าการตายของหมานี่ไม่ใช่เอาหมาเป็นที่พึ่ง เอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง

หมายความว่าเราให้ทานตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และแกก็บอกว่าการที่เราจะรู้พระธรรมได้ก็เพราะพระพุทธเจ้านำมา ก็เป็นพุทธัง สรณัง คัจฉามิ คือถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ตานี้เราไม่สามารถพบพระพุทธเจ้าได้ด้วยตนเอง เรารับฟังเรารู้มาจากพระสงฆ์ ก็เป็นสังฆัง สรณัง คัจฉามิ ถึงซึ่งพระสงฆ์เป็นที่พี่ง เอ๊ะ ก็แปลว่าไตรสรณาคมณ์ซิลุง แกก็ตอบว่าใช่ จะทำอะไรก็ตามมันก็แค่ไตรสรณาคมณ์เท่านั้นแหละ ว่าถึงพระไตรสรณาคมณ์ คือถึงที่พึ่งทั้ง 3 คำว่าไตรสรณาคมณ์แปลว่าที่พึ่ง 3 อย่าง มีแค่นี้นะลุงนะ แกบอกไม่เลยนี้หรอก พูดกันไปเถอะร้อยแปดพันเก้าก็ไม่พ้น 3 อย่างนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 16:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานไหว้ศพ

ตานี้เอาตอนต่อไป ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนหลวงพ่อปานไหว้ศพ นี่ลูกหลานทั้งหลายน่ะ ก็เคยฟังมาแล้วนา เล่าให้ฟัง แต่ว่ามันเล่าแล้วก็หายไปนี่ คราวนี้มาเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อปานไหว้ศพ ประเพณีของหลวงพ่อปาน แต่ความจริงท่านไม่ได้ทำเป็นประเพณี ท่านทำด้วยจิตเลื่อมใส คำว่าประเพณีกับคำว่าเลื่อมใสมันไม่เหมือนกันนะ ลูกหลานฟังให้ดีนะ ตานี้ว่ากันถึงการไหว้ศพ ไม่ว่าศพอะไรทั้งหมด จะเป็นศพเด็กศพผู้ใหญ่ ศพผู้หญิงศพผู้ชายก็ตาม เวลาเขานำมาที่วัดหลวงพ่อปานท่านก็คว้าธูปคว้าเทียน ถ้าเขามาตั้งเรียบร้อยแล้ว หยิบธูปหยิบเทียน ห่มจีวรคลุมผ้าสังฆาฏิว่ากันเต็มยศแล้วท่านก็ไปไหว้ศพ พวกพระทั้งหมดสมัยนั้นนะ พระสมัยนั้นกับพระสมัยนี้ไม่ค่อยเหมือนกัน ฉันดูพระสมัยนี้มันตื้อๆ เหมือนเรือเกลือยังไงไม่รู้ พระผู้หลักผู้ใหญ่พระหัวหน้าจะทำอะไรไม่ค่อยดู บางทีเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่พระวัดไหนเขาดีบ้างฉันก็ไม่ทราบ เดี๋ยวนี้มันเห็นครูบาอาจารย์เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ เห็นคนแก่คนเฒ่า พระเก่าพระแก่ทำก็เฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ว่าระบบของที่นั่นเขาคอยดูกัน มีพระคอยจ้องหน้าคอยจ้องดู ก็มีพวกฉันแหละ ไอ้ลิง 3 ตัวนี่ ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงเล็ก เพราะเป็นลิงหน้าพลับพลาประจำคอยสังเกตหลวงพ่อปาน ว่าหลวงพ่อปานจะขยับเขยื้อนอะไรก็ให้จังหวะแก่เพื่อน

บรรดาเพื่อนพระทั้งหลายก็พร้อมพรึ่บพรั่บทันที นี่เขาเตรียมกันไว้ยังงี้นา เขาไม่ได้คอยให้ครูบาอาจารย์มาตะโกนโวยๆ พระสมัยนิวเคลียร์นี่ไม่เป็นเรื่อง เป็นเหยื่อลุงพุฒิหมด ไม่หมดก็เหลือน้อยเต็มที หรือว่าไงลุง ฮึ แกบอกว่าบวชน้อยๆ น่ะ บวชทันสมัยน่ะทุกรายแหละ บวชแบบทันสมัยนี่ทุกราย ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ฆ่าควาย บวชกินเลี้ยงทุกราย ถ้าไม่ทำความดีรีบหนีละก็เสร็จ ลงอเวจีเป็นแถว ฟังให้ดี เวลาพระพุทธเจ้าท่านบวช ท่านไม่ได้มีแห่นะ เวลาที่ใครไปบวชกับท่านก็ไม่มีพิธีรีตองมาก ท่านเรียกเอหิภิกขุอุปสัมปทา ว่าเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้แหละ เอหิภิกขุนะ เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ ต่อมาให้ถึงติสรณาคม ก็ให้ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง ก็เป็นอันบวช

ต่อมาให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้มีพระคู่สวด พระอันดับ ก็ไม่มีแห่อะไร ไม่ต้องทำพิธีมาก ที่ทำกันมากน่ะนอกเรื่องนอกราว ไม่เกี่ยวกับพระศาสนา ทำเลี้ยงต้องเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้ง ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ บาปมันมากกว่าบุญจะไปสวรรค์กันได้ยังไง พวกแบบนี้เขาเรียกว่าลงทุนซื้อนรก เวลาบวชเข้าไปแล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติหรอกนะ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขาไม่เอา ไปคุยกันถึงเรื่องสาวบ้านนี้ จะทำงานบ้านโน้น จะหาลาภอย่างนี้ จะร่ำรวยอย่างนั้น อยากจะได้ยศแบบนี้ ยศขั้นนั้นหมดไป นรกหมดไม่มีเหลือ บวชแล้วไม่ได้เป็นพระหรอก เป็นพระแต่หัวกับผ้าเหลือง ใจไม่ได้เป็นพระ พระที่เขาบวชต้องถือ นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา หรือว่าคำขอบรรพชาแบบธรรมยุตขึ้นต้นก็ขอพระนิพพานเลย เป็นอันว่า จิตเราจะบวชเพื่อพระนิพพานอย่างเดียว บวชเข้าไปแล้วก็เริ่มปลดอารมณ์ อารมณ์ที่เป็นฆราวาสทั้งหมดเริ่มปลดลงไป ปลดมันขาดไม่ได้ก็ยับยั้งไว้ชั่วขณะก็ยังดี อย่างนี้เรียกว่าบวชเล็ก ถ้าปลดได้เลยเป็นบวชใหญ่ ถ้าบวชสะสมทรัพย์ บวชปรารถนายศฐาบรรดาศักดิ์ เสร็จแล้วก็เมายศด้วย

ลุงพุฒิว่าไง แกบอกว่าตอบแล้วนี่ เมื่อวาน เสร็จทุกราย ที่ใครได้ยศแล้วไม่เมายศ มีลาภแล้วไม่เมาลาภยังดี ได้ยศแล้วเอายศวางเสีย เวลาใช้ค่อยใช้กัน ไม่ถึงเวลาใช้ก็วางเก็บไว้ก่อน มีลาภสักการก็ทำเป็นสาธารณประโยชน์ แล้วก็เลี้ยงตัวพอสมควร เหลือก็เอาไปทำในส่วนที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในเมื่อมีศพทุกศพ หลวงพ่อปานท่านถือดอกไม้ธูปเทียน พาดสังฆาฏิ ทำกันเต็มยศ ท่านไม่ชวนใคร ไม่ตีระฆัง ท่านก็ลงไปศาลาไหว้ศพ พระทั้งหมดพอศพมาก็ต้องเตรียมผ้าสังฆาฏิเหมือนกัน ไม่ต้องบอกกัน เห็นหลวงพ่อปานลุกจากหน้ากุฏิ กุฏิท่านอยู่ลึกเข้าไป ศาลาอยู่อีกด้านหนึ่ง มายืนจุกกันอยู่ทางปากทางหมด พอหลวงพ่อปานเดินออกหน้า ต่างคนต่างเดินเรียงกันตามลำดับอาวุโส ไม่ใช่ตามลำดับยศ ไอ้ยศน่ะพระศาสนาเขาไม่ใช้หรอก ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้า

ในศาสนานี้ถืออาวุโสเป็นสำคัญ ยศไม่เกี่ยว เป็นเรื่องข้างนอก ยศเป็นโลกธรรม ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงยกย่อง ไม่ใช้ ผิด เมื่อเดินกันตามลำดับอาวุโสไปถึงหน้าศพ หลวงพ่อปานก็จุดธูปเทียน พวกพระก็จุดบ้าง หลวงพ่อปานกราบ พระก็กราบบ้าง กราบแล้วท่านนั่งเฉย ประเดี๋ยวพระก็นั่งบ้าง เวลาท่านลุกกลับก็กลับบ้าง คนอื่นเขานึกยังไงฉันไม่รู้ สำหรับตัวฉันไม่รู้หรอก เห็นท่านกราบก็กราบ เห็นท่านนั่งก็นั่ง เห็นท่านกลับก็กลับ อย่างนี้เรียกว่าขี้ตามช้าง กราบแบบนี้ประมาณ 10 ศพ คราวหนึ่งยายฟูแกตาย ยายฟูนี่นะเป็นคนที่มาทำงานวัดทุกวัน มาดายหญ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง อะไรบ้าง ตอนเย็นแกก็กลับ รู้สึกว่าตอนแก่นี้แกไม่เอางานบ้านเลย แกสนใจอยู่กับวัด เป็นคนรับใช้หลวงพ่อปาน ทำอาหารการบริโภค ทำครัว ถูกุฏิ กวาดวัด มีเรื่องตักน้ำตักท่าจิปาถะ ยายฟูนี่เอาทุกอย่าง แต่ว่าฉันเห็นว่าแกแก่แล้ว ฉันก็ไปช่วยแก ถ้าเวลาแกตักน้ำฉันก็คว้าหาบไปช่วยแก บอกแกว่าน้าฟูไม่ต้องทำ น้าฟูแก่แล้ว ทำตรงนี้ ทำตรงเบาๆ ตรงหนักๆ นี่ฉันทำแทน สงสารแก

ตอนนั้นเห็นแกมีน้ำใจดี แล้วหลวงพ่อปานก็เรียกยายฟู ว่า อีฟู จะธุระอะไรก็อีฟูเอ๊ย ฟูเอ๊ย มาหาหลวงน้าหน่อยวะ นี่ท่านเรียกอีฟู แต่ฉันเรียกน้าฟู พอยายฟูตาย เขานำศพยายฟูจากบ้านมาขึ้นศาลา หลวงพ่อปานก็พาดสังฆาฏิอีกแล้ว ไม่ต้องห่วงละ กี่ร้อยศพก็ทำแบบนี้ แบบนั้นตอนที่ฉันเป็นหัวหน้าพระ ฉันก็ทำตามท่านเสมอ แต่ตอนนี้ขึ้นมาสายเหนือนี่ ทำไม่ได้หรอก ไม่เห็นเขาเอาท่าเอาทางกันนี่ เขาไม่เอาไหนกันเลยนะ เขาเอาอย่างเดียว บังสุกุลมาติกาหาสตางค์กินเท่านั้น ส่วนสาธารณประโยชน์เขาก็ไม่ค่อยทำกัน พระสายเหนือนี้เขามีอุเบกขาบารมีดีมาก ไม่เอาไหนหรอก เรื่องธัมมะธัมโมนี่รู้สึกว่าเขาไม่ค่อยสนใจกัน ไม่ค่อยตรงกับพระไตรปิฎก ไปๆ มาๆ เขาบอกว่าทำเป็นประเพณีไป ก็ดีเหมือนกันนะลุงนะ เสร็จ

ลุงพุฒิบอกแบบนี้เสร็จ จดแหง ไม่ได้จดหรอก มันขึ้นเอง ลุงพุฒินั่งยิ้ม วันนี้มานั่งพูดตรงนี้นะ หลวงพ่อท่านยิ้มใหญ่ บอก เออ พูดไป พูดไป ท่านว่ายังงั้น ตรงนี้ดีว่ะ ท่านว่ายังงั้น ตอนฉันอยู่น่ะท่านก็พูดยังงี้เหมือนกัน ไอ้ลิงดำเอ๊ยอย่างนี้ดีว่ะ อย่างนี้ไม่ค่อยดีนะ ไอ้ลิงดำเอ็งอย่าทำยังงี้นา อย่างนั้นเอ็งอย่าทำนะ ฮื่อ แล้วท่านว่าไง แกขโมยอะไรข้าบ้าง แกก็บอกเขาด้วยนะ แน่ะมาซ้อมไว้ นี่มาสั่งไว้เดี๋ยวนี้เอง แกขโมยอะไรข้าบ้าง แกบอกให้ชาวบ้านเขาฟังไว้นะ แกอย่าไปปกปิดเขานา แล้วก็ยิ้มหัวเราะชอบใจ หลวงพ่อท่านใจดี ปกติท่านใจดีเสมอ ท่านสงเคราะห์ฉันอยู่เสมอ แต่ฉันก็เป็นลูกศิษย์หัวรั้นไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แบบฉันนี่อย่าตามมันนักนา ถ้าจะตามก็ตามแบบดี แบบเลวอย่าตามนะ มันไม่เกิดประโยชน์ ต่อไปพอศพยายฟูมาก็ไปกันตามเดิม ไม่ต้องพูดถึงเข้าแถวหรอกรำคาญหู หลวงพ่อปานท่านก็กราบ

กราบแล้วท่านก็นั่งเฉยๆ นั่งตามแบบฉบับซี ตอนนั่งท่านนั่งปลง แต่ฉันไม่ได้ปลงหรอก ฉันไม่รู้นี่ ท่านนั่งฉันก็นั่งมั่งซิ ท่านหลับตา ฉันก็ทำตายิบๆๆๆ กลัวท่านจะลุกมาแล้วฉันไม่รู้ หลับเป็นตากระต่าย พอท่านนั่งเสร็จแล้ว ท่านลืมตาขึ้นมา ฉันหรี่ตาไว้นี่ ทำไมฉันจะไม่รู้ท่านลืมตา ฉันเลยถามว่า หลวงพ่อขอรับ ก็ยายฟูน่ะเวลามีชีวิตอยู่หลวงพ่อเรียกอีฟู แล้วเวลายายฟูตาย หลวงพ่อมากราบทำไมขอรับ ท่านหันมามองแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองพระทุกองค์คล้ายๆ กับท่านจะถามในใจของท่านว่า พระทุกองค์น่ะคิดเหมือนไอ้ลิงดำหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า ไอ้ลิงดำ ที่มาไหว้ศพน่ะเขามาไหว้สัจธรรมของพระพุทธเจ้านะ

คำว่าสัจธรรมน่ะเป็นแบบนี้ คือว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าร่างกายของคนน่ะ อย่าพูดเลยว่าขันธ์ 5 มันยุ่งเปล่าๆ ขันธ์ห้าขันธ์เห้ออะไรนี่ยุ่ง มันฟังยาก ขันธ์น่ะแปลว่ากอง ไม่ใช่ภาษาไทยเสียอีก เอาร่างกายก็แล้วกัน ร่างกายของคนและสัตว์นี่น่ะมันเป็นอนิจจัง มีสภาพไม่เที่ยง เวลาอยู่ก็เป็นทุกข์ ทุกขัง แต่ในที่สุดก็เป็นอนัตตาคือตาย ใครบังคับบัญชาไม่ได้ เวลาที่เรามาไหว้กันนี่เขาไหว้พระสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า เวลากราบลงไปเขากราบพระพุทธเจ้ากันนะทีแรก กราบพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้าเทศน์นี่นะถูก ทรงเทศน์ไว้ตรง ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับนับถือ ขอเอาธรรมข้อนี้หรือคำสอนตอนนี้ไปคิดเป็นประจำใจ จะได้เป็นคนไม่ประมาท ตกอยู่ในคุณธรรมชั้นสูง เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน แล้วก็กราบลงไปครั้งที่ 2 ก็นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนที่พระองค์ทรงหลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ เหมือนดอกมะลิแก้ว เพราะแพรวพราวไปด้วยความจริง แพรวพราวไปด้วยคำประเสริฐ นี่พระธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ เป็นของจริงเป็นของประเสริฐ ทำบุคคลทั้งหลายไม่ให้เมามัน ให้เข้าถึงความสุข กราบครั้งที่ 3 ก็กราบพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านอุตส่าห์ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว ไม่ปล่อยให้อันตรธานสูญไป รวบรวมเข้าไว้ นี่กราบความดีของพระ 3 พระนา เขาไม่ได้กราบผีกราบศพ

แกจะเห็นว่าคนที่ตายแล้วฉันมากราบ แม้แต่เด็กฉันก็กราบ นี่ความจริงฉันไม่ได้กราบเด็ก ไม่ได้กราบคนตาย ฉันกราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ และเอาคนตายนี่เป็นครูฉัน ว่าเขาเกิดมาแล้วตาย จริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้วท่านก็หันมาถามว่า เออ เจ้าลิงดำ แล้วเอ็งกราบอะไร ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ที่ผมกราบไม่ใช่กราบอะไรหรอกครับหลวงพ่อ ผมก็กราบผี ท่านก็เลยถามว่านี่ล่อมากี่ผีแล้วพ่อคุณ บอกว่าสิบกว่าผีแล้วขอรับ ท่านว่าแล้วกันไอ้ลิงดำ กราบผีเข้าให้แล้ว ดีเหมือนกัน ไอ้คนอย่างแกมันก็โง่น้อย ไม่ใช่โง่มาก หมายความว่าโง่แล้วพอพูดแล้วมันก็เกิดความฉลาด โง่แล้วยังดีกว่าไอ้คนโง่แล้วไม่พูดไม่ถาม พูดแล้วก็ยิ้มๆ มองกวาดไปทางพระองค์อื่น บอกว่า ไอ้ที่โง่แล้วไม่ถามมันอาจจะมีเยอะนา

ในกลุ่มที่นั่งนี่น่ะ บวชก่อนพวกแกตั้ง 10 พรรษา 20 พรรษาก็มี เข้าใจกันหรือเปล่า ฉันทำให้ดูไม่เข้าใจก็ถามซิ ถ้าไม่ถามขี้ตามช้างมันก็ดีเหมือนกัน แต่ประโยชน์น้อย เอาเถอะก็ดี ทีนี้ท่านก็เลยบอกว่าการกราบศพเขากราบคุณพระรัตนตรัย กราบสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาเผาศพก็เหมือนกันนะ อย่าตั้งหน้าตั้งตาเผาเขา เวลาเราไปเผาศพก็เผากิเลสในใจของเราเสียด้วย กิเลสส่วนใดที่มันสิงอยู่ที่เรา คิดว่าเราจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายน่ะ เผามันเสียให้หมดไป เราคิดว่าวันนี้เราเผาเขา ไม่ช้าเขาก็เผาเรา คนเกิดมาแล้วมาตายอย่างนี้เราจะเกิดมันทำไม ต่อไปข้างหน้าเราไม่เกิดดีกว่า เราไปพระนิพานนั่นละดีที่สุด เรื่องอัตภาพร่างกายสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นความหมาย ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ตายแล้วหาสาระหาแก่นสารไม่ได้ หาประโยชน์ไม่ได้

นี่ท่านสอนอย่างนี้ก็จำไว้นะลูกหลาน เผาผีก็มุ่งไปนิพพาน ไปกราบศพไปเคารพศพก็ไปนิพพาน อย่าทำกันเป็นประเพณีนะ ประเพณีที่เขาจัดทำทำไปเถอะ แต่ใจอย่าเป็นประเพณี ไหนๆ ก็ลงทุนเสียเวลาไปในงานศพแล้ว เอากำไรกลับมานะ เอากำไรกลับมา คิดว่าเราต้องตายอย่างเขา เมื่อเขาอยู่ก็มีทุกข์อย่างเรา เราเกิดอย่างเขาเราก็แก่อย่างเขา เราป่วยไข้ไม่สบายอย่างเขา เราจะต้องตายอย่างเขา ถ้าหากว่าเราจะต้องตายอย่างนี้ จะต้องป่วยอย่างนี้ ต้องลำบากอย่างนี้ ต้องมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ เราจะเกิดมันทำเกลืออะไรอีก เกิดเป็นเกลือยังดีมันรักษาความเค็มของมันได้ ไอ้เกิดมีร่างกายนี่รักษาไว้ไม่ได้ระยำกว่าเกลือตั้งเยอะ เอ้า เรื่องยายฟูนี่ผ่านไปนะ ฉันมานึกดูเสียก่อน นั่งนึกว่าจะเอาเรื่องอะไรต่อ เอายังงี้ก็แล้วกัน เอาคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 16:52 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

ตอนนี้มาว่ากันถึงคาถาพระปัเจกพุทธเจ้า เรื่องนี้มันไม่เรียงตามลำดับนะ ฉันนึกอะไรขึ้นมาได้ฉันก็ว่าดะ คาถาของพระปัจเจกพุทธเจ้านี่หลวงพ่อปานท่านมาเรียนตอนปลายชีวิตของท่าน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่หลวงพ่อปานไปเรียนกับครูผึ้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นครูผึ้งเป็นฆราวาส อายุ 99 ปี สมัยนั้นค่าของเงินมันสูง เงิน 100 บาทนี่สูงมาก หรือเงิน 1 บาทนี่สูงมาก ข้าราชการถ้าได้เงินเดือน 20 บาทก็รู้สึกว่าโก้ โก้มากแล้ว นายสิบตรีดูเหมือนจะได้เงินเดือน 16 บาทหรือไงนี่น่ะ นายสิบเกณฑ์ได้เงินเดือน 8 บาท พลทหารได้เงินเดือน 4 บาท ร้อยตรีได้เงินเดือนละ 80 บาท แล้วก็ร้อยเอกเต็มขั้นก็ 160 บาท นี่ฉันจำได้ จำผิดจำถูกไม่รู้ ค่าของที่ซื้อกัน ก๋วยเตี๋ยว 20 ชาม 1 บาท หรือบางทีก็ 2 ชาม 5 สตางค์ แต่ว่าปลาหมึกชิ้นละ 1 สตางค์ นี่ตอนเป็นนักเรียนฉันไม่ค่อยได้ซื้อหรอก ฉันขโมยเจ๊ก เวลาโรงเรียนปล่อยลงมาก็ซื้อปลาหมึกกันคนละชิ้นสองชิ้นลุ่มลั่มๆ ฉันเข้าไป พอเจ๊กเผลอก็คว้าหมับมากำมือหนึ่ง มาแจกเพื่อนกิน นี่ฉันน่ะระยำไม่ใช่น้อยนะเด็กๆ ก็ตัวดีเหมือนกัน

แต่ของใหญ่ไม่เคยลัก ปลาหมึกนี่ชอบลักเพราะชอบกินก็เลยชอบขโมยเขา บาปไม่บาปลุงพุฒิยิ้มแหงเลย ไม่ใช่แหง พอบอกว่ายิ้มแหง ต่อว่าบอกว่าอย่ายิ้มแหงซี ยิ้มก็ยิ้มซี บอกว่าเรื่องไม่บาปไม่มี เอ้า ว่าถึงคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าที่หลวงพ่อปานจะเรียนน่ะ ตอนนั้นไปจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ไปได้ข่าวว่าอาจารย์ผึ้งนี่น่ะเป็นคนพิเศษ เวลาขอทานมาขอให้คนละ 1 บาท 1 บาทสมัยนั้นขอทานยิ้มไปหลายวัน แล้วถ้าใครเขาบอกบุญโกนจุกบวชนาคอะไรก็ตาม แกทำบุญรายละ 100 บาท นี่หนักเหลือเกินนะสมัยนั้นเงิน 100 บาท เงิน 200 บาทนี่ สร้างบ้าน 2 หลัง มีครัวได้ 1 หลัง สร้างด้วยไม้ยางนะ เสาไม้แก่น แกช่วยงานรายละ 100 บาท นี่ไม่ใช่เงินเล็กน้อย เป็นเงินใหญ่ แล้วก็ต่อมาเป็นยังไง ในเมื่อหลวงพ่อปานทราบข่าวก็ไปขอเรียนกับแก เล่ากันลัดๆ นะ แกก็ให้เรียน เมื่อเรียนมาแล้วก็ปรากฏว่ากลับมาที่กรุงเทพฯ มาพักอยู่ที่วัดสระเกศ วัดสระเกศนี่เป็นวัดที่ท่านเคยไปเรียนหนังสืออยู่ มีพวกพ้องมาก กุฏิที่พักก็เป็นกุฏิของหมวดเจิ่น ดูเหมือนว่าจะเป็นคณะ 9 หรือคณะ 11 จำไม่ได้ จำไม่ได้ชัดนะ คณะ 8 คณะ 9 หรือคณะ 11 อะไรนี่จำไม่ได้ชัด ชอบกันมาก ไปพักอยู่ที่นั่น

แล้วก็ปรากฏว่าเวลาฉันข้าวมีชาวบ้านในกรุงเทพฯ เขานับถือท่าน พอรู้ว่าท่านมาก็เอาข้าวปลาอาหารไปถวายกันเยอะแยะ ทานบารมีของท่านมีมาก ไม่เหมือนฉัน ระหว่างฉันข้าวท่านก็พูดเรื่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า คาถาบทนี้น่ะดีเหลือเกิน ทำให้คนมีลาภสักการ แล้วก็อธิบายถึงครูผึ้งว่า แกเป็นคนแก่แล้วไม่ได้ทำอะไร แต่คนไปบอกงานบอกการแกช่วยรายละ 100 บาท ขอทานไปขอแกให้รายละ 1 บาท ตอนนั้นท่านกล่าวว่านายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ท่าเตียน เขาเป็นลูกศิษย์ที่เคารพท่านมากเหมือนกัน นั่งอยู่ข้างหลัง ท่านว่าตัวคาถา แกก็จดอยู่ข้างหลัง จดแล้วพอคนอื่นไปหมดท่านพูดให้ฟังถึงคุณสมบัติว่ามีประโยชน์มาก ใครเอาไปเจริญภาวนา คือสวดมนต์คืนละ 3 จบ หรือ 5 จบ หรือ 7 จบ หรือ 9 จบ อย่างใดอย่างหนึ่ง ลาภสักการจะมีไม่ขาดสาย

ถ้าว่าทำเป็นสมาธิได้ละก็ จะเกิดลาภหนัก ท่านว่ายังงั้น นายประยงค์จด แต่ว่าคนอื่นทั้งหมดไม่มีใครสนใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน คนอื่นทั้งหมดที่ฟังแล้วไม่สนใจ มีนายประยงค์คนเดียวสนใจ เวลาคนอื่นไปหมดแล้ว นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร ก็เข้าไปหาหลวงพ่อปาน ไปขออนุญาตเรียนคาถาบทนี้ แล้วก็อ่านให้ท่านฟังที่จดว่ามันถูกหรือผิด ท่านก็บอกว่าถูกต้อง แล้วก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจบอกว่า เออ พ่อดีใจประยงค์ เอ็งเป็นลูกหัวปี สำหรับคาถาบทนี้เอาไปทำ ถ้าเอ็งทำไม่เกิดผลเพียงใดละก็พ่อจะไม่พิมพ์แจกคนอื่น เอาไปพิสูจน์กัน นี่ท่านใช้บทพิสูจน์ ตอนนี้เมื่อปี 2480 นายห้างประยงค์รู้สึกว่าร่ำรวยมาก มีลาภสักการสูง ค้าขายดีมีทุนรอนมาก ท่านไปที่วัดบางนมโคท่านกล้าพูดบอกว่า ถ้าหลวงพ่อจะทำอะไรก็บอก ผมไม่กลัว เท่าไหร่เท่ากัน เรื่องทำบุญยิ่งทำเงินยิ่งมา

ก็เลยถามท่านนายห้างว่า ท่านนายห้างทำยังไงลาภสักการจึงเกิดมาก ท่านก็บอกว่าผมบูชาพระ กลางคืนผมก็บูชา 9 จบเหมือนกัน แต่ว่าเวลากลับไปจากขายของตอนเย็นรับประทานอาหารแล้ว อาบน้ำอาบท่าเสร็จ ก็เข้าห้องพระทำคาถาบทนี้เป็นพระกรรมฐาน พอตั้งจิตเข้าถึงอุปจารฌานก็เห็นพระสวยสดงดงามมีแสงสว่างเกิดขึ้น ท่านบอกว่าตอนนี้นะขอรับ ทำอะไรมันเป็นเงินเป็นทองไปหมด ที่เขาขายกันขาดทุน ผมก็ขายเข้าก็ได้กำไร คิดว่าจะได้น้อยมันก็ได้มาก บางทีห่อยา แกขายยานี่ ยาทำไว้แล้วพันห่อ เจ้าหน้าที่ขายครบ 1,000 ห่อ เงินก็ได้ครบแล้ว แต่ยายังเหลือ ของก็ขายดีขึ้นเป็นพิเศษ แกบอกว่าสมัยก่อน เดือนไหนถ้าผมมีกำไรสุทธิได้ถึงเดือนละ 200 บาท สองผัวเมียนี่นอนไม่หลับขอรับ ดีใจ เวลานี้ถ้าได้ 200 บาทนี่ไม่รู้สึกอะไรเลย แสดงว่าแกได้มาก

นี่นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาท่าเตียน จ.พระนคร หรือนครหลวงอะไร กรุงเทพธนบุรี แกเป็นคนได้ก่อน แล้วบรรดาลูกหลานที่รัก ถ้าอยากจะรวยก็ทำอย่างนายประยงค์ก็แล้วกันนะ คาถาตามแบบฉบับของท่านมียังไง ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์ก็ไม่ใช้ถ้อยคำของฉันผสม ลอกเฉพาะถ้อยคำของหลวงพ่อปานอย่างเดียว พิมพ์แจกบรรดาท่านพุทธบริษัท ฉันก็แจกฟรีเหมือนกัน แต่น่ากลัวจะไม่เลี้ยงอะไรหรอก จะเลี้ยงก็เลี้ยงข้าวต้ม เงินที่แจกก็ไม่ใช่เงินของใครนะ เงินของลูกหลานที่ให้ฉันมากินนั่นแหละ ให้ฉันมากินมาใช้ ฉันก็มาพิมพ์คาถาแจกเสียอีกแล้ว โมทนาเสียนะ เราทำให้คนอื่นเขารวย เราก็จะได้รวยตาม เรื่องคาถาหมดไป ทีนี้เรื่องเบ็ดเตล็ด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานทอดกฐิน

มาพูดกันถึงการปฏิบัติประจำอีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อปานนี่มีอุปนิสัยอย่างหนึ่งชอบทอดกฐินทุกปี เรื่องกฐินมี่ท่านทอดของท่านทุกปี ปีละหลายๆ วัด ปีหนึ่งที่จังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกว่าข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านต้องกินขุยไผ่ ในเขตอำเภอเดิมบางนางบวชโน่น เลยจังหวัดสุพรรณขึ้นไปมาก ตอนนั้นไม่ได้ข้าวไม่ได้ปลา ต้องไปขุดขุยไผ่กิน หลวงพ่อปานก็ไปทอดกฐิน 7-8 วัด แต่การทอดกฐินคราวนั้น ท่านประกาศกับบรรดาพุทธบริษัทของท่านว่า จะต้องการเอาอาหารไปช่วยเขา เขาอดข้าวอดอาหาร นี่ ท่านเป็นนักสังคมสงเคราะห์ แต่ไม่มีใครเขาช่วยท่านหรอก รัฐบาลไม่ได้ร่วมมือ แต่ว่าชาวบ้านช่วยท่านไปคราวนั้น ปรากฏว่านำข้าวเปลือกบ้าง ข้าวสารบ้างไป 7 ลำเรือ เรือลำหนึ่งจุประมาณ 10 เกวียนบ้าง จุประมาณ 20 เกวียนบ้าง เอาไป 7 ลำ ที่ท่านได้มายังงั้นเพราะอะไร

เพราะใครมาหาท่านก็บอกท่านจะไปทอดกฐิน แล้วว่าการทอดกฐินคราวนี้ต้องเอาข้าวเอาอาหารไปสงเคราะห์คนที่อดข้าว คนนั้นก็ให้ คนนี้ก็ให้ บางคนก็ให้เงิน บางคนก็ให้ข้าว บางคนก็ให้กับ พวกกรุงเทพฯ ก็ให้ทั้งเงินให้ทั้งของทะเล ผ้าผ่อนท่อนสไบ พวกจังหวัดสมุทรสาคร โยมพ่วง อยู่ที่นั่นก็เอาของทะเลมาเป็นลำๆ เรือ น้ำปลาอย่างดี ของทะเลต่างๆ แล้วก็เงินทองด้วย ผลที่สุดนำไป 7 ลำเรือ แจกกันขนาดหนัก บรรดาประชาชนสาธุไปทั่วกัน ว่ากันถึงเรื่องการทอดกฐิน จะพูดถึงอานิสงส์กฐินให้ฟัง หลวงพ่อปานทอดกฐินคราวไรละก็ท่านก็เทศน์แบบนี้ เทศน์แบบนี้ฉันจะนำใจความมาเล่าให้ฟังว่า

การทอดกฐิน อานิสงส์ของกฐินนี่น่ะให้ผลทั้งชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ ชาติปัจจุบันและสัมปรายภพหมายความว่าชาตินี้และชาติหน้า ชาติต่อๆ ไป คนทอดกฐินสังเกตตัวดู ถ้าทอดแล้วถึง 2-3 ครั้ง ความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ร่ำรวยก็ตาม แต่ความเป็นอยู่จะคล่องตัวขึ้น รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากขึ้น หาลาภสักการคล่องตัวขึ้น ท่านบอกว่านี่ยังเป็นเศษของความดี อานิสงส์ของการทอดกฐินสามารถจะบันดาลให้คนปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็สำเร็จผล ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ปัจจุบัน สมัยนั้นเป็นมหาทุกขตะ สมัยที่พระปทุมมุตตะทรงอุบัติขึ้นในโลก แกไม่มีอะไร เป็นคนจน ไปชวนนายเขาทอดกฐิน ตัวเองก็เอาผ้าไปขายแลกกับด้ายหลอดเขามาด้วย ด้าย 2 หลอด เข็ม 1 เล่ม เอามาผสมกับกฐินเขา แล้วก็ปรารถนาพระโพธิญาณ พระปทุมมุตตะก็ทรงพยากรณ์ว่า

บุคคลๆ นี้ต่อไปจะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าพระสมณโคดม นี่เป็นสมุฏฐานของการปรารถนาพระโพธิญาณของท่าน มีกฐินเป็นปัจจัย แล้วหลวงพ่อก็เทศน์ต่อไปว่า บุคคลใดก็ตามทอดกฐินแล้วถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา ต่อไปถ้าหากว่าไปได้บรรลุพระอรหัตผล ก็จะมีผ้าสำเร็จไปด้วยฤทธิ์มาสวมตัว พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าเอหิภิกขุ แปลว่าเจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด เพียงเท่านี้ผ้าไตรจีวรก็จะลอยมาจากอากาศ สวมตัวเองด้วยอำนาจของอานิสงส์กฐิน สำหรับผู้หญิง ถ้าเป็นเจ้าภาพหรือจัดการในงานกฐิน ก็จะได้เครื่องมหาลดาปราสาท เครื่องประดับกายอย่างนางวิสาขา มีราคาตั้ง 16 โกฏิ สวยงามมาก นี่อย่างหนึ่ง แล้วอีกอย่างหนึ่งคนที่ทอดกฐินแล้ว ถ้าตายจากความเป็นมนุษย์ จะเกิดเป็นเทวดา 500 ชาติ หมายความว่า เกิดแล้ว 1 ชาติของเทวดาก็คือพันปีทิพย์ หมดกำลังของพันปีทิพย์ก็จะเกิดเป็นเทวดาใหม่ ต่อไปอย่างนี้ 500 วาระ

ความจริงก็ได้เปรียบมาก ถ้าอย่างลูกหลานได้เป็นอย่างนั้นนะไปนิพพานกันหมด เพราะพวกเรามีศรัทธาอยู่แล้ว เป็นเทวดาก็เป็นเทวดาที่ไม่ประมาท ยังงี้ไปนิพพานกันหมด ดี ได้กำไร 500 ชาติ เมื่อพ้นจากความเป็นเทวดาแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าเป็นผู้ชายนะ ถ้าเป็นผู้หญิงก็เป็นคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ พระเจ้าจักรพรรดินี่ไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิอย่างเบาได๋นะ จักรพรรดิส่งเดชอย่างนั้นไม่ใช่ คำว่าจักรพรรดินี่มีอำนาจปกครองไปทั้งโลก มีเกือกแก้ว แล้วก็มีพระขรรค์แก้ว แล้วก็มีแก้วมณีโชติ มีกำลังมาก เหาะได้ ไม่มีใครมีอำนาจเท่า แล้วก็มีธนูศิลป์ศร จะใช้ยังไงก็ได้เหมือนศรพระราม มีอำนาจปกครองโลก ปกครองโลกได้จริงๆ ไม่มีใครสู้ ถ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็มีขุนพลแก้วรบเก่ง ขุนคลังแก้วหาเงินเข้าคลังเก่ง ช้างแก้ว ม้าแก้ว นี่ใช้สงรามได้ดี นางแก้วคือเมียดี เวลาฤดูหนาวร่างกายของเมียก็อบอุ่นมากขึ้น

แล้วเวลาฤดูร้อนร่างกายของเมียก็เย็น ทำความสุขให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิ นี่ เป็นยังงี้ นี่ท่านว่ายังงั้น ถ้าพ้นจากสวรรค์ก็มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ 500 ชาติ แล้วพ้นจากนั้นก็เป็นกษัตริย์ธรรมดาไป 500 ชาติ จากนั้นก็มาเป็นมหาเศรษฐี 500 ชาติ แล้วก็เป็นคหบดี 500 ชาติ นี่ท่านบอกว่าอานิสงส์ของกฐินคราวเดียวก็สามารถให้ผลถึงเพียงนี้ ทุกคนควรจะทอดกฐินกัน แล้วเวลาทอดกฐินก็นึกว่าตนจะสงเคราะห์พระพุทธศาสนา หรือสงเคราะห์พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั่นเอง แต่ว่าเนื้อนาบุญนี่สำคัญนะ เวลาจะหว่านข้าวลงไปดูเนื้อนาเสียด้วย นี่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง เนื้อนาบุญนี่สำคัญ ถ้านาดอนหว่านข้าวไม่ขึ้น ม้านหมด ถ้านาลุ่มข้าวก็น้ำท่วม นี่สำคัญมาก (แล้วว่ากันไปก็แล้วกัน) ใครจะทำที่ไหนจะทอดที่ไหนก็ไม่ว่า นี่แนะนำให้ฟัง หลวงพ่อปานท่านเทศน์อย่างนี้

ฉันจะเล่าเรื่องย่อๆ เบ็ดเตล็ดอีกสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องธรณีสูบคน เขาร่ำลือกันว่าวัดของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคน่ะ มีคนถูกธรณีสูบ 4-5 คน เพราะสมัยนั้นการสัญจรการจราจรก็ไม่มาก มีเรือเขียว 1 ลำ เรือแดง 1 ลำ ล่องตอนเช้า แล้วก็ตอนเย็นๆ มีเรือเขียว 1 ลำ เรือแดง 1 ลำจากกรุงเทพฯ ผ่านหน้าวัด มีเท่านั้นนะ การจราจรมีไม่มาก คนที่เขาลงเรือเมล์มาเขาเห็นคนที่วัดบางนมโคจมดินลงไป จมดินลงไปถึงแค่คอหลายคน 4-5 คน แล้วพวกที่นั่งเรือนั่งแพ เรือแจวเรือพายก็ตาม ใครไปก็เห็นใครมาก็เห็น ข่าวเล่าลือกันไปว่าที่วัดของหลวงพ่อปานคนถูกธรณีสูบ 4-5 คนข่าวนี้มันก็ไปไว ปากคนเสียงคนนี่มีความสำคัญมาก ไม่ช้าคนเต็มวัดเต็มวา เรือแพหน้าวัดคนเต็มไปหมด ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะทุกคนเขาก็สนใจกัน สนใจเรื่องธรณีสูบ

เมื่อขึ้นไปแล้วเขาก็ไปถามหลวงพ่อๆ ขอรับ คน 4-5 คนน่ะบาปอะไรธรณีถึงได้สูบ หลวงพ่อท่านก็ยิ้ม ท่านบอกว่าใครเขาบอกพวกเอ็งล่ะ ใครเขาบอกพวกเอ็งว่าธรณีสูบ คนพวกนี้น่ะมันเป็นโรคเหน็บชา คือขามันชา ข้าให้เอาใบขี้เหล็กกับอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แล้วเผาเหล็กให้แดงเอาไปวางไว้ข้างล่างขุดหลุมแล้วเอาใบขี้เหล็กทับลงไป แล้วให้มันหย่อนขาลงไปเหยียบ เอาตูดนั่งบนแผ่นดิน แล้วก็เอาขาแหย่ลงไปถึงก้นหลุม แต่ไอ้เจ้าของไข้ของมัน อยากให้คนไข้น่ะมันหายเร็วเข้า มันก็ดันขุดหลุมเสียแค่คอเลย พอขุดหลุมเสร็จมันก็ทำพิธีกรรมตามข้าว่านั่น ทำตามนั้น แล้วเอาคนของมันลงไปยืนในหลุม นี่ข้าสั่งมันพักแล้วนะ มันก็บังคับคนไข้ของข้ายืนกันคนละครึ่งวันค่อนวัน นี่มันไม่ใช่ธรณีสูบนะ

ข้าสั่งให้เขารับการรักษาโรคเหน็บชา นี่เรื่องธรณีสูบน่ะไม่มีอะไรมากหรอก มีเท่านั้น แต่ว่าคนที่จะต้องรับผลอันนี้มากคือใคร ก็คือหลวงพ่อปาน ในเมื่อชาวบ้านชาวเมืองมากันเต็มวัดเต็มวา งานประจำปีก็ยังสู้ไม่ได้ มากันหลายวัน หลวงพ่อปานก็เกณฑ์สิ หาคนไม่ทันก็พระนั่นแหละ ตั้งกระทะเป็นแถว เอากระทะหุงข้าวตั้งเป็นแถวเลี้ยงชาวบ้าน แต่อาหารประจำของท่านต้องมี พอท่านสั่งเลี้ยง ฉันก็ต้องรีบไปหาหัวตาลมากับผักบุ้ง ต้มปลาร้าหัวตาลกับแกงคั่วส้มผักบุ้ง ต้องมีทุกรายการที่หลวงพ่อปานมีงาน ฉันรู้ใจท่าน ฉันไปหามากัน แล้วก็ขนม 2 อย่าง คือ ข้าวตอกน้ำกะทิ แมงลักละลายน้ำ 2 อย่างนี้เป็นขนมประจำ เป็นอันว่ารายจ่ายของหลวงพ่อปานไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แต่น่าอัศจรรย์นะ คนถูกธรณีสูบเพราะอาศัยการรักษาโรค เป็นปัจจัยที่ทำให้หลวงพ่อปานได้สตางค์คราวนั้นหมื่นบาทกว่า หมื่นบาทกว่าเชียวนะ พอได้ทุนหมื่นบาทกว่า ทั้งๆที่ท่านไม่ได้ประกาศเรี่ยไรอะไรทั้งหมด ท่านก็เลยตั้งท่าตั้งทุนเอาสร้างโบสถ์สร้างศาลา เรื่องการเก็บไม่ต้องพูดกัน การเก็บสะสมไม่ต้องพูดกัน เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เรื่องข่าวลือไม่มีสาระ แต่ว่าคนที่อาศัยข่าวลือให้เป็นประโยชน์ คือทำที่ไม่เป็นสาระให้เป็นสาระก็สามารถทำได้ นั่นก็ได้แก่ข่าวลือ คนเขามาแล้วหลวงพ่อปานท่านก็เลี้ยงด้วยอำนาจเมตตาบารมีนี่คนเมื่อมีความใจดี หลวงพ่อปานเลี้ยงจนอิ่มก็บังเกิดจิตเป็นกุศล เอาสตางค์มาทำบุญกับท่าน ในที่สุดท่านได้สตางค์หมื่นกว่าบาท ก็เอาเงินนั้นไปสร้างโบสถ์สร้างศาลาที่วัดอื่น ไม่ใช่วัดบางนมโค ก็ปรากฏว่าคนธรณีสูบมีอานิสงส์ คือสามารถสร้างโบสถ์สร้างวิหารได้ ขอหยุดเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ลูกหลาน สวัสดี


หลวงพ่อปานปราบอหิวาตกโรค

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2515 เหมือนกัน แต่ที่ว่าเป็นเวลากลางคืน มองดูนาฬิกาแล้วตรงกับเวลา 2 ทุ่ม 10 นาที เป็นเวลาเจริญพระกรรมฐาน แต่ทว่าวันนี้ฉันขอโอกาสมาเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานฟัง ปล่อยให้บรรดานักปฏิบัติเขาปฏิบัติกันไปตามลำพัง ทั้งนี้เพราะว่าระหว่างนี้ฉันมีงานมาก จะต้องควบคุมการก่อสร้าง ก็เลยใช้เวลาทั้งตอนเช้าและตอนกลางคืนเร่งรัดการบันทึกเพื่อจะให้จบไป เพราะว่าเรื่องราวของหลวงพ่อปานยังมีอีกมาก ถ้าจะพูดกันเท่าไรก็ไม่จบ ก็เอาพอที่เป็นสาระบ้าง เรียกว่าสาระมากบ้าง สาระน้อยบ้าง เป็นเรื่องที่คนอื่นไม่เคยคิดว่าจะเป็นบ้าง เอามาเล่าสู่กันฟัง

สำหรับในคืนนี้ก็จะนำเอาเรื่องของการบรรเทาโรคระบาดมาเล่าให้บรรดาลูกหลานฟัง เรื่องราวของโรคระบาดก็คืออหิวาตกโรคนี่จัดว่าเป็นโรคสำคัญ ชาวบ้านเขาเรียกว่าโรคห่าลง เพราะว่าตายกันเป็นตับจนพระเบื่อการบังสุกุล เพราะว่าตามธรรมดาพระเองแกก็กลัวตายเหมือนกัน เวลาที่ไปบังสุกุลกลับมาปรากฏว่าพระกลัวผีกันหลายราย หวาดหวั่นต่อความตาย ถ้าหากว่าโรคระบาดมันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ตอนก่อนที่โรคระบาดจะเกิด หลวงพ่อปานก็มักจะสั่งพระว่า เวลาพระไปบิณฑบาตให้บอกชาวบ้านทุกบ้านทำขนมจีน แล้วก็มัดข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มที่เขาใส่ในข้าวด้วยกล้วยทำเป็นลูกเล็กๆ ห่อด้วยใบลำเจียก มัดเป็นพวงๆ ทั้ง 2 อย่างนี้ให้ไปไว้ที่หลังบ้าน แล้วนอกจากนั้นค่อยปั้นรูปคน รูปวัว ควาย ถ้ามีวัวมีควายก็ปั้นวัวควายไว้ด้วยตามจำนวนของบ้านนั้น ให้ไปวางไว้หลังบ้าน

คนทุกคนให้เอาผ้าเล็กๆ สีแดงทำเป็นผ้านุ่ง ปั้นเป็นตุ๊กตาเล็กๆ ใส่กระจาด พร้อมด้วยข้าวต้มลูกโยนและขนมจีนไปไว้ด้วยกัน แล้วท่านก็สั่งให้บูชาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ให้เว้นจากการลงโทษ นี่ทำกันมาเป็นประเพณี ปรากฏว่าก่อนโรคระบาดจะเกิดประมาณสัก 7 วัน ทุกครั้งหลวงพ่อปานจะต้องสั่งแบบนั้น แล้วคำสั่งของท่านรู้สึกว่าได้ผล ชาวบ้านทุกบ้านทำตามทุกคน ในเมื่อทำแล้วไม่ช้าก็ปรากฏว่าโรคระบาดคืออหิวาตกโรค เกิดขึ้นในตำบลใกล้เคียง แล้วก็ตายกันอย่างขนาดหนัก

แต่ว่าตำบลที่หลวงพ่อปานสั่งให้ทำแบบนั้นไม่มีใครตาย และไม่เกิดโรคระบาดแบบนั้นเลย นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง ฉันเองก็ไม่เคยถามท่าน ไม่เคยถามว่าวิธีแบบนั้นทำกันอย่างไร หลวงพ่อปานท่านทำอย่างนั้นเพื่อความประสงค์อะไร แต่ว่าเรื่องความประสงค์เห็นจะมีอยู่อย่างเดียวคือ ไม่ให้ชาวบ้านแถวนั้นเป็นโรคระบาด แต่ทว่าท่านจะตกลงกับใคร ใครสั่งให้ท่านทำแบบนั้น อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องที่ไม่รู้นะ แล้วก็พระส่วนใหญ่ คือว่าพระเราธรรมดาๆ นี่น่ะ ไม่เคยมีใครทำกัน นอกจากหลวงพ่อเนียม ที่เคยได้ยินข่าวเป็นแต่เพียงบอกว่า ไอ้พวกโรคห่ามันจะมากินชาวบ้าน ท่านไม่ยอมให้มันกิน นี่มีเท่านั้น แต่ทว่าองค์อื่นท่านจะทำบ้างหรือเปล่า อันนี้ฉันไม่รู้ องค์อื่นท่านมีความรู้ความสามารถอาจจะมี

คราวนี้ในปีต่อมาคือว่าปี พ.ศ. 2481 นั้น ปรากฏว่าโรคระบาดเกิดมากในตำบลใกล้เคียง คือ ที่ ต.ขนมจีน ใกล้ๆ กับ ต.บางนมโค ขนาดที่เรียกว่าพระนอนรวมกุฏิกัน คนมานำเอาลูกหีบคือว่าหีบศพจากวัดไปใส่ศพทุกวัน มีศพมาฝังที่วัดทุกวัน โรคเกิดแบบนั้นประมาณ 1 เดือน ปรากฏว่าคนในเขตนั้นตายเป็นจำนวนร้อย พระหนาว สุนัขเห่าหอนตลอดวันตลอดคืน แต่ว่าใน ต.บางนมโค ที่หลวงพ่อปานอยู่ไม่มีใครเป็นโรคระบาดแบบนั้น ต่อมาเมื่อโรคระบาดหายไปประมาณสัก 2 เดือน ก็เกิดมีคนแห่กันมาที่วัดบางนมโค มาหลายจังหวัด ทางจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียงพากันมามาก มาขนาดที่เรียกว่าเกินกว่าการจัดงานวัดใหญ่ๆ จะมีคนขนาดนั้นได้ เมื่อต่างคนต่างมา ก็ถามว่าโบสถ์อยู่ที่ไหน ก็ชี้ให้เขาดูโบสถ์ ถามเขาว่ามาทำไมกัน

เพราะว่าคนไหนเขามาหาหลวงพ่อละก็ ฉันออกปะทะหน้าก่อน เขาก็ถามว่าหลวงพ่อปานน่ะ ท่านจับเอาตัวผีห่าไปขังไว้ในโบสถ์จริงไหม ฉันก็ตกใจ ฉันไม่เคยได้ยินเลยนี่ว่าหลวงพ่อปานทำอย่างนั้น ฉันอยู่กับหลวงพ่อก็ไม่เห็นหลวงพ่อท่านบอก ก็เลยบอกกับเขาว่า เอ ฉันไม่รู้นา เรื่องผีห่าผีอะไรนี่ฉันไม่รู้ เขาถามว่าโบสถ์อยู่ที่ไหน ก็ชี้ให้เขาดูโบสถ์ ความจริงก็โบสถ์มันอยู่ใกล้ๆ วัดบ้านนอก บริเวณแคบๆ มองเห็นโบสถ์ไม่ยาก เขาก็พากันไปดูในโบสถ์ แล้วไม่พบผีห่า ต่างคนต่างก็มาหาหลวงพ่อปาน โดยปกติหลังจากเที่ยงแล้ว ท่านฉันข้าวแล้วท่านรับแขก

ตอนในเพลนั้นท่านพักผ่อน เวลาในเพลนอกจากธุระสำคัญจริงๆ หรือบุคคลที่ท่านสั่งให้พบเท่านั้น ที่ท่านจะยอมให้พบหรือรับแขก นอกจากนั้นท่านก็รับประมาณบ่ายโมง เวลาประมาณบ่ายโมงหลวงพ่อลงมารับแขก ปรากฏว่าคนเต็มวัด ไม่ใช่เต็มหน้ากุฏินะ เต็มวัด ท่านก็ถามฉันว่าคนเขามาทำไมกัน ก็เลยบอกว่า ไม่ทราบเหมือนกันครับ เขาถามกระผมว่าหลวงพ่อจับผีห่าไว้ในโบสถ์หรือไง ลือกันว่าอย่างนั้น ท่านเลยถามชาวบ้านว่ามายังไงกันนี่ เขาก็ตอบว่ามีคนเขาลือกันว่าหลวงพ่อจับผีห่าไว้ในโบสถ์ คนในตำบลบางนมโคจึงไม่เป็นโรคระบาด

หลวงพ่อหัวเราะชอบใจใหญ่บอกว่า ฉันน่ะไม่มีความสามารถไปจับผีห่าหรอกนะ ท่านว่ายังงั้น ผีห่าเท่านั้นละที่มีอำนาจจะมาจับฉันกิน นี่ใครเขาไปพูดที่ไหนล่ะ ฉันไม่มีความสามารถอย่างนั้น แต่เอาเถอะไหนๆ ก็มาแล้วนี่ หลวงพ่อจะแจกด้ายผูกข้อมือไปให้ ทีหลังถ้าใครเขาเป็นโรคผีห่าหรือปรากฏว่าโรคผีห่าเกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้ทำขนมจีน แล้วก็ข้าวต้มลูกโยนเอาไปวางไว้หลังบ้าน คนในบ้านมีกี่คนก็ให้ปั้นตุ๊กตาเป็นคนจำนวนเท่านั้น แล้วก็นุ่งผ้าแดง ควายมีเท่าไหร่ วัวมีเท่าไหร่ก็ปั้นตามจำนวน สุนัขมีกี่ตัว ปั้นรูปสุนัขตามจำนวน เอาไปไว้หลังบ้าน แล้วก็บูชาเจ้ากรรมนายเวร เท่านี้ผีห่าจะอภัยโทษให้ นี่ฉันก็ฟังไว้เท่านั้น ไม่ทราบว่าจะมีผลเป็นประการใด

แต่สิ่งที่มหัศจรรย์ก็คือ อหิวาตกโรคในสมัยที่หลวงพ่อปานมีชีวิตอยู่ คนในตำบลบางนมโคไม่เคยเป็นโรคนี้เลย แล้วเมื่อคนมาก็ไม่มาวันเดียวซี มากันหลายวัน หลายจังหวัด หรือแม้ในจังหวัดเดียว ต่างคนต่างมา ใครทราบข่าวคนนั้นก็อยากจะดูว่ารูปร่างผีห่ามันเป็นยังไง เมื่อคนมามาก ภาระหนักมันก็ตกอยู่กับฉัน เพราะอะไร เพราะว่าฉันก็ต้องเป็นพ่อครัว เป็นคนสั่งอาหารมาเลี้ยงชาวบ้าน แต่อย่าลืมนะ เขามากันเท่าไรก็ตามหลวงพ่อเลี้ยงยันหมด ข้าวสุกหุงด้วยกระทะกันทีละ 8 กระทะเชียวนะ ตั้งพร้อมๆ กัน 8 กระทะ ไปหาพ่อครัวมา คนหุงข้าวประจำมี ในเมื่อหาชาวบ้านไม่ได้ก็ใช้พระ

พระทุกองค์ที่วัดบางนมโคสมัยนั้นต้องคล่องในการหุงข้าวกระทะ แล้วก็ทำกับข้าว เรื่องกับข้าวอย่างอื่นไม่สำคัญ กับข้าวที่สำคัญที่สุดก็คือหัวตาลต้มปลาร้า แล้วก็แกงคั่วส้มผักบุ้ง 2 อย่างนี่ต้องมี ถ้าไม่มีฉันก็ต้องรีบไปหา ถ้าบังเอิญในฤดูนั้นมันไม่มีหัวตาลก็ไม่เป็นไร ไปตำบลรางจรเข้ ไปเอาผักบุ้งมา ที่นั่นเขาปลูกต้นผักบุ้งเลี้ยงกันไว้สำหรับขาย ฉันก็ไปขนผักบุ้งมาจากที่นั่น แล้วก็มาแกงคั่วส้มผักบุ้ง ในเมื่อแกงคั่วส้มผักบุ้งมี หัวตาลไม่มีจะต้มปลาร้าก็ไม่เป็นไร นอกนั้นก็ทำกับข้าวอย่างอื่นเท่าที่จะพึงทำได้เลี้ยงกัน เลี้ยงกันตามยถากรรม คนมากนี่ แกงหม้อใหญ่ ก็จะกินดีกันยังไง

สำหรับขนม ขั้นแรกก็ต้องไปซื้อเม็ดแมงลักมาให้มาก แล้วก็ซื้อน้ำตาลสีรำมาสำหรับละลาย ต่อมาต้องหาข้าวตอกเข้ามาไว้แล้วก็ทำน้ำกะทิ นี่เป็นขนมของท่านเวลาออกมาตรวจอาหารท่านจะถามว่า หัวตาลต้มปลาร้ามีไหม แกงคั่วส้มผักบุ้งมีไหม ข้าวตอกน้ำกะทิมีหรือเปล่า เม็ดแมงลักละลายน้ำแล้วก็ใส่น้ำตาลมีหรือเปล่า นี่เป็นอาหารที่ท่านโปรดในการเลี้ยง ฉันรู้ใจท่านฉันก็จัดหามาให้ แต่ว่าฤดูนั้นที่เขามาปรากฏว่าไม่มีหัวตาลจะขาย ไม่ใช่ฤดูนั้น ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ถามว่าแกทำอะไรแทน บอกว่ากระผมก็ใช้ต้มจืดขอรับหลวงพ่อ ไปหาฟักหาแฟงมาจากตลาดบ้านแพน ได้เท่าไรเอามาเท่านั้น ขนกันหมดตลาด เอาหมูมา มันทำง่าย มันทันกับคนกินขอรับ คนมาก

ท่านก็บอกว่าใช้ได้ เป็นอันว่าเรื่องนี้ผ่านไป แต่ทว่าก็ยังไม่ผ่านทีเดียวนะ กว่าการลือเรื่องผีห่ามันจะสิ้นไปมันก็เกือบจะเดือน พระทั้งวัดต้องวุ่นวายในการทำอาหาร ชาวบ้านที่มีเวลาว่างก็มาช่วยกันทำกับข้าว เวลาเสร็จเรียบร้อยแล้วปรากฏว่าหลวงพ่อปานได้ผลประโยชน์หลายหมื่นบาท ชาวบ้านที่เขามาน่ะ เขาพอใจท่านในการเลี้ยงดู แล้วก็ชอบใจที่หลวงพ่อให้ด้ายผูกข้อมือ เพราะด้ายประเภทนี้มันกันโรคผีห่าได้ แล้วเขาก็ทำบุญกับท่าน เวลาเขาให้ ท่านไม่ได้ตั้งราคานะ แจกเลย ที่บ้านมีกี่คน คนที่มาน่ะเป็นพ่อบ้านแม่บ้าน แล้วคนที่บ้านทั้งหมดมีกี่คน แจกด้ายผูกข้อมือทุกคน ผู้หญิงให้ผูกข้างซ้ายผู้ชายให้ผูกข้างขวา แล้วสิ่งที่สั่งก็คือ 1 ขนมจีน แล้วก็ข้าวต้มลูกโยน ปั้นคนตามจำนวนที่บ้าน ปั้นรูปสัตว์ที่บ้านที่มีอยู่ เอาไว้หลังบ้าน บูชาเจ้ากรรมนายเวร รูปคนให้นุ่งผ้าแดง แล้วชาวบ้านที่เขารับฟัง เขารับไปปฏิบัติ จะมีผลเป็นประการใดนี่ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ได้ไปสืบผล เรื่องนี้ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลก โรคระบาดเขาเกิดขึ้น ท่านทำแบบนี้ ก็ปรากฏว่าในเขตของท่านไม่เกิดโรคระบาด จะว่าไม่มีผลก็รู้สึกว่ากระไรอยู่ เรื่องนี้ขอผ่านไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับขรัวอีโต้

ตอนนี้เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด ขอเล่าถึงเรื่องของหลวงพ่อปานกับอีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นฆราวาส ชาวบ้านเรียกกันว่าขรัวอีโต้ ที่เรียกว่าขรัวอีโต้ก็เรียกตามหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านเรียกตาคนนี้ว่าขรัวอีโต้ คือเป็นคนแก่ คนอายุไล่เลี่ยกับหลวงพ่อปาน มีอีโต้เป็นอาวุธประจำตัว จะไปไหนก็ตามแกจะต้องมีอีโต้ของแกติดตัวไว้เสมอ วันหนึ่งเวลาบ่ายประมาณ 5 โมงเย็น อันนี้ฉันใช้ศัพท์วัด 17 นาฬิกาอะไรนี่ ตามปกติเวลานี้ฉันไม่ค่อยได้เรียกกัน ก็ยังเรียกโมงๆ กันอยู่อย่างนั้นแหละ โมงก็โมงกัน ทุ่มก็ทุ่มกัน เอาแบบภาษาชาวบ้านมันเข้าใจดี ฉันน่ะเข้าใจละ แต่เด็กๆ เข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ ลูกหลานสมัยใหม่บางทีจะไม่เข้าใจ เพราะอาจจะไม่ค่อยได้ยิน เขาจะนับ 10 นาฬิกา 11 นาฬิกา 20 นาฬิกา 30 เอ๊ะไม่มี มีถึง 24 นาฬิกา ก็ตามใจ ถ้าไม่เคยได้ยินก็ได้ยินไว้บ้าง เพราะฉันเป็นคนแก่แล้ว จะได้รู้ภาษาคนแก่ไว้บ้างว่าคนแก่น่ะเขาพูดกันยังไง เขาเรียกทุ่มยามกันนี่นะ ว่าเป็นกี่โมงหรือกี่นาฬิกา สมัยนั้นไม่นับนาฬิกา นับโมงนับทุ่ม เรื่องโมงนี้ก็ได้ทราบกันมาว่าสมัยก่อนเวลากลางวันเขาใช้ตีฆ้องแทนบอกเวลา นาฬิกาเคลื่อนไปว่ากี่โมงมันเสียงโหม่งๆ กลางวันจึงได้เรียกว่าโมง เวลากลางคืนเขาตีกลองแทน มันดังตุ้มๆ จึงได้เรียกว่าทุ่มๆ นี่เป็นยังงั้นนะ โมงหรือทุ่มน่ะเขาบอกว่ามันมายังงี้

นี้ก็มาเล่ากันถึงเรื่องขรัว ขรัวอีโต้นี้ที่อยู่จริงจังฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่ไหน มีพวกมอญจังหวัดปทุม เคยไปรักษาตัวที่วัดบางนมโค บอกว่าเคยพบขรัวอีโต้อยู่ที่ภูเขาสาริกา ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ เขาว่าอย่างนั้น เขาว่าเคยพบอยู่ที่นั่นเวลาเขาไม่สบาย เขามาขายของแถวจังหวัดนครสวรรค์ เขาก็ไปหาขรัวอีโต้ที่เขาสาริกา เขาว่ายังงั้นนะ แต่ฉันเองน่ะไม่รู้แน่นอนว่าแกอยู่ไหน ขรัวอีโต้นี่ปฏิปทาแปลก ประเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง คือว่าตอน 5 โมงเย็นวันหนึ่ง หลวงพ่อปานท่านเคยขึ้นที่ของท่านประมาณ 5 โมงเย็น ท่านก็เรียกฉัน ถ้าฉันไม่อยู่ท่านก็เรียกพระให้มารับท่าน ขนของขึ้นไปบนกุฏิ แล้วท่านก็เลยไปนอนที่ป่าช้า เวลาประมาณเกือบๆ จะ 2 ทุ่ม ท่านก็กลับ

ตอนกลับนี้ ท่านก็เอานมบ้าง น้ำร้อนบ้าง น้ำตาลบ้าง มาเลี้ยงพระ ตอนเลี้ยงพระก็ถือโอกาสสั่งสอนพระไปในตัวเสร็จ แล้วก็คุยเรื่องการเจริญพระกรรมฐาน เข้าฌานสมาบัติของท่านว่าท่านไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ไปพบอะไรบ้าง ใครทำความดี ใครทำความชั่วอะไรที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระที่นั่งอยู่นั่นแหละ ท่านก็ชี้เอาในขั้นปัจจุบัน ว่าในวันนี้ทำดียังไง ทำชั่วยังไง มันมีผลเป็นประการใด สำนักพญายมเขาจดว่ายังไง สำนักของทางสวรรค์เขาจดว่าไง ใครทำความดีมีวิมานที่ไหน มีวิมานสวยสดงดงามเป็นประการใด วิมานบอกลักษณะของจิตใจว่ามีอารมณ์เป็นบุญ หรือมีอารมณ์เป็นบาปเป็นประการใด นี่ท่านนำคุยตอนนั้น ทำให้พวกพระมีจิตฟูสำหรับพวกที่มีความดี แต่คนที่มีความชั่วก็มีอารมณ์หดหู่ลงไปมาก ก็แสดงว่าเป็นการป้องกันพระของท่านลงนรกได้ดี เพราะการที่ท่านพูดอย่างนี้แหละ พวกฉันถึงมีอารมณ์ฟู ก็คิดกันอย่างเดียวว่าจะทำกรรมฐานกันให้เต็มอัตราศึก

แต่ว่าวันนั้น วันที่ขรัวอีโต้มาท่านไม่ยักขึ้น 5 โมงเย็นเศษแล้วท่านก็นั่งเฉย พวกฉันก็คอยดูว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะเรียก ก็นั่งกันอยู่ไม่ไกล คอยท่าน นี่มันได้เวลานานแล้ว จะให้ท่านเรียกตะโกนโวยๆ ก็รู้สึกว่าท่าไม่ค่อยดี เมื่อถึงเวลาประมาณ 5 โมงเย็นเศษๆ ก็เห็นเรือลำหนึ่งเป็นเรือสำปั้นพายมีประทุนครอบ ผ่านมาทางหน้าวัด พอจะเลยเขตวัดก็ปรากฏว่าเรือลำนั้นประทุนไฟไหม้ลุกขึ้น ไฟลุก เจ้าของพายมาคนเดียวโดดน้ำ ว่ายน้ำขึ้นมาบนวัด เรือแพของแกไม่สนใจ แกปล่อยลอยไปตามยถากรรม ในที่สุดชาวบ้านแถวนั้นก็เก็บเอามาไว้ที่หน้าวัด ช่วยกันดับไฟในเรือ แล้วก็เอาเรือมาจอด แต่ว่าสำหรับเจ้าของน่ะไม่สนใจกับเรือ ฉันเห็นเรือไฟลุก ไฟไหม้ ฉันก็วิ่งลงไปดู แปลกใจว่าใครหนอ เรืออะไรอยู่ดีๆ ก็ไฟไหม้หลังคา ก็พอดีพบขรัวอีโต้ว่ายน้ำขึ้นมาพอดี

พอขึ้นมาบนตลิ่ง แทนที่แกจะทำท่านอบน้อมหรือว่ามีอาการนอบน้อมเหมือนชาวบ้านชาวเมืองธรรมดา แกก็เดินท่าทางองอาจเหมือนนักเลงโตมาถามว่า นี่ท่านปานอยู่หรือเปล่า คนที่ยืนอยู่กับฉันตั้ง 40 คนเศษ ทั้งพระบ้าง ไม่ใช่พระบ้าง ทุกคนพอได้ยินเสียงแบบนี้รู้สึกไม่พอใจ ทุกคนหน้าเครียดเหมือนกันหมด เพราะว่าไม่มีใครเลยที่จะมาเรียกหลวงพ่อปานว่าท่านปาน มีแต่เขาเรียกกันว่าท่านใหญ่ ปกติคนแถวนั้นเรียกกันว่าท่านใหญ่ สำหรับหลวงพ่อเล็กเป็นพระรองลงมาเขาเรียกว่าหลวงพ่อเล็ก แต่หลวงพ่อปานนี่เขาเรียกว่าท่านใหญ่ เป็นยังงั้น ถ้าใช้คำว่าท่านหรือท่านใหญ่ก็เป็นอันว่ารู้กัน ตีความหมายว่าเขาพูดถึงหลวงพ่อปาน แต่ว่าขรัวอีโต้แกมาใช้วาจาว่าท่านปานอยู่ไหม พวกเราถึงแม้ว่าจะไม่พอใจก็ตาม ก็พูดกับแกดีๆ บอกว่าหลวงพ่อกำลังนั่งอยู่ที่รับแขก โยมต้องการอะไร

แกก็บอกว่าเดี๋ยวต้องไปถามเขาสักหน่อย ว่าทำไมไอ้เรือของข้าน่ะมาหน้าวัดเขาทำไมไฟจึงไหม้ เอ๊ะ นี่มันก็แปลกเหมือนกัน พวกเราก็พากันยิ้ม นึกว่าอีตาคนนี้ไม่บ้ามากก็คงเลยบ้านิดๆ เรียกว่าถ้าไม่พอดีบ้า ก็เลยบ้านิดๆ เรือของแกแกพายของแกมาเอง แล้วก็ไฟไหม้หลังคาเรือของแก แกจะไปถามคนบนบกว่าทำไมไฟจึงไหม้เรือแก ก็นึกในใจว่าอีตานี่แกชอบกล แล้วแกก็เดินผ่านมา มุ่งหน้ามาหาหลวงพ่อปาน ฉันกับคนทุกคนก็ตามแกมาชักไม่ไว้ใจ แกถืออีโต้มาด้วย ไอ้เจ้าลิงเล็กนี่ตามปกติเวลาเป็นฆราวาสนี่มันคล่องเหลือเกินเรื่องการตีกันละมันออกหน้า ถ้ามันออกหน้าฉันอยู่หลังรับรองว่าเรื่องอาวุธไม่โดนแน่ ถ้าเขาใช้หอกก็ตาม ใช้มีดใช้ไม้ก็ตาม มันมีปืนพกของมัน ตีมีดตีไม้ตีหอกกระเด็นหมด ไอ้เจ้านี่ไวมาก เก่งมาก ไอ้เจ้านี่มันสะกดรอยสะกดหลังขรัวอีโต้มาเลย เขาบอกว่าวันนี้ถ้าไม่ดีกูล็อคคอแน่ ไอ้แก่ๆ แบบนี้ไม่ถึงครึ่งนาทีหรอก ตาตั้ง เขาว่าอย่างนั้น

เมื่อมาถึงหลวงพ่อปานแล้ว อีตานั่นก็พูดเอะอะโวยวายมาตลอดทาง แกไม่เดินมาเฉยๆ พอมาถึงแล้วก็เอาอีโต้ชี้หน้าพูดว่า หนอยแน่ นักเลงโต แกล้งกันได้นี่หว่า หลวงพ่อปานก็ยกมือป้องหน้าถามว่าใคร แกก็บอกว่าข้าเองแหละวะ พวกเราก็ไม่พอใจมากเหมือนกัน หลวงพ่อปานป้องหน้าพอเห็นเข้าร้องว่า อ้อ นึกว่าใคร ขรัวอีโต้หรอกรึ นี่พวกคุณปล่อยเขาเถอะ คนนี้ไม่ใช่บ้าหรอก แกล้งบ้า ไอ้คนบ้าจริงๆ น่ะมันบ้าไม่มาก ไอ้คนบ้าไม่จริงนี่อาการบ้ามันมากกว่าคนบ้าปกติ แกหัวเราะกั้กๆ อีตาขรัวอีโต้น่ะ พอหลวงพ่อปานว่าเท่านั้นหัวเราะกั้กๆ แกเลยบอกว่า นี่พวกพระของท่านนี่สำคัญนะ ผมรู้นะว่าตามมาจะมาล็อคคอผม นี่เขายังไม่รู้ฤทธิ์ขรัวอีโต้นะ ประเดี๋ยวจะแสดงฤทธิ์ให้ดู แล้วแกก็วางมีดลง นั่งลงกราบหลวงพ่อปาน ในฐานะที่หลวงพ่อปานเป็นพระ พอแกกราบลงไปแล้ว หลวงพ่อปานก็ประกาศว่า

ขรัวอีโต้ไม่ใช่ใครหรอก เพื่อนฉันเอง เขาเก่งนะคนนี้ เก่งกสิณมาก ได้อภิญญาเหมือนกัน แต่ทว่าเป็นฆราวาส ถึงแม้ว่าเขาเป็นฆราวาสก็ตามเถอะ แต่จิตของเขาดี ใช้ได้ เรื่องความดีนี่ไม่ใช่จะเอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อกันเฉยๆ คนที่เอาผ้าเหลืองมาหุ้มห่อตัว โกนหัว โกนคิ้ว แต่ไม่ทำความดีก็เลวกว่าฆราวาสที่เขามีดีเสียอีก นี่ท่านว่าให้ฟังแบบนี้ แล้วตาขรัวอีโต้ก็คุยโอ่อยู่พักหนึ่ง อวดเดชอวดศักดาด้วยประการทั้งปวง เมื่อคุยกันอยู่พักแล้วก็บอกว่า

นี่ท่าน พระพวกนี้ท่านไม่รู้จักผม เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวผมจะแสดงฤทธิ์ให้ดูสักอย่าง จะให้อีโต้ว่ายน้ำ แกว่าอย่างนั้น จะให้อีโต้ว่ายน้ำให้ดู แกก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินไปที่ท่าน้ำ พวกเราก็ตามกันไปหมด แกก็เหวี่ยงอีโต้ไปกลางแม่น้ำ ปุ๋ม มีดอีโต้มันก็จมหายไป อีโต้น่ะมันก็มีดเหล็กธรรมดา แถมด้ามก็เป็นด้ามเหล็กอีกด้วย ไอ้เหล็กม้วนๆ ที่เขาเรียกว่าบ้อง พอมีดจมลงไปแล้วสักครู่หนึ่งแกก็ตบมือเรียกว่าอีโต้จงขึ้นมาหาข้าๆ ขี้เกียจไปงมหาเอ็ง เท่านั้นแหละมีดโต้มันก็โผล่ผลุงมาตรงที่มันจมลงไป โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำแล้วก็วิ่งจู๊ดคล้ายกับเรือเร็ว แกเอามือรอไว้ใกล้น้ำเจ้าด้ามก็เข้ามาถึงมือพอดี แกบอกว่านี่มันเป็นฤทธิ์หนึ่งนะ ฤทธิ์ใหญ่ๆ มียิ่งกว่านี้แต่ฉันไม่แสดง บอกว่าจะเป็นการแสดงอวดเจ้าของถิ่น แกพูดแล้วก็หันหน้ามาดูไอ้ 2 ลิง คือว่าไอ้ลิงขาวกับลิงเล็ก เพราะเจ้านั่นเขาได้อภิญญา เจ้าสองคนมองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม แล้วแกก็บอกว่าคุณๆ ทั้ง 2 องค์นี่ได้อภิญญาก็จริงนะ แต่ว่ายังเป็นอภิญญาใหม่ ต้องเล่นให้คล่อง

เจ้า 2 คนนั่นตกใจ ว่าแกมาประเดี๋ยวเดียว แกรู้ได้อย่างไร ก็เลยสะกิดกันบอกว่าอย่าไปพูดเลย อย่าไปสงสัยนะ แกเป็นเพื่อนของหลวงพ่อนะ เข้าใจว่าอย่างดีที่สุดแกก็มีดีคล้ายคลึงหลวงพ่อ สำหรับหลวงพ่อนี่เราไม่มีอะไรจะหลบท่านเลยนะ เรื่องการปกปิดความชั่วหรือความดีนี่เราไม่มีทางจะปกปิดท่านได้เลย ก็ขรัวอีโต้นี่เป็นเพื่อนของหลวงพ่อ ขนาดหลวงพ่อให้อภัยแล้วก็ต้องดี ถ้าไม่ดีแล้วหลวงพ่อไม่ให้อภัย ต่อมาแกก็กลับคุยกับหลวงพ่อ ตอนกลางคืนแกไปนอนห้องเดียวกับหลวงพ่อ ฉันก็นอนอยู่ใกล้ๆ แก ตอนก่อนค่ำเรียกว่าตอนค่ำใหม่ๆ แกมีลอบเล็กๆ ของแกอยู่ลูกหนึ่ง แกเอาขึ้นไปไว้บนยอดไม้หลังกุฏิหลวงพ่อปาน ถามแกว่าเอาขึ้นไปไว้ทำไม แกบอกว่าดักเงิน ดักแบ๊งค์ ตอนเช้าตรู่แกก็ขึ้นไปเอา ปรากฏว่าได้ธนบัตรใบละ 10 บาท ใหม่เอี่ยมอยู่ใบหนึ่ง แกทำอย่างนี้อยู่ 2 วัน พอถึงวันที่ 3 ฉันก็สงสัยๆ ว่าธนบัตรใบละ 10 บาท

นี่มันจะมาจริงๆ หรือแกย่องเอาไปใส่ไว้ ฉัน 3 องค์ด้วยกันผลัดกันอยู่ยาม คราวนี้จะสอบให้ได้ว่าแกเรียกเงินได้จริงๆ หรือว่าแกโกหก ถ้าเรียกเงินได้จริงๆ ก็เป็นของอัศจรรย์ ก็ผลัดกันอยู่ยามเฝ้ายามว่าเวลาที่แกเอาลอบไปไว้นี่แกเอาธนบัตรใส่ไปรึเปล่า สังเกตว่าเวลาที่แกเอาลอบไปไว้แกไม่ได้ใส่ธนบัตร เป็นลอบเปล่าๆ เวลาเช้ามืดเป็นยามของฉันๆ อยู่ยามตอนเช้ามืด ก่อนที่แกจะมากู้ลอบของแก ฉันก็ย่องขึ้นไปก่อนไปจับเอาลอบลงมาดูมีธนบัตรใบละ 10 บาทใหม่เอี่ยมมีอยู่จริงๆ แล้วฉันก็นำมาเก็บไว้ สักครู่หนึ่งแกก็มาดูลอบของแก เอาลอบลงปรากฏว่าไม่พบธนบัตร เสียงแกด่าพ่อล่อแม่ขรมไปหมด หลวงพ่อปานเปิดหน้าต่างออกมาถามว่าอะไร

แกบอกว่าพระของท่านขโมยสตางค์ผม หลวงพ่อปานก็ถามว่าใครขโมยไป รับปากท่านว่ากระผมเองขอรับ หลวงพ่อถามว่าขโมยของเขาทำไม ก็เลยบอกว่าไม่ได้ขโมย บอกว่าอยากพิสูจน์ดูว่าขรัวอีโต้น่ะดักเงินได้จริงๆ หรือเปล่า แล้วหลวงพ่อปานก็ถามว่าผลพิสูจน์เป็นประการใด ก็กราบเรียนกับท่านว่า เวลาที่ขรัวอีโต้เอาลอบไปไว้กระผมก็ขึ้นไปดูไม่มีเงิน แล้วเมื่อคืนนี้ผลัดกันอยู่ยาม 3 องค์ก็ไม่เห็นว่าขรัวอีโต้เอาสตางค์ไปไว้เวลาไหน นี้ตอนเช้าตรู่ขึ้นไปดูก็ปรากฏว่าพบธนบัตรใบละ 10 บาท ที่เอาลงมานี้ไม่ได้ตั้งใจขโมย อยากจะลองพิสูจน์ดูว่าถ้าแกแน่ใจว่าลอบของแกดักเงินได้จริงๆ แกก็จะต้องเอะอะโวยวาย แต่ถ้าหากว่าแกไม่แน่ใจแกก็จะเฉยเสีย นี่ขรัวอีโต้เอะอะโวยวายด่าแบบนี้ แสดงว่าการดักเงินเป็นผลจริง หลวงพ่อปานก็หัวเราะ

หันมาบอกขรัวอีโต้ว่านี่เขาลองพิสูจน์ความดีของเราน่ะ เราจะเอะอะโวยวายไปยังไง แล้วแกก็เลยบอกว่าในเมื่อเขาคิดอย่างนั้นก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเขาจะหาว่าไม่ดีจริง นี่เป็นเรื่องราวของขรัวอีโต้นะตอนดักเงิน วันรุ่งขึ้นตอนค่ำ หลวงพ่อปานเรียกฉันเข้าไปบอก เออ คุณ นี่ขรัวอีโต้เขามาอยู่กับเรา เขาหาเงินของเขาได้วันละ 10 บาท แล้วเขาก็เอาเงินของเขานี่ไปซื้อกับข้าว ซื้อหมู ซื้อเนื้อ เอามาเลี้ยงพวกเราบ้าง เขากินเองบ้าง รู้สึกว่าจะอายเขานะ ความจริงเขาเป็นแขกเราน่าจะเลี้ยงเขา นี่เขามาเลี้ยงเรานี่น่าอายเขา เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเรามันเป็นคนจนไม่สามารถจะดักเงินดักทองได้ คืนวันนี้เธอไปเอาเบ็ดราวนะ ไม่ทราบว่าหลวงพ่อปานเอามาจากไหน เบ็ดราวที่เขาเอาเชือกผูกแล้วเอาเบ็ดผูกเป็นระยะๆ ที่เขาดักปลาน่ะ ท่านบอกว่าในห้องมีเบ็ดราวอยู่ราวหนึ่ง เธอเอาไปขึงจากยอดต้นจามจุรีต้นนี้นะ แล้วเอาไปผูกไว้ที่ยอดต้นหางนกยูงต้นโน้น เราจะดักปลาในอากาศเอามาเลี้ยงขรัวอีโต้บ้าง

ถามขรัวอีโต้บอกอยากกินปลาอะไร ขรัวอีโต้ก็บอกไอ้เรื่องปลานี่มันอยากทุกปลา แต่ว่าสิ่งที่ชอบที่สุดมันมีอยู่ 2 อย่างคือว่าหัวกับพุง อยากจะได้ไอ้ปลาช่อนหรือปลาชะโดนะไอ้ที่มันพุงใหญ่ๆ มีไข่เต็มอก ไข่เม็ดใหญ่ๆ ไข่ฝักใหญ่ๆ ชอบกินพุงกับไข่ต้มยำ หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่าได้ พวกเรานี่ต้องหาปลาเลี้ยงเขานะ ก็ชักสงสัยถามว่าหลวงพ่อขอรับพระลงเบ็ดหาปลาได้รึขอรับ ท่านบอกว่า ถ้าปลาอยู่ในน้ำ ปลาอยู่ในหนอง ปลาอยู่ในคลอง ปลาอยู่ในบึง อย่างนี้ถ้าเรานำมาเป็นโทษในทางปาณาติบาต แต่ว่านี่เราลงเบ็ดบนอากาศนี่ ถ้าปลาบินขึ้นมากินเบ็ดของเราเอง อย่างนี้เราถือว่าปลาตัวนั้นถึงที่ตาย เราไม่บาป หรือมิฉะนั้นก็เทวดาบันดาลให้ปลาตัวที่ถึงที่ตายมาติดเบ็ดของเรา ท่านว่าอย่างนั้น ตอนพูดตอนนี้ไม่ใช่พูดกับฉันคนเดียวนะ พระทั้งวัดกำลังมารวมกันอยู่หน้ากุฏิ

หลวงพ่อปานพูดแบบนี้แล้วก็สั่งให้ฉันไปหยิบเบ็ดราว ฉันก็ไปหยิบเบ็ดราวมาแล้วไปขึงตามท่านว่า พอถึงเวลาเช้า เวลาเช้าตรู่พอแสงทองขึ้น ท่านก็เรียกฉันว่า ลิงดำเอ๊ย ไปปลดปลาซีลูก ประเดี๋ยวจะได้ต้มยำเลี้ยงขรัวอีโต้เขา พระทุกองค์ที่ได้ฟังต่างคนต่างวิ่งไปดูที่เบ็ด ปรากฏว่ามีปลาชะโดบ้าง ปลาช่อนบ้าง ตัวขนาดใหญ่ ถ้าทำเป็นริ้วก็เห็นจะถึง 7-8 ริ้ว สัก 10 ตัว ติดห้อยแขวนต่องแต่งอยู่ รู้สึกว่าปลาขณะไปเห็นยังจะมีชีวิตอยู่ แต่ว่าพอปล่อยเบ็ดลงมาแล้ว พอปล่อยหางเชือกลงมา พอลงมาถึงดินก็ปรากฏว่าปลาทั้งหมดตาย เป็นปลาตายสด แล้วก็เอามาต้มกินกันเอร็ดอร่อยเหมือนปลาธรรมดา หัวกะพุง ไข่ยังงี้ เป็นที่ชอบใจของขรัวอีโต้ ในขณะที่ขรัวอีโต้อยู่นั้นหลวงพ่อปานท่านสั่งให้ลงเบ็ดทุกวัน หลวงพ่อปานเป็นคนหาปลา ขรัวอีโต้ก็เป็นคนเอาสตางค์จ่ายของอย่างอื่นเอามาผสมกับปลา จะแกงอะไรจะต้มอะไร จะผัดแบบไหนก็หาผสมด้วยเงินของแก แต่เนื้อปลา พุงปลา หัวปลา ไข่ปลาเป็นของหลวงพ่อปาน พวกพระทุกองค์ก็พลอยกินปลาสดไปตามๆ กัน

นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ เมื่อขณะที่ขรัวอีโต้อยู่ท่านทำแบบนั้น พอขรัวอีโต้กลับไปแล้วฉันขอให้ท่านทำ ท่านไม่ทำ ไม่ทำเพราะว่าไม่มีคู่แข่งขันนี่ เรื่องนี้มันไม่ใช่ปลาจริง ท่านบอกว่าใบไม้ทั้งนั้นแหละคุณ ปลาที่มาห้อยที่เบ็ดน่ะใบไม้ ฉันเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเวลาคนมาทำโบสถ์ท่านเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้คนทำโบสถ์กิน แต่นี่ของเราเอาเบ็ดราวขึ้นไปลงบนยอดไม้ จะลงหรือไม่ลง ต้องการเมื่อไรมันก็ได้เมื่อนั้น ถ้าเราคิดอยากจะกินปลาขึ้นมาจริงๆ ก็เอาใบไม้มาอธิษฐานให้มันเป็นปลา จะเป็นปลาอะไรก็ได้ จะกินให้มีรสอร่อยยังไงก็ได้ แต่ว่าอย่าทำเลยนะ อย่าตามใจลิ้นที่มีกิเลส แต่ว่าถึงแม้ว่าท่านไม่ห้ามฉันก็ไม่ทำ เพราะฉันทำไม่ได้ ส่วนเจ้า 2 ลิงมันทำได้ เจ้า 2 ลิงที่มันเข้าป่ามันทำได้ พอหลวงพ่อปานพูดเท่านั้นมันก็ชวนฉันเข้าป่าช้า เข้าที่อยู่ แล้วมันก็ทำปลาแต่ละแบบๆ วางเป็นแถว ท่านบอกว่าเป็นของไม่ยากหรอกเป็นของง่ายๆ มาเห็นมันเข้าก็รู้สึกอิจฉาเหมือนกัน คนบวชคราวเดียวกันมีความสามารถไม่เท่ากันนี่ แหมมันน่าอาย

ตอนนี้มาพูดกันถึงคุณสมบัติของขรัวอีโต้อีกประการหนึ่ง เวลาคนไข้มา ถ้าคนไข้เป็นโรคปวด โรคเมื่อย เป็นแผล ฟกช้ำดำเขียวที่ไหน แกก็บอกว่าแกจะทำน้ำมนต์ให้ แล้วแกก็ให้คนไข้เอามะพร้าวมา 1 ลูก เอาดินเหนียวมา 1 ก้อน แกขูดมะพร้าวเสร็จแกก็เอามาขยำกับดินเหนียว ขยำไปขยำมาไอ้น้ำมันมะพร้าวมันไหลออกมามีสีเหมือนน้ำมันเคี่ยว แล้วก็มีกลิ่นหอมเหมือนน้ำมันที่เคี่ยวแล้ว แล้วก็ให้คนเอาไปทารักษาโรคหาย นี่เป็นคุณสมบัติในด้านการรักษาโรค เอาละ เป็นอันว่าเรื่องของขรัวอีโต้เพื่อนหลวงพ่อปานนี่ฉันสอบถามแล้วนะ ว่าเป็นนักกรรมฐานคนสำคัญ แล้วก็ได้กสิณ 10 ได้อภิญญา แต่ทว่าก็อย่าลืมนะว่าเป็นอภิญญาโลกีย์วิสัย เรียกว่าฌานโลกีย์ มีผัวมีเมียได้ ไม่ใช่ว่านักเจริญกรรมฐานต้องเลิกจากผัวต้องเลิกจากเมีย ไม่ใช่อย่างนั้น

ถ้าเรื่องของศีลเขาไม่ขาดละก็เขาทำของเขาได้ แต่พระโสดา สกิทาคา เขายังครองเรือนได้ ยังมีลูกมีเต้าได้ แต่สำหรับพระอนาคามีเท่านั้นแหละ ถึงแม้ว่าจะอยู่บ้าน ก็อยู่อย่างไม่มีความหมาย เพราะว่าความรู้สึกทางเพศไม่มี นี่ส่วนที่เป็นฆราวาส อย่าว่าแต่ฌานโลกีย์เลย แม้แต่พวกที่ได้โลกุตตระ คือ เป็นพระอริยเจ้ายังอยู่ได้ ถึงพระอนาคามี นี่บรรดาลูกหลานทั้งหลายที่ฟังอาจจะสงสัยว่าคนที่ได้ฌานโลกีย์ ได้กสิณ ได้อภิญญาแล้วทำไมจะมามีลูกมีเมียเป็นฆราวาสอยู่ ทำไมไม่บวช เรื่องของการบวช เรื่องสมณวิสัยนี่มันคนละเรื่อง ฉันว่ามีความจำเป็นน้อย คนที่เป็นชาวบ้านจะทำความดีนี่ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ชาวบ้านทำความดีได้ ชาวบ้านเป็นพระอริยเจ้าก็ได้ อย่าว่าแต่ฌานโลกีย์เลย ถมเถไป สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ไปเจริญพระกรรมฐานในป่าก็มีความอดอยาก บางวันท่านคิดว่าพรุ่งนี้ถ้าเราได้กินข้าวต้มสักนิดก็จะดี ก็ปรากฏว่ามีโยมผู้หญิงคนหนึ่งนำข้าวต้มมา

บางวันท่านคิดว่าพรุ่งนี้มีอะไรสักหน่อยหนึ่งที่ท่านชอบใจได้กินก็จะดี โยมคนนั้นก็นำมา พระก็สงสัย ถามแกๆ ก็ไม่ตอบ ต่อมาเมื่อกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่าคนๆ นั้นเขาได้อนาคามีผล และก็เป็นขั้นปฏิสัมภิทาญาณเสียด้วย นี่จะว่าพระจะดีกว่าฆราวาสเสมอไปน่ะ ไม่แน่นักนะ นั่นพระยังเป็นโลกียชน แล้วคนๆ นั้นเขาเป็นพระอริยเจ้าขั้นอนาคามีบุคคล พระทันเขาที่ไหน สำหรับขรัวอีโต้นี่ก็เหมือนกัน ลูกหลานฟังแล้วก็จะว่า แหม ได้ฌานขั้นนี้แล้วน่าจะบวช เรื่องบวชนี่มันไม่จำเป็นหรอกนะ ไม่มีความจำเป็นนัก หมายความว่าจะบวชกันหรือไม่บวชไม่สำคัญ คนที่บวชตัวแล้วไม่บวชใจนี่ซิ ระยำมาก ระยำกว่าคนที่เขาไม่บวชตัวแล้วใจเขาก็ไม่บวช เพราะเขาเป็นฆราวาสทั้ง 2 อย่าง แต่ว่าถ้าบุคคลใดตัวเขาไม่บวชแต่ว่าใจเขาเป็นนักบวช นี่เขาประเสริฐมาก

ต่อแต่นี้ก็จะนำเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ มาเล่าให้ฟัง คือว่าถึงคุณสมบัติของหลวงพ่อปานที่สามารถจะล่วงรู้อะไรได้ หรือที่เรียกว่าท่านมีทิพยจักขุญาณแจ่มใสมาก แจ่มใสพอจะใช้ได้ คือว่าคราวหนึ่งเมื่อฉันมานอนคิดอยู่ในใจ ตอนที่ฉันอยู่ในป่าช้าคิดว่าเพื่อนของฉันเขาได้อภิญญา ขรัวอีโต้ก็ได้อภิญญา แล้วก็แถมเจ้าลาวมันก็ได้อภิญญาเหมือนกัน เจ้าลาวนี้ได้อภิญญาก็ไม่ใช่ของแปลก เพราะว่าเขาเป็นคนมาใหม่ สำหรับเจ้าเพื่อนของฉันที่ได้อภิญญาซิเป็นของแปลก เพราะว่าเรามาด้วยกัน แต่ว่าเขาได้อภิญญา ส่วนฉันไม่ได้ เวลาฉันเจริญกสิณ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าจะเจริญกสิณหมดทุกอย่างไม่ได้ คุณจะทรงอภิญญาไม่ได้ ตัวคุณเองนี่จำเป็นจะต้องอยู่กับคน หมายความว่าจะหนีคนไม่ได้ ท่านบอกว่าห้ามหนีคน เพราะว่ายังเป็นหนี้คนเขาอยู่มาก จะต้องอยู่กับคนจนตลอดชีวิต แต่ว่าสำหรับเพื่อน 2 คนน่ะเขามีสิทธิ์ที่จะเข้าป่า เพราะว่าเขาไม่มีพันธะกับใครๆ ฉันก็จนใจในเมื่อท่านห้าม เมื่อฉันทำกสิณได้ 7 กอง ฉันก็ต้องยับยั้ง มาอีกทีหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราได้อภิญญาไม่หมดแม้แต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของอภิญญาก็ดี จะต้องเอาให้ได้ถึงแม้ว่าหลวงพ่อท่านห้ามก็จะพยายามทำ

นี่ลูกหลานฟังแล้วก็คิดนะ อารมณ์อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ดี มันเป็นอารมณ์ชั่ว มันเป็นอารมณ์ของอำนาจกิเลสตัณหาเข้าบีบบังคับ ความจริงเราจะได้อภิญญาหรือไม่ได้อภิญญาไม่สำคัญ ถ้าหากว่าเรามีสมาธิ เราสามารถจะทรงสมาธิได้ แล้วก็ใช้อารมณ์อันนั้นยับยั้งนิวรณ์ 5 เสียได้ ทำใจให้ปลอดโปร่ง แล้วเอากำลังของสมาธิมาเจริญวิปัสสนาญาณ อย่างนี้มันมีผลเยอะแยะ เรียกว่ามีผลดีไม่น้อย แต่ทว่าฉันไม่ใช่อย่างนั้นซิ ฉันไปคิดว่าเพื่อนเขาได้แล้วฉันไม่ได้มันก็น่าจะอายเพื่อน อย่างนี้ไม่ใช่อารมณ์ของพระ เราเรียกว่าอารมณ์ของเด็ก แต่บรรดาลูกหลานทุกคนก็อาจจะคิดว่าในเมื่อเขาได้ เราก็ควรจะได้บ้าง มันก็เป็นของดี นี่คิดกันอย่างอารมณ์ของชาวโลก ไม่ผิด แต่ว่าอารมณ์ของชาวธรรมะผิดมาก ผิดเยอะ สิ่งใดที่ไม่ใช่วิสัยสิ่งนั้นไม่ควรทำ แล้วก็การดิ้นรนเกินไปในการได้อภิญญา ก็เป็นอภิญญาโลกีย์ หรือว่าอภิญญาระดับไหนก็ตามที ไม่ใช่ว่าจะช่วยให้เราเป็นพระอรหันต์เร็วขึ้น ถ้าสิ่งนั้นเป็นวิสัยก็ไม่เป็นไร แต่ทีนี้อยากได้มาเพราะอาศัยการดิ้นรนเป็นปัจจัย มันเป็นการผิดข้อมูลต่างๆ เรียกว่าผิดกันเอามากเลยทีเดียว อย่างนี้เรียกว่าใช้ไม่ได้ อะไรจะใช้ได้หรือไม่ได้ ฉันก็คิดเข้าแล้วในตอนนั้น

ในคืนหนึ่งฉันคิดว่า ถ้าฉันทำอะไรไม่ได้ ฉันจะลองฝึกเดินน้ำดู ว่ามันจะเป็นยังไงการเดินน้ำเดินท่า จะลองเดินน้ำดู แล้วก็ลองเดินกลางคืนดึกๆ ฉันก็เริ่มใช้ปถวีกสิณ กสิณดินเอาเข้ามาเพ่ง เพ่งจนกระทั่งปรากฏว่าน้ำในแก้วแข็ง จะเอานิ้วจิ้มลงไปตรงไหน น้ำมีสภาพเหมือนน้ำแข็งทุกอย่าง มันแข็งเป๋งเหมือนกับหิน ซ้อมอยู่อย่างนี้ 3 คืน เมื่อ 3 คืนแน่ใจแล้ว คืนหนึ่งตอนตี 2 แล้วก็เดือน 12 เสียด้วยนะ กำลังหนาวจัด ที่วัดบางนมโคนั่นมันด่านลม ลมหนาวพัดมาน้ำเป็นคลื่น ความหนาวเย็นสะท้าน ฉันก็เตรียมจะเดินน้ำ คิดว่าตอนนี้มันหนาวนี่ แล้วดึกๆ อย่างนี้หลวงพ่อท่านคงจะไม่ออกไปนอกกุฏิ พระแก่คงจะไม่สู้กับความหนาว ฉันนุ่งผ้าผืนเดียว เตรียมพร้อมที่จะลงน้ำ ไปนั่งอยู่ที่โป๊ะหน้าวัดแล้วก็เข้าปถวีกสิณ ประเดี๋ยวเดียวอธิษฐานจิต เอานิ้วจิ้มลงไปในน้ำ ปรากฏว่าน้ำแข็ง ฉันแน่ใจว่าน้ำแข็งมันจะเดินได้แล้วฉันก็ก้าวลงจากโป๊ะ ตอนก้าวลงนี่แหละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย การคุมอารมณ์มันไม่ทรงสภาพ สมาธิมันเคลื่อน

ตอนนี้เอง พอก้าวลงจากโป๊ะ ตัวมีน้ำหนักตัวทางต่ำมาก ลงตูมลงไปเลย ปรากฏว่าหัวมิดน้ำจมน้ำลงไป แล้วโผล่ขึ้นมารู้สึกว่ามันหนาวจัด แต่ว่าความอยากน่ะมันยังไม่ยับยั้ง มันยังไม่ยอมหนาว ตัวอยากด้วยอำนาจตัณหาน่ะ มันยังไม่ยอม มันยังอยากจะทำต่อไป พอขึ้นมาจากน้ำ นั่งอยู่บนโป๊ะ ปรากฏว่าหลวงพ่อปานยืนอยู่บนเขื่อนหน้าวัด ท่านร้องเรียกไปว่า ไอ้ลิงดำ นี่เอ็งจะแสดงฤทธิ์หรือยังไงนี่ จะมาเดินน้ำเรอะ ท่านถามอย่างนั้น ก็หนีกันไม่ได้แล้วนี่ ในเมื่อหนีไม่ได้มันก็ต้องยอมรับ ก็ยกมือประณมไหว้ท่านแล้วก็บอกว่า ผมจะเดินน้ำขอรับ ท่านก็บอกว่าฉันห้ามแล้วไม่ใช่เรอะ ห้ามแกแล้วนาว่าอภิญญาน่ะแกทำไม่ได้ แต่ความจริงถ้าแกจะทำมันก็เป็นของไม่ยาก ทำได้ แต่ที่ฉันไม่ให้แกฝึก ให้แกฝึกในขั้นของวิชชา 3 นี่ก็เพราะว่าแกมีพันธะอยู่กับคน พระที่ได้อภิญญานี่น่ะ ได้อภิญญาแล้วจะอยู่กับคนไม่ได้ จะต้องเข้าป่า แต่แกนี่มีบริษัทมีบริวารมาก แกจะทรงอภิญญาไม่ได้

ในเมื่อทรงอภิญญาแล้ว เรื่องของอภิญญานี่น่ะ คนที่ยังเป็นโลกีย์วิสัย ยังมีอารมณ์ข้องอยู่ในกิเลส มันอดที่จะอวดดีไม่ได้ แต่ความจริงสิ่งที่จะอวดไม่ใช่อวดดี มันเป็นอวดเลว แต่ไอ้ความเลวนี่เราเข้าใจว่ามันเป็นความดี มันเป็นความผิด เพราะผิดพุทธพจน์ แต่ว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเธอมีความปรารถนาฉันก็จะให้ทำ แต่ว่าทำได้คราวนี้คราวเดียวนะ ต่อไปห้ามทำ เพื่อเป็นการพิสูจน์อารมณ์สมาธิของเธอ เอาอย่างนี้ ตั้งอารมณ์ใหม่ เมื่อกี้นี้เธอทำผิด เพราะว่าเธอตั้งใจอธิษฐานให้แม่น้ำทั้งแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง อย่างนี้มันผิดจากจริยามาก ถ้าน้ำเป็นน้ำแข็งทั้งแม่น้ำแล้วเรือแพสัญจรไปมาไม่ได้ การจราจรมันก็ติดขัด อย่างนี้มีโทษนะ เป็นการกลั่นแกล้งชาวบ้านเขา ถ้ากระไรก็ดีละก็ เธอเอาใหม่ เธอทำอย่างนี้

เธอตั้งจิตอธิษฐานว่า ขอน้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบไปนี่นะ เท้าของข้าพเจ้าเหยียบไปตรงไหนขอให้น้ำตรงนั้นแข็ง แล้วก็ควบคุมอารมณ์ให้ทรงอยู่ในอุปจารสมาธิ ในขั้นแรกเข้าปถวีกสิณก่อน ให้ถึงฌาน ๔ ท่านเรียกตามภาษาพระว่าจตุตถฌาน แปลว่าฌาน 4 มีอารมณ์เป็นอุเบกขาดีแล้ว คลายจิตลงมาสู่อุปจารสมาธิแล้วอธิษฐานว่า น้ำที่ข้าพเจ้าเอาเท้าเหยียบไป จะเป็นตรงไหนก็ตาม ขอน้ำตรงนั้นจงแข็งเหมือนหินหรือไม่ก็เหมือนดินให้ข้าพเจ้าเดินไปได้โดยสะดวก แล้วก็เข้าฌาน 4 ใหม่ แล้วคลายฌาน 4 ออก เมื่อตั้งอารมณ์อยู่ในอุปจารสมาธิแล้วก็เดินไป แค่นี้ทำได้ไม่ยาก เรื่องของอภิญญาเป็นเรื่องไม่ยาก ความจริงเธอมีความสามารถพอจะทำได้ แต่ว่ามันไม่ใช่วิสัยของเธอควรทำ ฉันจึงห้าม เธอไม่ต้องวิตกกังวล ผลใดก็ตามที่เธอมีความปรารถนา ผลนั้นจะมีความสำเร็จกับเธอ เมื่อเธอผ่านการบวชไปแล้ว 26 พรรษา

เรื่องการเอาดีเอาพระอภิญญาไปอวดชาวบ้านอย่านึกว่ามันเป็นของดี ถ้าชาวบ้านเขารู้ว่าเธอทำได้เขาจะขอให้เธอทำ แล้วในที่สุดเธอก็จะเหน็ดเหนื่อย ถ้าเธอไม่ทำให้กับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนั้นก็จะพากันว่าพากันนินทา พากันพูดเสียดสี หนักเข้าๆ อารมณ์จิตของเธอก็จะไม่ดีตกอยู่ในอำนาจของโทสะ ฌานต่างๆ มันก็จะเสื่อม หรือว่าถ้าหากว่าฌานไม่เสื่อม คนก็จะติดในฤทธิ์ ในเมื่อคนติดในฤทธิ์เสียแล้ว พระอื่นแสดงฤทธิ์ไม่ได้ คนเขาก็ไม่เลื่อมใส แล้วคนที่ติดในฤทธิ์ทั้งหมดก็ไม่ต้องการบุญต้องการกุศล ต้องการอย่างเดียวคือให้พระแสดงฤทธิ์ให้ดู อย่างนี้ศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะเสื่อม อาการอย่างนี้ปิณโฑลภารทวาชะทำมาแล้วในสมัยพระพุทธเจ้า ที่เหาะไปเอาบาตรแก่นจันทร์

พระพุทธเจ้าทรงทราบก็เพราะว่า ชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นการเหาะมาดูการเหาะกันทุกคน ต่างก็พากันอยากจะเห็นพระเหาะ เพราะไม่เคยเห็นเลย เมื่อคนนี้ได้ดูแล้ว คนอื่นยังไม่ได้ดูก็ขอดูใหม่ เมื่อท่านปิณโฑลภารทวาชะไม่เหาะให้ดู ก็ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อว่าต่อขาน จนกระทั่งท่านรำคาญท่านก็ต้องเหาะให้ดู เป็นอันว่าการเหาะของท่านปิณโฑลภารทวาชะต้องเหาะกันทุกวัน วันละหลายครั้ง เพราะชาวบ้านรู้ถึงไหนก็มาถึงนั่น การเห็นคนเหาะมันเห็นยาก ไม่มีใครเขาทำให้เห็น เมื่อปรากฏว่าคนทำได้เข้าก็อยากดูกันใหญ่ ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็เรียกท่านปิณโฑลภารทวาชะมาติเตียนต่างๆ แล้วก็มีพระพุทธบัญญัติตรัสห้ามว่า ต่อแต่นี้ไป พระองค์ใดก็ตามจะแสดงปาฏิหาริย์จะต้องได้รับอนุญาตจากพระองค์เสียก่อน ถ้าใครไม่ได้รับอนุญาตจากพระองค์แล้วแสดงปาฏิหาริย์

พระองค์ทรงปรับเป็นโทษ เรียกว่ามีความผิดตามพระวินัย นี่เรื่องมันใหญ่ เธอจำไว้นะ เธอเรียนมาแล้ว เธอพบแล้วน่าจะจำ แต่เอาเถอะ ในเมื่อกิเลสตัณหามันยังบังคับใจเธออยู่ เธออยากจะทำก็จงทำ เอ้า ทำได้แล้ว ท่านบอกให้ฉันทำ ฉันก็ทำ ในเมื่ออธิษฐานตามท่านมันไม่ยาก ท่านบอกให้เข้าฌาน 4 ฉันก็เข้าปุ๊บ เข้าปุ๊บ แป๊บเดียวมันไม่ถึงครึ่งวินาที มันก็ได้ฌาน 4 เป็นของง่ายไม่ใช่ของยาก จะว่าเป็นของกล้วยๆ ก็ได้ กล้วยก็กล้วยสุกไม่ใช่กล้วยดิบ เมื่อเข้าฌาน 4 สบายใจถอยจิตออกมาถึงอุปจารสมาธิแล้วอธิษฐานตามที่ท่านบอกว่าน้ำตรงไหนที่ข้าพเจ้าเหยียบลงไป ขอน้ำตรงนั้นจงแข็งเหมือนดิน แล้วเข้าฌาน 4 ใหม่ เข้าปุ๊บเดียวก็ถึง เมื่อออกจากฌาน 4 แล้วก็ตั้งจิตอยู่ในอุปจารสมาธิ อธิษฐานใหม่ว่าน้ำที่ข้าพเจ้าเหยียบจงแข็ง เหยียบลงตรงไหนตรงนั้นจงแข็ง แล้วหลวงพ่อปานก็มีบัญชาบอก เอ้า เดินได้ เพียงเท่านั้นฉันก็เดินน้ำเล่นได้ตามสบาย หลวงพ่อปานบอกว่า ทรงกำลังใจไว้ให้ดีนะ ฉันจะกลับไปนอน แกเดินตามสบายเถอะ จะเดินสักกี่ชั่วโมงก็ได้

เท่านี้แหละอภิญญาเป็นของไม่ยาก ฉันก็เดินเล่นทั้งๆ ที่อากาศหนาว ตัวก็เปียก แต่จิตมันอยากนี่ ความครึ้มใจมันมี มันก็เลยไม่หนาว เดินอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆ มันก็ถึงตี 4 กว่าๆ เพราะเขาตีระฆัง ก็เกรงว่าพระจะมาเห็นเข้า ก็เลยเลิกกลับมาที่นอน ผลัดผ้าผลัดผ่อน นุ่งสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิ เข้าเจริญพระกรรมฐานตามเวลาปกติ คืนนั้นเลยไม่ต้องได้นอนกัน เป็นอันว่าเรื่องการเจริญอภิญญาของฉันคือเดินน้ำก็หมดไป นี่ลูกหลานฟังไว้นะ เมื่อฟังแล้วก็จงจำ ว่าเรื่องของความอยากนี่มันไม่ใช่ของดี มันไม่มีอะไรจะดีหรอก ความอยากนอกรีตนอกรอยนี่นะไม่ดี เข้าใจว่าการเจริญอภิญญาดี ถ้ามันเป็นวิสัยของเรา เราได้ง่ายๆ มันก็ดี ถ้ารู้สึกว่าจะได้ยากเราก็คิดว่าอภิญญานี่น่ะไม่ใช่อรหัตผล แล้วอภิญญาไม่ใช่พระโสดา สกิทาคา อนาคา อภิญญาก็คือโลกีย์ญาณ

ถึงแม้ว่าจะได้สักเท่าไรก็ตามที จิตก็ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส ตัณหา อุปาทาน กรรม ถ้าหากว่าเราทำได้ยาก เราก็หาโอกาสแบบนี้ดีกว่า หาโอกาสทำอย่างอื่น คือ เจริญวิปัสสนาญาณให้สามารถตัดสังโยชน์ 3 ประการ ได้เป็นพระโสดาบันแทน หรือว่าเป็นพระสกิทาคามีแทน หรือเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ เอายังงั้นเลยดีกว่า นี่ทำยากนา ถ้าทำได้ง่ายๆ คือเป็นวิสัยของเราละก็ทำเถอะ ไม่เป็นไร เพราะการได้อภิญญานี่เป็นการช่วยให้การบรรลุมรรคผลสำเร็จได้โดยง่าย ถ้าเราไม่เมาอภิญญา แต่ว่าเราได้อภิญญาแล้วเมาอภิญญาอย่างท่านพระเทวทัตไม่ดีเหมือนกัน ชวนลงนรก เรื่องนี้ขอผ่านไปไม่มีอะไรหนัก นี่เล่าให้ฟังเท่านั้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานใช้หนี้สงฆ์

ต่อไปจะมาเล่าเรื่องใช้หนี้สงฆ์ให้ฟัง เรื่องใช้หนี้สงฆ์น่ะสมัยนี้หาฟังกันยากเหลือเกิน พระขนาดไหนก็ตามไม่ค่อยจะมีใครพูดกัน เทศน์ก็ไม่เคยฟัง ใครพูดให้ฟังก็ไม่เคยฟัง ได้ฟังอยู่สำนักเดียวคือหลวงพ่อปานเท่านั้น หลวงพ่อปานนี่พูดทุกปีทำทุกปี พอถึง 1 ปี คือขึ้นต้นปีใหม่ เข้าพรรษาใหม่ๆ ท่านประกาศขอซื้อของสงฆ์ คำว่าซื้อของสงฆ์นี่ท่านซื้อไม่ไผ่ ซื้อผลไม้ ซื้อดอกไม้ที่มีในวัด ในสมัยนั้นค่าของเงินสูง ท่านขอซื้อปีละ 100 บาท ก็ซื้อไม้ทั้งหมด ซื้อผลไม้ทั้งหมด ซื้อดอกไม้ทั้งหมดปีละ 100 บาท ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์ เป็นสิทธิของสงฆ์ที่จะพึงใช้ จะใช้ได้ต้องเอาเงินจำนวนนั้นไปใช้ในงานก่อสร้างหรือบำรุงสงฆ์ แล้วต่อแต่นั้นไปท่านชวนพระชำระหนี้สงฆ์

ตัวท่านเองก็ชำระหนี้เหมือนกัน มาว่ากันถึงการซื้อของสงฆ์ก่อน บรรดาลูกหลานทั้งหลาย หาที่ฟังยาก คือว่ามีโอกาสได้ฟังยาก ไอ้เรื่องการซื้อของสงฆ์หรือว่าการชำระหนี้สงฆ์ เวลานี้ฉันกำลังสร้างกุฏิชำระหนี้สงฆ์อยู่ เพราะรื้อกุฏิของสงฆ์ไป 2 หลัง ฉันสร้างให้หลังเดียว แต่ว่าคุณค่า มีความคงทนดีกว่า การอยู่อาศัยได้สบายกว่า 2 หลังที่รื้อไปพระอยู่ได้ 5 องค์ยังลำบากเพราะห้องแคบ ฉันสร้างให้หลังเดียวเป็นกุฏิตึก อยู่ได้ 6 องค์แบบสบาย ห้องกว้างกว่า แล้วก็มีศาลาดินเป็นเฉลียงข้างหน้า นั่งพักเล่นสบาย แถมส้วมให้อีก 4 ห้อง บริเวณทั้งหมดเทพื้นคอนกรีตให้พระเดินสบาย ตั้งน้ำประปาเข้าไว้ให้พระใช้สบาย แสดงว่าฉันทำมามากกว่าของเก่า ดีกว่าของเก่าเป็นการชำระหนี้ ลูกหลานอาจจะสงสัยว่ากุฏิพระ พระรื้อ

ทำไมต้องชำระหนี้ ก็ขอบอกว่า ทรัพย์สินที่เขาสร้างไว้ในวัด เขาไม่ได้สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง เขาสร้างถวายพระพุทธเจ้า คำว่าของสงฆ์นี่น่ะต้องหมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นของส่วนกลาง ไม่มีใครหรอกที่จะมาถือสิทธิว่าเป็นของฉัน จะเป็นสมภารองค์ไหน สมเด็จองค์ไหน เจ้าคณะองค์ไหน พระสังฆราชองค์ไหนก็ตาม จะมาชี้ว่าสมบัติของสงฆ์ที่เป็นของฉัน เป็นของส่วนตัว นี่ลงนรกหมด ลุงพุฒิไม่ยอมแน่ ใช่ไหมลุงพุฒิ ลุงพุฒิหันมายิ้ม บอกว่า ว่าเสียหลายรายการแล้ว รายการที่มีตำแหน่งใหญ่ๆ ที่ไม่เคารพสิทธิในสงฆ์นั่นแหละ ว่าเสียหลายรายการแล้ว เอาเสียเยอะ เยอะเพราะเผลอคิดว่าโตแล้วทางนรกจะเว้น เรื่องนรกนี่เขาไม่เว้นใครหรอก ลุงพุฒิน่ะแกชอบกับฉันมาก สมัยเป็นมนุษย์เรียกว่าเป็นเพื่อนกันเลยก็ได้ แล้วเป็นเกี่ยววันพันดองกัน เคยล้อเคยเล่นกัน แกยังบอกว่าการเว้นในเรื่องกฎของกรรมนี้ไม่มี ถ้าว่าฉันไม่ดี แกก็เข็นเอาลงนรกเหมือนกัน ยังงั้นใช่ไหมลุง แกบอกว่า ใช่ นั่นถูกแล้ว เรื่องกฎของกรรมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนตัวก็ส่วนตัว กฎของกรรมก็กฎของกรรม

หลวงพ่อปานซื้อของสงฆ์ เพราะของเหล่านี้มันอยู่ในวัด ท่านเป็นประมุขของวัด ความจริงเราจะคิดกันอย่างเรา ๆ ก็คิดว่าท่านควรมีสิทธิ์ ท่านจะให้ใครก็ได้ ท่านจะกินจะใช้ยังไงก็ได้ แต่ทว่าตามพระวินัยแล้วไม่มีสิทธิ์ ของในวัด ถ้าพระองค์ไหนปลูกไว้ ถึงเขาสึกแล้วก็ตาม เขาตายแล้วก็ตาม ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ ถ้าหากว่าเจ้าของยังบวชอยู่ มีอำนาจให้ใครได้ กินเองได้ ถ้าว่าเขาตาย เขาสึกไปแล้ว พระองค์ใดองค์หนึ่งจะถือเป็นทายาท กินใช้เองน่ะไม่ได้ เพราะเป็นของสงฆ์เสียแล้ว เหมือนของหลวง เวลาจะกินจะใช้ต้องประชุมสงฆ์กัน สงฆ์ทั้งหมดต้องประชุมอนุมัติ ว่าเราจะกินจะใช้ของประเภทนี้ด้วยวิธีการอย่างไร

ถ้าหากว่าพระองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม เด็กก็ตาม ฆราวาสก็ตาม กรรมการวัดก็เถอะ ไปถือสิทธิ์ว่าฉันเป็นเจ้าหน้าที่ในวัดจะกินลูกไม้ลูกไหนก็ได้ จะเด็ดดอกไม้ดอกไหนก็ได้ จะโค่นต้นไม้ต้นไหนก็ได้ ไม้ลำไหนก็ได้ หน่อไม้หน่อไหนก็ได้ เอามาใช้เอามากินเป็นส่วนตัวโดยสงฆ์ไม่ลงมติอนุมัติ อย่างนี้มีโทษขั้นไหนลุงพุฒิ อเวจีมหานรก แกร้องบอกมาว่า อเวจีมหานรก ฟังไว้ให้ดีนะลูกหลานที่รักนะ หลวงพ่อปานซื้อ ซื้อแบบไหน ท่านบอกว่า ต้นไม้ก็ดี ต้นเล็กๆ ไม่ใช่โค่นต้นใหญ่ เช่น ไม้ลำหรือว่าหน่อไม้บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด เป็นส่วนเล็กส่วนน้อย หรือว่าลูกไม้ก็ตาม ดอกไม้ก็ตาม ถ้ามีใครจะเด็ดเอาไปดม เอาไปบูชาพระ จะเอาไปกินเอาหน่อไม้ไปกิน เป็นบางส่วนหรือลำไม้บ้าง มีคนมาลักไม้บ่อยๆ ที่หลังวัด เขาเคยมาตัดลำไม้บ่อยๆ

สมัยนั้นมีกอไผ่มาก ท่านบอกว่าส่วนเล็กน้อยประเภทนี้ฉันของซื้อ ขอซื้อสงฆ์ด้วยจำนวน 100 บาท เพื่อเป็นการป้องกันโทษของบุคคลผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระสงฆ์ก็สาธุ เป็นอันว่า เด็กก็ดี ผู้ใหญ่ก็ดี ที่ได้กินมะม่วงบ้าง ฝรั่งบ้าง ผลไม้ที่มีอยู่เยอะ ใครอยากกินอะไรก็เอามากินได้ตามชอบใจ เพราะหลวงพ่อปานท่านซื้อแล้ว พอท่านซื้อท่านก็ให้สิทธิ์ ท่านอนุญาตว่าพวกเธอน่ะ อยากจะฉันมะม่วง อยากจะฉันฝรั่ง อยากจะฉันอะไรก็ตาม นิมนต์ตามสบาย ฉันซื้อแล้ว ฉันซื้อสงฆ์แล้ว นี่ท่านซื้อเพื่อกันพวกฉันนะ กันพวกเด็กๆ หรือว่ากันคนอื่นเลว

เรื่องชำระหนี้สงฆ์ ถึงวันเข้าพรรษาคนทำบุญมาก ท่านก็ประกาศแก่คนทุกคนว่าใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ของสงฆ์ตกอยู่ที่ไหน เรียกว่าตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ อย่างวัดร้างที่ปรากฏว่าเป็นดินเปล่า ไม่มีฐานะแสดงว่าเป็นวัดก็มี หรือบางแห่งแสดงฐานะว่าเป็นวัดแต่อยู่ในป่าในดงก็ตาม หรือวัดที่มีพระก็ตาม เราจะไปนำสิ่งของอะไรมาก็ตามในเขตนั้น จะเป็นต้นหญ้าสักต้น ไม้หักสักอันก็ตาม เขาถือว่าของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวละก็ซวยขนาดหนัก แบบนี้มีผู้เรืองอำนาจรุกรานสงฆ์เคยตกนรกขั้นขุมที่ 7 มาแล้ว ขุมนี้หนักมาก รองจากอเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะบุกรุกที่ดินของวัด แต่ว่าวัดก็เป็นวัดร้าง ไม่รู้ว่าเป็นวัดร้างแค่นี้นา แค่นี้ตกนรกขุมที่ 7 ไม่มีเจตนาโกง ซื้อต่อจากคนอื่นเขา แต่เขาก็ไม่ให้อภัย

เรื่องนี้เป็นของยากนะ จะถือว่ามันไม่ผิดกฎหมายผิดอะไรฉันไม่รู้หรอก สำนักพญายมเขาไม่เกี่ยวนะ กฎหมายกฎระเบียบอะไรที่ชาวโลกมีกิเลสสร้างขึ้นน่ะ เขาไม่เกี่ยว ท่านก็บอกว่าคนเราทั้งหมดนี่นะจะรู้ได้ยังไง ไม้ลอยมาหน้าบ้าน เราเห็นว่าไม่มีเจ้าของเอาเข้ามาทำฟืน แต่ถ้าไม้นั้นมันมาจากวัดก็เป็นไม้ของสงฆ์ ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นหญ้าต้นฟางที่มันอยู่กลางทุ่ง สถานที่นั้นอาจจะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้ เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์ แต่ว่าสภาพของวัดมันสูญไป ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมดแม้แต่แผ่นดินก็ยังเป็นของสงฆ์ เราไปเอาต้นหญ้ามาต้นเดียวก็บาป แล้วโทษเอาของสงฆ์หนักมาก เรียกว่าขั้นอเวจีขั้นเดียว มีระดับเดียว ระดับอื่นไม่มี

แล้วท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์ ว่าใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง ด้วยจำนวนเท่าไร เท่าไรก็ตามเอามารวมกันแล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์ ขอชำระหนี้สงฆ์ คือ วัดร้างที่ปรากฏมีเป็นวัดก็ตามหรือไม่ปรากฏเป็นวัดก็ตาม วัดที่มีพระก็ตามวัดไหนก็ได้ ทำไปโดยเจตนาว่ารู้ว่าเป็นของสงฆ์ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่ทราบค่าราคาของ คือว่าเป็นของเล็กน้อย ข้าพเจ้าทั้งหลายชำระหนี้สงฆ์ด้วยจำนวนเงินเท่านี้ ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควรก็ขอให้สาธุขึ้นให้พร้อมกัน ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายไม่เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่ ถ้าพระทั้งหมดสาธุพร้อมกันเป็นอันว่าใช้ได้ ชำระกันแบบนี้ทุกปี ท่านบอกว่าค่อยๆ ทำไป เรื่องนี้มันเป็นเรื่องหนัก เพราะว่าเรื่องสงฆ์นี่นะลำบากมาก

มีเรื่องเล่ามาในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระพุทธกัสสป น่ากลัวจะไม่ใช่ซี เป็นสมัยพระวิปัสสีทศพลโน่น สมัยพระวิปัสสีนั่นมีพระอยู่ 4 องค์ เวลานั้นข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล ข้าวที่บ้านเขาอาจจะมีมาก แต่ว่าข้าวที่วัดมีน้อย พระพวกนั้นมีเพื่อนมาหา ข้าวที่จะกินเข้าไม่พอ ข้าวส่วนตัวไม่มี ก็มีข้าวสารของสงฆ์ ไปนำข้าวสารของสงฆ์มา เมื่อได้ข้าวสารของสงฆ์มาคนละทะนานแล้วก็มาหุงเลี้ยงเพื่อน คิดในใจว่าถ้าเราได้ข้าวสารมาใหม่เราก็จะชำระหนี้สงฆ์ คือว่าเราจะใช้หนี้ให้ แต่ในเมื่อยังไม่ทันจะใช้หนี้ พระ 4 องค์นั่นตาย ตายทั้งๆ ที่ยังมีเจตนาว่าจะชำระหนี้แต่ก็ยังไม่ได้ชำระ ตายแล้วไปไหน ปรากฏว่าไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก สิ้นพันปีนรก เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วตกนรกบริวาร ผ่านมา 4 ขุม แล้วยมโลกีย์นรกอีก 10 ขุม มาเป็นเปรต เปรตนี้จัดเป็น 12 ระดับ ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 11 ไม่มีโอกาสที่จะได้โมทนาบุญของชาวบ้านที่ให้ ระดับที่ 12 ที่เรียกว่าปรทัตตูปชีวีเปรต ตอนนั้นมีโอกาส ในระหว่างที่เป็นเปรตระดับที่ 1 ถึง 11 ก็พบพระพุทธเจ้าหลายองค์

ถามท่านว่าเมื่อไรข้าพระพุทธเจ้าจะได้กินน้ำเสียที เห็นน้ำเข้าวิ่งไป น้ำก็หายกลายเป็นทะเลเพลิง เห็นข้าวอยากจะกินวิ่งเข้าไปก็ปรากฏว่าเป็นทรายแล้วก็เป็นไฟลุก กินไม่ได้ พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ทรงพยากรณ์ว่า เมื่อไรพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมอุบัติขึ้นในโลก ในตอนนี้แหละญาติของเจ้าชื่อว่าพระเจ้าพิมพิสารจะบำเพ็ญกุศล แล้วเธอหมดทุกคนได้รับโมทนา ก็จะพ้นทุกขเวทนาเสียที เปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยกันมานาน จนกระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ พระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวันมหาวิหาร แล้วถวายทานแก่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด เมื่อถวายทานแล้วก็ไม่ได้กรวดน้ำ ไม่ได้กรวดซีเพราะไม่รู้ ตอนนั้นมันเป็นการทำบุญครั้งแรก ยังไม่รู้ว่าทำบุญกรวดน้ำกันได้ผล เปรตทุกคนที่คอยอยู่ก็นั่งตั้งท่าจะโมทนา เห็นพระเจ้าพิมพิสารไม่กรวดน้ำให้ก็เดือดร้อน กลางคืนเข้ามาในพระราชนิเวศน์ พระเจ้าพิมพิสารก็ไม่เห็นตัว เป็นพระโสดาบัน แต่ท่านไม่เห็นตัว ก็เลยร้อง เมื่อร้องขึ้นมาพระเจ้าพิมพิสารก็ตกใจ แปลกใจว่าเสียงอะไรไม่ทราบมาร้องกึกก้อง

ในเมื่อพระเจ้าพิมพิสารตกใจ ในตอนเช้าก็ไปหาพระพุทธเจ้า ไปถามว่าเมื่อคืนนี้ไม่รู้เสียงอะไร มันร้องกรี้ดกร้าดๆ ตามในพระราชฐาน ไม่เคยได้ยินพระพุทธเจ้าข้า ก็เล่าความนั้นให้ทราบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เปรตเป็นญาติของพระองค์ต้องการโมทนาบุญ เมื่อวานนี้พระองค์ทรงทำบุญแล้วไม่ได้กรวดน้ำอุทิศให้ คำว่าอุทิศแปลว่าเจาะจงนะ อุทิศนี่นะเขาแปลว่าเจาะจงให้เฉพาะ พระเจ้าพิมพิสารจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมดไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์ ตอนนี้เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จก่อน จะโมทนาพระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำ ใช้คำว่า อิทัง โน ญาตินัง โหตุ แปลเป็นความว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า เท่านี้ละนะ

กรวดน้ำครั้งแรก เปรตทั้งหลายเหล่านั้นตั้งท่าคอยอยู่แล้ว ได้รับโมทนา เมื่อโมทนาแล้วร่างกายทิพย์หมด มีความอิ่มเอิบ มีความสวยสดงดงาม ร่างกายเทวดา แต่ว่าเป็นเทวดาชีเปลือยไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีผ้านุ่ง เพราะอะไร เพราะว่าในสมัยก่อนที่จะตายไม่ได้เคยทำบุญถวายผ้าผ่อนท่อนสไบไว้ในพุทธศาสนา เมื่อร่างกายสวยแต่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่มีเสื้อผ้า ไม่มีกางเกงนี่มันก็แย่เหมือนกัน ก็เดือดร้อน ตอนกลางคืนจึงเข้ามาหาพระเจ้าพิมพิสาร แสดงตัวให้ปรากฏ แต่ว่าตอนยืนน่ะสงสัยว่าจะยืนหันหลังให้ คงไม่ยืนหันหน้าให้หรอก คงจะอายเหมือนกัน

พระเจ้าพิมพิสารแปลกใจว่า คนอะไรสวยก็สวย แต่แก้ผ้าไม่มีเสื้อไม่มีผ้า ตอนเช้าไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า พวกเปรตพวกนั้นแหละเป็นเทวดา แต่ไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์ให้อาหารเป็นทาน เขาก็มีแต่ร่างกายสวย ผ้าไม่มี พระเจ้าพิมพิสารถามว่า ทำไมเขาจึงจะได้ผ้า ท่านก็บอกว่าต้องถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้ เขาจะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ พระเจ้าพิมพิสารก็ทำอย่างนั้น แต่พอได้เครื่องประดับแล้วเทวดาก็มาแสดงตัวให้ปรากฏ แล้วนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เลยไม่รบกวนอีก นี่เล่าถึงเรื่องของสงฆ์ให้ฟังนะ ว่ามีเจตนาขอยืมยังมีโทษขนาดนี้ แต่ถ้าหากว่าเราไปเอามาโดยไม่ขอยืมจะมีโทษขนาดไหน

เอาละ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย สำหรับวันนี้ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแก่ลูกหลานทุกคน สวัสดี

บรรดาลูกหลานทั้งหลาย วันนี้วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2514 อแต่นี้ไปก็นำเรื่องของหลวงพ่อมาเล่าแบบสรุป เพราะพูดมาก็มากแล้วรู้สึกว่าเวลาจะยืดเยื้อมาก ถ้าจะพิมพ์เป็นหนังสือคงจะพิมพ์กันยากเต็มที เพราะว่าหนังสือจะหนามาก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ต่อแต่นี้ไปฉันจะพูดแบบย่อๆ ให้บรรดาลูกหลานฟัง

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องของการนำเอาอำนาจเจโตปริยญาณ หรือว่าไม่ใช่เจโตปริยญาณ ต้องเรียกกันว่าทิพยจักษุญาณที่หลวงพ่อปานมีอยู่ มาเล่าให้บรรดาลูกหลานฟัง ทั้งนี้เพราะว่าจะเล่าเรื่องราวที่ท่านรู้ขึ้นเองโดยไม่มีใครบอก เพราะว่าเป็นการรู้อำนาจของจิต และเป็นความรู้ตามพลังของจิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 17:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงพ่อปานกับหลวงพ่อเล็ก

เรื่องต้นที่จะนำมาเล่าให้ฟังคือว่า ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน ตอนนั้นท่านฝึกให้หลวงพ่อเล็ก หลวงพ่อเล็กนี่น่ะเป็นพระที่มีกรรมฐานสำคัญมาก แล้วเป็นพระที่หลวงพ่อปานไว้วางใจและเกรงใจมาก เพราะว่ามีอำนาจรองจากหลวงพ่อปาน ถ้าจะว่ากันไปตามความจริงแล้วละก็ พระในวัดน่ะเกรงใจหรือว่ากลัวหลวงพ่อเล็กมากกว่าหลวงพ่อปาน เพราะว่าหลวงพ่อปานท่านไม่ค่อยได้อยู่วัด อำนาจการปกครองต่างๆ ตกอยู่กับหลวงพ่อเล็กองค์เดียว การจัดสรรระเบียบต่างๆ หลวงพ่อเล็กเป็นผู้บังคับ หลวงพ่อเล็กเป็นพระไม่ค่อยอยากพูด ตามปกติท่านนั่งเฉยๆ วันหนึ่งๆ ถ้าไม่มีใครไปพูดเรื่องธัมมะธัมโมกับท่าน วันนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเรื่องพูดอะไรกัน แต่ว่าถ้าใครไปพูดเรื่องธัมมะธัมโมกับท่าน รู้สึกว่าท่านพอใจมาก คุยกับเขาได้ตลอดวัน พระองค์นี้มีเวลาทำงานตรงตามเวลาเสมอ เวลาของท่านแต่ละอย่างที่ท่านกำหนดไว้ ท่านไม่ยอมให้คลาดเคลื่อน นี่เป็นระเบียบของท่านเองนะ

เรื่องมีอยู่ว่า ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานทำรูปของท่าน แล้วมีรูปยันต์เกราะเพชร เมื่อทำแล้วหลายพันผืนสำหรับแจกบรรดาพุทธบริษัทที่มีความต้องการ ท่านทำแจกของท่านจริงๆ นะ ไม่ได้ขาย คำว่าแจกนี่ไม่มีคำว่าขายติดอยู่ด้วย หมายความว่าถ้าใครมาขอท่านให้เลย เรื่องที่เขาจะเงินเอาทองมาให้ท่านหรือไม่น่ะ ท่านก็ไม่ถาม ไม่เคยถามฉัน ฉันนี่แหละเป็นคนแจก ใครมาขอฉันเป็นคนแจก ท่านไม่เคยถามเลยว่าค่าผ้ายันต์ค่าพระของท่านได้เท่าไหร่ ไม่เคยได้ยินเสียงถามตลอดชีวิต คราวหนึ่งหลวงพ่อปานไม่ได้สั่งพิมพ์เอง เป็นนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ คนนี้เรียนคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้ากับหลวงพ่อปาน ทำจนมีผล ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าจนเป็นฌาน คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่

ลูกหลานทั้งหลาย ถ้าใครจำได้นะ ถ้าใครจำคาถาได้ ทำให้เป็นสมาธิ ทำให้เป็นฌาน มีผล 2 อย่าง คือว่าถ้าเป็นฌานแล้วลาภสักการจะเกิดไม่ขาดสาย ขึ้นชื่อว่าความขัดข้องใดๆ ไม่ค่อยจะมี หากว่ามีขึ้นมาก็มีการชดใช้ หมายความว่าหาทัน นี่เป็นประการ 1 ประการที่ 2 คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้านี่เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน มีผลยันให้ถึงพรหม หมายความว่าบันดาลให้เกิดเป็นพรหมได้ แต่ถ้าหากใช้ฌานอันนั้นไปเจริญวิปัสสนาญาณก็ไปพระนิพพานได้ ฉะนั้น คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปาน จึงไม่ใช่เป็นคาถาที่ปรัมปราหรือไร้ผล มีผลในชาติปัจจุบัน แล้วก็มีผลในชาติสัมปรายภพ

หากว่าบรรดาลูกหลานทั้งหลาย ทำคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานจนเป็นฌานได้ ทุกคนก็จะไม่มีความยากจน เวลาตายก็มีความสุข อยากจะไปนิพพานก็ไปได้ มีผลเสมอกัน เป็นคาถาของชาวบ้านโดยตรง คราวนี้มาว่ากันถึงเรื่องผ้ายันต์ ในเมื่อนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายตราใบโพธิ์มาถวายหลวงพ่อปานจำนวนหลายพันผืน เมื่อเขาพิมพ์มาแล้วหลวงพ่อปานก็สั่งหลวงพ่อเล็กให้เอาผ้ายันต์ไปเสก หลวงพ่อเล็กนำมาเสก 3 เดือน ถือว่าครบไตรมาสพรรษาหนึ่งพอดี หลวงพ่อเล็กนี่เราทราบกันอยู่ว่าท่านได้สมาบัติ 8 แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้นสำหรับวิปัสสนาญาณนี่จะได้อะไรฉันไม่ทราบ ฉันไม่หลอกสิ่งที่จะรู้กันได้ ถ้าเราได้ถึงไหนเราก็รู้กันว่าคนอื่นเขาได้ถึงเพียงนั้น ที่รู้เลยไปเราไม่รู้

ตอนนั้นฉันก็ยังทรงสมาบัติ 8 เหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ฝึกอภิญญาครบถ้วน เลยกลายเป็นพระไม่ใช่อภิญญา นี่ฟังให้ดีนะ สมาบัติ 8 ก็อาศัยกสิณกองใดกองหนึ่งเป็นพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องใช้กสิณทั้งหมก 10 อย่าง ใช้กสิณกองใดกองหนึ่งเป็นพื้นฐานยกเอารูปขึ้นมาตั้งแล้วก็เพิกกสิณนั้นเสีย แล้วใช้อรูปฌานขึ้นมาแทน ถ้าทำได้ทั้ง 4 อย่างก็เรียกว่าทรงอรูปฌาน 4 อย่าง ได้เป็นฌาน 8 ไป นี่ฟังกันไว้เท่านี้นะ หลวงพ่อเล็กได้ฌาน 8 สมาบัติ 8 เลยกว่านั้นฉันไม่รู้ เมื่อได้รับผ้ายันต์มาแล้วก็มานั่งเสก เสกด้วยอำนาจของสมาธิ เข้าฌานสมาบัติ 3 เดือน เวลากลางคืนนา เสกกี่ชั่วโมงไม่ทราบ แต่ว่าไม่ใช่ว่าตลอดวันตลอดคืน อย่านึกว่าตลอดวันตลอดคืน 3 เดือน ไม่ลูก ไม่กินข้าวไม่กินปลา นี่มันก็เกินคนไป ว่ากันตามแบบปกติ

ฟังเรื่องของพระนะ พอครบ 3 เดือนวันออกพรรษาหลวงพ่อเล็กเรียกฉันเข้าไป บอกให้แบกผ้ายันต์ ฉันคนเดียวมันแบกไม่ไหว ก็เอาไอ้เพื่อนอีก 3 คนมาช่วยกันแบกผ้ายันต์มาถวายหลวงพ่อปาน ยังไม่ทันจะถึงเลย ห่างอีกประมาณสัก 10 วาได้กระมัง หลวงพ่อปานเห็นเข้า ท่านโบกมือโบกไม้บอกว่า ไม่เอาๆ ยังไม่เสร็จ ยังไม่เสร็จ ยังใช้ไม่ได้ นี่ท่านร้องไป ก็เป็นอันว่าไม่เอาเข้าไปให้ท่าน เอากลับ ตอนนี้หลวงพ่อเล็กกลับมาก็นึกในใจว่า นี่เราทำขนาดนี้ยังใช้ไม่ได้ ใครที่ไหนจะยิ่งไปกว่าเรานะ เราเข้าถึงสมาบัติ 8 นี่ท่านบ่นนะ เราเข้าถึงสมาบัติ 8 แล้วก็คลายสมาธิลงมาพิจารณาวิปัสสนาญาณ จนกระทั่งอารมณ์จิตเป็นแก้วทั้งหมด เป็นแก้วประกายพฤกษ์ทั้งหมดแล้วเราจึงเข้าสมาธิใหม่ จัดเป็นโลกุตตรญาณ แล้วเราก็อธิษฐานจิต นี่ยังใช้ไม่ได้ ก็ใครจะเสกยิ่งไปกว่านี้ ท่านบ่นให้ฟัง ท่านก็บอกว่า เอา ในเมื่อท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ ฉันก็จะทำให้ใหม่

ตอนนี้ท่านไปทำใหม่ 7 วัน ท่านทำยังไงบ้างฉันไม่ทราบ เวลาท่านทำไม่ได้เข้าไปยุ่งกับจิตใจของท่าน พอครบ 7 วัน ท่านมาเรียกพวกฉันไปให้ไปแบกมาให้หลวงพ่อปาน ตอนนี้เองพอแบกมาหลวงพ่อปานเห็นแต่ไกลก็กวักมือกวักไม้บอก เออๆ เอามาๆๆ อย่างนี้ซิมันถึงจะใช้ได้ ไอ้คนเก่งคนเดียวน่ะมันใช้ไม่ได้ มันต้องให้คนอื่นเขาเก่งกว่า เก่งคนเดียวใช้ไม่ได้ ทำอย่างนี้ใช้ได้ เมื่อเข้าไปถึงหลวงพ่อเล็กก็กราบหลวงพ่อปาน ฉันก็กราบ เพื่อนฉันก็กราบ ไอ้ฉันน่ะมันคนชอบสงสัย ไอ้เพื่อนๆมันเรียกไอ้ปากหมา สมัยนั้นเขาไม่เรียกปากลิงหรอก เขาเรียกปากหมา เมื่อสงสัยอะไรขึ้นมาชอบถามผู้หลักผู้ใหญ่ สงสัยใครขึ้นมาชอบสอบถาม ไปถามเพื่อนมันบ่อยๆ มันเลยเรียกไอ้พระปากหมา ช่างมันเถอะ ความจริงถ้าปากฉันเป็นหมาได้ฉันจะดีใจ ปากหมาน่ะมันกินไม่เลือก กระดกกระดูกมันกินได้ ของแข็งยังไงมันกินได้ วาจาของเพื่อฉันมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ เวลานี้ปากฉันกินของแข็งก็ไม่ได้ มันไม่เท่าหมาเสียแล้ว ไปเห็นหมามันเคี้ยวกระดูก หมามันเคี้ยวอะไรต่ออะไรได้อย่างไม่รังเกียจ รักษาชีวิตของมันด้วยอาหารต่างๆ ฉันอยากจะทำอย่างนั้นบ้างทำไม่ได้ ถ้าปากฉันเป็นหมาจริงๆ ละก็น่ากลัวจะทำได้ แล้วฉันจะสบายกว่านี้มาก นี่ปากฉันดันเป็นปากคน แล้วก็ไม่เท่าปากคนธรรมดา เลยรักษาตัวยากหน่อย เสียท่า ไอ้เพื่อนมันพูดไม่ตรง

ต่อไป ฉันถามหลวงพ่อเล็กว่า หลวงพ่อขอรับ ตอนก่อนหลวงพ่อเสกยังไงหลวงพ่อปานจึงว่าใช้ไม่ได้ หลวงพ่อเล็กบอกว่า ตอนก่อนฉันเข้าสมาบัติ 8 แล้วใช้วิปัสสนาญาณเต็มที่ คลายจิตออกมาถึงอุปจารสมาธิ อธิษฐานแล้วก็เข้าสมาบัติ 8 ใหม่ เท่านี้ 3 เดือน ไม่ได้ขาดเลยทุกคืน คืนละ 3 ชั่วโมง ท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ หลวงพ่อปานท่านก็ออกมาบอก ยังงี้ใช้ไม่ได้ดอกคุณเล็ก คุณเล็กอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ คือว่าถ้าเราทำอะไรถ้าเก่งคนเดียวมันใช้ไม่ได้ ไอ้เราเองน่ะมันไม่ดีพอ ต้องให้คนอื่นเขาดีบ้าง จึงได้ถามหลวงพ่อเล็กใหม่ว่า หลวงพ่อขอรับ ตอน 7 วันนี่ หลวงพ่อทำยังไงขอรับ ท่านบอกว่าในเมื่อฉันใช้สมาบัติ 8 ท่านใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้ ฉันก็กลับ คราวนี้ฉันไม่เอาละ ฉันก็ตั้งท่าบวงสรวงชุมนุมเทวดา อาราธนาบารมีพระทั้งหมดตั้งแต่พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด ครูบาอาจารย์ทั้งหมด ฉันยกยอดเลย ยกยอด ในเมื่ออาราธนาเห็นท่านมากันครบถ้วน แล้วท่านมาทำกันคืนหนึ่งประเดี๋ยวเดียว สัก 10 นาทีท่านก็กลับ แล้วท่านก็บอกให้เลิก

ฉันก็นอน ฉันทำมาแบบนี้ถึง 6 วัน ถึงวันที่ 7 ทุกท่านมา แต่ไม่มีใครทำ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรจะบรรจุแล้ว คุณจะให้ฉันทำอะไร ฉันก็เลยเลิก ถึงได้ให้พวกเธอแบกมาให้ท่านใหญ่ นี่ท่านเรียกหลวงพ่อปานว่าท่านใหญ่ หลวงพ่อปานฟังแล้วก็หัวเราะก๊าก บอกจริงที่คุณเล็กพูดน่ะ จริงนะอาจารย์เล็ก อาจารย์เล็กท่านเรียกอาจารย์เล็กบ้าง คุณบ้าง ที่อาจารย์เล็กพูดนั่นน่ะจริง พวกเธอจงจำไว้นะ การที่เราจะเสกพระเสกผ้ายันต์อะไรต่ออะไรนี่น่ะ ถ้าเสกด้วยอำนาจกำลังของเราละไม่ช้ามันก็เสื่อม เราน่ะมันดีแค่ไหน การเสกว่าคาถาต่างๆ นี่ก็เป็นการอาราธนาบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดา หรือพรหมมาช่วย แต่ว่าคาถาบางอย่างก็จะว่าแต่เฉพาะบางจุด การเสกพระเสกเจ้า หรือเสกผ้ายันต์ เสกอะไรต่ออะไรพวกนี้ ถ้าเราเอาตัวของเราออกเสีย เราไม่เข้าไปยุ่ง แต่อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสาวกทั้งหมด พรหมหรือเทวดาทั้งหมดท่านมาช่วย ท่านทำประเดี๋ยวเดียว 2-3 นาทีมันก็เสร็จ ดีกว่าเราทำ 1,000 ปี แล้วเราจะเอาอะไรบ้างก็อาราธนาบอกท่าน บอกว่าขอให้ใช้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่าลืมนะ ถ้าใช้ในทางทุจริตหรือกฎของกรรมบังคับ ไม่มีอะไรจะคุ้มครองใครได้ ถ้าหากว่าใครเลวอยู่แล้วก็คอยพยุงๆ ให้เลวน้อยลงไปนิดหนึ่งได้ ถ้าใครดีขึ้นมาหน่อยก็พยุงให้ดีมากได้

นี่เป็นกฎของอำนาจพุทธบารมี ธรรมบารมี สังฆบารมี และพรหม และเทวดาทั้งหลาย ท่านพูดแล้วท่านก็ชอบใจ บอกว่าคุณเล็กทำถูก ตอนก่อนฉันรู้ ไปตั้งท่าเข้าสมาบัติอยู่คืนละ 2-3 ชั่วโมง ฉันนั่งอยู่ที่กุฏินี่ฉันก็รู้ แต่ที่ฉันไม่บอกไว้ก่อนเพราะจะให้คุณเล็กนี่นะรู้เอง การทำตัวเป็นคนเก่งเองน่ะมันใช้ไม่ได้ มันต้องให้พระท่านเก่งซี พระพุทธท่านเก่ง พระธรรมท่านเก่ง พระสงฆ์ท่านเก่ง พรหมท่านเก่ง เทวดาท่านเก่ง ของที่เราทำ เราจะไปตามคุ้มครองชาวบ้านชาวเมืองได้ยังไงทุกคน ถ้าหากพระก็ดี พรหมก็ดี เทวดาก็ดี ท่านช่วยคุ้มครอง ท่านก็มองเห็นได้ถนัด สงเคราะห์เขาได้โดยสะดวก

นี่ตอนนี้ นี่นำมาเล่าให้แก่บรรดาลูกหลานฟัง จะได้ทราบถึงวิธีการปลุกพระ ปลุกผ้ายันต์ ถ้าพระเข้าขั้นที่เรียกว่าได้ทิพยจักษุญาณโดยมากเขาไม่ทำเองนะ เขาเที่ยววานชาวบ้านมาทำ พูดว่าชาวบ้านมันก็ต่ำไป วานพระมาทำ พระพุทธเจ้าบ้าง พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง พระอริยสงฆ์บ้าง เทวดาบ้าง พรหมบ้าง อันนี้ก็สบายดี แต่หากว่าทำเองไม่ช้ามันก็เจ๊ง ตัวเองยังคุ้มครองตัวเองไม่ค่อยได้ คนทำมันก็ตายนี่ แล้วมันจะไปคุ้มครองความตายของใครเขาได้ นี่ว่ากันตามธรรมดานะ ตอนนี้ที่นำมาเล่าให้ฟังก็เพื่อจะชี้ว่าหลวงพ่อปานนี่น่ะท่านมีเจโตปริยญาณ หรือว่าทิพยจักษุญาณดีมาก แจ่มใสมาก ขนาดลูกศิษย์ทำอะไรอยู่ที่ไหนท่านรู้ อย่างฉันนี่นะไปทำผีเข้าผีออกที่ไหนท่านรู้ โกหกท่านไม่ได้สักที หลายวาระแล้วตั้งใจจะโกหกท่าน ปิดไม่ได้ พอเห็นหน้าเข้าชี้หน้าเลย ไม่ทันจะถามเสียด้วยซี แล้วไม่ทันจะบอก ไม่ได้สอบสวน ชี้หน้าแล้วก็พูดเรื่องที่ฉันไปสร้างความระยำเลย นี่ฉันเองน่ะโดนมากกว่าคนอื่น พระอื่นๆ เขาไม่โดนมากเท่าฉันหรอก ฉันน่ะมันใกล้ชิดท่านมาก โดนมาก แล้วก็เกเรมาก ขโมยก็เก่ง ขโมยไม่ใช่อะไร ขโมยคาถา อยากจะทดลองสมาธิ ทำได้แล้วก็ทิ้งน้ำไป

เอา มาว่ากันไป ข้อที่ 2 นะ ทีนี้ว่าถึงเรื่องรู้ของหลวงพ่อปาน ที่วัดบางนมโคนี่มีกุฏิอยู่หลังหนึ่ง ผีดุมาก กุฏิหน้าศาลา คือ ข้างล่างเป็นศาลาหน้ามุข แล้วข้างบนเป็นกุฏิคู่ ท่านทำเป็นสถานที่เรียนนักธรรม กุฏิคู่นี้มีพระขึ้นไปอยู่ 2 รุ่น รุ่นละ 2 องค์ อยู่กันถึงวันที่ 4 ก็เสด็จลงมาหมด รุ่นแรกขึ้นไปกลับมาไม่บอกใคร ถามว่าทำไมไม่อยู่มันเงียบดี บอกไม่ชอบอยู่ เฉยๆ เขาพูดเฉยๆ รุ่นที่ 2 ขึ้นไป 3 วันลง แล้วต่อจากนั้นไปก็ไม่มีใครขึ้น ฉันก็อยากจะไปอยู่บ้างซิ มันเงียบดี ก็ลองๆ ดู ก็มีผู้ใหญ่เขาบอกให้ฟังนะว่าที่ตรงนี้ผีมันดุมาก หลวงพ่อปานเคยปลูกโรงเรียนบาลีตรงนี้ ผีมันดุ แต่เวลานี้ท่านรื้อไปแล้ว เอาสร้างเป็นศาลาหน้ามุข ฉันก็ไปขออนุญาตหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานบอกว่าอย่าไปเลยคุณที่ตรงนั้นมันไม่ค่อยดี ผีมันดุ

ฉันเลยบอกว่า ตรงที่ผีดุๆนี่ผมชอบ เพราะอยากจะดูซิว่าผีมันมีฤทธิ์แค่ไหน ฮึ่ ดูซีลูกหลาน ฉันมันเหมือนกับชาวบ้านชาวเมืองเขาที่ไหน หลวงพ่อปานท่านมองหน้า แล้วท่านก็ยิ้มๆบอก เอ้า อยากจะรู้ฤทธิ์รู้เดชผีก็ขึ้นไปได้ อนุญาต แต่อย่าลืมนา ถ้ามีเรื่องร้ายอะไรขึ้นมาละ ตอนกลางคืนห้ามมาพบฉัน แกจะพบฉันได้ต่อเมื่อมันสว่างแล้ว เอาละซี ก็เป็นอันว่าตกลง ทีนี้เวลาจะไปก็เตรียมหวายตีผีไปด้วย เอาไว้สู้กันให้เต็มที่ มีตะเกียงโคมลูกหนึ่ง ห่มสบงทรงจีวรพาดสังฆาฏิครบถ้วน ขึ้นไปบนนั้นประมาณ 1 ทุ่ม แล้วไปนอนอ่านหนังสืออยู่ มันเป็นกุฏิ 2 หลังอยู่คู่กัน ห่างกันประมาณ 2 วา เมื่อขณะอ่านหนังสืออยู่ปรากฏว่ามีเสียงคุยกัน เป็นเสียงผู้ชายเสียงใหญ่ๆ คุยกันที่กุฏิอีกหลังหนึ่งที่ฉันไม่ได้อยู่ เสียงเพรียกไปหมด กะเสียงคนประมาณห้าหกสิบคน

ฉันก็คิดว่าพวกทำเขื่อนหน้าวัดบางนมโคหรือพวกเจ๊กมาคุยกัน ฉันฟังไม่รู้เรื่อง จะว่าเป็นภาษาเจ๊กก็ไม่ใช่ ภาษาไทยก็ไม่รู้เรื่อง สงสัยว่าไอ้พวกนี้นี่มันยังไง เรานอนอยู่ตรงนี้นี่นา มันน่าจะเกรงใจเราบ้าง แต่ที่ไหนได้ พอคว้าไฟฉายไปส่องดูไม่มี ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าคนไม่มี ผีก็ไม่เห็น เงียบ กุฏิเขาก็ใส่กุญแจไว้นี่ หน้าต่างทุกบานเปิดไม่ออกเพราะติดกลอน ต้องไปไขกุญแจ ไขกุญแจดูก็ไม่มีอะไรเลย นึกว่านี่น่ากลัวจะเป็นผี ก็เลยคิดว่าช่างมัน อยากจะดูนักว่าผีมันเป็นยังไง ทีนี้พอถึงตอนดึกฉันก็นอน หลังตี 1 ครึ่งฉันตื่นเป็นปกติ ตี 1 ครึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว ล้างหน้าล้างตา ทำวัตรสวดมนตร์ พอตี 2 พอดีฉันก็เข้าเจริญพระกรรมฐาน ไปเลิกเอาตอนตี 4 ออกเดินจงกรม หรือไม่ยังงั้นก็ทบทวนความรู้จากพระปริยัติ

คือจากหนังสือว่ากันตามเรื่อง ตามแบบฉบับของพระ แล้วตั้งแต่ตอนตี 2 ถึงตี 4 น่ะ ต้องเข้าฌานเต็มระดับ เอากันเต็มที่ จะมีฌานเท่าไหร่มีวิปัสสนาญาณเท่าไร ว่ากันเต็มอัตราศึก แล้วเวลาถึงตี 4 คลายออกมาแล้วก็ทรงไว้แต่อุปจารสมาธิบ้าง ทรงไว้แค่ปฐมฌานบ้าง เพื่อสำหรับเวลาเช้าจะได้ไปบิณฑบาต จะเข้าในเกณฑ์ที่เรียกว่าพระโปรดสัตว์ ไม่ใช่พระไปให้สัตว์โปรด เป็นยังงี้หนา คืนนี้พอถึงตี 1 ครึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาไม่ใช่ยังงั้นเสียแล้ว เสียงข้างนอกโดดกันโครงครามๆ กุฏิหลังนั้นมันมีชานข้างนอกรอบตัว แล้วก็เป็นเวลาเดือนหงาย ฉันเปิดออกไปดู เห็นคนบอกไม่ถูกเลย เยอะแยะไปหมด โดดกัน พื้นน่ะมันเป็นคอนกรีต มันโดดสะท้านเลย ตึงๆๆ มองไปแล้วทุกคนไม่มีหัว เดือนหงายจัด ฉันมองเห็นชัด ดูทุกคนแหละ ไม่มีหัวสักคน

ฉันก็ยืนมองดูคิดในใจว่า เอ๊ะ ไอ้พวกนี้ไม่มีหัว มันโดดได้ยังไง นี่แปลกใจตัวเองนะว่า ธรรมดาคนเราน่ะถ้าไม่มีหัวละก็ ลุกไม่ขึ้น ไอ้นี่ตั้งแต่คอถึงหัวขึ้นไปนี่มันไม่มี แต่เห็นมันกระโดดกันโหยงเหยงๆ ฉันเลยปล่อยมัน ดูมันอยู่ประเดี๋ยว กลัวจะเสียเวลาพระกรรมฐาน ฉันก็ล้างหน้า ล้างหน้าเสร็จแล้วมาทำวัตรสวดมนตร์ มันก็กระโดดของมันยังงั้น พอถึงเวลาตีสองฉันก็เข้าเจริญพระกรรมฐาน ตอนนี้วิ่งเข้ามาโดดในกุฎิ แต่ว่าเข้าไปไม่ถึงตัวฉันนะ มันห่างอยู่สักวา 1 ตามที่หลวงพ่อปานสั่งว่า ผีน่ะเข้าใกล้ตัวคนที่เจริญพระกรรมฐานเกินกว่า 1 วาไม่ได้ ต้องอยู่ห่างไปประมาณ 1 วา ฉันก็รู้ว่าห่าง 1 วาน่ะมันเอื้อมมือไม่ถึง มันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ฉันก็นั่งทำพระกรรมฐานตามปกติ ต่อมาเมื่อถึงเวลาตี 4 ฉันก็เลิก เลิกลืมตาขึ้นมามันก็หนีออกไปโดอยู่ข้างนอก ฉันก็ปล่อยมัน แล้วทรงสมาธิอยู่แค่อุปจารสมาธิ ตอนนี้หยิบตำราขึ้นมาดู ตำราพระปริยัติ เรื่องของพระไตรปิฎกหยิบขึ้นมาอ่าน รู้สึกว่าเพลีย ตามธรรมดามันไม่เพลีย คืนนั้นรู้สึกว่าเพลีย อ่านไปสักครึ่งชั่วโมงก็รู้สึกว่าเพลีย ก็เลยวางหนังสือ วางหนังสือแล้วอากาศมันชักหนาวๆ ก็เลยเอาผ้ามาห่ม พอวางหนังสือชักผ้าห่ม

ตอนนี้สมาธิมันคลายไปนิดหนึ่ง พอผ้าห่มถึงหน้าอกก็ปรากฏว่าเจ้าผีตนหนึ่งมันโดดเข้ามาพร้อมกับผ้า คร่อมอกพอดี เจ้านี่มีหัว ผมรุงรัง หน้าเสี้ยมๆ มีผ้าห้อยคอผืนหนึ่ง ผ้าอีกผืนหนึ่งมันลอยชาย ผอมๆ เกร็งๆ ผิวดำๆ มันโดดเข้ามาแล้วมันทำท่าจะเอามือบีบคอฉัน ฉันดิ้นมันก็ไม่หลุด เลยนึกในใจว่า ไม่ได้ ไอ้นี่เดี๋ยวต้องตีด้วยหวาย พอมันจะบีบคอฉันก็เอื้อมมือขวาจะหยิบด้วยหวาย มันก็เอาแขนซ้ายของมันมากดแขนขวาฉันไว้ ฉันก็เอาแขนซ้ายขยับจะหยิบหวาย มันก็เอาแขนขวามากดแขนซ้ายฉันไว้ เป็นอันว่ามันก็บีบคอฉันไม่ได้ ฉันก็ทำอะไรมันไม่ได้ ถ้ามันปล่อยมือไหนก็ตาม ฉันก็จะเอาหวายตีมัน มันทำฉันไม่ได้ มันก็นั่งคร่อมไว้เฉยๆ ฉันก็ว่าคาถาขับผี กี่บทๆมันก็ไม่กลัว มีบทหนึ่งว่าไปแล้วก็เป่ามัน มันก็ว่ากูไม่กลัว คาถาบทนี้ กูไม่กลัว

ก็มานึกได้อีกบทหนึ่ง หมอขับผีชั้นดีเขาให้ไว้ ก็ว่าคาถาบทนั้นไปจบก็เป่ามัน มันบอกว่าบทนี้กูไม่กลัว ก็มานึกได้อีกบทหนึ่ง หมอขับผีชั้นดีเขาให้ไว้ ก็ว่าคาถาบทนั้นไปจบก็เป่ามัน มันบอกว่าบทนี้กูก็ไม่กลัว บทนี้มึงได้ครึ่งเดียวนี่หว่า คาถามันต้องมีอีกครึ่งหนึ่ง มันก็เลยว่าต่อให้ฟังเสียอีกครึ่งหนึ่ง กลายเป็นอาจารย์ขับผีไป ก็มานึกในใจว่า เอ ไอ้เจ้าผีนี่ อะไรๆมันก็ไม่กลัว เห็นท่าจะหมดท่าแล้วซี มันก็ไม่ลงชักอึดอัด มันจะบีบคอก็บีบไม่ได้ ฉันจะตีมันก็ตีไม่ได้ หวายอันนั้น ถ้าได้ตีแล้วผีไม่อยู่หรอก ผีเปิดเพราะหลวงพ่อปานให้ไว้ก็มานึกในใจว่านี่หลวงพ่อปานท่านเคยบอกว่าในโลกทั้ง 3 คือ เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี มนุษย์โลกก็ดี ไม่มีใครมีความดีหรือมีอำนาจเท่าพระพุทธเจ้า ก็เลยนึกว่าไอ้พวกนี้ต้องอาศัยบารมีพระพุทธเจ้าเล่นงานเสียแล้ว ก็เลยอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า

แล้วภาวนาว่า พุทโธ พอฉันว่าพุทโธได้ 1 คำ ฉันก็เป่าพรวด มันก็กระเด็นวี๊ด แล้วก็วิ่งหนีไปเลย ตอนนี้ฉันดีใจเลยนึกในใจว่า พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย เรื่องคาถาขับผีน่ะ คราวหลังใครอย่ามาสอนเลย ไม่ขอเรียนอีกต่อไปแล้ว ไม่ขอเรียน ขอใช้แต่พุทโธนี่บทเดียวพอแล้ว แหมพ่อเจ้าครูทั้งหลายคุยเสียหนักเสียหนาบอกว่าคาถาเก่ง เอาเข้าจริงผีไม่กลัว เมื่อเจ้านั่นไปฉันก็เพลีย ทำท่านอน พอจะหลับตัวหนึ่งตัวอ้วนๆ ดำๆ มันโดดเข้ามาทางหัวนอน มาถึงเอามือคว้าคอฉันปับเข้าให้ มันจะบีบอีก ฉันเหลียวไปจะเป่า มันกระโดดไปเลย ตรงที่มันคว้าคอได้นี่ยุ่งเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย มันเจ็บจริงๆ มันไปแล้วก็เจ็บ ฉันนอนคอยเวลา พอแสงทองขึ้น เวลาที่พระจะออกบิณฑบาต

ฉันก็เดินกะซ่องกะแซ่งๆ ไปหาหลวงพ่อปาน เรียกว่าเดินกะซ่องกะแซ่ง ไม่ใช่เดินกระปรี้กระเปร่า มันไม่ไหวมันเจ็บจริงๆ เจ็บทั้งตัว ตามธรรมดาหลวงพ่อปานท่านให้อาจารย์เจิมเปิดประตูเวลาโมงเช้าแต่วันนั้นพอใกล้จะ 6 โมง หลวงพ่อปานสั่งให้อาจารย์เจิมเปิดประตูกุฏิ อาจารย์เจิมก็บอกว่าท่านขอรับเวลานี้ยังไม่ 6 โมง แต่ใกล้จะ 6 โมง หลวงพ่อปานก็บอกว่า เปิดเถอะ เดี๋ยวไอ้ตัวดีมันมา เมื่อคืนนี้มันขออนุญาตเข้าไปนอนที่กุฏิหน้าศาลา ผีล่อมันตลอดครึ่งคืนเลย เรียกว่าตลอดทั้งคืนเลยก็แล้วกัน ผีล่อมันตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง นี่ถูกผีบีบคอแล้ว แต่ว่าทำอะไรมันไม่ได้ ไอ้นี่มันแกร่งจริงๆ ประเดี๋ยวมันก็มาหรอก อาจารย์เจิมบอกว่าหลวงพ่อปานพูดจบประเดี๋ยวเดียวฉันก็โผล่พอดี พอโผล่เข้าไปเห็นท่านมานั่งคุยอยู่หน้ากุฏิ

พอเข้าไปก็กราบท่าน ถามว่ายังไงล่ะ พ่อตัวดีพอทนไหวไหม บอก ไหวครับ ท่านว่าทนยังไง บอก อื้อฮือ เมื่อคืนไอ้ผีมันเล่นงานผมเสียแย่เลย ตอนไหนไม่สำคัญ ตอนสุดท้ายซีครับ มันโดดเข้ามาข้างหลังคว้าคอปวดไปหมด เอ้า ก้มหัวมา ก็เลยก้มหัวไปหาท่าน ท่านเป่าทีเดียวเหมือนกับยกไปทิ้งเลย หายเป็นปลิดทิ้ง ท่านก็ถามว่านี่จะไปอยู่อีกไหม บอกว่าไปขอรับ บอกว่าอ้าว ถ้าหากว่ามันเอาอีกนะ ฉันรู้มาว่ามันจะเอาแกอีก ตอบว่าเอาเป็นเอากันครับ อีคราวนี้ผมไม่เผลอละ ตั้งท่าสู้กันให้ได้ มันต้องแพ้กันไปข้างหนึ่งขอรับ แต่ผมไม่ยอมแพ้ ถ้าผมแพ้ผมจะต้องไปเป็นผีรบกับมันอีก

อือ ฟังดูนะลูกหลาน อารมณ์อย่างนี้มันเป็นอารมณ์ของกิเลสนะ ไม่ใช่ของดี แต่ตัวที่มีจิตจะสู้ก็ดีเหมือนกัน มันควรจะสู้กับกิเลส นี่แบกกิเลสไปชนกะกิเลสเสียนี่ แต่หลวงพ่อปานท่านก็ไม่ว่า บอกว่า เอา ในเมื่อแกไม่เข็ด แกอยากจะสู้กับมันก็เอา แต่ว่าอย่าลืมนะ อย่าลืม ต่อแต่นี้ไปสติสัมปชัญญะ การทรงสมาธิทรงไว้เป็นปกติ มันจะทำอะไรแกไม่ได้เลย นี่มันทำแกได้อีตอนที่แกเผลอ แกชักผ้าห่มขึ้นไปปิดอกแก แกนึกถึงแต่ผ้าห่มกับความหนาว แกลืมนึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ตอนที่มันจับแกได้ แกคิดว่าแกจะหลับเฉยๆ แกไม่ได้คุมอารมณ์สมาธิ ถ้าแกคุมไว้แล้วมันทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ฉันจำได้

ฉันกลับไปอยู่ใหม่ฉันก็ตั้งท่าแบบนั้น แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ครบ 90 วัน เรียกว่า 90 คืนนะ ไอ้ผีนั่นมันเล่นงานฉันทุกคืน มันแสดงบทบาทต่างๆ พอใกล้จะครบ 90 ใกล้จะออกพรรษา มันว่ากระทั่งกลางวัน กลางวงกลางวันมันอยากหลอกมันก็หลอก ฉันก็นอนดูมันตามสบาย ฉันก็มีอาวุธอยู่ 2 อัน หวายอันหนึ่ง แล้วก็ไม้คมแฝกอันหนึ่ง เอาไว้ตีกะผี คิดว่าถ้าหวายตีมันไม่เจ็บจะนวดด้วยไม้คมแฝก แต่ว่ามันก็เล่น มันก็เดินใกล้ๆบ้าง เดินเล่นโก้ๆ บ้าง ตามเรื่องตามราวของมัน มันจะทำยังไง ห้อยโหนโยนตัวมันก็ทำตามเรื่อง พอครบ 3 เดือนมันก็หายไป ตอนนี้มาถามหลวงพ่อปานว่าผีอะไรมันถึงดุนัก ท่านบอกว่าไม่ใช่ผีหรอก พวกนี้น่ะเป็นพวกยักษ์บ้าง พวกกุมภัณฑ์บ้าง เป็นพวกท้าวเวสสุวัณกับท้าววิรุฬหก ทั้ง 2 พวกนี่มีอำนาจมาก แล้วก็ชอบลองคน

ก็คุณมันไม่กลัวนี่เขาก็ลอง คุณมันเป็นพวกเดียวกับฉัน แล้วคืนนี้คุณฟังเสียงนะ มันจะมาเรียกคุณว่าเพื่อน เป็นความจริง คืนนั้นกลับไปใหม่ มันไม่หลอกแล้ว เลิกการแสดงต่างๆ มันไม่หลอก มันเงียบๆ วันนั้นฉันตื่นขึ้นตี 4 มันสบาย ไม่ใช่ตี 2 ได้ยินคน 2 คนคุยกันหน้ากุฏิ คุยกันเสียงดังคล้ายภาษาไทยแต่ฟังไม่รู้เรื่อง เสียงใหญ่ คนหนึ่งเขาบอกว่า เฮ้ย ใกล้สว่างแล้วเว้ย กูจะไปละ คนหนึ่งก็บอก อือ กูก็จะไปเหมือนกันว่ะ แต่พระเพื่อนกูเขายังไงไม่รู้ เขาเคยตื่นตี 2 แต่วันนี้ทำไมนอนไม่ตื่นก็ไม่รู้ เดี๋ยวปลุกเขาก่อน เขาเคาะประตูดังๆ แล้วบอกว่า ท่านๆ ตื่นเฮอะ นี่มันตี 4 แล้ว ไม่ใช่ตี 2 ฉันสงสัยคว้าไฟฉายโดดลงทางหน้าต่างสกัด เพราะทางที่จะลงน่ะมันต้องผ่านหน้าต่างเป็นเชิงคอนกรีต มันเป็นชานตลอด เอาไฟฉายไปกราดดู เสียงหัวเราะดังฮ่าๆๆ ร้องบอกมาว่าเอาไฟฉายไปฉายดูผีมันจะเห็นรึ เท่านั้นฉันเลยกลับ ทีนี้ตอนเช้าฉันมาหาหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ใครหรอก พวกยักษ์เขามาคุมคุณ เพื่อนเก่าๆ น่ะแหละ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เวลาฉันนอนฉันก็สั่งฉันจะตื่นเวลาไหน ฉันจะมีธุระอะไรก็สั่งเขา เขาปลุกเขาบอกได้ตามเวลาเป๋ง นี่เป็นเรื่องของผี หลวงพ่อปานท่านรู้เพราะอำนาจทิพยจักษุญาณ นี่เล่าให้ฟังนะ เล่าให้เห็นว่าท่านใช้อำนาจทิพยจักษุญาณ

แต่นี่ตอนหนึ่งฉันขโมยคาถาเล่นโป นี่เล่าให้ฟังง่ายๆ ขโมยคาถาเล่นโป คาถาเล่นโปของท่านน่ะต้องใช้ผีตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร เขาใช้สีผึ้งปิดหน้า เมื่อฉันได้คาถามาแล้ว ฉันก็หาสีผึ้งได้ หาต้นก้นปิด หาตะไคร่สีมา หาตะกอนจากน้ำสรงพระพุทธเอามารวมกันได้ เมื่อรวมกันแล้วฉันก็เอามาเสก เขาเล่าในคาถาว่า 3 เดือน เอานิ้วมือเป็นก้อนเส้า เอาตลับตั้งอยู่บนนิ้วมือ 3 นิ้ว แล้วเสก 3 เดือน นี่ใช้ได้แต่ยังไม่ดีพอ ต่อไปพอเดือนที่ 4 จะมีกลิ่นเหมือนกะซากศพ อันนี้เป็นชั้นที่ 2 ถ้าหากว่ากลิ่นเหม็นหายไป มีสีเขียวเป็นปีกแมลงทับ จะเป็นอันดับ 1 ฉันมาเสกจริงๆ ไม่ถึงเดือนหรอกมันเดือด เดือนเดียวเท่านั้นแหละเข้าอันดับ 1 นี่ฉันลองสมาธิของฉัน พอฉันทำได้แล้วปรากฏว่าฉันไม่รู้จักโป การพนันน่ะฉันไม่รู้จักกับเขา ก็ให้เพื่อนไปลองเล่น ให้เพื่อนไปหาโปมา คนที่เล่นโปเป็นมาลองปั่นกัน มันก็ออกตามตำราจริงๆ ฉันมัวเล่นเพลินอยู่ หลวงพ่อปานอยู่ที่เขาวงพระจันทร์ ไม่รู้ว่าย่องไปยังไงซี ย่องไปยังไงก็ไม่รู้ ไปยืนอยู่ข้างหลัง ตี 2 นะ เอาไม้เท้าล่อหัวฉันโป๊กเข้าให้

บอกว่าไอ้นี่รึอาจารย์ใหญ่ ชะๆๆๆๆ จะไปปล้นเขารึยังไงพ่อคุณ ทำให้เขาจนแล้วเราจะรวยยังไง นี่มันใช้ไม่ได้ เอาไปทิ้ง ผลที่สุดพระองค์หนึ่งรับอาสาเอาไปทิ้ง มันกลางคืนนี่ พระองค์นั้นเล่นเหลี่ยมเหมือนกัน เวลาไปถึงแกไม่ได้ทิ้ง แกใส่ไว้ในกระเป๋าอังสะแล้วเดินกลับมาบอกว่าทิ้งแล้ว หลวงพ่อชี้ไปที่กระเป๋าบอก แกนึกว่าพระแก่ไม่เห็นรึวะ ในกระเป๋านั่นล้วงออกมา พอล้วงออกมาปรากฏว่าตลับสีผึ้งอันนั้นจริงๆ พระองค์นั้นเลยโดนตะพดล่อกระบาลโป๊กเข้าให้อีก ให้เอาไปทิ้งใหม่ พอเอาไปทิ้งแล้วตานี้ทำยังไง ตอนกลับกุฏิกลับไม่ได้ต้องจูงเข้าไปส่ง เอาละซี เห็นไหมล่ะ มาน่ะมาได้แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน

ความจริงท่านอยู่เขาวงพระจันทร์ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้กลับวัดนี่ ฉันก็ไปเล่นกันบนศาลาหน้า เวลาท่านกลับมันต้องรู้ พอมาส่งที่กุฏิปรากฏว่าไม่มีใครมาด้วยมาคนเดียว เรือแพไม่มี เลยถามหลวงพ่อมายังไง ท่านไม่ตอบ ท่านตอบว่านางตะเคียนเขาไปฟ้องข้าว่าแกทำคาถาเล่นโป แล้วก็คิดจะสึก นี่จะหาความระยำละซีนี่ หาความร่ำรวยด้วยการปล้นเขายังงั้นรึ หาเรื่องตกนรก คนเล่นการพนันน่ะใครมันรวยบ้าง เลยบอกว่า ถ้าโปมันออกแบบนี้ละรวยแน่ขอรับหลวงพ่อ ท่านบอกไม่รวย ความพอมันไม่มี คนที่จะรวยกันจริงๆคือคนพอ คนไหนถ้ายังไม่พอ คนนั้นหาความรวยไม่ได้ มันเป็นกิเลสน่ะ อย่าไปยุ่งมันเลย ไอ้นี่ฉันเขียนทิ้งไว้ ฉันรู้ว่าแกจะเอาของฉัน ถ้าฉันเขียนทิ้งไว้แกต้องทำ ทำเพื่อฝึกสมาธิ ถ้าทำเพื่อฝึกผลสมาธิอันนี้ดีแกใช้ได้แล้วนะ แล้วผลที่สุดท่านก็สอนเสียคืนหนึ่ง คืนนั้นไม่ได้นอนกัน ทั้งหมดน่ะแหละไม่ได้นอน ตอนนี้แสดงว่าท่านใช้อำนาจทิพยจักษุญาณ ถ้าทิพยจักษุญาณของท่านไม่มี ท่านก็ไม่เห็นนางตะเคียน นางตะเคียนพูดให้ฟัง ท่านก็ไม่รู้ นี่นางตะเคียนพูดให้ฟัง ท่านรู้ ท่านได้ยินเสียงเทวดา ก็เรียกว่ามีทิพยโสตญาณ มีประสาทหูเป็นทิพย์ นี่เรียกว่าเล่าเรื่องญาณพิเศษของท่านให้ฟัง

ต่อมาเป็นคาถาทำนก เสกกระดาษเป็นนก นี่เหมือนกันไม่มีอะไรมากหรอก ท่านเขียนคาถาก่อนที่ท่านจะไปเขาวงพระจันทร์ เขียนคาถาทิ้งไว้ข้างที่นอน ชอบทำยังงั้นเสียด้วยนา แล้วคนอื่นน่ะเขาไม่ยุ่งหรอก มีฉันคนเดียวมันยุ่ง ชอบทำ ฉันชอบเล่น ท่านบอกว่าคาถาบทนี้เขียนตัวนกเข้าในใบไม้ แล้วเสกเป็นนก เมื่อเสกแล้วจะขี่ไปไหนก็ได้ พอฉันได้แล้วฉันไม่รู้จะเขียนอะไร เห็นยาซิกาแร็ตสมัยนั้นมันมียาตรานกอินทรี ฉันเลยเขียนรูปนกอินทรีเข้าให้ ไปนั่งเสกในป่าช้า เสกประเดี๋ยวเดียวมันชักดุบดิบๆขึ้นมาในมือ พอดุบดิบๆขึ้นมาก็นึกในใจว่า เอ๊ะ นี่ถ้าเกิดเป็นนกอินทรีจริงๆ เขาบอกว่านกอินทรีมันกินคน ถ้ามันเป็นนกขึ้นมาแล้วมันดันกินฉันเข้าไปนี่มันจะยุ่ง เลยตกใจ วางไว้ แล้วเอาใบไม้ใบนั้นมาเก็บ ปรากฏว่าส่วนที่ไม่ได้เขียนเป็นตัวนก ภายนอกตัวนกมันแห้งกรอบ แต่ส่วนที่เขียนเป็นตัวนกมันเขียว หลวงพ่อปานกลับมาจากเขาวงพระจันทร์ ถามว่าแกขโมยคาถาเสกเป็นนกของฉันรึ บอกว่าขอรับ ถามว่าทำได้ไหม บอกว่าผมเห็นมันดิ้นๆ ผมเลยกลัวครับ

ถามว่ากลัวทำไม บอกว่าผมดันไปเขียนรูปนกอินทรีเข้านี่ครับ ผมกลัวว่าถ้ามันเป็นนกจริงๆ แล้ว มันจะกินผมเข้า เลยเลิกเพราะตกใจ แล้วเก็บไว้ ไอ้ใบไม้ข้างนอกรูปนกมันกรอบ แต่ส่วนที่เขียนเป็นรูปนกในเส้นภายในเข้ามามันยังเขียว ท่านบอกคุณมันโง่ มันจะกินเรายังไงในเมื่อเราเสกมันขึ้นมา แล้วเวลาที่มันเป็นนกแล้วเราจะขี่ไปไหนเราก็ขี่ไปได้ จะไปสวรรค์จะไปนรก จะไปเมืองนอกเมืองนาเมืองฝรั่งมังค่าไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน ไปได้แบบสบายๆ แต่ระวังนะอย่าไปให้ชาวบ้านเขาเห็นนะ เดี๋ยวพระพุทธเจ้าท่านจะหาว่าแสดงฤทธิ์ จะถูกปรับอาบัติ นี่ก็สำคัญเหมือนกัน คอยจำกัดไว้ แล้วท่านบอกว่า สมมุติว่าเราจะเลิกให้มันเป็นนกไม่ยาก เรานึกว่าเจ้านี่จงเป็นใบไม้ เท่านั้นมันก็เป็น แล้วท่านเลยหยิบใบไม้มาเขียนๆ แล้วเสกเป็นนกกระจอก แต่ว่าตัวใหญ่เบ้อเร่อ ขนาดนกกระจอกเทศ ขี่ได้สบาย ท่านบอกให้ลองขี่ บอกว่าลองไม่ได้ครับหลวงพ่อเดี๋ยวบังคับไม่ได้

ท่านบอกว่าไม่เป็นไรหรอกฉันจะบังคับให้ ก็ลองขี่ดู ขี่ออกทางหน้าต่าง บินไปรอบๆ วัดพักหนึ่ง แล้วกลับลงมา เท่านั้นแหละพอ ท่านเลยบอกว่าเท่านี้นา แล้วแกอย่าเสกต่อไป คาถาบทนั้นเสกอีกไม่ได้ ถามว่าทำไมครับหลวงพ่อ ท่านบอกว่าไม่ได้หรอก ให้แกเสกได้ ประเดี๋ยวแกขี่ไปอวดชาวบ้านเขา แกมันคนชอบอวด คนไหนที่มันอยากให้ชาวบ้านเขาชมว่าดีน่ะคนนั้นมันยังไม่ดี ยังมีกิเลสท่วมหัวอยู่ อย่างแกนี่ แกนี่อยากจะหาดีอวดชาวบ้านเขา แต่ความจริงมันยังไม่ดีหรอก คนที่มีอารมณ์อย่างนี้ ต้องการให้ชาวบ้านเขาชมมันยังไม่ดี ยังมีกิเลสท่วมหัว ใช้ไม่ได้ ก็เลิกกันไป เรื่องนั้นเลิกกันไป ทีนี้มาถึงเรื่องธุดงค์

เรื่องธุดงค์ของฉันเล่ากันแบบย่อๆนะ ตอนนี้เล่ากันแบบสรุปๆ เพราะว่าฉันเองชักจะเหนื่อย แต่ว่าก็เล่าให้ฟังนะ ฉันออกธุดงค์น่ะ ความจริงฉันออกทุกปี ถึงเวลาเดือนอ้ายหรืออย่างช้าเดือนยี่ ฉันออกธุดงค์แบบอุกฤษฎ์ เวลาไปธุดงค์ของฉันก็ต้องการไม่มีบ้าน ไปธุดงค์กันขนาดไม่มีบ้าน อย่างน้อย 3 เดือน มิฉะนั้นก็ 6 เดือน 7 เดือนกลับวัด ไปกะไอ้เพื่อนฉัน 2 คน ตอนไปน่ะไม่ต้องเล่าให้ฟังหรอก เรื่องของการไปกับหลวงพ่อปานน่ะมันดีอยู่แล้ว ฟังกันมาแล้วนะ ตอนที่ฉันไปตามลำพังยังงี้ซี เมื่อไปถึงโน้น สายแม่สอดใกล้ๆ กับพม่าน่ะ ฉันไปเจอะพวกที่พูดภาษาไม่รู้เรื่องโด๊กเด๊กๆ ฉันไม่รู้ภาษามัน ตอนที่ไปว่าไม่รู้มันที่ไหน มุ่งหน้าตัดไปทางทิศตะวันตก ออกจากวัด 3 วัน ไม่เคยพบบ้าน คือว่าออกจากวัดมุ่งหน้าไป อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ปักกลดค่ำ ออกจากเขต อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ข้ามประตูน้ำโพธิ์พญา ข้ามไปด้านโน้น ทางฝั่งตะวันตก ตัดไปทางบ้านไร่รถ แม่น้ำเก่าของจังหวัดสุพรรณบุรี ปักกลดตรงนั้นอีกทีหนึ่ง รุ่งขึ้นอีกวันเดินทางไปทางหนองนา ออกไปก็ไปเจอบ้านเล็กๆ ปักกลดอีกครั้ง จากนั้นไปไม่มีบ้าน มีแต่ป่าไปจนกระทั่งสัตว์ต่างๆ มันเห็นฉันมันไม่หลีกหรอก อย่างไก่ป่าที่เขาว่ามันเปรียว มันหนีคน มันเห็นฉันมันไม่หลีก ฉันเดินไปใกล้ๆ มัน มันแหงนหน้าดู มันคงจะคิดว่าไอ้ไก่พวกนี้ยังไงนะหัวโล้น มันคงจะคิดยังงั้นนะ ไอ้ไก่นี่มันหัวล้าน รุ่มร่าม มีอะไรแบบนี้มันแปลก แล้วมันก็มี 2 ขา พวกเรามี 4 ขา ไอ้อีก 2 ข้างหน้าไปจับของแบกหรือถือของไว้ 2 ขาเดิน มันคงจะคิดอย่างนั้น มันคิดอย่างฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้

เวลาที่เข้าไปในป่ามันมีความเพลิดเพลินอยู่อย่างหนึ่ง ได้ยินเสียงดนตรีทุกวัน กลองยาวบ้าง แตรวงบ้าง เครื่องสายบ้าง ปี่พาทย์เครื่องไทยบ้าง เพลงมอญบ้าง ได้ยินแต่เสียง ได้ยินใกล้ๆ ไม่ใช่แว่วๆ หรือคิดในใจหรือค้างหู ไม่ใช่ยังงั้นนะ ได้ยินกันขนาดที่เรียกว่าเรานั่งกันติดวงปี่พาทย์เลย เทียบเสียงยังงี้นะ ได้ยินกันจริงๆ บางทีร้องส่งนะ เจื้อยแจ้วอย่างบอกไม่ถูก นี่ความเพลิดเพลินมันมีอย่างนี้ มันมีความเพลิดเพลินอย่างแปลกๆ แต่ว่ามันเพลินไม่ได้ ถ้าได้ยินเสียงพวกนี้เข้าต้องปลงวิปัสสนาญาณทันที ปลงยังไง คิดว่าเสียงนี้ถ้าเขาไม่สีหรือเขาไม่ตีมันอีก ได้ยินเสียงป๊งลงไป ถ้าเขาไม่ตีป๊งที่ 2 เสียงมันก็ขาด เทียบกับชีวิต คือลมหายใจออก ถ้ามันไม่เข้ามาเราก็ตาย หายใจเข้าแล้วถ้าเราไม่หายใจออกมันก็ตาย นี่ตามศัพท์พระศาสนาเรียกว่าสันตติ มันเกิดติดต่อสืบเนื่องกันนี่ ต้องใช้อารมณ์แบบนั้นนะ ไม่ใช่ไปนั่งฟังเพลิน บรรดาอีหนูทั้งหลายไม่เห็นตัว ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว มันเพราะจริงๆ เสียงของแกมันนิ่มนวลเสนาะบอกไม่ถูก หาเสียงเครือเสียงอะไรไม่ได้ มันเพราะจริงๆ ถ้าเป็นคนละฉันซื้อแพงนะเสียงแบบนี้ เวลาได้ยินเสียงพวกนี้เข้าต้องคิดว่า ตามธรรมดาเสียงของผู้หญิงเป็นเครื่องเสียดแทงใจของผู้ชาย แต่ว่าจะเป็นผู้หญิงคนใดก็ตาม เมื่อมีเกิดขึ้นในเบื้องต้นก็ต้องมีความเปลี่ยนแปลง มีโรคภัยไข้เจ็บ มีความทุกข์ทรมาน มีความตายเป็นที่สุด เสียงนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเขาร้องคำแรก ถ้าเขาไม่ร้องคำหลังมันก็ขาดไป นี่การสลายตัวให้ปรากฏอยู่เสมอ นี่เป็นเรื่องของพระธุดงค์เขาต้องคิด

เวลาไปอย่างนั้น ไอ้เจ้าแมวตัวใหญ่ๆ ไอ้เจ้าเสือน่ะ เจ้าเสือนี้มันชอบใจนัก เห็นพวกเราละมันชอบจริงๆ บางทีเรานั่งคุย เขาเดินไปไหนก็ตาม เขาเห็นละเขาต้องมานั่งใกล้ๆ เอาตูดนั่งกับพื้น 2 เท้าหน้ายัน แล้วยื่นหน้ายื่นตาห่างประมาณสักวาบ้าง ไม่ถึงวาบ้าง มองหน้าคนโน้นที มองหน้าคนนี้ที แล้วทำหนวดดุ๊บดิ๊บๆ คล้ายๆ มันจะคุยอะไร พวกเราเห็นแล้วไม่รู้สึกอะไร มันไม่รู้สึกกลัว มันเป็นธรรมดาๆ เป็นปกติเสียจริงๆ เลย ตรงนี้จะไปกลัวอะไร ก็เคยไปกับหลวงพ่อปาน มันชินมาเสียแล้ว แต่ไปทางด้านตะวันตกนี่ไม่มีลิงลูบหัว ลิงไม่มี ลิงไม่ได้มาลูบหัว เวลาออกธุดงค์ก็รู้สึกอารมณ์มันแจ่มใส ที่ชอบน่ะไม่ชอบอะไร ชอบว่าอารมณ์ของใจน่ะมันแจ่มใสจริงๆ แต่ว่าอย่าลืมนะ ขึ้นชื่อว่าสาวกของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มีสัพพัญญูวิสัย คือ ไม่ใช่รู้อะไรทั้งหมด มีเผลอ การหากินก็หาแบบบิณฑบาตให้คนมาใส่บาตร ฉันจะเล่าให้ฟัง ไอ้เพื่อนน่ะ ไอ้ลิงเล็ก ไอ้ปากระยำนี้น่ะ มันหาว่าฉันปากหมา ไอ้ปากมันน่ะ เลยปากหมาไปเป็นปากควาย ฮึ ด่ามันละ มันอยู่ที่ไหน มันได้ยินหรือไม่ได้ยินไม่รู้ละ ได้ยิน ไอ้ระยำพวกนี้พูดที่ไหนไม่ได้หรอก ได้ยิน พอพูดละผล่หน้ามาทั้ง 2 ตัวเลย มาทำไมล่ะ อ๋อ กูยังไม่ตายหรอก มึงไปเหอะ ยังหรอก

เมื่อวานนี้เขาเอาหีบศพมาให้หีบแล้ว อือ กูตั้งท่าจะตายว่ะ เมื่อไหร่จะตายสักทีก็ไม่รู้ อยู่ลำบากบรรลัย ฮึ ว่าไง เอ็งมันสบายนี่ ข้ามันต้องอยู่กับคนนี่หว่า มันลำบากใจพิลึกว่ะ เรื่องมันยังงี้ว่ะ คือว่าไอ้วัดไอ้วาอารามนี้นา เขาไม่ทำกันเว้ย ไอ้ข้าน่ะมันอยากจะเลิกทำเต็มทีแล้ว มันเหนื่อย แล้วลูกหลานข้าก็ลำบากจัง ต้องหาเงินหาทองกัน หือ ทำไม อ๋อ เออ ก็ใช่ ดี ไอ้การก่อสร้างชวนลูกชวนหลานเป็นบุญเป็นกุศล แต่ข้าสงสารลูกหลานข้าจังว่ะ เขาเหนื่อยกันจริงๆ เขาหาเงินกันกว่าจะได้แต่ละบาทมันแสนลำบาก แล้วก็ต้องมาแบ่งให้ข้ากินบ้าง ตอนที่เขาให้ข้ากินน่ะ ข้าเห็นอะไรมันเหมาะมันสมข้าก็เอาไปสร้างต่ออีก เพื่อเป็นการต่อเติมบุญให้ลูกให้หลานข้า แล้วถ้าไม่ทำ มันก็ไม่มีที่พักที่อยู่ ไอ้วัดนี้ข้าจะเลิกทำแล้วนา เออ ลูกหลานเขาจะมาทำกรรมฐานกันบ้าง พักกันบ้าง ก็หาที่ไม่ได้ พระจะมาบ้าง อะไรบ้าง ไม่มีที่จะพัก ก็เลยเอา ไปทำหลังคาโน้นไอ้ที่เขากำลังอยู่นี่น่ะ ไปดูซีนะ ไปดู พระเจ้ามาจะได้พัก หรือคนที่มาจะได้พักกันบ้าง แต่ว่าพวกกรุงเทพมาก็พักไม่ได้ หลังนั้นมันอยู่ข้างนอก นี่ข้าจะทำอีกหลังหนึ่ง ฮื่อ ไอ้พวกแกมันสบาย มันอยู่ในป่า เออ นี่พวกลูกหลานเขาบอกว่าเขาอยากจะพบพวกแกน่ะ แกจะให้พบได้ไหม ทำไมล่ะ ตามคำสั่งเหรอ อ้อ

นี่เขาบอกว่าตามคำสั่งของหลวงพ่อ ต้องเป็นพระป่า ก็ขอเป็นพระป่า แต่อ้อ ว่ายังไง เออ จริงๆๆ นี่เขาว่ามายังงี้นะ เขาบอกว่าอย่าไปนึกถึงพระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นสำคัญ ขอให้ทุกคนเอาใจเข้าไปจับอยู่ที่พระพุทธเจ้า ยังงั้นเหรอ เอ้อ เขาบอกว่าใช่ บอกว่านี่แหละ ที่พวกเราทุกคนเอาตัวรอดได้นี่เพราะอาศัยพระพุทธเจ้าเป็นปัจจัย แล้วบอกให้บอกลูกบอกหลานอย่าไปคิดอย่างอื่น ให้เอาใจจับอยู่ที่จุดเดียว ที่พระพุทธเจ้าเป็นประธาน นอกนั้นจะนึกถึงใครก็ได้ แต่จงอย่านึกว่าใครมีความสำคัญกว่าพระพุทธเจ้า ยังงั้นใช่ไหม ฮื่อ เขาบอกว่าใช่ เออ แล้วไอ้ลูกไอ้หลานข้านี่ แกได้อภิญญานี่หว่า แกลองบอกข้าทีซิ ว่าไอ้ลูกหลานข้านี่ใครมันจะได้ดีกันบ้างไหม เอาถึงขนาดที่สุด

เขาบอกว่าสมเด็จท่านบอกแล้วอย่าทำปากหมา เขาว่ายังงั้น เขาบอกว่าสมเด็จท่านบอกมาแล้ว อย่าทำปากหมามายุ่งกับฉัน บอกว่าเออไอ้ระยำ เอ็งน่ะไอ้ปากควาย ไปก็ไปเถอะวะ ไปเสีย เดี๋ยวข้าจะเล่าภาษาปากควายของเอ็ง หนอยแน่ะ พอพูดถึงก็โผล่หัวมาเลยนี่ เอ เอ็ง อยู่ที่ไหนกันว่ะนี่ พม่าเชียวเหรอ ทำไมล่ะ บอกว่าอีแถวๆนั้นมันไม่เป็นเรื่องหรอก ไอ้พวกก่อการดีมันเยอะ แล้วคนก็ไม่เป็นเรื่อง เออ ไอ้พวกก่อการดีนี่มันพวกไหนบ้างหว่า อ้อ งั้นเหรอ เขาบอกว่าไอ้พวกตีกลองสองหน้าก็มี เอาละเข้าใจ แกไปเถอะ มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน ไม่ใช่เรื่องของพระ เขายังไงก็ช่างเขา เอ้า ไป ไปเสียทีไป

เอ้า จะเล่าต่อไป แหมพอจะนินทามัน มันโผล่าหัวมาพอดี ไอ้สองตัวนี้สำคัญนักไม่ได้ มันถือว่ามันดี ฮื่อมันดีของมัน ไปดีแล้วก็ช่างมัน เออ ลูกหลานนี่ แล้วกัน ฉันเผลอไปแล้วซีไหมล่ะ ช่างเถอะนะ ก็จะได้รู้เรื่องความจริงของฉันเสียบ้าง ที่ฉันเผลอไปน่ะ ฉันคิดว่าฉันคุยกับเจ้านั่นเพลินไป วันหนึ่งออกเดินทางบิณฑบาต ความจริงไม่ใช่วันหนึ่งหรอก มัน 3 วันมาแล้ว มีเด็กๆ สาวๆ ไม่ใช่สาวนักหรอก ถ้าไปยุ่งด้วยละเข้าตะรางเชียวนะ ขนาด 13-14 ได้หรือเปล่าไม่รู้ ตัวยังไม่โตนัก หน้าตามอมแมมเทียว แกมาใส่บาตรทุกวัน คนเดียว แล้วป่าสูงนี่น่ะ ต้นไม้มันเปล่า มองไปถึงไหนถึงไหน มอ

แล้วก็หาบ้านกันไม่ได้ ค้นบ้านกันไม่ได้ แต่เด็กสาวๆ เล็กๆ คนนี้ปรากฏมาใส่บาตรทุกวัน แล้วไอ้เจ้าปากควายเขาเกิดสงสัย ไอ้เจ้าลิงเล็กน่ะเขานึกว่า เด็กหรือว่าคน บ้านไม่มีแล้วมันมาใส่บาตรได้ยังไง เขาก็ถามว่า น้องสาวนี่บ้านอยู่ที่ไหน อยู่ในป่ามาใส่บาตรคนเดียวไม่กลัวเสือรึ แกหัวเราะเอิ๊กๆๆๆ แล้วหายเข้าป่าหายไปตั้งแต่วันนั้น พอรุ่งขึ้นไปบิณฑบาต ไม่มีใครใส่บาตร ตามธรรมดามีคนเดียว 3 วันไปบิณฑบาตไม่มีใครใส่บาตร ก็ล่อหญ้ากันเข้าซิ มีเปราะป่าอยู่ข้างๆ ถอนเปราะป่าคือไอ้ใบม้วนๆ ของมันกินเข้าไป ดีเหมือนกัน กินเข้าไปพอประทังชีวิต เรียกว่าสมาทานเป็นควาย ไอ้ที่ฉันว่าเจ้านั่นเป็นปากควายก็เพราะมันไปพูดเข้าเชียว ถ้ามันไม่พูดฉันไม่อดข้าวหรอก มันพูดเข้าเท่านั้นก็ไม่มีใครใส่บาตร ผลที่สุดก็ต้องมานวดหญ้าอย่างควายน่ะซี อย่างนี้เขาเรียกว่าปากควาย ไอ้เจ้าปากควายทำพิษ เราจึงต้องกินหญ้ากัน เป็นควายอยู่ 3 วัน นี่ลูกหลานใครเคยสมาทานเป็นควายบ้าง ฉันน่ะสมาทานเป็นพระน่ะไม่พอนะ เป็นควายยังได้

หลวงพ่อปานท่านตั้งให้เป็นลิงยังไม่พอ เป็นควายอีกด้วย ถ้าเป็นลิงก็ลิงควาย ไอ้ฉันมันว่าปากหมา ก็หมาควาย แล้วไอ้เจ้านั่นเป็นตัวควาย ไอ้ควายมันระยำกว่าหมา ถูกชาวบ้านเขาใช้งาน หมามันเห่าขโมยหรือไม่เห่าก็ได้ ฮึ อย่าไปทะเลาะกับมันเลย ปล่อยมันเถอะ นี่มันเรื่องของฉัน เพื่อนของฉัน ฉันจะพูดยังไงก็ได้ ลูกหลานอย่าไปพูดตามนะ ไม่ได้ เจ้าพวกนี้มีพลังมาก กำลังของมันไม่ทำใครหรอก เราดันเข้าไปหามัน มันไม่รับ แล้วกำลังนั้นจะดันกลับมา มันแรงกว่าอย่าไปยุ่งกับมันเลย ปล่อยเขาเถอะ เขาเป็นพระป่าพระดงก็ปล่อยเขา เขาถือคำสั่ง แต่พวกฉันนี่นะ ฉันก็เหมือนกัน ถ้าฉันไม่เคารพคำสั่งของหลวงพ่อปานละก็เปิดฉิบนานแล้ว ฉันนอนฝันถึงป่าตลอดเวลา เวลานี้ ว่ามันมีความสุข เรื่องโรคภัยไข้เจ็บน่ะรึ อย่าไปนึกว่าฉันห่วงนา นี่ฉันห่วงตัวฉันก็เพราะห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงคนที่มีความหวังในบุญ ถ้าลองฉันไม่ห่วงใครละฉันปล่อย ให้มันตีโป่งไปนานแล้ว สบาย บ้านฉันสวยจะตายไป ฉันจะนอนทุกวัน นี่เวลา 2 ทุ่มฉันไปเป็นประธานในการฝึกกรรมฐานของบรรดาลูกหลานของฉันมีไม่กี่คนหรอก สำนักฉันมี 2-3 คนเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีเยอะแยะอย่างเขา พอฉันหลับตาปุ๊บ ฉันปลงสบาย ฉันก็ไปตีโป่งบ้านฉัน

บางทีตอนดึกฉันกลับมานอนที่ที่นอน ฉันไม่ได้นอนที่นี่ ฉันกลับไปนอนที่บ้านฉัน เช้ามืดฉันก็มา ถ้าลองฉันไปนอนที่บ้านฉันแล้ว ปลุกไม่ค่อยตื่น จับตัวเขย่าไม่ค่อยตื่น ถ้านอนที่ตรงนี้ตื่นไว เป็นยังงั้น ในเมื่อพวกเราอดกันถึง 3 วัน คืนวันที่ 3 พวกเรานั่งกรรมฐาน ปรากฏเห็นหลวงพ่อปานไปหา ท่านไปหาทั้ง 3 องค์ แล้วต่างคนต่างพบเพราะนั่งกรรมฐานพร้อมกัน ไปบอกว่า คนที่เขามาใส่บาตรน่ะไม่ใช่คนหรอก เขาเป็นเทวดา ทีหลังอย่าไปยุ่งกับเขาซี เราต้องการอาหาร เราไม่ต้องการความรู้หรือชีวประวัติของเขา เขาจะเป็นใครก็ช่าง อย่าไปถามเขา พรุ่งนี้ไปแถวนั้นใหม่นะ ท่านว่ายังงั้น พ่อตกลงกับเขาแล้ว นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะมีคนใส่บาตรเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 คน เมื่อลืมตาขึ้นมาต่างคนต่างพูดเหมือนกัน เรียกว่ามีความรู้สึกเหมือนกัน เห็นหลวงพ่อปานเหมือนกัน มีคำบอกเล่าของท่านเหมือนกัน ตอนเช้าไปบิณฑบาตปรากฏว่าพบ พบคน 3-4 คนจริงๆ อีหนูนั่นด้วย ตอนนี้ไปเห็นหน้าแกเข้า แกเริ่มยิ้ม พวกเราไม่ยิ้มแล้วก้มหน้า เวลาเขาใส่บาตรอย่าว่าแต่หน้าเลยมือยังไม่มอง เพราะอะไร เพราะกลัวอดข้าว นี่มันเป็นยังไงไอ้คนสันดานชั่ว เอาแต่บอกน่ะ มันไม่รับฟังหรอก มันต้องโดนตีเสียบ้าง มันต้องโดนยังงั้น คือว่าต้องสอบกันด้วยการให้อดข้าว จึงจะเป็นการสอบจริงกัน

หลังจากนั้นมาก็อยู่กันแถวนั้นแหละ อยู่ในถ้ำบ้าง อยู่ในสถานที่โปร่งบ้าง ตามโคนต้นไม้บ้าง คือว่าพวกฉันจะไปธุดงค์ฉันไม่ได้เดินเปะปะไปไหนหรอกนา ฉันเข้าถึงดงได้ ฉันเข้าดงไหน ฉันก็อยู่ดงนั้นแหละ นี่แหละธุดงค์กันจริงๆ ธุดงค์ของฉันนี่หมายความว่าป่ากันเลย ไม่เข้าบ้านเพราะตั้งใจไปฝึกกรรมฐาน ไปทำใจให้สบาย เรียกว่าพากันไปละกิเลส เอาใบไม่ใบไร่ ต้นไม่ต้นไร่เป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณ ใบไม้มันแห้งมันเหิ้งอยู่น่ะคิดไปว่าใบไม้มันสด มันเกิดมาใหม่ต่อไปมันก็ใหญ่ ต่อมามันเหี่ยวแห้งก็หล่น ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน นี่ว่าแบบธรรมดาๆ ปีนั้นออกกันตั้งแต่เดือนอ้าย ตั้งแต่เดือน 1 นับเป็นฝ่ายอะไร สุริยคติ จันทรคติอะไรฉันไม่รู้ จำไม่ได้หรอก แบบนี้ฉันไม่เอา พอรู้เรื่องนับแบบไทยๆ เราก็แล้วกัน เดือนไทยๆ เดือนไทยเก่า เขาเรียกกันว่าฝ่ายสุริยคติบ้าง ฝ่ายจันทรคติบ้าง พูดให้มันรู้ภาษาเล่นโก้ๆ มันจะเป็นประโยชน์อะไร

พูดแล้วชาวบ้านชาวเมืองไม่กี่คนรู้ พูดทำไม ไอ้ฉันนี่นะ ไอ้เพื่อนมันว่าปากหมาก็จริง เขาจะพูดช่างเขาซิ ฉันไม่พูดก็เป็นเรื่องของฉัน เป็นอันว่าเดือนไทย เราออกกันตั้งแต่เดือนอ้าย พอใกล้จะถึงกลางเดือน 6 มีผู้ชาย 4 คน รูปร่างล่ำสัน ดำๆ ผมหยิกๆ ตาแดง พวกนี้น่ะยักษ์ ลูกศิษย์ท้าวเวสสุวัณจับได้แหงๆ เลย ปลอมเป็นคนมาบอกว่า ท่านขอรับ ที่ตรงนั้นท่านอยู่ไม่ได้ นิมนต์ท่านไปอยู่ที่ด้านเขาทิศตะวันตกโน้น มีถ้ำใหญ่ขอรับ มีที่พักสบาย ที่นี่ฝนจะตก 3 วัน 3 คืน ฝนตกหนัก ถามแกว่าลุงทำไมรู้ แกบอกว่าผมรู้ครับ บ้านอยู่แถวนี้รึ แกบอกว่าบ้านอยู่แถวนี้ แต่เราก็รู้อีตานั่นแกโกหก ตาแดงแหง ไม่กระพริบ ลองตาแดงไม่กระพริบละก็ยักษ์ ถ้าตาผ่องใสไม่กระพริบละก็เทวดา นี่รู้กันอยู่ แต่แกบอกว่าแกอยู่แถวนั้น บอกว่า

เรื่องอาหารการบริโภคไม่เป็นไรขอรับพรรคพวกกระผมจะถวายท่าน ก็ตามแกไป เข้าไปในด้านเขา ด้านทิศตะวันตกก็มีถ้ำใหญ่จริงๆ มันใหญ่มาก มีเงื้อมผาชะโงกมามาก พอเข้าไปอาศัยได้แล้วปรากฏว่าคืนนั้นฝนตกตลอดคืน แล้ว 3 วัน 3 คืนมันตกจริงๆ ตกกันเรียกว่าไม่ขาดเม็ด มันจะซาเม็ดลงไปบ้าง หนักบ้าง เบาบ้าง นี่เป็นของธรรมดา แต่ว่าระยะ 3 วัน 3 คืน นี่ฝนไม่ขาดจริงๆ ถึงเวลาเช้าพวกเขาก็มา ผู้หญิงบ้างผู้ชายบ้าง มีงอบทำด้วยอะไรต่ออะไรก็ตามเถอะ นุ่งผ้าเก่าผ้าขาด เดินลุยน้ำลุยท่ากันมาเอาข้าวมาถวาย ฉันรู้ว่าเทวดาแกล้งทำ ทำเป็นคน ข้าวของแกเป็นข้าวแบบเดียวกับที่ฉันบิณฑบาตนั่นแหละ สีเหลืองๆ กลิ่นหอมๆ กินอร่อย กินเข้าไปแล้วก็มีความชุ่มชื่น น้ำท่ามันก็ไม่อยากจะกิน เมื่อฝนหายคลายอากาศ ผ่องใสดีแล้ว เดินสะดวก ระยะเวลาวันนั้นเป็นวันโกน หือ ใช่ซีนะ อือ ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่วันโกน เป็นวันวิสาขะ เพ็ญเดือน 6 พอดี อีตาลุง 4 คน ก็มาบอกว่า ท่านขอรับ เวลานี้เป็นวันวิสาขะแล้ว นิมนต์ท่านไปชมอะไรสักอย่าง เพราะท่านจะถึงเวลากลับ ความจริงตั้งใจจะกลับมาทันวิสาขะที่วัด แต่มันอยู่เพลินไปเลยคิดว่าจะวิสาขะกันที่ในป่า ก็มีตาลุงมาบอกว่าผมจะพาไปชมสถานที่สักที่หนึ่ง ไหนๆ ท่านก็จะกลับแล้ว สถานที่นี้พระที่มาธุดงค์ไม่เคยพบ แม้แต่คนธรรมดาไม่มีใครพบ ก็นึกในใจว่า เอ ก็มันป่าธรรมดานี่ มันภาคพื้นธรรมดา นี่แกบอกว่าไม่มีใครพบ มันก็เป็นของแปลก แกบอกว่ามันเป็นที่สวยสดงดงามมาก ท่านไปชมไว้ ก็พาไป แกพาไปพวกเราก็นำเครื่องครบ แบกกลดกันไป ก็ไม่มีอะไร มันก็มีกลดกับกาน้ำเท่านั้น มีย่าม 1 ลูก มีกลด กาน้ำ มีรองเท้า ก็มีเท่านั้น ทรัพย์สินในการธุดงค์มันจะมีอะไร ตามแกไป เดินไปประเดี๋ยวหนึ่ง ไปพบดงตะไคร้ มีเนื้อที่ประมาณสัก 100 ไร่ มันไม่มีอะไรมีแต่ตะไคร้ โผล่เข้าไปอีกก็พบดงข่า ดงกระชาย

ต่อไปก็พบดอกไม้ ดอกไม้นี่มันเป็นแต่ละอย่างๆ อย่างดอกกุหลาบนี่มันดอกโตมาก เอามือกางเป็นคืบแล้วไปวัดดอกกุหลาบนี่มันยังไม่เท่า มันยังล้นมือ ดงพริกก็เหมือนกัน พริกเม็ดสวยๆ รูปร่างต่างๆ คล้ายๆ กับมุก สีเม็ดของพริกเหมือนกับมุก เป็นฟักทองบ้าง เป็นน้ำเต้าบ้าง เป็นอะไรต่ออะไร เป็นมะฟงมะเฟืองอะไรนี่แหละ มันแปลก สวยมาก มันแพรว คล้ายๆ กับเอามุกเข้าไปประดับหลายสี ฉันก็ไม่เคยเห็นพริกแบบนี้ ของแบบนี้ ดอกไม้แต่ละอย่างมันก็ไม่รวมกันเรียกว่าแต่ละจุดๆ มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ มันไม่ปนกัน ออกจากชะวากนี้ ก็ไปถึงดงพริกโน้น ก็ไปถึงดงอะไรต่อดงอะไร เข้าไปถึงดงดอกไม้แบบโน้น ดอกไม้อย่างกุหลาบ ดอกอย่างอื่นมันจะมีสีเป็นตับๆ เป็นแถวๆ ไม่รวมกัน ถ้าจะพิจารณากันจริงๆ มันคล้ายดางดึงส์ คล้ายกับแถวดอกไม้ที่เขาจัดไว้บนดาวดึงส์ ฟังนึกขึ้นมาได้นะคล้ายกัน เดินตามแกไป พอพ้นดอกไม้นั่นแล้วรู้สึกว่าขึ้นเนินนิดๆ เวลาขึ้นเนินไม่รู้สึกว่าเป็นเนินเหมือนกับเดินกับดินธรรมดา แต่พอเดินไปๆ เหลียวหลังลงมาปรากฏว่าต้นไม้อยู่ข้างล่าง แต่ที่ไปก็มีต้นไม้เหมือนกัน ก็รู้สึกว่าขึ้นเนิน เดินไปสักพักหนึ่ง เวลาไปบ่ายๆ เดินไปแบบสบายอากาศร่มเย็นมาก บ่ายๆ เวลาประมาณ 3 โมงเย็นก็ถึงยอดเขา

ตรงยอดเขามันกว้างจริงๆ นะ จะว่ากันไป เขาภูกระดึงที่ว่าราบเรียบน่ะ มันเรียบสู้ไม่ได้ มันราบเรียบดีมาก แล้วก็มีบ่อน้ำยาว บ่อน้ำนี่ยาวประมาณ 5-6 เส้น ยาวมาก บ่อจริงๆ มันก็มีหิน ไม่มีดินหรอก มีหิน มีต้นไม้ ต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไทรก็มีแท่น แท่นหินนี่ก็เรียบ คล้ายๆ กับใครเขาไปสร้างไว้ บริเวณก็ราบเรียบ เตียนรื่น จะหาใบไม้สักใบมันก็ไม่มี บนยอดเขาใกล้บริเวณนั้นอยู่ใกล้ๆ กับสระน้ำ มันสวยสดงดงามจริงๆ มีต้นไม้เป็นจุดๆ มีดอกไม้เป็นแถวๆ รู้สึกว่าต้นไม้ดอกไม้นี่เขาปลูกไว้เป็นระเบียบจริงๆ มันสวยบอกไม่ถูก มีถนนเล็กๆ เออ อย่าพรรณนาเลยนะ ไม่ใช่นักประพันธ์นี่ แต่บอกตามความเป็นจริง มันสวย แลดูในน้ำก็ใสแจ๋ว หาก้อนหินเล็กๆ มาโยนลงไปในน้ำ เวลามันจมลงไปนี่จะเห็นชัดลงไปตั้งไกลลิบ แต่ไม่รู้มันไปถึงไหน เพราะมันก็สุดสายตาไป น้ำใสมากจริงๆ แกก็เลยบอกว่า ท่านครับนิมนต์พักที่แท่นนี่นะขอรับ แท่นที่เราจะไปนอนกันสัก 30 คนมันก็ยังไม่เต็ม เวลาขึ้นไปนอนบนแท่นรู้สึกมันไม่แข็งเหมือนหินธรรมดา มันชอบกล มีความรู้สึกคล้ายๆ กับนอนกับกระดานบ้านเรา มันมีความรู้สึกแปลกๆ เอางี้ก็แล้วกัน รู้สึกมันจะหยุ่นๆ สักนิด ความกว้างของแท่น ถ้านอนกันสัก 30 คนมันไม่หมด แกเลยบอกว่าคืนนี้ ท่านจะพบของดี ผมลากลับ แล้ววันพรุ่งนี้นิมนต์ท่านกลับวัดได้

พวกเราจะกลับ เลยลาแก บอกว่าพรุ่งนี้ก็ลาโยมเลยนะ ญาติโยมไม่ต้องห่วงฉันหรอก พรุ่งนี้ฉันจะกลับวัด เป็นวันวิสาขะแล้ว หลวงพ่อจะคอย ก็เลยนั่งกันอยู่ อาบน้ำอาบท่าเสร็จแกพาชมที่ต่างๆ เสร็จเรียบร้อย แกก็ไป อาบน้ำอาบท่าแล้ว พอเวลาค่ำ พอเริ่มประมาณพระอาทิตย์ตกดินก็แล้วกันนะ พูดภาษาไทย ก็เริ่มทำพระกรรมฐาน เดือนขึ้น วิสาขะนี่ วันกลางเดือนเวลาพระจันทร์ขึ้นมามันใกล้หัวเหลือเกิน มองดูพระจันทร์ที่ขึ้นมาบนฟ้า ฉันว่ามันสูงไม่ถึงกิโลหรอก เห็นพระจันทร์รู้สึกว่ามันใกล้ไม่ถึงกิโลเมตร มันใกล้มากจริงๆ มีความสว่างแจ่มใสมาก ดาวทุกดวงที่ใกล้ดวงจันทร์ก็สว่างมาก ฉันแปลกใจ เมื่อเจริญพระกรรมฐานเสร็จ เวลาประมาณ 2 ทุ่มก็เลิก เมื่อเลิกแล้วก็นั่งคุยกัน อีตอนนี้ได้ยินเสียงดนตรีลอยมาในอากาศ เสียงเพลงไพราะมาก เสียงร้องส่งประสานเสียงไพเราะ เสียงเจื้อยแจ้วฟังมาแต่ไกล แว่วเข้ามาๆๆ ชักใกล้เข้ามาๆๆ ปรากฏว่าจะมาหาจุดที่เรานั่งกัน พวกเราก็แอบ แอบแท่นดูว่าอะไรกันแน่ เพราะสงสัย ก็ปรากฏว่าพวกบรรดาสาวๆ ทั้งนั้นที่มา แต่งตัวชุดเขียวอ่อน

ฉันเห็นแล้วก็สงสัย นี่มันชุดของนางฟ้า แต่เวลามาแม่เจ้าประคุณไม่ได้เดินมานี่ ลอยมา มีคนอยู่ในเสลี่ยงมีสาวๆ 4 คนหามมาเสี่ยงหรือคานหามนั่นก็สวยมาก แม้แต่ผ้าที่ประดับแพรวพราวไปด้วยเพชร ทุกคนมีเพชรเต็มตัว ฉันแอบมองดูมันสวยจริงๆ รูปร่างหน้าตาสวยจริงทรวดทรงสวยมาก แต่ละคนไม่มีอะไรจะติ มาถึงแล้วคนที่อยู่ในเสลี่ยงก็ก้าวลงมา คนนี้ยิ่งสวยหนัก มีเครื่องประดับหนักกว่าเพื่อน พอคนนั้นก้าวลงมาทุกคนทำความเคารพ แล้วก็เปลื้องเครื่องทรงกัน เหลือแต่ชุดอาบน้ำ ตอนนี้คิดว่าไปบางแสนกันดีๆนี่แหละ คิดว่าไปเที่ยวบางแสนกันที เหลือแต่ชุดอาบน้ำแกก็ลงเล่นน้ำกัน เล่นน้ำล่อกันเสียงเจี๊ยวจ๊าวๆๆ อยู่พักหนึ่ง ไอ้เพื่อนฉันน่ะ ไอ้ปากควาย ไอ้ลิงเล็กน่ะ มันดันคอขึ้นมา มันบังคับยังไงก็ไม่อยู่ ไอคุกขึ้นมา พอไอคุกขึ้นมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวหยุด คนหนึ่งถามว่าอะไร เสียงอีกคนหนึ่งตอบว่ามนุษย์ พอเสียงตอบว่ามนุษย์เท่านั้นภาพต่างๆ ก็หายไป เสียงหาย ภาพหาย ไม่เห็นขึ้นมา เห็นมันหายไปฉันนึกว่า

เอ แม่พวกนี้น่ากลัวจะดำน้ำหนี แต่ว่ามันหนีนานจัง นานประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ไม่โผล่ ฉันก็คิดว่านี่มันหายไปไหน แล้วเครื่องแต่งตัวมันทิ้งยังไง เดือนมันหงายจัดคล้ายๆ กลางวัน มันหงายจริงๆ แสงเดือนสว่างมาก เพราะดูพระจันทร์มันใกล้หัวฉันเต็มที มันสว่างบอกไม่ถูก ไม่เคยเห็นแสงพระจันทร์สว่างแบบนั้น แล้วก็ชวนพวกกันไปดูแม่พวกนี้แกหายไปไหน เครื่องประดับที่แกถอดทำไมไม่เก็บเอาไป ราคาตั้งเยอะ พอเดินไปทางฝั่งสระทางโน้น อ้อมไปถึงบริเวณที่แกถอดเครื่องทรงไว้ ปรากฏว่าไม่มีอะไรเลย ไม่รู้ว่าพวกแม่เจ้าประคุณมาหอบไปเมื่อไหร่ ก็มานั่งแปลกใจว่า เอ๊ะ! นี่มันเรื่องอะไรกันนะ แต่ก็อย่าลืมนะ ลืมใช้ญาณกัน เอาอารมณ์ธรรมดามาคิดกันว่านี่มันเรื่องอะไรกัน แต่จิตก็คิดอยู่ว่าแกจะสวยยังไงก็ช่าง จะสาวยังไงก็ช่าง เสียงของแกจะไพเราะยังไงยัไงก็ช่าง เครื่องประดับของแกจะมีค่ายังไงก็ช่าง พวกเราต้องการพระนิพพาน อารมณ์ของพวกเราต้องการพระนิพพานก็หันหน้าเข้ามาคุยกัน ปรารภเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่เที่ยง ในที่สุดมันก็เป็นอนัตตาไปแล้ว พอมันสลายตัวไปแล้วเราบังคับให้มันเกิดมาอีกไม่ได้ มันมีอีกไม่ได้ ใจก็สบาย

พอรุ่งขึ้นเช้าพากันกลับวัด กว่าจะถึงวัดก็ล่อกันทุลักทุเล เดินตั้งแต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าไปทางไหน เดินส่งเดช เวลาขณะไหนที่มันหลงทางจริงๆ ก็หันหน้าเข้าหาต้นไม้ นึกถึงบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงบารมีของหลวงพ่อปาน นึกถึงความดีของเทวดา ถามเทวดาว่าทางที่จะไปไปทางไหน ถ้าอารมณ์ของใจมันนึกก็ดี เห็นภาพคนชี้ทางก็ดีไปทางนั้น มันจะพบทางตามที่เขาบอก นี่วิธีเดินธุดงค์เขาเดินกันแบบนี้ เขาหาดงกันแล้วเดินกันจริงๆ นะ ไม่ได้เดินไปสร้างกิเลส เดินไปละกิเลส เกือบจะไปเจอะเอากิเลสเข้า ถ้าไปเจอตรงนั้นถ้ามันเกิดกิเลสจริงๆ แล้วเกิดเป็นกิเลสใหญ่จะเป็นกองทุกข์มหันต์ เพราะว่าถ้าไปรักสาวๆ คนธรรมดามันยังพอจะพูดกันได้ นี่หากไปรักเอาเทวดาเข้าละก็เจ๊ง ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเทวดานะ คิดว่าเป็นภาพหลอนตา เมื่อกลับมาถึงวัด ตามธรรมดาพระนี่ตามระเบียบของพระพุทธศาสนานะ เวลานี้เขาใช้กันหรือเปล่าไม่รู้ ถ้าไปไหนมาไหนก็ตาม หากครูบาอาจารย์ยังนั่งอยู่

หมายความว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้พักผ่อนอยู่ภายใน ถ้าอยู่ข้างนอกถ้าไม่หลับ จะเข้าที่พักของเราก่อนไม่ได้ ต้องเอาของวางให้หมด เข้าไปหาท่านก่อน ไม่ใช่ว่าเข้าถึงวัดจะเข้าไปหมกอยู่ในกุฏิจนกว่าครูบาอาจารย์จะเรียกเข้าพบ อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ เขาไม่ใช้กัน ความดีระยำๆแบบนี้เขาไม่ใช้กัน นี่ว่ากันถึงเรื่องพระ ชาวบ้านเป็นยังไงช่างเถอะ ไม่เกี่ยว เวลากลับไปวัดก็ไม่ต้องถามแล้ว ผมมันจะยาวขนาดไหน หนวดมันจะยาวขนาดไหน หน้าจะเคลือบไปด้วยสีอะไร สีลม ลมมันเป่าหน้า ฝุ่นมันเป่าหน้า จะเคลือบขนาดไหนไม่ต้องพูดกัน เป็นอันว่าสีมันต่างไป ผ้าก็ดูไม่ได้ รูปร่างมันดูไม่ได้ หนวดเครารุงรัง พอเข้าไปวัด ไอ้เจ้าหมาก็ดี พอมันเห็นหน้าเข้ามันวิ่งเข้าหาเลย ไม่ยักแปลก แต่คนด้วยกันน่ะแปลก ชาวบ้านที่เคยคุยกันบางคนชื่อตาหมอน ตาหมอนเดินเข้ามา แล้วมาป้องหน้าใกล้ๆด้วยจำไม่ได้ หัวตั้งแต่เดือนอ้ายถึงกลางเดือน 6 ไม่ได้โกน หนวดเคราก็ไม่ได้โกน แล้วสีพอกไปด้วยอะไรไม่รู้ สีตัวนี่น่ะ สีผ้าก็เหมือนกัน มันน่าจะจำไม่ได้ เมื่อเข้าไปแล้วเห็นหลวงพ่อปานท่านนั่งอยู่หน้ากุฏิ เอาของวางหมด

พอดีแขกมาหาท่านมาก แต่ว่าจะมีแขกมากแขกน้อยไม่สำคัญ ตามระเบียบแล้วต้องไปนมัสการท่านเสียก่อน พอเข้าไปถึง วางของเสร็จ ถอดรองเท้าเสร็จเข้าไปกราบท่านตามระเบียบ เมื่อเข้าไปกราบแล้วก็ไปนั่งฟังโอวาท ท่านก็ป้องหน้าถามว่าไอ้ 3 ลิงของพ่อมาแล้วรึก็บอกว่ามาแล้วขอรับ เออ ลูกเอ๊ยไปเสียท่ายังไงล่ะลูก ไปกินหญ้าเสีย 3 วันเชียวนะลูก ทีหลังจำไว้นะลูกนะ คนที่เขาให้เรานี่นะเขาเป็นเทวดานะ อย่าไปสงสัยซิ เราต้องการอาหารนะลูกนะ เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป อย่าไปสงสัยซีลูก นั่นเดชะบุญน่ะนา พ่อเฉลียวใจขึ้นมาเกิดเป็นห่วงลูกขึ้นมา ก็พอดีไปเห็นว่าลูกอดข้าวกัน เลยไปติดต่อกับเทวดาเขา ไปขอโทษแทนให้ ว่าไอ้ลูกของฉันน่ะไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอก มันเป็นคนอยากจะรู้ เป็นคนช่างสงสัย เทวดาเขาเลยให้อภัย เป็นอันว่าเขาให้อภัยเสียแล้วฉันจึงได้มาบอกพวกเธอ นี่ลูกหลานแปลกใจไหม ฉันอยู่แดนพม่า ท่านอยู่วัด อาศัยทิพยจักษุญาณ ทิพยจักษุญาณนี่น่ะสำคัญ ท่านจะไม่มองเองก็ได้ เทวดาองค์ใดองค์หนึ่งจะมาบอกก็ได้ แต่ถ้าไม่มีทิพยจักษุญาณแล้ว เทวดาองค์ไหนมาบอกก็ไม่รู้เรื่อง ทิพยจักษุญาณนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ

แล้วท่านพูดต่อไปว่า เอ้อ ไอ้ลูกเอ๊ย ไอ้บนยอดเขาน่ะมันไม่ใช่เมืองมนุษย์หรอกนะลูกนะ ลูกรู้หรือเปล่าว่าอีตาคน 3-4 คนที่มาชวนลูกให้ไปพักในถ้ำ แล้วก็ชวนไปยอดเขาเป็นใคร ก็เลยกราบเรียนท่านว่า รู้ขอรับว่าพวกนี้เป็นยักษ์ ท่านถามว่ารู้ได้ยังไง ตอบว่าสังเกตที่ลูกตา มีตาสีแดงจัดแล้วไม่กระพริบ ท่านหัวเราะชอบใจแล้วบอกว่า เออๆ ยังงี้ใช้ได้ๆ ถ้าตาสีแดงไม่กระพริบเป็นตายักษ์นะลูกนะ ถ้าตาสีผ่องใสไม่กระพริบเป็นตาเทวดา อย่างนี้ใช้ได้ เอาตัวรอดได้แล้วนี่ ใช้ได้แล้ว แต่ไอ้ยอดเขาน่ะมันไม่ใช่เมืองมนุษย์หรอกนะ ดงหญ้าดงฟางดงผักดงดอกไม้ ดงอะไรต่ออะไรนั่นก็เหมือนกัน ถามว่ามันเป็นที่ไหนเล่าขอรับ หลวงพ่อท่านไม่ตอบ ท่านบอกว่าพ่อไม่ตอบหรอกลูก เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกให้พ่อพูด ที่พ่อบอกกับเจ้าว่าไม่ใช่เมืองมนุษย์ หรือสมบัติที่มีอยู่ในเมืองมนุษย์ก็เพราะว่า เจ้าจะได้รู้ว่า ที่นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะไปดูกันได้ทุกคน ดีไม่ดี ต่อไปเจ้าเล่าให้ใครฟัง แล้วก็บอกทิศทางให้เขาไป ถ้าเขาอยากจะไปในดินแดนนั้นแล้วมันไม่พบละก็เจ้าจะเสียชื่อ เขาจะหาว่าเจ้าโกหก

นั่นสิ่งที่ปรากฏมันเป็นอำนาจของเทวดา แล้วก็เลยถามท่านว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครขอรับ ท่านก็บอกว่าเป็นผู้หญิงที่มีอำนาจที่สุดในดาวดึงส์ ก็เลยไม่รู้ว่าใคร ท่านบอกว่าในดาวดึงส์ เอาเฉพาะเวชยันต์ปราสาท เวชยันต์วิมานนะ ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงที่มีอำนาจที่สุดในเขตเวชยันต์วิมาน ในดาวดึงส์ เอายังงี้แล้วกัน ผู้หญิงคนที่ถามนี่หมายถึงว่าผู้หญิงที่นั่งในคานหาม ท่านเลยพูดว่าดีละลูก การฝึกอารมณ์แบบนี้ดีนะ ใจของเจ้าไม่จับ อารมณ์ของเจ้าทรงสมาธิได้ดี ยังไงไอ้เสือมันจะมาคุยบ่อยรึลูก ก็เลยกราบเรียนท่านว่า มันมาคุยบ่อยขอรับ แต่ผมไม่รู้ภาษามัน บอก ฮือ ก็ดีแล้ว ไม่รู้ภาษาเสือเสียได้นั่นแหละดี ถ้ารู้ภาษาเสือได้จะรำคาญมาก แล้วก็ไอ้เสียงดนตรีล่ะลูกเอ๊ย ได้ยินหรือเปล่า บอกว่าได้ยินทุกวันขอรับ ไม่ทราบว่าจะประโคมทำไม

ท่านเลยบอกว่ามันเป็นเรื่องของเจ้านะ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นภาระของเจ้า เจ้าเคยบำเพ็ญบารมีมาด้วยอำนาจของดนตรีอย่างหนึ่ง แล้วอีกประการหนึ่ง ก็เพราะอาศัยเทวดาที่เป็นบริวารเดิมเขายังมีอำนาจอยู่ เห็นเจ้านายของเขาเข้าไปในป่าเกรงว่าจะเหงาก็เอาดนตรีมาขับประโคมแก้เหงา นั่นมันเป็นภาระของเขานะลูกนะ เอาละกลับไปพักผ่อนกันเสียนะลูกนะ ต่อแต่นี้ไปก็จำพรรษากันตามสบาย ฝึกกันตามอารมณ์ ถ้ามีอะไรสงสัยมาถามพ่อได้ ชาวบ้านเขาถามว่าพระที่ไหน ท่านก็บอกว่าพระที่นี่ ไอ้ลิง 3 ตัวของฉันนั่นแหละไม่มีใคร ที่ฉันเล่าให้พวกแกฟังอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เป็นอันว่าก่อนหน้าที่ฉันจะไปถึง หลวงพ่อกำลังเล่าประวัติลิง 3 ตัวให้เขาฟังอยู่ พวกชาวบ้านหัวเราะชอบใจ ยกมือไหว้กันเป็นการใหญ่ ไม่ทราบว่าท่านไปพูดอะไรไว้บ้าง

เอาละ สำหรับตอนนี้ก็ขอยุติกันเพียงเท่านี้ วันหน้าฟังกันต่อไป ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ลูกหลานทุกคน สวัสดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มิ.ย. 2011, 16:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนท้ายชีวิตของหลวงพ่อปาน

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้เป็นวันสรุปเรื่องราวของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จะพยายามสรุปให้จบกันไป จะไม่พยายามเล่าเรื่องให้มันยาวนัก

ต่อมาเมื่อหลวงพ่อปานวัดบางนมโคอายุล่วงเข้า 61 ปี ตอนนี้ท่านป่วยครั้งแรก ความจริงเรื่องของการป่วย ก็ป่วยกันอยู่เป็นปกติ แต่ทว่าอาการป่วยที่จะตายคราวนี้ท่านป่วยมาก เมื่อป่วยมาก คณะศิษยานุศิษย์ในกรุงเทพฯ ก็รับไปรักษาที่บ้านหลวงประธานถ่องวิจัย ที่บ้านหม้อ รักษาอยู่ประมาณ 1 เดือนท่านก็กลับ เป็นอันว่าหาย หลังจากการป่วยคราวนี้แล้ว ท่านแจ้งให้แก่บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ แล้วก็ท่านพระครูรัตนาภิรมย์เจ้าอาวาสวัดบ้านแพนอีกองค์หนึ่ง ทราบว่านับตั้งแต่นี้อีกเป็นต้นไปอีก 3 ปีท่านจะตาย ท่านบอกไว้ว่ายังงั้นนะ

ท่านบอกว่าอีก 3 ปีจะตาย ท่านจะตายวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 เวลาประมาณ 6 โมงเย็น นี่ท่านประกาศไว้ก่อนนะ ว่าท่านจะตาย ตอนนั้นฉันก็กำลังเป็นลิงหน้าพลับพลา ท่านสั่งให้ฉันเขียนจดหมายถึงหัวหน้าลูกศิษย์ของท่านแต่ละจังหวัด แต่ละสถานที่ ส่งไปเฉพาะหัวหน้าลูกศิษย์นะ ว่าท่านให้บอกไปว่าท่านจะตาย อีก 3 ปีท่านจะตาย คณะศิษยานุศิษย์ทุกคนมีความประสงค์ต้องการอะไรจากท่านก็ขอให้พากันมา ข่าวลือว่าท่านจะตายนี่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วที่สุด ก็ปรากฏว่ามีคณะศิษยานุศิษย์บ้าง แล้วก็ที่ไม่ใช่บ้าง คือว่าเป็นลูกศิษย์ใหม่บ้าง ก็พากันมาหาท่าน ตอนนี้ท่านสงเคราะห์ทุกอย่าง คำว่าสงเคราะห์ทุกอย่างก็หมายความว่า สงเคราะห์ทั้งด้านการรักษาโรค คาถาอาคมที่เป็นประโยชน์ คำว่าคาถาอาคมที่เป็นประโยชน์นะ ที่เป็นโทษท่านไม่ให้กับใครแล้ว นอกจากนั้นท่านก็สอน เวลาคนเขามาหาท่าน ท่านก็พูดเฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสำคัญ ให้คนทุกคนรู้ตัวว่าตัวเองจะต้องตาย แล้วก็จงอย่าประมาท ให้สร้างแต่ความดี

ในระหว่างที่หลวงพ่อสั่งให้ฉันเขียนจดหมายไปหาบรรดาศิษยานุศิษย์ คนที่รับฟังหรือรับข่าว บางทีก็รับข่าวไม่ครบ คนที่รับข่าวหลายคนเขาเข้าใจว่าหลวงพ่อปานตายแล้ว ไอ้นี่ซิยุ่ง มันชักจะยุ่งกันใหญ่ ทุกคนโผล่ขึ้นมาหา เห็นหลวงพ่อปานนั่งคุยกับชาวบ้านแขกมาหาท่านแต่ละวันเป็นร้อย ตอนนี้นับร้อยกันละ 3 ปีก่อนจะตายนี่แขกไม่ใช่มาเป็นสิบ ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึง 5 โมงเย็น หลวงพ่อต้องรับแขกหนัก บริเวณที่ท่านรับแขกมีความกว้าง 2 วา คือ 4 เมตร แล้วก็ยาว 12 เมตร ที่เต็มตลอดเวลา หมายความว่าคนที่มาทีหลังยังเข้าไม่ได้ก็คอยกันอยู่ข้างนอกก่อน แล้วใครเข้าไปถึงก็ไปคุยกับท่าน บรรดาคนที่มาที่ยังไม่เข้าไปพบท่าน เห็นท่านกำลังคุยอ้าวอยู่เพราะตอนนี้ท่านไม่ได้เป็นอะไร เขาถามกันว่าไอ้เจ้าลิงดำมันองค์ไหน บางคนไปถามชนฉันเข้าเลย

ถามเขาว่าทำไมล่ะ เขาเลยบอกว่า ไอ้เจ้านี่มันบ้า มันเขียนจดหมายไปได้บอกว่าหลวงพ่อตายแล้ว เอาเข้านั่น หลวงพ่อกำลังนั่งคุยอ้าวอยู่ มันบอกว่าหลวงพ่อตาย แปลก ไอ้พระองค์นี้น่ากลัวจะไม่ใช่พระนา ดีไม่ดีถ้าเป็นพระก็พระบ้า หรือไม่ยังงั้นก็มีนิสัยหมาติดมาด้วย ส่งข่าวไม่ตรงตามความเป็นจริง หลวงพ่อยังดีอยู่ยังคุยกับคนอ้าวๆ มันส่งจดหมายส่งข่าวไปได้ว่าหลวงพ่อตาย เออ ลูกหลานเอ๋ย ฟังแล้วก็จำไว้ด้วยนะ ความจริงหนังสือทุกฉบับฉันเขียนไปน่ะ เขียนตามคำสั่งของหลวงพ่อท่าน หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะตาย หลังจากนั้น 3 ปี ท่านจะตาย ลูกศิษย์ทุกคนต้องการอะไรให้มาเอาจากท่าน ท่านจะให้ตามความประสงค์แต่สิ่งที่ไม่เป็นโทษ

ถ้าส่วนใดที่เป็นโทษท่านไม่ให้ใคร ฉันเข้าใจเอาเองนะ เข้าใจว่าหลวงพ่อจะตักเตือนบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ว่า 1 ท่านจะตายแล้ว ประการที่ 2 ท่านตั้งใจจะสั่งสอนคณะศิษยานุศิษย์ของท่านว่า ทุกคนจะต้องตาย และให้ทุกคนปฏิบัติอยู่ในความดี แต่ว่าเจ้าคนรับข่าวหรือคนส่งข่าวต่อนี่ซิ มันคงจะส่งข่าวกันไม่ถูกหรือว่าส่งข่าวไม่ครบ หนังสือของฉันส่งข่าวไปชัดเจนว่า หลวงพ่อท่านสั่งไปยังงั้น แล้วท่านให้ฉันเซ็นชื่อของฉัน ท่านไม่เซ็นชื่อของท่านเอง นี่ก็แปลกดีเหมือนกัน เจ้าพวกนั้นมันมามันเกิดอยากจะเตะฉันขึ้นมา มันหาว่าแช่งหลวงพ่อ ฮือ ดีเหมือนกันนะ ตามใจเขา ในที่สุด เมื่อเข้าไปพบหลวงพ่อ เขาก็ถามข้อความนี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันเองเป็นคนสั่งเขาให้เขียนว่า ฉันจะตายในอีก 3 ปีข้างหน้า แล้วเขาอ่านให้ฉันฟัง เขาเขียนตามนั้น แต่ว่าพวกแกละมั้งที่รับข่าวผิด เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าพับไป

แล้วเขาทั้งหลายเหล่านั้นก็ถามหลวงพ่อว่า ก็หลวงพ่อยังดีๆ นี่ขอรับ ทำไมหลวงพ่อจึงจะบอกว่าหลวงพ่อจะตาย หลวงพ่อท่านบอกว่า ฉันรู้ตัวว่าฉันจะตายนะ แต่ความจริงฉันรู้ตัวว่าฉันจะตายมาหลายหนแล้ว คราวป่วยหนักคราวนี้ฉันก็รู้ตัวฉันว่าจะตาย แต่พอดีท่านท้าวมหาราชเขามาต่อชีวิตฉันให้ เขาต่อให้ฉันอยู่อีก 3 ปี แล้วเขาก็บอกฉันด้วยว่า อีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าพ้นไปแล้วอยูไม่ได้ แต่ความจริงชีวิตของฉันนี่น่ะ เขาต่อให้หลายครั้งแล้ว คำว่าฉันในที่นี้หมายถึง หลวงพ่อปาน เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าพับกันไป ตอนนี้ท่านก็สอนศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อใครเข้าไปก็ตาม

ท่านก็พูดให้ฟังง่ายๆ พูดย่อฟังชัด ให้เข้าใจว่าคนทุกคนจะต้องตาย ถ้าตายแล้วส่วนที่ต้องไปก็มีอบายภูมิ เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์ เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม ไปนิพพาน แล้วส่วนใหญ่ท่านสอนด้านวิปัสสนาญาณ ใครจะเรียนอะไรกับท่านก็ตาม ท่านสอนแนวนั้นแล้ว ท่านก็โน้มเข้ามาว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีคาถาอาคมของดียังไงก็ตาม เราก็ต้องตาย แล้วก่อนที่จะตาย นั้นควรจะเลือกทางเดินเอา อย่างน้อยที่สุด เราควรไปสวรรค์ชั้นกามาวจรให้ได้ แล้วท่านก็อธิบายว่า การที่ท่านสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ วัดวาอารามต่างๆ เรียกว่าไม่มีขอบเขต สร้างกันถึง 40 วัด เฉพาะรื้อวัด สร้างวัดของเขาจริงๆ นะ แล้วก็สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ ทำบุญสุนทร์ทานต่างๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าท่านห่วงตัวท่าน ท่านห่วงบรรดาประชาชนทั้งหลายว่า

ทุกคนจะได้ร่วมกันทำบุญ มากบ้าง น้อยบ้าง ด้วยทรัพย์สินบ้าง ด้วยกำลังกายบ้าง ทุกคนที่ได้ช่วยงานท่านอย่างนี้ อย่างน้อยทุกคนจะต้องไปเกิดบนสวรรค์ ขอให้ทุกคนน่ะ เวลาก่อนจะหลับนึกถึงความดีที่ตนเคยทำไว้ คือว่า นึกถึงทรัพย์สินที่สละออกมาเป็นทานในการก่อสร้างก็ดี เลี้ยงพระก็ดี ส่วนสาธารณประโยชน์ก็ตาม นอกจากนั้นให้นึกถึงศีลที่ตนเคยรักษา นึกถึงเทศน์ที่ตนเคยฟัง แล้วหมั่นภาวนาถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ พระพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น นี่หลวงพ่อปานท่านมีความประสงค์อย่างนี้ในการก่อสร้างของท่าน ท่านยอมตัวของท่านลำบาก เพราะปรารถนาในการสงเคราะห์พุทธบริษัทของท่าน

ฉันก็เหมือนกันซี ตอนนี้ฉันสร้างเปื่อยไปยังงั้นแหละ เล่นเอาลูกหลานย่ำแย่ไปตามกัน เล่นเอาลูกหลานเหน็ดเหนื่อยไปตามๆกัน แต่ฉันคิดว่าถ้าลูกหลานของฉันจะเหน็ดเหนื่อยบ้างลำบากบ้างในตอนนี้ คิดว่าตอนสิ้นลมปราณนี่ทุกคนจะเห็นว่าดี แล้วตอนนั้นน่ะแหละ ลูกหลานทุกคนจะรู้ว่าฉันมีความหวังดีกับลูกหลานเพียงใด ที่พูดอย่างนี้น่ะนะไม่ใช่พูดป้อยอหวังจะให้หาเงินทองมาช่วยกันสร้าง มาช่วยกันชำระหนี้ ไม่ใช่ยังงั้น นี่มันเป็นความหวังจริงๆ ในตอนที่หลวงพ่อปานท่านใกล้จะตาย ท่านเปิดศักราชเป็นการใหญ่ ท่านพูดหมด หมายความว่า ธรรมะส่วนใดที่ท่านได้ กรรมฐานใดที่ท่านได้ ภาวนาสถานใดที่ท่านจะไปอยู่ ท่านพูดหมด ท่านอธิบายถึงสถานที่ท่านจะไปอยู่ว่ามันสวยสดงดงามเพียงใด แล้วคนที่ร่วมบำเพ็ญกุศลกับท่านน่ะเขาจะไปอยู่สถานที่ไหนบ้าง อะไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ท่ายอธิบายให้เขาฟังทุกคน บอกว่าชื่นใจเหลือเกิน ได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างนี้ ดีไม่ดีท่านจี้ตัวเอานะ จี้เอาว่าคนนี้วิมานเป็นอย่างนั้น คนนั้นวิมานเป็นอย่างนี้ ท่านกล้าพูดเต็มที่ ท่านบอกว่าท่านจะตายแล้ว ใครจะจับท่านสึกท่านก็ยอม จะสึกยังไงไม่เป็นอันสึก คราวนี้ฉันจะเป็นพระสัก 3 ปี ท่านว่ายังงั้น ท่านบอกว่าท่านจะเป็นพระสัก 3 ปี หมายความว่า ท่านจะพูดอย่างพระ ความรู้ของพระมีเท่าไรท่านงัดออกมาพูดกันหมด นี่ก็เป็นอันว่าพักกันเสียก่อนนะ ท่านป่วย ท่านหายแล้ว ท่านให้ฉันแจ้งข่าวตาย เท่านี้ก็พอนะ เพราะยังไม่ตายนี่ แล้วระหว่างที่ท่านจะยังไม่ตายนี่นะ ก่อนหน้าที่ท่านจะตาย 1 ปี ปรากฏว่าอาจารย์ไสยศาสตร์ของท่านมาหา

อาจารย์แจง อาจารย์ไสยศาสตร์ของท่าน ก่อนหน้าท่านจะตาย 1 ปี แกก็ลงมาที่วัดมาเยี่ยมหลวงพ่อ คุยกันอย่างดี ท่านก็แนะนำว่าคนนี้นาอาจารย์ไสยศาสตร์ของฉัน ตั้งแต่การสอนวิชา อาจารย์องค์นี้ต้องให้เข้าสมาบัติ 8 อยู่ตลอดเวลา ฉันก็นั่งคุยอยู่ด้วย อาจารย์แจงมองหน้าฉันแล้วก็ยิ้มๆ ฉันก็สงสัยถามว่า ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์มองหน้าฉันยิ้มแล้วก็สงสัย อะไรรึ หรือว่าอยากจะพูดอะไร ท่านก็บอกว่าผมอยากจะพูดครับ แต่ก็พูดไม่ออก เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้ว แล้วก็ผมตายแล้วนั่นแหละครับท่านจะรู้เอง ฉันก็เลยไม่ต้องรู้เรื่องกัน แกเล่นแบบนี้นี่ แกเล่นพูดภาษาที่เรียกว่าตายแล้ว หลวงพ่อปานตาย แล้วแกก็ตาย แล้วฉันจะรู้เอง แล้วฉันจะไปรู้ยังไงล่ะ ปัดโธ่อาจารย์เอ๊ย ไม่น่าจะทรมานกันเลย นึกในใจ แต่ก็ช่างเถอะ ทิ้งไป

ท่านมาอยู่กับหลวงพ่อประมาณ 1 เดือน ท่านก็เรียกฉันบ้าง ไอ้ลิง 2 ตัวบ้าง แล้วก็พระที่มีความสนใจในวิชาอาคมบ้าง ก็มาแนะนำถึงว่า วิชาการในตำราของท่านที่ให้หลวงพ่อปานไว้แนะนำพอสมควร ฉันฟังแล้วฉันก็เฉยๆ เพราะ ฉันไม่ตั้งใจจะเรียนอะไรนี่ ไอ้เรื่องคาถาอาคมนี่ฉันไม่ชอบ ชอบอย่างเดียวลอง พอลองได้ผลแล้วก็โยนทิ้งน้ำไป แต่ว่าเรื่องที่จะคบเอาตำรามาทำอะไรต่ออะไรให้ใครนี่ฉันไม่ต้องการ ฉันขี้เกียจน่ะ นี่ฉันบอกตรงๆ นะ ไอ้เสกอะไรต่ออะไรนี่ฉันขี้เกียจจริงๆ คาถาหมอ คาถาอะไรน่ะ ฉันไม่อยากได้หรอก หลวงพ่อปานบอกให้ฉันเรียนฉันยังไม่เรียนเลย ฉันขี้เกียจ นี่บอกตรงๆ นะ ไอ้ฉันน่ะมันคนเกเร ขี้เกียจก็ขี้เกียจ แต่ส่วนที่ขยันบางทีออกข้างๆคูๆไปก็มีเยอะ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขานะ เออ ลูกหลานนี่ หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ หลวงน้า อะไรนี่ มันไม่เหมือนชาวบ้านเขาก็ลำบากนะ เอ้า ก็ดีเหมือนกัน ช่างเถอะ มีไว้ดูเล่นโก้ๆ

ต่อมาอาจารย์แจงจะกลับบ้านก็ขอยืมตำราเล่มสำคัญไป ตำราเล่มนี้มีธงมหาพิชัยสงคราม เล่มนี้ท่านอาจารย์แจงขอยืมหลวงพ่อไป บอกว่าผมขอยืมไปดูสักปีครับ แล้วผมจะมาคืนให้ ผมลืมอะไรบางอย่างต้องการของในนี้เอาไปทำ หลวงพ่อท่านก็ถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้ว ท่านอนุญาต อนุญาตแล้วท่านอาจารย์แจงก็ไป ต่อมาพอครบปีที่ 3 เดือน 8 พอขึ้นเดือน 8 ปรากฏว่าหลวงพ่อปานไปธุระที่ตลาดบ้านแพน บ้านนายเฉลิม นามสกุลว่ายังไงไม่ทราบ เขาค้าวัตถุก่อสร้าง หลวงพ่อเคยไปสั่งเหล็กสั่งปูนที่นั่นเสมอ ไปถึงก็ขึ้นสะพานสะพานมันลาดๆ มันลื่นด้วยตะไคร่น้ำ ท่านล้มลงไป วันนั้นฉันได้ไปด้วยนะ อาจารย์เจิมไป ท่านล้มลงไปปรากฏว่าป่วย ป่วยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านบอกเลยว่าการป่วยคราวนี้ฉันตายแน่ เอาเข้ายังงั้น

ลูกหลานฟังไว้นะ ท่านบอกเลยว่าการป่วยคราวนี้ฉันตายแน่ พอคณะลูกศิษย์ลูกหาในกรุงเทพฯ เขาทราบข่าวกัน เขาแห่โบสถ์กันมาใหญ่ ฉันจำใครไม่ได้นักหรอก เขาเป็นอะไรต่อเป็นอะไรกันเยอะแยะ จำได้คนที่รู้จักกันชัด คือ นายประยงค์ ตั้งตรงจิตร เจ้าของห้างขายยาตราใบโพธิ์ พลเรือตรี พระยาศรยุทธเสนี แล้วก็พระยาประเสริฐ หลวงพินิจมาตรา แล้วก็หลวงพินิจโลหะกิจ แล้วใครต่อใครอีกไม่ทราบเยอะแยะเต็มไปหมด ฉันไม่รู้ว่าใครบ้าง ทุกคนเขาบอกว่าหลวงพ่อจะต้องไปรักษาที่กรุงเทพฯ ท่านก็บอกว่าฉันจะไปรักษาที่กรุงเทพฯ หรือฉันจะรักษาที่บ้านนอกนี่ฉันก็ตาย แต่ว่าทุกคนเขาคิดว่าหลวงพ่อพูดเล่น เขาจะเอาไปให้ได้ ท่านก็ยอมไป บอก เอ้า จะเอาไปก็เอาไป พอไปแล้วปรากฏว่าอยู่ประมาณสักกี่วันก็ไม่ทราบละ จำไม่ได้ ไปอยู่ที่บ้านหลวงประธานถ่องวิจัยนั่นแหละ ที่ตรงนั้นมันเหมาะ ท่านชอบใจ แล้วไม่ช้าก็กลับมาที่วัด มาถึงวัดก่อนหน้าวันตาย 3 วัน

คือว่าท่านตายวันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 ก็ถอยหลังไปซี 14, 13, 12 คงจะมาถึงวันแรม 12 ค่ำ เวลาท่านป่วย ท่านจะตายนี่ ท่านพูดจ้อ เวลาที่ไปอยู่บ้านหลวงประธานก็เหมือนกัน ตอนนี้ท่านลุกไม่ค่อยไหว ใครจะมาท่านก็คุยจ้อ ใครมาให้ท่านลงยาเอาหม้อยามาให้ ยาใบมะกากับข่า ยาใบมะกากับหญ้าแพรก มาถึงเขาบอก หลวงพ่อเจ้าคะลงหม้อยาอิฉันทีเจ้าค่ะ นี่เป็นผู้หญิง หลวงพ่อยิ้มบอกว่า อีหนูเอ๊ย หม้อมันเล็กนี่ พ่อจะลงไปยังไง นี่แสดงว่าท่านป่วยจนลุกไม่ค่อยขึ้นท่านยังพูดตลก พูดสนุก อารมณ์ของท่านไม่ได้เศร้าหมองเลย บรรดาลูกศิษย์นั่นแหละ ลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสฟังข่าวท่านจะตายทีไร ก็รู้สึกว่าหน้าสลดไปตามๆ กัน แต่ว่าสำหรับฉันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นนะ เพราะอะไร เพราะฉันรู้ว่าหลวงพ่อปานท่านตายจะไปไหน ฉันย่องๆ ไปดูบ้านท่านทุกวัน ไอ้ 2 ลิงเหมือนกัน

แล้วอาจารย์ฉัตรด้วย ท่านเก่ง หลวงพ่อเล็กด้วยอีกองค์ท่านเก่ง ท่านบอกว่าคราวนี้ท่านใหญ่ตายแน่ แต่ว่าท่านตายแล้ว ท่านสบาย สำคัญพวกเรานี่ซี พวกเราถ้ายังไม่ตายมันหาความสบายไม่ได้ ยังจะแย่กันไปอีกหลายวัน ท่านว่ายังงั้น ถ้าตายเสียได้อย่างท่านก็มีความสุข นี่ พระประเภทนี้เขามีอยู่เหมือนกันนะ แล้วในขณะที่มาถึงนั่นเอง ท่านมีคำสั่งบอกว่าลิงดำเอ๊ย พ่อมีความผิดอยู่นะ พรุ่งนี้จัดเครื่องบวงสรวงให้พ่อ ชุดใหญ่นะ ลิงดำช่วยจัดด้วยนะ เมื่อฉันได้รับคำสั่งแล้วก็ไปสั่งเขาซื้อหัวหมูมา 3 หัว ไก่ 1 ตัว ต้มเสร็จ จัดเครื่องสังเวยเสร็จ พอวันรุ่งขึ้นประมาณสัก 3 โมงเศษๆ 9 นาฬิกาเศษๆ 3 โมงเช้าท่านบอกให้ตั้งพิธีบวงสรวง พอจัดของครบท่านก็เริ่มพิธีบวงสรวง ท่านบวงสรวงแล้วท่านบอกว่า

เอ้า วันนี้ใครจะคุยอะไรกับฉันก็คุยนะ นับตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้วน่ะ ฉันจะไม่คุย ฉันจะไม่คุยละนะ นับตั้งแต่หลังเที่ยงไปแล้ว ใครเขาสงสัยอะไรเขาก็มาคุยกับท่าน ท่านก็คุยอย่างคนสบายๆ แต่ว่านอนคุย ไม่ได้ลุกขึ้นมานั่งคุย ลุกไม่ค่อยจะไหว รู้สึกว่าแรงท่านไม่มี ท่านคุยไป พอนาฬิกาตีเที่ยง ท่านมีคำสั่งบอกลิงดำเอ๊ย นับตั้งแต่นี้ต่อไปนะ ใครเขามีธุระอะไรละเอ็งจดไว้นะ ใครเขาต้องการอะไรจากพ่อละก็จดไว้ พ่อจะพูดเป็นคราวๆ แต่ว่าอย่าให้ใครเขามากวนใจพ่อนะ วันนี้พ่อยังไม่ตาย พรุ่งนี้พ่อถึงจะตาย วันนี้ยังมีเวลาพูด แต่ว่าปล่อยให้พ่อได้สบายๆบ้าง ฉันก็รับคำ พระทุกองค์ พระปีนั้นเอาพรรษากันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ มีพระมาประมาณสัก 200 องค์ เขารู้ว่าท่านจะตาย ชาวบ้านน่ะหรือมาเท่าไหร่ ชาวบ้านที่มาน่ะ จะพูดให้ฟัง

ฉันตั้งกระทะหุงข้าว 8 กระทะ สั่งตาเชดกะตาเผือดเป็นพ่อครัวใหญ่กับผู้ใหญ่ยง บอกให้ดูแลคนไปมาให้ดี ปรากฏว่าข้าว 8 กระทะนี่ไม่ทันคนกิน ดูเถอะ ไม่ทันคนกินนะ แต่ว่าอาหารประจำพระราชสำนัก คือว่าสำนักวัดหลวงพ่อปานดีกว่า ล่อพระราชสำนักเข้ามันจะยุ่ง มันเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์ เรื่องของพระมหากษัตริย์นี่หลวงพ่อปานท่านไม่ก้าวก่าย ท่านเทิดทูนเหลือเกิน ท่านบอกว่าคนไม่มีบุญจริงๆ เป็นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ อาหารประจำก็แกงคั่วส้มผักบุ้ง นี่พวกคนตำบลรางจรเข้ขนผักบุ้งเข้ามาเป็นลำๆ สำหรับหัวตาลต้มปลาร้านั่นไม่แน่ มีก็ใช้ไม่มีก็ไม่ใช้ กับแกงจืด ต้มจืดน่ะนะ นี่เป็นอาหารที่ฉันสั่ง มันทำง่าย แล้วก็ผสมกับน้ำปลากินสบายๆ ข้าวปลาอาหารกับข้าวกับปลาบริบูรณ์ ใครไปใครมาก็ขนกันมา คนเต็มวัด คนเต็มวัดจริงๆ นะ ลานวัดนี่เด็กเดินไม่ค่อยได้หรอก คนเต็มจริงๆ เขามาเรือกัน ต้องนอนเรือ เรือจอดเรียงเต็มแม่น้ำเลยเหนือวัดใต้ไปตั้งเยอะ
อวสาน

ต่อมาถึงวันแรม 14 ค่ำ ตอนเช้าท่านพูดว่า นับตั้งแต่เที่ยงวันนี้ไปฉันจะไม่พูดกับใครเลยนะ ใครมีอะไรจะพูดกับฉันเชิญพูดเสียเลย คนเขาก็เกรงใจ ที่มีธุระน้อย เมื่อไม่มีใครพูดก็เลยถามว่า หลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อจะสั่งอะไรศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายบ้างขอรับ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของหลวงพ่อแล้ว ถือว่าเป็นปัจฉิมวาจา ท่านบอกว่า ขอให้สั่งพระกับสั่งชาวบ้านทั้งหมดนะ ขอให้ทุกคนตั้งใจทำความดี คนไหนที่ทำความดีอย่างอื่นมากนักไม่ได้ ก็ให้สร้างความดีทั้งสองอย่างที่ฉันต้องการ ท่านว่ายังงั้น ความดีทั้งสองคือ 1 อย่าดื่มสุราเมรัย และประการที่ 2 อย่าลักอย่าขโมย อย่าประพฤติตนเป็นโจร นี่เป็นปัจฉิมวาจา แล้วท่านก็เงียบ

ฉันก็ไม่มีเรื่องจะพูด เพราะกลัวจะรบกวนท่าน หลังจากนั้นมา หลังจากเที่ยงไปแล้ว มีฉันคนหนึ่งไอ้ 2 ลิงนั่นด้วย กับท่านผู้ใหญ่ยง ฉันนั่งอยู่ด้านขวามือของท่าน เอามือจับชีพจรท่านไว้ ผู้ใหญ่ยงนั่งอยู่ทางเท้าข้างขวา เอามือจับชีพจรไว้ ไอ้ลิงเล็ก ไอ้ลิงเล็กนั่งเท้าข้างซ้ายจับชีพจรซ้าย ไอ้ลิงขาวจับมือซ้าย จับชีพจรซ้าย ตรวจดูว่าเมื่อไหร่หลวงพ่อจะตาย ดูชีพจรของท่านเต้นเป็นปกติ ชีพจรเต้นแบบนั้นมันไม่ใช่อาการของคนตายนี่ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าชีพจรอ่อนมาก สังเกตดูอาการของหลวงพ่อท่านเข้าฌานอยู่ตลอดเวลา

แล้วก็มีพระอีกองค์หนึ่ง พระครูอุดมสมาจารย์ เจ้าอาวาสวัดน้ำเต้า เป็นเจ้าคณะอำเภอบางบาลเป็นลูกศิษย์ องค์นี้เข้าฌานอยู่ปลายเท้า นั่งหลับตาปี๋ บางครั้งก็ปรากฏว่าชีพจรของท่านไม่เต้น ตอนนี้เป็นเข้าสมาธิ 8 ตอนเข้าสมาธิ 8 น่ะมีอาการเหมือนคนตาย ท่านนอนแบบสงบ นิ่งสงัด เวลาจะปรากฏลมหายใจก็ระรวยน้อยๆ แต่บางครั้งดูเหมือนว่าไม่มีลมหายใจ

เมื่อนานๆเข้าฉันสงสัย ฉันนึกว่าหลวงพ่อตายซี ก็หันไปถามพระครูอุดมสมาจารย์ มองดูนาฬิกามันยังไม่ถึง 6 โมงเย็น ถามว่าหลวงพี่ หลวงพ่อไปไหน ท่านก็บอกว่าเวลานี้ยังอยู่ในสมาบัติ 5 เวลานี้ยังอยู่ใน ฌาน 4 ฌาน 3 ฌาน 2 ฌาน 1 ท่านก็ว่าไปตามลำดับ ทีหลังท่านเห็นฉันสงสัย เวลาหลวงพ่อไปพักอยู่ในฌานไหนละก็ ท่านก็บอกฉัน ท่านลืมตาบอกว่า เอ้อ เวลานี้หลวงพ่อพักอยู่ฌานชั้นโน้นฌานชั้นนี้นะ

ในที่สุดบางครั้งท่านก็บอกว่าหลวงพ่อย่องไปดูบ้าน แล้วท่านบอกว่าเวลานี้เทวดากับพรหมมามาก พระมามาก ฉันเลยสงสัยขึ้นมามั่งซี กับไอ้ลิง 2 ลิงนะ ไอ้เจ้าลิง 2 ลิงเวลานี้เขาอยู่พม่า เขาแหงนหน้าขึ้นมา พอพูดชื่อขึ้นมาเขาแหงนหน้าขึ้นมายิ้ม แล้วเขาก็ชี้หน้าว่า ไม่ช้าเอ็งก็ตายหรอกวะ เออ พ่อลิงเอ๊ย แล้วเอ็งล่ะไม่ตายเรอะ ข้าตายเมื่อไรข้าก็สบายโว๊ย ข้าจะไปทุกข์อะไร บ้านของข้าก็สวย เขาก็เลยชี้บ้านของเขาบ้าง เขาบอกว่าบ้านของเขาก็สวยเหมือนกัน นั่นซี คนอย่างข้าจะมีแปลกอะไร บ้านของข้าก็เยอะ เวลานี้ลูกหลานของข้าก็สร้างกันสวยๆ แล้ว ข้าสบายใจแล้วว่ะ ข้าจะตายก็ไม่เป็นไร

อ้าว ขอโทษนะ หันพูดกะเจ้าลิงเสียอีกแล้ว ลืมไป เอาก็ว่ากันต่อไป พอเวลาใกล้จะ 6 โมง เหลืออีกประมาณสัก 5 นาที พระนั่งประชุมกันเต็มวัด ข้างในมีแต่พระ ก็มีผู้ใหญ่อยู่ 2-3 คน คือมี พระยาประเสริฐ พระยาศรยุทธเสนี มีนายประยงค์ ตั้งตรงจิตร หลวงพินิจมาตรา ก็นั่งอยู่ข้างๆ แล้วนอกจากนั้นฆราวาสก็อยู่ข้างนอกกันเต็มอัดหมด คอยฟังเครื่องขยายเสียงว่าพวกเราจะให้สัญญาณอะไรบ้าง อ๋อ เวลาไม่ใช่ 5 นาทีซี เวลาเหลือประมาณสัก 10 นาที

ท่านลืมตาขึ้นมา ท่านถามว่าใคร ท่านมองหน้าฉันนะ ถามว่าใคร บอกว่าผมครับหลวงพ่อ เจ้าลิงดำขอรับ ต้องรายงานแบบนี้ ลิงดำเรอะ เออ ดีแล้วนะลูกนะ ถ้าพ่อตายละก็ เอ๊งช่วยไปสร้างโบสถ์วัดเสาธง ต.สารี อ.บางปลาม้า ให้เสร็จด้วยนะ

ก็ตอนนั้นอายุฉันนิดเดียว ฉันก็ตอบว่า ถ้าหากว่าเขามาขอร้องนะขอรับหลวงพ่อ เพราะผมเป็นเด็กอยู่ จะไปรับอาสาเขาทำจะไม่มีใครเขาเชื่อ ท่านบอกเออ ถูกแล้วๆลูก เลยถามท่านว่า หลวงพ่อขอรับ เวลานี้พระมานั่งกันอยู่เต็มประมาณ 200 รูป แล้วหลวงพ่อจะต้องการให้พระสงเคราะห์อะไรบ้างครับ

ท่านเลยบอกว่า ถ้าพระจะสงเคราะห์นะลูกนะ ให้ท่านสวดอิติปิโสนะ แล้วลูกจุดธูปหอมๆ ให้พ่อได้กลิ่นด้วยนะ ฉันก็ลุกไปจุดธูป ให้สัญญาณพระสวดอิติปิโส เจ้าลิงขาวลงไปกระซิบที่ข้างหูท่าน บอกว่าหลวงพ่อขอรับ เวลานี้พระสวดอิติปิโสแล้วครับ ท่านทำหัวผงกนิดๆ แสดงความเคารพในพระรัตนตรัย พอพระสวดไปได้พักหนึ่ง เวลาเหลืออีกนิดจะ 6 โมง ท่านลืมตาขึ้นมา

ท่านบอกว่าลิงดำเอ๋ย บอกพระกับพวกชาวบ้านนะ บอกพ่อลานะ แล้วขอให้ทุกคนเขามีความสุขนะ ทุกคนตายแล้วจงไปสวรรค์ จงไปพรหมโลก จงไปนิพพาน ก็รับคำท่านว่าผมจะบอกให้ ท่านก็หลับตา พอหลับตาอีกทีนาฬิกาตีเป๋งแรก 6 โมง เอากันเป๋งแรกนะ ท่านลืมตาแล้วก็หลับปั๊บ

ปรากฏว่าชีพจรดับพร้อมกัน พระครูอุดมสมาจารย์ที่นั่งหลับตาอยู่ห่างๆ ลืมตาขึ้นมาบอกว่าหลวงพ่อไปแล้ว หลวงพ่อไปแล้วอย่างสบาย ออกไปสวยเหลือเกิน บอกว่ารูปร่างท่านสวยเหลือเกิน ไปชั้นดุสิต ท่านบอกว่าเทวดาพรหมห้อมล้อมไปส่งถึงชั้นดุสิต

ฉันก็ส่งข่าวให้สัญญาณกับพระ พระท่านสวดอยู่ท่านไม่รู้ว่าหลวงพ่อปานไปแล้ว ฉันยกมือขึ้น บอกว่าเวลานี้หลวงพ่อมรณภาพแล้ว พระหลายองค์แกเลิกสวดอิติปิโส แต่แกสวดใหม่ สวดร้องไห้โฮขึ้นมาเลยพ่อเจ้าประคุณ พระแกนี่สำคัญ มีพระแก่หลายองค์ เลิกสวดอิติปิโสกัน สวดร้องไห้ขึ้นมา เมื่อพระร้องไห้นี่ ชาวบ้านที่อยากจะร้องอยู่ก็เยอะ แล้วเลยช่วยกันเป็นการใหญ่ ล่อกันเสียพัก

ฉันกับไอ้ 2 ลิงนั่งยิ้มๆ ท่านพระครูอุดมสมาจารย์ หลวงพ่อเล็ก อาจารย์ฉัตร พวกนี้กรรมฐานหนักทั้งนั้นนะที่ออกชื่อมา แต่ก็นั่งยิ้มๆ ว่าเจ้าพวกนี้มันโห่อะไรกันนะ หลวงพ่อเล็กบอก เอ๊ะ นี่เขาโห่แปลกนะ พอท่านใหญ่ไปสวรรค์เขาโห่ส่งท้าย แต่ไอ้โห่แบบนี้ขี้มูกขี้ลายมันโป่งเต็มหน้าไปหมด มันโห่อะไรของมัน ท่านพูดยิ้มๆ พวกเราไม่ใคร่ตกใจก็เฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าหลวงพ่อไปสบายกว่าเรา

เมื่อท่านตายแล้วทำยังไง เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ข่าวเล่าลือในการตายน่ะมันมีเยอะ ถ้าฉันจะไม่นำมาเล่าเสียบ้างมันก็จะลำบาก ท่านตายในกุฏิของท่าน คนจะเข้ามาเยี่ยมศพก็แสนจะลำบาก เลยต้องเคลื่อนศพมาไว้ที่ศาลา ทีแรกดำริกันว่าจะใส่หีบศพ จะใส่โลงผีน่ะ เอาว่ากันอย่างนั้นนะ

ก็มาปรึกษากันว่าถ้าใส่หีบศพเข้าแล้ว คนเขามาไหว้ก็ลำบาก เพราะลูกศิษย์ลูกหาท่านมาก เอาไว้ข้างนอกสัก 3 วันเป็นยังไง สมัยนั้นยาฉีดกันเน่ากันเหม็นน่ะมันไม่มีนะลูกหลาน ก็เลยปรึกษากันว่า 3 วัน หลวงพ่อคงยังไม่เป็นไร ก็ช่างเถอะ ถ้าเป็นก็ค่อยเอาใส่หีบศพกัน ก็ทำเตียงเข้าไว้ เอาท่านนอนลงไป

คนทุกคนที่มาก็ให้มีโอกาสสรงน้ำ สรงน้ำก็อนุญาตให้รดแต่เพียงแค่เท้า ไม่มีอะไรเป็นเครื่องประทังความเหม็นและความเน่า ท่านนอนอยู่ 3 วันบนที่นั้น ก็ปรากฏว่ามีอาการเหมือนคนหลับ กลิ่นสางสักนิดหนึ่งก็ไม่มี เนื้อหนังที่จะผิดปกติอย่างคนตายก็ไม่มี

เขาก็เกิดสงสัยว่า คนเราถ้าตายเอาไว้ในที่แจ้งๆ นี่มันไม่ค่อยเน่า เขาก็ว่ายังงั้นนะ เขาไม่ว่าเป็นเหตุอัศจรรย์หรอก เขาลือกันว่ายังงั้น วันนั้นเป็นวันที่ 3 หลังจากวันที่ 3 ไปแล้วเป็นวันที่ 4 ตาเก๊าที่ตลาดบ้านแพนตาย เขาเห็นหลวงพ่อปานเอาไว้ยังงั้นไม่เน่า พวกลูกหลานเขาก็ดีใจ ว่ายังงั้นเราก็เอาไว้อย่างหลวงพ่อปานบ้าง พวกนี้พยายามขี้ตามช้างเขาเอาไว้บ้าง

พอวันที่ ๓ นะลูกหลานที่รัก พระไปฉันไม่ได้ สวดก็ไม่ได้ พระบอกว่าอ้าปากไม่ขึ้น ถามว่าทำไม บอกว่าหูตามันปลิ้นไปหมด ลิ้นจุกมือกางแขนขากางไปเต็มที่เน่าเฟะ แล้วทีนี้มาดูหลวงพ่อปานครบวันที่ 6 แล้วยังไม่เป็นไร เป็นปกติ ร่างกายของท่านน่ะเป็นปกติ เอาไว้กันอย่างนี้ตั้งแต่วันแรม 14 ค่ำ เดือน 8 จนกระทั่งถึงวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9 กี่วันนับไปก็แล้วกัน ร่างกายของท่านไม่ผิดปกติเลย เมื่อถึงเวลาก็เก็บศพ ระหว่างเวลาที่ยังเอาศพท่านไว้ ที่เขาเล่าลือกันนะ

บอกว่ามีปาฏิหาริย์ต่างๆ ฉันไม่อยากจะเล่าให้ฟัง แต่ไม่เล่าให้ฟังเดี๋ยวใครเขามาพูด ลูกหลานจะสงสัย มันมีอยู่คราวหนึ่งที่ ท่านเจ้าคุณพิมลธรรม วัดมหาธาตุ สมัยนั้นยังดำรงตำแหน่ง พระศรีสุธรรมุนี เป็นเจ้าคณะจังหวัดอยุธยา กำลังเทศน์กลางวันนะ ก็มีแสงขึ้นไปจับอยู่ที่เพดานตรงกับหลวงพ่อปาน แล้ววนไปวนมาตลอดเวลาเทศน์ แสงสว่างมากเป็นจุดคล้ายๆ กับแสงไฟฉายขนาดใหญ่ กลางวันนี่ ใครจะฉายไฟขึ้นไปเราก็เห็น แต่ว่าเขาไม่ได้ฉายกันเราก็เลยไม่เห็นคนฉาย อันนี้อย่างหนึ่ง แล้วมีนกกลุ่มหนึ่งมาจับ เข้ามาหาท่านอยู่เสมอ อันนี้ก็ไม่แปลก

อีกอย่างหนึ่งคือเต่า เต่าตัวนี้หลวงพ่อท่านปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเขียนชื่อท่านไว้ แม่สุ่นแล้วก็ตาเซ่งหลีหรือไงก็ไม่ทราบที่ตลาดบ้านแพนเขาไปซื้อมาจากคนเมามันจะแกง แล้วเขาก็มาถวายท่าน ท่านเขียนไว้ที่อกว่า พระปานปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี แม่สุ่นแล้วก็พ่ออะไร ซุ่นหลีอะไรก็ไม่ทราบ ท่านเขียนไว้ที่หน้าอกด้วยตะปู รอยยังอยู่ แต่ว่าปล่อยหลายปีมาแล้วประมาณว่าสัก 10 ปี

เจ้าเต่าตัวนี้มันโตมาก ขนาดเด็กขี่ได้ ไปกับผักชวา พอไปถึงหน้าวัดก็ไต่ขึ้นมาบนเขื่อน คนเดินดูกัน ก็ไต่ไปตามถนนของเขื่อน พอถึงถนนหน้าศาลาแล้วมันก็เลี้ยว เลี้ยวขึ้นไปจะขึ้นบันไดศาลา คนก็เลยจับขึ้นบันได แล้วไปไหน ก็ปรากฏว่าไปนอนอยู่ใต้ศพหลวงพ่อปาน ต่อมาเจ้าของชื่อที่เขาเอามาถวายท่านปล่อย เมื่อเขานำศพไปเก็บแล้วก็เอาไปเลี้ยงไว้จนกระทั่งเต่าตัวนั้นตาย สงเคราะห์ตลอดไป นี่เรื่องก็มีเท่านี้นะ เรื่องอัศจรรย์ก็ไม่มีมาก

คราวนี้เอาตรงไหนดีล่ะ หลวงพ่อปานตายแล้วนี่นะ ตายแล้วก็มาว่ากันถึงเรื่องเผา เรื่องเผานี่เป็นเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน เวลาหลวงพ่อปานตายปรากฏว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋า ในย่ามของท่าน 20 บาท แล้วก็ค้นไปค้นมาพบอีก 60 บาท รวมเป็นเงิน 80 บาทด้วยกัน นี่เงินสดนะรวยมาก หลวงพ่อมีเงินตั้งชั่ง แต่ปรากฏว่าค้นไปค้นมาไปพบหนี้เข้าอีก 4,000 บาท

พวกเราทำยังไงเล่า ไม่ได้ เรื่องหนี้ของหลวงพ่อนี่มันต้องว่ากันละต้องชำระกัน ก็เชิญเจ้าหนี้เขามา บอกให้เผาเสร็จเรียบร้อยเถอะจะใช้หนี้ ไม่เป็นไร ใครเขาไม่รับฉันรับคนเดียว ฉันรับจะเทศน์ชำระหนี้หลวงพ่อจนกว่าจะครบ ทุกคนเขาโมทนา เขาไม่บอกว่ายังไง เขาก็ดีใจว่าฉันรับหนี้

พระองค์อื่นเขานั่งทำตาปริบๆกันเงียบ พูดถึงเรื่องหนี้หลวงพ่อละก็ เขานั่งทำตาปริบๆ เขาไม่พูด ไม่มีใครรับชำระ ฉันก็นึกว่า เอ ท่านเป็นพ่อฉันนี่ ฉันก็รับชำระน่ะซี หันมาปรึกษาไอ้ลิง 2 ตัว บอกเฮ้ย ถ้าเผาหลวงพ่อแล้วเงินไม่พอทำไงเว้ย ไอ้เจ้านั่นเขาบอกว่า เอ็งรับชำระก็เทศน์ใช้หนี้เขาไปซิหว่า เลยถามว่าเอ็ง 2 ตัวล่ะ บอกข้าไม่ได้รับปากเขานี่ แต่ว่าข้าจะช่วย เท่าไรเท่ากันซีวะ มันว่ายังงั้น

หลวงพ่อให้ของเราได้ดีกว่าเงินเสียอีก เรื่องเงิน 4 พันบาทเป็นเรื่องเล็ก เจ้า 2 ตัวเขาว่ายังงั้น พอเจ้า 2 คนว่ายังงั้นฉันก็ดีใจเพราะมันเก่ง ไอ้เจ้านี่มันหาได้แน่ ยังไงๆ มันก็หาได้แน่ มันเป็นพระอภิญญานี่ ไอ้ฉันน่ะไม่ไหวแล้ว นอกจากจะเทศน์เอาลมไปขายแล้วไม่มีอย่างอื่น เป็นอันว่าเลิกกันไป ก็ทำบุญกัน 7 วัน หรือ 8-9 วันนั่นแหละ แล้วมาทำบุญ 50 วัน ทำบุญ 100 วัน นี่ไม่ต้องว่ากัน

เงินของท่านเวลาใช้จริง เมื่อตายแล้วเงินมันหลั่งไหลมาบอกไม่ถูก โอ๊ย บอกไม่ถูกเลย เงินเต็มหีบเรื่อย ทำบุญ 50 วันก็เยอะ ทำบุญ 100 วันก็เยอะ มาพอถึงเวลาจะเผา ได้เยอะตอนนั้น ฉันและบรรดาคณะกรรมการทั้งหมดก็ถวายพระกันหมด ไม่มีใครเขาเก็บ ถึงเวลาเผาเข้าจริงๆ ก็สั่งบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย

บอกว่าขอให้มารับหนี้พร้อมๆกันนะในวันเผา แต่ทว่าทุกคนก็ขอให้เตรียมสตางค์ใส่กระเป๋ากันมาอีกคนละพันบาทด้วย หากว่าในงานของหลวงพ่อเกิดเงินไม่พอจะได้เป็นหนี้ต่อน่ะซี ไม่ชำระ ให้เขาเอามาอีกคนละพันบาท จะได้ขอยืมต่อเอาเป็นทุน เห็นไหมล่ะคนชั้นดี นี่อาจารย์เจิมท่านก็มีคนรู้จักมาก เพราะติดตามหลวงพ่อปานนานก็สั่งไว้เหมือนกัน สั่งคนไว้หลายคน แต่รายที่ถูกสั่งเขาเตรียมกันมาคนละพันบาท รวมเงินแล้วประมาณสัก 2 หมื่นได้มั้ง แล้วทุกคนเขามาบอกว่า เงินเอามาแล้วนะขอรับ เอาหรือยัง พวกเราบอกว่าถ้าหากยังไม่ขาดยังไม่เรียก ถ้าขาดเท่าไรจะขอเท่านั้น เขาก็เตรียมเอาไว้ ในที่สุดงานหลวงพ่อปานเผาเสร็จไปแล้ว

เจ้าหนี้ทั้งหมดในวันจะเผา เวลาเทศน์จบลุกขึ้นประกาศถวายหนี้ เอาเข้านั่นไหมล่ะ ถวายว่าหนี้ทั้งหมดที่เป็นอยู่กับเขานั้นเขาไม่รับ เขาขอถวายหลวงพ่อปานหมด สบายไป 4 พัน แล้วนอกจากนั้นสตางค์ในกระเป๋า คนละพันๆ ก็งัดเอาออกมาอีก อันนี้ขอช่วยถวายในงานศพ จะใช้อะไรก็ตาม เอาเสียอีก 2 หมื่นกว่า นี่เจ้าหนี้น่ะคนละพัน เข้าไป 4 พันนะไม่ได้ 4 พันก็ควักมาคนละพัน แล้วคนอื่นอีกคนละพันๆๆ รวมแล้ว 2 หมื่นกว่าๆ นั่นเงินพิเศษ

แต่ว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้ใช้งานเลย งานของท่านเลี้ยงตัวได้ดีที่สุด เลยดี ตั้งโรงครัวกันขนาดหนัก เลี้ยงกันขนาดหนัก คนมากที่สุด ไม่เคยมีงานครั้งใดคนมากเท่านั้นเลย สำหรับเวลายกศพลงจากศาลาเอาไปลานวัด เจ้าพระคุณพระมหาโพธิวงศาจารย์ วัดอนงคาราม สมัยนั้นเป็น พระมงคลเทพมุนี ท่านมีจริยาอ่อนช้อยเหลือเกิน ท่านอาราธนายืนพนมมือตลอดเวลา เวลาจะบอกพระท่านพนมมือ เดินพนมมือแต้บอก ขอรับขอนิมนต์

พระทุกองค์ยืน 2 แถวจากบนศาลาลงไปแล้วก็ยืนล้อมเมรุไว้ ฆราวาสให้อยู่ข้างนอก เขาแห่ศพก็นำศพไม่กี่คน นำไปในระหว่างภายในแถวของพระ พระยืนกั้นเป็นรั้ว 2 แถวติดๆ กันแล้วเข้าไปถึงเมรุ แล้วพระที่เหลือจากนั้นก็ยืนล้อมเมรุไว้เป็นวงกลม นี่เขากลัวแย่งศพเหมือนกัน แล้วปรากฏว่าพระเหลือแหล่เลยเป็นรั้วกั้นเมรุ พระเป็นรั้ว 2 แถว เหลือแหล่จากศาลาลงไปหาลานวัด พระมากเหลือเกิน บรรดาประชาชนก็ขนาดเดินชนกัน ปี่พาทย์ ไม่ได้หามานะ มากัน 8 วง พ่อประชันกันขนาดหนัก ล่อกันเต็มที่ ปี่พาทย์ไม่ได้หาเลย ลิเก ละครไม่ได้หากัน มากันจนกระทั่งไม่มีที่ตั้ง ปี่พาทย์ลาดตะโพนตั้งกันที่ศาลาน้ำบ้าง ที่หอฉันบ้าง ที่ไหนต่อไปไหนบ้าง บนศาลาไม่มีที่ตั้ง ลิเกละครมากันจนถึงต้องรวมวงกันเล่น ไปเล่นกันคนละวงไม่ได้ นี้เป็นยังงั้น

นี่เป็นบารมีของท่าน เมื่อท่านตายแล้วก็ได้เอาเงินที่เหลือจากนั้นสร้างมณฑปของท่าน แล้วก็สร้างโรงเรียนประชาบาลให้ท่าน เงินก็ยังเหลืออยู่บ้าง ปรากฏว่าท่านอาจารย์เจิมฝากใครไว้ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ทราบ แล้วต่อจากนั้นไปเงินจำนวนนั้นไปไหนก็ไม่รู้เหมือนกันไม่ได้ติดตาม เรื่องเงินส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็ปล่อยไป เรื่องของใครก็เรื่องของใคร

ตานี้มาว่ากันตอนหลัง เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วพวกฉันก็แตกกระสานซ่านกระเซ็นกันไป ฉันก็เข้ากรุงเทพฯ ไอ้ที่เข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้ไปไหนหรอก นึกว่าจะไปดูพระในกรุงเทพฯ เขาเป็นเจ้าคุณ เขาเป็นสมเด็จ เขาเป็นอะไรต่ออะไรกันนี่ ว่าจะมีจริยาเหมือนหลวงพ่อฉันไหม หลวงพ่อปานท่านเป็นพระบ้านนอก แล้วก็คนอื่นน่ะ ที่เป็นอะไรต่ออะไรน่ะ จะเป็นนักเสียสละมีจริยาเหมือนกันไหม ก็มีโอกาสย่องๆๆ ไปดูมาตั้งเยอะ ท่านจะเป็นยังไงบ้างไม่มาเล่าให้ฟังละ ไม่ขอเล่าให้ฟังมันเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่พอครบ 10 พรรษา เจ้า 2 ลิงก็เข้าป่าไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มิ.ย. 2011, 16:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ดาบกายสิทธิ์

หลังจากหลวงพ่อปานตายแล้วปีหนึ่ง ฉันนอนนึกถึงสมุดตำราของหลวงพ่อปานที่อาจารย์แจงขอยืมไป ฉันมานึกขึ้นมาได้ว่าท่านขอยืมเอาไปปีหนึ่ง ท่านจะมาส่ง นี่ไม่เห็นท่านมาส่ง แล้วหลวงพ่อปานก็ตายแล้ว จะลองๆ ไปถามท่านว่าท่านจะให้ไหม จะได้เอามาใช้บ้าง เผื่อจะฮิตขึ้นมา

เมื่อไปถึงอำเภอสวรรคโลก อีตอนนี้มันเป็นจังหวัดหรือยัง ดูเหมือนจะเป็นจังหวัด จังหวัดสวรรคโลก พอไปถึงที่นั่นก็ไปถามเขาว่าอาจารย์แจงอยู่ที่ไหน ความจริงท่านก็อยู่ไม่ไกลอำเภอนัก ก็มีคนนำทางไป ไปพบภรรยาท่าน พอไปถึงบ้านได้ยินข่าวปรากฏว่าอาจารย์แจงตาย ตายไล่ๆกับหลวงพ่อปาน เลยแจ้งกับภรรยาของท่านว่า

ฉันนี่น่ะเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานจะมาขอตำราที่ท่านอาจารย์แจงมอบให้แก่หลวงพ่อปานคืนไป จะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ภรรยาของท่านก็หยิบหนังสือขึ้นมา อาจารย์แจงเขียนเป็นหนังสือตัวคล้ายๆ โบราณ แต่เป็นกระดาษสมุดธรรมดา บอกว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราของอาจารย์พระร่วง ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายมาจากต้นตระกูล เพราะตระกูลของข้าพเจ้าเป็นตระกูลของพระร่วง ท่านว่ายังงั้น ถ้าหากว่าบุคคลใดจะนำตำรานี้ไปใช้เป็นประโยชน์ ให้นำดาบ 2 เล่มนี้ไปรำที่กลางนอกชาน รำกลางแจ้ง ถ้ารำดาบแล้วมีฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ ฟังเสียงชัด ก็มอบตำรานี้ให้ได้ ถ้าใครเอาดาบนี้ไปรำกลางนอกชานฟ้าไม่ผ่าลงมา ห้ามไม่ให้มอบตำรานี้ให้ไป และเมียเขาบอกว่า เขามารำกันเยอะแล้ว

พอท่านอาจารย์ตายก็มารำกันเยอะ ฟ้าไม่ผ่า ฉันก็นึกว่า เอ เราไม่เคยเรียนวิชารำดาบกับเขาสักที เคยเล่นกลองยาวสมัยเด็กๆ รำดาบนี้มันจะใช้ได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ ก็นึก....อธิษฐานในใจว่า....เอาละโยม เอายังงี้ก็แล้วกัน อาตมาคิดว่าถ้าอาตมามีบุญนะ อาตมาเอาดาบไปถือไว้กลางนอกชานพอขยับนิดหนึ่งฟ้าคงจะผ่าลงมา แสดงสัญลักษณ์ว่าให้ตำรา หากว่าอาตมาไปขยับดาบหรือรำดาบฟ้าไม่ผ่าก็กฎของกรรม เรียกว่าวาสนาบารมีไม่ควรกับตำรา เป็นอันว่าเจ๊ากันไปนะโยมนะ

โยมผู้หญิงแกก็บอกว่าใช่ท่าน ยังงั้นถูกแล้ว แล้วแกก็ส่งดาบให้ ฉันก็หยิบดาบมา เอาตำราไปวางไว้ที่หน้าพระพุทธรูป แล้วฉันก็จุดธูปเทียนบูชา ว่าถ้าวาสนาบารมีของฉันนี้เคยเกี่ยวข้องกับท่านเจ้าของตำราเล่มนี้มาบ้าง แล้วควรที่จะรับตำรานี้ไปไว้เป็นสมบัติของตน และคาถาในตำรานี้จะให้ประโยชน์แก่ฉัน ขอให้ฟ้าผ่าลงมาในขณะที่ฉันถือดาบนี้ออกไปกลางแจ้ง ถ้าหากว่าฉันถือดาบอยู่ประมาณ 10 นาทีฟ้าไม่ผ่า แสดงว่าท่านเจ้าของตำราไม่อนุมัติ

ฉันอธิษฐานเสร็จฉันก็ถือดาบออกมากลางนอกชาน ฉันไม่ได้รำไม่ได้เริมอะไรหรอก ไปรำเข้า พระนี่ดีไม่ดีตำรวจจะมาจับ พระรำดาบ ในที่สุดพอเดินออกไปกลางนอกชาน ถึงกลางแจ้งไม่ทันถึง 2 นาทีละมั้ง ฟ้าผ่าเปรี้ยง หูอื้อไปตามๆกัน เป็นอันว่า ฉันมีสิทธิ์ในการใช้ตำรา แล้วฉันก็รับตำรามา

เมื่อรับตำรามาแล้วฉันก็ไม่ใช้ ฉันมานอนคุมไว้เฉยๆ มาคืนหนึ่งเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ฉันฟังวิทยุเปิดฟังข่าวจากสถานีวิทยุจากประเทศไทย ปกติห้องฉันน่ะมีลูกกรงรอบ ปิดประตูแล้วใครเข้าทางไหนไม่ได้ ก็ดับตะเกียง ปกติฉันไม่อยากจุดตะเกียง ก็ปรากฏว่าเสียงคนเดินมาข้างหลังแล้วก็มานั่งบนเตียง มองไปดูเห็นนุ่งขาวห่มขาวเป็นผู้ชาย ถามว่าเป็นใคร บอกว่าฉันเป็นพรหมชั้นที่ 8 ฉันเป็นเจ้าของตำราของท่านปาน ท่านบอกว่าท่านเป็นเจ้าของตำรานะ

ถามว่าเธอทำไมไม่ท่องคาถาใช้บ้างล่ะ ก็เลยเรียนกับท่านว่า ไม่เอาละ คนสมัยนี้มันอกตัญญูไม่รู้คุณคน ทำอะไรให้มันก็ไม่มีความดี หลวงพ่อปานสร้างความดีมาตั้งเยอะ ได้คนที่เห็นความดีไม่กี่คน ไม่เอาฉันขี้เกียจเหนื่อย ท่านเลยบอกว่า ตำรานี่น่ะพ้นจากคุณไปแล้วใครเอาไปใช้ได้ผลไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์นะ เพราะว่าคุณนี่นะเป็นลูกคนสุดท้ายนะ แล้วเป็นคนสุดท้ายที่มีสิทธิ์ใช้ตำรานี้

ท่านบอกยังงั้นฉันก็ไม่เอา ฉันขี้เกียจฉันน่ะ เมื่อเห็นว่าทำยังไงๆ ฉันก็ไม่เอา ท่านก็ทำเป็นผ้ายันต์ใหญ่มาผืนหนึ่ง ผ้าธงมหาพิชัยสงคราม ท่านบอกว่าเอายันต์นี่แน่ะไปจ้างเขาพิมพ์แล้วก็เอามาเสก จะใช้อะไรก็ได้ ฉันก็ไม่เอา บอกว่าไม่เอาละขี้เกียจ ท่านนั่งอยู่ประเดี๋ยว ท่านก็เลยบอกว่าไม่ต้องว่าคาถาหมดหรอก เอา 4 ตัวนี่ไปก็แล้วกัน บอก 4 ตัวก็ไม่เอา ไม่ทำ เรื่องทำน่ะฉันขี้เกียจ ไม่เอาละ ท่านนั่งนิ่งอยู่สักพักหนึ่ง แล้วท่านก็แสดงภาพเป็นพรหม สวยเหลือเกิน

ท่านบอกว่าฉันนี่น่ะเป็นต้นตระกูลของเธอนะ เธอนี่นะเป็นลูกคนสุดท้อง แล้วก็ดื้อด้านอย่างนี้มาหลายชาติแล้ว ไม่ค่อยจะเอาอะไรกับใครหรอก ถ้าลงได้บทที่จะเอาขึ้นมาชาวบ้านเขาไม่ให้ทำก็ทำ แบบนี้เป็นมาหลายร้อยหลายพันชาติแล้ว ชาตินี้ยังจะคบอยู่อีกรึ ก็บอกว่ามันคบหามาหลายพันชาติแล้วจะทิ้งมันยังไง คบมันต่อไปดีกว่าจนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย ท่านก็เลยนิ่ง ไปโดนคนรั้นเข้า มันเคยรั้นมาแล้ว ท่านเลยบอกว่าเอายังงี้แล้วกันนะ ทีหลัง เอาละเธอ มันไหนๆ ก็ต้องทำ คาถาอาคมนี่มันทิ้งไม่ได้ มันต้องทำ เพราะจะต้องบวชไปจนแก่ ถ้าจะทำอะไรก็ตาม เอาผ้าขาวปูเข้า แล้วจุดดอกไม้ธูปเทียนเข้านะ บอกฉัน ฉันจะมาทำให้ทุกอย่างละฉันจะทำให้ เอาเถอะแกขี้เกียจก็แล้วไป ลูกคนสุดท้ายฉันนี่น่ะต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะแกมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติแล้วนะ ไอ้โรครั้นๆ แบบนี้น่ะ ถ้าแกไม่ทำฉันก็ต้องทำ เอ้า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วฉันจะทำให้แก ท่านว่ายั้งงั้นนะ ฉันคิดว่าท่านจะขี้เกียจ ก็เป็นอันว่าเลิกกัน ท่านไป ฉันก็สบาย นี่ฉันขี้เกียจได้ดีนะนี่นะ ถ้าฉันไปท่องเข้าซีพ่อให้ทำคนเดียว นี่ฉันขี้เกียจเลยทำให้ฉัน

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ใครให้ฉันทำอะไรฉันไม่ทำหรอก ที่ใครเขาว่าฉันเสกอะไรต่ออะไรนี่ ฉันไม่ได้เสกหรอก ฉันหลับตาได้ ฉันก็เรียกท่านซิ อยากบอกนี่ ท่านอยากเป็นต้นตระกูลน่ะ องค์เดียวไม่พอ แล้วเดี๋ยวนี้ว่าดะเลย เรียกดะเลย องค์นั้นบ้าง องค์นี้บ้าง องค์โน้นบ้าง ตามอัธยาศัย เป็นอันว่าเรื่องนี้จบไปเสียดีกว่า

อยากให้มันเลิกพูดกันเสียวันนี้แหละ มันหลายชั่วโมงมาแล้ว ไม่ไหวละฟังกันนานๆ เบื่อ มาว่ากันต่อมาเลย ฉันตายวาระที่ 2 เอา มาตรงฉันบ้างละนะ ที่เล่ากันมานี่นะฉันอยากให้ทุกคนรู้เรื่องตายนะ แต่เรื่องมันผ่านมาก็เลยเล่ากันเปะปะมา เรื่องของหลวงพ่อปานที่ว่าจะจบลงไปแล้ว อย่านึกว่าหมดนะ มันยังไม่หมด ยังอยู่อีกเยอะ ที่ฉันไม่รู้ก็ยังมีอีกมาก ที่รู้ยังไม่ได้เล่าก็มี แต่มันนึกไม่ออก มันนึกอะไรได้ก็ว่ากันไปตามเรื่องเท่าที่จะได้


ตายครั้งที่ 2

การตายครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 27 ปี ตอนนั้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉันนี่น่ะมันก็ต้องตายเพราะโรคกระเพาะอาหาร เรื่องโรคทางเดินอาหารผิดปกติ มันพ้นโรคนี้ไม่ได้ เพราะท่านบอกแล้วว่าฉันต้องตายเพราะโรคนี้ ฉันอยู่ดีๆ เขาเอายาต้มมาให้กิน ก็กินเข้าไปท้องมันถ่าย ท้องมันถ่ายหนัก 3 ครั้ง ตาฟางตามเดิม

คราวนี้ไม่มีหมอ หมอไม่มีแล้วระหว่างสงคราม หยูกยามันก็ไม่ไหว ยาที่จะกินเข้าไปก็เป็นยาจับฉ่าย ทีนี้พอตามันเพลียๆ ฉันทำยังไง ก็เริ่มจับกรรมฐาน เริ่มจับอารมณ์ตามเดิม พอจิตเป็นสมาธิ จิตมันโปร่งสบาย พุทธานุสสติกรรมฐานนะลูกหลานที่รัก ฉันน่ะรักษาพุทธานุสสติกรรมฐานของฉันนะ ถึงแม้ว่าฉันจะได้กสิณกะเสินอะไรก็ตามเถอะ เวลาที่ฉันจะไปไหนฉันนั่งนิ่งๆนะ

ฉันนึกถึงพระพุทธเจ้าของฉันก่อนนะ ทุกคนก็จงอย่าลืมนะ ถ้าใครเขาบอกว่าเขาเลยพุทโธแล้วละก็ทราบเถอะ คนนั้นลงอเวจี เพราะว่าเป็นเพื่อนกับเทวทัต พวกเลยพระพุทธเจ้านี่ก็ถึงเทวทัตเท่านั้นแหละ ไม่มีใคร มีกันอยู่ 2 คนนะ คู่หูกันนะ คู่ปฏิวัติกันนะ เราจะไปสวรรค์ได้ ไปพรหมโลกได้ ไปนิพพานได้ จงอย่าลืม เพราะอาศัยพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะรู้ธัมมะธัมโมได้อย่างไร อย่างไรเราก็เกาะต้นเค้ากันไว้ก่อน

ฉันยึดพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ตามันฟางเข้ามาทีละน้อยๆ จนกระทั่งมองไม่เห็นอะไร แต่ใจสบาย ฉันก็ปรากฏมีความรู้สึกว่าฉันนั่งอยู่ในโพรงๆหนึ่ง ตัวฉันสวย สวยกว่าการตายครั้งก่อน ฉันพิจารณาดูตัวฉันว่าสวยสดงดงามมาก แล้วดูว่าไอ้ถ้ำหรือโพรงมันโพรงอะไร ปรากฏว่าเป็นร่างกายนี่เอง ไปนั่งอยู่ตรงกลางของส่วนอก แล้วปรากฏเห็นร่างกายใหญ่เหมือนกับถ้ำใหญ่

ฉันมานึกในใจว่า ไอ้ถ้ำนี้เราอาศัยมันมานานแล้ว หรือว่าเปลือกๆ นี้อาศัยมานานแล้ว เราควรจะอยู่หรือว่าควรจะไป แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ดี หรือจะไปดี ก็เลยตั้งอธิษฐานในจิตว่า ถ้าข้าพเจ้าควรจะอยู่ต่อไป เขาเรียกว่ายังไม่ควรจะไปจากอัตภาพนี้ เห็นไหมไม่มีความเสียดาย มันมีตัวปรากฏอีกตัวลูกหลานจำให้ดีนะ การตายนี่มันก็เหมือนกับความฝันนั่นแหละลูกเอ๋ย เราอย่าไปนึกกลัวมันเลยนะ ร่างกายมันก็เหมือนเปลือกนอก เหมือนกับช้างเขาสานด้วยไม้นั่นน่ะ คนไปอยู่ในนั้นการเคลื่อนไปเหมือนกัน คนเคลื่อนไปเมื่อทิ้งอัตภาพนั้นแล้วมันก็จะกองอยู่ คนก็เคลื่อนไปตามวาสนาบารมี

นึกในใจว่า ถ้าควรอยู่นะ ขอให้มีฉัพพรรณนะรังสีรัศมี 6 ประการพุ่งมา พออธิษฐานเสร็จก็มีรัศมี 6 ประการพุ่งมาบนเพดาน พักหนึ่งก็หายไป ฉันก็คิดว่า เอ๊ะ นี่ถ้าควรอยู่จะอยู่ดีหรือไม่ ถ้าอยู่อย่างอื่นดี ไม่ต้องพูดกัน ยศฐาบรรดาศักดิ์ความร่ำรวยฉันทิ้งมันเสียแล้ว นั่นมันตัวนรก พระรวยมันก็ลงนรก ชาวบ้านรวยดี เพราะว่าต้องเลี้ยงลูกตัวเลี้ยงผัวเลี้ยงเมีย ชาวบ้านมียศดี มีเงินเดือน มีศักดิ์ศรี แต่ว่าถ้าพระรวยพระมียศนี่ ตามมติของฉันซวยเพราะเป็นโลกธรรม เพราะไปยึดมั่นถือมั่น ไปเกาะในด้านอุปทานมันจะแย่ นี่ฉันไม่ต้องการ

ฉันนึกในใจว่าหากฉันจะอยู่ต่อไป ถ้าสมณธรรมของฉันจะดีกว่านี้แล้ว ก็ขอเห็นฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ พุ่งมาแล้วนเป็นทักษิณาวัตร ถ้าหากว่าสมณธรรมของฉันไม่ดีกว่านี้ก็ขอรัศมี 6 ประการจงอย่าปรากฏ พออธิษฐานเสร็จเท่านั้น รัศมี 6 ประการพวยพุ่งมาเป็นทักษิณาวัตรเสร็จ วงกลม ตั้งอยู่ประมาณ 10 นาที ฉันก็ชื่นใจ พอชื่นใจ พอรัศมี 6 ประการหายไปก็ปรากฏว่าพระอินทร์เอายามาให้ฉันก้อนหนึ่ง มีรสคล้ายๆกับดิน บอกว่าคุณฉันเสีย โรคจะหาย เมื่อโรคหายแล้วงานที่เขานิมนต์เทศน์ไว้ที่จังหวัดสุมทรสงครามวันมะรืนนี้ ไม่ต้องนิมนต์ใครไปแทนนะ คุณไปได้ กำลังจะดีเป็นปกติ ฉันกินยาแล้วก็ลืมตาขึ้นมา ก็มองดูข้างซ้ายข้างขวาเห็นคนหลายคน ประเดี๋ยวหนึ่งกำลังปรากฏ หายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านก็แปลกใจกัน นี่เป็นการตายครั้งที่ 2 ยังไม่ได้ไปไหน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มิ.ย. 2011, 16:58 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2011, 18:31
โพสต์: 292


 ข้อมูลส่วนตัว


ตายครั้งที่ 3

ตานี้มาว่ากันถึงการตายตรั้งที่ 3 ว่ากันลัดๆ เลยนะ ตอนนี้ฉันอายุ 39 ปี จะเข้า 40 เอางี้แล้วกัน ฉันบวชพรรษาที่ 19 อายุอย่าว่าให้มันตรงนักเลย เอาพรรษาดีกว่า พรรษาที่ 19 ปลายปี เลยพรรษที่ 19 มาแล้ว จะเข้าพรรษาที่ 20 ฉันสร้างเป็นการใหญ่ หลังจากตอนนี้ฟื้นมาแล้วฉันก็นวดใหญ่ เลย มันห่างกันหลายไป วัดใหญ่สร้างทีละ 3 วัด 4 วัด พร้อมๆ กันปีสุดท้ายนั่น

หลวงพ่อปานท่านมาบอกก่อนหน้าเหมือนกันนะ ท่านบอกว่าอีก 3 ปีคุณจะป่วยหนัก งานก่อสร้างทั้งหมดขอให้เบาตัว ฉันเลยเอาใหญ่เลย ไปห้ามฉันเข้าก็เหมือนกับยุ ฉันน่ะ มันบวมๆแบบนี้ละนะ ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขา ฉันนึกว่าถ้ามันจะตายแล้วให้ตายด้วยดี อย่าให้เงินมันขังมากเลย มันรวยมากกลัวว่ามันจะชวนเดินทางไปหาเทวทัต มันจะมีค่าพาหนะไปหาเทวทัต ฉันก็ฟัดหนัก ฟัดเสียเป็นหนี้เขาเป็นล้านๆ ตอนนั้นไม่ใช่เป็นหนี้เป็นแสนอย่างสมัยนี้ เป็นหนี้เป็นล้านนะ ปีหนึ่งๆถึงล้านบาท เลยกว่าล้านบาทก็มี

แต่น่าอัศจรรย์ ไม่ทราบว่าชาวบ้านชาวเมืองเขามีศรัทธามาช่วยกันได้ยังไง แต่ละปีหมดไปได้นี่แปลกจัง อันนี้เป็นเรื่องแปลกนะบรรดาลูกหลานทั้งหลาย ตานี้มาถึงปีนั้น โรคที่ฉันเป็นฉันก็รู้สึกว่าเป็นไม่มาก ฉันสร้างโบสถ์ 2 หลังควบ พอฝังลูกนิมิตแล้ว ปีเดียวแหละฝังลูกนิมิต เริ่มตั้งโบสถ์เมษายน แล้วรุ่งถึงเมษายนอีกทีฉันก็ฝังลูกนิมิตครบปีพอดี หลังจากนั้นฉันก็เดินพาเหรดเข้าโรงพยาบาลทหารเรือ แล้วจากนั้นไปแล้วอาการป่วยก็ปรากฏ มันไม่หนักไม่หนา

ตอนป่วยอยู่นี่ซิแปลก พอถึงเวลา 2 ทุ่ม จวนจะ 2 ทุ่ม ท้องมันแน่นขึ้นมาทุกวัน เสียดอืด กลางวันมันไม่เป็นไร แต่ว่าจวน 2 ทุ่มมันเล่นงานฉันทุกวัน มันเสียด มันอืด ป่วยคราวนี้ฉันรู้ตัวว่าฉันแก่แล้ว ฉันคิดว่าการป่วยคราวนี้ฉันตายแน่ ฉันคิดเลยนะว่าฉันตายแน่ ฉันไม่อยู่แล้วอารมณ์ของฉันตอนนั้น ลูกหลานฟังแล้วจำให้ดีนะมันเป็นของสำคัญที่สุด ซึ่งฉันเองฉันก็ทำแบบโง่ๆ ฉันไม่ได้คิดอะไรมากหรอก แล้วฉันก็คิดว่าตามธรรมดาคนตายเอาอะไรไปไม่ได้เลย

หมายความว่าทรัพย์สินต่างๆ ไม่มีใครเอาอะไรไปได้ คราวนี้ฉันคิดว่าตายแน่ ฉันตั้งใจว่าฉันตายเลย ไม่ใช่ว่าฉันจะฆ่าตัวฉันหรอก ฉันคิดว่าฉันไม่รอดแน่ เพราะอาการทางร่างกายฉันมันถูกทรมานมามาก ฉันอดฉันทนมาหลายปี มันกระซ่องกระแซ่งมาหลายปี ไปไหนก็ไปด้วยกำลังใจแท้ๆ กำลังกายจริงๆ ไม่ไหว ฉันตัดสินใจอย่างนี้ จะพูดให้ฟัง ฟังให้ดีนะ ฉันคิดว่าหนึ่ง ฉันไม่มีพ่อ ไม่ใช่ว่าฉันจะเป็นคนอกตัญญู ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ฉันคิดว่าถ้าความตายมันจะเกิดขึ้นพ่อก็ดีแม่ก็ดี พี่ก็ดี น้องก็ดี ญาติก็ดี เพื่อนฝูงก็ตาม ไม่มีใครช่วยเราได้ ไม่มีใครที่จะมายับยั้งความตายได้ ทรัพย์สินต่างๆ ก็ดี ไม่สามารถจะมายับยั้งความตายได้ เวลานี้เราเป็นคนไม่มีอะไร เพราะว่าร่างกายนี้มันกำลังจะพัง ถ้าหากว่ามันพังเสียแล้วอะไรเล่าที่เรายึดเอามาได้ แม้แต่ร่างกายเราก็เอาไปไม่ได้ ยังต้องปล่อยให้มันเน่ามันกองจมดิน ฉันมีความรู้สึกอย่างนี้ แล้วก็เลยทำใจเป็นคนว่าง หมายความว่าฉันเป็นคนไม่มีอะไร ฉันเป็นคนไม่มีพันธะ หาพันธะใดๆ ไม่ได้ทั้งหมด

ฉันไม่เอาจิตเข้าไปเกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหมด เวลาใครเขามาพูดเรื่องทรัพย์สินก็ดี พูดเรื่องบุคคลก็ตาม ฉันบอกฉันไม่มีหรอก อย่ามายุ่งกับฉันนะ เวลานี้ฉันป่วย และฉันกำลังจะตาย แกมาเยี่ยมไข้ฉัน แกควรจะพูดได้อย่างเดียวว่า ฉันน่ะใกล้จะตายหรือยัง ทุกขเวทนามันดีขึ้นหรือบรรเทาลง แกจะมาพูดเรื่องทรัพย์สินเรื่องใครต่อใครน่ะฉันไม่เอาด้วย จิตฉันปล่อยว่างๆ จริงๆ 2 วัน ฉันทำตนเป็นคนสบาย นึกอยู่เสมอว่าไม่ช้ามันก็พังแล้ว ในเมื่อมันจะพังฉันไม่เอามันอีก ฉันเข็ดมันเต็มที ฉันปรนเปรอมันมามาก ฉันเลี้ยงมันมามากร่างกายนี่น่ะ ยาก็หาให้ ข้าวก็หาให้กิน ขนมก็หาให้ จะเอาอะไรฉันหาให้ทุกอย่าง มันไม่ยอมดีสักที มันทรุดลงเรื่อยไป ฉันคิดนับว่าเมื่อไรจะพังหนอ มันอยากพังก็พัง

พอถึงคืนวันที่ 3 ใกล้จะ 2 ทุ่ม ฉันเรียกจ่าพยาบาลเข้ามาบอกให้ไขเตียง ดูเหมือนว่าจะชื่อจ่าเอกพยุง เวลานี้คงจะเป็นนายทหารไปแล้ว มันนานมาแล้วนี่ ให้แกไขเตียงให้นั่ง แล้วจุดธูปเทียนแล้วฉันก็นั่ง ฉันเริ่มตั้งท่าว่าเวลานี้มันใกล้จะเสียดอีกแล้ว มันมาทุกวัน วันนี้ฉันจะตั้งท่าสู้มันก่อน มันจะเสียดหรือไม่เสียดก็ตามฉันจะสู้มันก่อน

ฉันก็เลยตั้งท่าสู้มัน เอาจิตทำสมาธิ จับอานาปานุสสติกรรมฐาน แล้วก็ปลงว่าขันธ์ 5 คือร่างกายมันจะพัง เราไม่ต้องการมันอีก ทรัพย์สินของเราไม่มี ญาติพี่น้องไม่มี พ่อแม่ไม่มี ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี นอกจากคุณพระรัตนตรัย เวลานี้เราต้องการคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ธรรมใดที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้ว เราต้องการเห็นธรรมนั้น คิดในใจอย่างนี้

ลูกหลานฟังแล้วจำให้ดีนะแค่นี้แหละ ฉันคิดเท่านี้เอง ฉันไม่ได้ทำอะไรมากหรอก ประเดี๋ยวเวลา 2 ทุ่มตรง ก็ปรากฏว่ามีพรหมองค์หนึ่งมายืนอยู่ข้างหน้าฉัน แสงสว่างมาก มีความสวยสดงดงามมาก บอกว่าสมเด็จให้ไปเฝ้าก็เดินตามแกไป เวลาออกจากตัวรู้สึกว่าร่างกายของฉันสวย สวยปลั่งเลยคราวนี้ สวยกว่าตาย 2 ครั้งนั่นมาก มันสวยบอกไม่ถูก มีความบางกว่า มีความเบากว่า เครื่องประดับประดาก็สวยงดงามบอกไม่ถูก แกพาเดินลัดเลาะตั้งแต่สวรรค์ชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 6 ตั้งแต่พรหมชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 20 หมายความว่า รูปพรหม 16 ชั้น กับอรูปพรหมอีก 4 ชั้น รวมเป็น 20 ไปหมด พอผ่านพรหมชั้นที่ 16 แล้วแกไม่ไป แกชี้ทางให้ไป ตอนไปตอนต้นฉันไปสบาย เดินกระปรี้กระเปร่าแบบสบาย แต่ทว่าพอเลยพรหมชั้น 16 ไป คล้ายๆกับคนที่ไม่มีแรง ร่างกายนี่มันโผเผไปหมด เหมือนกับคนรื้อไข้ใหม่ๆ แล้วก็ตื่นนอนใหม่ๆ รื้อไข้ใหม่ๆ ด้วย ตื่นนอนใหม่ๆด้วย เหนื่อยหนักๆด้วย ร่างกายมันไม่มียังงั้น เดินกระซ่องกระแซ่งๆๆ ไป เปะปะๆ จะไม่ไปก็ไม่ได้

ท้าวมหาพรหมท่านให้ไป เมื่อไปแล้วก็ปรากฏว่าไปเจอสถานที่แห่งหนึ่ง มีกำแพง ๔ เหลี่ยม มีซุ้มประตูเป็นที่เข้า แล้วก็กำแพงมันคล้ายๆ แก้วผสมทอง พื้นที่เดินเหมือนแก้วผสมทอง เข้าไปเจอะหอระฆังหลังหนึ่ง มีอาคารอยู่ 3 หลังใหญ่มาก สวยบอกไม่ถูก สว่างไสวมาก วิจิตรตระการตาบอกไม่ถูก มองไปทางด้านทิศตะวันออกเห็นมีสระโบกขรณี แล้วก็มีแท่นแก้ว มีต้นไม้แก้ว ฉันเห็นมันเป็นวัด ตอนนั้นรู้สึกว่ามันวัดอะไรมันสวยจริงๆ ไม่เคยเห็น เงียบสงัดหาคนไม่ได้ มองไปมองมาไม่มีใคร แต่ความชุ่มชื่นความสบายมันเกิดขึ้นแก่จิตบอกไม่ถูก อากาศเย็นกำลังสบาย มีความสุข เลยนอนอยู่ที่หอระฆัง

พอนอนที่หอระฆังก็หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พอดีเห็นพระองค์หนึ่ง มีฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ พวยพุ่งออกมาจากกาย ท่านเดินมาทางด้านกำแพงทิศตะวันออก ตอนนั้นไม่มีประตูเข้า พอท่านเดินมาถึงกำแพง กำแพงมันก็ขาดออกไป หดตัวเข้าไป ท่านก็ผ่านกำแพงมา แล้วกำแพงมันก็ชนติดกัน ท่านเดินมาที่ฉัน ในใจก็นึกว่าพระพุทธเจ้า เพราะองค์นี้เคยเห็นบ่อย

พอท่านมาถึงฉัน ฉันก็ลงจากเชิงหอระฆัง ท่านก็นั่งแทนแล้วฉันก็กราบ ท่านถามว่าสัมพเกษี เธอคิดหรือไม่ว่า ในชาตินี้เธอจะมานิพพานได้ ฉันแปลกใจเรื่องนิพพานนี่นะ เพราะว่าเขาบอกว่านิพพานสูญ ฉันเลยกราบทูลท่านว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยคิดพระพุทธเจ้าข้า ท่านถามว่าทำไม ฉันเลยตอบว่าเขาบอกว่านิพพานสูญ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่านิพพานอยู่ที่ไหน ก็เลยไม่คิดว่าจะไป คิดอย่างเดียวว่าถ้าตายแล้วไม่ต้องการขันธ์ 5 ไม่ต้องการความเกิดอีก

ท่านก็เลยเรียกว่าสัมพเกษี ที่ตรงนี้เขาเรียกอะไร ก็กราบทูลท่านว่าข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักพระพุทธเจ้าข้า ท่านก็ถามต่อไปว่าพรหมชั้น 16 น่ะเธอเห็นแล้วรึยัง บอกว่าพรหมชั้นที่ 16 ข้าพระพุทธเจ้ามาเที่ยวเป็นปกติพระพุทธเจ้าข้า รู้จักดี ท่านถามว่านี่เขาเรียกว่าพรหมชั้นที่ 16 ใช่ไหม ก็ตอบว่าไม่ใช่ เพราะว่าเลยมาแล้วพระพุทธเจ้าข้า

ท่านจึงได้บอกว่า ตรงนี้น่ะเขาเรียกว่านิพพาน พอเลยชั้นที่ 16 เข้ามาเขาเรียกนิพพาน ก็แปลกใจถามว่า เห็นครูบาอาจารย์ท่านสอนว่านิพพานสูญอย่างไรเล่าพระพุทธเจ้าข้า ท่านก็ทรงแย้มพระโอษฐ์บอกว่า คนที่เขาเขียนนิพพานสูญน่ะ เข้าไม่เคยเห็นนิพพานนะสัมพเกษีนะ เวลานี้เธอเห็นแล้ว แล้วเธอคิดไหมเล่าว่าชาตินี้เธอจะนิพพานได้ ตอนนั้นกำลังใจมันไม่มีก็ยืนยันว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยคิดว่าจะมาได้พระพุทธเจ้าข้า

ท่านจึงนิมิตไม้ขึ้น 10 ท่อน เป็นไม้ลำ บ้องแค่ศอก บางๆ แล้ววางไว้ แล้วท่านบอกว่าพระที่จะมานิพพานได้เขายกไม้อันนี้ขึ้น แล้วท่านก็เรียกพระมา 9 องค์ พระไม่รู้มาจากไหน โผล่ผลุบผลับก็มาถึง ปรากฏว่าองค์ที่ 3 หรือองค์ที่ 4 จำไม่ค่อยได้ ดูเหมือนจะเป็นองค์ที่ 4 หรือองค์ที่ 3 จะเป็นหลวงพ่อปานวัดบางนมโคอาจารย์ฉัน แต่ละองค์พอท่านเดินมาถึงก็หยิบไม้ใส่บ่า แบกเบาๆ แล้วเดินไปสบายๆ หลวงพ่อปานท่านเห็นฉันท่านมองยิ้มๆ แล้วท่านหยิบไม้ แล้วท่านเดินผ่านไป พอ 9 องค์เดินผ่านไปหมดแล้วท่านสั่งว่าอีกท่อนหนึ่งเป็นของเธอ ฉันนึกในใจว่าฉันยกไม่ไหว ฉันคิดในใจนะว่าฉันยกไม่ไหวนะ แต่ว่าเกรงใจท่าน จะต้องยก ก็เข้าไปยกไม้ ตั้งท่ายักแย่ยักยัน แต่ว่าพอยกเข้าจริงๆ พอจับแล้วปรากฏว่าไม้เบามาก เบาเหมือนเศษกระดาษเช็ดมือเช็ดปากชนิดเดียวที่ติดอยู่ที่มือ

ฉันมีกำลังขึ้นมาทันที เอาใส่บ่าเดินตามพระไป พอเดินไปได้ประมาณ 10 ก้าว ท่านเรียกกลับมาบอกว่าสัมพเกษีวางไม้ก่อนลูก วางไว้ก่อนนะ เธอยังไปไม่ได้ วิปัสสนาญาณของเธอยังอ่อน

เธอทราบแล้วใช่ไหมว่าวิปัสสนาญาณอ่อน บอกว่าข้าพระพุทธเจ้าทราบแล้วพระพุทธเจ้าข้า ท่านถามว่าทำไมไม่เร่งรัด บอกว่าเคยคิดว่าจะมาแค่พรหม ตั้งใจไว้ว่าจะมาแค่พรหม ไม่เคยคิดว่าจะมานิพพานได้ ท่านเลยบอกว่า กลับไปนะสัมพเกษี กลับไป ไปฝึกวิปัสสนาญาณให้เข้มแข็ง หลังจากนี้เป็นต้นไปเวลา 4 ทุ่มตรง ถ้ามีแขกอยู่ก็จงเลิกรับแขกเข้าที่นอนบูชาพระ ฉันจะไปสอนอริยสัจจนกว่าเธอจะได้ผล กลับไปปฏิบัติตามนั้น แล้วจงอย่าลืมนะ อารมณ์ที่เธอคิดนั่นเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์

หมายความว่าการที่จะมานิพพานได้ ที่เธอคิดว่าเธอน่ะ พ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงทรัพย์สินต่างๆ ไม่สามารถจะช่วยเธอได้เมื่อเธอจะตาย ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์คือคุณพระรัตนตรัย แล้วเธอไม่ต้องการร่างกายเพราะมันป่วยไข้ไม่สบาย มีความทุกข์อยู่เสมอ ขึ้นชื่อว่าความเกิดไม่ต้องการอีก อันนี้เป็นอารมณ์ของอรหันต์

คนทุกคนถ้าภาวนาอย่างนี้เป็นอารมณ์แล้วมานิพพานได้ทุกคน เท่านี้แหละท่านก็ส่งกลับ ปรากฏว่าฟื้น เรื่องราวข้างล่างไม่ต้องบอกกันว่าอะไรเป็นอะไร เอาละบรรดาลูกหลานที่รักทั้งหลาย ฉันพูดเรื่องของหลวงพ่อปานมาก็นาน แต่บางทีก็มีอะไรแทรก ความประสงค์ของฉันก็จะเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่าการตายวาระที่ 1 วาระที่ 2 วาระที่ 3 จะให้รู้ว่าการตายของคนเราจริงๆ ก็มีสภาพเหมือนความฝัน แล้วก็ความตายนี่มันเป็นของธรรมดา

ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สัตว์โลกทั้งหมดเกิดเท่าไรตายเท่านั้น ไม่มีสัตว์หรือว่าคนไหนจะไม่ตาย ความตายนี่น่ะเป็นกีฬาของชีวิต หมายความว่าคนเรานี่นะไม่ได้ท้อแท้ต่อความตาย เห็นความตายเป็นเครื่องเล่นคล้ายกีฬา ความจริงจิตของเรานั้นอาจจะหวาดหวั่น แต่ว่าร่างกายของเรานั้นมันเดินเข้าไปหาความตาย แล้วเราก็หนีไม่พ้น

ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่ฟังเรื่องราวของหลวงพ่อปานที่ฉันเล่ามา มันเป็นสาระบ้าง ไม่เป็นสาระบ้าง เมื่อฟังแล้วก็อย่าถือเอาไปเป็นตำรับตำรานะ เพราะว่ามันเป็นมุมหนึ่งของพระรุ่นกระจิ๋ว ที่เข้าถึงมุมหนึ่งของพระพุทธศาสนา เข้ามาไม่ครบทุกมุม เห็นโน่นนิด เห็นนี่หน่อยแล้วมาเล่าให้ฟัง อย่าเอาเรื่องนี้ไปเกี่ยวกับชาวบ้านเขา ถ้าเขาพูดอะไรผิดไปกว่านั้นละก็อย่าเถียงกับเขา ปล่อยเขา ถ้าเราอยากจะรู้ตามความเป็นจริง

ลูกหลานที่รัก พยายามฝึกทิพยจักษุญาณให้ปรากฏ วิธีฝึกทิพยจักษุญาณนี่เป็นของไม่ยาก จับภาพพระหรือภาพแสงสว่างหรือภาพไฟอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ เป็นลูกแก้วก็ได้ เวลาหลับตานึกถึงภาพนั้น แล้วตั้งอารมณ์ให้ทรงอยู่ ทำยังงี้เสมอๆ แล้วไม่ต้องคิดอะไรหมด เมื่อจิตมันปรากฏเป็นสมาธิดีแล้ว ความรู้สึกทางจิตน่ะมันเกิดขึ้น คำว่าทิพยจักษุญาณนี่ไม่ใช่ตาเนื้อ เป็นทิพย์ คือความรู้สึกทางจิตน่ะมันเกิดขึ้น รู้คล้ายๆ กับตามองเห็นอย่างนี้ เขาเรียกว่าทิพยจักษุญาณ

เอาละลูกหลานที่รัก เวลานี้ก็สมควรแล้ว พูดมาก็นานหลายชั่วโมง หลายวัน เออ วันที่พูดเป็นวันที่ 25 มกราคม อันเป็นวันสุดท้าย พ.ศ. 2515 จะได้จำไว้ว่าฉันพูดเมื่อไหร่ แล้วเวลาที่ลงมือพูดคือเวลา 8 นาฬิกา 30 นาที เวลานี้ก็พอสมควรกันแล้วนะ ฉันก็จะลาลูกหลานนะ

ขอความสุขสวัสดิ์พิพัตนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาลูกหลานที่รักทุกคนสวัสดี.

:b8: ขอขอบคุณที่มา
http://www.thaisquare.com/Dhamma/


ขออนุโมทนาทุกท่านที่ช่วยกันนำหนังสือดีๆ มาลงแบ่งกันอ่าน
ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกๆ ท่านครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 42 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร